อัตราเสียชีวิตจากโควิด-19อาจแย่กว่าไข้หวัดสเปน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632136

วันที่ 03 ก.ย. 2563 เวลา 13:10 น.อัตราเสียชีวิตจากโควิด-19อาจแย่กว่าไข้หวัดสเปนวิจัยชี้อัตราการเสียชีวิตจากเชื้อโคโรนาไวรัสอาจรุนแรงเท่ากับหรือแย่กว่าไข้หวัดสเปนที่ระบาดเมื่อ 102 ปีที่แล้ว

ช่วงเวลา 2 ปีที่ไข้หวัดสเปนระบาดมีผู้ติดเชื้อราว 500 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลกในขณะนั้น ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตคาดว่าอยู่ที่ 10-50 ล้านคน ขณะที่จนถึงขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสกว่า 25 ล้านคน เสียชีวิตรวม 850,000 คน

เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิต ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนและสหรัฐได้ใช้ข้อมูลใหม่และปรับปรุงแบบจำลองจากการระบาดระลอกแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีน โดยได้ข้อสรุปว่าอัตราการเสียชีวิตจาก Covid-19 อยู่ที่ 4.54%

ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์การเสียชีวิตจากไข้หวัดสเปนอยู่ระหว่าง 1.61-1.98%

อินผิง นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจงในเมืองอู่ฮั่นเผยว่า “การคาดการณ์นี้ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด การแพร่ระบาดของ Covid-19 อาจจะแย่กว่าไข้หวัดสเปนในปี 1918”

ป่วยโควิดทั่วโลกยังหนัก ติดเชื้อวันเดียวพุ่ง 2.8 แสนราย แตะ 26.1 ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632105

วันที่ 03 ก.ย. 2563 เวลา 06:40 น.ป่วยโควิดทั่วโลกยังหนัก ติดเชื้อวันเดียวพุ่ง 2.8 แสนราย แตะ 26.1 ล้านรายยอดติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังทะลัก วันเดียวพุ่ง 2.8 แสนราย แตะ 26.1 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.66 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 3 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 26,173,465 ราย เพิ่มขึ้น 281,414 รายเสียชีวิต 866,533 ราย เพิ่มขึ้น6,209ราย รักษาหาย 18,423,6205ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,296,939 ราย เพิ่มขึ้น 39,368 ราย เสียชีวิต 189,928 ราย เพิ่มขึ้น1,028 ราย รักษาหาย 3,537,105 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 4,001,422 ราย เพิ่มขึ้น 48,632 ราย เสียชีวิต 123,899ราย เพิ่มขึ้น 1,218 ราย รักษาหาย 3,210,405 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 3,848,968 ราย เพิ่มขึ้น82,860ราย เสียชีวิต 67,486 ราย เพิ่มขึ้น1,026ราย รักษาหาย 2,967,396ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 1,005,000 ราย เพิ่มขึ้น4,952 ราย เสียชีวิต 17,414 ราย เพิ่มขึ้น 115 ราย รักษาหาย 821,169 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 663,437 รายเพิ่มขึ้น 6,308 ราย เสียชีวิต 29,259 ราย เพิ่มขึ้น 191 ราย รักษาหาย 480,177 ราย

6. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ633,339ราย เพิ่มขึ้น9,270 ราย เสียชีวิต 20,348ราย เพิ่มขึ้น296ราย รักษาหาย 479,568ราย

7.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 630,595ราย เพิ่มขึ้น2,336 ราย เสียชีวิต 14,389ราย เพิ่มขึ้น126ราย รักษาหาย 553,456 ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ606,036ราย เพิ่มขึ้น6,476 ราย เสียชีวิต 65,241 ราย เพิ่มขึ้น 827 ราย รักษาหาย 421,373 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 479,554 เพิ่มขึ้น 8,581 ราย เสียชีวิต 29,194ราย เพิ่มขึ้น42ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ 439,172 ราย เพิ่มขึ้น 10,933 ราย เสียชีวิต 9,118 ราย เพิ่มขึ้น 199 ราย รักษาหาย 315,530ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,425 ราย เพิ่มขึ้น 8 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,274 ราย

ลิ้มรสของดีประจำเมือง ‘หัวหิน’ พร้อมจิบชายามบ่าย เคล้ากลิ่นอายตะวันตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632019

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 12:50 น.ลิ้มรสของดีประจำเมือง 'หัวหิน' พร้อมจิบชายามบ่าย เคล้ากลิ่นอายตะวันตกเดอะ มิวเซี่ยม พร้อมนำเสนอสุดสัปดาห์เคล้ากลิ่นอายตะวันตกแสนวิจิตร ชวนจิบชายามบ่าย ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน

อีกครั้งกับการนำเสนอธรรมเนียมจิบน้ำชาแบบดั้งเดิมสไตล์ตะวันตก ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ร่วมสัมผัสช่วงเวลายามบ่ายแสนวิจิตรตลอดทุกสุดสัปดาห์ พร้อมเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ พลางจิบชายามบ่ายหอมกรุ่นเคล้ากลิ่นอายตะวันตก ในสถานที่เลื่องชื่อแสนคลาสสิกประจำเมือง ที่ “เดอะ มิวเซียม คอฟฟี่แอนด์ทีคอร์นเนอร์”

ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ที่ เดอะ มิวเซียม คอฟฟี่แอนด์ทีคอร์นเนอร์ พร้อมนำเสนอธรรมเนียมการจิบน้ำชายามบ่ายตามขนบตะวันตก ผ่านชุดน้ำชาชุดพิเศษ 2 สไตล์ที่สร้างสรรค์ให้ทุกท่านได้เพลิดเพลิน พร้อมสรรพด้วยรายการของว่างคาวหวานแสนวิจิตรนานาชนิด เสิร์ฟคู่ชาหอมกรุ่นคุณภาพเยี่ยมจาก TWG (ทีดับบลิวจี) หลากหลายรสชาติ เพิ่มอรรถรสการจิบชายามบ่ายได้อย่างลงตัว พลางชมวิวสวนสวยสไตล์อังกฤษของโรงแรมที่เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กอันสวยงามของเมือง ในบรรยากาศสบายๆ ยามบ่ายของทุกสุดสัปดาห์

ชุดน้ำชายามบ่าย ชุดหัวหิน (Hua Hin) ราคา 450++ บาท ชาคุณภาพเยี่ยมเสิร์ฟพร้อมของอร่อยรสชาติดั้งเดิมของเมืองหัวหินหลายรายการ ทั้งของว่างและของหวานเจ้าดังที่เป็นที่คุ้นหูประจำเมือง ข้าวเหนียวมะม่วงรสชาติหวานมัน ม้าฮ่อ อาหารว่างไทยโบราณคลายร้อน ลูกชุบคำจิ๋ว ต้นตำรับชื่อดัง สาคูมะพร้าวอ่อน ในถ้วยพอดีคำชวนทาน ทองม้วนบางกรอบจากตลาดฉัตรไชย รวมถึงรายการที่ขาดไม่ได้ สโคนรสใบเตย เสิร์ฟเคียงครีมและแยมรสมะพร้าวที่ปรุงเป็นพิเศษเฉพาะที่ “เดอะ มิวเซี่ยม” โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เท่านั้น

ชุดน้ำชายามบ่าย ชุดโคโลเนียล (Colonial) ราคา 550++ บาท นำเสนอรสชาติตะวันตกคลาสสิกตามสไตล์ “โคโลเนียล” อันเป็นที่มาแห่งเรื่องราวประจำโรงแรม ด้วยรายการของว่างและของหวานแสนอมตะ จาก “เดอะ มิวเซี่ยม” ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทั้ง มาการองสไตล์ฝรั่งเศส เค้กช็อกโกแลตแสนคลาสสิก ครีมโรลเค้กรสกาแฟเข้มข้น แซนด์วิชแซลมอนรมควัน รวมทั้งสโคนรสดั้งเดิมที่ขาดไม่ได้กับครีมและแยมผลไม้รสพิเศษเติมความหวานอมเปรี้ยวให้กับยามบ่ายของคุณอย่างแน่นอน

ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบของหวานรูปแบบไหน เดอะมิวเซี่ยม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน พร้อมให้คุณได้ลิ้มลองหลากหลายเมนูขนมหวาน ขนมอบ เค้กและคุกกี้นานาชนิด เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม ชาและกาแฟ รวมถึงเมนูอาหารว่าง ตลอดทั้งวัน พร้อมการบริการที่เอาใจใส่ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของสวนไม้ดัดในบริเวณโรงแรม ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสวนที่สวยที่สุดในประเทศไทย

เดอะ มิวเซียม คอฟฟี่แอนด์ทีคอร์นเนอร์ ให้บริการจิบชายามบ่ายทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 3251 2021 หรืออีเมลล์ chbr@chr.co.th

เดอะ สตรีท รัชดา พร้อมกลับมา 24 (ชั่วโมง)อีกครั้งหลังโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632020

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 08:32 น.เดอะ สตรีท รัชดา พร้อมกลับมา 24 (ชั่วโมง)อีกครั้งหลังโควิดเอาใจสังคมคนนอนดึก เติมเต็มครบทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง เดอะ สตรีท รัชดา พร้อมกลับมาให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว

กระแสร้านค้าและร้านอาหาร รวมถึงบริการ 24 ชั่วโมง กำลังมาแรงในกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ที่ชอบใช้ชีวิตช่วงกลางคืน ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์วิถีคนเมือง จึงกลับมาเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อตอบโจทย์และเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ที่ไม่ยึดติดเรื่องเวลา โดยได้รวบรวมร้านค้า ร้านอาหารแบรนด์ดังต่างๆ ไว้เพื่อรองรับลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์นอนดึก ชอบใช้ชีวิตตอนกลางคืน หรือคนที่เลิกงานดึกก็สามารถมาใช้บริการ หรือรับประทานอาหารให้อิ่มท้องได้ตลอด

สำหรับร้านที่พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงในศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ได้แก่ Starbucks, KFC, Oishi Ramen, Kakashi, Burger King, A Ramen, Foodland supermarket, ZZ all day restaurant, Jetts 24 hours Fitness, ห้องซ้อมดนตรี Horizon Music และไปรษณีย์ไทย

