อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 19:30 น.อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอกจากอาจารย์มหาวิทยาลัยกลายเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดัง จนตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดคนหนึ่งของจีน

1. ผาน ตง วัย 55 ปี เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกวางโจว ประเทศจีน ร่ำรวยอย่างก้าวกระโดดภายใน 20 ปี จนในตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

2. ผานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเคมีอินทรีย์ จากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ในปี 1987 และทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา

3. เธอผันตัวมาเป็นนักธุรกิจในปี 1994 โดยได้เข้าร่วมทำงานในบริษัทผลิตผงซักฟอก “บลูมูน กรุ๊ป โฮลดิง จำกัด” ซึ่งก่อตั้งโดย หลัว เฉียวผิง สามีของเธอ โดยเธอดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท

4. จนกระทั่งผานและสามีโทรหา จาง เล่ย เจ้าของบริษัทฮิลล์เฮาส์แคปิตอล เพื่อเสนอว่าพวกเขาได้พัฒนาน้ำยาซักผ้าชนิดแรกของจีน ซึ่งจางตัดสินใจให้การสนับสนุน ส่งผลให้ฮิลล์เฮาส์เป็นนักลงทุนรายแรกของพวกเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวของแบรนด์และนำไปสู่ความร่ำรวยของผาน

5. บลูมูน ได้รับการสนับสนุนจากฮิลล์เฮาส์มาตลอดตั้งแต่ปี 2008 แม้ในช่วงที่ธุรกิจประสบปัญหาอย่างหนัก อีกทั้งยังได้เงินสนับสนุนเพื่อผลิตน้ำยาซักผ้าในปี 2010 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่เจ้าที่ผลิตน้ำยาซักผ้าในขณะนั้น ขณะที่ตลาดสินค้าประเภทผงซักฟอกถูก 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ครองตลาดอย่างเหนียวแน่น

6. การเปลี่ยนผงซักฟอกมาเป็นน้ำยาซักผ้า แม้ช่วงแรกยังมียอดขายไม่ดีนักแต่ภายหลังก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยจางยกย่องการผลักดันน้ำยาซักผ้าของบลูมูนว่า “บลูมูนเป็นตัวอย่างของแบรนด์ท้องถิ่นที่สามารถเอาชนะบริษัทข้ามชาติได้”

7. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของผานได้ก้าวข้ามแบรนด์ต่างประเทศอย่างยูนิลีเวอร์ และ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำยาซักผ้าชั้นนำของจีน

8. บลูมูน ซึ่งเป็นแบรนด์ผงซักฟอกจากจีนยังได้สร้างตลาดในฮ่องกง โดยประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นในฮ่องกง ซึ่งคาดว่ามีมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหหรียญสหรัฐ หรือราว 30,000 ล้านบาท ซึ่งบลูมูนได้รับความนิยมสูงสุดในการเปิดให้ระดมทุนครั้งนี้ ท่ามกลางแบรนด์ดังมากมายรวมถึงยูนิลีเวอร์ และ P&G หรือแม้แต่แบรนด์ท้องถิ่นฮ่องกงชื่อดัง

9. บลูมูน ออกมาเปิดเผยรายได้ตลอดปี 2019 ซึ่งมียอดทั้งสิ้น 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 27,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

10. และยังทำกำไรได้มหาศาลในปีนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ผู้คนหันมาตุนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และนำไปสู่การปิดตัวลงของร้านค้าหลายแห่งส่งผลให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 39% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยเกือบ 60% มาจากช่องทางออนไลน์

11. นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา บลูมเบิร์กเปิดเผยว่า หุ้นของบลูมูนเติบโตขึ้น 13% โดยผานถือหุ้น 77% ในบลูมูน ซึ่งมีมูลค่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 260,000 ล้านบาท

12. จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนปัจจุบันผานสามารถทำให้บลูมูนกลายเป็นผู้จำหน่ายผงซักฟอกรายใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดแต่ยังครองใจผู้บริโภคจำนวนมาก และกลายเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของจีน

ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่สหรัฐใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้างในการตัดสินว่าประเทศไหนแทรกแซงค่าเงิน

เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (16 ธ.ค.) ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงการคลังสหรัฐได้ขึ้นบัญชีให้ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ

ในรายงานว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาฉบับล่าสุดที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ระบุถึงไทยว่า “…ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก โดยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7% ของจีดีพีในปี 2019 ทั้งดุลการค้าและดุลบริการ แต่การท่องเที่ยวที่ซบเซาในปี 2020 ทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาอยู่ที่ 6% ในช่วง 4 ไตรมาสนับจนถึงเดือน มิ.ย. 2020”  

“แต่ถึงอย่างนั้น ดุลการค้าของไทยยังเกินดุลกับสหรัฐ โดยในช่วง 4 ไตรมาสเดียวกันนั้นไทยเกินดุลสหรัฐถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และทางการไทยยังแจ้งสหรัฐว่าไทยซื้อเงินตราต่างประเทศเข้ามาเก็บในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8% ของจีดีพี” แล้วไทยแทรกแซงจริงอย่างที่สหรัฐบอก หรือถูกสหรัฐกลั่นแกล้งกันแน่?

ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนว่าสหรัฐใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการระบุว่าใครแทรกแซงค่าเงิน 

กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า โดยจะเฝ้าดูประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่มีมูลค่าการค้าขายกับสหรัฐอย่างน้อย 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนและเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

สำหรับไทย เข้าเกณฑ์ในข้อ 1 คือ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาไทยเกินดุลสหรัฐถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าเพดานที่สหรัฐกำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนข้อ 2 ไทยก็ไม่รอดเช่นกัน เพราะเงินตราของสหรัฐไหลเข้าประเทศไทยมากกว่าไหลออก แม้ว่าเงินจากนักท่องเที่ยวสหรัฐในช่วงปี 2020 ที่ Covid-19 ระบาดจะลดลงแล้วแต่การส่งออกสินค้าและบริการอื่นๆ ยังเกินดุลอยู่

และข้อ 3 หลายคนอาจงงว่าถ้ามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับการแทรกแซงค่าเงิน เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยก็จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างดีมานด์ให้ค่าของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น (แข็งค่า) เงินดอลลาร์ที่ซื้อเข้ามาก็จะถูกเก็บไว้ในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ

เมื่อกองทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น สหรัฐอนุมานว่าไทยแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เนื่องจากพอเงินบาทอ่อนค่าลง ไทยก็จะได้ประโยชน์เวลาส่งออกคือทำให้สินค้าส่งออกราคาถูก หรือได้เงินดอลลาร์มากขึ้นเวลาแลกเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่สหรัฐใช้พิจารณาร่วมกับหลักเกณฑ์ข้างต้น อาทิ การขึ้นลงของค่าเงิน ระบบอัตราแลกเปลี่ยน การควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายการเงิน เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทว่าในรายงานรายครึ่งปีที่เผยแพร่เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อ ประเทศที่อาจแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของกระทรวงการคลังสหรัฐ

แนวโน้มที่ไทยจะถูกจับตาจากสหรัฐเริ่มชัดเจนขึ้นในเดือน ก.ค. เมื่อธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนไทยว่าอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำ

ถูกขึ้นบัญชีแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ

ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าจับตาจะต้องอยู่ในบัญชีนี้ต่อไปจนกว่าจะมีรายงานเดียวกันนี้จากสหรัฐออกมาอีกอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน (ปกติสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี) เพื่อให้แน่ใจว่าการกระทำที่เข้าเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดเกิดขึ้นยาวนานพอและไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว

หากยังไม่มีการปรับปรุงจนเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 3 ข้อก็จะถูกขยับเป็น “ประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน” เหมือนกับกระณีของเวียดนาม

ในรายงานล่าสุดนี้ เวียดนามถูกสหรัฐหมายหัวว่า “แทรกแซงค่าเงิน” เพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ เข้าเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้ทั้ง 3 ข้อ โดยเฉพาะการแทรกแซงค่าเงินด่องที่เวียดนามทำมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ในช่วง 4 ไตรมาสนับจนถึงเดือน มิ.ย.2020 เวียดนามแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักเพื่อไม่ให้เงินด่องแข็งค่า

