COVID-19 ปูทางวิถีการกินอาหารแบบใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633610

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 14:30 น.COVID-19 ปูทางวิถีการกินอาหารแบบใหม่สถานการณ์ COVID-19 ทำให้การบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ปี ผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินช่วงโรคระบาด องค์กรพัฒนาเอกชนนานาชาติ ย้ำผู้บริโภคเลือกอาหารที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพกว่าเดิม

รายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยการบริโภคเนื้อสัตว์ต่อจำนวนประชากร คาดการณ์ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ปี ด้วยสถิติลดลงกว่า 3% จากปี 2019 เผยให้เห็นปริมาณการบริโภคที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ปี 2000 พร้อมย้ำว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วง COVID-19 ส่งผลกระทบสู่ปัญหาการขนส่งติดขัด เช่น ข้อจำกัดด้านการคมนาคม รวมถึงความต้องการของร้านอาหารที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการของเนื้อสัตว์ทั่วโลกลดลง นอกจากนี้ หัวใจสำคัญอีกข้อได้แก่ การขาดแรงงานเพื่อการบรรจุเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกิดการระบาดไวรัสร้ายแรงมากที่สุดในหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งกรณีโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในภูมิภาคเอเชียก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความต้องการเนื้อสัตว์ลดลงด้วย ส่งผลให้สุกรกว่าหนึ่งในสี่ทั่วโลกต้องตายหรือถูกเชือดจากการติดโรค

ในประเทศไทย ความต้องการผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลดลงตามกระแสโลก โดยรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่าการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการเนื้อไก่ เนื้อหมู นมพร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์ประมงในประเทศลดลง สืบเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป ซึ่งส่งผลกระทบถึงการปิดโรงแรม และธุรกิจการบริการอื่นๆ รวมถึงการกำหนดมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคม

ทว่า แม้ก่อนเกิดโรคระบาด สถาบัน Rabobank ได้ทำการคาดการณ์ว่า ความต้องการโปรตีนจากสัตว์และอาหารสัตว์จะลดลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเทรนด์การบริโภคใหม่ ๆ โดยการคาดการณ์ของสถาบันระบุว่า การบริโภคเนื้อวัวจะได้รับผลกระทบ ลดลง 9-13% เนื้อหมูจะลดลง 4-17% และปลาจะลดลง 6-11% ส่วนความต้องการของสัตว์ปีกในประเทศไทยจะลดลงถึง 1%-4%

ปูทางให้กับวิถีการกินอาหารแบบใหม่

เมื่อการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ความต้องการของผลิตภัณฑ์จากพืชกลับสูงขึ้นกว่า 53% ดังนั้น เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคที่สนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสู่อาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสัตว์ร่วมโลก องค์กรพัฒนาเอกชน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล จึงนำเสนอโครงการทดลองอาหารวีแกนฟรี ชื่อ “โครงการท้าลอง 22 วัน” ซึ่งเชิญชวนผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อมาลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแบบใหม่เป็นเวลา 21 วัน โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสูตรอาหาร ความช่วยเหลือด้านสารอาหาร รวมถึงเคล็ดลับในการกินอาหารจากพืชจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

นายธีรธร กล่อมเกลา ผู้จัดการโครงการท้าลอง 22 วัน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล กล่าวว่า “นอกจากเหตุผลทางด้านการขนส่งแล้ว เหตุการณ์การแพร่ระบาดยังส่งผลให้ผู้คนหันมาพิจารณาพฤติกรรมการกินอาหารของตนเองมากขึ้น จากรายงานขององค์กรสหประชาชาติ ชี้ให้เห็นว่า การแพร่ระบาดใหม่ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกับการแพร่ระบาดในปัจจุบัน หรืออาจร้ายแรงยิ่งกว่า อาจเกิดขึ้นอีกได้ หากเราไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการบริโภคอาหาร” 

แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าการแพร่เชื้อเกิดขึ้นจากสัตว์ป่าแพร่มาสู่คน ซึ่งในแง่ของความเสี่ยงที่อาจเกิดการระบาดครั้งใหม่นี้ สัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้ในฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

