3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่าง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 07:47 น.3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่างกรมอนามัย เตือนประชาชนกินอาหารปิ้ง ย่าง หรืออาหารประเภทรมควันไหม้เกรียมรวมทั้งหมูกระทะเป็นประจำสะสมนานเสี่ยงได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง พร้อมแนะวิธีกินปิ้งย่างอย่างถูกต้อง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ประชาชนที่นิยมกินอาหารปิ้งย่างหรือรมควัน หรือเมนูหมูกระทะเป็นประจำ อาจทำให้เสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ได้แก่

  • สารไนโตรซามีน (nitrosamines) พบในปลาหมึกย่าง ปลาทะเลย่าง และในเนื้อสัตว์ที่ใส่สารไนเตรท ประเภทแหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ที่มีสีแดงผิดปกติ  ทำให้เสี่ยงต่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร 
  • สารพัยโรลัยเซต (Pyrolysates) พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่าง สารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า
  • สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

อันตรายที่ตามมา

สารเหล่านี้จะพบในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง ย่าง หรือรมควันของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย เช่น หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนติดมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันหรือน้ำมันจะหยดไปบนเตาไฟ ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพีเอเอชลอยขึ้นมาพร้อมเขม่าควันเกาะที่บริเวณผิวของอาหาร พบมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง หากกินเข้าไปเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งจากข้อมูลสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในปี 2557 พบว่ามะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในประเทศไทยอันดับหนึ่งคือมะเร็งตับและท่อน้ำดี โดยมีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวน 15,305 คน

วิธีกินปิ้งย่างอย่างถูกต้อง

หากทำการปิ้งย่างกินเอง ควรเลือกเนื้อสัตว์เฉพาะส่วนหรือที่มีไขมัน ติดน้อยที่สุด หรือควรตัดส่วนที่เป็นไขมันออกไปก่อน เพื่อลดไขมันที่จะไปหยดลงบนถ่าน ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่านธรรมดา ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะการเผาไหม้ จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ที่สำคัญควรใช้ใบตองห่ออาหารก่อนจะทำการปิ้งย่าง เพื่อเป็นการลดปริมาณไขมันจากอาหาร ที่หยดลงไปบนถ่าน ซึ่งจะทำให้อาหารมีกลิ่นหอมใบตอง และหลังปิ้งย่างควรหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุด

แต่หากกินตามร้านอาหาร เช่น ร้านหมูกระทะ ควรเลือกร้านที่ใช้ภาชนะการปิ้ง ย่าง ที่สามารถลดหรือป้องกันน้ำมันหยดลงบนเตาไฟได้ เข่น ใช้เตาไฟฟ้า หรือเตาไร้ควัน ซึ่งสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่าน หรือเลือกร้านที่ได้รับป้ายอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) จากกรมอนามัยก็จะช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวประเภทแคมป์ปิ้ง กางเต็นท์ในเขตพื้นที่อุทยาน และที่นิยมปรุงอาหารเอง โดยเฉพาะเมนูปิ้งย่าง หมูกระทะ บริเวณที่พักนั้น สิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคืออันตรายจากเตาไฟที่ใช้ เพราะหากเป็นกรณีใช้เตาถ่านในการปิ้งย่าง หลังกินเสร็จต้องมั่นใจว่ามีการดับถ่านในเตาไฟจนสนิท เพราะหากไม่ระวังอาจทำให้เกิดไฟไหม้ตามมาได้ หรือในกรณีของการใช้เตาไฟฟ้าก็ต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สายไฟไม่ชำรุด เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้เช่นเดียวกัน

ปัญหาของคนอยากไว้พุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ปัญหาของคนอยากไว้พุง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 08:33 น.ปัญหาของคนอยากไว้พุงรศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน เผยข้อแนะนำสำหรับคนอยากมีพุงใหญ่เพิ่มเสน่ห์นั้นง่ายแสนง่าย แต่แฝงภัยร้ายและปัญหาที่ตามมาอีกมาก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว Dr.Winai Dahlan เรื่อง ปัญหาของคนอยากไว้พุง ดังนี้

