ไบเดนเป็นอันตรายต่อดุลอำนาจโลกมากกว่าทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637086

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 21:15 น.ไบเดนเป็นอันตรายต่อดุลอำนาจโลกมากกว่าทรัมป์ทรัมป์อาจเป็นคนที่เริ่มสงครามการค้า แต่เขายังไม่ใช่คนที่จะทำให้สงครามเย็นหรือสงครามที่รบกันจริงๆ เกิดขึ้น …โจ ไบเดนอาจเป็นคนที่ทำให้เกิดขึ้นมา

เอาเข้าจริงนโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First) ของโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบคอขาดบาดตายกับประเทศที่ถูกสหรัฐมองว่าเป็นศัตรู แต่มันเป็นอันตรายกับพันธมิตรของสหรัฐมากกว่า

ที่จริงแล้ว America First มีลักษณะของการโดดเดี่ยวตัวเองของสหรัฐอมเริกามากกว่าที่จะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจนำหน้าใคร

ทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่ผลักดันนโยบายนี้ ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ประธานาธิบดีวูดโรว วิลสันเคยใช้คำๆ นี้เพื่อย้ำจุดยืนว่าสหรัฐจะเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ยอมรบกับฝ่ายไหนทั้งสิ้น (ต่อมาสหรัฐต้องเข้าร่วมในที่สุดเพราะเยอรนีคุกคาม)

ต่อมาประธานาธิบดีวอร์เรน จี. ฮาร์ดิง ใช้คำขวัญ America First ในการหาเสียงซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้อเมริกาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ใส่ใจกับตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือทำให้สหรัฐอเมริกาสนใจกับชาตินิยม ไม่ใช่นานาชาตินิยม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมของอเมริกัน และการพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจ

ฮาร์ดิงบอกว่า “จะเรียกว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของชาติใดชาติหนึ่งก็เรียกกันไป แต่ผมคิดว่ามันคือแรงบันดาลใจให้กับการอุทิศตนเพื่อความรักบ้านเมือง”

แนวคิดของฮาร์ดิงใกล้เคียงกับนโยบาย America First ของทรัมป์พอสมควร ในด้านการสนใจผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก ประจันหน้าคู่แข่งทางเศรษฐกิจแบบตรงๆ (สงครามการค้า) ไม่สนใจนานาชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (ด้วยการถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ)

แต่เมื่อมองดูดีๆ เราจะเห็นว่า America First ของทรัมป์เหมือนกับแนวคิดของวิลสันกับฮาร์ดิงตรงที่พยายามพาสหรัฐปลีกตัวออกความขัดแย้งนานาชาติ หันมาสนใจกับความมั่งคั่งของตัวเอง ส่วนความมั่นคงของโลกนั่นช่างมัน เราจึงเห็นทรัมป์ถอนทหารจากที่โน่นที่นี่และยังไม่สนใจพันธมิตรนาโต้เอาเลย

เราอาจจะเห็นว่าทรัมป์มีท่าทีแข็งกร้าวกับจีน แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการค้า ส่วนการเมืองเป็นปฏิกิริยาตอบสนองกับท่าทีเชิงรุกของจีนเองในทะเลจีนใต้ พูดก็คือถ้าจีนไม่รุก สหรัฐก็ไม่ระราน

ดังนั้นเราจะติดกำดักของคำว่า America First ไม่ได้เพราะมันไม่ได้แปลว่าอเมริกาต้องเหนือกว่าใคร แต่มันหมายความว่าอเมริกาจะไม่ยุ่งกับใครต่างหาก

นี่คือความคิดที่ฝังลึกคนอเมริกันบางกลุ่มมานานนับร้อยปี สะท้อนผ่านหลักการของประเทศที่เรียกว่า “ลัทธิมอนโร” (Monroe Doctrine) ที่ย้ำว่าสหรัฐ (โลกใหม่) กับยุโรป (โลกเก่า) ต้องต่างคนต่างอยู่ และยุโรปจะไปทำอะไร หรือทะเลาะกันอย่างไรสหรัฐจะไม่ยุ่งด้วย ขณะเดียวกันยุโรปก็จะต้องรามือจากการกุมอาณานิคมต่างๆ ในทวีปอเมริกา (เพื่อที่สหรัฐจะมีอิทธิพลเหนือลาติอเมริกาแทน)

ลัทธิมอนโรหรือชาตินิยมอเมริกันมีอายุกว่าร้อยปีแล้วแต่ทุกวันนี้มันยังคงใช้กันอยู่ ประธานาธิบดียุคใหม่หลายคนได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้  และรวมถึงแนวคิด America First ของทรัมป์ด้วย

ตรงกันข้ามกับแนวคิดนานาชาตินิยมของพวกพรรคเดโมแครต และโดยเฉพาะโจ ไบเดน

โจ ไบเดนจะเปลี่ยนแนวทางแบบ 360 องศา จากการสนใจแต่ตัวเอง มาสนใจมิตรสหายในประชาคมโลกมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเขาต้องชูความต่างจากทรัมป์ แต่เป็นเพราะไบเดนเป็นคนมีจุดยืนแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นคือจุดยืนนานาชาตินิยมและให้ความสำคัญกับพันธมิตรของสหรัฐ

