ลาวยอมให้จีนเข้าดำเนินการเขื่อนผลิตไฟฟ้าแลกหนี้ก้อนโต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632230

วันที่ 04 ก.ย. 2563 เวลา 20:00 น.ลาวยอมให้จีนเข้าดำเนินการเขื่อนผลิตไฟฟ้าแลกหนี้ก้อนโตวงในเผยรัฐบาลลาวเตรียมยกการควบคุมส่วนใหญ่ในบริษัทผลิตไฟฟ้าให้จีนดำเนินการ หลังมีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้รัฐบาลจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทผลิตไฟฟ้า Electricite du Laos (EdL) ของรัฐบาลลาว ลงนามร่วมกับบริษัท China Southern Power Grid ของจีน ในการดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนร่วมกัน โดยลาวจะยกอำนาจควบคุมส่วนใหญ่ให้จีน

ด้านสถานทูตจีนในลาวระบุถึงสัญญาดังกล่าวในเว็บไซต์สถานทูตว่า ลาวมีหน้าที่ดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนการถือหุ้น เพียงแต่กล่าวว่าระหว่างที่ดำเนินการลาวสามารถซื้อหุ้นคืนได้

ขณะที่ทั้ง EdL และ China Southern Power Grid รวมทั้งรัฐบาลทั้งสองประเทศยังไม่ชี้แจงรายละเอียดการตกลงในครั้งนี้

สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ “การทูตกับดักหนี้” โดยการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงตามโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road) ให้ประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา นำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จนประเทศเหล่านี้ไม่สามารถชำระคืนได้ และในที่สุดก็ถูกบีบให้โอนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นเป็นของจีน

ขณะนี้จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของลาว

ที่ผ่านมาลาวลงทุนมหาศาลในโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้จากจีน โดยมีเป้าหมายในการเป็นแบตเตอรี่ของอาเซียน ทว่าโครงการเหล่านี้ รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงกำลังก่อหนี้ก้อนใหญ่ให้ลาว

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารโลกประมาณการณ์ว่า หนี้ของลาวจะพุ่งขึ้นจาก 59% ของปีก่อน เป็น 68% ของจีดีพีในปีนี้ และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทจัดอันดับมูดีส์เตือนว่า ลาวมีแนวโน้มจะผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตอันใกล้ โดยขณะนี้บริษัทสัญชาติจีนที่เข้ามาดำเนินการในโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าของลาวได้รับผลกระทบจากการชำระหนี้ล่าช้าจากรัฐบาลลาวแล้วหลายบริษัท

เมียนมาระส่ำ ยอดติดโควิดพุ่งไม่หยุดจนต้องปิดเมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632223

วันที่ 04 ก.ย. 2563 เวลา 18:04 น.เมียนมาระส่ำ ยอดติดโควิดพุ่งไม่หยุดจนต้องปิดเมืองหลวงตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในเมียนมาพุ่งขึ้น 2 เท่าตัวในเวลาไม่ถึง 10 วัน ทางการต้องสั่งคุมเข้มเข้า-ออกกรุงเนย์ปิดอว์

รัฐบาลเมียนมาประกาศคำสั่งผ่านเฟซบุ๊คว่า ผู้ที่จะเดินทางเข้ากรุงเนย์ปิดอว์ต้องเข้ารับการกักตัวและตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสและผลตรวจออกมาเป็นลบก่อน หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวเป็น 1,111 รายภายในเวลาไม่ถึง 10 วัน

บุคคลที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงต้องเข้ารับการกักตัวในสถานที่ที่รัฐบาลจัดไว้อย่างน้อย 7 วัน ส่วนบุคคลที่กลับจากพื้นที่อื่นจะได้รับการปล่อยตัวก่อนครบ 7 วันหากผลตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นลบ

เมียนมารายงานการพบผู้ติดเชื้อในประเทศครั้งแรกในรอบเดือนเมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาในเมืองซิตตุ่ย รัฐยะไข่ และนับแต่นั้นมาตัวเลขผู้ติดเชื้อก็พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งยังกระจายไปถึงเมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองใหญ่ จนทางการต้องสั่งล็อกดาวน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