จากรายงานขององค์กรสหประชาชาติ พบว่า 75% ของเชื้อโรคที่พบในทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ รวมไปถึงเขื่อน การชลประทาน และฟาร์มปศุสัตว์ มีความเชื่อโยงกับการติดเชื้อในมนุษย์ถึง 25% องค์กรสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อไวรัสและการบริโภคเนื้อสัตว์ ตามที่โครงการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เผยว่า สัตว์จำพวกวัว หมู และไก่ เป็นปัจจัยของการแพร่กระจายเชื้อโรค เพราะสัตว์จำพวกนี้ มักถูกเลี้ยงในสภาพที่ “ไม่เหมาะสม” เพื่อให้ผลผลิตที่สูงกว่า อีกทั้งยังอยู่ในสถานที่ที่ขาดความหลากหลายทางสายพันธุ์ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่ที่มีสัตว์หลากหลายสายพันธุ์อยู่รวมกัน ยิ่งไปกว่านั้น ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะถูกเลี้ยงอยู่ในระบบที่เรียกว่า ฟาร์มเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระบบที่ขังสัตว์หลายพันชีวิตไว้ด้วยกัน และไม่มีโอกาสให้สัตว์ได้รักษาระยะห่างจากกันเลย

ความหนาแน่นของปศุสัตว์ส่งผลกระทบให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางสายพันธุ์ และทำให้สัตว์ รวมถึงโรคจากสัตว์ ใกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งขึ้น องค์ประกอบทั้งหมดนี้เป็นส่วนผลักดันให้เกิดการแพร่เชื้อของไวรัสสายพันธุ์ใหม่และอาจนำไปสู่การแพ่ระบาดในอนาคต

ในขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในโรงฆ่าและชำแหละสัตว์ในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมไปถึงเยอรมัน ส่งผลให้การแพร่เชื้ออย่างกว้างขวางในหมู่คนงานโรงแพ็คเนื้อสัตว์กลายเป็นข่าวใหญ่

“จากข้อมูลข้างต้น ทำให้สรุปได้ว่า สังคมของเราควรจะพึ่งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ให้น้อยที่สุดเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของเราเอง และด้วยความต้องการเนื้อสัตว์ที่ลดลง ตลาดอาหารแพลนต์เบสมีความต้องการสูงขึ้น ดูเหมือนว่าเรากำลังเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ในการบริโภคอาหาร” นายธีรธร กล่าวเสริม

‘หมอมนูญ’ แนะคนเยี่ยม-คนเฝ้าไข้ ‘โรเบิร์ต สายควัน’ ตรวจวัณโรคปอด ระบุโรคนี้ติดต่อได้ง่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/633601

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 13:40 น.‘หมอมนูญ’ แนะคนเยี่ยม-คนเฝ้าไข้ ‘โรเบิร์ต สายควัน’ ตรวจวัณโรคปอด ระบุโรคนี้ติดต่อได้ง่ายนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ โพสต์แนะนำให้ผู้ที่เยี่ยมหรือเฝ้าไข้ “โรเบิร์ต สายควัน” ตรวจหาวัณโรคปอด เผยโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สืบเนื่องจากกรณี นายไพฑูรย์ พุ่มรัตน์ หรือโรเบิร์ต สายควัน ดาวตลกชื่อดัง เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วยเป็นโรควัณโรคปอด เพจ “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจผู้ป่วยหนักและโรคผู้สูงอายุประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์แนะนำให้ผู้ที่เยี่ยมหรือเฝ้าผู้ป่วยวัณโรคปอดหวั่นว่าจะติดเชื้อวัณโรคได้ โดยระบุว่า

…”ข่าวดาวตลกดัง โรเบิร์ต สายควัน ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์ตรวจไม่พบมะเร็งปอดแล้ว แต่พบเชื้อวัณโรคปอดแทน เสียชีวิต ทำให้คนที่ไปเยี่ยมศิลปินตลก วิตกกังวลว่าจะติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ มีข้อมูลผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคแต่ไม่ได้รับการรักษา จะกระจายให้ผู้อื่นอีก 10-15 คนต่อปี

วัณโรคส่วนใหญ่เป็นที่ปอด เชื้อวัณโรคในปอดแพร่กระจายออกมาในอากาศเวลาผู้ป่วยพูด ไอ จาม เชื้อลอยในอากาศ มีชีวิตหลายชั่วโมง การติดเชื้อไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพียงแต่หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อวัณโรคเข้าถุงลม แล้วเชื้อทะลุเข้าหลอดเลือด กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ

วัณโรคติดต่อกันทางการหายใจ ไม่ติดต่อทางการสัมผัส ทางอาหาร ไม่จำเป็นต้องแยกจาน ภาชนะ

การจะรับเชื้อวัณโรคหรือไม่ขึ้นอยู่กับ

1. ผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในระยะแพร่เชื้อหรือไม่ ถ้าพบเชื้อวัณโรคในเสมหะ โอกาสการแพร่เชื้อได้มาก