ช่วงปลายเดือนตุลาคม ที่ปรึกษาของไบเดนให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว Reuters ว่า ไบเดนจะไม่ทำผิดพลาดเหมือนทรัมป์ที่เล่นงานพวกเดียวกันเอง อย่างยุโรปและแคนาดาด้วยการขึ้นภาษีสินค้าของพันธมิตรเหล่านี้ การทำแบบนี้ทำให้สหรัฐอยู่โดดเดี่ยว และ “ทำให้จีนมีช่องในการหลบเลี่ยง”

จากคำพูดของกุนซือของไบเดนเราจะเห็นว่านโยบาย America First ของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเล่นงานจีนโดยเฉพาะ แต่เล่นงานไปทั่วรวมถึงพันธมิตรด้วยกันเอง ทั้งหมดก็เพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐ

ที่ว่ากันว่าทรัมป์เริ่มสงครามเย็นครั้งใหม่ มีส่วนจริงแค่นิดเดียว เพราะทรัมป์เริ่มสงครามการค้าโดยไม่เปิดเกมส์รุกทางการเมืองกับจีนมากนัก แต่ไบเดนที่หันไปคบหาพันธมิตรเพื่อให้มาช่วย “จัดการกับจีน” จะทำให้สงครามเย็นครั้งใหม่เป็นรูปเป็นร่างจริงจังมากขึ้น

กุนซือของไบเดนแย้มว่าจะหารือกับพันธมิตรก่อนว่าจะจัดการกับจีนอย่างไร เขาบอกว่า “ทำการระบุประเด็นที่เราจะสามารถต่อรองกับจีนได้ร่วมกัน” แต่ก่อนอื่นไบเดนจะเริ่มต้นด้วยการเลิกเก็บภาษีพันธมิตรแล้วมาหารือร่วมกันเรื่องการค้า เพราะ “พวกเขาถูกทำให้แปลกแยก (จากเรา) พวกเขาถูกหยามโดยประธานาธิบดีทรัมป์ และนั่นทำให้เราจัดการจีนได้ไม่หนักพออย่างที่ควรจะเป็น”

คำกล่าวนี้บ่งชี้ว่าหากไบเดนชนะ การเล่นงานจีนจะไม่ใช่งานฉายเดี่ยวของสหรัฐอีก แต่เป็นการลากเพื่อนมารุมสกรัมจีนกันเลยทีเดียว แถมยังจะเป็นการเล่นงานจีนให้หนัก “อย่างที่ควรจะเป็น” อีกด้วย

หากยังเห็นภาพไม่ชัดว่าไบเดนน่าจะมีท่าทีอย่างไรกับสงครารมเย็นครั้งใหม่ เราสามารถเลียบๆ เคียงดูได้จากท่าทีของแคนดิเดตที่อาจเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไบเดน คือ มิเชล ฟลัวร์นอย (Michele Flournoy) ซึ่งมีท่าทีแข็งกร้าวมากกับจีนถึงกับเคยบอกว่าสหรัฐควารจะมีแสนยานุภาพมากพอที่จะ “จมเรือรบ เรือดำน้ำ เรือพาณิชย์ของจีนให้หมดไปจากทะเลจีนใต้ภายในเวลา 72 ชั่วโมง”

คำกล่าวนี้มาจากบทความที่ชื่อ “จะหยุดสงครามในเอเชียได้อย่างไร” (How to Prevent a War in Asia) ซึ่งฟลัวร์นอยเขียนให้นิตยสาร Foreign Affairs เมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งชื่อของบทความค่อนข้างตรงกันข้ามกับความตั้งใจของฟลัวร์นอย

ฟลัวร์นอยคนนี้มีดีกรีแข็งแกร่งมากเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมมาถึง 2 ประธานาธิบดีแล้ว คือสมัยคลินตันและโอบามา และแม้แต่ในสมัยที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เธอก็ยังแสดงความเห็นสายเหยี่ยวต่อการรุกรานอิรัก ทั้งๆ ที่อยู่คนละพรรคกับบุช

ฟลัวร์นอยเสนอให้โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว (doctrine of preemption) ซึ่งบุชทำแบบเดียวกับที่ฟลัวร์นอยเสนอหลังจากนั้นเรียกว่าปฏิบัติการโจมตีก่อน (preemptive strike) อันเป็นการโจมตีที่อื้อฉาวอย่างมากเพราะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม

เธอยังเขียนรายงานยุทธศาสตร์หลายฉบับ ล้วนแต่เน้นท่าทีเชิงรุก เช่นบอกว่า “พรรคเดโมแครตจะธำรงไว้ซึ่งแสนยานุภาพทางทหารที่ทรงอานุภาพและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สุดในโลก และเราจะไม่ลังเลที่จะใช้มันปกป้องผลประโยชน์ของเราไม่ว่าจะที่ไหนในโลก” และเมื่อครั้งที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นทีมของฮิลลารี คลินตันเธอก็ยังเสนอให้ “ขยายอำนาจอเมริกัน”

แค่กรณีเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้คนที่คิดว่าฝ่ายเดโมแครตจะกระหายสงครามน้อยกว่าพรรครีพับลิกันต้องเปลี่ยนความคิดใหม่

คำถามก็คือหากไบเดนมีจุดยืนเป็นสายเหยี่ยวขนาดนี้แล้ว ทำไมประเทศที่มีเรื่องมีราวกับสหรัฐถึงเดิมพันกับไบเดน?

