กวาดจับนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636978

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 16:33 น.กวาดจับนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยฮ่องกง นี่อาจเป็นปฏิบัติการกวาดล้างนักการเมืองฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย-เอกราช หลังจากที่มีการจับกุมผู้ประท้วงในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง

นักการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง 7 คน ถูกจับกุมเมื่อวันอาทิตย์เนื่องจากการประท้วงและการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในสภานิติบัญญัติของฮ่องกงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจกล่าวนักการเมืองทั้ง 7 คนซึ่งในจำนวนนี้มี 4  คนเป็นสมาชกฝ่ายนิติบัญญัติถูกจับกุมในข้อหา “ดูหมิ่น” และ “แทรกแซง” สมาชิกสภานิติบัญญัติของเมืองเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม

สภานี้ผ่านกฎหมายกึ่งปกครองตนเองของฮ่องกง แต่มีที่นั่งเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและยังมีระบบการแต่งตั้งสมาชิกที่ซับซ้อนเพื่อให้แน่ใจว่าเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาลจีน

การทะเลาะวิวาทและการประท้วงเกิดขึ้นเป็นประจำโดยเสียงส่วนน้อยในสภาที่สนับสนุนประชาธิปไตยมักใช้วิธีการต่อต้านด้วยการร้องตะโกนและการขัดขวางเพื่อพยายามหยุดยั้งการผ่านร่างกฎหมายที่พวกเขาต่อต้าน

ในวันที่ 8 พฤษภาคมการเผชิญหน้าเกิดขึ้นในคณะกรรมการที่ตัดสินว่าร่างกฎหมายใดควรนำเสนอในการอภิปราย

ฝ่ายค้านใช้เวลาหลายเดือนในการต่อต้านเพื่อยับยั้งการแต่งตั้งหัวหน้าคณะกรรมการ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีนตอบโต้ด้วยแต่งตั้งนักการเมืองคนหนึ่งของพวกเขามานั่งก้าอี้คณะกรรมการเสียเลย

กรณีนี้ทำให้เกิดเหตุโกรธแค้นและการประท้วงในสภาโดยมีฝ่ายนิติบัญญัติจากทั้งสองฝ่ายใช้ป้ายประท้วงท่ามกลางความวุ่นวายและการลงไม้ลงมือกัน

ในที่สุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีนก็ลากนักการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยส่วนใหญ่ออกจากห้องประชุมและการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการก็ดำเนินต่อไป

แต่การจับกุมตำรวจในวันอาทิตย์มุ่งไปที่นักการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยโดยไม่ได้จับกุมฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจีน

การที่ชาวฮ่องกงไม่สามารถเลือกตั้งผู้นำและผู้ร่างกฎหมายได้เป็นหัวใจสำคัญของการต่อต้านการปกครองของจีน รวมถึงเป็นสาเหตุของการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่และรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 10,000 คนและตอนนี้ศาลต้องวุ่นวายกับการพิจารณาคดี จำเลยหลายคนเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายค้านและบุคคลสำคัญ

ทั้งนี้ นักการเมืองที่ถูกจับกุมอาจถูกจำคุกถึงหนึ่งปีหากถูกตัดสินว่ามีความผิด

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประสานงานซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลางจีนในฮ่องกงเตือนว่าการประท้วงของสภานิติบัญญัติในอนาคตถือเป็นหนึ่งในอาชญากรรมความมั่นคงตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 10 ปีตลอดชีวิต

Photo by Anthony WALLACE / AFP

สั่งชาวฝรั่งเศส-อเมริกันตำหนิผู้นำตัวเองก่อนเข้าร้านค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636972

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 14:32 น.สั่งชาวฝรั่งเศส-อเมริกันตำหนิผู้นำตัวเองก่อนเข้าร้านค้าเจ้าของร้านรองเท้าชาวปาเลสไตน์กลายเป็นคนดัง หลังจากที่เขาปิดป้ายประกาศให้ชาวฝรั่งเศสและอเมริกันตำหนิผู้นำตัวเองที่ทำผิดต่อชาวอาหรับและมุสลิม

