‘ปอดบวม’ หนึ่งในลิสต์โรคประจำฤดูหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636563

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 06:20 น.‘ปอดบวม’หนึ่งในลิสต์โรคประจำฤดูหนาว“โรคปอดบวม” อาการติดเชื้อในปอดที่อาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา โรคยอดฮิตที่มาพร้อมลมหนาว

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าปีนี้ประเทศไทยฤดูหนาวจะมาไวกว่าปกติ ซึ่งสภาพอากาศที่เย็นลงอาจส่งผลให้เกิดโรคภัยต่างๆ ได้ง่ายโดยเฉพาะโรคสุดฮิตอย่าง “โรคปอดบวม” ที่เกิดจากการติดเชื้อในปอด อาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้เพราะมีวัคซีนป้องกันและยารักษา แต่ก็มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงเช่นเดียวกัน ล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยตัวเลขว่ามีเด็กจำนวนกว่า 800,000 คนต่อปีเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม

ข้อมูลโดย รศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยเรื่องราวเกี่ยวกับโรคปอดบวม ดังนี้

อาการและกลุ่มเสี่ยงโรคปอดบวม

โรคปอดบวมสามารถสังเกตได้จากผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ เจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก บางคนอาจมีอาการไข้หนาวสั่นร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป และเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ขวบถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญและมีอัตราการเสียชีวิตสูง นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน

วิธีป้องกันโรคปอดบวม

โรคปอดบวมคือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับไข้หวัดทั่วไป โดยสามารถติดต่อกันผ่านการไอ จาม น้ำมูกหรือสัมผัสสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของผู้ที่ติดเชื้อ ดังนั้นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือเริ่มจากตัวผู้ป่วย โดยต้องใส่หน้ากากอนามัยหากต้องไปในที่สาธารณะหรือที่ ๆ ผู้คนแออัด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ ส่วนคนรอบข้างก็สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัยหากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วย อีกทั้งในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมที่สามารถเข้ารับการฉีดได้จากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ

หากเป็นแล้วเสี่ยงเสียชีวิตหรือไม่

คนที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากปอดมีการอักเสบรุนแรงและติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากได้รับการรักษาช้า รวมถึงยังเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเบื้อนต้นตามที่กล่าวมา แต่แท้จริงแล้วโรคปอดบวมเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที หากใครที่มีอาการเข้าข่ายแพทย์จะทำการเอกซเรย์ปอดเพื่อหาความผิดปกติ โดยสังเกตได้จากปอดจะมีฝ้าสีขาวอย่างชัดเจน แต่ในผู้ป่วยระยะเบื้องต้นจะมีความยากตรงที่การเอกซเรย์จะยังเห็นฝ้าไม่ชัดมากนัก ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีติดตามอาการแล้วมาเอกซเรย์ในครั้งถัดไป

ตาแดง vs เส้นเลือดฝอยในตาแตก แตกต่างกันหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636635

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 10:40 น.ตาแดง vs เส้นเลือดฝอยในตาแตก แตกต่างกันหรือไม่“ตาแดง” ไม่ใช่แค่อาการผิดปกติของดวงตาตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังบ่งบอกถึงโรคต่างๆ ได้ด้วย แล้วตาแดงแบบไหนอันตรายมาก-อันตรายน้อย อยากรู้ต้องอ่าน

อาการตาแดง และเส้นเลือดฝอยในตาแตก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายต่อดวงตาหรือกระทบกับการมองเห็น หลายคนจึงอาจไม่ทันสังเกตเลือดบริเวณตาขาวเลยด้วยซ้ำ

ตาแดงอันตรายมาก และตาแดงอันตรายน้อย

ข้อมูลโดย ศ.นพ.พรชัย สิมะโรจน์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า อาการตาแดงเป็นการที่เส้นเลือดที่บริเวณเยื่อบุตาขาวเกิดการขยายตัว จึงทำให้เห็นเส้นเลือดได้ชัดเจน สามารถแบ่งตาแดงออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตาแดงอันตรายมาก และตาแดงอันตรายน้อย