นั่นก็เพราะทรัมป์คาดเดายากเกินไป บุ่มบ่ามเกินไป และคิดนอกกรอบมากเกินไป

สำหรับศัตรูแล้วคู่ต่อสู้แบบนี้ต่อกรได้ยากที่สุดเพราะไม่รู้จะมาไม้ไหน สำหรับพันธมิตรด้วยแล้วยิ่งลำบากเพราะมิตรภาพก็ไม่เอา แต่ยังคาดคั้นเอากับมิตรสหาย ทำให้เป้าหมายปั่นป่วนไปหมด

ดังนั้นไบเดนที่ชอบแสวงหาพันธมิตรจึงเป็นที่ต้องการของเพื่อนเก่าของสหรัฐ และไบเดนที่ชอบเล่นตามกรอบแม้ว่าจะลงมือรุนแรง แต่ก็คาดเดาได้ว่าจะเล่นแบบไหนและอย่างน้อยก็ยังเล่นตามกติกาโลก คู่ต่อสู้แบบนี้ศัตรูรู้ว่าควรจะใช้ยุทธศาสตร์แบบไหน

แม้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยการเผชิญหน้าอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม 

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by JIM WATSON / AFP

ล็อบสเตอร์ถูกทิ้งตายเป็นตัน จีนตั้งแง่ไม่นำเข้าสินค้าออสเตรเลีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637072

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 19:30 น.ล็อบสเตอร์ถูกทิ้งตายเป็นตัน จีนตั้งแง่ไม่นำเข้าสินค้าออสเตรเลียเพราะความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศ ทำให้จีนชะลอนำเข้าล็อบสเตอร์ออสเตรเลีย ปล่อยคาสนามบินเป็นตัน

สำนักข่าวออสเตรเลียรายงานว่า กุ้งล็อบสเตอร์จากออสเตรเลียกลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและออสเตรเลีย โดยล็อบสเตอร์จำนวนหลายตันถูกทิ้งไว้อยู่ที่สนามบินในประเทศจีนเนื่องจากจีนไม่อนุญาตให้นำเข้าประเทศ

ไซมอน เบอร์มิงแฮม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ารัฐบาลได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นและกำลังดำเนินการอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว

รวมถึงแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการส่งสินค้าไปยังประเทศจีนว่า ผู้นำเข้าควรดำเนินการภายใต้มาตรฐานที่เท่าเทียมและไม่ควรมีการคัดกรองที่เลือกปฏิบัติซึ่งบ่งบอกถึงการละเมิดกฎองค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรีจีน-ออสเตรเลีย (CHAFTA)

การที่จีนปฏิเสธกุ้งล็อบสเตอร์ที่นำเข้าจากออสเตรเลียหรือปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 48 ชั่วโมงส่งผลให้กุ้งเหล่านั้นเสื่อมสภาพ เป็นการส่งสัญญาณการประท้วงทางการค้าอีกครั้งหลังจากที่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้น

โดยจีนเป็นประเทศนำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ของออสเตรเลียส่งผลให้อนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งล็อบส์เตอร์ออสเตรเลียขึ้นอยู่กับประเทศจีน จากกรณีล่าสุดส่งผลให้ชาวประมงออสเตรเลียได้รับคำสั่งให้หยุดจับกุ้งล็อบสเตอร์เนื่องจากเกรงว่าจะถูกปล่อยทิ้งไว้ที่สนามบินในจีน

ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบสินค้านำเข้าของจีนถูกเปลี่ยนใหม่ให้เข้มงวดมากขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความล่าช้าอย่างมากในการขนส่งกุ้งล็อบสเตอร์

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 พ.ย. กลุ่มที่ปรึกษาการค้าอาหารทะเล (STAG) แถลงว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาการส่งออกล็อบสเตอร์ของออสเตรเลียบางส่วนประสบปัญหาความล่าช้าในการขนส่งเนื่องจากจีนมีการตรวจสอบสินค้านำเข้ามากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงนี้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ตัดสินใจยุติการส่งสินค้าไปยังประเทศจีน

อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศมีการค้าขายระหว่างกันมาโดยตลอด แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มย่ำแย่ลง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนการสอบสวนหาต้นตอของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้รัฐบาลจีนบังคับใช้มาตรการเพื่อตรวจสอบและควบคุมสินค้าที่นำเข้าจากออสเตรเลีย

รวมถึงก่อนหน้านี้ยังมีสินค้าจำพวกเนื้อวัว, ข้าวบาร์เลย์ และไวน์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหลังจากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาหลายครั้ง

รู้หรือไม่ 3 พ.ย. นี้ไม่ได้มีแค่เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637063

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.รู้หรือไม่ 3 พ.ย. นี้ไม่ได้มีแค่เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแท้จริงแล้วการเลือกตั้งในสหรัฐที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. นี้ประชาชนไม่ได้เลือกประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ยังเลือกฝ่ายปกครองและนิติบัญญัติเกือบครึ่งประเทศไปพร้อมๆ กัน

การเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ที่สหรัฐไม่ได้มีแค่การชิงดำตำแหน่งประธานาธิบดีกันระหว่างโดนัลด์ ทรัม์ปกับโจ ไบเดนเท่านั้น แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังจะทำการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือก 3 ตำแหน่ง ได้แก่ วุฒิสภา, สภาผู้แทนราษฎร และผู้ว่าการรัฐ 