ส่วนตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็สูงถึง  4.6% ของจีดีพี และในช่วงเวลาเดียวกันยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มคู่ค้าของสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้สหรัฐจึงจับตามองค่าเงินของเวียดนามอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐได้สอบสวนกรณีที่เวียดนามลดค่าเงินด่องเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ และพบว่าค่าเงินด่องของเวียดนามอ่อนกว่ามูลค่าแท้จริง 4.7% ส่งผลให้สหรัฐลงโทษเวียดนามด้วยการขึ้นภาษียางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามทันที

ด่วน! ผู้นำฝรั่งเศสติดโควิด-19 พร้อมกักตัว 7 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ด่วน! ผู้นำฝรั่งเศสติดโควิด-19 พร้อมกักตัว 7 วัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 17:14 น.ด่วน! ผู้นำฝรั่งเศสติดโควิด-19 พร้อมกักตัว 7 วันเอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก

บลูมเบิร์กรายงาน วันนี้ (17 ธ.ค.) ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสแถลงว่า เอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก หลังเริ่มมีอาการของโรคเล็กน้อย และจะกักตัวเป็นเวลา 7 วัน ขณะที่ยังคงทำงานในรูปแบบวิดีโอทางไกล

โดยมาครงมีกำหนดที่จะเดินทางไปยังเลบานอนในวันที่ 22-23 ธ.ค. แต่ได้ยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการติดเชื้อรวมถึงสถานที่ที่ประธานาธิบดีใช้ในการกักตัว

มาครง ถือเป็นผู้นำประเทศรายที่ 3 ในกลุ่มประเทศ G7 ที่ติดโควิด-19 หลังจากบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ทั้งนี้ เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมืองสำหรับมาครงเป็นอย่างมาก โดยฝรั่งเศสกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และก่อนหน้านี้มาครงยังได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงการจัดการวิกฤตและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 ค่อนข้างรุนแรง

Photo by THOMAS COEX / AFP

เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน เซ็นสัญญา Spotify ลือได้เงินกว่าพันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน เซ็นสัญญา Spotify ลือได้เงินกว่าพันล้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน เซ็นสัญญา Spotify ลือได้เงินกว่าพันล้านเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล เตรียมปล่อยพอดแคสต์แรกรับคริสต์มาสผ่าน Spotify

เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เซ็นสัญญากับ Spotify บริษัทสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ โดยจะผลิตและดำเนินรายการพอดแคสต์กับบริษัท Archwell Audio

ทั้งคู่เผยว่าการผลิตรายการพอดแคสต์ในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอมุมมองที่แตกตต่างผ่านการพูดคุยกับบุคคลที่น่าทึ่ง ซึ่งเทปพิเศษเทปแรกจะเผยแพร่ช่วงคริสต์มาสนี้ และจะเปิดตัวซีรีส์แรกต้นปีหน้า

ดัชเชสเมแกนกล่าวว่า ทั้งคู่หลงใหลที่จะได้พบปะกับผู้คนและรับฟังเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งมันทำให้ได้เข้าใจว่าพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง และทำให้เราได้ย้อนกลับมานึกถึงเรื่องราวของตัวเอง

ด้านเจ้าชายแฮร์รีพูดถึงจุดประสงค์ของการทำรายการพอดแคสต์ครั้งนี้ว่า “เพื่อรวบรวมหลายมุมมองจากหลายเสียงที่ผู้ฟังอาจไม่เคยได้ยิน และหาจุดเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และนั่นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”

โดยทั้งคู่ถือโอกาสวันหยุดพิเศษช่วงคริสต์มาสเป็นฤกษ์ดีสำหรับการเผยแพร่พอดแคสต์แรก ซึ่งจะเป็นการนำเสนอ “เรื่องราวแห่งความหวังและความเมตตาจากแขกรับเชิญผู้มีแรงบันดาลใจในการเฉลิมฉลองปีใหม่”