อองซานซูจี มนตรีแห่งรัฐเผยว่า การแพร่ระบาดครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติของประเทศ พร้อมเตือนว่าหากฝ่าฝืนคำสั่งทางการจะมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปีตามกฎหมายภัยพิบัติแห่งชาติ

อีกแล้ว! ตำรวจสหรัฐใช้ถุงคลุมหัวชายผิวดำจนขาดอากาศเสียชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632220

วันที่ 04 ก.ย. 2563 เวลา 16:09 น.อีกแล้ว! ตำรวจสหรัฐใช้ถุงคลุมหัวชายผิวดำจนขาดอากาศเสียชีวิตเหตุการณ์อื้อฉาวนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเพิ่งเผยคลิปภาพต่อสาธารณชนเมื่อเร็วๆ นี้

คลิปเหตุการณ์ที่ได้จากกล้องบันทึกภาพติดตัวเจ้าหน้าที่เผยให้เห็นตำรวจในเมืองโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์กลงมาจากรถแล้วสั่งให้ แดเนียล พรูด ชายผิวสีวัย 41 ปี นั่งลงกับพื้นก่อนจะจับมือไพล่หลังแล้วสวมกุญแจมือ โดยที่พรูดอยู่ในสภาพเปลือยนั่งอยู่บนถนนสายหนึ่งในเมืองที่เปียกแฉะจากหิมะ ระหว่างนั้นพรูดตะโกนว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัสพร้อมกับพ่นน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่

3 นาทีต่อมา ตำรวจนายหนึ่งใช้ถุงคลุมศีรษะพรูดเพื่อป้องกันไม่ให้เขาพ่นน้ำลายใส่ ระหว่างนั้นพรูดพยายามลุกขึ้นยืน เจ้าหน้าที่จึงใช้เข่ากดบริเวณหลังให้นอนลงกับพื้น อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นพรูดเริ่มอาเจียน และแน่นิ่งไป ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ครอบครัวเผยว่าพรูดสมองตายขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

แพทย์สรุปผลการชันสูตรว่าชายผิวดำรายนี้ถูกฆาตกรรม โดยเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ และอาการหลอนจากการใช้ยาเฟนไซคลิดินเกินขนาด

ล่าสุดทางการนิวยอร์กสั่งพักงานตำรวจ 7 นายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้แล้ว

กรณีของพรูดกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องอื้อฉาวของตำรวจสหรัฐที่มักจะใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับคนผิวสีจนนำมาสู่การประท้วงทั่วสหรัฐ

จีนเตือนชาติอาเซียนอย่าหนุนตัวสร้างปัญหาอย่างสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632211

วันที่ 04 ก.ย. 2563 เวลา 14:13 น.จีนเตือนชาติอาเซียนอย่าหนุนตัวสร้างปัญหาอย่างสหรัฐจีนเพิ่มแรงกดดันชาติอาเซียนให้เลือกข้างก่อนหารือระเบียบปฏิบัติว่าด้วยทะเลจีนใต้ (Code Of Conduct) พร้อมเตือนอย่าสนับสนุนความพยายามของสหรัฐในภูมิภาคนี้  

หลัวเจ้าฮุย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้านกิจการอาเซียนของจีนเผยผ่านวิดีโอลิ้งค์ในงานสัมมนาว่าด้วยทะเลจีนใต้ว่า การเข้ามาแทรกแซงของสหรัฐคือต้นตอของปัญหาในทะเลจีนใต้ ทั้งยังกล่าวโจมตีพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศที่ประกาศสนับสนุนท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐต่อจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้และประเด็นร้อนอื่นๆ

“นอกจากเข้ามาแทรกแซงในทะเลจีนใต้แล้ว สหรัฐยังก่อตั้ง Quad กลุ่มที่เป็นแนวหน้าในการต่อต้านจีนที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่ามินินาโต (mini NATO) ซึ่งสะท้อนแนวคิดใฝ่สงครามเย็นของสหรัฐ” หลัวกล่าวโดยอ้างถึงกลุ่มที่จัดตั้งโดยสหรัฐ และมีญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดียเข้าร่วม