การเลือกตั้งวุฒิสภา (Senate elections) เป็นสภาสูงสุดของรัฐสภาสหรัฐ ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้แทนจากแต่ละรัฐ โดยแต่ละรัฐมีผู้แทนรัฐละ 2 คนไม่ว่าจะมีประชากรมากหรือน้อย มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 50 รัฐจึงมีสมาชิกวุฒิสภา 100 คน

• แต่เนื่องจากวาระค่อนข้างนานจึงจะต้องมีการเลือกตั้งทุกๆ 2 ปีเพื่อผลัดตำแหน่งในสภาไปเรื่อยๆ ครั้งละ 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดในสภา สมาชิกจึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (class) ตามปีที่เข้ามาและปีที่จะหมดวาระไป และการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งใดครึ่งหนึ่งจะเวียนมาจัดช่วงเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยโดยในปีนี้เป็นการเลือกสมาชิกระดับที่ 2 (class 2)

• นอกจากนี้ในการเลือกตั้งในปีนี้มีการเลือกตั้งพิเศษ 2 รัฐคือแอริโซนา เพื่อแทนจอห์น แมคเคนที่เสียชีวิตในปี 2018 และในจอร์เจียเพื่อแทนจอห์นนี ไอแซกสัน ที่ลาออกเมื่อปลายปี 2019 ในการเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐครั้งล่าสุดในปี 2014 พรรครีพับลิกันได้ 9 ที่นั่งจากพรรคเดโมแครตและได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภา

• ปัจจุบันพรรครีพับลิกันมี 53 ที่นั่งในวุฒิสภา ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 45 ที่นั่ง ทั้งนี้การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเดโมแครตจะต้องได้มาอีก 3-4 ที่นั่งเพื่อครองเสียงข้างมากซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไบเดนหากเขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในทางกลับกันหากทรัมป์ชะนเลือกตั้ง แต่มีเสียงในวุฒิสภาจากพรรคเดียวกันไม่มากพอก็จะเป็นปัญหาต่อการบริหารประเทศเช่นกัน 

การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives elections) จะจัดขึ้นเพื่อเลือกตั้งผู้แทนจากเขตรัฐสภาทั้งหมด 435 เขตใน 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา โดยจำนวนผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรมากที่สุดจึงมี ส.ส. 53 คน ส่วนรัฐไวโอมิงที่มีประชากรน้อยที่สุดมี 1 คน (แม้ว่าจะมีขนาดของรัฐมใหญ่มากก็ตาม) 

• สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระ 2 ปี ข้อสังเกตควรจำก็คือการเลือกตั้ง ส.ส. ของสหรัฐครั้งใดครั้งหนึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภา ทั้งนี้พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2019 ด้วยจำนวน 235 ที่นั่ง โดยเป็นผลมาจากการเลือกตั้งในปี 2018 ดังนั้นเพื่อให้ครองเสียงข้างมากรีพับลิกันจะต้องได้รับ 21 ที่นั่งในปีนี้

การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ (Gubernatorial elections) การปกครองส่วนท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 50 รัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีผู้ว่าการรัฐ 1 คน ซึ่งในวันที่ 3 พฤศจิกายนจะมีการเลือกผู้ว่าการรัฐใน 11 รัฐ หรืออาจมีการเลือกตั้งในรัฐอื่นๆ เพิ่มเติมหากมีผู้ว่าการรัฐใดพ้นวาระ ทั้งนี้การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐครั้งก่อนจัดขึ้นในปี 2016 ยกเว้นในรัฐนิวแฮมป์เชียร์และเวอร์มอนต์ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐคนปัจจุบันในปี 2018 เนื่องจากผู้ว่าการรัฐทั้งสองมีวาระเพียง 2 ปี

• การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐมีการอิงกับพรรคการเมืองหลักของประเทศด้วย แต่ไม่มีผลต่อการบริหารประเทศรัฐบาลกลางมากนัก ผู้ว่าการรัฐต่างๆ มีฐานะเป็นทั้งประมุขรัฐและผู้นำฝ่ายบริหารของรัฐ แต่ละรัฐมีอำนาจกึ่งปกครองตนเอง สามารถกำหนดนโยบายและกฎหมายของตัวเองได้ แต่มีอำนาจส่วนหนึ่งเป็นของรัฐบาลกลาง เช่น การต่างประเทศและด้านกลาโหม

การเลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential election) 

เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกคณะผู้เลือกตั้ง และคณะผู้เลือกตั้งจะทำการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ โดยในปีนี้คณะผู้เลือกตั้งจะลงคะแนนในวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ทั้งนี้คณะผู้เลือกตั้งมีจำนวน 538 คน ดังนั้นผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 270 เสียงขึ้นไปจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีกำหนดเปิดตัวผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 20 มกราคม 2021

จีนชิงดินแดนจากอินเดียได้ถึง 300 ตร.กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637064

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 16:20 น.จีนชิงดินแดนจากอินเดียได้ถึง 300 ตร.กม.แต่อินเดียยังไม่ยอมแพ้และส่งทหารเข้ามาปักหลักในจุดยุทธศาสตร์ท่ามกลางฤดูหนาวที่หฤโหดในพื้นที่

