เส้นทางการต่อสู้ “แกนนำนศ. ฮ่องกง” จากท้องถนนสู่ห้องขัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636777

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 20:37 น.เส้นทางการต่อสู้ "แกนนำนศ. ฮ่องกง" จากท้องถนนสู่ห้องขังศาลค้านประกันตัวโทนี่ จง ด้านสหรัฐโวยจำกัดเสรีภาพ

สำนักข่าวท้องถิ่นฮ่องกงรายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ศาลฮ่องกงปฏิเสธให้ประกันตัว โทนี่ จง อดีตแกนนำกลุ่มนักศึกษาท้องถิ่นนิยม ซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยและการประกาศเอกราชของฮ่องกง ถูกจับกุมตัวขณะกำลังเดินทางไปยังสถานกงสุลสหรัฐเพื่อขอลี้ภัยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

จง ถูกนำตัวไปขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหามีเจตนาแบ่งแยกดินแดน, เผยแพร่เนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่น และฟอกเงิน ก่อนที่จะถูกส่งตัวฝากขังเพื่อรอการนัดไต่สวนครั้งถัดไปในวันที่ 7 มกราคม 2021 และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

จงกล่าวกับบีบีซีว่า เขารู้สึกไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกได้อย่างอิสระและต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา แต่นักเคลื่อนไหวจะไม่ยอมแพ้ในการต่อสู้ โดยจะออกมาประท้วงอีกครั้งเมื่อถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม

“เราแพ้ในครั้งนี้ แต่หนทางสู่ประชาธิปไตยยังอีกยาวไกล” จงกล่าว

จงเป็นคนแรกที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ โดยในเดือนกรกฎาคมเขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของฮ่องกงและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ โทนี่ จง อายุ 19 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม “นักศึกษาท้องถิ่นนิยม” (Studentlocalism) ในปี 2016 ซึ่งมุ่งสร้างสาธารณรัฐฮ่องกงที่มีอำนาจอธิปไตยที่เป็นอิสระ โดยให้เหตุผลว่า “ผมเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนมาตลอด นั่นเห็นเหตุผลที่เราไม่ต้องการให้ที่ที่เราอยู่กลายเป็นที่เดียวกับจีน”

โดยในวันที่ 28 ตุลาคม สหรัฐประณามการจับกุมนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษาฮ่องกงว่าเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้ถึงการจำกัดเสรีภาพของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีน แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิเสธคำขอลี้ภัยของชาวฮ่องกง

นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐยังได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนเกี่ยวกับการปราบปรามนักเคลื่อนไหวในฮ่องกง รวมถึงกล่าวว่าจะจัดลำดับความสำคัญของผู้ลี้ภัยจากฮ่องกงแม้ว่าจะมีการลดจำนวนผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่จะให้สิทธิในปีหน้าก็ตาม

โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานักเคลื่อนไหวฮ่องกงได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยไปยังประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา, เยอรมนี รวมถึงสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัฐบาลตะวันตกลดลง

เจอคุกไปอีกหนึ่ง เกาหลีใต้ประเทศที่ผู้นำต้องโทษมากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636762

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 19:30 น.เจอคุกไปอีกหนึ่ง เกาหลีใต้ประเทศที่ผู้นำต้องโทษมากที่สุดในโลก ศาลฎีกาตัดสิน อี มย็อง-บักอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้จำคุก 17 ปี ข้อหายักยอกและติดสินบน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ศาลฎีกาพิพากษายืนคำตัดสินให้อดีตประธานาธิบดีอี มย็อง-บักจำคุก 17 ปี ในข้อหายักยอกและติดสินบน

โดยในเดือนกุมภาพันธ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 17 ปี ปรับ 13,000 ล้านวอน หรือราว 341 ล้านบาท และยึดทรัพย์ 5,780 ล้านวอน หรือราว 152 ล้านบาท

หลังจากอดีตประธานาธิบดีจะต้องถูกจำคุกอีกครั้งตามคำตัดสินของศาลสูงสุดหลังได้รับการประกันตัวออกมาเป็นเวลา 8 เดือนเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

อดีตประธานาธิบดีอี มย็องบัก วัย 78 ปี มีเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา เขาไต้เต้าจากคนที่เกิดในครอบครัวยากจนจนกลายมาเป็นนักการเมืองระดับแถวหน้าของประเทศ จนกระทั่งไต่ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศแล้วดวงชะตาก็ดิ่งเหวกลายเป็นนักโทษเพราะใช้อำนาจในฐานะผู้นำประเทศนั่นเอง

ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งก็มีเรื่องอื้อฉาวเป็นระยะ เช่น ข้อกล่าวหาว่าเขาหลีกเลี่ยงภาษีอาคารที่พักอาศัยของครอบครัวโดยระบุว่าอาคารนั้นเป็นอาคารพาณิชย์ และครอบครัวของเขายังเอี่ยวกับกรณีคอร์รัปชั่นอีกด้วยทำให้ตกเป็นเป้ากาารตรวจสอบของสังคมอย่างหนัก เช่น กรณีของ อีซังดึกพี่ชายของเขา

กรณีนี้คือผู้ช่วยส่วนตัวของอีซังดึกถูกตั้งข้อหารับเงิน 0.5 – 0.6 ล้านดอลลาร์จาก SLS Group ส่วนอีซังดึกเอง ซึ่งก็เป็นสมาชิกสภาและเป็นนักการเมืองเช่นเดียวกับน้องชายก็ถูกจำคุก 14 เดือนเนื่องจากรับสินบนจากธนาคาร Solomon Savings Bank เพื่อรีดไถเงินสำหรับโครงการบูรณะแม่น้ำสายหลักสี่สาย

