สหรัฐสนับสนุนรัฐประหารในไทยอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633054

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 09:07 น.สหรัฐสนับสนุนรัฐประหารในไทยอย่างไร?มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสหรัฐมีส่วนพัวพันกับการทำรัฐประหารในหลายประเทศ เฉพาะในยุคสงครามเย็นสหรัฐเข้าไปมีบทบาทในการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง

1. เอาเฉพาะแค่เพื่อนบ้านของไทยก็เช่น การสนับสนุนจอมพล ลอน นอล ก่อการรัฐประหารล้มอำนาจของเจ้าสีหนุในปี 1969 แล้วสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ มีหลักฐานว่าลอน นอลเสนอแนวคิดเรื่องการก่อรัฐประหารกับหน่วยข่าวกรองทางทหารของสหรัฐเพื่อขอความยินยอมจากรัฐบาลสหรัฐขอการสนับสนุนทางทหาร เมื่อรัฐประหารสำเร็จแล้วรัฐบาลลอน นอล ไฟเขียวให้สหรัฐทิ้งระเบิดในกัมพูชาเพื่อตัดเส้นทางของพวกเวียดนามเหนือที่อ้อมเข้ามาใช้พื้นที่แทรกซึมเข้าไปยังเวียดนามใต้

2. ในปี 1965 CIA สนับสนุนนายทหารหนุ่มชื่อซูฮาร์โตให้ทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีซูการ์โน หลังจากยึดอำนาจได้แล้วซูฮาร์โตกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่จนกลายเป็นการสังหารหมู่ที่มีคนตายถึง 500,000 – 1,000,000 คน ทูตสหรัฐยังกระตุ้นให้รัฐบาลทหารจัดการฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการรุนแรง และมีเอกสารยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐรับรู้และช่วยเหลือการสังหารหมู่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐเองในช่วงสงครามเย็น

3. นี่เป็นเพียงตัวอย่างแค่เล็กน้อยมากๆ เท่านั้นกับการที่สหรัฐเข้าไปบงการชะตากรรมของประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง คำถามก็คือสหรัฐเข้ามาก้าวก่ายไทยมากแค่ไหนในช่วงสงครามเย็น? เพราะช่วงสงครามเย็นเป็นช่วงที่ไทยทำรัฐประหารถี่ที่สุดช่วงหนึ่ง โดยที่ไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ “โลกเสรี” ในการต้านทานกับฝ่ายคอมมิวนิสต์

4. บันทึกช่วยจำจากเสนาธิการร่วมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โรเบิร์ท แมคนามารา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2507 ว่าด้วยโอกาสที่จะมีการก่อรัฐประหารในไทย ซึ่งในเวลานั้นนายกรัฐมนตรีของไทยคือจอมพล ถนอม กิตติขจร และสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น โดยบันทึกบอกว่าแม้ไทยจะทำรัฐประหารจนเป็นเรื่องปกติ แต่ “ในแง่ของสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน อาจสร้างปัญหาทางการเมืองที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อสถานะทางการของสหรัฐในพื้นที่นั้นอย่างมากที่สุด”

5. บันทึกชี้ว่า “ลักษณะของรัฐบาลไทยที่อาจเกิดขึ้นจากการรัฐประหารควรจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนสหรัฐ ไม่เช่นนั้นสถานะของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเสียหายอย่างหนัก” และ “ไม่ว่าลักษณะของการรัฐประหารจะเป็นอย่างไร สหรัฐควรดำเนินการเพื่อรับประกันความต่อเนื่องของสถานะที่เป็นอยู่ ตราบเท่าที่กำลังทหารและปฏิบัติการของสหรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง”

6. ดังนั้นเสนาธิการร่วมจึงแนะนำกับแมคนามาราว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีจุดยืดต่อต้านคอมมิวนิสต์และโปรสหรัฐ ประเทศไทยที่มีสเถียรภาพมีความสำคัญยิ่งยวดต่อสถานะทางทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากมีผู้แจ้งกับสหรัฐเรื่องการรัฐประหาร สหรัฐควรสกัดกั้นไม่ให้เกิดการทำเช่นนั้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

7. แต่ทว่า “หากมีการรัฐประหารที่สนับสนุนตะวันตก สหรัฐควรดำเนินการในทันทีเพื่อรับประกันการยืนยันสิทธิในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในประเทศไทยและยังคงให้ความร่วมมือและการสนับสนุนทางทหารของไทยต่อไป” หมายความว่าแม้จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น แต่หากรัฐบาลใหม่โปรสหรัฐ สหรัฐก็จะสนับสนุน

8. ในกรณีที่รัฐบาลใหม่มีจุดยืนต่างจากสหรัฐ เสนาธิการร่วมแนะนำว่า “หากกลุ่มสนับสนุนแนวคิดไม่ฝักฝ่ายใดหรือฝ่ายโปรคอมมิวนิสต์ก่อรัฐประหารเกิดขึ้น สหรัฐควรพยายามคืนอำนาจให้รัฐบาลเดิมหรือตัวแทนที่ยอมรับได้โดยให้การสนับสนุนกลุ่มนั้นๆ หรือกลุ่มต่อต้านรัฐประหารที่คาดว่าจะเกิดขึ้นซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว”

9. “ในกรณีที่มาตรการดังกล่าวล้มเหลวในการต่อต้านการทำรัฐประหารโดยฝ่ายโปรคอมมิวนิสต์ สหรัฐควรเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการทางทหารที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐในพื้นที่และ/หรือเพื่อฟื้นฟูรัฐบาลไทยที่สนับสนุนสหรัฐ ให้กลับมามีอำนาจ”

10. นี่คือท่าทีที่สหรัฐจะใช้กับไทย หากรัฐประหารในไทยไม่สมประโยชน์กับจุดยืนของสหรัฐ เช่นมีรัฐบาลที่เอนเอียงไปทางฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐ หรือแม้แต่รัฐบาลที่วางตัวเป็นกลางก็เอาไว้ไม่ได้ ซึ่งกรณีหลังเราจะเห็นการสนับสนุนของสหรัฐเพื่อโค่นล้มรัฐบาลไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในกัมพูชาและอินโดนีเซียอย่างที่กล่าวไปข้างต้น

