เหล้าจากพระเจ้า เนปาลดื่มเมรัยจากเทวรูปพระไภรวะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632350

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 12:26 น.เหล้าจากพระเจ้า เนปาลดื่มเมรัยจากเทวรูปพระไภรวะชาวเนปาลพากันไปดื่มสุราที่ต่อท่อยื่นมาจากพระโอษฐ์ของเศียรของพระเศวตไภราวะ (หรือเศวตไภรพ) ในจัตุรัสกาฐมาณฑุดูร์บาร์ กรุงกาฏมาณฑุ ในช่วงเทศกาลอินทรชาตรา ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 กันยายน

เทศกาลอินทรชาตราหรือเยนยาในปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 – 6 กันยายน มีขบวนแห่กุมารีและราชรถของเทพเจ้า เดิมนั้นมีขึ้นเพื่อรำลึกถึงการสถปานากรุงกาฏมาณฑุ หนึ่งในพิธีการสำคัญคือการนำเศียรของพระไภราวะไปประดิษฐานตามจุดต่างๆ ของเมือง

ทั้งนี้ พระไภรวะเป็นปางดุร้ายของพระอิศวร เชื่อกันว่าทรงแสดงความดุร้ายเพื่อให้สาวกได้รับการปกป้องจากภยันตรายต่างๆ โดยเศวตไภราวะมีผิวกายเป็นสีขาว

ก่อนปี 2015 ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมขบวนแห่หรือดื่มเมรัยที่ทำจากข้าวหมักจากพระโอษฐ์ของเศวตไภราวะ แต่ปัจจุบันผู้หญิงสามารถร่วมพิธีนี้ได้ดังที่จะเห็นได้จากภาพข่าวนี้

Photo by PRAKASH MATHEMA / AFP

บริษัทจีนเริ่มส่งรถไฟที่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติให้ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632376

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 12:21 น.บริษัทจีนเริ่มส่งรถไฟที่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติให้ไทยบริษัทจีนเริ่มส่ง รถไฟที่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับให้ไทย โดยไทยสั่งทั้งหมด 72 ขบวน รวม 288 ตู้ โดยมีกำหนดขนส่งเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี65

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 63 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บริษัทซีอาร์อาร์ซี ผู่เจิ้น บอมบาร์ดิเออร์ ทรานสปอร์เทชัน ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ พีบีทีเอส (PBTS) เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มจัดส่งรถไฟที่ผลิตในจีนไปยังประเทศไทยแล้ว โดยไทยสั่งรถไฟจากบริษัททั้งหมด 72 ขบวน

พีบีทีเอสระบุว่า รถไฟ 72 ขบวนที่จะถูกนำไปใช้ในประเทศไทยนี้ เป็นรถไฟที่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับ อีกทั้งยังสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอันทันสมัยด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสะดวกสบาย

พีบีทีเอส ระบุด้วยว่า การประกอบรถไฟ 2 ขบวนแรกเสร็จสิ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา และเริ่มดำเนินการขนส่งจากเมืองอู๋หู มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตของบริษัทไปยังประเทศไทย

รายงานระบุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 พีบีทีเอสลงนามในข้อตกลงกับหน่วยงานด้านการรถไฟของไทย เพื่อผลิตและขนส่งรถไฟ 72 ขบวน รวมทั้งหมด 288 ตู้ โดยมีกำหนดขนส่งเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี 2565

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะนำรถไฟเหล่านี้ไปใช้งานในสายรถไฟในตัวเมือง 2 สาย ซึ่งจะเปิดทำการในปี 2565

ภาพจาก http://en.pbts-crrc.com/ 

ความจนจะบีบให้เพื่อนบ้านหนีเข้าไทยไม่หยุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632347

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 11:03 น.ความจนจะบีบให้เพื่อนบ้านหนีเข้าไทยไม่หยุดชายแดนไทยเป็นจุดอ่อน แม้ว่าเพื่อบ้านบางประเทศจะไม่มีรายงานติดเชื้อในวงกว้างแต่เราไม่อาจจะไว้วางใจได้