โครงการบูรณะแม่น้ำสายหลักสี่สายเป็นโครงการที่อื้อฉาวเพราะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรงจนรัฐบาลในสมัยต่อมาสั่งให้ตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งมีเรื่องน่าสนใจตรงที่รัฐบาลไทยในสมัยที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรยังได้ทำการศึกษาโครงการบูรณะแม่น้ำสายหลักสี่สายที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย พ.ศ. 2554 ด้วย

แต่กรณีที่ทำให้อี มย็อง-บักพบจุดจบในที่สุดก็คือข้อหารับสินบน อี มย็อง-บักถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2018 ในข้อหารับสินบนมูลค่า 11,000 ล้านวอนเกาหลี และเงินจำนวน 35,000 ล้านวอนเกาหลี

เขาถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากบริษัทซัมซุงเกือบ 6 ล้านดอลลาร์เพื่อแลกกับการให้อภัยโทษ อี ค็อน-ฮีคุนฮี ประธานซัมซุงซึ่งถูกจำคุกในข้อหาเลี่ยงภาษีและฉ้อโกงหุ้น มีการกล่าวหาว่าเงินนี้ถูกอำพรางโดยจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมทางกฎหมายให้กับ DAS ซึ่งเป็น บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่พี่ชายของอี-มย็องบักเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ อี มย็อง-บักยังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินของรัฐบาลมูลค่า 700,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล

เกาหลีใต้อาจจะเรียได้ว่าเป็นประเทศที่มีผู้นำถูกดำเนินคดีในข้อคอร์รัปชั่นมากที่สุดและถี่ที่สุดในโลก ก่อนหน้าที่อี มย็อง-บักจะถูกดำเนินคดียังมีประธานาธิบดีก่อนหน้าเขาที่เจอข้อหาเดียวกัน เช่น ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าเขาคือโน มู-ฮย็อน 

ก่อนหน้าที่โน มู-ฮย็อนจะได้รับการเลือกตั้งเข้าเป็นประธานาธิบดี เขามีภาพลักษณ์นักการเมืองมือสะอาด เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเป็นทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่หลังจากพ้นตำแหน่งเขาได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายที่ภูเขาในบ้านเกิดเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2009 ขณะอายุได้ 62 ปีเนื่องจากอับอายที่ตัวเองถูกสอบสวนในคดีที่ภรรยาและหลานชายรับสินบน

ในสมัยประธานธิบดีคิม ยอง-ซัม แม้จะมีภาพลักษณ์มือสะอาดที่กวาดล่องคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ แต่ชื่อเสียงของเขาต้องมามัวหมองเพราะลูกชายของเขาถูกจับในข้อหาติดสินบนและเลี่ยงภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับบริษัท Hanbo Steel ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาลและมีการติดสินบนนักการเมือง รวมแล้วประเทศเสียหายถึง 6,000 บ้านดอลลาร์ และทำให้เกาหลีใต้กระทบกระเทือนอย่างหนักในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 

ก่อนหน้านั้นมีประธานธิบดีโน แท-อู อดีตนายพลของกองทัพบกเกาหลีใต้และผู้สนับสนุนในการรัฐประหารของประธานาธิบดี ช็อน ดู-ฮวัน และผู้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองควังจู หลังจากช็อน ดู-ฮวัน ก้าวจากตำแหน่งแล้วโน แท-อูก็รับตำแหน่งแทน

แต่เมื่อพ้นตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนต่อมาคือคิม ยอง-ซัม ดำเนินนโยบายกวาดล้างคอร์รัปชั่น โน แท-อูและช็อน ดู-ฮวันจึงถูกไต่สวนในข้อหารับสินบนและข้อหาปราบประชาชนที่ควังจู ทั้งสองถูกพิพากษาว่ามีความผิดในเดือนสิงหาคม 1996 จากข้อหากบฏ,การก่อจลาจลและการฉ้อราษฎร์บังหลวง

ตอนแรกช็อน ดู-ฮวันถูกตัดสินประหารชีวิต และต่อมาได้ลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนโน แท-อูถูกพิพากษาจำคุก 22 ปี 6 เดือน ต่อมาศาลได้พิพากษาลดโทษให้เหลือ 17 ปี และต่อมาทั้งสองได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี คิม ยองซัม และออกจากคุกในเดือนธันวาคม 1997

นอกจากประธานาธิบดีรุ่นก่อนหน้า อี มย็องบักแล้ว ประธานาธิบดีคนต่อจากเขาคือ พัก กึน-ฮเยก็ยังถูกดำเนินคดีเช่นกัน โดยพักถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2017  และต่อมาถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจไปในทางมิชอบ, รับสินบน, ขู่เข็ญผู้อื่นและเปิดเผยความลับของทางรัฐ

พักเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกถอดถอนจากการปฏิบัติหน้าที่โดยรัฐสภาและการรับรองโดยศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ และในวันที่ 6 เมษายน 2018 ศาลแขวงกลางกรุงโซล พิพากษาจำคุกพัก 24 ปี และปรับเป็นเงิน 18,000 หมื่นล้านวอน

ฝรั่งเศสนองเลือด เชือดอีก 2 ศพจากความขัดแย้งทางศาสนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636787

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 17:45 น.ฝรั่งเศสนองเลือด เชือดอีก 2 ศพจากความขัดแย้งทางศาสนาผู้ลงมือคาดว่าเป็นบุคคลเคร่งศาสนาที่สังหารชาวฝรั่งเศส ตาย 2 ราย อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ในช่วงที่ฝรั่งเศสมีการกวาดล้างกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง

เจ้าหน้าที่เผยต่อเอเอฟพีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ว่าพบชายคนหนึ่งถือมีดอยู่ข้างนอกโบสถ์ในเมืองนีซทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ลงมือสังหารชาวฝรั่งเศส 2 คนโดยการเชือดคอ และอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตัวไม่นานหลังจากนั้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าขณะที่ถูกจับกุมตัว ชายผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวตะโกนคำว่า “อัลลอฮุ อักบัร” ซึ่งมีความหมายว่า “อัลลอฮ์ทรงเกรียงไกร” ที่ชาวมุสลิมใช้กล่าวเพื่อแสดงออกถึงความศรัทธาในพระเจ้า