11. แต่ในช่วงระยะกลางของสงครามเย็น ท่าทีของสหรัฐต่อการทำรัฐประหารของไทยเปลี่ยนไปโดยพยายามรักษาความเป็นกลางมากขึ้นเพราะการเมืองในไทยมีพัฒนาการไปในทางเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กอปรกับในช่วงนั้นสหรัฐพยายามลดบทบาทลงในสงครามเวียดนามจนกระทั่งถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามในปี 2518

12. จากเอกสารวันที่ 9 เมษายน 2517 หรือหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาได้ประมาณ 6 เดือนบรรยากกาศในไทยก็เริ่มคุกรุ่นขึ้น แม้จะเพิ่งมีการโค่นล้มจอมพลถนมและพลพรรค “สามทรราช” มาได้หมาดๆ แต่กลุ่มผู้มีอำนาจเริ่มที่จะไม่พอใจขบวนการนักศึกษามากขึ้น จนมีข่าวว่าอาจจะมีการทำรัฐประหาร ทาง CIA ได้เตรียมพร้อมสถานการณ์โดยหัวหน้าฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ส่งบันทึกแนะนำมายังผู้อำนวยการ CIA

13. ข้อแนะนำระบุว่า “เรา (รัฐบาลสหรัฐ) ควรตระหนักว่าเรามีความสนใจที่จะสานต่อความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยเกือบทุกรัฐบาลที่อาจจะตั้งขึ้นโดยการรัฐประหาร” หากดูเผินๆ เหมือนกับว่ารัฐบาลสหรัฐ “ยอมรับ” รัฐบาลจากการทำรัฐประหาร

14. อย่างไรก็ตามบันทึกแนะนำว่า “หากผู้วางแผนรัฐประหารบอกเราล่วงหน้าถึงแผนการของพวกเขาและขอการสนับสนุนจากเราเราควรระงับการสนับสนุนดังกล่าว [ข้อความไม่เปิดเผย]” ซึ่งจากข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอาจจะยอมรับรัฐบาลจากการรัฐประหาร แต่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยทำให้การยึดอำนาจสำเร็จ

15. และสหรัฐยังไม่กล้าเข้ามาแทรกแซงแผนการก่อรัฐประหารของไทยโดยบอกว่า “หากเราแทรกแซงในทางใดทางหนึ่งเพื่อป้องกันการรัฐประหาร แล้วการรัฐประหารทำสำเร็จ ก็รังแต่จะทำให้ความบาดหมางต่อความสัมพันธ์ในอนาคตของเรากับรัฐบาลไทยชุดใหม่”

16. โดยสรุปก็คือหากเกิดรัฐประหารในไทยใดๆ ก็ตาม “สหรัฐควรรักษาความเป็นส่วนตัวและหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ควรดำเนินโครงการความช่วยเหลือและการติดต่อกับรัฐบาลต่อไปในระดับปัจจุบัน” และ “เมื่อการรัฐประหารประสบความสำเร็จและความวุ่นวายได้สงบลงแล้วสหรัฐควรยอมรับสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน”

17. เอกสารเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐในช่วงที่สถานการณ์โลกหมิ่นเหม่ ยังมีข้อมูลอีกมากที่ยังไม่ได้เปิดเผย หรือเปิดเผยแล้วมีสถานะผิดกฎหมายเช่นเอกสารของ Wikileaks ซึ่งกล่าวถึงการทำรัฐประหารในไทยเมื่อปี 2549 เอาไว้ แต่โดยธรรมชาติของมันยังเป็นเอกสารลับของรัฐบาลอยู่

18. อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงท่าทีของสหรัฐต่อไทยในช่วงสงครามเย็น และในเวลานี้สงครามเย็นครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไทยตกอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐและจีน เหมือนเมื่อครั้งสงครามเย็น (ครั้งแรก) ยกเว้นแค่ว่าสงครามเย็นครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ (เสรีนิยมกับคอมมิวนิสต์) แต่เป็นการแย่งชิงอิทธิพลกัน

19. จากเอกสารเหล่านี้ บางทีเราอาจนำมาใช้เป็นบทเรียนได้ว่าในสถานการณ์โลกที่หมิ่นเหม่อีกครั้ง หากประเทศไทยเกิดสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงขึ้นมา จะเป็นโอกาสให้มือที่สามเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง บรรดา “ตัวละครทางการเมือง” ต่างๆ ในเมืองไทย จะถูกชักใยและสนับสนุนโดยต่างชาติเพื่อรักษาผลประโยชน์ของต่างชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

พลิกปูมสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกบนดาวศุกร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633063

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 20:20 น.พลิกปูมสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกบนดาวศุกร์โลกอาจไม่ใช่ดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

การค้นพบก๊าซฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก (extraterrestrial life) บนดาวที่ได้ชื่อว่าดาวฝาแฝดของโลกดวงนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง

1.อันที่จริงมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวศุกร์มาช้านานแล้ว แต่หลังจากช่วงต้นทศวรรษ 1960 ที่มีการส่งยานอวกาศไปศึกษาดาวดวงนี้ก็พบว่าไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากมีสภาพสิ่งแวดล้อมสุดขั้วมากเมื่อเทียบกับโลก

2.ดาวศุกร์มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นและดูดซับความร้อนไว้ไม่ระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศจนเกิดภาวะเรือนกระจกอย่างรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิของดาวศุกร์สูงถึง 462 องศาเซลเซียส ขณะที่ความดันบรรยากาศพื้นผิวเข้มข้นมากกว่าโลกเกือบ 100 เท่า หรือเทียบเท่ากับการดำน้ำในมหาสมุทรบนโลกที่ความลึก 1 กิโลเมตร และยังมีสภาพเป็นกรดอย่างรุนแรง

3.ด้วยสภาพแวดล้อมสุดขั้วเช่นนี้ บวกกับสภาพอากาศที่มีทั้งฟ้าแลบฟ้าผ่าเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา ทำให้ดาวเพื่อนบ้านของดาวโลกไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