นอกจากนี้ ศูนย์การค้าฯ ยังเตรียมเพิ่มร้านค้า ร้านอาหาร และบริการให้มากยิ่งขึ้น โดยในเร็วๆ นี้จะมีร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี K B.B.Q Korean Buffet เปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงเป็นสาขาแรกในไทย และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ได้วางแผนเพิ่มบริการด้านโลจิสติสก์ให้กลายเป็นฮับแห่งใหม่ใจกลางเมือง ซึ่งขณะนี้ศูนย์การค้าฯ ได้มีบริการของไปรษณีย์ไทย, DHL, Kerry Express และ J&T Express โดยจะดึง SCG Express และ Flash Express มาให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าได้มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น รวมถึงเปิดร้านค้าแบรนด์ดังอย่าง Mr. DIY และเปิดศูนย์การเรียนรู้ NSM Science Square ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เพื่อเติมเต็มความรู้ให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปด้วย

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632022

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 07:07 น.

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

ไทยเทอเรส ท้าลองความอร่อยครบเครื่อง กับรสชาติไทยแท้ในข้าวคลุกห่อใบบัว คัดสรรเมนูสุดตรึงใจให้ทุกคนได้ชิม บอกเลย..งานนี้อร่อยจนต้องขอห่อกลับบ้าน

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้
ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

ชูอาหารไทยให้สูงค่า ไทยเทอเรส (THAI TERRACE) ร้านอาหารในเครือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ชวนชิมอาหารโบราณกับเมนู “ข้าวคลุกห่อใบบัว” ที่มีให้เลือกอร่อยกันถึง 5 รสชาติ กับเมนูที่หากินได้ไม่ง่าย แถมพิถีพิถันทุกขั้นตอน อร่อย สะอาด บรรจงคัดสรรใบบัวธรรมชาติที่ไร้สารเคมีจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัย พร้อมให้ทุกคนได้ลิ้มรสเคล้าความอร่อยอย่างไทยแท้ ในราคาเพียง 199 บาท

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้
ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

สำหรับ 5 เมนูสุดอร่อยในข้าวคลุกห่อใบบัว ประกอบด้วย เมนูข้าวผัดธัญพืช-แปะก๊วยห่อใบบัว ข้าวผัดสูตรพิเศษที่อุดมด้วยโภชนาการ เต็มอิ่มด้วยธัญพืชหลากหลายและแปะก๊วย สรรพคุณดีต่อร่างกาย เพิ่มโปรตีนด้วยหมูทอดน้ำปลา เสิร์ฟในห่อใบบัวแบบวิถีรักษ์สิ่งแวดล้อม หนึ่งทางเลือกอร่อยของคนใส่ใจมื้ออาหาร

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้
ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

เมนูข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่-กุนเชียง-ไข่ต้มห่อใบบัว อีกหนึ่งเมนูที่ต้องลิ้มลอง ข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่ หอมกลิ่นเครื่องแกงและสมุนไพร อัดแน่นด้วยโปรตีนจากเครื่องเคียงทั้งกุนเชียงทอดและไข่ต้ม รสชาติเข้มข้นอร่อยเต็มคำ เสิร์ฟในห่อใบบัว สะท้อนภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพิ่มสเน่ห์อาหารไทยให้น่าลิ้มลองยิ่งขึ้น

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

ต่อด้วย เมนูข้าวอบกุนเชียง-หมูทอดน้ำปลาห่อใบบัว ข้าวอบกุนเชียงปรุงรสกลมกล่อม คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี เพิ่มความอร่อยด้วยหมูทอดน้ำปลารสเข้ม จัดเสิร์ฟในห่อใบบัวอย่างประณีต เมนูอร่อยถูกใจคนรักกุนเชียงและสาวกหมูทอด

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

เมนูข้าวผัดน้ำพริกกะปิ-ปลาทูทอดห่อใบบัว น้ำพริกกะปิรสจัดจ้านผัดคลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิ รับประทานคู่กับปลาทูทอดเครื่องเคียงหลักของน้ำพริกกะปิ จัดเสิร์ฟในห่อใบบัวแบบไทยพื้นบ้าน หนึ่งจานไทยรสอร่อยแฝงเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

ปิดท้ายที่ เมนูข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ-หมูทอดน้ำปลาห่อใบบัว ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือสูตรเฉพาะจาก “ไทยเทอเรส” ด้วยรสชาติจัดจ้าน เข้ากันอย่างลงตัวกับหมูทอดน้ำปลาแสนอร่อย เสิร์ฟในห่อใบบัวตามแบบไทยโบราณ หนึ่งเมนูครบเครื่องรสอาหารไทยที่ต้องลอง

ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้
ข้าวคลุกห่อใบบัว อร่อยครบเครื่อง รสชาติไทยแท้