อิมาด โมฮัมหมัด ช่างทำรองเท้าชาวปาเลสไตน์โชว์รองเท้าที่ทำขึ้นจากฝีมือของเขา ซึ่งเขียนชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐและฝรั่งเศสด้วยอักษรภาษาอาหรับที่ด้านร้านของเขาในเมืองรามัลลาห์ในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครองเพื่อสะท้อนความไม่พอใจของตัวเขาและชาวอาหรับต่อการกระทำของผู้นำทั้งสองประเทศ

“รองเท้าแตะพื้น ฝุ่น และสิ่งสกปรกดังนั้นหากเราเขียนชื่อใครบางคนลงไปและชื่อนั้นก็สกปรกไปด้วย แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของบุคคลนั้นว่าคุณให้ความสำคัญกับบุคคลนั้นอย่างไร “โมฮัมหมัดกล่าวกับเอเอฟพีและเสริมว่าเขาเลือกที่จะประทับชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐและประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ลงบนรองเท้าทำมือที่ชาวปาเลสไตน์สวมใส่เพราะพวกเขา “ทำร้ายประชาชนของเรา”

ที่ด้านหน้าร้านของเขา อิมาด โมฮัมหมัดยังปิดแผ่นป้ายคำเตือนไปถึงลูกค้าชาวฝรั่งเศส 1 แผ่น และคำเตือนชาวอังกฤษและอเมริกันอีก 1 แผ่น 

ข้อความที่เขียนถึงลูกค้าชาวฝรั่งเศสมีทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสบอกว่า “ถึงชาวฝรั่งเศสทุกคน การเข้าร้านนี้มีเงื่อนไขว่าคุณจะต้องขอโทษที่มาครงมีถ้อยแถลงที่เหยียดเชื้อชาติและดูหมิ่นศาสนาอิสลาม”

คำเตือนชาวอังกฤษและอเมริกันเขียนไว้ว่า “ถึงชาวอังกฤษและอเมริกันทุกคน คุณควรเสนอที่จะแสดงความขอโทษและความรับผิดชอบต่อคำประกาศบัลโฟร์ (Balfour Declaration ซึ่งเป็นคำประกาศของรัฐบาลอังกฤาที่จะให้ชาวยิวตั้งถิ่นฐานในดินแดนปาเลสไตน์) และการตัดสินใจที่สกปรกของทรัมป์ที่สร้างความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานให้กับชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่มีคำประกาศจนถึงทุกวันนี้”

ภาพโดย ABBAS MOMANI / AFP

ภาพโดย ABBAS MOMANI / AFP
ภาพโดย ABBAS MOMANI / AFP

Xiaomi ของจีนแซงหน้า Apple เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ3ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636974

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 12:32 น.Xiaomi ของจีนแซงหน้า Apple เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ3ของโลกแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังลูกผีลูกคนและยังมีสงครามการค้าและสงครามเย็นที่กระทบกับจีนโดยตรง แต่บริษัท Xiaomi ก็ยังสามารถขยายตลาดได้

Xiaomi ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะ Apple ขึ้นมาได้ครองตำแหน่งที่สามในบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นครั้งแรก หลังจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดซึ่งเปิดเผยโดยบริษัทวิจัยสามแห่ง ได้แก่ International Data Corporation (IDC) Counterpoint และ Canalys

ในช่วงไตรมาสที่ 3 จากเดือนกรกฎาคมถึงสิ้นเดือนกันยายน การจัดส่งสมาร์ทโฟนของบริษัท Xiaomi  ทำสถิติสูงสุดโดยมีข้อมูลชี้ให้เห็นการเติบโตมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์และจำนวนหน่วยที่จัดส่งอยู่ระหว่าง 46.2 ล้านถึง 47.1 ล้านเครื่อง

ในขณะเดียวกัน Apple ตกลงมาอยู่อันดับที่สี่ในการจัดอันดับจากข้อมูลของ IDC บริษัท โดย Apple  จัดส่ง iPhone มีจำนวน 41.6 ล้านเครื่องในไตรมาสที่สามลดลงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบเป็นรายปี

ส่วนข้อมูลจาก Counterpoint แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ Canalys ระบุจำนวนการจัดส่งไว้ที่ 43.2 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตามข้อมูลจากทั้งสามบริษัทแสดงให้เห็นว่า Apple กำลังตามหลัง Xiaomi