4.แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ตั้งสมมติฐานว่า แบคทีเรียที่ชอบอุณหภูมิสูงอาจอาศัยอยู่ในชั้นบรรยากาศด้านบนของดาวศุกร์ เนื่องจากในระดับความสูงประมาณ 50-65 กิโลเมตรจากพื้นผิว ชั้นบรรยากาศนี้มีอุณหภูมิและความดันอากาศคล้ายโลก

5.ความสงสัยนี้ผลักดันให้นักวิทยาศาสตร์ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวศุกร์มากมาย  (ดาวศุกร์มียานอวกาศลงไปสำรวจมากที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ โดยยานแทบจะทั้งหมดมาจากสหภาพโซเวียต) โดยในปี 1961 ยานอวกาศเวเนรา 1 (Venera 1) ของสหภาพโซเวียตเป็นยานอวกาศลำแรกที่บินผ่านดาวศุกร์ ส่วนยานมารีเนอร์ 2 ของสหรัฐเป็นยานอวกาศลำแรกที่บินผ่านดาวศุกร์แล้วส่งข้อมูลกลับไปยังโลกได้สำเร็จในปี 1962

6.ปี 1967 ยานเวเนรา 4 (Venera 4) เป็นยานอวกาศลำแรกที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศและสำรวจชั้นบรรยากาศโดยตรง แต่ถูกเผาไหม้ก่อน ต่อมาในปี 1970 ยานเวเนรา 7 (Venera 7) ลงสู่พื้นผิวของดาวศุกร์ได้เป็นลำแรก และส่งข้อมูลเกี่ยวกับพื้นผิวของดาวกลับมายังโลกได้ราว 53 นาที หลังจากนั้นยานอวกาศของโซเวียตอีก 8 ลำก็สำรวจดาวศุกร์ได้สำเร็จ

7.ปี 1989 ยานอวกาศแม็กเจลแลน (Magellan) ของสหรัฐประสบความสำเร็จในการทำแผนที่ดาวศุกร์โดยใช้เรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ (SAR)

8.เดือน ส.ค.2019 นักดาราศาสตร์พบการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของการดูดซับแสงอัลตราไลโอเล็ตในระยะยาวและการสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศและสภาพอากาศของดาวศุกร์ ซึ่งเกิดจากตัวดูดกลืนลึกลับที่อาจจะรวมถึงสารเคมีหรือแม้แต่อาณานิคมของจุลินทรีย์ที่อยู่สูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ

9.นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยเมื่อเดือน ก.ย.2019 ที่สรุปว่า ดาวศุกร์อาจมีน้ำอยู่บนพื้นผิวและมีสภาพเหมาะกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอยู่ประมาณ 3,000 ล้านปี และมีสภาพเช่นนี้อยู่จนถึงเมื่อ 700-750 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งหากข้อสรุปนี้ถูกต้องก็เป็นระยะเวลาเพียงพอที่สิ่งมีชีวิตจะพัฒนาขึ้นมา  

10.เดือน ม.ค.2020 นักดาราศาสตร์พบหลักฐานว่าดาวศุกร์อยู่ในสภาพภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ และเศษตะกอนเหล่านี้อาจเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

11.นอกเหนือจากการค้นพบความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกแล้ว ยังมีรายงานว่ามีสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมาเยือนโลกของเราและมีผู้คนอ้างว่าพบเห็นอีกหลายครั้ง 

12.เบตตี้ บาร์นี่ คู่สามีภรรยาฮิลล์ขับรถกลับจากพักร้อนในช่วงวันหยุด ระหว่างทางนั้นทั้งสองได้เห็นวัตถุที่มีแสงสว่างเจิดจ้า เมื่อกลับถึงบ้านเขารู้สึกสกปรก เสื้อผ้าถูกฉีกขาด นาฬิกาหยุดเดิน สันนิษฐานว่า พวกเขาถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป หลายปีผ่านมาพวกเขาก็ถูกนำตัวกลับมาส่งที่โลกอีกครั้ง 

13.คาร์วิน ปาร์กเกอร์ และชาร์ล ฮิกซัน อ้างว่าพบเห็นยูเอฟโอสีเงินขนาดใหญ่ และถูกยานลำนั้นลักพาตัวในปี 1973 พวกเขาได้ยินเสียงประหลาดขณะกำลังตกปลาที่ท่าเรือในมิสซิสซิปปี เขายังเห็นไฟกระพริบสีฟ้า 2 ดวงเป็นวงรี 30-40 ฟุต สูง 8-10 ฟุต พวกเขาเล่าว่าสิ่งมีชีวิตสามตัว พาเขาขึ้นไปบนยานลำนั้นและนำไปทำการทดลองก่อนที่จะปล่อย

14.คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางกลับบ้าน แต่ระหว่างนั้นเองพวกเขาก็ได้พบเห็นวัตถุบินลึกลับหน้าตาคล้ายแผ่นดิสก์บางๆ พวกเขาเลยได้เข้าไปดูใกล้ๆ แต่หลังจากนั้นก็มีแสงสว่างวาบมาที่ร่างของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มชื่อ ทราวิส วอลตัน หลังจากนั้นทราวิสก็โดนลักพาตัวหายไปนาน 5 วันก่อนจะถูกปล่อยกลับออกมา 

15.ปี 1988 จอห์น แซลเทอร์ ศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกันและลูกชาย กำลังขับรถกลับบ้านจากรัฐวิสคอนซิน มุ่งหน้าสู่รัฐมิสซิสซิปปี จอห์นและลูกชายจำไม่ได้ว่าถูกจับตัวอย่างไร แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวเตี้ย กำลังจะทำการทดลองบางอย่างกับร่างกายของพวกเขาในห้องสว่างสีขาว พวกเขาถูกสอดท่อเข้าในโพรงจมูก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองที่จอห์นอธิบายว่ามันเต็มไปด้วยความมีจริยธรรม ไม่โหดร้าย และไร้ซึ่งความเจ็บปวด หลังถูกปล่อยตัว จอห์นรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม มีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น บาดแผลรักษาหายรวดเร็วขึ้น เส้นผมและเล็บมือเล็บเท้ายาวไวกว่าปกติถึง 3 เท่า และที่สำคัญ ริ้วรอยตามวัยของเขากลับดูตื้นขึ้นอย่างมาก 