พรมแดนของประเทศในไทยเวลานี้กำลังตกอยู่ในอันตราย ไม่ใช่จากการคุกคามของกองทัพใดๆ แต่จากการลักลอบเข้าเมืองของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านจากแทบจะทุกทิศทางและบางกรณียังมีประชาชนจากประเทศที่สาม เช่น ชาวจีนที่อยู่ในในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงแล้วหนีการระบาดจากที่นั่นเข้ามาในไทย

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอาการร่อแร่ในปีนี้แต่ก็ยังมีโอกาสให้กับงานบางกลุ่ม และแรงงานจากเพื่อนบ้านที่อพยพกลับบ้านไปในตอนนี้อาจกำลังถูกบีบจากความยากจนในบ้านตัวเองให้ต้องรีบกลับมาหางานทำในเมืองไทย หรือบางคนที่ยังไม่เคยมาทำงานในเมืองก็อาจต้องดิ้นรนเข้ามาในบ้านเรา

ตัวอย่างเช่น กัมพูชาที่มียอดผู้ติดเชื้อต่ำมากแต่ผลสะเทือนจากเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงมากกว่า และสื่อต่างประเทศ เช่น Deutsche Welle ชี้ว่าอาจทำให้กัมพูชาต้องกลับไปจมปลักกับความยากจนอีก ในเวลานี้โรงงานหลายแห่งไล่คนงานออก ทำให้แรงงานไม่มีงานทำและยังติดหนี้

การท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศก็เสียหายรุนแรง นี้รัฐมนตรีการท่องเที่ยวของกัมพูชาคาดการณ์ว่ากัมพูชาอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง จากปีที่แล้วที่ทำรายได้ถึง 4,900 ล้านเหรียญสหรัฐ

ความยากจนและไม่มีงานทำเริ่มบีบให้คนกัมพูชาหลบหนีเข้าไทยมากขึ้น เช่นเมื่อต้นเดือนสิงหาคมหน่วยทหารของกัมพูชาจับกุมชาวกัมพูชาที่พยายามหลบหนีเข้าไทยถึง 400 คนที่ จ. บอนเตีย เมียนเจย

แต่นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของไทยเท่านั้น เมื่อคนกัมพูชาที่พยายามหนีเข้าไทยถูกจับได้แล้วส่งตัวกลับมา ทางการกัมพูชาก็ต้องกักตัวเอาไว้ด้วยเพื่อรอดูอาการ เช่น เมื่อวันที่ 4 กันยายน Khmer Times รายงานว่า แรงงาน 28 คนที่ถูกส่งตัวกลับจากไทยฐานลักลอบเข้าเมืองต้องถูกกักตัวไว้ที่ จ. บอนเตีย เมียนเจย

เจ้าหน้าที่สั่งสอนแรงงานเหล่านี้ก่อนจะส่งไปกักตัวว่าอย่าไว้ใจตัวแทนจัดหางานและยังให้พวกเขาทำสัญญาว่าจะหยุดหางานทำในประเทศไทยเพราะถูกโกงได้ง่าย

แต่สำหรับบางคนแล้วความจนน่ากลัวกว่าการถูกโกงค่านายหน้า ดังนั้นเราจึงเห็นแรงงานข้ามชาติพยายามข้ามมายังที่ไทยตอลดเวลา

เช่น กรณีของคนลาวที่หลบหนีเข้าไทยโดยข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาเมื่อวันที่ 5 กันยายน รายงานของสยามรัฐระบุว่า ชาวลาวที่หนีข้ามมาอยู่ที่ลาวก็ไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ จึงหนีความอดอยากเข้ามาไทย โดยถึงกับต้องขายวัว ขายควาย ขายหมูเป็นค่ารถค่าเดินทางมีนายหน้าทั้งชาวไทยและลาวเรียกเก็บค่าหัวไปแล้วรายละ 5,000 บาท เพื่อเข้าไปทำงานที่กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล แต่มาถูกจับกุมตัวเสียก่อน

สยามรัฐรายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างชาติ จะโฆษณาชวนเชื่อว่าเมืองไทยเปิดรับแรงงานต่างชาติ ทั้งลาว เขมร และพม่า เข้ามาทำงานได้แล้วทำให้แรงงานต่างชาติหลายคนหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อมาแล้วหลายราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายแสนบาท

จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่ความจนเท่านั้นที่บีบให้แรงงานจากเพื่อนบ้านหนีเข้าไทย แต่เป็นเพราะคนบางกลุ่มหากินกับความยากลำบากของเพื่อนบ้านและบนความเสี่ยงของประเทศชาติ

สถานการณ์แบบนี้ยังเกิดขึ้นที่ชายแดนไทยเมียนมาซึ่งอันตรายกว่าฝั่งกัมพูชาและลาว เนื่องจากเมียนมาเกิดการระบาดอย่างหนักในเวลานี้ แต่ยังมีการลักลอบนำแรงงานเข้ามา The Strait Times ของสิงคโปร์ทำสกู๊ปรายงานว่าภาคธุรกิจในไทยกำลังเจ็บหนักจนยากจะฟื้่นตัวเพราะขาดแคลนแรงงงานเนื่องจากมาตรการควบคุมพรมแดนเข้มงวดมาก

ดังนั้นนอกจากความยากจนของเพื่อนบ้านแล้ว ความต้องการแรงงานจากเพื่อนบ้านยังเป็นตังการสำคัญที่ทำให้ขบวนการลักลอบเขาเมืองกำลังเปิดเกมส์รุกหนักมากในเวลานี้

หากมีแรงานต่างด้าวหลุดเข้ามาพร้อมโรคระบาดจนเกิดการระบาดในวงกว้างขึ้นมาอีก หากถึงขั้นล็อคดาวน์ธุรกิจที่ลักลอบแรงงานเข้ามาอาจะถึงขั้นพังพินาศจนไม่มีโอกาสทำแบบนั้นเป็นครั้งสองอีก 

ดังนั้นใคที่คิดจะจ้างแรงงานที่มีความเสี่ยงสูงเข้ามาสร้างความพินาศให้เศรษฐกิจต้องคิดให้ดีๆ! 

ไม่ต้องคิดไกลถึงสถานการณ์สมมติ แค่ตอนนี้คนไทยก็เริ่มผวากับการปรากฎตัวของแรงงานต่างด้าวโดยไม่ต้องถามกันเลยว่าแรงงานเหล่านั้นอยู่ในไทยมานานแล้วหรือหลบหนีเข้ามา แต่คนไทยกลัวเอาไว้ก่อนเพราะข่าวการระบาดของโควิด-19 ที่เมียนมาทำให้เราตืนตัวจนกลายเป็นความตื่นกลัว

แม้แต่แรงงานต่าวด้าวที่อยู่ในไทยใช่ว่าจะสบาย เพราะจากรายงานของ The Irrawaddy ของเมียนมามีการสัมภาษณ์แรงงานประมงเมียนมาคนหนึ่งในประเทศไทยว่า ปกติจะได้รับเงินทุกๆสามเดือน แต่ตอนนี้นายจ้างไม่บอกพวกเขาว่าจะได้รับค่าจ้างเมื่อใด และยังยึดบัตรประจำตัวและเอกสารส่วนตัวทั้งหมดของพวกเขา ส่วนแรงงานเหล่านี้ไม่มีใครกล้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงานต่าวด้าวในไทยนับว่าเลวร้ายมากในแง่สิทธิมนุษยชน แต่ยังน้อยเมื่อเทียบกับมาเลเซีย เมื่อเดือนมิถุนายนมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายชาวเมียนมาถึง 8 คนที่ฆ่าตัวตายในมาเลเซียเพราะแบกรับแรงกดดันไม่ไหวจากปัญหาโรคระบาด