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าในการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพอินเดียและจีนในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าอินเดียสูญเสียการควบคุมพื้นที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตรตามพื้นที่ภูเขาที่เป็นกรณีพิพาทของทั้งสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่อินเดียที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดได้เปิดเผยเรื่องนี้ ซึ่งพื้นที่ที่จีนยึดไปได้มีขนาดประมาณห้าเท่าของเกาะแมนฮัตตัน (ในนิวยอร์ก) และตอนนี้ทหารจีนป้องกันไม่ให้ทหารอินเดียเข้ามาเฉียดกรายในพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ายังดำเนินต่อไป ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาได้มีการสร้างแนวรบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่หิมาลัยที่สูงเสียดฟ้าและมีอุณหภูมิเยือกแข็ง ขณะนี้กองทัพทั้งสองกำลังเตรียมพร้อมที่จะปักหลักในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูหนาวซึ่งอุณหภูมิอาจลดลงถึง ติดลบ 40 องศา

“เราไม่เคยเห็นการขยายกำลังรบในฤดูหนาวนับตั้งแต่สงครามปี 1962” พลโท DS Hooda อดีตผู้บัญชาการกองทัพภาคเหนือของอินเดียกล่าว โดยเขาผู้นี้มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ที่ทอดยาวข้ามเทือกเขาหิมาลัยไปยังจุดสูงสุดระหว่างอินเดียและจีนที่ความสูง 5,540 เมตร

“ทั้งสองประเทศกำลังปักหลักตั้งแนวรบ แสดงว่าท่าทีกำลังแข็งกร้าวและด้วยเหตุนี้เราจึงอาจจะเห็นความตึงเครียดที่ยืดเยื้อออกไปซึ่งอาจส่งผลที่คาดไม่ถึง”

การเดิมพันของทั้งสองฝ่ายคือการควบคุมด่านยุทธศาสตร์เช่น ช่องเขาคาราโครัม (Karakoram Pass) ซึ่งทอดตัวจากอินเดียไปยังเขตซินเจียงของจีน การยึดเส้นทางสายไหมโบราณอาจทำให้จีนเข้าถึงเส้นทางสู่ปากีสถานได้ง่ายขึ้นซึ่งเป็นพันธมิตรกับจีนมายาวนาน (และเป็นศัตรูกับอินเดีย) ช่วยเปิดเส้นทางการค้าไปยังประเทศในเอเชียกลางซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จของการริเริ่มโครงการ Belt and Road ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

ในขณะที่อินเดียไม่เคยมีความเคลื่อนไหวมากนักในพื้นที่ชายแดนเป็นเวลาหลายปีหลังสงครามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ก็เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อินเดียเพิ่งเปิดอุโมงค์เจ็ดแห่งแรกในส่วนสำคัญของเทือกเขาหิมาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายของกองกำลังและยังสร้างถนนความยาว 255 กิโลเมตรที่เชื่อมต่อเมืองสำคัญในภูมิภาคไปยังช่องเขาคาราโครัม

แต่กระทรวงต่างประเทศของจีนบอกว่าโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียว่าเป็น “ต้นตอของความตึงเครียด” ระหว่างสองประเทศ

เเฉินจินอิง ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยความสัมพันธ์ประเทศและรัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศึกษากิจการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ( Shanghai International Studies University) กล่าวว่า“ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะมุ่งมั่นมากและทั้งสองฝ่ายไม่เต็มใจที่จะแสดงอาการอ่อนแอหรือท่าทางที่จะถอยเลย”

AFP PHOTO / Desha-Kalyan CHOWDHURY

สีจิ้นผิงต้านวงล้อมสหรัฐ ย้ำอุตฯจีนต้องพึ่งพาตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637039

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 12:53 น.สีจิ้นผิงต้านวงล้อมสหรัฐ ย้ำอุตฯจีนต้องพึ่งพาตัวเองจีนต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานท่ามกลางการปิดล้อมของสหรัฐ

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเรียกร้องให้จัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระและสามารถควบคุมได้เพื่อประกันความมั่นคงของอุตสาหกรรมและประเทศในขณะที่สหรัฐพยายามตัดจีนออกจากการส่งออกสินค้าที่สำคัญ

“เราต้องพยายามที่จะมีแหล่งทางเลือกอย่างน้อยหนึ่งแหล่งสำหรับผลิตภัณฑ์หลักและช่องทางการจัดหาเพื่อสร้างระบบสำรองข้อมูลทางอุตสาหกรรมที่จำเป็น” สีจิ้นผิงกล่าวในสุนทรพจน์เมื่อเดือนเมษายนเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเพิ่งจะได้รับการเผยแพร่โดย Qiushi Journal เมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ Qiushi Journal เป็นสิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และนิตยสารไม่ได้บอกว่าทำไมจึงรอที่จะปล่อยกล่าวของสีจิ้นผิงออกมาในเวลานี้

สีจิ้นผิงกล่าวว่าผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของจีนจึงจำเป็นต้องมีห่วงโซ่ที่ “อิสระควบคุมได้ปลอดภัยและเชื่อถือได้”

สีจิ้นผิงไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าแนวทางนี้จะทำอย่างไร แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลได้สรุปยุทธศาสตร์เพื่อการพึ่งตัวเองมากขึ้นผ่านแผนเศรษฐกิจระยะห้าปี ระหว่างที่ความตึงเครียดกับสหรัฐทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐได้กดดันให้พันธมิตรหลีกเลี่ยงอุปกรณ์จาก Huawei และห้ามบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในจีนหลายสิบแห่งไม่ให้ซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์ของสหรัฐ และแม้กระทั่งสั่งแบน WeChat ของบริษัท Tencent และแอป TikTok ของบริษัท ByteDance