คนพุงใหญ่ในวันนี้จำนวนไม่น้อยรู้ตัวเองดีว่าการมีพุงตามมาด้วยสารพัดโรค จึงหาทางลดพุงกันยกใหญ่ ทว่า น่าแปลกคนบางกลุ่มไม่มีพุงกลับอยากมีพุง เคยเจอคนประเภทนี้มาขอคำแนะนำในเรื่องการสร้างพุงโดยให้เหตุผลว่าพรรคพวกหรือแม้กระทั่งภรรยาอยากให้มีพุงบ้างเพื่อสร้างเสน่ห์กลายเป็นอย่างนั้น แม้พยายามอธิบายว่าพุงนั้นสร้างปัญหาทำให้เกิดโรคเมแทบอลิก เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ทั้งอาจจะทำให้ง่ายต่อการเป็นมะเร็งเสียด้วยซ้ำ แต่หลายคนยังยืนยันว่าอยากมีพุง

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากมีพุงใหญ่นั้นง่ายแสนง่าย อยากมีพุงก็ต้องดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ กินน้ำหวานมากๆ จะช่วยให้เอวใหญ่ขึ้นถึงห้าเท่าเมื่อเทียบกับน้ำเปล่า เพิ่มขนมหวานให้มากขึ้นไปอีก งดหรือลดอาหารเช้า กินอาหารเย็นใกล้เวลานอนให้มากโดยกินให้เป็นมื้อใหญ่ เติมคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารให้มาก ลดโปรตีนลง พยายามกินโดยใช้จานขนาดใหญ่เพื่อให้กินได้มากขึ้น ออกกำลังกายให้น้อยเข้าไว้ แค่นี้ก็พุงกลมได้แล้ว เป็นคำแนะนำที่ง่ายแสนง่าย แถมปฏิบัติง่ายอีกต่างหาก

แต่เมื่อแนะนำแล้วก็ต้องเตือน พุงที่ใหญ่ขึ้นจะสร้างปัญหาแก่สุขภาพอย่างสาหัส ไขมันในพุงส่วนที่เป็น Visceral fats ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายหากสะสมมากเกินไปจะสร้างปัญหาได้สารพัดโดยทำให้เซลล์ไขมันขยายตัวผลที่ตามมาคือการสร้างฮอร์โมน Adiponectin ลดลงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมน Insulin ลดลงกระทั่งเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน ปัญหาที่ตามมาคือเบาหวาน

ไขมันในพุงมากเกินไปการสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับกลไกการอักเสบในอวัยวะภายในย่อมเกิดมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ฮอร์โมนบางตัวที่สร้างจากเซลล์ไขมันยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิตส่งผลให้ความดันโลหิตสูงตามไปด้วย ประการสุดท้ายคือไขมันในพุงตั้งอยู่ใกล้อวัยวะภายในร่างกายมากเกินไป การหลั่งกรดไขมันออกจากเซลล์ไขมันในพุงตรงเข้าสู่ตับได้ง่าย คนพุงใหญ่จึงมักมีปัญหาไขมันสูงในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอเลสเตอรอลกลุ่ม LDL ที่ถือเป็นไขมันตัวร้ายก่อปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดแถมด้วยปัญหามะเร็งเต้านมและโรคปลายประสาทเสื่อมอีกต่างหาก 

ดังนั้น ใครอยากตายแบบมีพุงที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าดูสง่ากว่าแบบผอมแห้งก็มีพุงไปเถอะ เรื่องคนอยากมีพุงโดยไม่กลัวโรคอย่างนี้ไม่อยากอธิบาย สงวนเวลาไปลดพุงให้กับตนเองจะดีกว่า

โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!! – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 10:15 น.โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!!หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ โพสต์ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด และทางเดินหายใจ สามารถเล่นงานอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ลำไส้ สมอง และไขสันหลัง

เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ ประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ

…ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด และทางเดินหายใจ สามารถเล่นงานอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ลำไส้ สมอง และไขสันหลัง

ผลข้างเคียงของระบบประสาทจากเชื้อไวรัสโควิด- 19 แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม

1 กลุ่มแรกแบ่งเป็น

1.1 สมองขาดออกซิเจน Hypoxic encephalopathy เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ทำลายเนื้อปอดในคนที่ป่วยหนักต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ มีผลต่อความรู้สึกตัว การรับรู้

และ 1.2 อัมพฤกษ์ อัมพาต Stroke จากการมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดไปเลี้ยงสมอง เนื่องจากไวรัสทำให้เลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้กับคนอายุไม่มาก

2 ไวรัสเล่นงานระบบประสาทโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบในสมอง Acute virus encephalitis ตรวจรหัสพันธุกรรม PCR พบไวรัสโควิด-19 ในน้ำไขสันหลัง