ร่วมสัมผัสกับความอร่อยสุดคลาสสิค กับ “ข้าวคลุกห่อใบบัว” หลากคลายความอร่อย รสชาติไทยแท้ๆที่พร้อมให้ทุกคนได้ลิ้มลอง คลุกมาพร้อม แถมห่อใบบัวมาสวยงาม พร้อมเครื่องเคียงแน่นห่อ หอมอร่อยกันได้ ตั้งแต่วันวันนี้–15 กันยายน 2563 ที่ร้านไทยเทอเรสทุกสาขา *ยกเว้นฟู้ดลอฟท์ชิดลม (เซ็นทรัล ชิดลม)  และโพโรโระ อควาพาร์ค (เซ็นทรัล บางนา)

พักผ่อนชิลๆ ริมชายหาด @เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632003

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 19:55 น.พักผ่อนชิลๆ ริมชายหาด @เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหินเซ็นทารา ปักหมุดโลเคชั่นใหม่สุดปัง! เดินทางสะดวกทั้งชะอำ-หัวหิน ตอบโจทย์การพักผ่อนและสัมมนา เพลิดเพลินกับสระน้ำ เครื่องเล่น พร้อมเดินเฉิดฉายบนชายหาดส่วนตัว

เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน” รีสอร์ทแห่งใหม่ล่าสุดและนับเป็นแห่งแรกในชะอำ ภายใต้การดูแลของ “เซ็นทารา” เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โดยเซ็นทาราได้พัฒนารูปแบบและปรับปรุงพื้นที่เดิมของโรงแรมบีช การ์เด้น ให้มีความทันสมัย อีกทั้งยังนำเอามาตรฐานในแบบเซ็นทาราเข้ามาให้บริการ สลัดลุคเดิมๆ ด้วยการนำเสนอโรงแรมรูปโฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า ด้วยห้องพักที่อัพเกรดขึ้นแต่ราคายังคงเข้าถึงได้ พร้อม เนรมิตพื้นที่พักผ่อนส่วนกลางใหม่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว นักเดินทาง กลุ่มครอบครัว พร้อมรองรับการจัดประชุมสัมมนา โดดเด่นด้วยโลเคชั่นติดชายหาดที่ดึงดูด ทั้งไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และอยู่ระหว่างหาดขึ้นชื่อทั้งชะอำและหัวหิน

เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เป็นโรงแรมขนาด 190 ห้อง ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งเครื่องปรับอากาศแบบแยกเฉพาะห้อง ทีวีจอแบนพร้อมสัญญาณดาวเทียมช่องต่างประเทศ ตู้เซฟ ตู้เย็น เครื่องชงชากาแฟ ไดรเป่าผม ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี มีห้องพักให้เลือกหลายขนาดพร้อมกับวิวที่เลือกได้ตามความชอบ โดยเริ่มตั้งแต่ห้องขนาด 26-56 ตารางเมตร ภายในห้องพักตกแต่งอิงกับบรรยากาศธรรมชาติ ได้กลิ่นอายชายทะเล ถ่ายทอดผ่านโทนสีฟ้า น้ำเงินเข้ม และสีแทน ให้ความรู้สึกสุดผ่อนคลาย ทว่า ยังคงความสะดวกสบายตามสไตล์เซ็นทาราไว้อย่างครบถ้วน

บรรยากาศภายในห้องพัก

Superior

Deluxe

Deluxe ocean

Deluxe pool access

Deluxe pool terrace

Centra suite

Centra ocean suite

เติมความสุขทุกวันพักผ่อน

จัดเต็มกับความสนุกสนานในพื้นที่ส่วนกลางสุดหฤหรรษ์ ทั้งสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่มาพร้อมสไลเดอร์สีเหลืองสดใสที่สามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เอาใจหนูๆ ด้วยสระเด็กกับเห็ดสีแดง สนุกกับเกมส์และกิจกรรมสุดมันส์ที่ ห้องนีโม่คิดส์ คลับ ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ได้อาบแดดพักผ่อนสุดสบายบนเก้าอี้นอนริมสระ รีแลกซ์ด้วยการนวดผ่อนคลายที่ เซนส์ บาย สปา เซ็นวารี หรือเลือกเวิร์คเอ้าท์สร้างสุขภาพดีที่ฟิตเนสก็ยังได้

สำหรับใครที่มองหาสถานที่จัดงานประชุมสัมมนา จัดอีเว้นต์ งานแต่งงาน และงานเลี้ยงฉลองในโอกาสต่างๆ เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ก็ตอบโจทย์ด้วยสถานที่จัดเลี้ยงที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ และยังมีห้องสัมมนาจัดเลี้ยง 3 ห้อง ที่สามารถรองรับลูกค้าได้มากถึง 300 คน