เรียบเรียงจาก: 

https://en.wikipedia.org/wiki/Life_on_Venus#cite_note-NYT-20200109-21

https://www.history.com/news/first-alien-abduction-account-barney-betty-hill

https://en.wikipedia.org/wiki/Pascagoula_Abduction

https://en.wikipedia.org/wiki/Travis_Walton_UFO_incident

https://www.appalachianghostwalks.com/USUFOCenter/ufologist/booth/salter1.html

ภาวะโลกร้อนทำธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ถล่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633040

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 19:30 น.ภาวะโลกร้อนทำธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ถล่มก้อนน้ำแข็งกว่า 100 ตารางกิโลเมตร แตกออกจากธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์

BBC รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ใหญ่กว่าเมืองปารีส แตกออกจากธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของอาร์กติกเนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นขึ้นในกรีนแลนด์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวเมื่อวันจันทร์

แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่น้ำแข็งจะแตกออกจากธารน้ำแข็งแต่โดยทั่วไปจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก ในขณะที่น้ำแข็งดังกล่าวมีขนาดใหญ่ 113 ตารางกิโลเมตรแตกออกจากธารน้ำแข็ง Nioghalvfjerdsfjorden ในกรีนแลนด์

ธารน้ำแข็ง Nioghalvfjerdsfjorden เป็นธารน้ำแข็งอาร์กติกที่ใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ธารน้ำแข็ง Petermann ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์สูญเสียพื้นที่ไปมากในปี 2010 และ 2012

โดยธารน้ำแข็งดังกล่าวมีความสำคัญเนื่องจากมันยึดติดกับแผ่นน้ำแข็งภายใน นั่นหมายความว่าวันหนึ่งหากสภาพอากาศร้อนขึ้นตามที่ถูกคาดการณ์ไว้ พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในจุดที่น้ำแข็งละลายก่อนจุดอื่นในกรีนแลนด์

โดยในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำลายสถิติ โดยมีแผ่นน้ำแข็งไหลออกไปถึง 150 ล้านตัน และมีน้ำแข็งละลายซึ่งจะเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ถึง 1.5 มิลลิเมตรทั่วโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอุณภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกิดนำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้มหาวิทยาลัยลินคอล์นในอังกฤษคาดการณ์ว่าน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์สามารถเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ 10 ถึง 12 เซนติเมตรภายในปี 2100

โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในภูมิภาคเพิ่มขึ้นประมาณ 3 องศาเซลเซียสตั้งแต่ปี 1980 และคาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2020

Photo by Handout / EUROPEAN SPACE AGENCY / AFP

โควิดทำพิษเศรษฐกิจเอเชียหดตัวครั้งแรกในรอบ 58 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633031

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 18:30 น.โควิดทำพิษเศรษฐกิจเอเชียหดตัวครั้งแรกในรอบ 58 ปีเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียหดตัวครั้งแรกในรอบ 58 ปี คาดปีหน้าก็ยังเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็ตาม  

ยาซุยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) เผยว่า ปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีของเอเชียจะหดตัว 0.7% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน มิ.ย.ว่าจะขยายตัว 0.1% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962

ซาวาดะยังเผยอีกว่า “ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ยังคงรุนแรง เนื่องจากการระบาดระลอกแรกที่ยืดเยื้อหรือการระบาดในระลอกที่ 2 อาจทำให้ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมการแพร่เชื้ออีกครั้ง” การหดตัวของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียเกิดขึ้นเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตครั้งก่อนหน้า โดยครั้งนี้เศรษฐกิจ 3 ไตรมาสของปีนี้มีแนวโน้มหดตัว

ขณะที่จีนสวนกระแสของภูมิภาค โดย ADB คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโต 1.8% ในปีนี้ เนื่องจากความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งตรงกับที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ส่วนในปี 2021 คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7.7% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.4%

ส่วนอินเดียซึ่งมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลกระทบกับการใช้จ่ายอย่างรุนแรง ADB ประมาณการว่า จีดีพีจะหดตัวถึง 9% ฟิลิปปินส์หดตัว 7.3% และไทยหดตัว 8%

ทั้งนี้ การหดตัวนี้ ADB พิจารณารวมถึงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรก และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในปีนี้

ซาวาดะยังกล่าวอีกว่า เงินกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่สามารถบรรเทาผลกระทบและเป็นฐานสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

ADB คาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเอเชียที่กำลังพัฒนา ซึ่งไม่นับรวมประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้วอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะฟื้นตัวกลับมาเติบโตที่ 6.8% ในปี 2021 แต่ถึงอย่างนั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจก็ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาด ซึ่งบ่งบอกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

“การควบคุมไวรัสมีส่วนสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นของการแพร่ระบาดยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับปีนี้และปีหน้า” ซาวาดะกล่าว นอกจากนี้ ความตึงเครียดด้านการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมทั้งภาวะเปราะบางทางการเงินก็เป็นตัวแปรสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย

ชายตัวพับนานเกือบ 30 ปี กลับมายืนมองท้องฟ้าได้อีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633027

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 16:30 น.ชายตัวพับนานเกือบ 30 ปี กลับมายืนมองท้องฟ้าได้อีกครั้งชายตัวพับในจีนกลับมายืนและเงยหน้าได้หลังป่วยมานาน 28 ปี

หลี่หัว ถูกเรียกว่าเป็น “ชายตัวพับ” เขาได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกสันหลังอักเสบจากการยึดติดอย่างรุนแรงจนร่างกายส่วนบนของเขาพับลงบนต้นขา สามส่วนบนร่างกายของเขา “เชื่อมต่อกัน”

คางของเขายึดติดกับหน้าอก กระดูกหน้าอกยึดติดกับกระดูกหัวหน่าว และใบหน้ายึดติดกับกระดูกต้นขา