อย่างไรก็ตาม Spotify ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินทำตกลงในสัญญา แต่ The Mirror รายงานว่าอาจได้รับเงินถึง 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)

สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงเป็นหุ้นส่วนกับ Netflix มูลค่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตามมีประชาชนส่วนหนึ่งรวมถึงแฟนๆ ราชวงศ์อังกฤษไม่พอใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยกล่าวว่าจะยกเลิกการสมัครสมาชิกกับ Spotify และหันไปใช้บริการสตรีมมิงอื่นแทน

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

ผู้นำอินโดอาสาฉีดวัคซีนคนแรก พร้อมยืนยันประชาชนฉีดฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ผู้นำอินโดอาสาฉีดวัคซีนคนแรก พร้อมยืนยันประชาชนฉีดฟรี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.ผู้นำอินโดอาสาฉีดวัคซีนคนแรก พร้อมยืนยันประชาชนฉีดฟรีโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอาสาฉีดวัคซีนเป็นคนแรกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียแถลงผ่านช่องทางยูทูบทำเนียบประธานาธิบดีถึงความคืบหน้าในการแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้แก่ประชาชนชาวอินโดนีเซีย

โดยวิโดโดเผยว่าประชาชนชาวอินโดนีเซียจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนเขาจะเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นคนแรก

“หลังจากได้รับข้อมูลจากประชาชนและได้ทำการคำนวณงบประมาณของรัฐใหม่อีกครั้ง ผมยืนยันว่าจะจัดฉีดวัคซีนให้ประชาชนฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนจะเพียงพอสำหรับประชาชนทุกคน” วิโดโดกล่าว

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้วางแผนที่จะฉีดวัคซีนฟรีให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ราว 32 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 260 ล้านคน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้รับวัคซีน “โคโรนาแวค” ของจีนจำนวน 1.2 ล้านโดสเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา และมีกำหนดจะรับสารตั้งต้นในการผลิตวัคซีนจำนวน 15 ล้านโดสจากบริษัทเดียวกันในปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม วัคซีนโคโรนาแวคยังอยู่ในการทดลองขั้นสุดท้าย โดยสำนักงานควบคุมอาหารและยาอินโดนีเซียจะอนุมัติวัคซีนเมื่อผลการทดลองเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงมกราคมปีหน้า

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังได้มีการเจรจาสั่งซื้อวัคซีนจาก “ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค” และ “แอสตราเซเนกา” รวมถึงเข้าร่วมโครงการ “โคแวกซ์” อีกด้วย

Photo by Jewel SAMAD / AFP

จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 10:51 น.จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ยานสำรวจดวงจันทร์ ‘ฉางเอ๋อ-5’ ของจีนกลับถึงโลกพร้อมตัวอย่างจากดวงจันทร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เวลา 01.59 น. ตามเวลาท้องถิ่น ยานสำรวจดวงจันทร์ไร้คนขับ “ฉางเอ๋อ-5” ของประเทศจีนได้เดินทางกลับสู่โลกพร้อมเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์มาได้สำเร็จ ส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่สามารถนำตัวอย่างหินบนดวงจันทร์กลับมายังโลกได้

องค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เผยว่าแคปซูลบรรจุตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ที่ยานฉางเอ๋อ-5 เก็บมาได้ลงจอดบนทะเลทรายในเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ทางตอนเหนือของประเทศจีน พร้อมตัวอย่างหินและดินประมาณ 2 กิโลกรัม ที่เก็บมาจากบริเวณที่เรียกว่า “แอ่งมหาสมุทรพายุ” ในพื้นที่ทางตะวันตกของดวงจันทร์

หลังจากนี้ตัวอย่างดังกล่าวจะถูกส่งไปยังปักกิ่งเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป พร้อมกันนี้นักวิทยาศาสตร์จีนกำลังร่างแผนสำหรับการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต โดยหวังว่าจะมีการร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสร้างสถานีวิจัยดวงจันทร์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ยานสำรวจฉางเอ๋อ-5 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์สำเร็จเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มภารกิจเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์และนำกลับมายังโลกเพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป

The return capsule of China’s Chang’e-5 probe has landed on Earth, bringing back the country’s first samples collected from the moon. It marks a successful conclusion of China’s current three-step lunar exploration program. #ChangE5 #LunarProbe pic.twitter.com/pezivtpsh9— China Xinhua News (@XHNews) December 16, 2020

Photo by STR / AFP

เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 22:01 น.เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค เมื่อโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศหยุดชะงักเหมือนกัน แต่เหตุผลนั้นต่างกันลิบ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม เกิดกรณีเลื่อนการลงทะเบียนในโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 2 ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการตรวจสอบพบผู้ประกอบการเข้าข่ายส่อทุจริตกว่า 500 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม 312 แห่ง และร้านค้า 202 ร้านค้า จากจำนวนโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 8,000 แห่ง และร้านค้ากว่า 60,000 ร้านค้า ด้วยกลโกงที่แตกต่างกันถึง 6 รูปแบบ

ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้การลงทะเบียนในโครงการเฟสที่ 2 ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และโครงการที่ออกมาเพื่อมุ่งจะแก้ไขปัญหากลับกลายเป็นช่องโหว่ของการเกิดปัญหา

ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่ออกโครงการสนับสนุนให้ประชาชนออกมาท่องเที่ยวในประเทศเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซาลงในช่วงโควิด-19

อย่างเช่นโครงการ “Go To Campaign” ของญี่ปุ่นที่รัฐบาลจะช่วยออกเงินสนับสนุนให้ประชาชนรวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

“Go To Travel” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Go To Campaign” มีขึ้นเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสูงสุด 50%

โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 70% เป็นการช่วยเหลือค่าท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และอีก 30% จะได้รับเป็นคูปองเงินสดหรือบัตรกำนัล

โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มเฟสแรกระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 1 กันยายน และเฟส 2 เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม

แต่โครงการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุกะ ได้ประกาศระงับโครงการชั่วคราวทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2020 ถึง 11 มกราคม 2021 แต่สาเหตุนั้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหลังจำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในลักษณะนี้ อาทิ เวียดนามซึ่งเปิดตัวโครงการ “ชาวเวียดนามเที่ยวเวียดนาม” ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิถุนายน จนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2020

ทั้งนี้ เวียดนามเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อรวมทั่วประเทศเพียง 1,405 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 35 ราย

รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งเปิดตัวโครงการท่องเที่ยวในประเทศมูลค่า 45 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศขณะที่กำลังปิดพรมแดน โดยหวังว่าจะสามารถดึงดูดเงินราว 10% ของเงินทั้งหมดที่ชาวสิงคโปร์ใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวน 34 ล้านเหรียญสิงคโปร์ต่อปี

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 20:58 น.สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงินหลังจากที่แย้มท่าทีนี้มานาน ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็เล่นงานไทยในที่สุดพร้อมด้วยประเทศในเอเชียอีกจำนวนหนึ่ง

กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชี 10 ประเทศในบัญชีประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงิน หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

นอกจากไทยแล้วยังมี ไต้หวัน, อินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เยอรมนี, อิตาลี, สิงคโปร์ และมาเลเซีย

รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุด้วยว่าอินเดียและสิงคโปร์ได้แทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในลักษณะต่อเนื่องและผิดปกติ แต่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จะกล่าวหาได้ว่าแทรกแซ.ค่าเงินอย่างชัดเจน

ส่วนประเทศที่เข้าข่ายอย่างชัดเจนคือ สวิตเซอร์แลนด์และเวียดนาม โดยกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าทั้งสองประเทศแทรกแซงสกุลเงิน และกล่าวว่าเวียดนามพยายามที่จะให้ได้มาซึ่ง “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศอีกเช่นกัน”

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนว่า ไทยและไต้หวันอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำประเทศที่ต้องจับตาเรื่องการแทรกแซงอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศที่ถูกสหรัฐระบุว่าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะไม่ต้องรับผิดใดๆ แต่สหรัฐอาจใช้มาตรการลงโทษทางการค้ากับประเทศนั้นๆ อาทิ ระงับสิทธิพิเศษทางการค้า 

เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 19:01 น.เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปีแม็คเคนซี สก็อตต์ อดีตภรรยาผู้ก่อตั้งแอมะซอนบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลไปแล้วกว่าแสนล้านภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

1. ภายในปีนี้ แม็คเคนซี สก็อตต์ ควักเงินบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลไปแล้วเกือบ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180,000 ล้านบาท) โดยเพียงแค่ 4 เดือนที่ผ่านมาเธอได้บริจาคเงินแก่ธนาคารอาหารและกองทุนบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินไปแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120,000 ล้านบาท)

2. สก็อตต์กล่าวว่าการบริจาคเงินในครั้งนี้เพราะต้องการช่วยเหลือชาวอเมริกันที่กำลังดิ้นรนเพราะโรคระบาด ซึ่งได้บริจาคให้แก่องค์กรการกุศลมากกว่า 380 แห่งที่จะส่งมอบเงินให้กับหน่วยงานต่างๆ เกือบ 6,500 แห่ง

“การระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นการทำลายล้างชีวิตของชาวอเมริกันซึ่งจำเป็นต้องดิ้นรน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพนั้นเลวร้ายอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับสตรี คนผิวสี และผู้ยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความร่ำรวยของมหาเศรษฐีได้เป็นอย่างมาก” สก็อตต์กล่าว

3. เมื่อปีที่แล้วเธอได้ลงนามในสัญญาที่จะมอบทรัพย์สินส่วนตัวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อการกุศล และภายใน 1 ปีของการลงนามในสัญญาเธอได้บริจาคเงินจำนวน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 51,000 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 116 แห่ง โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ, ความเท่าเทียมทางเพศ, ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

4. สาเหตุที่เธอเป็นเจ้าแม่บุญทุ่มได้ถึงขนาดนี้เพราะเธอเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีทรัพย์สิน 60,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 23,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 709,000 ล้านบาท) ในปีนี้

5. สก็อตต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ในเดือนกันยายน 2020 แต่จากการจัดอันดับของนิตยสารธุรกิจ Forbes ระบุให้เธอเป็นเศรษฐีนีที่ร่ำรวยอันดับที่ 4 ของโลก

6. สาเหตุที่ทำให้เธอร่ำรวยขึ้นอย่างก้าวกระโดดเนื่องจากการเติบโตของ “แอมะซอน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเธอเป็นอดีตภรรยาของ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน ซึ่งเป็นบุคคลทีร่ำรวยที่สุดในโลก โดยได้หย่าขาดกันไปเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 25 ปี ซึ่งถือเป็นการหย่าครั้งประวัติการณ์เนื่องจากสก็อตต์ได้รับค่าหย่าจากอดีตสามีเป็นหุ้นร้อยละ 4 ของแอมะซอน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

Photo by JORG CARSTENSEN / dpa / AFP

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเอง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 17:15 น.เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเองแม่น้ำโขงที่ไหลหล่อเลี้ยงปากท้องกว่า 60 ล้านชีวิตรวมทั้งคนไทย กลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์วัดขุมกำลังระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่แม่น้ำโขงกลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์วัดอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐ ฝั่งสหรัฐรุกหนักด้วยการเปิดตัวโครงการดาวเทียมสำหรับติดตามตรวจสอบระดับน้ำในเขื่อนของจีนในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ความกระจ่างว่าจีนไม่ปล่อยน้ำให้ประเทศปลายน้ำอย่างที่เข้าใจกันมาจริงหรือไม่

โครงการ Mekong Dam Monitor ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างศูนย์สังเกตการณ์แม่น้ำโขง สติมสัน เซ็นเตอร์ (Stimson Center) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และอายส์ออนเอิร์ธ (Eyes On Earth) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านน้ำของสหรัฐ จะจับตาเขื่อน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบนที่จีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง และอีก 15 เขื่อนบนแม่น้ำสายย่อย

หลายปีที่ผ่านมาเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงของจีนถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมในประเทศท้ายน้ำ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม  และยังเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่าจีนปฏิเสธข้อกล่าวหานี้หัวชนฝา

