จีนไม่หยุดเชือดฟินเทค เล็งห้ามแบงก์ผนึกกำลังผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนไม่หยุดเชือดฟินเทค เล็งห้ามแบงก์ผนึกกำลังผูกขาด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 15:39 น.จีนไม่หยุดเชือดฟินเทค เล็งห้ามแบงก์ผนึกกำลังผูกขาดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนแนะอาจจำกัดการผูกบัญชีธนาคารเข้ากับแพลตฟอร์มของธุรกิจฟินเทค

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โหลวจี้เหว่ย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของจีน แนะนำว่าจีนอาจจะจำกัดจำนวนธนาคารที่แพลตฟอร์มธุรกิจฟินเทคสามารถเป็นพันธมิตรได้ให้เหลือเพียงธนาคารเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มใดๆ ได้รับส่วนแบ่งการตลาดมากเกินไป

เมื่อเดือนที่แล้วหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเตือนยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของประเทศว่าต้องเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด และความเคลื่อนไหวนี้ทำให้การขายหุ้นครั้งแรกมูลค่า 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐของ Ant Group บริษัทในสายของ Alibaba ถูกระงับทันที ดับอนาคตการเปิดขายหุ้นครั้งแรกที่คาดว่าจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

โหลวจี้เหว่ยยังคงมีอิทธิพลในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอกประเทศของหน่วยงานที่ปรึกษาระดับสูงของรัฐบาลจีน โหลวจี้เหว่ยพูดในฟอรัมการจัดการความมั่งคั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาโดยเขาเตือนว่าแพลตฟอร์มฟินเทคที่มีส่วนแบ่งการตลาดขนาดใหญ่อาจนำไปสู่หนี้เสียได้

“เราสามารถจำกัดจำนวนธนาคารที่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งสามารถใช้งานได้เพื่อให้มีแพลตฟอร์มอื่น ๆ สามารถทำธุรกิจที่คล้ายคลึงกันภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน” เขากล่าวและเสริมว่าแพลตฟอร์มฟินเทคไม่ควรได้รับอนุญาตให้เติบโตจนถึงจุดที่ “ผู้ชนะทั้งหมด “และ” ใหญ่เกินกว่าจะจะปล่อยให้ล้ม” ซึ่งเป็นการกล่าวพาดพิงถึงวิกฤตการเงินโลก ปี 2007 – 2008 ซึ่งสหรัฐไม่ยอมปล่อยให้สถาบันการเงินที่ดำเนินการผิดพลาดล้มลงอย่างเป็นธรรมชาติ

จีนได้ให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงบริษัทในเครือ Alibaba Group Holding และ Tencent Holdings ซึ่งติดอันดับหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่และมีมูลค่ามากที่สุดในโลก บริษัทเหล่านี้หลายแห่งได้รวบรวมข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากในระหว่างการให้บริการ

สื่อของรัฐกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังหลักทรัพย์กล่าวว่ารัฐบาลจีนอาจพิจารณาเรียกเก็บภาษีดิจิทัลกับบริษัทเทคโนโลยีที่เก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ดำเนินการปรับบริษัทเทคโนโลยีเช่น Alibaba ที่ไม่รายงานข้อตกลงทางธุรกิจที่ผ่านมาอย่างเหมาะสมตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาด นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทอินเทอร์เน็ตถูกปรับเนื่องจากละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่บังคับใช้ในปี 2008

Photo by HECTOR RETAMAL / AFP

ผู้เชี่ยวชาญชี้เมียนมาคุมโควิดล้มเหลว เสี่ยงทำให้ไทยอาจพัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ผู้เชี่ยวชาญชี้เมียนมาคุมโควิดล้มเหลว เสี่ยงทำให้ไทยอาจพัง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 13:32 น.ผู้เชี่ยวชาญชี้เมียนมาคุมโควิดล้มเหลว เสี่ยงทำให้ไทยอาจพังเมียนมามีความด้อยด้านสาธารณสุขอย่างมาก ทำให้ไทยต้องตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย

เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ (Bertil Lintner) ผู้สื่อข่าวชาวสวีเดนซึ่งเชี่ยวชาญระดับโลกเรื่องเมียนมาและปัจจุบันพำนักในประเทศไทย ได้เขียนบทความลงใน Asia Times เรื่อง “ความล้มเหลวเรื่องโควิดของพม่าคุกคามความสำเร็จของไทย” เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ตอนนี้บทความดังกล่าวเริ่มที่มีส่วนจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังการพบผู้ติดเชื้อในไทยที่หลบหนีเข้ามากเมียนมาและยังพบผู้ติดเชื้อขนานใหญ่ในมหาชัยซึ่งเป็นชุมชนชาวเมียนมาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ลินท์เนอร์เขียนถึงกรณีที่คนไทยซึ่งไปทำงานที่ 1G1-7 Hotel ในเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมาหลบหนีเข้าประเทศจนทำให้เกิดการติดเชื้อหลายพื้นที่ เขาชี้้ว่าถึงแม้รัฐบาลไทยจะอ้างว่าการแพร่ระบาดทางภาคเหนือควบคมได้ แต่ผู้ที่เดินทางกลับจากท่าขี้เหล็กส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและตรวจพบได้ง่ายเนื่องจากบางคนทำผิดพลาดเสียเองด้วยการโพสต์ภาพบนโซเชียลมีเดียว่าตัวเองกำลังเดินป่าอยู่บนภูเขาชายแดน