ในเดือนกรกฎาคมสหประชาชาติเตือนว่าวิกฤตโควิด-18 จะทำลายวิถีชีวิตของแรงงานนอกระบบ 218 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว

AFP PHOTO / Ye Aung THU /

ฮ่องกงสลายม็อบประท้วงเลื่อนเลือกตั้ง จับผู้ชุมนุม 289 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632364

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 09:52 น.ฮ่องกงสลายม็อบประท้วงเลื่อนเลือกตั้ง จับผู้ชุมนุม 289 คนตำรวจฮ่องกงฉีดสเปรย์พริกไทยสลายม็อบประท้วงการเลื่อนเลือกตั้ง จับแกนนำ-ผู้ชุมนุม 289 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจของฮ่องกงได้เข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลฮ่องกงได้สั่งเลื่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่กำหนดเอาไว้ในวันที่ 6 ก.ย. 63 โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ประท้วงเกือบ 290 คน

รายงานระบุว่า กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 2 พันนาย ได้เข้าปราบปรามการจลาจลที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้สเปรย์พริกไทยฉีดเข้าใส่ผู้ประท้วงเพื่อสลายการชุมนุม พร้อมกับจับกุมตัวผู้ประท้วงอย่างน้อย 289 คน ซึ่งรวมถึงนายราฟาเอล หว่อง แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ นางแคร์รี ลัม ผู้บริหารสูงสุดของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สั่งเลื่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่กำหนดวันเลือกตั้งเอาไว้ใน วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2563 โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด

รัฐบาลฮ่องกงออกแถลงการณ์เมื่อช่วงค่ำวานนี้ โดยประณามการประท้วงว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเห็นแก่ตัว พร้อมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับการต่อสู้ไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายในฮ่องกงแสดงความไม่พอใจต่อการเลื่อนเลือกตั้ง โดยมองว่าเป็นความพยายามของจีนที่จะควบคุมเสรีภาพของฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในเดือนมิ.ย.63

โควิดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกทะลุ 880,000 รายแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632359

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 07:47 น.โควิดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกทะลุ 880,000 รายแล้วศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เผยยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดทั่วโลกทะลุ 880,000 ราย แล้ว สหรัฐตายมากสุดคิดเป็นสัดส่วน 1ใน5ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ รายงาน ณ เวลา 14.28 น.ของวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ หรือ 01.28 น.ของวันจันทร์ตามเวลาไทย ระบุว่า ทั่วโลกมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ 880,779 ราย และมียอดผู้ติดเชื้อกว่า 26,951,838 ราย

ทั้งนี้สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อจำนวน 6,262,989 ราย และผู้เสียชีวิตจำนวน 188,711 ราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ส่วนบราซิลมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสอง โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 4,123,000 ราย และจำนวนผู้เสียชีวิต 126,203 ราย ตามด้วยอินเดียซึ่งมีผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 4,113,811 ราย และเสียชีวิต 70,626 ราย

ขณะที่ ประเทศอื่นๆ ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 ราย ได้แก่ เม็กซิโก อังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศส

อเมริกันเดือด ผิวดำติดอาวุธแสดงพลังผิวขาวถือปืนขู่บ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632348

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 21:27 น.อเมริกันเดือด ผิวดำติดอาวุธแสดงพลังผิวขาวถือปืนขู่บ้างการเผชิญหน้าระหว่างสีผิวในสหรัฐยังไม่มีทีท่าจะผ่อนคลายลง ตรงกันข้ามในบางพื้นที่มีการแสดงพลังเข้าใส่กันอย่างชัดเจน