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน ระดับแม่น้ำโขงที่ผิดปกติเริ่มเห็นชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว โดยปกติระดับน้ำจะสูงขึ้นในช่วงฤดูมรสุมและจะลดลงในฤดูแล้ง แต่เมื่อปีที่แล้วระดับแม่น้ำโขงสูงเพียง 2.5 เมตรทั้งที่ความจริงควรสูงถึง 7.5 เมตร

นอกจากนี้ปีที่แล้วประเทศท้ายแม่น้ำโขงต้องเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรงเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยเฉพาะไทยที่แม่น้ำโขงลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 100 ปีจนเห็นสันดอนกลางน้ำ

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับผลวิจัยของ Eyes on Earth ที่พบว่า ปฏิบัติการของเขื่อนทั้ง 11 แห่งของจีนกักเก็บน้ำทางตอนบนของแม่น้ำโขงไว้ในขณะที่ประเทศท้ายน้ำต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง และยังประเมินว่าระหว่างเดือน ก.ค.-พ.ย.ปีที่แล้ว 2 เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของจีนอย่างเขื่อนเสี่ยววันและเขื่อนนั่วจาตู้กักน้ำไว้กว่า 20,000 ล้านคิวบิกเมตร หรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 8 ล้านสระรวมกัน

แปลว่าในขณะที่ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชากำลังเดือดร้อนจากความแห้งแล้ง แต่จีนกลับมีน้ำใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองเหลือเฟือ

แต่จีนก็งัดงานวิจัยออกมาโต้ว่าที่น้ำแล้งเป็นเพราะปริมาณน้ำฝนเหนือเขื่อนมีน้อย ทำให้ท้ายแม่น้ำมีน้ำลดลงไปด้วย และงานวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียน (CREEI) ที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง ยังตอกกลับว่าสหรัฐไม่สามารถแสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ทั้งหมด และอ้างว่าเขื่อนบนแม่น้ำล้านช้างเป็นประโยชน์กับประเทศท้ายน้ำอย่างชัดเจน โดยการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากช่วยป้องกันทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งให้ประเทศท้ายน้ำ

โครงการจับตาดูเขื่อนแม่น้ำโขงในจีนของสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากที่บรรดาประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่านต้องทนอึดอัดคับข้องใจกับความโปร่งใสในการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีนจนต้องออกมาเรียกร้องให้จีนเปิดเผยข้อมูลมาแล้ว

ก่อนหน้านี้จีนเปิดเผยข้อมูลแม่น้ำโขงเฉพาะในฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมาทางการจีนรับปากว่าจะแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวกับน้ำตลอดทั้งปีผ่านกลไกการแบ่งปันสารสนเทศความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของแม่โขง-ล้านช้าง โดยจีนบอกว่าเพื่อแสดงถึงความตั้งใจอันดีและความจริงใจของจีนในฐานะประเทศต้นน้ำที่มีความรับผิดชอบ

ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากฝั่งจีน ข้อมูลที่ประเทศท้ายน้ำต้องการรู้ก็ยังเป็นความลับ

ความคลุมเครือของจีนเปิดช่องให้สหรัฐโจมตีว่าการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการของเขื่อนและการปล่อยน้ำจากเขื่อนทางตอนบนของแม่น้ำโขงไม่ถูกต้องและขาดหลักฐาน

ไบรอัน อายเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่น้ำโขงจาก Stimson Center เผยว่ากลไกการแบ่งปันข้อมูลของจีนให้ข้อมูลเฉพาะจุดตรวจวัดที่อยู่ท้ายเขื่อนที่อยู่ใกล้พรมแดนไทยที่สุดเท่านั้นและอัพเดทข้อมูลไม่บ่อย แต่อายเลอร์บอกว่าข้อมูลระดับน้ำและข้อมูลการปฏิบัติการของเขื่อนเป็นตัวชี้วัดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อายเลอร์ยังเผยอีกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของเขื่อนทั้ง 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบน รวมถึงข้อมูลปริมาณน้ำยังถูกจีนเก็บเป็นความลับ