2. ผู้ป่วยได้รับยารักษาวัณโรคหรือไม่ ถ้าได้กินยารักษาวัณโรคติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ โอกาสการแพร่เชื้อลดลง

3. อยู่ในสถานที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่ดี ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทำให้เชื้อลอยอยู่ในอากาศนานหลายๆชั่วโมง โอกาสการแพร่เชื้อสูง

4. ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ ถ้าใส่โอกาสการแพร่เชื้อลดลงกว่าครึ่ง

5. คนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ ถ้าใส่โอกาสการรับเชื้อลดลง

ถ้าหายใจรับเชื้อวัณโรคเข้าไป คนปกติอย่างมากร้อยละ 5 จะป่วยเป็นโรควัณโรค ซึ่งต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี ที่เหลือจะมีวัณโรคแฝงอยู่ในตัวโดยร่างกายควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบในอวัยวะต่างๆโดยที่เชื้อยังไม่ตาย มีเพียงร้อยละ 5 เชื้อวัณโรคที่เคยสงบนิ่งอยู่ในร่างกาย จะกำเริบป่วยเป็นวัณโรคด้วยอัตราต่ำกว่า 0.3% ต่อปีในภายหลัง การตรวจสอบว่าเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายหรือยัง ตรวจสอบได้โดย

1. การฉีดทูเบอร์คูลินเข้าใต้ผิวหนังและอ่านปฏิกิริยาของทูเบอร์คูลินภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง การแปลผลลำบาก เพราะคนไทยเคยรับวัคซีนบีซีจี ป้องกันวัณโรคตอนแรกเกิด

2. เจาะเลือดตรวจหาวัณโรคแฝง ข้อจำกัดราคาแพง

ทั้ง 2 วิธี ต้องใช้เวลานานถึง 2-3 เดือน กว่าจะให้ผลบวก ไม่ใช่รับเชื้อวันนี้ อีก 1 สัปดาห์ให้ผลบวก 1 ใน 3 ของคนไทยประมาณ 20 ล้านคนมีวัณโรคแฝงอยู่ในตัวโดยไม่มีอาการ และไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ส่วนใหญ่แพทย์จะไม่ทำอะไร ยกเว้น คนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคเอดส์ คนในครอบครัวของผู้ป่วย เด็กเล็ก คนที่มีประวัติอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แพทย์จะให้ยากินป้องกันเพื่อไม่ให้ป่วยเป็นวัณโรคในภายหลัง ก่อนให้ยาป้องกัน ต้องทำเอกซเรย์ปอด และแน่ใจว่าไม่ได้กำลังป่วยเป็นวัณโรค”

ที่มา :  https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1746330355533721&id=604030819763686

กัมพูชายันรื้อตึกของสหรัฐในฐานทัพอ้างเก่าแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634678

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 17:37 น.กัมพูชายันรื้อตึกของสหรัฐในฐานทัพ อ้างเก่าแล้วกัมพูชายืนยันรื้อถอนอาคารด้านการทหารที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐจริง แต่มีเหตุผลให้รื้อ

พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันเมื่อวันอาทิตย์ว่ากัมพูชาได้รื้อถอนอาคารด้านการทหารได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐซึ่งตั้งบนชายฝั่งทางใต้ของประเทศ ท่ามกลางการจับตาขจองประชาคมโลก เพราะอาจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดในการขยายฐานทัพเรือที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยความช่วยเหลือจากจีน

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับร่างข้อตกลงลับที่อนุญาตให้จีนเทียบท่าเรือรบที่ฐานทัพเรือเรียม ใกล้เมืองสีหนุวิลล์ริมชายฝั่งอ่าวไทย

แต่กัมพูชา ซึ่งได้รับเงินลงทุนมหาศาลจากจีนในระยะหลังได้ปฏิเสธรายงานดังกล่าวอย่างหนักหน่วง แต่นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน จะกล่าวว่าจะนำความช่วยเหลือจากจีนมาสนับสนุนการพัฒนาฐานทัพเรือ

ภาพดาวเทียมที่เผยแพร่โดยศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) ของสหรัฐที่เพิ่งเปิดเผยในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่ามีการรื้อถอนอาคารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐในฐานทัพเรือของเรียม คือสำนักงานใหญ่ทางยุทธวิธีของคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความมั่นคงทางทะเลที่เปิดใช้ในปี 2012 จนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับข่าวลือที่จีนจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับท่าเรือแห่งนี้