หลี่หัว ใช้เวลาถึง 28 ปีกับร่างกายที่หักงอ เขาไม่สามารถแม้แต่จะยืนและนั่งได้เช่นเดียวกับมนุษย์ปกติ เขาได้รับการวินิจัยว่าเป็น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด ตั้งแต่เขาอายุ 18 ซึ่งเป็นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากที่กระดูกจะยึดติดกันจนทำให้ร่างกายของเขาโค้งลงไปข้างหน้า

ซ้ำร้ายเขาไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมเนื่องจากครอบครัวของเขาไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เขาได้ ทำให้ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างกายส่วนบนเคลื่อนลงมาจนถึงที่สุด

“ฉันหาหนทางที่จะรักษาลูกชายมาตั้งแต่อายุ 40 จนตอนนี้ฉัน 71 แล้ว ถ้าฉันตายไปในขณะที่ลูกชายยังป่วยอยู่ใครจะดูแลเขา” แม่ของเขากล่าว

จนกระทั่งปีที่แล้วเขาได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเซินเจิ้น โดยแพทย์เถา กล่าวว่าการรักษา หลี่หัว เป็นเรื่องที่ท้าทาย เขาใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการวางแผนการรักษา จนได้ข้อสรุปว่าจะต้องหักกระดูกของเขาจากนั้นค่อยนำมาต่อใหม่อีกครั้ง

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก จนอาจทำให้เขาหมดสติจากการเสียเลือดมาก เขาอาจเป็นอัมพาตหรือถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ได้

หลี่หัว ได้รับการผ่าตัดถึง 4 ครั้งด้วยกัน โดยในครั้งแรกเขาต้องผ่าตัดกระดูกต้นขา เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างหน้าและต้นขาของเขา

จากนั้นผ่าตัดกระดูกต้นคอ เพื่อเงยหน้าของเขาขึ้นมา แม่ของเขาถึงขึ้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นใบหน้าเต็มๆ ของลูกชายเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

ต่อมาเขาได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนเอว การผ่าตัดเป็นไปด้วยความยากลำบากและลุ้นระทึก ใช้เวลากว่า10 ชั่วโมง จนในที่สุดร่างกายของเขาสามารถตั้งตรงได้สำเร็จ

หลี่หัว มีความสุขมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถนอนราบได้ หลังจากที่เขาไม่สามารถนอนหงายมากว่า 28 ปี

อย่างไรก็ตามหลังการผ่าตัดขั้นนี้ หลี่หัว มีไข้ขึ้นสูงเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย ทำให้การผ่าตัดต้องหยุดชะงักลง แต่โชคดีที่การอักเสบนี้ไม่รุนแรงนัก เขาสามารถเข้ารับการรักษาในขั้นตอนต่อไปได้อีกไม่ช้า

เขาได้รับการผ่าตัดครั้งสุดท้าย คือการแทนที่ข้อต่อสะโพก ซึ่งใช้เวลาถึง 7 ชั่วโมง เพื่อให้เขาสามารถกลับมายืนและเดินได้อีกครั้ง

ในที่สุดเขาสามารถกลับมามองหน้าแม่ของเขาได้อย่างชัดเจน แม่แก่ลงไปมากจากครั้งสุดท้ายที่เขาเคยเห็น เขาตั้งใจทำกายภาพบำบัดเพื่อที่จะหายเป็นปกติในเร็ววันเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของแม่อีกต่อไป

แม่ของเขาเต็มไปด้วยความสุขในขณะที่เธอรู้สึกโล่งใจที่ในที่สุดลูกชายก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ปกติสุข

การรักษานี้ใช้เวลาร่วมปีกว่าที่เขาจะได้ออกจากโรงพยาบาล นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่เขาจะได้กลับบ้าน และในที่สุด หลี่หัว ก็สามารถเงยหน้ามองท้องฟ้าได้อีกครั้ง และมองเห็นโลกในมุมมองที่เปลี่ยนไปจาก 28 ปีก่อน

อเมซอนสวนกระแส จ้างพนักงานเพิ่มกว่าแสนคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633011

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 14:26 น.อเมซอนสวนกระแส จ้างพนักงานเพิ่มกว่าแสนคนค้าขายออนไลน์กำลังมาแรง อเมซอนตัดสินใจจ้างงานเพิ่มแสนคน

บริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอนกล่าวว่ากำลังรับสมัครพนักงานเพิ่มอีกกว่า 100,000 คน ในสหัฐและแคนาดา ในขณะที่เดิมมีพนักงานอยู่แล้วถึง 876,800 คน โดยไม่นับรวมผู้รับเหมาและพนักงานชั่วคราว

เพื่อให้ทันกับความต้องการของการค้าขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ โควิด-19 ระบาด และเพิ่มบุคลากรในคลังสินค้าและไซต์ปฏิบัติการใหม่ 100 แห่งที่กำลังจะเปิดในเดือนนี้ และดึงดูดผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจอื่นในช่วงที่โควิด-19 ระบาด

ข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่องของอเมซอนในการบรรจุและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีความต้องการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยอเมซอนมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ในไตรมาสที่แล้วและทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 26 ปี

Photo by Johannes EISELE / AFP

กองทัพจีนเรียกสหรัฐเป็นภัยคุกคามสันติภาพโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632914

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 12:21 น.กองทัพจีนเรียกสหรัฐเป็นภัยคุกคามสันติภาพโลกกลาโหมจีนสวนกลับรายนงานของกลาโหมสหรัฐที่เรียกจีนเป็นตัวป่วนระเบียบโลก

ก่อนหน้านี้รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายนต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับพัฒนาการทางทหารและเป้าหมายของจีน ระบุว่าจีนเป็นภัยเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐและความมั่นคงของระเบียบโลก