ตัวอย่างโรคที่อยู่ภายใต้อาการตาแดงอันตรายน้อย ได้แก่

  • ตาแดงจากภูมิแพ้ คือจะมีอาการคันตา ตาบวม จะบวมมากบวมน้อยขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน
  • ตาแดงจากต้อลมและต้อเนื้อ ส่วนมากจะมีอาการระคายเคืองจากการโดนลมโดนแดด ฝุ่น ควัน หยอดตาแก้ระคายเคือง ตามคำแนะนำของแพทย์สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเจอลมเจอแดด ฝุ่น ควัน
  • ตาแดงจากเส้นเลือดฝอยแตก บางคนเส้นเลือดฝอยแตกไม่มาก บางคนแตกมาก สังเกตจากความแดงที่เห็นอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วอาการไม่ได้มีความรุนแรงมาก เพราะไม่สามารถเข้าไปในตาดำได้
  • ตาแดงตามฤดูกาล เช่น โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตามฤดูกาล 

ตัวอย่างโรคที่อยู่ภายใต้อาการตาแดงอันตรายมาก ได้แก่

  • ตาแดงจากการติดเชื้อหนองใน ตาแดงประเภทนี้ เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทะลุเข้าไปในกระจกตาได้ แบคทีเรียชนิดนี้ สามารถทำลายผิวกระจกตาจนเสียหาย รุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ มีขี้ตาเยอะมาก เช็ดออกไม่กี่นาทีก็ไหลออกมาอีก ตาแดงประเภทนี้ต้องระวังกับเด็กทารกแรกเกิด ซึ่งอาจติดเชื้อขณะคลอด หรือติดจากมารดา ส่วนผู้ใหญ่อาจรับเชื้อจากคู่นอนที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ปัจจุบันนับว่าพบได้น้อย เนื่องจากเดี๋ยวนี้ทารกมีการฝากครรภ์ที่ดีก่อนคลอด ฉะนั้นผู้ที่เป็นตาแดงจากการติดเชื้อหนองในแล้วยังไม่ได้ไปทำการรักษากับแพทย์ให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน ที่สำคัญคือต้องถามคู่นอนว่าติดเชื้อหนองในหรือไม่ เพราะเชื้อประเภทนี้จะติดอยู่ที่อวัยวะเพศด้วย หากทิ้งไว้นาน เชื้อนี้สามารถกินเนื้อตาดำได้ ซึ่งก็แล้วแต่ความรุนแรงและภูมิต้านทานของแต่ละคนด้วย หากภายใน 24–48 ชั่วโมงไม่ได้รับการรักษาเชื้ออาจทะลุตาดำโดยง่าย
  • ตาแดงจากต้อหินเฉียบพลัน อาการเบื้องต้นจะมีอาการตาแดง รอบ ๆ ตาดำจะแดงระเรื่อตลอดเวลา กระจกตาจากเดิมที่เคยใสจะมัวขุ่น รูม่านตาขยาย มีอาการปวดตา ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รวมถึงการมองเห็นลดลงหรือแย่ลง ต้อหินเฉียบพลันเกิดจากมีความดันในลูกตาสูงกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการเหล่านี้ ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษาอาจตาบอดได้ เพราะความดันตาสูงกว่าสภาพปกติ 4–5 เท่า การรักษาจึงต้องรีบลดความดันลูกตาลง อาจใช้วิธีการทานยา ฉีดยา ยาหยอด การรักษาโดยเลเซอร์ หรือบางกรณีอาจต้องเจาะตา เพื่อลดความดันลูกตาลง
  • ตาแดงจากงูสวัด ถ้าเป็นบริเวณใบหน้า มักจะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับลูกตา แต่บางคนมีแผลลามไปถึงบริเวณดั้งจมูก และหนังตาด้านบน ซึ่งอาจลุกลามเข้าตาได้ ในผิวกระจกตาดำจะมีลักษณะเฉพาะ คือ มีรอยแผลถลอก รูปร่างคล้ายกิ่งก้านใบไม้ โดยเชื้อไวรัสตัวนี้จะเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับเริม เมื่อตรวจพบให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะได้รับยาต้านไวรัสทำให้อาการเจ็บที่ประสาทและบริเวณที่เป็นบรรเทาลงได้

เส้นเลือดฝอยในตาแตก

ด้านข้อมูลโดย อ.พญ.สุธาสินี บุญโสภณ ภาควิชาจักษุวิทยา ระบุว่า เส้นเลือดฝอยในตาแตก คือการที่มีเส้นเลือดฝอยในตาแตก ซึ่งมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันไป เช่น เวลาที่เบ่ง ไอ จาม หรือมีความดันในร่างกายที่สูงขึ้นกะทันหัน หรือว่ามีความดันโลหิตสูง มีโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ หรือในผู้ป่วยที่รับประทานยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ การขยี้ตาแรงๆ มีผลทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตกได้