คาดว่าการลงมือดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเขาต้องการลงโทษที่ฝรั่งเศสมีการใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดในบทเรียนหน้าที่พลเมือง

ขณะที่แฌร์รา ดาร์มาแนง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวทางทวิตเตอร์ว่าได้มีการเรียกประชุมเพื่อหารือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสกำลังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนามากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สั่งการให้กวาดล้างมุสลิมหัวรุนแรงในประเทศ หลังเกิดการสังหารครูด้วยการเชือดคอเนื่องจากครูคนดังกล่าวใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดในบทเรียนหน้าที่พลเมือง

คำสั่งกวาดล้างของมาครงทำให้ชาวมุสลิมทั่วโลกไม่พอใจอย่างรุนแรง และทำให้ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกตอบโต้

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมารวมแล้วฝรั่งเศสถูกโจมตีด้วยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 250 คนตั้งแต่ปี 2015

โดยในปี 2018 มือปืนสังหาร 3 คนทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสยิงตำรวจและจับตัวประกันในห้างสรรพสินค้าพร้อมตะโกนคำว่า “อัลลอฮุ อักบัร” เช่นกัน 

ปี 2016 มือปืนขับรถบรรทุกเข้าไปในฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสในเมืองนีซ คร่าชีวิตผู้คน 86 คนและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากการโจมตีที่อ้างว่าเป็นรัฐอิสลาม

นอกจากนี้ในปี 2015 ปารีสถูกโจมตีด้วยปืนและระเบิดหลายครั้งในสถานบันเทิงรอบเมือง ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 130 คน และบาดเจ็บ 368 คน 

ทำไมเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐถึงซับซ้อนจนน่าปวดหัว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636695

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 15:40 น.ทำไมเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐถึงซับซ้อนจนน่าปวดหัว?ทำความเข้าใจวิธีการเลือกตั้งสหรัฐ เราจะมาสรุปขั้นตอนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐให้เข้าใจกัน

1. ด้วยความที่ประเทศสหรัฐประกอบด้วยหลากหลายรัฐ และแต่ละรัฐมีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงป้องกันปัญหา “เผด็จการเสียงข้างมาก” โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเพื่อเลือก “คณะผู้เลือกตั้ง” ในแต่ละรัฐ และคณะผู้เลือกตั้งจะเข้าไปเลือกประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง

2. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจึงเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Popular Vote และ Electoral College ดังนั้นจึงไม่ใช่การเลือกตั้งทางตรงและมีความซับซ้อนอย่างมากจนคนอเมริกันโต้เถียงกันมานานให้แก้ไขระบบ

3. Popular Vote คือคะแนนเสียงดิบของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงคะแนนโดยนับ 1  คน 1 เสียง หากเป็นประเทศอื่นๆ ก็จะวัดกันที่คะแนนดิบนี้ว่าใครจะได้คะแนนมากกว่ากัน แต่ที่สหรัฐไม่ได้นับด้วยวิธีนี้

4. ที่สหรัฐจะนับกันที่ Electoral College ซึ่งคือคณะผู้เลือกตั้งที่เสนอตัวว่าจะไปเลือกคนใดเป็นประธานาธิบดีหรือพรรคใดเข้าไปนั่งในสภา  คณะผู้เลือกตั้งจะสัญญาเป็นมั่นหมาะว่าจะเข้าไปเลือกใคร เช่น กลุ่มนี้บอกว่าจะเลือกพรรคเดโมแครต/ไบเดน ก็ต้องเลือกตามที่สัญญาไว้ จะไม่มีการเปลี่ยนจุดยืนเด็ดขาด

5. โดยในแต่ละมลรัฐจะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียที่มีประชากรมากที่สุดมีคณะเลือกตั้ง 55 คน ส่วนรัฐเดลาแวร์มีประชากรน้อยที่สุด มีคณะเลือกตั้งแค่ 3 คน รวมแล้วมีคณะเลือกตั้งทั่วประเทศ 538  โดยผู้ที่จะชนะเลือกตั้งได้จะต้องมีคะแนนของคณะเลือกตั้งเกิน 270 เสียง

6. แม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ลงคะแนน Popular Vote แต่ตัวแปรที่จะตัดสินผลแพ้ชนะนั้นมาจากคณะผู้เลือกตั้งหรือ Electoral College ดังนั้นแม้ว่าผู้สมัครคนหนึ่งๆ จะได้คะแนนดิบมากกว่า แต่หากคะแนนคณะผู้เลือกตั้งน้อยก็ถือเป็นผู้แพ้

7. และการเลือกตั้งของสหรัฐยังใช้ระบบ Winner-Takes-All (คนชนะได้เสียงไปทั้งหมด) หมายถึงพรรคใดก็ตามที่ชนะ Popular Vote ในรัฐใดรัฐหนึ่ง จะได้คะแนนเสียงทั้งหมดใน Electoral College ของรัฐนั้น โดยไม่มีการแบ่งคะแนนกับคู่แข่งแม้ว่าคะแนน Popular Vote จะสูสีกันแค่ไหนก็ตาม (เว้นแค่ 2 รัฐที่ไม่ได้ใช้ระบบนี้) 

8. ดังนั้นหากแพ้คะแนน Popular Vote ไปเพียงคะแนนเดียวก็ทำให้เสียคะแนนจาก Electoral College ไปได้หลายสิบคะแนนเสียง ทำให้พรรคการเมืองต้องพยายามเร่งหาเสียงในรัฐที่มีคณะผู้เลือกตั้งจำนวนมาก

9. ยกตัวอย่างกรณีโดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คลินตัน ได้คะแนน Popular Vote ไป 65 ล้านเสียง ซึ่งมากกว่าทรัมป์ถึง 2.9 ล้านเสียง แต่ทรัมป์ได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 304 เสียง ขณะที่คลินตันได้ไป 227 เสียง จึงทำให้ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ

10. นอกจากนี้ยังเคยเกิดกรณีเช่นนี้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2000 เมื่อ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช มีคะแนน Popular Vote น้อยกว่า อัล กอร์ แต่กลับชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากได้รับเสียงส่วนใหญ่ในรัฐฟลอริดาซึ่งมีคณะผู้เลือกตั้งจำนวนมาก ส่งผลให้จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้เสียงส่วนมากจาก Electoral College 270 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง

11. ด้วยเหตุนี้ทำให้เป็นข้อกังขาว่าประธานาธิบดีไม่ได้มาจากคะแนนเสียงส่วนมากของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริง และมีเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบเลือกตั้งแบบ Electoral College แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

12. ดังนั้นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจึงยังต้องทุ่มเทให้กับรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากกันต่อไป รัฐพวกนี้จึงมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เช่น แคลิฟอร์เนีย, เท็กซัส, ฟลอริดา, นิวยอร์ค, และเพนซิลเวเนีย เป็นต้น เพราะหากแพ้ก็จะหมายความว่าเสียคะแนนเสียงไปท้งหมด แต่รัฐพวกนี้คาดเดาได้ง่ายว่าจะเลือกใคร

13. สมรภูมิที่พวกเขาจะต้องไปช่วงชิง คือรัฐที่เรียกว่า Swing State หมายถึงรัฐที่ไม่สามารถคาดเดาทิศทางของผลการเลือกตั้งได้ โดยอาจมีคะแนนสูสีกันระหว่างสองพรรคการเมือง เช่น แอริโซนา, นอร์ทแคโรไลนา, ฟลอริดา, เพนซิลเวเนีย, มิชิแกน, นิวแฮมป์เชียร์ และวิสคอนซิน เป็นต้น หากคู่แข่งได้คะแนนในรัฐใหญ่ได้ไปเท่าๆ กัน พวกเขาจะต้องมาลุ้นกันในรัฐ Swing State เหล่านี้ 

Photos by JIM WATSON and SAUL LOEB / AFP

บริษัทค้าปลีกระดับโลกร่วมแบนกะทิไทยเชื่อใช้ลิงเก็บมะพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636745

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 13:00 น.บริษัทค้าปลีกระดับโลกร่วมแบนกะทิไทยเชื่อใช้ลิงเก็บมะพร้าวองค์กรพิทักษ์สัตว์กระตุ้นค้าปลีกแบนกะทิไทย ด้านไทยยืนยันไม่มีการใช้ลิง

บริษัทคอสโก้ (Costco) บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลกยืนยันจะไม่มีการวางขายผลิตภัณฑ์น้ำกะทิจากประเทศไทยอีกต่อไป หลังจากที่องค์กรพิทักษ์สัตว์ (PETA) มีการกล่าวหาว่าประเทศไทยใช้แรงงานลิงในการเก็บมะพร้าว

เคน คิมเบิล รองประธานและผู้จัดการสินค้าทั่วไปด้านอาหารและของให้บริษัทคอสโก้ รายงานเมื่อวันที่ 29 กันยายนว่า “เราได้ยุติการจัดซื้อกะทิไทยยี่ห้อหนึ่งแล้ว โดยจะตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบายเก็บเกี่ยวต่อไป และหากเราแน่ใจจะกลับไปซื้ออีกครั้ง”

ทางบริษัทคอสโก้ได้มีการแจ้งอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุนให้ใช้แรงงานลิง โดยการเก็บเกี่ยวทั้งหมดต้องทำด้วยแรงงานคน

ขณะที่บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าวกล่าวว่า มีการตรวจสอบการเก็บเกี่ยวมะพร้าวโดยได้สุ่มตรวจสวน 64 แห่งจาก 817 แห่งพบว่า “ไม่มีการใช้ลิงในการเก็บมะพร้าว” ขอให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตกะทิของโลกไม่ได้ใช้แรงงานลิงในการเก็บมะพร้าว

โดยก่อนหน้านี้มีหลายบริษัท อาทิ วอลล์กรีนส์, ฟู้ดไลอ้อน, ไจเอนท์ฟู้ด และสต็อปแอนด์ช็อป ระงับการขายกะทิยี่ห้อต่างๆ แล้ว

ด้านอินกริด นิวเคิร์ก ประธานองค์กรพิทักษ์สัตว์กล่าวว่า “ไม่มีผู้บริโภคคนใดต้องการให้ลิงถูกล่ามโซ่และปฏิบัติราวกับเป็นเครื่องเก็บมะพร้าว โดยบริษัทคอสโก้ทำถูกต้องในการปฏิเสธการแสวงหาประโยชน์จากสัตว์ และทางองค์กรเรียกร้องให้บริษัทที่ยังไม่ปฏิบัติตาม เช่น บริษัทโครเกอร์ รีบดำเนินการ”

ขณะที่โครเกอร์กล่าวว่า ทางบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม เราได้ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อยืนยันอีกครั้งว่าพวกเขากำลังปกป้องสวัสดิภาพสัตว์

ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์ได้ผลักดันให้ร้านค้ายุติการขายกะทิที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ลิงในการเก็บเกี่ยว โดยทางองค์กรเคยตรวจสอบพบว่าลิงถูกใช้แรงงานในการเก็บมะพร้าวประมาณ 400 ลูกต่อวันขณะถูกล่ามโซ่ จากนั้นจะถูกขังไว้ในกรง

ล็อกดาวน์รอบสองทำหุ้นตกทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636740

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 11:35 น.ล็อกดาวน์รอบสองทำหุ้นตกทั่วโลกสถานการณ์ตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลกหลังประกาศล็อกดาวน์รอบสอง