แต่ล่าสุด โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีน พ.อ. อู๋เชียน เรียกรายงานฉบับนี้ว่า “บิดเบือนอย่างไร้เหตุผล” และสหรัฐต่างหากที่เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อระเบียบระหว่างประเทศและสันติภาพของโลก “หลักฐานหลายปีแสดงให้เห็นว่าสหรัฐเป็นศูนย์กลางของความไม่สงบในภูมิภาค เป็นผู้ละเมิดระเบียบระหว่างประเทศและเป็นผู้ทำลายสันติภาพของโลก” พ.อ. อู๋เชียน กล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐในอิรักซีเรียลิเบียและประเทศอื่นๆ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 800,000 คนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน

“แทนที่จะไตร่ตรองตัวเอง สหรัฐกลับออกสิ่งที่อ้างว่าเป็นรายงาน แล้วแสดงความคิดเห็นผิดๆ เกี่ยวกับการป้องกันและพัฒนาการทางทหารตามปกติของจีน เราเรียกร้องให้สหรัฐเฝ้าดูการป้องกันประเทศและการก่อสร้างทางทหารของจีนอย่างเป็นกลางและอย่างมีเหตุผล และยุติการกล่าวความเท็จและรายงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารระดับทวิภาคีที่ดีต่อไป”

ทั้งนี้ รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ซึ่งหากบรรลุผลสำเร็จจะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐและความมั่นคงของระเบียบโลก เช่นเดียวกับความทันสมัยทางการทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนหากไม่ได้รับการวางแผนรับมือก็จะส่งผลในลักษณะเดียวกัน 

Photo by Jewel SAMAD / AFP

ทรัมป์ เชื่ออากาศเย็นลง แม้ไฟป่าคร่าชีวิตกว่า 35 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633004

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 11:09 น.ทรัมป์ เชื่ออากาศเย็นลง แม้ไฟป่าคร่าชีวิตกว่า 35 คนประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ไม่ห่วงปัญหาโลกร้อนเชื่อไฟป่าเกิดจากการบริหารจัดการ

BBC รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หมดความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากศและไฟป่าที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนีย โดยแถลงว่าอากาศที่นั่น “มันเริ่มจะเย็นลง คุณคอยดู ผมไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์จะรู้จริง”

ในขณะที่ไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และวอชิงตันได้เผาผลาญพื้นที่เกือบ 5 ล้านเอเคอร์ และคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 35 คนตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

โดยทรัมป์โทษว่าวิกฤตินี้เกิดจากการจัดการป่าไม้ที่ไม่ดี และเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่มีการบริหารจัดการป่าไม้ที่ดีกว่านี้ เช่น การเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่ตายแล้ว เพราะจะเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว โดยไม่เชื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าสาเหตุของไฟป่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โจไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตยังได้เรียกทรัมป์ว่า “ผู้ลอบวางเพลิงสภาพภูมิอากาศ”

Photo by Ethan Miller/Getty Images/AFP

ประเทศถังแตกเป็นอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632978

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 09:09 น.ประเทศถังแตกเป็นอย่างไร?การล้มละลายของประเทศหนึ่งเป็นแบบไหน และอาการถังแตกต้องแก้อย่างไร และเราถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง?

1. อาการ “ถังแตก” อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ในบางประเทศบางคนอาจเข้าใจว่าการที่รัฐบาลหาเงินมาใช้ไม่ทันก็คืออาการของถังแตก แต่ถ้าเงินสดในมือไม่พอแล้วถ้าเงินเก็บ (เช่นทุนสำรองระหว่างประเทศ) มีอยู่มากมายจะถือว่าถังแตกได้หรือไม่

2. โดยทั่วไปเวลาที่ประเทศหนึ่งอยู่ในภาวะถังแตกหรือล้มละลาย คือการที่ประเทศนั้นๆ ชำระหนี้ไม่ไหวแล้ว (sovereign default) จนเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ เมื่อถึงจุดนี้ประเทศนั้นๆ จะขอความช่วยเหลือลูกเดียวจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น IMF

3. ประเทศไทยเคยผ่านจุดนี้มาแล้วเมื่อครั้งวิกฤตการเงินเอเชีย “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 และต้องผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ลากยาวไปจนถึงปี 2550 ด้วยค่าเงินบาทที่ดิ่งลงฉับพลันทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศมีมูลค่ามหาศาลในชั่วข้ามคืนจนจ่ายกันไม่ไหว

4. วิกฤตต้ำยำกุ้งมีพื้นเพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยที่ปั่นกนขึ้นมาตั้งแต่ยุคของพล. อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่มาแตกโพละเมื่อเงินบาทถูกโจมตีจากนักเก็งกำไรเมื่อวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2540 รัฐบาลของพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธถูกบีบให้ต้องลอยค่าเงินบาท

5. สาเหตุที่ต้องลอยค่าเงินบาทเพราะในกระเป๋าเงินของเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอที่จะนำเงินบาทไปตรึงกับเงินดอลลาร์ ผลก็คือเมื่อลอยค่าเงินแล้วเงินบาทดิ่งลงอย่างต่อเนื่องจนทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศแทบเป็นไปไม่ได้ เช่น จากหนี้หนึ่งล้านบาทกลายเป็นหลายสิบล้านบาทเพราะค่าเงินลอยละลิ่ว

6. เมื่อประเทศหนึ่งตกอยู่ในสภาพนี้แล้วเศรษฐกิจย่อมมีปัญหา การตกงานขนานใหญ่จะเกิดขึ้น เมื่อคนตกงาน รัฐก็ไม่สามารถเก็บภาษีมาเป็นรายได้เแผ่นดิน หากไม่กระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวประเทศก็จะจมปลักอยู่อย่างนั้น แต่โชคดีที่เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัวในปี 2543 ทำให้มีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น

7. นอกจากปัญหาแบบวิกฤตต้มยำกุ้งแล้ว ประเทศหนึ่งๆ จะถังแตกได้เพราะใช้จ่ายมือเติบมาตลอดหลายปีด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาพัฒนาประเทศหรือจ่ายเงินเพื่อการบริหารประเทศ แต่หากเศรษฐกิจแย่ก็จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ทำให้ชำระหนี้ไม่ได้กลายเป็นประเทศล้มละลายไป