โดยทั่วไป เส้นเลือดฝอยในตาแตกจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร ยกเว้นในบางรายจะมีความรู้สึกระคายเคืองตา ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตก เช่น จากการขยี้ตาหรือมีแผลที่บริเวณเยื่อบุตาร่วมด้วยก็อาจจะทำให้รู้สึกระคายเคืองตา ไม่สบายตาได้ 

สำหรับเส้นเลือดฝอยในตาแตก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตกใจ เนื่องจากเวลาส่องกระจกแล้วเห็นว่ามีลักษณะปื้นของเลือดอยู่บริเวณเหนือตาขาว แต่จริงๆ แล้วตัวโรคไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งโดยทั่วไปสามารถหายได้เองภายในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดใดๆ ยกเว้นในบางรายที่มีการระคายเคืองตาเล็กน้อย อาจใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาการระคายเคือง เช่น น้ำตาเทียมได้ แต่ในรายที่มีอาการระคายเคืองตาค่อนข้างมาก หรือในรายมีอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตกซ้ำหลายๆ ครั้ง แนะนำให้มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของเส้นเลือดฝอยในตาแตกว่าเกิดจากสาเหตุใด เช่น ความดันโลหิตที่สูงขึ้นผิดปกติ การแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ 

เคล็ดลับป้องกันเส้นเลือดฝอยในตาแตก

การดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากบาดเจ็บอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดฝอยในตาแตกให้น้อยลงได้ เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ 

  • ไม่ขยี้ตา ไอ จาม อาเจียนอย่างรุนแรง หรือยกของหนักเป็นประจำ เพราะอาจส่งผลต่อเส้นเลือดฝอยในดวงตา 
  • ควรล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์เป็นประจำก่อนและหลังการใช้งาน
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา เมื่อต้องทำงานที่อาจมีเศษวัตุกระเด็นเข้าตาหรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงกระแทก
  • หมั่นพักสายตาบ่อยๆ หากต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน โดยอาจใช้สูตร 20-20-20 คือการพักสายตา 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เพื่อลดอาการอ่อนล้าของดวงตาและกระตุ้นให้กะพริบตาบ่อยขึ้น
  • ออกกำลังอยู่เสมอเพื่อให้ห่างไกลจากปัญหาสุขภาพอย่างโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเส้นเลือดฝอยในตาแตก
  • หากต้องอยู่ในสถานที่มีแสงแดดจ้าควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสียูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) ที่อยู่ในแสงแดด

ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636570

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึกอาการปวดหัวเรื้อรัง ภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานรวมทั้งความเครียด

โรคปวดศีรษะ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและพบมากที่สุด โดยเกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานหรือความเครียดด้วย ข้อมูลโดย พญ.พิมลพรรณ วิเสสสาระกูล แพทย์ชำนาญพิเศษอายุรศาสตร์ เฉพาะทางอายุรแพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ระบุว่า

“ปวดหัวเรื้อรัง” เกิดจากสาเหตุอะไร

การปวดหัวเรื้อรัง คือลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งอาจเป็นการปวดหัวธรรมดาที่เกิดจากความเครียด ไมเกรน หรือมีความผิดปกติด้านอื่นๆ ในร่างกาย ทำให้มีอาการปวดต่อเนื่องจนกลายเป็นอาการปวดหัวแบบเรื้อรัง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอาการปวดหัวที่นำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ได้เช่นกัน  

ไมเกรน จัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหดและขยายตัวของเส้นเลือด จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวาในแต่ละรอบ และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้ามากเกินไป เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนมากเกินไปอาการจะแย่ลง 

“ปวดหัวเรื้อรัง” อันตรายหรือไม่?