เมื่อจีนไม่เปิดเผยข้อมูลน้ำ ประเทศท้ายน้ำจึงไม่มีโอกาสเตรียมตัวตั้งรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ บางครั้งจู่ๆ ก็เกิดน้ำท่วมกะทันหันตามแนวชายแดนไทย-ลาวในช่วงฤดูแล้ง บางครั้งการปล่อยน้ำของเขื่อนจีนก็ทำให้น้ำเพิ่มขึ้นหลายเมตรชั่วข้ามคืน สร้างความเสียหายมหาศาลให้ชุมชนริมแม่น้ำโขงที่ไม่ทันตั้งตัว หรือบางครั้งก็น้ำลดลงผิดปกติตามที่ผลการศึกษาของ Stimson Center พบ

ในปีนี้ยังมีความกังวลว่าสถานการณ์ความแห้งแล้งในประเทศท้ายน้ำจะรุนแรงกว่าปีที่แล้วซึ่งจะส่งผลกระทบกับไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่งผลกระทบต่อการชลประทาน การปลูกข้าว และการประมง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะแม่น้ำโขงเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลาที่จับได้คิดเป็น 25% ของปลาน้ำจืดที่จับได้ทั่วโลก และมีความหลากหลายของสายพันธุ์ปลา (กว่า 1,000 สายพันธุ์ และอาจมีอีกหลายพันธุ์ที่ยังสำรวจไม่พบ) เป็นอันดับสองรองจากป่าแอมะซอนเท่านั้น

ปัจจุบันจีนมีเขื่อน 11 แห่งอยู่บนแม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำโขงตอนบน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนล่าง และอีก 120 แห่งบนแม่น้ำสาขาที่กำลังก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการวางแผน

หากยังปล่อยให้จีนสร้างเขื่อนและควบคุมต้นน้ำโขงเพื่อประโยชน์ของตัวเองตามใจชอบ ไม่เฉพาะประเทศท้ายน้ำเท่านั้นที่จะเดือดร้อน ระบบนิเวศที่สร้างขึ้นมายาวนานเป็นที่อยู่ของปลานานาชนิดรวมทั้งปลาบึก ปลาเฉพาะถิ่นของแม่น้ำโขงที่ตอนนี้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ก็จะพลอยพังไปด้วย

เซ็บ โฮแกน นักชีววิทยาปลาจากมหาวิทยาลัยเนวาดารีโนเผยว่า แม่น้ำโขงไม่ควรต้องเผชิญชะตากรรมการเป็นแม่น้ำที่มีการสร้างเขื่อนมากที่สุดเหมือนกับแม่น่ำโคโลราโดของสหรัฐ ที่มีความยาวเพียง 2,330 กิโลเมตร แต่มีเขื่อนอยู่บนแม่น้ำสายหลักถึง 15 เขื่อนและอีกนับร้อยเขื่อนบนแม่น้ำสาขา

หลังมีเขื่อนอุทกศาสตร์ตามธรรมชาติของแม่น้ำโคโลราโดก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การวางไข่ของปลาประจำถิ่นส่วนใหญ่แทบจะไม่เกิดขึ้น

“อัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันจากการสร้างเขื่อน และผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลว่าแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดของคนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูญเสียประสิทธิภาพจนไม่สามารถส่งเสริมความหลากหลายของสัตว์ป่าและผู้คนนับล้านที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ได้อีกต่อไป”

ดังนั้นหากจีนยังควบคุมน้ำที่ต้นแม่น้ำโขงได้ตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงประเทศท้ายน้ำ แม่น้ำโขงทั้งสายอาจไม่อาจย้อนกลับไปอุดมสมบูรณ์ได้แบบเดิม สหรัฐจึงต้องเข้ามาจับตากิจกรรมของเขื่อนจีนบนแม่น้ำโขง

นอกจากจะได้ควบคุมจีนทางอ้อมแล้ว ยังได้ผูกมิตรกับประเทศท้ายน้ำเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในลุ่มน้ำโขงกลับมาด้วย