AFP PHOTO / FRED DUFOUR

อังกฤษล็อคดาวน์รอบสอง ยุโรปเข้าสู่วงจรใหม่ของการระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636969

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 11:02 น.อังกฤษล็อคดาวน์รอบสอง ยุโรปเข้าสู่วงจรใหม่ของการระบาดสถานการณ์ในยุโรปน่าเป็นห่วงเหมือนที่คาดการณ์กันไว้ว่าการระบาดอาจกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว ตอนนี้หลายประเทศเริ่มล็อคดาวน์อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีบอริสจอห์นสันของสหราชอาณาจักรประกาศล้อคดาวน์ประเทศเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ตามรอยหลายประเทศในยุโรปที่กำหนดมาตรการนี้เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเริ่มต้นขึ้น

มีบางประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปที่สั่งล็อคดาวน์ใหม่อย่างเข้มงวด เนื่องจากยุโรปประสบปัญหาโควิด -19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การล็อคดาวน์ซ้ำๆ และความล้มเหลวในการควบคุมโรคนำไปสู่ความโกรธเคืองอย่างกว้างขวางและบางครั้งเกิดการประท้วงรุนแรง

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากการประกาศของจอห์นสัน อันโตนิอู คอสตา นายกรัฐมนตรีของโปรตุเกสได้ประกาศการล็อคดาวน์บางส่วนในประเทศ โดยร้อยละ 70 ของประชากรต้องกลับเข้าสู่ภาวะจำกัดการเดินทางและอิสรภาพด้านต่างๆ 

นอกจากนี้ในวันเสาร์ที่ผ่านมาออสเตรียได้ออกจากการล็อคดาวน์ครั้งที่สอง ในขณะที่กรีซประกาศบางส่วน มาตรการใหม่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ฝรั่งเศสเริ่มการล็อคดาวน์ครั้งที่สองและเบลเยียมกล่าวว่าจะเพิ่มความเข้มงวดมาตรการดังกล่าว

โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 1,189,892 คนและติดเชื้อ 45,650,850 คนนับตั้งแต่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วตามข้อมูลของ AFP

สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดมีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า 9 ล้านคนในวันศุกร์ โดยการติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศ

แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายามลดทอนความน่ากลัวของภัยคุกคามของโควิด -19 อีกครั้งในระหว่างการหาเสียง โดยเขาบอกว่า “ถ้าคุณได้รับเชื้อ คุณจะมีอาการดีขึ้นและคุณจะมีภูมิคุ้มกัน” 

ในขณะเดียวกันสหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อ 1 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 22,000 รายในวันเสาร์ในขณะที่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะไวรัสเพิ่มขึ้น 1,239 รายซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดประจำวันนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน

การประกาศล็อคดาวน์โดยจอห์นสันเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายครั้งใหญ่ หลังจากมีคำเตือนว่าโรงพยาบาลในสหราชอาณาจักรอาจรับคนไข้ไม่ไหวอีกต่อไปภายในไม่กี่สัปดาห์หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่

ภายใต้การล็อคดาวน์ใหม่ซึ่งจะเริ่มในวันพฤหัสบดีและสิ้นสุดในวันที่ 2 ธันวาคม ประชากรของอังกฤษจะต้องอยู่บ้านยกเว้นเมื่อมีการยกเว้นเช่นการทำงาน การศึกษา หรือการออกกำลังกาย ในขณะที่ธุรกิจทั้งหมดจะปิดลง ยกเว้นที่จำเป็นต่อชีวิต

โรงเรียนวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจะยังคงเปิดทำการอยู่

“ตอนนี้เป็นเวลาที่จะต้องดำเนินการเพราะไม่มีทางเลือกอื่น” จอห์นสันกล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบ Downing Street “เราต้องยอมศิโรราบเมื่อเผชิญกับธรรมชาติในประเทศนี้ อนิจจาเช่นเดียวกับในยุโรป ไวรัสแพร่กระจายเร็วกว่าสถานการณ์จำลองที่เลวร้ายที่สุดที่ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเราเคยคาดการณ์ไว้อย่างสมเหตุสมผล”

Photo by Alberto Pezzali / POOL / AFP

ฟิลิปปินส์อพยพ 1 ล้านคนหนีความพินาศซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636968