รายละเอียดเบื้องต้นของแผนห้าปีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเติบโตอย่างยั่งยืนและยังให้คำมั่นที่จะพัฒนาตลาดในประเทศให้แข็งแกร่ง แต่แผนการนี้ที่ไม่ได้ระบุเป้าอัตราการเติบโตที่คาดหวังไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่กล่าวว่าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางต่อไปแล้วจะส่งไปยังรัฐสภาของประเทศในเดือนมีนาคม

สุนทรพจน์ในเดือนเมษายนของสีจิ้นผิง เรียกร้องให้เสริมสร้างข้อได้เปรียบของจีนโดยกล่าวว่าจุดยืนที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระหว่างประเทศของจีน อาจช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกในการตัดอุปทานการผลิตของจีน

นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้จีนเสริมสร้างบทบาทการเป็นผู้นำระดับโลกที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจดิจิทัลและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศในสกุลเงินดิจิทัลและภาษีดิจิทัลเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันใหม่ๆ

สีเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อในการเจรจาการค้ากับสหรัฐโดยเรียกรัฐวิสาหกิจว่าเป็น “เสาหลักที่สำคัญและสนับสนุนการฟื้นฟูชาติและต่อพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาล” เขากล่าวว่ารัฐวิสาหกิจต้อง “ แข็งแกร่งขึ้น ดีขึ้น และใหญ่ขึ้น” แต่พวกรัฐวิสาหกิจก็ต้องการการปฏิรูปเช่นกัน

นอกจากนี้สุนทรพจน์ยังกล่าวถึงการขยายความต้องการภายในประเทศ การปรับปรุงกลยุทธ์การขยายตัวของเมือง การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรเทคโนโลยี และการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

Photo by NOEL CELIS / AFP

เพิ่งเปิดเผย! เจ้าชายวิลเลียมเคยประชวรโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637031

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 11:46 น.เพิ่งเปิดเผย! เจ้าชายวิลเลียมเคยประชวรโควิด-19สื่ออังกฤษเผยเจ้าชายวิลเลียมเคยประชวรโควิด-19 แต่เก็บไว้ไม่อยากให้แตกตื่น

เดอะซัน รายงานว่าเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ เคยประชวรด้วยโรคโควิด-19 ในเดือนเมษายนแต่เก็บไว้เป็นความลับเนื่องจากไม่ต้องการสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนในประเทศ

เจ้าชายวิลเลียมได้รับการรักษาโดยแพทย์ประจำพระองค์และปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดโดยกักพระองค์อยู่ที่พระตำหนักแอนเมอร์ ฮอล์ เป็นเวลา 14 วัน

แหล่งข่าวกล่าวว่าพระอาการของพระองค์ทรุดหนัก แต่ยังคงมีพระประสงค์ที่จะทรงงานตามปกติโดยมีการทรงงานผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์

อย่างไรก็ตามสำนักพระราชวังเคนซิงตันปฏิเสธที่จะออกมาให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าชายชาร์ลเคยประชวรด้วยโรคโควิด-19 ในเดือนมีนาคม และบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ป่วยด้วยโรคนี้ในเดือนเมษายนเช่นเดียวกัน

โค้งสุดท้าย! ไบเดนทิ้งห่างทรัมป์ 10 แต้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637026

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 10:45 น.โค้งสุดท้าย! ไบเดนทิ้งห่างทรัมป์ 10 แต้มผลสำรวจคะแนนนิยมทั่วประเทศครั้งสุดท้ายไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ 52 ต่อ 42

ผลสำรวจคะแนนนิยมครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาจากสำนักข่าวเอ็นบีซีและเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลพบว่า โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนทิ้งห่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันอยู่ถึง 10 คะแนน

การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 29 ถึง 31 ตุลาคม จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,000 คนระบุว่าไบเดนมีคะแนนนิยมทั่วประเทศอยู่ที่ 52% ขณะที่ทรัมป์มีคะแนน 42%

ผลสำรวจยังพบอีกว่า ไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ในกลุ่มผู้มัสิทธิเลือกตั้งผิวดำ (87% ต่อ 5%), กลุ่มคนอายุน้อยในช่วง 18-34 ปี (60% ต่อ 32%), ผู้สูงอายุ (58% ต่อ 35%) และสตรี (57% ต่อ 37%)

อย่างไรก็ตามทรัมป์มีคะแนนนำไบเดนในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาว (51% ต่อ 45%)

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 68% กล่าวว่าได้ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือมีแผนที่จะลงคะแนนล่วงหน้า ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 28% กล่าวว่าจะลงคะแนนในวันเลือกตั้ง

นอกจากนี้พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้อยละ 48 ต้องการรัฐสภาที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแเครต ขณะที่ร้อยละ 43 ต้องการพรรครีพับลิกัน

ยิ่งไปกว่านั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้อยละ 60 มองว่าประเทศกำลังเดินผิดทาง และคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการจัดการปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาของโดนัลด์ ทรัมป์

ในหลวงตรัสกับสื่อต่างประเทศ “We love them all the same” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637016