“แต่เครือข่ายค้าของเถื่อนที่ฐานที่มั่นมั่นคงในแถบนั้นช่วยอำนวยความสะดวกให้กับขบวนการข้ามพรมแดนอื่ ๆ ของคนไทยที่ติดค้างที่ต้องการกลับบ้าน ผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ และพ่อค้าล้อชาวจีนที่ดำเนินธุรกิจย่อยๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย” ลินท์เนอร์กล่าวในบทความและชี้ว่าทางการไทยยังต้องจับเส้นทางน้ำแถบภูเก็ตและระนองด้วย

ในเดือนธันวาคมนี้เองที่สถาบัน Brookings Institution ในสหรัฐระบุจุดอ่อนที่ชัดเจนหลายประการของเมียนมา ได้แก่ ความสามารถในการตรวจเชื้อที่ไม่เพียงพอ, ระบบสาธารณสุขที่ไม่ได้เตรียมการ, การขาดรายได้และการขาดแคลนอาหารที่เกิดจากวิกฤต และความไม่สงบภายในประเทศซึ่งรวมถึงสงครามกลางเมืองที่นองเลือดในพื้นที่ชายแดนหลายแห่ง

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เมียนมาร์มีความพร้อมน้อยที่สุดในภูมิภาคในการรับมือกับวิกฤตสุขภาพที่สำคัญใดๆ และก่อนหน้าการระบาดของโควิด -19 อย่างรุนแรงในประเทศ เมียนมามีแพทย์เพียง 6.7 คนต่อประชากร 10,000 คนในปี 2018 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่แพทย์ 15.6 คนต่อประชากร 10,000 คน และมีเตียงในโรงพยาบาลเพียง 10.4 เตียงต่อประชากร 10,000 คน ลินท์เนอร์ชี้ว่า “ผู้ติดเชื้อที่กลับมาสะท้อนให้เห็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปัญหาที่คนไทยต้องต่อสู้ในขณะนี้ นั่นคือเพื่อนบ้านที่ไม่เพียงแต่ล้าหลังกว่าประเทศไทยหลายทศวรรษในด้านการพัฒนาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพ แต่ยังยังมีสงครามกลางเมืองที่ยังคงคุกรุ่นและกลุ่มอาชญากรรมที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระตามแนวชายแดนด้วย”

ทั้งนี้ ซินหัวรายงานว่าเมื่อวันเสาร์ที่19 ธันวาคม กระทรวงสาธารณสุขเมียนมารายงานพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในประเทศเพิ่ม 989 ราย และพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 26 รายในรอบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศแตะที่ 115,187 ราย ส่วนยอดผู้เสียชีวิตขยับเป็น 2,424 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 และออกจากโรงพยาบาลแล้วของเมียนมาอยู่ที่ 94,118 ราย

อนึ่ง เมียนมาตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 มี.ค. และได้ทำการทดสอบตัวอย่างส่งตรวจไปแล้วกว่า 1.57 ล้านครั้ง

Photo by Ye Aung THU / AFP

ต่างประเทศจับตาการระบาดระลอกใหม่ในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต่างประเทศจับตาการระบาดระลอกใหม่ในไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.ต่างประเทศจับตาการระบาดระลอกใหม่ในไทยสื่อหลักของต่างประเทศเริ่มรายงานการติดเชื้อระลอกใหม่ในประเทศไทย ไม่วาจะเป็นเอเจนซี่ชั้นนำอยางเอเอฟพีและรอยเตอร์ก็ติดตามสถานการณ์นี้

รอยเตอร์รายงานว่า “ประเทศไทยมีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า 500 รายในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารทะเล (จังหวัดสมุทรสาคร) เมื่อวันเสาร์ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในหนึ่งวันในประเทศที่เคยทำให้การแพร่ระบาดอยู่ภายใต้การควบคุมเอาไว้ได้”

สำนักข่าวเอเอฟพีได้สัมภาษณ์ผู้ประสานงานชาวเมียนมาที่สมุทรสาคร คือ Moe Kyaw Thu จากมูลนิธิรักษ์ไทยซึ่งกำลังประสานงานการตรวจเชื้อชาวเมียนมากล่าวว่ามีเป้าหมายที่จะคัดกรองผู้คน 4,000 คนในช่วงสุดสัปดาห์นี้