สมาชิกขบวนการ NFAC ถืออาวุแสดงพลังเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2020 ตามเวลาท้องถิ่นของเมืองลุยสวิลล์ รัฐเคนทักกี ประเทศสหรัฐ เพื่อให้ความคุ้มครองในขณะที่ผู้คนเดินขบวนไปยังงานแข่งม้าเคนทักกี ดาร์บี้เพื่อประท้วงการจัดงานนี้ และยังเรียกร้องความยุติธรรมให้กับบรีอนนนา เทเลอร์ หญิงชาวผิวดำที่เสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองลุยส์วิลล์ที่ยิงเธอจนเสียชีวิตในระหว่างการบุกจู่โจมที่อพาร์ตเมนต์ของเธอเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2020

ผู้ประท้วงต่อต้านการจัดงานแข่งม้าเคนทักกี ดาร์บี้ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับชาติ เนื่องจากผู้ประม้วงไม่ต้องการให้จัดงานในตอนนี้ สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวดำที่ต้องเสียชีวิตจากน้ำมือตำรวจ

การแสดงพลังของคนผิวดำครั้งนี้มีกลุ่ม NFAC ออกมาติดอาวุธเดินขบวนด้วย แต่ในเวลาเดียวกันยังมีกลุ่มขวาจัดที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวออกมาแสดงพลังด้วยการถืออาวุธและแต่งชุดลายพรางพร้อมกับเดินขบวนในเมืองลุยส์วิลเช่นกัน

Photo by Jeff Dean / AFP and Brandon Bell/AFP

Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP

วันเดียวพบติดโควิดเกือบแสน! อินเดียยังระบาดหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632356

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 20:20 น.วันเดียวพบติดโควิดเกือบแสน! อินเดียยังระบาดหนักอินเดียเจอผู้ติดเชื้อโควิดวันเดียว 90,632 ราย ตายเพิ่มอีกกว่า 1,000 ราย ทางการเร่งตรวจหาเชื้อในประชาชนต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอินเดียยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบผู้ติดเชื้อวันเดียวสูงสุดถึง 90,632 ราย ส่งผลให้ยอดติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 4,113,811 ราย

กระทรวงสาธารณสุขอินเดีย รายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 90,632 ราย ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับ 4,113,811 ราย ขณะเดียวกันพบผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 อีก 1,065 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 70,626 ราย

ขณะที่ผู้ที่ได้รับการรักษาจนหายแล้วอยู่ที่ 3,180,865 ราย ส่วนผู้ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีจำนวน 862,320 ราย

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียได้เร่งเพิ่มการตรวจหาเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน

ข้อมูลจากสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย (ICMR) ระบุว่า นับจนถึงวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. อินเดียได้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศไปแล้ว 48,831,145 ราย และเฉพาะวันเสาร์เพียงวันเดียวนั้น มีผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อจำนวน 1,092,654 ราย

ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก

“เมียนมา”พบติดโควิดใหม่82ราย ยอดรวมพุ่งกว่า 1,200ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632353

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 19:37 น."เมียนมา"พบติดโควิดใหม่82ราย ยอดรวมพุ่งกว่า 1,200ราย“เมียนมา”ยังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเจออีก 82 ราย ทำยอดรวมเพิ่มเป็น 1,253 ราย ขณะที่หลายเมืองคุมเข้มห้ามประชาชนออกนอกบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและกีฬาของเมียนมา รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 82 รายในวันที่ 5 ก.ย.63 ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,253 ราย

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำแนกได้ดังนี้ 65 รายในย่างกุ้ง 11 รายในรัฐยะไข่ 2 รายในรัฐฉาน และในพะโค มัณฑะเลย์ อิรวดี และเนปิดอว์ แห่งละ 1 ราย

ขณะที่ผู้หายป่วยจากโควิด-19 มีจำนวน 371 ราย และผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 7 ราย

รายงานข่าวระบุว่า ย่างกุ้งเป็นเมืองที่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศมากเป็นอันดับ 2 รองจากรัฐยะไข่ โดยย่างกุ้งมีรายงานผู้ติดเชื้อรวม 236 รายนับตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศอีกครั้ง หลังจากที่เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นการพบผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเท่านั้น

ทั้งนี้ เมียนมาพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อวันที่ 23 มี.ค. และเสียชีวิตรายแรกวันที่ 31 มี.ค.