3 ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติเกิดขึ้นหลังจากรับเชื้อไวรัสโควิด-19 ภูมิคุ้มกันของตัวเองทำให้เกิดการอักเสบและการเสียหายของสมองและไขสันหลังอย่างหนัก เช่น Acute disseminated encephalomyelitis (ADEM) และ Acute necrotizing encephalitis

ไข้หวัดใหญ่ Influenza เป็นไวรัสอีกตัวหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทเหมือนไวรัสโควิด-19 ในข้อ 2 และ 3

คนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

ที่มา https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1802237996609623&id=604030819763686

รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 07:55 น.รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดเซโรโทนิน ปิดท้ายที่วิธีเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกายเพื่อป้องสภาวะผิดปกติทางจิต ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

เมื่อคืนที่ผ่านมาใครนอนไม่ค่อยหลับ เช้านี้รู้สึกไม่สดชื่นเต็มร้อย คืนนี้หากอยากนอนให้ดีขึ้น ลองมาทำความเข้าใจกับ เซโรโทนิน (Serotonin) สารชีวเคมีชนิดหนึ่งทีร่างกายสร้างขึ้นมีคุณสมบัติเป็นทั้งสารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ การย่อยอาหาร ความรู้สึกอยากหรือเบื่ออาหาร รวมไปถึงกานนอนหลับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายโรค 

หน้าที่ของเซโรโทนินต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย มีดังนี้

  • เซโรโทนินในสมองและระบบประสาท มีหน้าที่ควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และความรู้สึกสุขสงบ ช่วยระงับความโกรธและความก้าวร้าว
  • เซโรโทนินในระบบทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ทำให้เกิดความอยากอาหาร หรือบางครั้งก็ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้เช่นกัน
  • เซโรโทนินในระบบไหลเวียนเลือด ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

นอกจากนี้ เซโรโทนินจะกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตผ่านการรับรู้ปริมาณสารอาหาร เมื่อร่างกายหลั่งเซโรโทนินออกมา เราจะรู้สึกอยากอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอ สารชนิดนี้ก็จะส่งสัญญาณแสดงความอิ่ม ทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวเพื่อย่อยอาหาร เกิดการดูดซึมและเผาผลาญสารอาหารอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อตับและเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างหรือสลายมวลกระดูกด้วย หากร่างกายมีปริมาณเซโรโทนินไม่เพียงพอ ระบบการทำงานเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบและแปรปรวนไป

จะเกิดอะไรขึ้น หากร่างกายขาดเซโรโทนิน?