เอเอฟพีรายงาน สถานการณ์ตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลกหลังโรคโควิด-19 ในยุโรประบาดหนัก ส่งผลให้หลายประเทศต้องออกมาตรการป้องกันรวมถึงการล็อกดาวน์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสตัดสินใจปิดประเทศเป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุโรป ส่งผลให้รัฐบาลทั่วทั้งทวีปต้องกำหนดมาตรการป้องกัน

การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปร่วงหนัก โดยในแฟรงค์เฟิร์ตดิ่งลงมากกว่า 4% และปารีสมากกว่า 3% รวมถึงดัชนีหลักทั้งสามในวอลสตรีทร่วงลงมากกว่า 3% นอกจากนี้ตลาดหุ้นฮ่องกง, ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ลดลงกว่า 1% ด้านจีน, ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ลดลงราว 0.7% รวมถึงตลาดหุ้นนิวซีแลนด์ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

เคอร์รี เคร็ก จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เจพี มอร์เกน กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของตลาดกำลังเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในการเลือกตั้งของสหรัฐรวมถึงความกังวลทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในยุโรป โดยมาตรการในการควบคุมไวรัสอาจขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวมีแนวโน้มที่มั่นคง และการหดตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรปจพรุนแรงน้อยกว่าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ลอรี ไฮน์เนล จากบริษัทที่ปรึกษาการจัดการสินทรัพย์สเตทสตรีท เสริมว่า ตลาดหุ้นไม่น่าจะกลับสู่ระดับต่ำสุดอย่างในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยได้รับดารสนับสนุนจากธนาคารกลางและคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด

ขณะนี้นักลงทุนต่างจับตาดูข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาสที่สามซึ่งจะเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ชี้ว่ากรณีนี้ได้รับเงินช่วยเหลือมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐซึ่งตอนนี้หมดลงแล้ว

ฝรั่งเศสสั่งล็อคดาวน์อีกครั้ง โรงพยาบาลแบกรับไม่ไหว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636722

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 09:59 น.ฝรั่งเศสสั่งล็อคดาวน์อีกครั้ง โรงพยาบาลแบกรับไม่ไหวฝรั่งเศสและเยอรมนีกลายเป็นประเทศใหญ่ในยุโรปรายล่าสุดที่สั่งล็อคดาวน์รอบที่สอง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันพุธ ได้สั่งล็อคดาวน์เพื่อสกัดกั้นโคโรนาไวรัสรอบใหม่ไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคมเป็นอย่างน้อยโดยหวังว่าจะสามารถควบคุมการระบาดได้เนื่องจากตอนนี้โรงพยาบาลเกือลจะแบกรับผู้ป่วยไม่ไหวแล้วในไม่กี่วันข้างหน้านี้

การล้อคดาวน์เริ่มตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี บาร์ ร้านอาหาร และธุรกิจที่ไม่จำเป็นจะถูกบังคับให้ปิด และผู้คนที่ต้องการออกจากบ้านจะต้องมีอกสารยืนยันความจำเป็น โดยมาครงบอกประชาชนว่า “อยู่บ้านให้มากที่สุดและเคารพกฎ” 

“ไวรัสกำลังแพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศสด้วยความเร็วที่แม้แต่คนที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุดก็ไม่อาจคาดเดาได้” มาครงกล่าวทางการถ่ายทอดสดโทรทัศน์

เขายอมรับว่าเคอร์ฟิวสำหรับปารีสและเมืองใหญ่อื่นๆ ที่บังคับใช้เมื่อสองสัปดาห์ก่อนล้มเหลวในการหยุดยั้งการระบาดระลอกสองที่ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตในฝรั่งเศสเกือบ 35,000 ราย

“เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในยุโรปเราถูกคลื่นลูกที่สองถล่มอย่างท่วมท้นซึ่งอาจจะยากลำบากและร้ายแรงกว่าครั้งแรก” มาครงกล่าว “ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย … ภายในสองสามเดือนเราจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 400,000 คน” 

ตอนนี้มีผู้ป่วยหนักกว่า 3,000 คนทำให้โรงพยาบาลมีเตียงไม่พอและต้องแย่งเตียงกันและมาครงกล่าวว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามผู้ป่วยเกือบ 9,000 คนจะต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยหนักภายในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้”

หน่วยงานด้านสาธารณสุข Sante Publique France ผ่านมารายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากไวรัสรายใหม่ 244 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาและมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 36,000 ครั้ง

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งการระบาดหลายแห่งตั้งแต่เดือนกันยายนจะให้เรียนในชั้นเรียนออนไลน์เท่านั้น แต่นักเรียนที่อยู่ในระดับมัธยมปลายจะยังคงไปโรงเรียนได้

โรงงานและฟาร์มจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้และบริการสาธารณะบางอย่างจะให้บริการต่อไป เพื่อจำกัดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะมาจากการปิดประเทศโดยสิ้นเชิง ส่วนนักกีฬาอาชีพจะได้รับอนุญาตให้ฝึกซ้อมและแข่งขันต่อไป

“เศรษฐกิจต้องไม่หยุดนิ่งหรือล่มสลาย”มาครงกล่าว และเขาสัญญาว่าจะผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ โดยยอมรับว่าหลายคนหวังว่าจะยังคงเปิดให้บริการก่อนเทศกาลวันหยุดที่สำคัญซึ่งดูเหมือนในตอนนี้อาจจะเป็นไปได้ยาก

“หากในสองสัปดาห์เรามีสถานการณ์ภายใต้การควบคุมที่ดีขึ้นเราจะสามารถประเมินสิ่งต่างๆ อีกครั้ง และหวังว่าจะเปิดธุรกิจบางอย่างโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดคริสต์มาส” เขากล่าว “ผมหวังว่าเราจะสามารถฉลองคริสต์มาสและปีใหม่กับครอบครัวได้”

Photo by Ludovic MARIN / AFP

เยอรมนีสั่งล็อคดาวน์อีกรอบโควิดระบาดหนักอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636720