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้สังเกตการณ์มองว่า แม้ว่าจีนจะพยายามโน้มน้าวเพื่อให้บรรดาชาติอาเซียนสนับสนุนจีน แต่คำพูดที่แข็งกร้าวของหลัวต่อสหรัฐอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม เนื่องจากหลัวไม่ได้เสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อคลายความกังวลของชาติอาเซียนเลย

ด้าน จูเฟิง รองประธานศูนย์ความร่วมมือด้านการศึกษาทะเลจีนใจ้ของมหาวิทยาลัยหนานจิงเผยว่า คำกล่าวของหลัวมีขึ้นในช่วงที่จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมือง การทูต และการทหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากสหรัฐ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งของสหรัฐ ทรัมป์จึงต้องยกระดับความตึงเครียดกับจีนเพื่อเรียกคะแนนเสียงจากชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

หลัวยังกล่าวอีกว่า สหรัฐมักจะยั่วยุและพยายามบังคับให้ประเทศอาเซียนเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐ และสหรัฐเป็นภัยคุกคามต่อความสันติในทะเลจีนใต้และในอาเซียนทั้งภูมิภาค ทั้งยังเป็นตัวสร้างปัญหาสำหรับความร่วมมือ การพัฒนา และความมั่งคั่งของภูมิภาค

นอกจากนี้ หลัวยังกล่าวว่า การหารือกับประเทศอาเซียนว่าด้วยระเบียบปฏิบัติในทะเลจีนใต้จะมีขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์หน้า หลังจากต้องเลื่อนจากกำหนดเดิมเนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจขยับเข้าใกล้จุดเดือดหลังจาก ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐโจมตีว่าการครอบครองพื้นที่ในทะเลจีนใต้ของจีนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประกาศสนับสนุนประเทศที่มีปัญหาพิพาทกับจีนอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และไต้หวัน

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจีนยังพยายามตอบโต้สหรัฐและเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับหลายประเทศในเอเชียและยุโรป ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสงครามเย็นรอบใหม่ระหว่างจีนกับสหรัฐ โดย หยางเจี๋ยฉือ กรรมการกรมการเมืองกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เดินทางเยือนสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และเมียนมาเมื่อเร็วๆ นี้

พบสารในบุหรี่ไฟฟ้ารวมตัวกันกลายเป็นพิษกับปอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632172

วันที่ 04 ก.ย. 2563 เวลา 09:15 น.พบสารในบุหรี่ไฟฟ้ารวมตัวกันกลายเป็นพิษกับปอดนักวิทยาศาสตร์พบสารเคมีที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ารวมตัวกันกลายเป็นสารพิษที่มีอันตรายต่อปอดและหลอดเลือด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังมีการถกเถียงเป็นวงกว้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยหรือไม่ แต่นับวันยิ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้เพิ่มขึ้นว่าอุปกรณ์ชนิดนี้เป็นอันตรายกับสุขภาพ

ล่าสุด นักเภสัชวิทยาจากมหาวิทยาลัยดยุกในรัฐนอร์ทแคโรไลนาและมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐ พบว่า เมื่อสารเคมีที่ให้รสชาติในบุหรี่ไฟฟ้ารวมตัวกับสารละลายอื่นๆ จะก่อให้เกิดสารใหม่ที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ในปอดหลอดเลือดแดง และหัวใจ

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ BMJ Open พบว่า สารเคมีที่เกิดจากการรวมตัวกันอาจฆ่าเซลล์ที่อยู่ในปอด หรือทำให้ปลายเส้นประสาทที่เชื่อมโยงกับหัวใจและหลอดเลือดระคายเคือง โดยการระคายเคืองนี้จะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และสำหรับคนที่ไวต่อปฏิกิริยาต่างๆ อาจนำมาสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติและความดันโลหิตสูง

นอกจากนี้ ยังทำให้สารคัดหลั่งในจมูก ปอด และทางเดินหายใจหลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การไอและหายใจลำบาก รวมถึงทำลายโครงสร้างของเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติ

งานวิจัยยังระบุอีกว่า แม้จะสูดสารเคมีนี้เข้าไปในปริมาณน้อยก็ยังเกิดความเสียหายต่อเซลล์

การค้นพบนี้สร้างความประหลาดใจให้บรรดานักวิทยาศาสตร์อย่างมาก เนื่องจากคาดไม่ถึงว่าสารเคมีแต่ละอย่างจะไม่เสถียรและกลายเป็นสารพิษเมื่อรวมตัวกัน

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ใช่ชิ้นแรกที่พบว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์ไมนซ์ในเยอรมนีซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ European Heart Journal พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าทำลายหลอดเลือดในสมอง โดยทำให้หลอดเลือดแดงหนาขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพิ่มความดันโลหิต และสมองได้รับความเสียหาย

งานวิจัยของเยอรมนียังพบอีกว่า บุหรี่ไฟฟ้ายังสร้างสารเคมีที่ทำให้เอนไซม์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายกระตุ้นให้เกิดความเสียหายของเนื้อเยื่อภายใน

อินเดียป่วยรายวันทุบสถิติโลก วันเดียวติด 84,156 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632178

วันที่ 04 ก.ย. 2563 เวลา 06:43 น.อินเดียป่วยรายวันทุบสถิติโลก วันเดียวติด 84,156 คนสถานการณ์ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังหนัก วันเดียวพุ่ง 2.75 แสนราย แตะ 26.4 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.7 แสนราย อินเดียยังป่วยทุบสถิติรายวัน วันเดียวติด 84,156 คน

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 4 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 26,446,246 ราย เพิ่มขึ้น 275,446 รายเสียชีวิต 872,243 ราย เพิ่มขึ้น5,621ราย รักษาหาย 18,4634,277ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,331,877 ราย เพิ่มขึ้น 41,140ราย เสียชีวิต 190,959 ราย เพิ่มขึ้น995 ราย รักษาหาย 3,571,232 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 4,046,150 ราย เพิ่มขึ้น 44,728ราย เสียชีวิต 124,729ราย เพิ่มขึ้น 830ราย รักษาหาย 3,247,610ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 3,939,124 ราย เพิ่มขึ้น84,156ราย เสียชีวิต 68,569 ราย เพิ่มขึ้น1,083ราย รักษาหาย 3,032,916 ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 1,009,995 ราย เพิ่มขึ้น4,995 ราย เสียชีวิต 17,528 ราย เพิ่มขึ้น 114 ราย รักษาหาย 826,935 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 663,437 ราย เสียชีวิต 29,259 ราย รักษาหาย 480,177 ราย

6. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ641,574ราย เพิ่มขึ้น8,235 ราย เสียชีวิต 20,618ราย เพิ่มขึ้น270ราย รักษาหาย 489,151ราย

7.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 633,015ราย เพิ่มขึ้น2,420 ราย เสียชีวิต 14,563ราย เพิ่มขึ้น174ราย รักษาหาย 554,887 ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ610,957ราย เพิ่มขึ้น4,921 ราย เสียชีวิต 65,816 ราย เพิ่มขึ้น 575ราย รักษาหาย 424,990ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 488,513 เพิ่มขึ้น 8,959 ราย เสียชีวิต 29,234ราย เพิ่มขึ้น40ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ 451,198 ราย เพิ่มขึ้น 12,026ราย เสียชีวิต 9,361ราย เพิ่มขึ้น243 ราย รักษาหาย 322,461 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,427 ราย เพิ่มขึ้น 2 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,277 ราย

จีนเล็งตั้งฐานที่มั่นทางทหารในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632171

วันที่ 03 ก.ย. 2563 เวลา 20:20 น.จีนเล็งตั้งฐานที่มั่นทางทหารในไทยกลาโหมสหรัฐเผยไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จีนจะเข้ามาสร้างฐานที่มั่นทางทหาร

รายงานว่าด้วย “พัฒนาการทางทหารและความมั่นคงที่เกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน 2020” ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เผยว่า จีนมีแผนสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ทางการทหารให้ครอบคลุมส่วนใหญ่ของมหาสมุทรอินเดีย