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 10:32 น.ฟิลิปปินส์อพยพ1ล้านคนหนีความพินาศซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มซูเปอร์ไต้ฝุ่นโกนีถล่มฟิลิปปินส์แล้วในวันอาทิตย์โดยทางการเตือนให้พร้อมรัลกับสภาวะ “ภัยพิบัติ” ในภูมิภาคที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีประชาชนมากกว่า 300,000 คนต้องหนีออกจากบ้าน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโกนีเป็นพายุไต้ฝุ่นที่แรงที่สุดของปีทำให้แผ่นดินถล่มบนเกาะคาตันดูอาเนส (Catanduanes) เมื่อเวลา 04:50 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม โดยมีความเร็วลมสูงสุด 225 กิโลเมตร (140 ไมล์) ต่อชั่วโมง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุว่าในอีก 12 ชั่วโมงข้างหน้า “ลมที่รุนแรงและรุนแรงถึงฝนตกหนัก” จะเกิดขึ้นในภูมิภาคบิโกล (Bicol) ซึ่งครอบคลุมทางตอนใต้สุดของเกาะหลักของเกาะลูซอนและเกาะคาตันดูอาเนส

“นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่เหล่านี้” สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุ

พายุโกนีซึ่งทวีความรุนแรงจนกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ “ซูเปอร์” เมื่อใกล้ถึงฟิลิปปินส์ เคลื่อนตัวเข้าถล่มฟิลิปปินส์หนึ่งสัปดาห์หลังจากพายุไต้ฝุ่นโมลาเวพัดถล่มพื้นที่เดียวกันของฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตผู้คนไป 22 คนและเกิดน้ำท่วมหมู่บ้านและพื้นที่เพาะปลูกที่ลาดต่ำก่อนที่จะข้ามทะเลจีนใต้ไปยังเวียดนาม

“ ลมพัดแรง เราได้ยินเสียงต้นไม้ถูกโค่น มันแรงมาก” Francia Mae Borras อายุ 21 ปีจากเมืองเลกาซปิบอกกับสำนักข่าว AFP 

ส่วน Cedric Daep หัวหน้าความปลอดภัยสาธารณะประจำจังหวัดอัลบายกล่าวกับสถานีวิทยุ DZBB ว่าหลังคาของศูนย์อพยพสองแห่งถูกฉีกออกด้วยแรงลมและผู้อยู่อาศัยก็ย้ายไปที่ชั้นล่าง

Ricardo Jalad หัวหน้าฝ่ายป้องกันพลเรือนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่ามีการอพยพผู้คน “เกือบล้านคน” ออกจากบ้านในภูมิภาคบิโกล 

แต่โฆษกฝ่ายป้องกันพลเรือนพื้นที่บิโกล Alexis Naz กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าราว 316,000 คนเท่านั้นที่หลบหนีไปยังที่ปลอดภัย

“เราเห็นต้นไม้โค่นล้มอยู่นอกสำนักงานของเรา มันแรงมาก ฝนก็แรง” Naz กล่าว “การติดต่อครั้งสุดท้ายของเรากับคนของเราในคาตันดูอาเนส คือเวลา 03:30 น. พวกเขาบอกเราว่าที่นั่นฝนและลมแรงมาก จากนั้นระบบก็ล่ม”

เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีผู้คนมากถึง 31 ล้านคนที่อยู่ในเส้นทางของโกนีรวมถึงในมะนิลาที่มีแผนอพยพผู้อยู่อาศัยออกจากพื้นที่ชุมชนแออัดที่อยู่ในระดับต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมจากพายุคลื่นสูงหลายเมตร ล่าสุดสนามบินของเมืองหลวงปิดแล้ว

Photo by – / Philippine Coast Guard / AFP)

ฟิลิปปินส์อพยพหนีซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636922

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 17:05 น.ฟิลิปปินส์อพยพหนีซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในโลก  ฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนบนเกาะลูซอนทางตอนใต้ของประเทศหนีซูเปอร์ไต้ฝุ่นโคนีที่มีความรุนแรงระดับ 5 ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดของปีนี้

ซูเปอร์ไตฝุ่นโคนีซึ่งเป็นภาษาเกาหลีแปลว่า หงส์ มีความเร็วลมบริเวณศูนย์กลาง 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 265 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จะขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ในวันอาทิตย์นี้ และเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนเมื่อปี 2013 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,300 ราย  