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 09:46 น.เยอรมนีสั่งล็อคดาวน์อีกรอบโควิดระบาดหนักอีกสถานการณ์ที่ยุโรปน่าวิตกอีกครั้ง เมื่อการระบาดโผล่ขึ้นมาอีกท่ามกลางกระแสต่อต้านการล็อคดาวน์

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลเยอรมนีสั่งล็อคดาวน์ใหม่ในส่วนของกิจกรรมสันทนาการและการพักผ่อน ตลอดจนสั่งปิดร้านอาหาและเครื่องดื่มเพื่อหยุดยั้งการระบาดอีกครั้งของโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ข้อจำกัดที่เข้มงวดซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน โดยจะจำกัดจำนวนคนที่รวมตัวกันได้สูงสุด 10 คนจากสองครัวเรือน

รัฐบาลขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งหมดโดยที่พักค้างคืนจะเปิดให้เฉพาะสำหรับผู้ที่มี “จุดประสงค์ที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว” นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลกล่าวภายหลังการเจรจากับผู้นำระดับภูมิภาคของ 16 รัฐของเยอรมนี

ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์จะปิดให้บริการพร้อมกับโรงละครและโรงภาพยนตร์

สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาอื่นๆ จะปิดให้บริการและสั่งให้การแข่งกีฬาอาชีพแข่งกันโดยไม่มีผู้ชมในสนาม

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเยอรมันกล่าวว่าโรงเรียนและร้านค้าต่างๆ จะได้รับอนุญาตให้เปิดอยู่

เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจเยอรมนีจะเสนอเงินช่วยเหลือมากถึง 10,000 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล่าสุด

แมร์เคิลยอมรับว่ามาตรการนี้ “เข้มงวด” และ “ลำบาก” แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการติดเชื้อรายใหม่ในปัจจุบันน่าวิตกและระบบสาธารณสุขอาจจะแบกรับไม่ไหว”

จำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นสองเท่าจากสัปดาห์ก่อนหน้าในขณะที่จำนวนผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมา

ทำไมพลังของคนรุ่นใหม่จึงไปไม่ถึงฝัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636699

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 21:05 น.ทำไมพลังของคนรุ่นใหม่จึงไปไม่ถึงฝันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีพลัง แต่เพราะพลังที่ล้นปรี่จึงทำให้มองไม่เห็นกับดักที่รออยู่ข้างหน้า แถมกับดักนั้นพวกเขายังเป็นคนวางไว้เองด้วย

เมื่อพูดถึงพลังของคนรุ่นใหม่ เราไม่ได้พูดถึงแค่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เรายังมีพลังคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวหลายๆ ด้าน ในด้านที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้คือการนัดหยุดเรียนเพื่อกดดันให้ผู้ใหญ่แก้ปัญหาโลกร้อน หรือขบวนการ School strike for climate ซึ่งมีแกนนำคนสำคัญคือเกรต้า ธูนแบร์ เด็กหญิง (ที่ตอนนี้เป็นสาวรุ่น) ชาวสวีเดน

ขบวนการเด็กนัดหยุดเรียนมีผู้เข้าร่วมแสดงพลังถึง 1.4 – 4 ล้านคนในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ในบางช่วงมีการนัดหยุดเรียนรวมกันถึง 4,500 ครั้ง ดูจากตัวเลขแล้วมันเป็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังมาก และหากผู้ใหญ่ไม่ขยับตามข้อเรียกร้องเห็นทีคงจะอยู่ลำบาก

แต่ปรากฎว่ารัฐบาลต่างๆ ก็ไม่ได้ขยับทำอะไรมากนักเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อน การประชุมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ถูกเลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกรต้า ธูนแบร์ ต้องเดินทางย้ายจุดหมายปลายทางหลายครั้ง หากเป็นคนทั่วไปคนเหนื่อยและท้อไปนานแล้ว

ยังไม่นับการระบาดของโควิด-19 ที่บั่นทอนความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องทิ้งความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนเอาไว้ก่อน แล้วหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรม (ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล) เพื่อปากท้องของประชาชน

เกรต้า ธูนแบร์จึงบอกว่ากระแสการประท้วงนัดหยุดเรียนทั่วโลกในปีที่ผ่านมา “ไม่ได้บรรลุอะไรเลย” เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุผลก็อย่างที่กล่าวไป

เราจะเห็นว่าแม้พลังเยาวชนจะมากมายมหาศาลแค่ไหน แต่มันเป็นเพียงปริมาณ แต่ขาด “คุณสมบัติ” คุณสมบัติในที่นี้ก็คือพลังทางการเมืองที่จะบีบให้รัฐบาลยอมทำตาม บีบให้ภาคธุรกิจต้องยอมสยบ การแสดงพลังจึงเป็นเพียงแค่ “การแสดง” แต่ “ไร้พลัง”

พลังเด็กมีแต่ใจ แต่ไม่มีอำนาจ

ไม่ใช่แค่นั้น พลังเด็กยังถูกผู้ใหญ่ต่อต้านและต่อว่าอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น เกรต้า ธูรแบร์ถูกประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน “สั่งสอน” ว่า “ไม่มีใครอธิบายให้เกรตาเข้าใจว่าโลกสมัยใหม่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันและ … ผู้คนในแอฟริกาหรือในหลายประเทศในเอเชียต้องการอยู่ในระดับความมั่งคั่งเช่นเดียวกับในสวีเดน”

คำพูดของปูตินหมายความว่าเกรต้าอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วที่ทันสมัยและค่อนข้างมีอันจะกิน ดังนั้นจึงมีต้นทุนมากที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนได้โดยไม่กระทบกับปากท้อง ตรงกันข้ามกับคนในแอฟริกาและเอเชียที่ยังยากจนมากหากรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม ก็จะกระทบต่อปากท้องประชาชนแน่นอน

สิ่งที่ปูตินบอกว่า “โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อน”ความซับซ้อนนี้เกิดขึ้นจากความยุ่งยากทางการเมืองและผลประโยชน์ที่พัวพันกันทุกชนชั้นและฐานะทางสังคม

ถ้าขนาดการแก้ปัญหาโลกร้อนยังหาข้อสรุปไม่ได้เพราะความซับซ้อนทางการเมือง แล้วปัญหาการเมืองจะซับซ้อนเกินที่จะแก้ขนาดไหน?