หากร่างกายหลั่งเซโรโทนินออกมาน้อยลง ทำให้มีระดับเซโรโทนินลดต่ำ หรือมีความผิดปกติที่ตัวรับเซโรโทนิน จะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. มีความผิดปกติด้านอารมณ์และพฤติกรรม มีอาการซึมเศร้า การขาดเซโรโทนินมักทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล อยู่ไม่สุข โกรธง่าย หงุดหงิด และบางครั้งก็แสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงได้ นอกจากนี้ ความบกพร่องในการรับเซโรโทนินยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตอื่นๆ โดยมีสภาวะแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นภายนอกเป็นปัจจัยร่วม การให้เซโรโทนินจึงเป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า
  2. กระตุ้นอาการก่อนมีประจำเดือน กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น รู้สึกซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล อยากอาหารมากกว่าปกติ ไปจนถึงคลื่นไส้อาเจียน เป็นผลมาจากระดับเซโรโทนินในร่างกายที่ลดต่ำลงนั่นเอง
  3. ขาดสมาธิ เซโรโทนินเป็นสารที่ช่วยทำให้จิตใจสงบ เกิดสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ หากร่างกายขาดเซโรโทนิน คุณจะรู้สึกกระวนกระวายจนไม่สามารถตั้งสมาธิจดจ่อกับอะไรได้ มักส่งผลต่อการเรียนและการทำงานด้วย
  4. นอนไม่หลับ หน้าที่อีกอย่างของเซโรโทนินคือควบคุมการนอนหลับ เมื่อร่างกายมีระดับเซโรโทนินลดลงจึงส่งผลให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ มีอาการอ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สดชื่น
  5. รู้สึกเจ็บปวด เซโรโทนินมีส่วนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อให้เลือดหยุดไหลเมื่อเกิดแผล ดังนั้น หากร่างกายได้รับความเจ็บปวด เช่น ถูกมีดบาด หรือบาดเจ็บ การขาดเซโรโทนินก็จะทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ้น และทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงด้วย
  6. พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ เซโรโทนินเป็นสารที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม การขาดสารนี้จึงอาจทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลาและกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง หรืออาจรู้สึกเบื่ออาหารก็ได้ และมักทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ คุณจึงมีอาการปวดท้อง จุกเสียด หรือแน่นท้องได้
  7. เกิดโรคลำไส้แปรปรวน เซโรโทนินเกือบ 95% ถูกผลิตและเก็บไว้ที่ลำไส้เล็ก หากขาดสารสื่อประสาทชนิดนี้ การทำงานของลำไส้เล็กก็จะเปลี่ยนไป โดยสามารถทำให้เกิดปัญหาท้องผูก ท้องเสีย หรือทำให้เกิดอาการท้องผูกท้องเสียสลับกัน ที่เรียกว่าโรคลำไส้แปรปรวน หากคุณสงสัยว่าอาการที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับระดับเซโรโทนินที่ลดต่ำลง คุณควรไปพบแพทย์
  8. ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากคุณสังเกตว่าตัวเองมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกเหนื่อยมาก อารมณ์ไม่ดี เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเป็นหวัดบ่อยกว่าปกติ อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพราะการมีระดับเซโรโทนินต่ำสามารถส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าที่เคย
  9. นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนไป การมีระดับเซโรโทนินต่ำสามารถทำให้เกิดความแปรปรวนของนาฬิกาชีวิตของร่างกาย (Circadian rhythm)ซึ่งอาการทั่วไปที่พบได้คือ รู้สึกง่วงนอนในระหว่างวันมากกว่าตอนกลางคืน อาการดังกล่าวยังเป็นอาการพื้นฐานของโรคซึมเศร้าอีกด้วย เพราะผู้ป่วยโรคนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการนอน ได้แก่ นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท ตื่นเช้ามาไม่สดชื่น เป็นต้น
  10. วิตกกังวลมากขึ้น ร่างกายของคนเรามีตัวรับเซโรโทนินที่แตกต่างกันอย่างน้อย 14 ชนิด และ 5-HT1A คือตัวที่สำคัญที่สุดในทั้งหมด ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต หากตัวรับชนิดนี้บกพร่อง คุณก็จะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ประหม่า และขี้กังวลมากขึ้น
  11. มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ การขาดความสนใจต่อสิ่งต่างๆ  อ่อนเพลีย และไม่สามารถจดจ่อต่อบางสิ่งบางอย่าง ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับการขาดเซโรโทนินได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าอาการเหล่านี้พบได้ทั่วไปในคนที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย

วิธีเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกาย

นอกจากการใช้ยา คุณสามารถใช้วิธีทางธรรมชาติในการช่วยเพิ่มระดับสาร Serotonin ในร่างกาย ดังนี้

  • กินของมีประโยชน์ ได้แก่ อาหารที่มีทริปโตเฟนสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท เช่น ปลาแซลมอนและปลาทูน่า อาหารที่ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน เช่น ดาร์กช็อกโกแลต และควรหันมารับประทานทานแป้งไม่ขัดสีอย่างข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีทแทนแป้งขัดสี นอกจากนี้ อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบเป็น 5-Hydroxytryptophan ก็ช่วยเพิ่มเซโรโทนินได้เช่นกัน แต่เพื่อความปลอดภัย ก่อนเลือกรับประทานอาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เสมอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายในระดับคงที่เป็นประจำ วันละ 30-40 นาที จะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินและทริปโตเฟน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเซโรโทนินได้ ทั้งยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานเป็นปกติ
  • ออกไปรับแสงแดดเป็นประจำ มีงานวิจัยที่เผยว่าแสงแดดช่วยในการสังเคราะห์เซโรโทนิน และยังช่วยให้มีอารมณ์สดใสเบิกบานยิ่งขึ้น การเปิดบ้านรับแสงธรรมชาติ หรือออกไปเผชิญแสงแดดอ่อนๆ บ้าง จึงเป็นการช่วยบำบัดทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
  • หมั่นบำบัดความเครียด ความเครียดเป็นตัวขัดขวางการหลั่งเซโรโทนิน การทำกิจกรรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด เช่น การฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินได้
  • เติมวิตามินซี บี  มีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า วิตามินซีเป็นยากล่อมประสาทตามธรรมชาติ ที่สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ ส่วนวิตามินบี ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินบี 50-100 มิลลิกรัมต่อวัน  อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อความปลอดภัย 
  • ลดปริมาณน้ำตาล การทานน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเราจนขาดความสมดุล และอาจแสดงออกทางอารมณ์ที่ผิดพลาดได้ง่ายขึ้น

เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋ – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋เจาะลึกเคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นฉบับ “ดู๋-สัญญา คุณากร” เพราะเลนส์แว่นตาไม่ใช่อะไรก็ได้

หลังจากรับหน้าที่แบรนด์เอมบาสเดอร์ให้กับเอสซีลอร์มาตลอด 1 ปี พิธีกรมากความสามารถ ดู๋-สัญญา คุณากร พูดคุยผ่านรายการไลฟ์สตรีมมิ่ง เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพดวงตาและการเลือกเลนส์แว่นตาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กับบทบาทพิธีกรที่เป็นอยู่ พร้อมสรุปเคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาฉบับมินิมอลสไตล์พี่ดู๋

คนส่วนใหญ่เมื่อเดินเข้าร้านแว่นก็มักให้ความสำคัญในการเลือกกรอบแว่นเป็นอันดับแรก เพราะคิดว่ากรอบแว่นที่สวมใส่สบายและทำให้ผู้สวมใส่ดูดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วปล่อยขั้นตอนสำคัญในการเลือกเลนส์ให้ถูกกำหนดด้วยราคาของเลนส์มาก่อน การเลือกเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเราแท้จริงแล้ว สำคัญประหนึ่งการเลือกอวัยวะที่ต้องอยู่เคียงคู่กับเราเลย เพราะเลนส์คือองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงคุณภาพการมองเห็นของเรา ฉะนั้น สิ่งแรกที่เราควรศึกษาเป็นอันดับแรกในการซื้อแว่นก็คือเลนส์นั่นเอง

ชนิดของโครงสร้างเลนส์สายตา

เลนส์ชั้นเดียว (Single Vision) คือเลนส์ที่แก้ไขปัญหาการมองเห็น จากค่าสายตาที่ผิดปกติระยะเดียว เช่น สายตาสั้น หรือสายตายาว ซึ่งอาจมีหรือไม่มีสายตาเอียงร่วมด้วย

เลนส์อายเซ็น (Eyezen) คือนวัตกรรมเลนส์รุ่นใหม่เพื่อการแก้ไขปัญหาสายตาของคนยุคดิจิทัล ที่ต้องใช้สายตาหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดวัน มีทั้งรุ่นที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่คำนวณค่าบิดเบือนของแสง 2 ระยะทั้งการมองใกล้และไกล และรุ่นที่มีเทคโนโลยีช่วยลดการเพ่ง เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าดวงตาซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่ใช้งานสายตาในระยะใกล้อย่างหนักกับทั้งจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน โดยช่วยให้มองเห็นอย่างคมชัดสบายตายิ่งขึ้น

เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lenses) เลนส์หลายโฟกัสที่เหมาะกับคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ถูกออกแบบเพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งระยะใกล้ กลางและไกลโดยไม่มีรอยต่อในเนื้อเลนส์ ด้วยคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหามองเห็นได้หลายระยะจึงสวมใส่ได้ทุกสถานการณ์และตลอดวัน โดยไม่ต้องคอยสลับใช้แว่นตาหลายอัน เช่น เปลี่ยนใส่แว่นอ่านหนังสือ

อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญของการเลือกเลนส์แว่นตา นอกจากการเลือกโครงสร้างเลนส์ที่สามารถแก้ไขปัญหาสายตาเราได้แล้ว ผู้สวมใส่แว่นยังสามารถมีฟีเจอร์เสริมที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้เช่นกัน

การป้องกันแสงสีน้ำเงิน (Blue UV Capture) เพื่อกรองแสงสีน้ำเงินทั้งจากแสงอาทิตย์ ตลอดจนโทรทัศน์และหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เนื่องจากแสงสีน้ำเงินสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาวะจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าที่ควร

การเปลี่ยนสีเลนส์อัตโนมัติเข้มขึ้นตามสภาพแสง (Transitions Lens) เรียกว่าเลนส์ปรับแสง เมื่ออยู่ในที่ร่มเลนส์จะใสเหมือนเลนส์สายตาปกติ เมื่อออกแดดเลนส์จะปรับสีเข้มขึ้นคล้ายกับแว่นกันแดด ทำให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาสามารถสวมใส่แว่นสายตาออกกลางแจ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาสวมแว่นกันแดด คุณสมบัตินี้ยังช่วยกรองรังสี UV ทั้ง UVA/UVB ได้ 100% ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกที่จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ นอกจากป้องกันรังศี UV แล้ว เลนส์ทรานซิชั่นส์ (Transitions Lens) ยังกรองแสงสีนำเงินอีกด้วย