8. ในยุคก่อน หากประเทศหนึ่งผิดนัดชำระนี้อาจทำให้ประเทศเจ้าหน้าต้องใช้กำลังทหารบีบบังคับ (ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นไปได้อยู่) แต่วิธี “ศิวิไลซ์” กว่าคือการเจรจาต่อรอง ประเทศล้มละลายไม่อาจใช้คำว่าถังแตกแล้วเลี่ยงไม่จ่ายเงินไม่ได้ แต่ประเทศเจ้าหนี้ก็จะไปยึดประเทศก็ไม่ได้อีก

9. วิธีการก็คือการ “เล็มผม” (Haircut) ซึ่งเป็นศัพท์แสงทางการเงินหมายถึงการที่ลูกหนี้จ่ายคืนให้เจ้าหนี้ด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยที่น้อยกว่าราคาพาร์เพราะความสามารถมีแค่นั้น เช่นกรณีการล้มละลายของกรีซเจ้าหนี้พันธบัตรของกรีซได้เงินคืนแค่ 50%

10. ดังนั้นประเทศถังแตกจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องสิ้นชาติหรือต้องขายแผ่นดินกิน (แม้จะมีตัวอย่างของการขายแผ่นดินเพื่อใช้หนี้มาแล้ว เช่น กรณีของรัสเซียที่ขายอะแลสก้าเอาเงินมาใช้หนี้สงครามไครเมีย) วิธีการแก้ปัญหาถังแตกที่ตรงจุดที่สุดคือทำให้รัฐมีเงินให้มากที่สุดและเร็วที่สุด

11. วิธีหาเงินมี 2 แบบคือกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนมีงานและมีเงินและรัฐมีรายได้เข้ามาหรือกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเก็บเงินตราต่างประเทศ แต่วิธีการนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น ดังนั้น ประเทศที่ถังแตกจึงต้องใช้วิธีที่สอง คือขอเงินช่วยเหลือจากองค์กรอย่าง IMF

12. แต่การขอเงินจาก IMF มีเงื่อนไขพ่วงมาด้วย ในกรณีของไทยคือการบีบให้ไทยต้องเปิดเสรีภาคการเงินมากขึ้นแน่นอนว่าทำให้ความมั่งคั่งที่อยู่ในมือคนไทยออกไปอยู่ในมือประเทศที่ “ทุนหนา” มากกว่า อีกเงื่อนไขยอดฮิตคือการบีบให้รัฐบาลต้องลดการใช้งบประมาณลง

13. การลดงบประมาณหรือการรัดเข็มขัดทางการคลัง (austerity) ทำให้รัฐต้องตัดรายจ่ายที่จำเป็นต่อประชาชน ผลที่ตามมาคือประชาชนไม่พอใจจนเกิดการก่อหวอดต่อต้านทั้งรัฐทั้งคนให้เงินรัฐ ดังนั้นการขอเงินโดยมีเงื่อนไขแม้จะช่วยประเทศได้ แต่รัฐบาลนั้นมักจะอยู่ต่อไม่ได้

14. แล้วไทยตอนนี้ถังแตกหรือไม่? สถานการณ์ของประเทศไทยในตอนนี้คือมีรายได้ลดลงด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่นโยบายการคลังที่ไม่ได้ผลไปจนถึงเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ยังดีที่ทุนสำรองอยู่ในระดับที่สูงมากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก

15. อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของไทยโดย Fitch ยังอยู่ที่ BBB+ หรือมีสเถียรภาพ (Stable) ส่วนการจัดความน่าเชื่อถือโดย Moody’s เมื่อปีที่แล้วยกระดับไทยจากระดับ Stable ให้อยู่ที่ Positive

16. การเก็บภาษีไม่เข้าเป้าของรัฐบาลจะนำไปสู่ภาวะถังแตกหรือไม่? ตามปกติแล้วถ้าเงินไม่พอคลังก็ต้องกู้มาผ่านการขายพันธบัตร ซึ่งการกู้เงินนั้นเป็นเรื่องปกติของการบริหารการเงิน แต่การกู้นั้นอาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายได้เหมือนหลายประเทศที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะประเทศเหล่านั้นกู้เงินมาใช้แล้วผลตอบแทนไม่ดีเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ 

17. แล้วไทยจะมีจุดจบแบบนั้นหรือไม่? ต้องตอบว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องการเก็บรายได้จริงๆ และมีมาหลายปีแล้ว แต่โชคดีที่หากย้อนกลับไปที่การประเมินโดย Moody’s ที่บอกว่าการลงทุนโดยภาครัฐในด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะกับ EEC อาจจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย

18. หมายความว่าตราบใดที่รัฐบาลต้องกู้ ถ้ากู้มาแล้วลงทุนอย่างมีความหวังว่าจะได้กำไรกลับคืนมาเหมือนที่ Moody’s ก็เป็นสิ่งสมควรกู้และไม่ว่าคลังจะมีเงินมากหรือน้อย หากอนาคตของประเทศมีแวว ตราบนั้นโอกาสจะถังแตกจนล้มละลายก็มีน้อยเพราะเครดิตยังดีอยู่

19. อย่างไรก็ตาม การประเมินเครดิตของสถาบันต่างๆ ทำขึ้นก่อนการระบาดของโควิด-19 และก่อน “วิกฤตกระทรวงการคลัง” ของรัฐบาลไทย ในช่วงสามสี่ปีนี้รายได้ของประเทศจะหายไปอย่างมหาศาลเพราะการท่องเที่ยวสะดุด เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองมานานจะเริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้การเก็บรายได้จากภาษียิ่งไม่เข้าเป้า โอกาสที่จะใช้หนี้ที่กู้มาจึงยากขึ้น 

20. หากไทยยังไม่ถึงวันนั้นในเร็วๆ นี้ถามว่าตอนนี้ประเทศไหนที่ใกล้จะล้มละลายบ้าง ตอบว่าไม่ต้องมองไปไกล คือ “ลาว” ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทยนั่นเอง เพราะตอนนี้ทุนสำรองระหว่างประเทศของลาวน้อยกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีหนี้ต้องชำระมากว่า 1,000 ล้าน ซึ่งลาวใช้วิธีของความช่วยเหลือจากจีน