อาการปวดหัวที่เกิดจาก การปวดหัวไมเกรน ปวดหัวจากความเครียด การใช้ความคิด เกิดความตึงของกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ได้เป็นอันตราย

แต่ถ้ามีอาการปวดหัวแบบรุนแรงมากหรือรุนแรงที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมักมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน การได้ยินลดลง หรือชักเกร็ง กระตุก เดินเซ หรือคอแข็ง หรือมีอาการปวดหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน นั่นอาจเป็นอาการของโรคอื่นที่แอบแฝง เช่น เนื้องอกในสมอง มะเร็งสมอง เส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ปวดหัวแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์

ปวดหัวรุนแรงขึ้นแบบทันทีทันใดปวดหัวพร้อมกับมีไข้และคอแข็งร่วมด้วยปวดหัวร่วมกับอาการทางระบบประสาทผิดปกติเช่นแขนขาอ่อนแรงเดินเซปากเบี้ยวเป็นต้นอาการปวดหัวในผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIVปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆและไม่ตอบสนองต่อการรักษา 

ทั้งนี้อาการปวดหัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ที่สำคัญควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายอันตรายถึงชีวิต

ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636527

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 08:45 น.ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็กแพทย์หลายสำนักเตือนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV ระบาดบ่อยช่วงปลายฝนต้นหนาว เผยอาการคล้ายหวัด ยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสี่ยง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน

หลายวันมานี้มีข่าวเด็กๆ ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลหลายราย ซึ่งสาเหตุมาจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมหาวิธีป้องกันไปพน้อมๆ กัน 

ข้อมูลโดย อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมากๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่างๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ 

วิธีรักษา เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

ข้อมูลโดย นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ จากศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ฤดูกาลที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และหนึ่งในโรคสำคัญที่มีโอกาสติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการป่วยง่าย ๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้มองเผินๆ อาจเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว

การติดต่อของ RSV สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้นส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมากๆ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

ทั้งนี้ จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่งที่มีลูกยังเล็กอายุเพียง 5 เดือน แต่ติดเชื้อไวรัส RSV ทำให้เกิดปอดอักเสบ โดยคาดว่าติดเชื้อจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่มาจับหรือหอมแก้มลูกของตนนั้น การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่ป่วยหรือเป็นพาหะได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กเล็ก อยากเข้าไปสัมผัสจับมือ หอมแก้ม โดยไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัส เมื่อไปจับต้องโดนตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนปากหรือจมูก ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง อย่าเผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

การรักษา RSV ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

การป้องกัน RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อโรคนี้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ แต่ผู้ใหญ่มีโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้เด็กเล็กติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าเรียนในเนิร์สเซอร์รีหรือโรงเรียนอนุบาลแล้ว หากมีอาการป่วยควรให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนทางด้าน นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ต้นฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรค Respiratory Syncytial Virus (RSV) ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี อาการของโรค คือ มีไข้สูง ไอมากและมีเสมหะมาก ซึมลง หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ตัวเขียว จากการขาดออกซิเจน สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ที่ปนปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของล่น ฯลฯ และผ่านการหายใจเอาละอองจากการไอ จาม ของผู้ป่วยเข้าไปในร่างกาย โดยเชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง แต่ใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะมาก ต้องเคาะปอดและดูดเสมหะออกเพื่อลดความรุนแรงของอาการไอและหายใจหอบเหนื่อยได้ ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์หากไม่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การป้องกันโรคทำได้ ดังนี้

  1. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
  2. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือสัมผัสผู้ป่วย
  3. ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ
  4. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ทารกที่ได้รับควันบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV
  5. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำมากๆ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ 

.ที่มา โรงพยาบาลรามาฯ , โรงพยาบาลกรุงเทพ , สำนักอนามัย

สีจิ้นผิงสั่งเอง ขวางแจ็ค หม่าขายหุ้น Ant Group #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/638047

วันที่ 15 พ.ย. 2563 เวลา 12:06 น.สีจิ้นผิงสั่งเอง ขวางแจ็ค หม่าขายหุ้น Ant Groupคำพูดของแจ็ค หม่าสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับผู้นำรัฐบาลจีน

สำนักข่าว Wall Street Journal อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่จีนที่ทราบความเป็นไปของกรณีที่รัฐบาลจีนสั่งระงับการขายหุ้นครั้งแรก หรือ IPO ของ Ant Group ว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนได้ตัดสินใจด้วยตัวเองห้ยุติการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งถือเป็นการเปิดขาย IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่แจ็ค หม่า ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทำให้ผู้นำรัฐบาลโกรธเคืองอย่างมาก

Wall Street Journal รายงานว่า การขวางทางแจ็ค หม่าครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างแจ็ค หม่าซึ่งผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีนกับรัฐบาลจีนที่ไม่สบายใจเกี่ยวกับอิทธิพลของเขาและการเติบโตอย่างรวดเร็วของการชำระเงินแบบดิจิทัลที่เขาควบคุมเอาไว้