การตัดแสงจ้าด้วยเลนส์โพลาไรซ์หรือเอกซ์เพอริโอ เป็นเลนส์ที่ผู้มีปัญหาสายตาหลายท่านไม่ทราบว่า สามารถทำเลนส์สายตาเป็นแว่นกันแดดได้ เลนส์ชนิดนี้จะช่วยขจัดความจ้าของแสงที่สะท้อนเข้าตาที่รบกวนการมองเห็น รวมถึงเพิ่มความสบายตาในการสวมใส่เมื่ออยู่กลางแจ้งหรือขณะขับรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนหรือขณะทำกิจกรรมแอคทีฟต่างๆ กลางแดดจ้า

ต่อไปนี้เวลาเราเดินเข้าร้านแว่น นอกจากการเลือกกรอบให้เข้ากับรูปหน้า และเสริมบุคคุลิกของเราเองแล้ว เรายังสามารถเลือกเลนส์ที่แก้ไขปัญหาสายตา และมีนวัตกรรมเลนส์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเราเองได้อีกด้วย ที่สำคัญที่ควรเลือกแบรนด์ของเลนส์แว่นตาที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เราได้ใช้เลนส์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่โฆษณาจริง ๆ เพราะ “เลนส์แว่นตาไม่ใช่อะไรก็ได้” สำหรับเลนส์ที่คุณดู๋แนะนำ คือ เอสซีลอร์ (Essilor) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเลนส์แว่นตาระดับโลกจากฝรั่งเศสเอสซีลอร์ เลนส์แว่นตาที่จบครบทุกคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขการมองเห็น การปกป้องสุขภาพดวงตา และความเคลียร์ใส ทำให้คุณทำทุกกิจกรรมอย่างเต็มที่ไม่มีสะดุด #ดูแลสุขภาพสายตา #ยิ่งเร็วยิ่งดี

ภาพหลุดจากเพนตากอนเผยยูเอฟโอโผล่จากทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ภาพหลุดจากเพนตากอนเผยยูเอฟโอโผล่จากทะเล – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 17:37 น.ภาพหลุดจากเพนตากอนเผยยูเอฟโอโผล่จากทะเลภาพนี้สร้างความกังวลให้กลาโหมสหรัฐว่าเอเลี่ยนอาจปฏิบัติการบางอย่างอยู่ใต้มหาสมุทร

เว็บไซต์ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี The Debrief เผยแพร่ภาพที่ไม่เคยปรากฏต่อสายตาสาธารณชนมาก่อนของวัตถุรูปร่างสี่เหลี่ยมสีเงินที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้” (UAP) ปรากฏตัวจากมหาสมุทรแอตแลนติกและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ความสูง 9.14-10.67 กิโลเมตร

The Debrief ระบุว่า ภาพหลุดดังกล่าวอยู่ในรายงาน 2 ชิ้นของหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจตรวจสอบปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAPTF) ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐที่เขียนเมื่อปี 2018 และช่วงฤดูร้อนของปีนี้

ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่าวัตถุปริศนาคล้ายกับอุปกรณ์รวจจับข้อมูลสภาพบรรยากาศที่เรียกว่า GPS dropsonde ซึ่งถูกออกแบบให้ปล่อยลงมาจากเครื่องบินลงไปยังกลุ่มพายุเฮอร์ริเคน

อย่างไรก็ดี วัตถุในรูปไม่มีส่วนที่เรียกว่าเครื่องรับส่งสัญญาณจีพีเอสที่ห้อยลงมาเหมือนกับ GPS dropsonde และ GPS dropsonde จะตกลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 10-12 เมตรต่อวินาที แต่วัตถุปริศนาร่อนอยู่ในอากาศ

จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ที่ได้เห็นรายงานฉบับล่าสุด หน่วย UAPTF พบเห็นวัตถุปริศนาดังกล่าวนอกชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐเมื่อปี 2019 และตั้งข้อสังเกตว่ายานที่ไม่สามารถระบุตัวตนดังกล่าวอาจปฏิบัติการจากใต้น้ำ