“ประชากรในมหาชัยเป็นคนไทยประมาณ 70% และแรงงานข้ามชาติ 30% ซึ่งหมายความว่าแหล่งที่มาของการแพร่กระจายของไวรัสอาจมาจากแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะแรงงานชาวเมียนมา” เขากล่าว

ทั้งนี้ เอเอฟพียังรายงานด้วยว่าเมียนมาร์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า 115,000 รายและทางการไทยได้เพิ่มการควบคุมชายแดนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

สำนักข่าว CNA ของสิงคโปร์ก็รายงานข่าวนี้เช่นกันและได้รับความสนใจจากผู้อ่านข่าวเป็นจำนวนมาก และมีการแสดงความคิดเห็นไปในทำนองเห็นใจและเป็นห่วงประเทศไทย

Aloysius Chia แสดงความเห็นในเพจเฟซบุ๊คของ CNA ว่า “พวกเขา (ประเทศไทย) เปิดประเทศก็เริ่มพบกรณีติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ไวรัสนี้ทำร้ายพวกเขาทั้งทางเศรษฐกิจ (การท่องเที่ยว) และตอนนี้ระบบสาธารณสุขของพวกเขากำลังจะได้รับผลกระทบ น่าเศร้าอย่างแท้จริง”

Kelly Tan บอกว่า “สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดอาจเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุด กรุณาอย่าเดินทางโดยไม่จำเป็นเพื่อปกป้องตัวเองและคนที่คุณรัก จแต่ก็เป็นอีกครั้งที่หลายคนไม่สนใจที่จะรักษาความปลอดภัย ….. และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ยากที่ควบคุม (การระบาด) หรือเปล่า?”

Rakesh Shinde กล่าวโดยคาดว่าจะเป็นการโยงถึงการประท้วงในไทยโดยเขาแสดงความเห็นว่า “มันมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นหากการเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้าครอบงำความรับผิดชอบต่อสังคม มีแนวคิดที่เรียกว่า ‘ความอดทน’ ซึ่งโลกควรนำมาใช้แค่ในเวลาไม่กี่เดือน หลังจากนั้นมีเวลาอีกมากที่จะจัดการเรื่องยุ่งๆ”

Diana Saad บอกว่า “หนึ่งปีผ่านไป … และโควิด -19 ก็ไม่หยุดยั้ง ไม่แสดงสัญญาณของการออมมือเลย” ส่วนชาวเน็ตที้่ชื่อ Cheng บอกว่า “เอาล่ะ … เมื่อสิงคโปร์เปิดประตูเรื่องนี้ก็จะเกิดขึ้นเช่นกัน”

Photo by Jack TAYLOR / AFP

สกัดไวรัสกลายพันธุ์ ห้ามเครื่องบินอังกฤษเข้าประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สกัดไวรัสกลายพันธุ์ ห้ามเครื่องบินอังกฤษเข้าประเทศ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 09:48 น.สกัดไวรัสกลายพันธุ์ ห้ามเครื่องบินอังกฤษเข้าประเทศวิกฤตทั่วโลกเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เนเธอร์แลนด์สั่งห้ามเครื่องบินอังกฤษเข้าหลังพบการกลายพันธุ์

วันที่ 20 ธันวาคม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์สั่งห้ามเที่ยวบินโดยสารทั้งหมดจากสหราชอาณาจักรเข้าประเทศ หลังจากพบกรณีแรกของการติดเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์จนทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้นและกำลังแพร่ระบาดในสหราชอาณาจักร

คำสั่งห้ามเริ่มตั้งแต่ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในวันอาทิตย์จนถึงวันที่ 1 มกราคม คำสั่งนี้มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สหราชอาณาจักรประกาศคำสั่งให้ประชาชนอยู่ที่บ้านตามมาตรการล็อคดาวน์ครั้งใหม่เพื่อชะลอการระบาดระลอกล่าสุด

“การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรมีการกล่าวกันว่าแพร่กระจายได้ง่ายและเร็วขึ้นและตรวจพบได้ยากขึ้น” กระทรวงสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์กล่าวในแถลงการณ์

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์ หรือ RIVM จึง “ขอแนะนำให้จำกัดการนำไวรัสสายพันธุ์นี้จากสหราชอาณาจักรให้ได้มากที่สุด โดยจำกัด และ/หรือควบคุมการเคลื่อนย้ายของผู้โดยสาร”

กระทรวงสาธารณสุขเนเธอร์แลนด์กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรณีติดเชื้อในเนเธอร์แลนด์เมื่อต้นเดือนธันวาคมพบว่าเป็นไวรัสที่มีลักษณะสายพันธุ์ใหม่ที่พบในสหราชอาณาจักร”