แต่ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาปฏิเสธข้อกังวลเมื่อวันอาทิตย์

“เราย้ายสถานที่ไปยังจุดใหม่ เราไม่สามารถรักษามันได้อีกต่อไปและอาคารก็เก่าแล้ว” เขาบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีพร้อมยืนยันว่าอาคารดังกล่าวถูกทุบลงเมื่อเดือนที่แล้ว

เตีย บัญ กล่าวว่าที่ตั้งของอาคารใหม่จะ “ดีกว่ามาก” และเสริมว่ากัมพูชาได้ “ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย” จากสหรัฐในการก่อสร้างอาคารที่พังยับเยินในขณะนี้

ส่วนที่ตั้งของอาคารแห่งใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้างตั้งทางเหนือของฐานทัพเรียมประมาณ 30 กิโลเมตร

ฐานทัพเรียมเป็นที่จับตาอย่างมากเพราะมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในอ่าวไทยซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้ได้ ทำให้เกิดความกังวลว่าจีนอาจจะเข้ามาใช้ฐานทัพเรียม

Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

แคนาดายั่วจีน? ส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634664

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 15:35 น.แคนาดายั่วจีน? ส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แคนาดาส่งเรือรบเข้ามาในแถบนี้ แต่ตอนนี้เรือแล่นเข้ามาช่วงวิกฤตอย่างมาก

ตามปกติแล้วแคนาดาพยายาวางตัวเป็นกลางจากความขัดแย้งระดับโลก แต่ในสมัยของนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรู โด แคนาดาเริ่มแสดงบทบาทในความขัดแย้งระดับโลกมากขึ้น จนกระทั่งเผชิญหน้ากัจีนกรณีที่จับกุมตัว เมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัท Huawei

กรณีนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับจีนที่เคยชื่นมื่นมาตลอดต้องเสื่อมทรามลง หลังจากนั้นมีกรณีจับ กุมตัวชาวแคนาดาในจีนเป็นระยะในข้อหาเป็นสายลับอีกด้วย พร้อมกับที่ผู้นำแคนาดาโจมตีจีนมาโดยตลอด ทั้ง ประเด็นฮ่องกงและซินเจียง

ล่าสุด ความขัดแย้งจีน-แคนาดาอาจยกระดับเป็นความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เมื่อเรือรบของแคนาดา แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน ในช่วงเวลาที่จีนเผชิญหน้าทางการทหารกับไต้หวัน รวมถึงการซ้อมรบทั้งสองผ่าย และการที่จีนส่งเครืองบินรบแล่นเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

กระทรงวกลาโหมของไต้หวันยืนยันว่าเรือรบของแคนาดาแล่นผ่านจริง พร้อมกับเผยว่าเครื่องบินรบต่อต้านเรือ ดำน้ำ Shaanxi Y-8 ของจีนได้รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันทางตะวันตกเฉียงใต้

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีของแคนาดาแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันมาแล้ว ทำให้กอง ทัพจีนเตือนว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ “อันตรายอย่างร้ายแรง”

ทั้งนี้ แคนาดาเป็นสมาชิกของกลุ่ม Five Eyes ที่ประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งในระยะหลังรวมตัวกันแสดงจุดยืนต่อต้านจีนอย่างหนัก

ภาพประกอบ – เรือรบของกองทัพเรือแคนาดา HMCS Winnipeg (FFH 338) กำลังปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ในปี 2001 ภาพของ U.S. DefenseImagery

ผู้กำกับดังกล่าวหาทรัมป์ใช้ข้ออ้างติดโควิดเพื่อเรียกคะแนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634653

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 13:23 น.ผู้กำกับดังกล่าวหาทรัมป์ใช้ข้ออ้างติดโควิดเพื่อเรียกคะแนนไมเคิล มัวร์อ้างว่าทรัมป์เคยโกหกเรื่องสุขภาพและปัญหาทางการแพทย์ของเขามาก่อน

ไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) ผู้กำกับสารคดีที่มีชื่อเสียงเจ้าของรางวัลออสการ์และมักตีแผ่พฤติกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐหลายคน ได้โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คกล่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเป็น “นักโกหกมืออาชีพ” และอ้างว่าทรัมป์โกหกว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 เพื่อโกยคะแนนสงสารก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนหน้า