พักผ่อนสบาย กิจกรรมสนุกเยอะ ทางด้านอาหารที่นี่ก็ไม่น้อยหน้า เพราะมาด้วยกันถึง 2 ห้องอาหาร เริ่มที่ ห้องอาหารเพิร์ล นำเสนอมื้ออิ่มอร่อยอาหารเลิศรสทั้งไทยและนานาชาติแบบฟิวชั่น ตามด้วย ห้องอาหารแซนด์ ห้องอาหารและบาร์ติดหาดที่นำเสนอเครื่องดื่ม ซีฟู้ด และรสชาติอาหารไทยแบบดั้งเดิม รวมถึงไฮไลท์เมนูต่างๆ ที่นำเสนอเป็นพิเศษโดยเชฟ นอกจากนั้น แขกผู้เข้าพักยังสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดและอาหารว่างได้ที่ สตาร์บาร์ บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน “ชะอำ” หาดชื่อดังที่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงเดินทางราว 2 ชั่วโมง ก็ยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวอยากไปสัมผัสความงดงามของท้องทะเลฝั่งอ่าวไทย และ นอกจากชายหาดขึ้นชื่อแล้ว ละแวกใกล้เคียงรวมทั้งภายในจังหวัดเพชรบุรี ยังมีสถานที่ที่น่าไปอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง), วัดถ้ำเขาย้อย, พระรามราชนิเวศน์, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ, ตลาดกลางคืนหัวหิน  ซิเคด้า มาร์เก็ต, เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ้าท์เลท หรือจะใช้เวลาเดินทางอีกนิดเพื่อไปยัง “หัวหิน” ก็สะดวกสุดๆ

พักผ่อนครั้งต่อไปให้ เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ดูแลคุณและครอบครัว แล้วจะรู้ว่าความสะดวก สบาย สนุกสนาน และเป็นส่วนตัว คือสิ่งที่รอคุณอยู่ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ www.centarahotelsresorts.com

สุดปัง! เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดดีลดีๆ ให้เพียบ!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631961

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 14:30 น.สุดปัง! เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดดีลดีๆ ให้เพียบ!!ฉลองครบรอบ 1 ปี เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต มอบดีลพิเศษลดสูงสุด 90% ห้ามพลาดกับ Weekly Surprise Sale ลด on-top เพิ่มอีกสูงสุด 40% ตั้งแต่วันนี้–30 ก.ย. 2563

ฉลองครบรอบ 1 ปี ‘CENTRAL VILLAGE 1ST ANNIVERSARY CELEBRATION’ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ด้วยดีลส่วนลดที่สุดแห่งปี ตอกย้ำตัวจริงแห่งวงการเอาท์เล็ตที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในไทย

ลดสูงสุดถึง 90% และ Weekly Surprise Sale รับส่วนลด on-top เพิ่มสูงสุด 40% พร้อมฟรี cash voucher สูงสุด 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 30 กันยายน 2563 พบกับ Exclusive Brands ถึง 67 แบรนด์ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล วิลเลจ อาทิ ALICE+OLIVIA, CHLOÉ, COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, JIMMY CHOO, KATE SPADE, KENZO, MARIMEKKO, MAX & CO., McQ, MICHAEL KORS, MOSCHINO, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, SALVATORE FERRAGAMO, VALENTINO, VIVIENNE WESTWOOD, BATH & BODY WORKS, COCCINELLE, MELISSA, SUNGLASS HUT, VICTORIA’S SECRET และอีกมากมายที่เติมเต็มทุกมิติการช้อปปิ้งแบรนด์เนมในราคาลดทุกวันตลอดทั้งปี 

ดีลพิเศษฉลองครบรอบ 1 ปี CENTRAL VILLAGE 1ST ANNIVERSARY CELEBRATION

Weekly Surprise Sale ทุกสัปดาห์จากแบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ รับส่วนลด on-top เพิ่มสูงสุดถึง 40% จากส่วนลดปกติทุกวันตลอดทั้งปี 35-90%

รับฟรี cash voucher สูงสุด 2,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ช้อปครบ 50,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้น Cardholder จาก Salvatore Ferragamo มูลค่า 12,500 บาท จำนวน 4 รางวัล และรางวัลพิเศษ ห้องพักจากโรงแรม ANANTARA VACATION CLUB MAI KHAO PHUKET 3 วัน 2 คืน มูลค่า 41,416 บาท จำนวน 1รางวัล (1สิทธิ์ / หมายเลขสมาชิกThe1 / ตลอดแคมเปญ)

รับสิทธิ์ VIP Lounge One Day Pass สำหรับลูกค้าที่ช้อปแบรนด์ในโซน Royal Village ได้แก่ COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, HOUR PASSION, KATE SPADE, KENZO, LUXE GALERIE, MAX & CO., MICHAEL KORS, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, RUNWAY EIGHTY, SALVATORE FERRAGAMO, TUMI

เซ็นทรัล วิลเลจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Bangkok Luxury Outlet เป็น Thailand’s First International Luxury Outlet ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 เพื่อมอบมาตรฐานและประสบการณ์การช้อปปิ้งเทียบชั้นเอาท์เล็ตระดับโลก ตั้งอยู่บนพื้นที่ 100 ไร่ พื้นที่โครงการ 40,000 ตร.ม. ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีแบรนด์ชั้นนำทั้งต่างประเทศและในประเทศกว่า 220 แบรนด์ใน 130 ร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็น First Time Outlet Shop ในประเทศไทย และอีกกว่า 67 แบรนด์ ได้เลือกเปิด Exclusive Outlet Store เฉพาะเซ็นทรัล วิลเลจ ครอบคลุมทุก category ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เข็มขัด เครื่องหนัง เครื่องประดับ รวมถึงแอคเซสซอรี่อื่นๆ อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น ธนาคาร