ผู้เชี่ยวชาญกำลังดูว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีกรณีติดเชื้อที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ขณะนี้คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีมาร์ก รุทเทอได้ใช้มาตรการป้องกันเอาไว้ก่อนในการสั่งห้ามเที่ยวบินจากสหราชอาณาจักรโดยระบุว่าการขนส่งรูปแบบอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ว่าจะเข้าข่ายหรือไม่

รุทเทอเรียกร้องให้ชาวดัตช์ไม่เดินทางเว้นแต่จำเป็นอย่างยิ่ง

“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพร้อมกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ (รัฐบาล) จะสำรวจขอบเขตเพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มาจากสหราชอาณาจักร” แถลงการณ์ระบุ

เนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้การล็อคดาวน์ห้าสัปดาห์จนถึงกลางเดือนมกราคมโดยโรงเรียนและร้านค้าที่ไม่จำเป็นทั้งหมดปิดเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของไวรัส

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่าข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าไวรัสที่แพร่กระจายในลอนดอนและทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าเดิมถึง 70%

Photo by Bart Maat / ANP / AFP) / Netherlands OUT

ภาพดาวเทียมแฉอิหร่านแอบก่อสร้างใกล้โรงงานนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ภาพดาวเทียมแฉอิหร่านแอบก่อสร้างใกล้โรงงานนิวเคลียร์  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ภาพดาวเทียมแฉอิหร่านแอบก่อสร้างใกล้โรงงานนิวเคลียร์ ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นการก่อสร้างในพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐ

บริษัทเทคโนโลยีอวกาศ Maxar Technologies เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินฟอร์โด ใกล้กับเมืองกอม ห่างจากกรุงเตหะรานราว 90 กิโลเมตร ซึ่งเผยให้เห็นการก่อสร้างที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.ย.

ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เผยให้เห็นฐานที่ถูกขุดและการตั้งเสาหลายสิบเสา โดยเสาดังกล่าวเป็นเสาสำหรับรองรับโครงสร้างตึกในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว

สิ่งก่อสร้างดังกล่าวยังอยู่ใกล้กับอาคารวิจัยและพัฒนาหลายอาคารในเขตโรงงานฟอร์โด เช่น อาคารศูนย์เทคโนโลยีสุญญากาศแห่งชาติ ซึ่งเทคโนโลยีสุญญากาศนี้จำเป็นต่อการทำงานของเครื่องหมุนเหวี่ยงแก๊สยูเรเนียม เพื่อผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ

โรงงานฟอร์โดตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาเพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศ ล้อมรอบด้วยปืนโจมตีอากาศยานและป้อมปราการ

อย่างไรก็ดี อิหร่านยังไม่ยอมรับว่ามีการก่อสร้างดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ที่เข้าไปตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่านปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว และยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะว่าอิหร่านได้แจ้งทางหน่วยงานว่ามีการก่อสร้างที่โรงงานฟอร์โดหรือไม่

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวมีเพื่อจุดประสงค์ใด แต่กิจกรรมใดๆ ที่โรงงานฟอร์โดก็อาจนำไปสู่ความกังวลได้  เนื่องจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้หมดวาระลง และ โจ ไบเดน กำลังจะรับช่วงเป็นผู้นำสหรัฐคนต่อไป

โรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดถูกสหรัฐค้นพบเมื่อปี 2009  แต่ขณะนั้นสหรัฐเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร เนื่องจากแม้จะสามารถจุเครื่องหมุนเหวี่ยงแก๊สยูเรเนียมได้ถึง 3,000 เครื่อง แต่ก็ยังมีขนาดเล็กเกินกว่าจะเป็นโรงงานนิวเคลียร์

การค้นพบครั้งนั้นนำมาสู่การทำข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015 โดยอิหร่านตกลงยอมลดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อแลกกับการผ่อนปรนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่หลังจากทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนี้ในปี 2018 อิหร่านก็กลับมาเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอีกครั้ง

คดีตัวอย่าง! ผู้นำชิลีถูกปรับเป็นแสนเพราะไม่สวมหน้ากากอนามัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คดีตัวอย่าง! ผู้นำชิลีถูกปรับเป็นแสนเพราะไม่สวมหน้ากากอนามัย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 16:30 น.คดีตัวอย่าง! ผู้นำชิลีถูกปรับเป็นแสนเพราะไม่สวมหน้ากากอนามัยประธานาธิบดีก็ไม่รอด ชิลีเอาจริงปรับคนไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

กระทรวงสาธารณสุขของชิลีเผยว่า ประธานาธิบดี เซบาสเตียน ปินเญรา ถูกปรับเป็นเงิน 3,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 104,412 บาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากถ่ายภาพเซลฟี่กับผู้คนที่ชายหาดโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย

ภาพเซลฟี่ดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยในเวลาต่อมาประธานาธิบดีปินเญราได้กล่าวขอโทษและเข้ามอบตัวกับทางการ พร้อมอธิบายว่าตัวเองออกไปเดินเล่นลำพังที่ชายหาดใกล้บ้านในเมืองกาชากัว เมื่อหญิงในภาพจำได้จึงมาขอถ่ายภาพ โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยและยืนใกล้ชิดกัน

ทางการชิลีบังคับใช้มาตรการป้องกัน Covid-19 แพร่ระบาดอย่างเข้มงวด รวมทั้งการสวมหน้ากากอนนามัยในที่สาธารณะทุกที่ หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับ หรือแม้กระทั่งจำคุก

ชิลีพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจำนวนมากในเดือน พ.ค.-มิ.ย.ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว จากนั้นตัวเลขลดลงเรื่อยๆ จนถึงเดือน พ.ย. แต่ขณะนี้เริ่มมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ทางการใช้มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด

กษัตริย์จิกมี-พระราชินีฉลองวันชาติภูฏานปีที่ 113 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กษัตริย์จิกมี-พระราชินีฉลองวันชาติภูฏานปีที่ 113  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.กษัตริย์จิกมี-พระราชินีฉลองวันชาติภูฏานปีที่ 113 สมเด็จพระราชาธิบดี-สมเด็จพระราชินีภูฏานเสด็จพระราชดำเนินฉลองวันชาติในกรุงทิมพู  

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เปมา เสด็จพระราชดำเนินยังป้อมพูนาคา หรือพระราชวังแห่งความสุข พร้อมด้วยเจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก พระโอรสองค์โตพระชันษา 4 ปี และเจ้าชายจิกมี อูเกน พระชันษา 8 เดือน เพื่อฉลองวันชาติภูฏานซึ่งตรงกับวันที่ 17 ธ.ค. โดยปีนี้เป็นปีที่ 113 นับตั้งแต่กษัตริย์อูเกน วังชุกครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกในปี 1907

โดยในปีนี้ประชาชนไม่ได้ออกมาร่วมเฉลิมฉลองเนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก อดีตกษัตริย์ภูฏาน สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชินีอชี เคซัง โชเดน วังชุก (สมเด็จย่าของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี)
สมเด็จพระสังฆราช และ เจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก
สมเด็จพระราชินีและเจ้าชายจิกมี อูเกน

ภาพ : เฟซบุ๊ค His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck

ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้าจีนมีแผนจะปล่อยยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม 4 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างสถานีอวกาศของประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อู๋เอี้ยนหัว รองผู้บริหารขององค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) แถลงต่อสื่อเกี่ยวกับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ-5 ของจีนว่า โครงการปล่อยยานอวกาศดังกล่าวจะเดินหน้าเต็มกำลังในปี 2021-2022

อู๋กล่าวว่า มีการวางแผนทั้งหมด 11 ภารกิจเพื่อสร้างสถานีอวกาศของจีนในช่วง 2 ปีหน้า ประกอบไปด้วยการก่อสร้างโมดูลแกนหลัก ที่มีกำหนดการเริ่มในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แคปซูลห้องวิจัย 2 แคปซูล ตลอดจนยานที่มีมนุษย์ควบคุม และยานขนส่งสัมภาระอย่างละ 4 ลำ พร้อมเสริมว่า จากนั้นจีนจะทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในวงโคจรจำนวนมากบนสถานีอวกาศของจีน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม องค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CMSA) ประกาศว่าโครงการอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมของประเทศได้เข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมการภารกิจแล้ว โดยมีการคัดเลือกนักบินอวกาศสำรองกลุ่มใหม่จำนวน 18 คน

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 10:33 น.สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะสวีเดนเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

นายกรัฐมนตรี สเตฟาน เลิฟเวียน ของสวีเดนประกาศให้ชาวสวีเดนสวมหน้ากากอนามัยบนรถโดยสารสาธารณะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งลดจำนวนผู้นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารจาก 8 คน เหลือ 4 คนต่อโต๊ะ รวมทั้งห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 20.00 น. และให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน มีพระราชดำรัสว่าสวีเดนล้มเหลวในการรับมือ Covid-19 เนื่องจากมาตรการต่างๆ หย่อนยาน

ก่อนหน้านี้สวีเดนเพียงแต่แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย แต่ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับว่าชาวสวีเดนจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้น โดยนับเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัย แม้องค์การอนามัยโลกจะแนะนำให้สวมใส่ก็ตาม ทั้งยังไม่เคยใช้มาตรการล็อกดาวน์

สวีเดนมีผู้ติดเชื้อเกือบ 360,000 คน และเสียชีวิต 8,000 คน นับว่ามากกว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียอื่นๆ

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 21:33 น.ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้เปิดยุทธศาสตร์ของสหรัฐตาม “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution เพื่อทำให้จีนเชื่องให้ได้

ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเดือนธันวาคม 2020 รัฐบาลทรัมป์กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม แต่ลูกน้องคนสำคัญของทรัมป์ยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน เขาคนนั้นคือ “ไมค์ พอมพีโอ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินสายสานพันธมิตรสหรัฐ-สลายหุ้นส่วนจีนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงช่วงโค้งสุดท้ายในตำแหน่งแบบนี้

วันที่ 9 ธันวาคมพอมพีโอเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ Georgia Tech ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศสหรัฐ แต่แทนที่จะพูดเรื่องเทคโนโลยีเขากลับพูดหัวข้อเรื่อง “พรรคคอมมิวนิสต์จีนในวิทยาเขตการศึกษาอเมริกัน” แน่นอนว่ามันเกี่ยวกับการโจมตีจีนจังๆ (และโปรดสังเกตว่า Georgia Tech มีวิทยาเขตที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีนด้วย)

ความตอนหนึ่งพอมพีโอกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วที่พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต ผู้นำทั่วทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันดด้านการค้าคิดว่า ด้วยการค้าขายและมีส่วนร่วมกับจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะปฏิรูปตัวเองจะลดท่าทีอำนาจนิยม จะโอบรับเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง และจีนจะกลายเป็นความเสี่ยงที่น้อยลงต่อเสรีภาพทั่วโลก”

พอมพีโอกล่าวต่อไปว่า “แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับ แต่พวกคอมมิวนิสต์จีนกลับใช้ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากสิ่งนี้ (การที่สหรัฐหันมาค้าขายและเป็นหุ้นส่วนด้วย) เพื่อกระชับการยึดอำนาจ ยึดอำนาจเหนือคนจีน และสร้างรัฐเผด็จการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างที่โลกไม่เคยเห็น”

เรามาดูส่วนแรกของสุทนพจน์กันก่อน ส่งที่พอมพีโอพูดถึงไม่ใช่การ “มโน” เอาเองของเขาเมื่อเขาบอกว่าเมื่อสหรัฐอ้าแขนรับจีนแล้วให้โอกาสจีนต่างๆ นานา จีนจะปฏิรูปตัวเองให้เสรีและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พอมพีโอคิดเอาเอง แต่เป็นความเชื่อที่อเมริกันระดับนำคาดหวังกันมานาน อย่างที่พอมพีโอเองอ้างถึง “พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต” และผู้นำสาขาต่างๆ

ความเชื่อที่ว่านี้มีพื้นฐานมาจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution หลักใหญ่ใจความของทฤษฎีนี้ก็คือ สหรัฐพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของระบบสังคมนิยมจีนโดยสันติวิธี เช่น การเปิดการค้าขายกับจีนและกระชับความร่วมมือต่างๆ เพื่อที่จะค่อยๆ แทรกแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและค่านิยมแบบตะวันตกรวมถึงเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขาไปในจีน เพื่อทำให้จีนละเลิกการเป็นสังคมนิยมแล้วกลายเป็นประเทศในโหมดเดียวกับสหรัฐและ “โลกเสรี” อื่นๆ

แนวคิดนี้เริ่มต้นมาจากจอร์จ เคนแนน (George F. Kennan) นักการทูตและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในปี 1946 หรือหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงหมาดๆ และสงครามเย็นกำลังก่อตัวขึ้น เขาเสนอว่าโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เพียงแต่โซเวียตมีจุดยืนทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ที่ “อยู่ร่วมโลกกับทุนนิยมไม่ได้” ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวโซเวียตให้คล้อยตาม

นี่คือจุดสำคัญของแนวคิดนี้ นั่นคือจะต้องเข้าใจเป้าหมาย (คือประเทศคอมมิวนิสต์) ก่อนว่าพวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน ในส่วนของคอมมิวนิสม์นั้นมุ่งมั่นที่การปฏิวัติโดยชนชั้นแรงงานและโค่นระบอบทุนนิยม พวกเขาจึงประนีประนอมกับประเทศทุนนิยมได้ยาก

แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีทางออกเสียเลย เคนแนนเสนอว่า การโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตนั้นมีพลังด้านลบมาก (นั่นก็เพราะต้องการทำลายสังแคมแบบเก่า) ส่วนสหรัฐจะต้องสร้างการโฆษณาชวนเชื่อที่มีพลังด้านบวกหรือให้สหรัฐมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวโลก

อีกสิบปีต่อมา จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลิส (John Foster Dulles) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในรัฐบาลของไอเซนฮาวเออร์ชูแนวคิดนี้ขึ้นมาจริงๆ จังๆ โดยเสนอให้ใช้วิธีการแบบสันติ “เพื่อที่จะเร่งวิวัฒนาการของนโยบายรัฐบาลภายในกลุ่มจีน-โซเวียต” เพื่อที่จะ “ลดอายุขัยของลัทธิคอมมิวนิสม์” โดยสหรัฐและโลกเสรีจะใช้การค้าและความช่วยเหลือต่างๆ เป็นเครื่องมือหลักในการทำให้จีนเลิกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แล้วเป็นประเทศในกลุ่มโลกเสรี

ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “วิธีการสันติ” มันไม่ได้สันติอย่างที่คิด เพราะประกอบด้วยเพทุบายทางการเมืองเพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารนั่นเอง และการบอกว่า “อยู่ร่วมกัน” ก็ไม่ได้หมายถึงการอยู่อย่างฉันมิตร แต่เป็นการตัดตอนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เป็นภัยคุกคามแล้วอยู่ร่วมโลกกันได้กับสหรัฐนั่นเอง

เหมาเจ๋อตงผู้นำของจีนในยุคนั้นเมื่อทราบแนวคิด “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ถึงกับชี้ว่านี่คือกลยุทธอำพรางเพื่อที่จะทำลายจีน แต่จีนกลับดูเหมือนจะเล่นตามเกมส์ของสหรัฐเสียอย่างนั้น เพราะจีนได้ประโยชน์จากทฤษฎีนี้แบบเต็มๆ ถึงขนาดเรียกได้ว่าจีนยิ่งใหญ่ขึ้่นมาได้อีกครั้งก็เพราะสหรัฐหยิบยื่นโอกาสให้ (โดยคาดไม่ถึงถึงผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้)

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเย็น โลกคอมมิวนิสต์ไม่ได้มีความสามัคคีกันแต่แตกออกอย่างเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และฝ่ายจีน โดยมีประเทศคอมมิวนิสต์เล็กๆ น้อยๆ แแสดงตนเข้าข้างแต่ละฝ่าย เช่น ยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมดเข้าข้างสหภาพโซเวียตและแอลบาเนียเข้าข้างจีน เป็นต้น

ความแตกแยกนี้เป็นโอกาสให้สหรัฐใช้โอกาสในการแทรกแซงเพื่อบ่อนทำลายฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่โซเวียตมีพลังด้านการทหารสูงมาก สหรัฐเลือกที่จะหันไปสานสัมพันธ์กับจีนเพื่อใช้คานกับโซเวียตจนทั้ง 2 ประเทศเปิดสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการซึ่งสหรัฐยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น “จีนเดียว” และจีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นจีนอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติโดยที่ไต้หวันที่เคยเป็น “จีนเดียว” ต้องถูกอัปเปหิออกไป

หลังจากนั้นสหรัฐกับจีนก็สานสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐก็กังขาต่อจีนเช่นกันว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เสรียิ่งขึ้นได้หรือไม่ เพราะสหรัฐไม่เพียงแต่ใช้จีนคานกับโซเวียตเท่านั้น แต่ยังหวังด้วยว่าการเข้าไปใกล้ชิดกับจีนแล้วให้โอกาสจีนด้านเศรษฐกิจจะช่วยให้จีนมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ท่าทีของจีนก็ดูเหมือนจะตอบสนองความหวังของสหรัฐ โดยในช่วงทศวรรษที่ 80 เติ้งเสี่ยวผิงได้เริ่มเปิดประเทศและทำการปฏิรูป น้อมรับเอาระบอบทุนนิยมเข้ามาผสมกับสังคมนิยมแล้วเรียกใหม่ว่า “สังคมนิยมแบบจีน” หลังจากนั้นจีนก็เริ่มเปิดกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในช่วงทศวรรษที่ 80 นั้นจีนได้ลิ้มรสประชาธิปไตยอย่างไม่เคยมีมาก่อน สังคมมมีความเสรีไม่น้อย และยังอ้าแขนรับวัฒนธรรมสากลอย่างเต็มตัว

ในเวลาไล่เลี่ยกัน สหภาพโซเวียตดำเนินนโยบายคล้ายๆ กับจีนคือการ “เปิดกว้าง” (กลาสน็อสต์) และ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” (เปเรสทรอยก้า) นั่นคือการทำให้สังคมมีความเสรีมากขึ้นและระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยมมากขึ้น

แต่ปรากฎว่าการปฏิรูปและการเปิดกว้างในสหาพโซเวียตทำให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนได้แสดงออกมากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้นทำให้รับรู้ถึงความโหดร้ายและความผิดพลาดของรัฐบาลโซเวียตที่ถูกปกปิดไว้ ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจก็ไม่ได้ผลเพราะไม่กระจายสู่ระดับรากหญ้า

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพลพรรคยุโรปตะวันออกทั้งยวงในปี 1989 ขณะที่จีนกำลังมองเห็นการล่มสลายของอดีตคู่ปรับร่วมอุดมการณ์ด้วยความหวั่นใจว่ามันจะลามเป็นโดมิโนมาถึงตน จีนก็เกิดเรื่องขึ้นเช่นกันนั่นคือการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนครั้งใหญ่ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในเดือนมิถุนายน 1989