การไม่เข้าใจความซับซ้อนทางการเมืองเป็นสาเหตุให้ “พลังบริสุทธิ์” ของคนรุ่นใหม่ต้องแปดเปื้อนหรือล่มสลายลง

ตัวอย่างเช่นกรณีของเกรต้า ธูนแบร์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ เธอรีทวีตโพสต์ของโจชัว หว่อง แกนนำเรียกร้องทางการเมืองในฮ่องกง เธอยังเขียนแคปชั่นว่า “ฉันขอเคียงข้างประชาชนชาวฮ่องกง”

แม้จะมีคนสนับสนุนและยินดีกับรีทวีตนี้ แต่ก็ปรากฎว่าเธอถูกวิจารณ์และ “สั่งสอน” จากผู้ต่อต้านการประท้วงฮ่องกงอย่างหนัก บางคนบอกว่าให้เธอสนใจกับปัญหาโลกร้อนเหมือนเดิมจะดีกว่า แต่หลังจากนั้นเกรต้าก็ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้ประท้วงที๋ฮ่องกงอีกในเดือนตุลาคม

การแสดงจุดยืนสนับสนุนการเมืองของเกรต้าเป็นสิทธิพื้นฐานของมุนษย์ทุกคน แต่เธอไม่ได้ตระหนักว่าการแสดงจุดยืนทางการเมืองอาจทำให้สิ่งที่เธอต่อสู้มาตลอดต้องสูญเปล่า

ปัญหาโลกร้อนแก้ไขไม่สำเร็จเพราะการนัดหยุดเรียนประท้วง แต่เกิดขึ้นจากอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาล การที่เธอแสดงจุดยืน “ปรปักษ์” กับรัฐบาลจีน อาจจะทำให้เธอหมดโอกาสที่จะไปเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในจีน

ถามว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไร? สำคัญตรงที่จีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก (อันดับที่สองคือสหรัฐ) หลังจากที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่นานาประเทศจะร่วมกันแสดงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ จีนก็ขันอาสาขอมาเป็นผู้นำในโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน และที่ผ่านมาจีนแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

แทนที่เธอจะใช้จีนมาเป็นตัวอย่างที่ดี หรือแทนที่จะใช้ความตั้งใจของจีนมากดดันสหรัฐ หรือใช้ตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ที่เย้ยหยันเธอ เธอกลับแสดงตัวเป็นศัตรูกับจีนในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นศัตรู นี่คือความ “ไร้เดียงสาทางการเมือง” อย่างหนึ่งที่บั่นทอนความฝันของตัวเธอเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกรต้าคือปัญหาของการไม่โฟกัสที่เป้าหมายเดียว แต่กวาดทุกเป้าหมายที่คนรุ่นใหม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงแบบปัจจุบันทันด่วน ในขณะที่โลกร้อนก็ต้องการเจตนารมณ์ทางการเมือง เธอกลับปิดทางนั้นไปเสีย แล้วดันมาแสดงจุดยืนทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตยฮ่องกง ซึ่งนอกจากจะไม่เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนต้องล่าช้าออกไปอีก

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่แยแสจุดยืนของเกรต้า แต่มันทำให้เธอถูกตำหนิจากผู้คนมากมายและทำให้เธอต้องเสียแนวร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนไปเปล่าๆ เพราะเห็นว่าเธอไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหาสากลแต่สนใจปัญหาภายในของประเทศอื่น

นี่คือตัวอย่างของความล้มเหลวของขบวนการที่เกิดจากการผลักแนวร่วมออกไปโดยไม่จำเป็นและมีเป้าหมายที่ “มั่วไปหมวด”

อีกตัวอย่างก็คือฮ่องกง การประท้วงในฮ่องกงสิ่งเริ่มต้นจากการประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ต่อมาข้อเรียกร้องเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ กลายเป็นห้าข้อที่เรียกว่า Five Demands ซึ่งมีข้อเดียวที่เกี่ยวกับกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนั้นไปเกี่ยวกับสถานะการประท้วง เกี่ยวกับการปราบผู้ประท้วง และเกี่ยวกับการขอให้ผู้บริหารฮ่องกงลาออก

จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องเริ่ม “ออกทะเล” ไปเรื่อยๆ แต่ข้อที่ห้านั้นออกนอกโลกไปไกลจนชัดเจนว่าจีนไม่มีทางยอมได้ นั่นคือขอให้แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารฮ่องกงลาออกและให้สิทธิประชาชนออกเสียงเลือกตั้งผู้บริหารฮ่องกงและสมาชิกสภานิติบัญญัติ

ข้อนี้ถือว่า “ก้าวล่วง” อำนาจการปกครองของจีนอย่างมาก มากจนนอกจากจะทำไม่ได้แล้วยังเสี่ยงที่จีนจะตอบโต้อย่างรุนแรง เพราะอำนาจการแต่งตั้งผู้บริหารฮ่องกงคืออำนาจของรัฐบาลจีนและการให้ชาวฮ่องกงเลือกผู้นำเองเป็นการสั่นคลอนอธิปไตยของจีนที่เป็นรัฐเดี่ยวบริหารจากส่วนกลางที่ปักกิ่ง เป็นการทำให้ฮ่องกงกลายสภาพจากเขตปกครองพิเศษเป็น “รัฐปกครองตนเอง” ที่เป็นอิสระจากรัฐบาลที่ปักกิ่ง