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโคนีซึ่งเป็นพายุลูกที่ 18 ของฟิลิปปินส์ในปีนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักในกรุงมะนิลาและอีก 14 จังหวัดใกล้เคียงในตอนค่ำของวันนี้ และอาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มด้วย

เบื้องต้นทางการฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนตามแนวชายฝั่งและพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินถล่มในจังหวัดกามารีเนสนอร์เตและกามารีเนสซูร์ ในภูมิภาคบีโกล ทางใต้ของเกาะลูซอนแล้ว   

ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดอัลไบในภูมิภาคเดียวกันจะสั่งการให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพจากบ้านเรือนเช่นกัน ขณะที่ทางการท้องถิ่นสั่งปิดท่าเรือและห้ามเรือประมงออกจากฝั่ง   

อย่างไรก็ดี การอพยพผู้คนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวยังมีอุปสรรคด้านการเว้นระยะห่างทางสังคม เนื่องจากฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นอันดับสองของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพายุไต้ฝุ่นโมลาเบเพิ่งถล่มฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย ส่วนใหญ่จมน้ำในจังหวัดทางตอนใต้ของกรุงมะนิลา

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าพายุไต้ฝุ่นอัสนีกำลังเคลื่อนตัวอยู่นอกฟิลิปปินส์ โดยมีความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางที่ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วลมกระโชกสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ราววันอาทิตย์หรือวันจันทร์

***ภาพประกอบเป็นความเสียหายจากไต้ฝุ่นโมลาเบในจังหวัดโอเรียนทอลมินโดโรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

จีนเผยยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี มุ่งเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636916

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.จีนเผยยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี มุ่งเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีนอกจากแผน 5 ปีนี้แล้ว ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือปี 2035 จีงยังตั้งเป้าเป็นผู้นำโลกด้านนวัตกรรม

คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเผยแผนยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี สำหรับปี 2021-2025 ฉบับที่ 14 โดยให้คำมั่นว่าจะสร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และเน้นให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพมากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แผนพัฒนาชาติฉบับล่าสุดนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีของชาติเป็นครั้งแรก โดยจีนจะยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามเป้าหมายของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

แผนพึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยียังรวมถึงการพัฒนาชิป การสร้างนวัตกรรมจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เครือข่าย 5G และรถยนต์ไร้คนขับ

นอกจากนี้ จีนยังเผยวิสัยทัศน์ในอีก 15 ปีข้างหน้า โดยเชื่อมั่นว่าการสร้างความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในหลายๆ อย่างจะผลักดันให้จีนกลายเป็นผู้นำโลกด้านนวัตกรรม

ขณะที่ด้านเศรษฐกิจนั้น จีนจะใช้ยุทธศาสตร์วงจรคู่ (Dual Circulation) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการขยายการค้าขายกับต่างชาติ โดยมีเป้าหมายเพิ่มตัวเลขจีดีพีให้ได้เกินกว่า 100 ล้านหยวนภายในสิ้นปีนี้ และยังตั้งเป้าจะเพิ่มจีดีพีต่อหัวให้อยู่ในระดับประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2035

ขณะเดียวกันก็ย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับพัฒนาตลาดภายในประเทศให้แข็งแกร่งด้วยการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและเปิดเศรษฐกิจให้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังพูดถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน ซึ่งหมายถึงนโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ของทรัมป์ด้วย

สหรัฐ-จีนหันหน้าเจรจาหาทางเลี่ยงเหตุเผชิญหน้าทางทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636914

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 13:35 น.สหรัฐ-จีนหันหน้าเจรจาหาทางเลี่ยงเหตุเผชิญหน้าทางทหารเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐและจีนหันหน้าพูดคุยกันเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าท่ามกลางอุณภูมิความขัดแย้งที่ร้อนแรง

เพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐและท่ามกลางข่าวลือว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อาจสั่งให้โจมตีพื้นที่ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ เจ้าหน้าที่กลาโหมจากทั้งสองฝั่งได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการป้องกันและจัดการวิกฤตผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์เมื่อวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการหารือกันครั้งแรกของคณะทำงานด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า “ทั้งสองฝั่งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการสร้างกลไกสำหรับการสื่อสารอย่างทันท่วงทีในช่วงวิกฤต รวมทั้งการรักษาช่องทางการสื่อสารเพื่อป้องกันวิกฤตและประเมินหลังเกิดวิกฤต”