รายงานข่าวระบุว่า เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในย่างกุ้ง ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ 7 เขตในย่างกุ้งอยู่ภายใต้คำสั่งห้ามออกจากบ้าน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. วันที่ 2 ก.ย.63

ประชาชนที่ต้องการออกไปซื้ออาหารหรือสิ่งของจำเป็น ไปคลินิก หรือออกไปนอกเขตเนื่องจากมีเรื่องเร่งด่วน จะต้องรายงานให้ทางการทราบและขออนุญาต

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. รัฐยะไข่ประกาศให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านเช่นกัน หลังมีการรายงานพบผู้ติดเชื้อภายในรัฐยะไข่พุ่งสูงขึ้น

ด้านเมืองมัณฑะเลย์ได้ออกประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจากย่างกุ้งและรัฐยะไข่จะต้องถูกกักตัวและตรวจหาโควิด-19 โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง

ขณะที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวง ประกาศคุมเข้มการเข้าเมืองในวันที่ 1 ก.ย. หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเนปิดอว์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทรัมป์ด่าทหารผ่านศึก “พวกขี้แพ้-พวกห่วย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632303

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 16:45 น.ทรัมป์ด่าทหารผ่านศึก "พวกขี้แพ้-พวกห่วย"หลังจากถูกแฉทรัมป์เหวี่ยงใส่นักข่าวอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่หนึ่งในสื่อที่รายงานเรื่องนี้เชียร์ทรัมป์มาโดยตลอด

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐตกที่นั่งลำบากอีกแล้วหลังจากถูกแฉโดยนิตยสารแอตแลนติกว่าเขาเรียกนาวิกโยธินที่ถูกสังหารในปฏิบัติการสงครามโลกครั้งที่ 1 ว่าเป็น “พวกขี้แพ้” (losers) และ “พวกห่วย” (suckers) ระหว่างที่เขาหาเหตุเลี่ยงที่จะไม่ไปเยี่ยมชมสุสานของกองทัพสหรับที่ฝรั่งเศส ระหว่างการเยือนฝรั่งเศสในเดือนพฤศจิกายนปี 2018

ในตอนนั้นทรัมป์อ้างว่าการที่เขาไม่ไปเยี่ยมสุสานทหารผ่านศึกอเมริกันก็เพราะสภาพอากาศเลวร้าย แต่ถึคงกระนั้นก็ยังทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรง

เจนนิเฟอร์ กริฟฟินผู้สื่อข่าวของฟ็อกซ์นิวส์กล่าวว่าอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลสองคนยืนยันกับเธอว่าประธานาธิบดี “ไม่ต้องการนั่งรถไปเยือนเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตชาวอเมริกันในสงคราม” ที่สุสาน Aisne-Marne นอกกรุงปารีส ซึ่งข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าสภาพอากาศไม่ใช่ปัจจัยที่ทรัมป์ไม่เดินทางไป

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยังบอกเธอด้วยว่าทรัมป์ใช้คำว่า “พวกห่วย” เพื่อลบหลู่ทหาร แต่ในบริบทที่แตกต่างกันโดยเขากล่าวถึงสงครามเวียดนาม

“เมื่อประธานาธิบดีพูดถึงสงครามเวียดนามเขาพูดว่า ‘มันเป็นสงครามที่โง่เขลา ใครก็ตามที่ไปก็เป็นพวกห่วย’ ” กริฟฟินอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อซึ่งกล่าวต่อไปว่า “มันเป็นความบกพร่องของตัวประธานาธิบดี เขาไม่เข้าใจว่าการที่บางคนต้องเสียสละชีวิตเพื่อประเทศ กลับการกระทำพวกเขาไม่คุ้มค่า”