ก่อนกรณีเทียนอันเหมินจีนมองว่าสหรัฐเป็นมิตรกับจีน แต่หลังจากเกิดความวุ่นวายครั้งนั้นจีนเริ่มมองสหรัฐด้วยสายตาที่หวาดระแวงมากขึ้นและมีการเอ่ยถึง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” กันมากขึ้นในฐานะอาวุธที่จะมาแทรกแซงจีน

แต่อย่างที่กล่าวไปว่าจีนก็ใช้ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเช่นกัน สหรัฐเองก็ไม่หยุดที่จะเปลี่ยนจีนด้วยความคาดหวังว่าจีนจะเปลี่ยนไปเป็นเสรีนิยม ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐผ่านกฎหมาย United States–China Relations Act of 2000 ซึ่งสภาคองเกรสเอาใจจีนด้วยการเปิดทางให้จีนมีสถานะเป็นคู่ค้าปกติถาวรและให้จีนเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO)

กฎหมายตัวนี้มีเงื่อนไขตรงที่จีนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานและอนุญาตให้มีเสรีภาพทางศาสนา โดยรวมก็คือจีนได้สิทธิค้าขายแบบประเทศปกติโดยที่จีนต้องแลกกับการเปิดเสรีมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิเสรีภาพของชาวทิเบต ข้อแม้นี้ตรงกับ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ”

ประธานาธิบดีบิล คลินตันคือผู้ผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ – จีนและการเข้าร่วม WTO ของจีน โดยกล่าวว่าการค้ากับจีนมากขึ้นจะทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาก้าวหน้า เพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับทั้งทั้งผลิตภัณฑ์และบริการของสหรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน

คลินตันยังบอกว่า “เป็นครั้งแรกที่บริษัทของเราจะสามารถขายและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนที่ผลิตโดยคนงานที่นี่ในอเมริกาโดยไม่ต้องถูกบังคับให้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน ขายผ่านรัฐบาลจีน หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีค่าเป็นครั้งแรก เราสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องส่งออกงาน”

แต่คลินตันคิดผิดถนัด หลังจากนั้นบริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนกันเป็นว่าเล่นด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าและทักษะที่มีมากขึ้น ทำให้จีนค่อยๆ สั่งสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เรื่องการเปิดเสรีเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ แถมจีนยังถูกกล่าวหาบงการค่าเงินให้อ่อนเพื่อเอาเปรียบสหรัฐและยังกีดกันทางการค้าบางอย่าง

หลังจากผ่านประธานาธิบดีสหรัฐมา 2 คนคนละสองสมัย ก็ถึงคราวที่สหรัฐจะลงมือกับจีนเสียทีเพราะเห็นแล้วว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ใช้ไม่ได้ผล เราจึงเห็นโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ไม้แข็งกับจีนจนกลายเป็นสงครามการค้า แต่ขอให้เข้าใจว่าสงครามการค้ามีเหตุมาจากความคาดหวังที่ล้มเหลวของสหรัฐจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” นั่นเอง

ที่ผ่านมาผู้นำจีนนับตั้งแต่ยุคหลังกรณีเทียนอันเหมินก็ระแวง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บรรดาปัญญาชนและระดับนำทางการเมืองพยายามตีแผ่หรือหาทางป้องกันยุทธวิธีนี้ของสหรัฐมานาน

ที่น่าสนใจคือวิธีการรับมือที่บางคนเสนอไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการปรับตัวตามสิ่งที่สหรัฐคาดหวังด้วยซ้ำ เช่น การสร้างประชาธิปไตยในพรรคคอมมิวนิสต์ให้มากขึ้น ต่อต้านการคอร์รัปชั่น การปฏิบัติต่อนักวิชาการปัญญาชนอย่างเป็นธรรม มีความยืดหยุ่นในด้านอุดมการณ์ และเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ข้อเสนอของหลี่จิ้งเจี๋ย อดีตผู้อำนวยการสถาบันโซเวียต-ยุโรปตะวันออกแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีน)

แต่ข้อเสนอดังกล่าวเสนอไว้มานานกว่าสิบปีแล้ว มาถึงยุคของสีจิ้นผิงเข้าเน้ย้ำถึง “สังคมนิยมแบบจีน” มากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจมากขึ้นซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของสรัฐอีกครั้ง และเป็นเหตุให้สงครามการค้ากลายสภาพเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ไปด้วย

แต่สหรัฐก็คงจะดำเนินนโยบายแบบ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” และจีนเองก็ต้องตระหนักด้วยว่าสหรัฐมีความคาดหวังแบบนี้ หากจะอยู่ร่วมกันอย่างัสนติ ทุกฝ่ายมีหนทางเดียวเท่านั้นคือการประนีประนอม

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NOEL CELIS / AFP