“มีความจริงประการหนึ่งเกี่ยวกับทรัมป์คือเขาเป็นคนโกหกที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ย่อท้อไม่หวั่นไหว และเป็นมืออาชีพ คนโกหกแบบก้าวหน้า เป็นคนที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นนักโกหก”มัวร์กล่าวและอ้างว่า หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้พิสูจน์คำโกหกของทรัมป์ในช่วง 4 ปีนี้พบว่ามีมากถึง 25,000 ครั้ง หรือโกหกอย่างน้อยสองครั้งในทุกๆ ชั่วโมงที่เขาตื่นอยู่

มัวร์ยังเสริมว่าเขาเชื่อว่าทรัมป์เคยโกหกเรื่องสุขภาพและปัญหาทางการแพทย์ของเขามาก่อน โดยบอกว่า “ทรัมป์มีประวัติโกหกเกี่ยวกับสุขภาพของเขา ดร. บอร์นสไตน์แพทย์ที่รู้จักกันมานานในนิวยอร์กของเขายังยอมรับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่าทรัมป์สั่งให้เขียนใบรับรองแพทย์ยืนยันสภาพร่างกายสมบูรณ์แบบของเขาในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2016 จากนั้นก็มีแพทย์ประจำทำเนียบขาวที่บอกว่าทรัมป์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ “200 ปี!”

มัวร์ยังไปไกลถึงขนาดกล่าวหาว่า ทรัมป์เป็น “อัจฉริยะที่ชั่วร้าย” และเขาอ้างว่ามีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะโกหกว่ามีโควิด-19 เพื่อปั่นหัวประชาชนให้เล่นตามของเขา มัวร์บอกว่า “เขารู้ดีว่าการป่วยมีแนวโน้มที่จะได้รับความเห็นใจ เขารู้ดีว่าใช้เรื่องนี้เป็นอาวุธได้”

มัวร์ยังบอกว่า ‘แต่ที่อันตรายที่สุดเขาอาจใช้สิ่งนี้เพื่อผลักดันให้การเลือกตั้งล่าช้า/เลื่อนออกไป รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้ แต่เขาไม่ได้สนใจ (คำหยาบ) กับรัฐธรรมนูญ เขาและอัยการสูงสุดอันธพาลของเขาไม่มีความละอายและจะไม่หยุดที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป เขาอาจใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างหากแพ้เลือกตั้งก็ได้”

นอกจากนี้ มัวร์ยังคิดด้วยว่า ทรัมป์อาจจะใช้ข้ออ้างเรื่องโควิด-19 ในการออกจากการแข่งขันเลือกตั้งแล้วเปิดโอกาสให้ไมค์ เพนซ์ ก้าวขึ้นมาจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีมาเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาล จากนั้นเพนซ์ก็สามารถให้อภัยทรัมป์ล่วงหน้าสำหรับอาชญากรรมทั้งหลายที่เขาก่อ

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของมัวร์มีโอกาสสูงที่จะถูกระบุว่าเป็น Fake news และย้ำว่านี้เป็นความเห็นส่วนตัวของเขาเท่านั้น จากข้อมูลทางการจากแพทย์ทรัมป์ติดโควิด-19 จริง โดยฌอน คอนลีย์ แพทย์ประจำตัวของทรัมป์บอกผ่านทวิตเตอร์ว่าทรัมป์มีอาการดีขึ้น และทีมแพทย์รนู้สึก “ดีใจอย่างมาก” แต่ยังต้องระวังต่อไปเพราะเขายังไม่พ้นจากจุดที่น่าเป็นห่วงเสียทีเดียว

คำกล่าวนี้ค่อนข้างขัดแย้งกับ มาร์ก เมดโดวส์ ปลัดประจำทำเนียบขาวที่บอกว่าระดับออกซิเจนในเลือดของทรัมป์ลดลงทำให้แพทย์ของประธานาธิบดี “กังวลมาก” แต่ทรัมป์อาการดีขึ้นและไม่มีความเสี่ยงที่เขาจะต้องโอนถ่ายอำนาจ

Photo by SAUL LOEB / AFP

ตุรกีได้ทีปัดข้อเสนอหยุดยิง หลังอาร์เมเนียเริ่มเสียท่าให้อาเซอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634648

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 11:37 น.ตุรกีได้ทีปัดข้อเสนอหยุดยิง หลังอาร์เมเนียเริ่มเสียท่าให้อาเซอร์สถานการที่เป็นต่อของบอาเซอร์ไบจานทำให้ตุรกีที่ช่วยหนุนหลังไม่ยอมรับข้อเสนอหยุดยิง

ตุรกีซึ่งสนับสนุนอาเซอร์ไบจานปฏิเสธข้อเรียกร้องการหยุดยิงแบบ “ผิวเผิน” ระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน หลังจากที่อาเซอร์ไบจานเริ่มได้เปรียบในการรบและอาร์เมเนียแสดงท่าทีว่าพร้อมที่จะหยุดยิง