มันคือข้อเรียกร้องที่ทำลายรากฐานของประเทศจีนกันเห็นๆ 

ปัญหาก็คือผู้ประท้วงฮ่องกงไม่ยอมให้ลดราวาศอกเด็ดขาด ทุกห้าข้อของ Five Demands ต้องได้รับการตอบสนอง ดังนั้น การประท้วงจึงนำไปสู่ทางตันในที่สุด

เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงทางตัน การเจรจาไม่อาจทำได้อีก วิธีการผ่าทางตันที่เหลืออยู่ก็คือการวัดกันว่าใครมีอำนาจที่แท้จริงมากกว่ากัน

ผลปรากฎว่าไม่ใช่ผู้ประท้วง ไม่ใช่ฝ่ายบริหารฮ่องกง แต่เป็น “รัฐบาลจีน” ที่เป็นฝ่ายที่มีอำนาจที่แท้จริง ด้วยการออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติแบบสายฟ้าแล็บ ด้วยมาตราเอาผิดที่ครอบคลุมและเกือบจะเข้าข่ายตีความตามอำเภอใจได้และเท่ากับ “ปิดประตูตีแมว” เพราะจีนไม่สนอีกต่อไปว่านานาประเทศจะตอบโต้อย่างไร

นับตั้งแต่แกนนำและผู้ประท้วงก็ถูกจับกุมเป็นว่าเล่น การชุมนุมก็เริ่มมอดลงเพราะถูกตีกระหน่ำด้วยไม้เดียวเข้าที่กล่องดวงใจ นั่นคือการทำให้ม็อบหวาดกลัวว่าเมื่อไรตัวเองจะถูกเล่นงาน จากเดิมที่ตำรวจไม่กล้าลงมือเต็มที่เพราะถูกประชาคมโลกจับตา

การประท้วงในฮ่องกงแม้จะมีบ้างประปราย แต่มันไม่อาจทรงพลังเท่าเดิมอีก เพราะการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามจะถูกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเล่นงานอย่างไร้ความปราณี

ประเด็นก็คือถ้าผู้ประท้วงยังยึดมั่นกับการต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน พวกเขาก็มีโอกาสที่จะขับเคลื่อนประเด็นอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ ได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วรัฐบาลยอมถอยด้วยการระงับร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ผู้ประท้วงเองที่ “ได้คืบจะเอาศอก” โดยไม่ดูว่าตัวเองพาตัวเองไปจนมุม

การต่อสู้ที่ผลักแนวร่วมออกไปโดยไม่จำเป็น การเคลื่อนไหวที่หวังสูงเกินกำลัง มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวไปสู่จุดจบเช่นไร

แน่นอนว่า สำหรับผู้มีหัวใจนักสู้ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหนพวกเขาก็ยังต้องสู้ แต่การมีหัวใจสู้อย่างเดียวยังไม่พอ พวกเขาต้องรู้จังหวะที่เหมาะสมของทุกๆ ความเคลื่อนไหวด้วย

เพราะหาไม่แล้วก็จะเหมือนที่เกรต้า ธูนแบร์บอกไว้ก็คือสุดท้ายแล้วพวกเขาจะ “ไม่ได้บรรลุอะไรเลย”

บทความโดยกรกิจ ดิษฐาน

Photo by Isaac LAWRENCE / AFP

ฝรั่งเศสระแวง! แจ้งเตือนระเบิดปารีส ขณะชาวมุสลิมยังโกรธหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636685

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 19:00 น.ฝรั่งเศสระแวง! แจ้งเตือนระเบิดปารีส ขณะชาวมุสลิมยังโกรธหนักปารีสตื่นตระหนก แจ้งเตือนระเบิดหลังพบกระเป๋าปริศนาท่ามกลางความโกรธแค้นของชาวมุสลิม

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม มีการแจ้งเตือนระเบิดในพื้นที่บริเวณประตูชัยฝรั่งเศสและหอไอเฟลซึ่งอยู่ใจกลางกรุงปารีส ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวรวมถึงสถานีรถไฟโดยรอบ

เช่นเดียวกับบริเวณสวนสาธารณะช็องเดอมาร์สใกล้กับหอไอเฟลก็มีการแจ้งอพยพในช่วงสั้นๆ เนื่องจากมีการพบกระเป๋าที่เต็มไปด้วยกระสุนหลายชนิด

ทั้งนี้ ภายหลังพื้นที่ดังกล่าวกลับมาเปิดอีกครั้งรวมถึงการจราจรกลับสู่สภาวะปกติในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาฝรั่งเศสมีการแจ้งเตือนระเบิดผิดพลาดหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่สถานีรถไฟลียงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และที่หอไอเฟลเมื่อเดือนที่แล้ว

ขณะนี้ฝรั่งเศสกำลังตื่นตัวและหวาดระแวงอย่างมากหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ชาวมุสลิมไม่พอใจเกี่ยวกับการใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดประกอบการเรียนการสอนในฝรั่งเศส

นอกจากนี้ยังได้มีการเตือนพลเมืองฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในประเทศมุสลิมหลายประเทศให้ระวังตัวท่ามกลางความโกรธแค้นของชาวมุสลิม

โดยชาวมุสลิมในหลายประเทศกำลังประท้วงต่อต้านฝรั่งเศส อาทิ ชาวบังกลาเทศราว 10,000 คนรวมตัวกันเพื่อประท้วงประธานาธิบดีฝรั่งเศสพร้อมถือป้ายว่า “มุสลิมทั่วโลกสามัคคิกัน” และ “คว่ำบาตรฝรั่งเศส” 

ในโซมาเลียมีการออกมาชุมนุมประท้วงร้องเพลงคำขวัญต่อต้านฝรั่งเศส ถือป้ายประท้วง รวมถึงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการทำลายธงชาติฝรั่งเศส

รวมถึงในอิสราเอลมีการติดป้ายต่อต้านประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เมืองเยรูซาเลม และในอินเดียมีผู้คนออกรวมตัวกันถือป้ายประท้วงในมุมไบ