ภาพ: UAPTF

รัสเซียลุยฉีดวัคซีนโควิดขนานใหญ่ในมอสโก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รัสเซียลุยฉีดวัคซีนโควิดขนานใหญ่ในมอสโก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 16:52 น.รัสเซียลุยฉีดวัคซีนโควิดขนานใหญ่ในมอสโกรัสเซียเดินหน้าฉีดวัคซีน Covid-19 ให้ประชาชนในกรุงมอสโกแล้ว

เมื่อวันศุกร์ (4 ธ.ค.) เซอร์เก ซอบยานิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก ประกาศว่าเมืองหลวงของรัสเซียได้เริ่มแคมเปญการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขนานใหญ่แล้ว

ซอบยานินเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ครู และพนักงานบริการสังคมจะเป็นประชาชนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุด โดยผู้คนกว่า 5,000 คนได้ลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดี (3 ธ.ค.) นายกเทศมนตรีระบุว่า ทางการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนผ่านทางออนไลน์ในวันศุกร์ (4 ธ.ค.) พร้อมกับการเปิดบริการของศูนย์ฉีดวัคซีน

“เราคัดเลือกพื้นที่กักเก็บแบบพิเศษ รวมถึงจัดเตรียมตู้เย็นและตู้แช่แข็งสำหรับการจัดส่งวัคซีน โดยศูนย์ฉีดวัคซีนแต่ละแห่งจะมีตู้เย็นทางการแพทย์ และมีบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมพิเศษด้วย” ซอบยานินกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ซอบยานินคาดการณ์ว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนเพิ่มเติมในหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ ทำให้วัคซีนพร้อมใช้งานสำหรับกลุ่มประชากรที่กว้างขึ้น

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน สั่งการให้รัฐบาลเริ่มกระบวนการฉีดวัคซีน ขนานใหญ่สัปดาห์หน้า หลังจำนวนวัคซีนที่ผลิตได้นั้นใกล้แตะ 2 ล้านโดส

รัสเซียตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 27,403 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 2,402,949 ราย ส่วนกรุงมอสโก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดหนักหน่วงที่สุดในประเทศ ตรวจพบผู้ป่วยเพิ่ม 6,868 ราย ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 632,057 ราย

สภาผู้แทนสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สภาผู้แทนสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชา – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 14:39 น.สภาผู้แทนสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชาสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายปลดกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรงในระดับประเทศเป็นครั้งแรก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติ 228 เสียงต่อ 164 เสียงอนุมัติร่างกฎหมายว่าด้วยการปลดล็อกกัญชา เพื่อนำกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดประเภท 1 ซึ่งเป็นสารอันตรายที่ต้องควบคุมเช่นเดียวกับเฮโรอีนและโคเคนตามกฎหมายควบคุมยาเสพติด ค.ศ.1970 ซึ่งบังคับใช้ทั่วประเทศ

การปลดล็อกนี้จะเป็นการผ่อนผันให้ปลูกและใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการหรือการแพทย์ซึ่งจะสอดคล้องกับกฎหมายของหลายรัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ดี คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจถูกวุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากตีตก เนื่องจาก มิตช์ แมคคอนเนลล์ แกนนำเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา เป็นหนึ่งในผู้ที่คัดค้านการทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

และในการลงมติครั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันหลายคนยังมองว่ากัญชาจะเป็นอันตรายกับเยาวชนและบางคนถึงกับบอกว่าการลงมติเป็นเรื่องเสียงเวลา และพรรคเดโมแครตควรจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนจาก Covid-19 มากกว่า

เสาโลหะปริศนาโผล่หน้าร้านขนมดันยอดขายพุ่งกระฉูด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เสาโลหะปริศนาโผล่หน้าร้านขนมดันยอดขายพุ่งกระฉูด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 12:50 น.เสาโลหะปริศนาโผล่หน้าร้านขนมดันยอดขายพุ่งกระฉูดเสาโลหะปริศนายังโผล่ที่นั่นที่นี่ไม่หยุด ล่าสุดไปโผล่อยู่หน้าร้านขนมแห่งหนึ่งในเมืองพิตส์เบิร์กของสหรัฐ

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ชาวโลกก็ต้องมึนงงสงสัยกับเสาโลหะปริศนาที่ไปโผล่อยู่ตามสถานที่แปลกๆ แล้วก็หายไป ไล่ตั้งแต่กลางทะเลทรายในรัฐยูทาห์ของสหรัฐไปจนถึงเชิงเขาของโรมาเนีย