ในขณะที่รัสเซียสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ตุรกีที่สนับสนุนอาเซอร์ไบจานอย่างแข็งขันย้ำว่าพวกอาร์เมเนียที่เป็น “ผู้เข้ายึดครองพื้นที่” จะต้องถอนตัวออกไป

อาร์เมเนียกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าจะทำงานร่วมกับสามอำนาจใหญ่ในการหยุดยิง แต่ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอันของตุรกีกล่าวว่าประเทศมหาอำนาจไม่ควรมีบทบาทในการสร้างสันติภาพและเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีย้ำว่ากล่าวว่าตุรกีสนับสนุน “ผู้ถูกกดขี่” ในภูมิภาคคอเคซัสตอนใต้ ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนให้อาเซอร์ไบจานแย่งชิงพื้นที่นากอร์โน-คาราบัคมาจากชาวอาร์เมเนีย

เมฟลึต ชาวูซอกลู รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีกล่าวกับหนังสือพิมพ์ La Stampa ของอิตาลีว่ารัสเซียสามารถมีบทบาทเป็นตัวกลางในการหยุดยิงได้ “ก็ต่อเมื่อมีความเป็นกลาง” เนื่องจากรัสเซียมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศกับอาร์เมเนีย แต่ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาเซอร์ไบจาน

“ข้อเรียกร้องเพียงผิวเผินในการยุติสงครามโดยทันทีและการหยุดยิงถาวรจะไม่เป็นประโยชน์ในเวลานี้” ชาวูซอกลูกล่าว

ด้านสถานการณ์ล่าสุด อาร์เมเนียพบกับความสูญเสียอย่างหนักและผู้นำของกองทัพกล่าวว่ากำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งประวัติศาสตร์ และอาร์เมเนียยังประกาศยอดเสียชีวิตของนักรบแบ่งแยกดินแดนนากอร์โน-คาราบัค (ฝ่ายของอาร์เมเนีย) อีก 51 คนทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากทั้งสองฝ่ายสูงกว่า 240 คน

ในคำปราศรัยต่อประชาชนในชาติเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชิญยานเรียกร้องให้ชาวอาร์เมเนียเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 

“เรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นับพันปีของเรา” ปาชิญยานกล่าว “เราทุกคนต้องอุทิศตนเพื่อเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวนั่นคือชัยชนะ”

ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมของอาเซอร์ไบจานกล่าวว่ากองกำลังของตนได้ “ยึดฐานที่มั่นใหม่” และประธานาธิบดีอิลฮัม อาลิเยฟ ของอาเซอร์ไบจานอ้างว่ากองกำลังของเขายึดหมู่บ้านมาดิกิซ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

Photo by Handout / Azerbaijani Defence Ministry / AFP

“สีจิ้นผิง”อวยพรให้ “ทรัมป์-เมลาเนีย” หายจากโควิดโดยเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634633

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 07:32 น."สีจิ้นผิง"อวยพรให้ "ทรัมป์-เมลาเนีย" หายจากโควิดโดยเร็วประธานาธิบดีจีนอวยพรให้ โดนัลด์ ทรัมป์ และ สตรีหมายเลข1ของสหรัฐฟื้นตัวจากอาการป่วยโควิดโดยเร็ว หลังเพิ่งปะทะคารมกลางที่ประชุมยูเอ็น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้อวยพรให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ ฟื้นตัวจากอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 โดยเร็ว

ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐและจีนเพิ่งเปิดฉากปะทะคารมกันในที่ประชุมออนไลน์ขององค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อเดือนที่แล้ว โดยได้แถลงตอบโต้กันเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะที่ไม่สนใจเสียงเรียกร้องของนานาชาติให้สร้างความปรองดองกันเพื่อร่วมฝ่าวิกฤติด้านสาธารณสุขระดับโลกนี้

วรรคหนึ่งในสุนทรพจน์ที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพื่อนำมาเปิดในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่ง UN นั้น ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐได้กล่าวว่า “องค์การสหประชาชาติต้องให้จีนรับผิดชอบการกระทำของตนเอง” เนื่องจากปธน.ทรัมป์เชื่อว่า จีนทำให้โรคโควิด-19 แพร่ระบาดทั่วโลก หลังจากพบเชื้อไวรัสดังกล่าวที่จีนเป็นประเทศแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังวิพากษ์วิจารณ์จีน และระบุว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ถูกจีนครอบงำด้วยการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จที่ระบุว่า ไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงการติดเชื้อจากคนสู่คนในช่วงที่ไวรัสเริ่มต้นแพร่ระบาด

หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์โจมตีจีนนั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้เรียกร้องให้สร้างความปรองดอง เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 และสนับสนุนบทบาทในการดำเนินงานของ WHO ในฐานะแกนนำหลักเพื่อฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้

“เราไม่สมควรที่จะรับฟังความพยายามที่จะโยงประเด็นนี้ให้เป็นเรื่องการเมืองและการใส่ร้ายป้ายสี”ประธานาธิบดีของจีนระบุ

ทำไมหนี้ครัวเรือนสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่าแต่ยังไร้ปัญหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634617

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 20:03 น.ทำไมหนี้ครัวเรือนสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่าแต่ยังไร้ปัญหาสวิตเซอร์แลนด์มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกที่ 133.60% ต่อจีดีพี ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 83.8%

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่าหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งแตะ 83.8% ต่อจีดีพี ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี สวนทางกับเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ Covid-19

และเมื่อเทียบสัดส่วนของหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนแล้วก็น่าตกใจไม่แพ้กัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2562 ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือน 21,870,960 ครัวเรือน มีรายเฉลี่ยได้ครัวเรือนละ 26,371 บาทต่อเดือน หรือปีละ 316,452 บาท และจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยในไตรมาสแรกของปี 2563 มีสินเชื่อในระบบที่ปล่อยให้กับครัวเรือนจำนวน 13,479,196 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 616,306 บาท

เมื่อคำนวณแล้วสัดส่วนของหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนของไทยจึงเท่ากับ 195% ซึ่งนับว่าสูงมากและอาจสูงกว่านี้หากรวมหนี้นอกระบบด้วย

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในหลายปีที่ผ่านมา กว่าหนึ่งในสามของคนไทยมีภาระหนี้สูง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีหนี้นานตั้งแต่เริ่มทำงานจนเกษียณ และมีหนี้จนแก่ และ 84% ของครัวเรือนก็ยังพึ่งพาหนี้จากสถาบันการเงินกึ่งในระบบและนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง

ภาระหนี้ที่สูงได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุน และทำให้ครัวเรือนไทยขาดภูมิคุ้มกันต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ วิกฤต Covid-19 ซึ่งส่งผลทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีปัญหาในการชำระหนี้ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางดังกล่าว

ในระดับโลกประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงมักจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลก

จากข้อมูลของ Trading Economics พบว่า หนี้ครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้นจาก 132% ต่อจีดีพีในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 133.60% ต่อจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเห็นตัวเลขสูงกว่าของไทยเกือบ 2 เท่าหลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์กำลังมีปัญหาใหญ่อันเนื่องมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงลิบ เพราะรายงานของธนาคารโลกระบุว่า หากหนี้ครัวเรือนสูงเกิน 77% จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงในระยะยาว

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

ข้อมูลจากประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่นๆ และประเทศพัฒนาแล้วชี้ชัดว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำของรายได้หรือการขาดวินัยทางการเงินอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย และที่สำคัญคือ หนี้ครัวเรือนที่สูงเกินกว่า 100% ของจีดีพีไม่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแต่อย่างใด

อย่างกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะพุ่งสูงกว่า 100% ต่อจีดีพีมาตั้งแต่ปี 2000 และขยับขึ้นมาจนถึง 133.60% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังไม่พัง ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาหนี้เสีย เศรษฐกิจยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ทว่า ความแตกต่างของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ก็คือ ความสามารถในการชำระหนี้คืน และความแตกต่างของรายได้ต่อหัวของประชากร

ประชากรในประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้ต่อหัวสูง คนสวิสมีรายได้ต่อหัวที่ 79,406.70 เหรียญสหรัฐ ขณะที่รายได้ต่อหัวของไทยอยู่ที่ 6,502.60 เหรียญสหรัฐ มีเทียบสัดส่วนแล้ว รายได้ต่อปีของคนไทยคิดเป็นเพียง 8.19% ของรายได้ต่อปีของคนสวิสเท่านั้น

ดังนั้น สวิตเซอร์แลนด์จึงมีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเกิน 100% โดยที่ยังไม่เดือดร้อนกับระบบเศรษฐกิจ เพราะประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้คืน ขณะที่ไทย เมื่อหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเริ่มแตะ 80% ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อแตะเบรกการปล่อยเงินกู้เพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อไม่ให้คนไทยมีหนี้เพิ่มขึ้น