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 00:35 น.ในหลวงตรัสกับสื่อต่างประเทศ "We love them all the same"ทรงมีพระราชดำรัสกับสื่อต่างประเทศว่า “เรารักพวกเขาเหมือนเดิม” และประเทศไทยคือ “ดินแดนแห่งการประนีประนอม”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อม พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระดำเนินทักทายประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จฯที่บริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง หลังจากเสด็จฯทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝน เป็นเครื่องทรงฤดูหนาวถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินนั้นผู้สื่อข่าวของ Channel 4 News / CNN (ของสหราชอาณาจักรและของสหรัฐ) ได้กราบทูลซักถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ มีพระราชดำรัสตอบอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น

สำนักข่าว Channel 4 News / CNN  บรรยายว่า “ขณะที่ผู้ประท้วงหลายพันคนในประเทศไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหลวงทรงให้สัมภาษณ์พิเศษ Channel 4 News / CNN ว่า “เรารักพวกเขาเหมือนเดิม” และประเทศไทยคือ “ดินแดนแห่งการประนีประนอม” แสดงให้เห็นว่าอาจมีทางออกให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานหลายเดือน”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FChannel4News%2Fvideos%2F398076774547988%2F&show_text=0&width=476

ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637013

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 21:04 น.

ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

The Expert :ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

The Expert :ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/921468844&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

กษัตริย์มาเลเซียที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นพลังสำคัญทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637005

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 18:04 น.กษัตริย์มาเลเซียที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นพลังสำคัญทางการเมืองสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าหลังจากผ่านมาหลายทศวรรษที่สถาบันกษัตริย์มาเลเซียต้องอยู่ห่างๆ อย่างไม่มีบทบาทการเมืองระดับชาติ วันนี้สถาบันกษัตริย์กลายมาอยู่ศูนย์กลางของการเมืองเพื่อเติมเต็มสุญญากาศทางอำนาจที่เกิดขึ้นในปีนี้

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลละฮ์ ชะฮ์ผู้ขึ้นครองราชย์เมื่อปีที่แล้ว ก้าวเข้าสู่สมรภูมิการต่อสู้ทางการเมืองในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อรัฐบาลอายุ 2 ปีล้มลงอย่างกะทันหัน ทรงแก้ปัญหาทางตันด้วยการแต่งตั้งให้มุฮ์ยิดดิน ยัสซินเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยไม่ต้องลงคะแนนเสียงจากรัฐสภา ตั้งแต่นั้นมาก็มีการตั้งคำถามถึงเสถียรภาพรัฐบาลมุฮ์ยิดดินเป็นประจำ และนักการเมืองชั้นนำของประเทศก็ขอพบกับกษัตริย์เพื่อที่จะแย่งชิงอำนาจจากมูฮ์ยิดดิน

ที่มาเลเซีย รัฐบาลผสมรัฐบาลเดียวปกครองติดต่อกันมานานถึงหกทศวรรษจนถึงการเลือกตั้งปี 2018 แต่ตอนนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ที่พระมหากษัตริย์จะมีบทบาทโดดเด่นในทางการเมือง ตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์ของมาเลเซียจะผลัดกันขึ้นครองราชย์โดยสุลต่านผู้ปกครองรัฐเก้าองค์จะซึ่งหมุนเวียนกันดำรงำตแหน่ง ตามปกพระมหากษัตริย์จะทำหน้าที่ในทางพิธีการ เช่นเป็นประธานสาบานตนรับตำแหน่งรัฐมนตรี หรืออภัยโทษผู้ต้องโทษคดีอาญา

แต่ตอนนี้ด้วยการที่รัฐบาลของมุฮ์ยิดดินครองเสียงข้างมากเกินพรรคฝ่ายค้านแค่ 2 เสียงในรัฐสภา การตัดสินใจของกษัตริย์จึงมีความสำคัญในการพิจารณาว่าฝ่ายบริหารของเขาจะอยู่หรือไป พระมหากษัตริย์มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือปฏิเสธคำร้องขอให้ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้ง ในเวลาปกติเป็นเพียงอำนาจทางพิธีการในการยืนยันผลการลงคะแนนหรือการเสนอแนะของรัฐบาล

การที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันขาดอำนาจเด็ดขาด ทำให้กษัตริย์มีน้ำหนักมากขึ้นรวมถึงเมื่อคราวที่ทรงแถลงเรื่องนโยบายเช่นงบประมาณหรือมาตรการตอบรับการระบาดของไวรัสโคโรนาที่เหมาะสม

“ตอนนี้เรามีพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีความโดดเด่นและกล้าแสดงออกในทางการเมืองมากขึ้น” โยฮัน สราวานามุททู ผู้ช่วยอาวุโสของวิยาลัยการศึกษานานาชาติเอส. ราชรัตนัม ผู้เขียนงานวิชาการเกี่ยวกับการเมืองมาเลเซียมานานกว่า 30 ปีกล่าว “มันเป็นการตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวกับการเมือง”

อิทธิพลของกษัตริย์จะถูกทดสอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทรงแสดงความ “เชื่อมั่นอย่างเต็มที่” ในความสามารถของมุฮ์ยิดดินในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตและเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงคะแนนเสียงให้งบประมาณที่รัฐบาลเสนอในวันที่ 6 พ.ย. หากไม่ผ่าน ความกดดันจะเพิ่มขึ้นให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในมาเลเซียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

พระมหากษัตริย์ “เรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเคารพคำแนะนำของพระองค์ให้ยุติข้อพิพาททางการเมืองโดยทันที และควรจะหันมาจัดลำดับความสำคัญของความผาสุกของประชาชนและความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศเพื่อให้งบประมาณปี 2564 ได้รับการอนุมัติโดยไม่ต้องมี การแทรกแซง” สำนักพระราชวังกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 ต.ค.