และล่าสุดนี้เสาโลหะปริศนานี้ก็ไปตั้งอยู่หน้าร้านขายขนมและลูกกวาดที่ชื่อว่า แกรนด์ปา โจส์ แคนดี้ ช็อป (Grandpa Joe’s Candy Shop) ในเมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐ

เสานี้สูงประมาณ 3 เมตร กว้าง 24 นิ้ว โดยข้างในเป็นไม้อัดห่อหุ้มด้วยแผ่นโลหะด้านนอก

เมื่อสืบไปสืบมาก็ได้คำตอบว่าที่มาของเสาโลหะต้นนี้เป็นไอเดียของ คริสโตเฟอร์ เบียร์ส เจ้าของร้านแกรนด์ปา โจส์ แคนดี้ ช็อป ที่มีสาขาถึง 10 แห่งทั้งในรัฐเพนซิลเวเนียและรัฐโอไฮโอ

เบียร์สเล่าว่า เขาสั่งให้เพื่อนทำเสาทรงสามเหลี่ยมมาตั้งหน้าร้านเพื่อโหนกระแสของเสาปริศนานี้ให้ช่วยกระตุ้นยอดขายที่ซบเซาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ระบาดอย่างหนักในสหรัฐ จากนั้นก็โพสต์รูปลงเฟซบุ๊ค

“มันก็เป็นเรื่องลี้ลับอยู่เหมือนกันนะ” เจ้าของร้านลูกกวาดกล่าว

ปรากฏว่าเจ้าเสา (ที่ไม่เป็น) ปริศนาต้นนี้เรียกทั้งลูกค้าและสื่อมวลชนท้องถิ่นมาที่ร้านได้ตามที่เบียร์สตั้งใจไว้ จนตอนนี้ยอดขายของร้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ละวันมีลูกค้าแวะเวียนมาเซลฟี่กับเสาโลหะก่อนจะเข้าไปอุดหนุนขนมในร้านไม่ขาดสาย

และยิ่งมีการโพสต์รูปลงเฟซบุ๊คก็ยิ่งกระตุ้นยอดขายทางช่องทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน

เจ้าของร้านไอเดียเจ๋งยังบอกอีกว่า “ผมหวังว่ามันจะช่วยให้คนหันมาอุดหนุนร้านเล็กๆ ในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 แล้วมันก็สนุกดีไม่ใช่หรือที่อย่างน้อยเราก็มีเรื่องอื่นคุยกันบ้าง นอกจากเรื่อง Covid-19”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FGrandpaJoes%2Fvideos%2F699452621008957%2F&show_text=false&width=560

ฟิลิปปินส์คุมเข้ม ไฟเขียวตำรวจตีคนฝ่าฝืนมาตรการสกัดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฟิลิปปินส์คุมเข้ม ไฟเขียวตำรวจตีคนฝ่าฝืนมาตรการสกัดโควิด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 10:01 น.ฟิลิปปินส์คุมเข้ม ไฟเขียวตำรวจตีคนฝ่าฝืนมาตรการสกัดโควิดตำรวจฟิลิปปินส์ขู่จะใช้ไม้เรียวหวดคนที่ฝ่าฝืนมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม สกัดการแพร่ระบาดช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง

พลตำรวจโท ซีซาร์ บินัก ผู้บัญชาการหน่วยงานรับมือ Covid-19 เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะออกลาดตระเวนพื้นที่สาธารณะในกรุงมะนิลาซึ่งพบการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยจะถือไม้ยาว 1 เมตรเพื่อวัดการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing

“ไม้นี้ใช้ตีพวกหัวดื้อได้” บินักกล่าว และเสริมอีกว่าหน่วยลาดตระเวนการเว้นระยะห่างทางสังคมจะเน้นตรวจตราในจุดที่มีผู้คนหนาแน่น อาทิ ศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และตลาดต่างๆ เนื่องจากช่วงนี้เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสและปีใหม่ของชาวฟิลิปปินส์ และผู้คนก็พากันออกมาช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยไม่เกรงกลัว Covid-19

จากข้อมูลของตำรวจ นับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทางการฟิลิปปินส์จับกุม ตักเตือน และลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรการสกัด Covid-19 อาทิ ไม่เว้นระยะห่าง ไม่สวมหน้ากากอนามัยไปแล้วกว่า 700,000 ราย

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากที่สุดเป็นอันดับสองของอาเซียน เป็นรองเพียงอินโดนีเซียเท่านั้น โดยมีผู้ติดเชื้อรวมกว่า 436,000 ราย เสียชีวิตราว 8,500 ราย