หลังจากถูกแฉทรัมป์แสดงความโกรอย่างชัดเจน โดยธทวีตเมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ว่า “เจนนิเฟอร์ กริฟฟินควรถูกไล่ออกจากการรายงานข่าวแบบนี้ เธอไม่เคยโทรหาเราเพื่อขอความคิดเห็นเลย @FoxNews ควรจะจบสิ้น!” ทั้งนี้ ฟ็อกซ์นิวส์เป็นสื่อที่เอนเอียงมาทางพรรครีพับลิกกันและทรัมป์มาโดยตลอด

ทรัมป์พยายามปกป้องตัวเองอย่างดุเดือดหลังจากถูกแฉโดยนิตยสารแอตแลนติก ประณามว่าเป็น “ข่าวปลอม” เขาเรียกเจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารและผู้เขียนบทความนี้ว่าเป็น “คนน่าสมเพช”

Photo by Brendan Smialowski / AFP

มังกรกร้าว อินเดียอยากลองของกับจีนจะต้องแพ้ยับเยิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632315

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 14:48 น.มังกรกร้าว อินเดียอยากลองของกับจีนจะต้องแพ้ยับเยินGlobal Times ประกาศว่าจีนสามารถทำให้อินเดียประสบความสูญเสียทางทหารอย่างรุนแรง

หนังสือพิมพ์ Global Times ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนกล่าวหลังจากเกิดความตึงเครียดขึ้นระหว่างชายแดนของจีนกับอินเดียว่า จีนสามารถทำให้อินเดียประสบความสูญเสียทางทหารอย่างรุนแรงมากกว่าในอดีตหากอินเดียต้องการจะทำสงครามกับจีน

ท่าทีของสื่อรัฐบาลจีนมีขึ้นหลังจากที่กองกำลังของอินเดียอ้างว่าสามารถป้องกันกองทัพจีนที่จะยึดครองเนินเขาบนพรมแดนพิพาทของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียในเทือกเขาหิมาลัยทางตะวันตก

ในวันเดียวกันโฆษกกองทัพของจีนเรียกร้องให้อินเดียถอนทหารและอ้างว่าทหารอินเดียได้ข้ามพรมแดนที่ใช้ร่วมกันโดยละเมิดข้อตกลงกัน กระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวว่ากองกำลังชายแดนของจีนไม่ได้ล้ำเส้นการควบคุมที่แท้จริง (line of actual control) หรือเส้นแบ่งพรมแดนที่อิงกับการยึดครองในทางปฏิบัติของแต่ละฝ่ายโดยทับซ้อนพรมแดนที่อ้างบนแผนที่

“อินเดีย … กล่าวว่าได้เข้าขัดขวางกิจกรรมทางทหารของจีนก่อน การใช้คำว่า ‘ขัดขวางก่อน’ แสดงให้เห็นว่าเป็นกองกำลังของอินเดียที่เข้ามาสร้างความเสียหายก่อนและกองทหารของอินเดียได้เริ่มการเผชิญหน้าตีในครั้งนี้” Global Times กล่าวในบทบรรณาธิการ

บทบรรณาธิการเสริมว่าอินเดียจะต้องเผชิญกับ “จีนที่ทรงอำนาจ” และอินเดียไม่ควร “หลอกตัวเอง” ว่าจะได้การสนับสนุนจากสหรัฐจากความขัดแย้งนี้

“แต่ถ้าอินเดียต้องการมีส่วนร่วมในการทำสงคราม จีนมีเครื่องมือและขีดความสามารถมากกว่าอินเดียหากอินเดียต้องการประลองกำลัง ทหารของ PLA (กองทัพปลดแอกประชาชน) ก็จะทำให้กองทัพอินเดียต้องประสบกับความสูญเสียที่รุนแรงกว่าที่เคยทำในปี 1962 อย่างแน่นอน”

Photo by NARINDER NANU / AFP