การตัดสินใจที่จะหยุดการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่กี่วันหลังจากที่แจ็ค หม่าโจมตีหน่วยงานเฝ้าระวังทางการเงินและธนาคารของประเทศต่อหน้าสาธารณชน โดยชี้ว่าระเบียบควบคุมทางการเงินของโลกล้าหลังเกินไป

Wall Street Journal รายงานว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นประธานาธิบดีสีจิ้นผิงสั่งให้หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของจีนตรวจสอบและปิดการขาย IPO ของ Ant Group

ทั้งนี้ หม่าได้กล่าวกับที่ประชุมสุดยอดที่เซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่าระบบกำกับดูแลทางการเงินกำลังขัดขวางนวัตกรรมและต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อกระตุ้นการเติบโต เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าคำปราศรัยดังกล่าวทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ขัดขวางการขาย IPO ของ Ant Group

ไม่นานหลังจากคำพูดที่น่าตกใจของแจ็ค หม่า หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐก็เริ่มรวบรวมรายงานเกี่ยวกับ Ant รวมถึงวิธีการที่ Ant ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินดิจิทัลเช่น Huabei ซึ่งเป็นบริการบัตรเครดิตเสมือนเพื่อกระตุ้นให้คนยากจนและคนหนุ่มสาวก่อหนี้

รอยเตอร์รายงานว่าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รวบรวมรายงานเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของสาธารณชนเกี่ยวกับคำพูดของแจ็ค หม่าและส่งให้ผู้นำระดับสูงรวมถึงประธานาธิบดีสีจิ้นผิงด้วย จนทำไปสู่การตัดสินใจขวาง Ant ในที่สุด

Photo by NOEL CELIS / AFP

กรีซสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศชั่วคราวหลังล็อคดาวน์รอบ 2 สกัดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/638032

วันที่ 15 พ.ย. 2563 เวลา 10:16 น.กรีซสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศชั่วคราวหลังล็อคดาวน์รอบ2สกัดโควิด“กรีซ” สั่งปิดโรงเรียนระดับประถมและอนุบาลทั่วประเทศชั่วคราว หลังประกาศล็อคดาวน์รอบ2 เพื่อยับยั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากกรีซได้ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นครั้งที่2 ตั้งแต่วันที่ 7-30 พ.ย. 63 รวมทั้งประกาศเคอร์ฟิวในช่วงกลางคืนเพื่อหยุดยั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19

ล่าสุดกรีซได้เตรียมปิดโรงเรียนในระดับประถมและอนุบาลเป็นเวลา 2 สัปดาห์ทั่วประเทศเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.เป็นต้นไป โดยจะมีการสอนผ่านทางไกลในโรงเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่จะหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลา 2-3 วัน ยกเว้นโรงเรียนสำหรับเด็กผู้พิการ

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของกรีซ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ปกครอง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดล่าสุดทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์

สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ของกรีซอยู่ที่ 2,835 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 38 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 72,510 ราย และยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมแตะ 1,000 ราย

ไต้ฝุ่นหว่ามก๋อจ่อถล่มเวียดนามซ้ำเติมพื้นที่น้ำท่วมเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/638016

วันที่ 14 พ.ย. 2563 เวลา 17:26 น.ไต้ฝุ่นหว่ามก๋อจ่อถล่มเวียดนามซ้ำเติมพื้นที่น้ำท่วมเดิมเวียดนามสั่งอพยพชาวบ้านหนีไต้ฝุ่นหว่ามก๋อที่เตรียมถล่มตอนกลางพรุ่งนี้ ซ้ำเติมความเดือนร้อนจากพายุหลายลูกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเวียดนามสั่งอพยพประชาชนหลายพันคนใน 4 จังหวัดภาคกลางของประเทศ เพื่อเตรียมรับมือพายุไต้ฝุ่นหว่ามก๋อที่จะพัดขึ้นฝั่งในวันพรุ่งนี้ (15 พ.ย.) ด้วยความเร็วลม 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยคาดว่าจะขึ้นฝั่งที่เมืองเว้