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกการสื่อสารท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐที่เกิดจากหลายปัญหา อาทิ การค้า ไปจนถึงการแข่งขันกันทางภูมิรัฐศาสตร์

ซ่งจงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารในฮ่องกงเผยว่า “เนื่องจากสหรัฐเพิ่มแรงกดดันและยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นจีน จึงมีโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นกับกองทัพของทั้งสองฝ่าย หากไม่มีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมก็ยิ่งเสี่ยงต่อการปะทะกัน”

สหรัฐเตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้านำเข้าจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636905

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 11:00 น.สหรัฐเตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้านำเข้าจากไทยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้านำเข้าจากไทย เนื่องจากไทยไม่ยอมนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ

แถลงการณ์ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า สหรัฐจะระงับการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย อาทิ มะม่วง สับปะรด อุปกรณ์ทำเล็บ ท่อเหล็ก และอัญมณี มูลค่า 817 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป เนื่องจากการเจรจาเพื่อให้สินค้าเนื้อหมูจากสหรัฐได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดของไทยอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผลตลอด 12 ปีที่ผ่านมาไม่มีความก้าวหน้า

มูลค่าสินค้าที่จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) นี้คิดเป็น 1 ใน 6 ของสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

ทั้งนี้ เมื่อปี 2018 สภาผู้เลี้ยงสุกรของสหรัฐ (NPPC) ได้ยื่นคำร้องให้ทางการสหรัฐดำเนินการกับไทยที่ไม่เปิดโอกาสให้นำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

แผ่นดินไหวรุนแรงในกรีซ-ตุรกี ดับอย่างน้อย 22 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636899

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 09:33 น.แผ่นดินไหวรุนแรงในกรีซ-ตุรกี ดับอย่างน้อย 22แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังก่อให้เกิด “มินิสึนามิ” ซัดถล่มอาคารบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งของตุรกีเสียหายหลายแห่ง

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริการายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.51 น.ตามเวลาท้องถิ่นของกรีซ หรือราว 19.51 น.ของวันศุกร์ที่ 30 ตามเวลาไทย เกิดแผ่นดินไหว 7 แมกนิจูด ที่ความลึก 10 กิโลเมตรในเมืองคาร์โลวาซีบนเกาะซาโมสของกรีซ โดยแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงกรุงเอเธนส์ของกรีซและเมืองอิสตันบุลของตุรกี

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดเล็กซัดเข้าฝั่งเกาะซาโมสจนน้ำทะเลทะลักเข้าท่วมท้องถนนและแม่น้ำทางฝั่งตะวันตกของตุรกี

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของตุรกีเผยว่าเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 800 ราย ขณะที่กรีซมีผู้เสียชีวิต 2 รายเป็นวัยรุ่นที่ถูกกำแพงถล่มลงมาทับขณะกำลังเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้านบนเกาะซาโมส แต่จากสภาพที่เกิดเหตุคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

จุดที่เกิดความเสียหายที่สุดอยู่ที่เมืองอิซเมียร์ เมืองท่องเที่ยวของตุรกีที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 3 ล้านคนและเต็มไปด้วยตึกสูง โดยส่วนหนึ่งของอาคารที่พักอาศัย รวมทั้งของเล่น หมอน เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ กระจัดกระจายเต็มท้องถนน

ทางการเมืองอิซเมียร์เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า อาคาร 20 แห่งพังถล่ม และขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตในอาคาร 17 แห่ง

ทั้งนี้ กรีซและตุรกีตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินไหวที่มีพลังมากที่สุดในโลกและเคยเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดหลายครั้ง อาทิ ในปี 1999 แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูดเขย่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 17,000 ราย รวมทั้ง 1,000 รายในเมืองอิสตันบุล

ขณะที่ในกรีซแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่เกาะคอสใกล้กับเกาะซาโมสในปี 2017 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย 

Photo by Mert CAKIR / AFP
Photo by Mert CAKIR / AFP