Photo by – / Mauritius Police Press Office / AFP

พบหลักฐานสำคัญ! ที่อาจจะบ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632988

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 08:22 น.พบหลักฐานสำคัญ! ที่อาจจะบ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ทีมนักดาราศาสตร์พบ ก๊าซ”ฟอสฟีน” ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ที่อาจบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ แต่อาจเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากโลกอย่างสิ้นเชิง

ดร. มติพล ตั้งมติธรรม – ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 63 ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย Jane Greaves จาก Cardiff University สหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy โดยมีการค้นพบโมเลกุลของฟอสฟีน ซึ่งอาจจะบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่แฝดกับโลก เนื่องจากมีทั้งขนาดและระยะห่างจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด แม้ว่าดาวศุกร์จะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกเพียง 30% แต่สภาวะเรือนกระจกทำให้ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น และเก็บกักความร้อนไว้มหาศาลจนมีสภาวะอุณหภูมิพื้นผิวร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้ นอกจากนี้ในชั้นบรรยากาศยังเต็มไปด้วยแก๊สของกรดกำมะถัน แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ครั้งหนึ่งดาวศุกร์อาจเคยมีมหาสมุทรและมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตมากกว่านี้

แต่บนชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไป พบว่าที่ความสูงราว 50 กม. เหนือพื้นผิวดาวศุกร์กลับมีสภาพอากาศที่อ่อนโยน มีอุณหภูมิเพียง 30 องศาเซลเซียส และอาจจะมีสภาพที่พอเหมาะกับสิ่งมีชีวิตได้ คาดการณ์กันว่าชั้นเมฆในบรรยากาศของดาวศุกร์อาจจะมีองค์ประกอบทางเคมีเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาที่นำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และยังคาดการณ์กันอีกว่าหากในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจจะอาศัยรังสียูวีจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งนี่อาจเป็นคำอธิบายหนึ่งถึงตัวดูดกลืนรังสียูวีปริศนาบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ที่จนทุกวันนี้ยังไม่ทราบคำตอบเป็นที่แน่ชัด

นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาองค์ประกอบของวัตถุใดนั้นจึงทำโดยการศึกษาสเปกตรัมที่วัตถุนั้นปลดปล่อยออกมา หากสามารถสังเกตสเปกตรัมในการดูดกลืนของวัตถุที่อยู่ห่างออกไป ซึ่งมีลักษณะ และรูปแบบช่วงการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สอดคล้องกับโมเลกุลของสารที่สามารถวัดได้ในห้องทดลองบนโลก จึงเท่ากับสามารถยืนยันได้ว่าโมเลกุลชนิดเดียวกันนี้จะต้องมีอยู่บนดาวดวงที่ทำการศึกษาอยู่ โดยหากพบการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรงกับโมเลกุลของฟอสฟีนจากสเปกตรัมที่ได้มาจากชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ จึงเท่ากับเป็นการยืนยันว่าในชั้นบรรยากาศนั้นมีโมเลกุลของฟอสฟีนอยู่

ทีมงานนักวิจัยค้นพบสเปกตรัมที่เกิดขึ้นจากโมเลกุลของฟอสฟีนบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ James Clerk Maxwell Telescope (JCMT) บนยอดเขาโมนาเคอา ในหมู่เกาะฮาวาย จึงได้ศึกษาซ้ำโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 45 ตัวของ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ในทะเลทรายของประเทศชิลี และได้ยืนยันการค้นพบการดูดกลืนในช่วงคลื่นที่ตรงกับโมเลกุลของฟอสฟีน เหนือความร้อนระอุจากพื้นผิวดาวศุกร์ที่อยู่เบื้องล่าง จึงเท่ากับเป็นการยืนยันการมีอยู่ของฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

ฟอสฟีน (Phosphine) เป็นโมเลกุลที่เป็นสารประกอบระหว่างธาตุฟอสฟอรัสและไฮโดรเจน สิ่งที่ทำให้การค้นพบฟอสฟีนบนดาวดวงอื่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากนั้น เนื่องจากบนโลกนั้นฟอสฟีนมีแหล่งกำเนิดเพียงแค่สองแหล่ง คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรม หรือเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน

ทีมนักวิจัยที่นำโดย William Bains จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) จึงลองทำการประเมินกลไกตามธรรมชาติที่อาจจะผลิตฟอสฟีนได้บนดาวศุกร์ ตั้งแต่ แสงแดด แร่ธาตุทื่ถูกพัดขึ้นมาจากพื้นผิวเบื้องล่าง ภูเขาไฟระเบิด ฟ้าผ่า ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะลองพิจารณาเช่นไร การคำนวณก็พบว่าแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติเหล่านี้ไม่สามารถที่จะผลิตแม้กระทั่งปริมาณฟอสฟีนหนึ่งในหมื่นของที่ตรวจพบโดยกล้องโทรทรรศน์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากทีมลองพิจารณาถึงแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตแล้ว กลับพบว่าหากสิ่งมีชีวิตทำงานแค่เพียง 10% ของขีดจำกัดสูงสุด ก็จะสามารถผลิตฟอสฟีนเพียงพอที่จะอธิบายปริมาณที่ตรวจพบบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ยังห่างไกลจากการยืนยันถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตพอสมควร แม้ว่าในปัจจุบัน ทฤษฎีที่บ่งชี้ว่าฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปริมาณฟอสฟีนที่พบได้ดีที่สุด แต่การจะยืนยันว่าดาวศุกร์นั้นมีสิ่งมีชีวิตยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลอีกมาก แม้ว่าชั้นบรรยากาศตอนบนของดาวศุกร์อาจจะมีอุณหภูมิเพียง 30 องศา แต่ชั้นบรรยากาศในบริเวณนี้นั้นก็ยังเต็มไปด้วยกรดกำมะถันกว่า 90% ซึ่งยังไม่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกที่สามารถอยู่รอดในสภาวะเช่นนั้นได้ หากชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์มีสิ่งมีชีวิตจริง ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์นั้นอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกที่รู้จัก