“จีนหมายตาไทย เมียนมา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ศรีลังกา และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาและเอเชียกลาง เป็นที่ตั้งฐานที่มั่นโลจิสติกส์ทางทหาร” รายงานระบุ และจีนได้ทาบทามนามิเบีย วานูอาตู หมู่เกาะโซโลมอน เพื่อขอตั้งฐานที่มั่นดังกล่าวแล้ว

แซค คูเปอร์ นักวิจัยจากสถาบัน American Enterprise ในสหรัฐเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่ข้อสังเกตลักษณะนี้ปรากฏในรายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ

ความเชื่อของสหรัฐที่ว่าจีนมีแผนขยายแสนยานุภาพทางทหารในมหาสมุทรอินเดียมีต้นตอมาจากการเข้าไปตั้งฐานที่มั่นทางทหารแบบถาวรครั้งแรกในต่างประเทศที่ประเทศจิบูตีของจีนเมื่อปี 2017 โดยจิบูตีถือเป็นจะงอยแอฟริกาที่มีแผ่นดินยื่นเข้าไปในทะเลอาหรับ และจนถึงขณะนี้ฐานทัพในจิบูตียังเป็นฐานทัพนอกประเทศเพียงแห่งเดียวของจีน

จีนยืนยันว่าฐานทัพในจิบูตีมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนและภารกิจคุ้มกัน ทว่ารายงานของสหรัฐระบุว่าฐานทัพนี้เพิ่มศักยภาพภารกิจตอบโต้ทางทหารต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะกระทบต่อการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของจีนในภูมิภาค

นอกจากนี้ รายงานยังเชื่อว่ากัมพูชาได้เซ็นสัญญาลับกับรัฐบาลจีน โดยอนุญาตให้กองทัพจีนใช้หนึ่งในฐานทัพเรือของกัมพูชา แม้ทั้งจีนและกัมพูชาจะปฏิเสธก็ตาม

รายงานระบุต่อว่า การลงทุนในท่าเรือเอกชนของจีนในมหาสมุทรอินเดียถูกขนานนามว่าเป็นกลยุทธ์ “สายสร้อยไข่มุก” เพื่อขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและทหารของจีนในจุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งวันข้างหน้ากองทัพเรือของจีนอาจเข้าใช้พื้นที่เหล่านี้

อย่างไรก็ดี จีนปฏิเสธว่าไม่มีกลยุทธ์ดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์มองว่าจีนกำลังพยายามโอบล้อมคู่แค้นอย่างอินเดีย

ตีแผ่วิธีทรมานผู้ประท้วงสุดโหดของอิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632168

วันที่ 03 ก.ย. 2563 เวลา 19:09 น.ตีแผ่วิธีทรมานผู้ประท้วงสุดโหดของอิหร่าน แอมเนสตีแฉวิธีทรมานเพื่อล้วงคำตอบจากผู้ประท้วงที่ถูกรัฐบาลอิหร่านสลายการชุมนุมเมื่อปี 2019 

เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ชาวอิหร่านลุกฮือประท้วงที่รัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 50% เหตุการณ์บานปลายจนรัฐบาลต้องประกาศตัดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศเพื่อสกัดการปลุกระดมผ่านช่องทางออนไลน์ และในที่สุดมีการสลายการชุมนุมและจับตัวผู้ประท้วงกว่า 7,000 คน

ล่าสุด องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เปิดเผยกลยุทธ์ต่างๆ ที่รัฐบาลอิหร่านใช้ในการทรมาณผู้ประท้วงเมื่อปีที่แล้ว ที่ได้จากการสอบถามจากผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมตัว

Amnesty International พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับที่น่าตกใจ รวมทั้งการกักขังตามอำเภอใจ การบังคับสูญหาย และการทรมาน เพื่อให้ยอมรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วง เป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้านรัฐบาล หรือติดต่อกับรัฐบาลหรือสื่อต่างชาติ