อิ่มอร่อยกับร้านอาหารยอดนิยมและคาเฟ่ อาทิ Starbucks, Red Diamond, Sushi Hiro, Bonchon, A Pink Rabbit Cake Cafe, Fuji, แหลมเจริญ, Café Amazon, MK Restaurant, ชาตรามือ, Swensen’s, ลาวญวน, Häagen-Dazs, Krispy Kreme, Tops Market และ Food Village ครบครันในที่เดียวได้ของครบทั้งครอบครัว มาช้อปปิ้งในบรรยากาศเหมือนไปเที่ยวต่างประเทศ พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับความร่มรื่นสวยงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบไทยโมเดิร์น (Thai Modern) เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งลักชูรี่เอาท์เล็ตที่คุ้มค่าให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต เปิดให้บริการทุกวันจันทร์–วันอาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. Starbucks เปิดให้บริการ 09.00-22.00 น. Tops Market เปิดให้บริการ 08.00-22.00น. และสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: http://www.centralvillagebangkok.com, LINE: @CentralLife, Facebook: Central Village, Instagram: centralvillagebangkok

How to ดิจิทัลดีทอกซ์ บำบัดอาการเสพติดก่อนปัญหาทางจิตจะถามถึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631956

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 13:10 น.How to ดิจิทัลดีทอกซ์ บำบัดอาการเสพติดก่อนปัญหาทางจิตจะถามถึงอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย นอกจากจะทำให้ดวงตาล้าเพราะแสงสีฟ้าแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ยังบ่งบอกถึงภาวะที่อาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า และโรคเครียดวิตกกังวลได้อีกด้วย

สำรวจตัวเองดูกันซิว่า สิ่งแรกที่เราทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร?

บางคนอาจจะเป็นการลุกไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่สำหรับหลายๆ คนในยุคนี้แล้ว อุปกรณ์ชิ้นแรกที่มองหาหลังตื่นนอนก็คงจะเป็นโทรศัพท์มือถือแน่ๆ ลองสไลด์หน้าจอ เช็กไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊กสัก 10 นาทีแล้วค่อยลุกไปอาบน้ำละกัน แต่รู้ตัวอีกทีคุณก็จิ้มๆ กดๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้นก่อนเข้านอนโทรศัพท์มือถือก็ดันกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราใช้งานไปอีก นอกจากการรับแสงสีฟ้าก่อนและหลังตื่นนอนที่ไม่ดีต่อสุขภาพตาของเราแล้ว อาการแบบนี้ยังบ่งบอกถึงภาวะการเสพติดโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดภาวะโรคซึมเศร้าและโรคเครียดวิตกกังวล

แต่อาการติดโซเชียลมีเดียก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนสายเกินแก้ คงไม่ถึงกับต้องเลิกขาดเพราะการสื่อสารผ่านช่องทางเหล่านี้ก็ยังจำเป็นอยู่ เพียงแต่อาจจะใช้วิธีลดปริมาณการเข้าถึงดูบ้าง หรือเปลี่ยนมุมมองในการใช้งานดู ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีดิจิทัล ดีทอกซ์ ทริคง่ายๆ จาก ธนาคารกรุงไทย ที่ทำตามง่ายๆ มาฝากกัน

1.ตั้งเวลาสำหรับทำดิจิทัลดีทอกซ์

ขั้นแรกให้ลองหยิบปฏิทินขึ้นมากางดูก่อนว่า วันไหนบ้างที่เราไม่ต้องยุ่งเรื่องงาน ไม่ได้มีนัดสำคัญๆ ลองเลือกมาสัก 1 วันในเดือนนั้นแล้วเซ็ตให้เป็นวันที่เราจะทำดิจิทัล ดีท็อกซ์กัน โดยลองปิดแจ้งเตือนทุกแอพพลิเคชั่นดูก่อนในเบื้องต้น หรือถ้ารู้สึกว่า วิธีนี้ยังตึงจนเกินไปให้ลองตั้งเวลากับตัวเอง หรือใช้แอพพลิเคชั่นแจ้งเตือนเข้าช่วย อาทิเช่น กำหนดเวลาเลิกใช้งานก่อนนอน 2 ชั่วโมง หรือตั้งเวลาช่วงในการเข้าใช้แอพพลิเคชั่นโซเชียล มีเดีย ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ให้มีช่วงที่จำกัดมากกว่าวันทำงาน

2.ใช้นาฬิกาปลุกแทนโทรศัพท์มือถือ

มีผลการสำรวจของสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้คนมากกว่า 68% ใช้โทรศัพท์มือถือตั้งปลุกตอนเช้า และวางไว้ข้างๆ ตัวขณะเข้านอน ซึ่งการวางมือถือไว้ใกล้ๆ หมอนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนมองหน้าจอ และจับโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนหลับตาเสมอ นอกจากปัญหาเรื่องแสงสีฟ้าแล้ว การวางมือถือไว้ใกล้หมอนแบบนี้ยังกระตุ้นให้เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทั้งหลังตื่น และก่อนนอนเป็นประจำแทนที่วิถีชีวิตประจำวัน ที่เราจะต้องลุกจากที่นอนไปอาบน้ำ และกินข้าวเช้า ฉะนั้นแล้วลองหันกลับไปสู่พื้นฐานที่สุดเหมือนตอนเด็กๆ คือ ใช้นาฬิกาปลุกแทน น่าจะช่วยลดอาการงัวเงียตื่นนอนแล้วคลำหามือถือก่อนเป็นสิ่งแรกได้ด้วยนะ