ทางการคาดว่าชาวบ้านอีกนับแสนคนในพื้นที่เสี่ยงอาจต้องอพยพหนีไต้ฝุ่นลูกนี้ด้วย

เบื้องต้นท่าอากาศยานหลายแห่งได้หยุดให้บริการ รวมทั้งปิดชายหาด และมีคำสั่งห้ามออกเรือประมง

นายกรัฐมนตรี เหงียนซวนฟุก ของเวียดนามกล่าวเตือนว่า พายุลูกนี้มีความรุนแรงมาก และขอให้จังหวัดที่อยู่ในแนวที่พายุจะพัดผ่านเตรียมตัวรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา เวียดนามต้องเผชิญกับพายุหลายลูก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 159 ราย สูญหายอีก 70 ราย ขณะที่บ้านเรือนประชาชนเสียหายกว่า 400,000 หลัง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ไต้ฝุ่นหว่ามก๋อสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในฟิลิปปินส์ ชาวบ้านกว่า 340,000 ด้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมครั้งใหญ่หลังพายุพัดขึ้นฝั่ง ทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33 ราย

นอกจากนี้ชาวบ้านในจังหวัดคากายันซึ่งถูกน้ำท่วมหนักที่สุดอีกหลายร้อยรายต้องติดอยู่บนหลังคาบ้าน ในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากกระแสน้ำเชี่ยวกราก 

เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของฟิลิปปินส์เผยว่า น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพบมา

องค์กรสิทธิฯ ห่วงข้อตกลงค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกกระทบเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637988

วันที่ 14 พ.ย. 2563 เวลา 15:25 น.องค์กรสิทธิฯ ห่วงข้อตกลงค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกกระทบเกษตรกรองค์กรสิทธิมนุษยชนกังวล ข้อตกลงการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกที่มีจีนหนุนหลังอาจส่งผลกระทบกับเกษตรกรรายเล็กและแรงงานในประเทศยากจน  

ที่ประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีกำหนดลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.นี้ที่กรุงฮานอยของเวียดนามหลังจากเริ่มเจรจากันตั้งแต่ปี 2012

ข้อตกลงซึ่งจะลดภาษีระหว่างกันนี้จะกลายเป็นข้อตกลงทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากสมาชิกทั้ง 15 ประเทศมีประชากรรวมกันเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลก และมีจีดีพีรวมกันราว 30% ของจีดีพีโลก

ทว่ามูลนิธิธอมป์สัน รอยเตอร์สระบุว่า บรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรต่างกังวลว่าข้อตกลงนี้จะส่งผลกระทบกับเกษตรกรรายเล็ก ก่อให้เกิดความขัดแย้งเรื่องที่ดิน และทำให้แรงงานในประเทศยากจนตกที่นั่งลำบาก

เอเรียสกา คูรูนิอาวาตี จากองค์กรสิทธิมนุษยชน Solidaritas Perempuan ในอินโดนีเซียเผยว่า แม้ว่าข้อตกลงจะมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านนโยบายกีดกันทางการค้า กระตุ้นการลงทุน และเปิดโอกาสให้สินค้าเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีในภูมิภาค แต่ข้อตกลงยังขาดกฎเกณฑ์ที่ปกป้องแรงงานและสิ่งแวดล้อม และจะกระทบกับเกษตรกรรายเล็กและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19   อยู่แล้ว

ด้าน คาร์ทินี ซามอน นักวิจัยจากองค์กร GRAIN ที่ทำงานร่วมกับเกษตรรายเล็กเผยกับมูลนิธิธอมป์สัน รอยเตอร์สว่า ข้อตกลงนี้อาจนำมาสู่การตกงาน การปิดกิจการของธุรกิจเล็กๆ การบั่นทอนสิทธิ์ของแรงงาน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งป่าและที่ดิน “หนึ่งในข้อกังวลของเราคือ มันอาจจะเอื้อให้ที่ดินเกิดการเปลี่ยนมือจากชุมชนชนบทไปสู่งค์กรต่างชาติ”

ซามอนยังห่วงอีกว่า ข้อตกลง RCEP มีแนวโน้มทำให้เกิดการจับจองที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ การตัดไม้ทำลายป่า และทำลายระบบนิเวศเพิ่มขึ้น

ส่วน รัศมี บันกา นักเศรษฐศาสตร์ของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) มองว่า การบังคับใช้ข้อตกลง RCEP ในช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญกับโรคระบาดจะทำให้ประเทศยากจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปราะบางมากขึ้น

“ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่จะเผชิญกับการนำเข้าเพิ่มขึ้นแต่การส่งออกลดลง ซึ่งกระทบกับดุลการค้าและทำให้ฐานะทางการเงินของประเทศแย่ลง”

เมื่อปีที่แล้ว อินเดียถอนตัวออกจากข้อตกลง RCEP โดยอ้างความแตกต่างทางภาษีและนโยบายกีดกันอื่นๆ หลังจากเกษตรกรรวมตัวกันประท้วงข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากกลัวว่าสินค้านำเข้าราคาถูกจากประเทศอื่น อาทิ จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะทะลักเข้าประเทศ

ทรัมป์เริ่มยอมรับความพ่ายแพ้หลังไบเดนชนะรัฐจอร์เจียเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637993

วันที่ 14 พ.ย. 2563 เวลา 12:20 น.ทรัมป์เริ่มยอมรับความพ่ายแพ้หลังไบเดนชนะรัฐจอร์เจียเพิ่มไบเดนชนะเลือกตั้งรัฐจอร์เจีย สะสมคณะผู้เลือกตั้ง 306 เสียง ต่อ 232 ทำให้ทรัมป์เริ่มเสียงอ่อนยอมรับความพ่ายแพ้

Edison Research ผู้จัดทำเอ็กซิตโพลล์ ประกาศให้ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียหลังนับคะแนนใหม่ ขณะที่ทรัมป์น่าจะเก็บชัยชนะที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาซึ่งยังนับคะแนนกันอยู่ ส่งผลให้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จบลงที่ไบเดนคว้าคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 306 คะแนน ส่วนทรัมป์ได้ไป 232 คะแนน

ในเวลาต่อมา ทรัมป์แถลงข่าวสถานการณ์ Covid-19 จากสวน Rose Garden ในทำเนียบขาวซึ่งเป็นการกล่าวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกหลังสื่อประกาศให้ไบเดนชนะการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า วัคซีน Covid-19 น่าจะพร้อมสำหรับชาวอเมริกันในเดือน เม.ย.ปีหน้า

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเอ่ยเหมือนเป็นการยอมรับกลายๆ เป็นครั้งแรกว่าไบเดนอาจจะเข้ามาบริหารงานต่อ แม้จะยังไม่ยอมแพ้การเลือกตั้งก็ตามว่า “เราจะไม่กลับไปล็อกดาวน์ รัฐบาลชุดนี้จะไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์อีก และหวังว่า…เอ่อ…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ใครจะไปรู้ล่ะว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใคร ผมว่าเวลาเท่านั้นที่จะบอก”

ญี่ปุ่นจับมือ 5 ประเทศลุ่มน้ำโขงรับมืออิทธิพลจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637984

วันที่ 14 พ.ย. 2563 เวลา 10:25 น.ญี่ปุ่นจับมือ 5 ประเทศลุ่มน้ำโขงรับมืออิทธิพลจีนญี่ปุ่นและ 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง รวมทั้งไทย จับมือสร้างเสถียรภาพทางทะเลในอินโด-แปซิฟิก เตรียมรับมืออิทธิพลจีน

นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ สุงะ ของญี่ปุ่น และผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงทั้ง 5 ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย เห็นพ้องที่จะร่วมมือกันสร้างเสถียรภาพทางทะเลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกท่ามกลางการแผ่ขยายอิทธิพลทางทะเลของจีน โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้

ผู้นำญี่ปุ่นรับปากว่าจะจัดเตรียมเว็บไซต์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญทางทะเลที่จะส่งผลต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศลุ่มน้ำโขงทั้ง 5 ประเทศ

“พื้นที่ลุ่มน้ำโขงเป็นพื้นที่สำคัญของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สุงะกล่าวระหว่างการประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทางออนไลน์ และยังให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับทั้ง 5 ประเทศ

นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังจะจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างน้อย 100 คนเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางงทะเลและช่วยปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของทั้ง 5 ประเทศ

แถลงการณ์ร่วมของทั้ง 6 ประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า การทำธุรกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับโรคระบาด

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า ทั้ง 6 ประเทศยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานผ่านการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด รวมทั้งให้เงินกู้แก่กัมพูชา 230 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมียนมา 270 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมองว่าลุ่มน้ำโขงคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างสองประเทศใหญ่อย่างอินเดียและจีน และยังอยู่ติดกับทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