วิธีการทรมานที่รัฐบาลอิหร่านใช้รวมถึงวอเตอร์บอร์ด (waterboarding) ซึ่งเป็นการทรมานด้วยการราดน้ำลงบนใบหน้าเหยื่อที่คลุมไว้ด้วยผ้าขนหนู ทำให้เกิดอาการสำลักน้ำเหมือนจมน้ำบนบก หรือวิธีที่เรียกกันว่า เกบับไก่ (chicken kebab) ที่จับคนไปผูกห้อยลงมาจากเสาที่ตั้งขนานพื้นโดยแขนถูกดึงไปด้านหลังเพื่อผูกติดกับข้อเท้า การใช้ไฟฟ้าชอร์ต การฉีดสเปรย์พริกไทยใส่อวัยวะเพศ การใช้ความรุนแรงทางเพศ การประหารชีวิตจำลอง การถอดเล็บมือและเท้า

การทรมานแบบ chicken kebab

Amnesty International ยังระบุอีกว่า พบชาวอิหร่านกว่า 500 คนถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้พิพากษาที่เอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลและกระทำอย่างเป็นความลับ

จีนเดินหน้าพัฒนาเซมิคอนดัคเตอร์เองหลังถูกสหรัฐบีบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632156

วันที่ 03 ก.ย. 2563 เวลา 17:13 น.จีนเดินหน้าพัฒนาเซมิคอนดัคเตอร์เองหลังถูกสหรัฐบีบรัฐบาลจีนมีแผนสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์เองในประเทศตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกชิปของสหรัฐ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลจีนเตรียมให้การสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รุ่นที่สามอย่างเต็มที่เป็นเวลา 5 ปี ไปจนถึงปี 2025 โดยได้บรรจุมาตรการส่งเสริมการวิจัย การศึกษา และการสนับสนุนทางการเงินไว้ในแผนพัฒนาชาติ 5 ปีฉบับที่ 14 ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะผู้บริหารประเทศในเดือน ต.ค.นี้

ขณะที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะทุ่มงบประมาณ ราว 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี ตั้งแต่เครือข่ายไร้สายไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ตลอด 5 ปีของแผนพัฒนาฉบับดังกล่าว

เซมิคอนดัคเตอร์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตและพัฒาเทคโนโลยีของจีน แต่ละปีจีนนำเข้าแผงวงจรมากกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ในจีนต้องพึ่งพาชิปจากสหรัฐ แต่หลังจากสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจากจีน ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถนำเข้าชิปจากสหรัฐอีกต่อไป

ทรัมป์ปัดจ่ายเงิน 62 ล้านเหรียญที่ค้างให้อนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632145

วันที่ 03 ก.ย. 2563 เวลา 15:06 น.ทรัมป์ปัดจ่ายเงิน 62 ล้านเหรียญที่ค้างให้อนามัยโลกสหรัฐมีแผนจะนำเงินสนับสนุนส่วนนี้ไปบริจาคให้กับองค์การสหประชาชาติแทน

ทางการสหรัฐประกาศจะไม่จ่ายเงินสนับสนุน 62 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1,945.96 ล้านบาทที่ติดค้างของปีนี้ให้กับองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยจะนำเงินส่วนนี้ไปบริจาคให้กับโครงการอื่นขององค์การสหประชาชาติ (UN)

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้น 1 วันหลังจากทรัมป์ประกาศจะไม่ร่วมโครงการพัฒนาวัคซีนกับ WHO และเป็นส่วนหนึ่งในแผนการถอนตัวออกจาก WHO หลังจากทรัมป์กล่าวหาว่าองค์กรดังกล่าวอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลเผยว่า ระหว่างดำเนินการถอนตัวซึ่งจะมีผลในเดือน ก.ค. 2021 สหรัฐจะยังเข้าร่วมการประชุมของ WHO บางการประชุม และจะบริจาคเงินให้กับบางโครงการ อาทิ โครงการกำจัดโปลิโอในอัฟกานิสถานและปากีสถาน รวมทั้งโครงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในลิเบีย ซีเรีย

ทั้งนี้ ขณะที่ทรัมป์ประกาศถอนตัวจาก WHO เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐจ่ายเงินสนับสนุนให้กับ WHO ประจำปี 2020 แล้ว 52 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1,631.73 ล้านบาท จากที่ต้องจ่ายทั้งหมด 120 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,764.22 ล้านบาท