3.งดเล่นโทรศัพท์มือถือขณะทานข้าว

กลายเป็นว่า ในช่วงเวลาทานข้าวกลางวันหลายๆ คนเลือกที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย หรือบางครั้งก็ดูหนัง-ซีรีส์ไปด้วยเลย ถ้ากำลังมีอาการเหล่านี้อยู่น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดแล้วล่ะว่า คุณติดมือถือมากๆ แล้ว ช่วงเวลากินข้าวเราควรปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย และลดการมองแสงสีฟ้าที่มองจอคอมพิวเตอร์จากการทำงานมาแล้วบ้าง เราควรจะโฟกัสกับการกินข้าว รวมถึงผู้ร่วมโต๊ะอาหารในมื้อนั้นแทนจะดีกว่านะ

4.หากิจกรรมอื่นทดแทน

พอโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วก็ทำให้เราคิดไม่ออกเลยว่า กิจกรรมอื่นๆ นอกจากการอยู่หน้าจอแชตกับเพื่อน ดูหนัง-ซีรีส์แล้ว จะมีงานอดิเรกอะไรให้ทำอีกล่ะ จริงๆ แล้วกิจกรรมอื่นที่ช่วยผ่อนคลายยังมีอีกมากมาย อาทิเช่น การทำความสะอาดบ้าน ฟังแล้วอาจจะดูหนักหรือเหนื่อยเกินไป แต่จริงๆ แล้วมีงานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อสรุปตรงกันว่า การทำงานบ้านช่วยให้เราผ่อนคลายได้ดีทีเดียว อาจจะไม่ต้องทำให้ครบทุกส่วนของบ้าน เริ่มจากการทำทีละเล็กทีละน้อยไปก่อน ให้เราได้เห็นความสำเร็จบางส่วนที่พอจะจับต้องได้ หรือจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายๆ หน่อยอย่างการอ่านหนังสือที่เราชอบ ตั้งเป้าเล็กๆ ว่าเราจะอ่านเล่มนี้ให้จบภายในกี่วันๆ หลังจากซื้อมากองไว้นานหลายเดือน ความสำเร็จชิ้นเล็กๆ พวกนี้ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ดีเชียวล่ะ

5.ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นอันดับแรก

โซเชียลมีเดียช่วยให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันได้ครั้งละหลายๆ คนก็จริง แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ บางครั้งเรามักจะหลงลืมคนสำคัญที่อยู่ใกล้ๆ ตัว อย่างคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเองก็ดี  กระทั่งบางครั้งที่มีการนัดเจอกับกลุ่มเพื่อนเราก็มักจะเห็นอาการที่เรียกว่า ‘สังคมก้มหน้า’ อยู่บ่อยๆ ที่แม้จะมีเพื่อนสนิทนั่งอยู่ด้วยกัน แต่เรากลับเลือกกดโทรศัพท์มือถือแทน อาจจะด้วยความเคยชินหรืออะไรก็ตาม ในส่วนนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ให้ลองวางโทรศัพท์มือถือไว้ไกลๆ ตัวเมื่อคุณออกไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน แทนที่จะสนใจใครก็ตามบนโซเชียลมีเดีย ลองเปลี่ยนมาโฟกัสคนที่อยู่ตรงหน้าแทน หรืออาจจะลองใช้ยาแรงด้วยการไม่พกโทรศัพท์ติดตัวไปเลยก็จะช่วยให้เราโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น

แพทย์ย้ำอาหารและพฤติกรรม ตัวการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631951

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 12:13 น.แพทย์ย้ำอาหารและพฤติกรรม ตัวการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้แพทย์แนะวิธีเลี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง” ย้ำเลี่ยงอาหารไขมันสูง ฟาสต์ฟู้ด ปิ้งย่างไหม้เกรียม น้ำมันทอดซ้ำ เนื้อสัตว์แปรรูป และปรับพฤติกรรมก่อนสาย พร้อมแนะนำเรื่องการตรวจและการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป แนะเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ส่วนปัญหาอุปสรรคของการรักษาโรคมะเร็งคือ โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาเคมี จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลทุกครั้ง บางครั้งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาไม่เป็นไปตามรอบการให้ยาและขาดความต่อเนื่อง กรมการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงได้ร่วมผลักดัน นโยบายเรื่องการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน (Home chemotherapy) เป็นชุดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตรงเวลา มีประสิทธิภาพ ให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่ดีกว่า อีกทั้งยังพบว่าการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน มีต้นทุนต่ำกว่าการบริการยาเคมีที่โรงพยาบาลอีกด้วย การรักษาด้วยวิธี Home chemotherapy จัดเป็นการพัฒนารูปแบบบริการการแพทย์วิธีใหม่ หรือเรียกว่า “New Normal of Medical Service” สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากโดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค เช่น อาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น การกินอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรค 

อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขาดการออกกำลังกาย การมีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน ตลอดจนการมีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ เป็นต้น สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ (polyp) และพัฒนาจนเป็นมะเร็งโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค อาการจะแสดงก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งอาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง หากผิดปกติควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป

ด้านข้อมูลโดย ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ แนะนำเรื่องการตรวจและการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่  ดังนี้

การตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ (Laparoscopic Surgery)คือแผลเล็ก เสียเลือดลดลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ควรจะเข้ารับการผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล โดยกล้องที่ใช้ในการผ่าตัด เป็นกล้องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพความละเอียดและความคมชัดสูง และสามารถสร้างภาพให้เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน การผ่าตัดสามารถทำได้อย่างแม่นยำและช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกๆ 5-10 ปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ แนะนำให้มาตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร พยายามหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ หันมาให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานผักและผลไม้ รวมถึงการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันร่วมกับการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็ง

น้ำด่าง ความแตกต่างที่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631948

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 11:20 น.น้ำด่าง ความแตกต่างที่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?รู้หรือไม่! น้ำดื่มปกติมีค่ากรดด่างเป็น 7 แต่น้ำด่างมีค่ากรดด่างเป็น 8 หรือ 9 ส่วนเลือดของเรามีค่ากรดด่าง 7.35-7.45 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย และเมื่อน้ำถูกเปลี่ยนส่วนประกอบทางเคมีจะส่งผลดีต่อสุขภาพจริงๆ หรือ?

รู้เท่าทันการดื่มน้ำด่าง นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กประเด็น “รู้เท่าทันการดื่ม #น้ำด่าง”  ระบุ ปัจจุบันมีกระแสการส่งเสริมให้ดื่มน้ำด่างกันอย่างกว้างขวาง เรามารู้เท่าทันน้ำด่างกันดีกว่า

น้ำด่าง หรือน้ำไอออนที่ส่งเสริม ก็คือน้ำที่ทำให้มีสภาพเป็นด่างด้วยเครื่องไอออนไนเซอร์ ซึ่งมีขายกันทั่วไปราคาหลักหมื่น เครื่องนี้จะเปลี่ยนส่วนประกอบทางเคมีของน้ำทำให้น้ำเป็นด่าง น้ำดื่มปรกติมีค่ากรดด่างเป็น 7 แต่น้ำด่างมีค่ากรดด่างเป็น 8 หรือ 9 เลือดของเรามีค่ากรดด่าง 7.35-7.45 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย

ฝ่ายที่สนับสนุนและธุรกิจจำหน่ายเครื่องทำน้ำด่างกล่าวอ้างว่า น้ำด่างเป็นน้ำที่มีชีวิต มีพลังในการหล่อเลี้ยงร่างกายเหมือนพืชผักที่สด ดูดซึมได้ดีกว่าน้ำทั่วไป และทำหน้าที่เหมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์เสื่อม

ดังนั้น จึงมีการกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของน้ำด่างไว้มากมาย ตั้งแต่รักษาโรคหรืออาการที่เกิดจากภาวะเป็นกรดมาก เช่น ข้ออักเสบ มะเร็ง เบาหวาน เนื่องจากมีเกลือแร่ในน้ำด่าง ช่วยให้กระดูกดูดซึมเกลือแร่เหล่านี้และนำไปใช้ ทำให้กระดูกบางตัวช้าลง

โมเลกุลของน้ำด่างจะเล็กกว่าน้ำทั่วไป ทำให้ดูดซึมเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้เร็วกว่า และช่วยขับสารพิษและกรดออกจากเซลล์ได้ดีขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขไทยเคยทำการวิจัยน้ำไอออนยี่ห้อหนึ่งที่ขายในเมืองไทย โดยนำมาใช้กับผู้ป่วยเอดส์ในปี พ.ศ.2554 และอ้างว่าทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการทบทวนการศึกษาทางวิชาการใน Cochrane Library จากเอกสารทั้งสิ้น 907,144 บทความ ไม่พบว่ามีบทความการทบทวนน้ำด่างเกี่ยวกับหัวข้อประโยชน์ต่อสุขภาพดังกล่าว และใน PubMed ก็ไม่พบการทบทวนเกี่ยวกับหัวข้อนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงว่า ยังไม่มีการวิจัยที่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้พอว่า น้ำด่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพดังที่กล่าวอ้างมา

ข้อมูลโดย นพ.ประพจน์ เภตรากาศ ระบุ เมื่อประมวลความเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ ที่เห็นค้านการกล่าวอ้างประโยชน์ของน้ำด่าง มีดังนี้

สรุปคือยังขาดหลักฐานทางการแพทย์ที่จะยืนยันประโยชน์ของการดื่มน้ำด่างว่าดีต่อสุขภาพ