แล้วทำไมสวิตเซอร์แลนด์จึงมีหนี้ครัวเรือนสูง

ปัญหานี้เกิดจากการที่ธนาคารแห่งชาติสวิสดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐเมื่อปี 2008  ทำให้ดอกเบี้ยของสวิตเซอร์แลนด์ลดลงต่อเนื่อง จนติดลบในช่วงปลายปี 2014 กระทั่งถึงปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยลดลงไปอยู่ที่ลบ 0.75%

อัตราดอกเบี้ยลบ 0.75% หมายความว่า ธนาคารกลางจะคิดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์ที่นำเงินฝากหรือเงินสำรองส่วนเกินมาฝากไว้กับธนาคารกลาง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินดังกล่าวไปปล่อยเป็นสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เช่น หากธนาคารพาณิชย์นำเงินไปฝากกับธนาคารกลาง 1 ล้านฟรังก์สวิส เมื่อครบปีธนาคารพาณิชย์จะได้เงินคืน 992,500 เนื่องจากต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารกลาง 0.75%

เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำ และระบบภาษีที่สามารถนำดอกเบี้ยที่เกิดจากการจำนองและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอสังหาริมทรัพย์มาหักลดหย่อนได้ ก็ทำให้ครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์กู้เงินซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยหนี้ส่วนนี้อยู่ที่ราว 75-97% ของหนี้ทั้งหมด จนตอนนี้หนี้สินครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์มีอัตราสูงที่สุดในโลก

ทว่าอัตราหนี้ครัวเรือนที่สูงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลของสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจาก สินทรัพย์ทางการเงินของครัวเรือนสวิสยังมีมูลค่ามากกว่าหนี้ อัตราการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังค่อนข้างต่ำ (ราว 35%) และอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ยังคงมาตรฐานในการพิจารณาสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด

กัมพูชาทำลายอาคารสหรัฐในฐานทัพเรือ คาดเตรียมอ้าแขนรับจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634611

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 17:20 น.กัมพูชาทำลายอาคารสหรัฐในฐานทัพเรือ คาดเตรียมอ้าแขนรับจีนกัมพูชาเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ของสหรัฐเผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลกัมพูชาได้ทำลายอาคารที่สหรัฐเคยสร้างไว้ที่ฐานทัพเรือเรียมซึ่งเป็นฐานทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ท่ามกลางความกังวลจากสหรัฐว่าจีนอาจเข้าไปใช้ฐานทัพเรือของกัมพูชา

ต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกกังวลที่อาคารที่ทำการกองทัพเรือกัมพูชาที่สร้างสร้างในฐานทัพเรือเรียมถูกทุบทำลาย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เราเกรงว่าการทำลายอาคารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแผนการของรัฐบาลกัมพูชาที่เตรียมรองรับสิ่งปลูกสร้างและบุคลากรของกองทัพประชาชนจีนที่ฐานทัพเรือเรียม” แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุ

ด้านรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข่าวที่ระบุว่าทางการจีนและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงลับให้จีนเข้ามาใช้ฐานทัพเรือเรียมซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองสีหนุวิลล์ที่เป็นศูนย์กลางคาสิโนและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดำเนินการโดยจีน

สหรัฐสอบเวียดนามลดค่าเงินเอาเปรียบการค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634600

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 16:02 น. สหรัฐสอบเวียดนามลดค่าเงินเอาเปรียบการค้า ถ้าพบว่าแทรกแซงค่าเงิน เวียดนามอาจเสียสิทธิพิเศษทางการค้า

สำนักงานผู้แทนทางการค้าของสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า ทางการสหรัฐเริ่มทำการสอบสวนกรณีสงสัยเวียดนามลดค่าเงินด่องเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ หลังจากก่อนหน้าที่สหรัฐขึ้นบัญชีเวียดนามเป็นประเทศที่ต้องจับตาในการแทรกแซงค่าเงิน 

ด้าน เลมินห์ฮึง ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เวียดนามไม่เคยและจะไม่ใช้นโยบายทางการเงินทั้งโดยทั่วไปและอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ 

เลมินห์ฮึงยังกล่าวอีกว่า “เราจะรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและควบคุมภาวะเงินเฟ้อ” 

จากข้อมูลของทางการเวียดนามพบว่า ตัวเลขขาดดุลทางการค้าของสหรัฐซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 29,800 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 8 เดือนแรกของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 37,700 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้  

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจแทรกแซงค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย

1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3. การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน และอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ การเก็บภาษีนำเข้า