พระราชวังไม่ตอบคำถามทางอีเมลเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในมาเลเซียก่อนที่จะมีการเผยแพร่บทความนี้ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

ตำแหน่งพระราชาธิบดีแบบหมุนเวียนผลัดกันดำรงตำแหน่งของมาเลเซีย ประกอบด้วยผู้ปกครองของรัฐมาเลย์เก้ารัฐ ตำแหน่งของกษัตริย์จะถูกส่งต่อไปในบรรดาผู้ปกครองโดยแต่ละวาระจะมีระยะเวลาห้าปี

หลังจากการประกาศเอกราชของประเทศในปี 1957 บรรดาสุลต่านรัฐต่างๆ และแนวร่วมฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยพรรคอัมโนมีความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

สิ่งนี้เปลี่ยนไปเมื่อมหาเธร์ โมฮัมหมัดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทศวรรษที่ 1980 เขาพยายามที่จะลดอิทธิพลของสถาบันกษัตริย์โดยการยุติอำนาจการยับยั้งของรัฐบาลกลาง ลดภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย และยกเลิกกฎหมายที่กีดกันไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ เขายังพยายามที่จะถ่ายโอนอำนาจฉุกเฉินไปยังฝ่ายบริหารของรัฐบาล

หลังจากการครองอำนาจ 22 ปีของมหาเธร์สิ้นสุดลงในปี 2003 เกรก โลเปซ อาจารย์ของ Murdoch University Executive Education Center ในเพิร์ทบอกว่า สุลต่านทรงพบโอกาสที่จะกลับมาเป็นที่ที่สนใจอีกครั้ง

“สุต่านองค์ต่างๆ เป็นศูนย์กลางอำนาจ ดังนั้นนักการเมืองจึงรู้ดีว่าการให้อำนาจแก่สุลต่านองค์ต่างๆ นั้นเป็นความผิดพลาดเพราะพระทรงจะตรวจสอบพวกนักการเมือง” โลเปซกล่าว “ นักการเมืองที่อ่อนแอ ผู้นำที่อ่อนแอไปหาพระองค์”

รัฐบาลของมุฮ์ยิดดินอาจจะไม่มั่นคงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย ความโดดเด่นที่เพิ่มขึ้นของกษัตริย์เห็นได้ชัดในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในเปิดรัฐสภาครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม เมื่อพระองค์เรียกร้องให้มีเอกภาพและกระตุ้นให้ฝ่ายนิติบัญญัติ “แสดงวุฒิภาวะทางการเมือง” นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศที่การประชุมสภามีการกล่าวสุนทรพจน์ของกษัตริย์เท่านั้นโดยไม่มีเวลาให้ผู้แทนหารือเกี่ยวกับนโยบายหรือแก้ไขปัญหาการระบาด

เมื่อเดือนที่แล้วกษัตริย์ปฏิเสธข้ออ้างของอันวาร์ อิบราฮิมผู้นำฝ่ายค้านที่อ้างว่ามีหลักฐาน “น่าเชื่อถือ” ว่าเขามีเสียงข้างมากในรัฐสภา ทรงกล่าวว่าอันวาร์ไม่ได้ส่งชื่อฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อยืนยันข้อเรียกร้องของเขา และทรงเรียกร้องให้ประเทศเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ไม่ถึงสองสัปดาห์ต่อมากษัตริย์ยังปฏิเสธคำขอของมูฮ์ยิดดินในการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดการกับการระบาดของโรคซึ่งจะทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถจ่ายงบประมาณได้โดยไม่ต้องลงคะแนนเสียงในสภา การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดกระแสเรียกร้องให้มูฮ์ยิดดินลาออกแม้แต่ในกลุ่มพันธมิตรของเขาเองก็ตาม

หลายคนในมาเลเซียยินดีต้อนรับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกษัตริย์โดยเห็นว่าพระองค์เป็นปากเสียงแห่งเหตุผลในช่วงเวลาที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ และความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาด เมื่อกษัตริย์ทรงสั่งให้ระงับมาตรการฉุกเฉินของรัฐบาล ก็เกิดแฮชแท็ก “ #daulattuanku” ซึ่งหมายถึง “ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” กำลังได้รับความนิยมใน Twitter

โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดหลายศตวรรษ ราชวงศ์ของมาเลเซียก่อให้เกิดปรากฎการณ์การแสดงความภักดีอย่างดุเดือดจากเชื้อสายมาเลย์ซึ่งชนกลุ่มใหญ่ แต่การวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์มาเลเซียถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นกัน

หนังสือพิมพ์ The Edge รายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่าตำรวจจับกุมนักการเมืองฝ่ายค้านในท้องถิ่นแห่งหนึ่งจากการแสดงความคิดเห็นที่ปลุกระดมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ค

การกระทำของพระมหากษัตริย์ในปีนี้เป็นสิ่งที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” โออีซุน นักวิชาการของสถาบันวิเทศสัมพันธ์แห่งสิงคโปร์กล่าว “สถาบันกษัตริย์ทรงกุมอำนาจตามรัฐธรรมนูญมากขึ้่น”

Photo by MOHD RASFAN / AFP