“ตาล้า” สร้างปัญหาตามมามากกว่าที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631873

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:30 น.“ตาล้า” สร้างปัญหาตามมามากกว่าที่คิด#ยิ่งล้ายิ่งพัง เช็กลิสต์ดวงตาว่าเริ่มมีอาการบ่งชี้ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาล้าบ้างหรือยัง พร้อมรู้วิธีแก้ก่อนปัญหาจะมาถึง

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ทั้งการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพตาของเรา ปัญหากล้ามเนื้อตาล้า จึงกลายมาเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุหลักของกล้ามเนื้อตาล้าเกิดจากการใช้งานดวงตามากจนเกินไป 

โดยจะมีอาการบ่งชี้ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาล้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ซึ่งอาการเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้นาน ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันได้ เพราะการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อดวงตาสามารถก่อให้เกิดความตึงเครียดของร่างกาย ซึ่งจะกระทบเชื่อมโยงไปถึงอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของร่างกายในบริเวณอื่น ๆ เช่น ใบหน้า กราม และขมับ นำไปสู่อาการอ่อนล้าสะสมและอาจส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือก่อให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากละเลยไม่ยอมดูแลสุขภาพดวงตา อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคดวงตาอื่น ๆ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือกล้ามเนื้อตาเกิดการเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรอีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาตาล้า

วิธีแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาล้ามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น

หากปรับพฤติกรรมและหมั่นดูแลสุขภาพของดวงตาให้กล้ามเนื้อตาแข็งแรง ความพังที่จากอาการตาล้าจะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน ผู้ที่สนใจ “Lens Zeen” สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้านหอแว่นทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Facebook แฟนเพจ https://th-th.facebook.com/HawvanFAN/

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631874

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:20 น.ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง พบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 12,000 คน

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีสาเหตุมาจากวิถีชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานเนื้อแดง เนื้อแปรรูปเป็นประจำ อาหารกากใยน้อย อาหารปิ้งย่าง รมควัน ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้จากการปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตและหมั่นสังเกตตัวเองว่าการขับถ่ายเป็นปกติดีหรือไม่ หากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยวิธีการตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ

องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631849

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 06:30 น.องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะองค์กรคือชีวิต มนุษย์ต้องการการยอมรับ ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมดนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ

ความท้าทายของผู้นำองค์กร

โลกสังคมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แน่นอนคลุมเครือและซับซ้อนส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วนระบบเดิมล่มสลายการปรับตัวเป็นไปอย่างรุนแรงทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นองค์กร บุคลากรขาดความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ไม่สามารถนำตนเองได้ นอกจากนี้ บุคลากรยังขาดความเข้าใจในแนวคิดเชิงระบบ จึงขาดกระบวนการเรียนรู้ ขาดองค์ความรู้ จึงแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนไม่ได้ อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคลากรขาดศรัทธา ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ทีมงานจึงไม่เข้มแข็ง ขาดการเสริมพลังร่วม ขาดความร่วมมือ เล่นไม่เป็นทีม ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นด้านผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราพบว่ามักมีอาการปัญหาดังต่อไปนี้

1. ตนในฐานะตำแหน่งผู้นำองค์กรที่มีประสบการณ์มากกว่าตนจึงพยายามสอนและถ่ายทอดให้ทุกอย่าง

แม้ให้ผลตอบแทนอย่างดี แต่ทำไมเวลาสั่งการอะไรลงไป กลับไม่มีใครฟัง พวกเขาไม่เคยทำตาม รับปากไปก็เท่านั้น เล่นก็ไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่ทุ่มเท ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ ไม่เสียสละ ไม่ช่วยเหลือกัน 

นั่นเป็นเพราะว่าผู้นำองค์กรขาดความเข้าใจว่าคนคือมนุษย์มนุษย์มีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมายพวกเขาต้องการการยอมรับต้องการกำลังใจต้องการความเข้าใจต้องการการมอบอำนาจความเชื่อใจไว้วางใจต้องการการเห็นคุณค่าแต่ผู้นำไม่ค่อยให้ความสำคัญยิ่งไกว่านั้นผู้นำยังยึดติดอยู่กับตำแหน่งและคิดว่าตนสามารถสั่งการหรือทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่เมื่อเขาไม่ได้รับการยอมรับมันเหมือนกับว่าผู้นำไม่เห็นเขามีค่าดังนั้นเขาจึงไม่เห็นคุณค่าในตัวผู้นำด้วยจึงไม่เกิดการยอมรับกันหนักเข้าก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายการทำงานจึงไปคนละทิศคนละทางไม่เป็นหนึ่งเดียว

2. ตนในฐานะผู้นำองค์กรตนก็พยายามผลักดันทุกอย่างทำงานอย่างหนักเพื่อเป็นแบบอย่างแต่ทำไมทุกคนดูเฉื่อยชาขาดความมุ่งมั่นทุ่มเทขาดความกระตือรือร้น

นั่นเป็นเพราะว่า แม้ตนจะเข้าใจว่าบุคคลมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างเหลือเฟือ แต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาเพิ่มเติมได้อย่างไร เพราะไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพที่แท้จริงว่าคืออะไร มันอยู่ในรูปของอะไร และก็ไม่รู้ว่าจะขับมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร

3. ตนในฐานะผู้นำองค์กร มีวิสัยทัศน์กว้างไกล องค์กรมีทิศทาง มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีค่านิยมร่วม แต่ทำไมบุคลากรเล่นไม่เป็นทีม ยังสับสน เดินไปคนละทิศคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

นั่นเป็นเพราะว่า บุคลากรขาดเป้าหมายร่วม มองคนละภาพ เข้าใจคนละแบบ ต่างคนต่างทำ แยกส่วน ขาดความเชื่อมโยง ไม่เสริมกัน ขาดพลังร่วม ยิ่งไปกว่านั้น ตนในฐานะผู้นำองค์กรยังขาดความเข้าใจมุมมองเชิงระบบ ไม่สามารถโน้มน้าวและเชื่อมโยงให้บุคลากรมองภาพเดียวกัน และขับศักยภาพนั้นออกมาเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ให้เป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้

ทางออกของปัญหา 

การแก้ปัญหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้ องค์กรส่วนใหญ่มักเน้นแต่การพัฒนาด้านทักษะการบริหารจัดการ ระเบียบโครงสร้าง และขั้นตอนการทำงาน ซึ่งถือว่ายังไม่ตรงประเด็น  แล้วอะไรคือรากของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในรูปของพฤติกรรมนั้น

ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมด

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ และส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กร หากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว อาการของปัญหาก็ปรากฏตามที่กล่าวข้างต้น 

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วอะไรๆก็ง่ายไปหมด

คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่า สะท้อนถึงความมีคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด

ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้วยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วยเพราะองค์กรคือชีวิตเมื่อบุคคลได้รับการยอมรับได้รับความไว้วางใจเมื่อนั้นบุคคลจึงรู้สึกเข้มแข็งเกิดความเชื่อมั่นสามารถพัฒนาและขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่สามารถนำตนเองได้เกิดความมุ่งมั่นกระตือรือร้นเล่นเชิงรุกจากจุดนี้จะเป็นก้าวสำคัญนำไปสู่การเห็นคุณค่าในความแตกต่างใจจึงเปิดกว้างรับฟังเกิดความเข้าใจกันไว้วางใจกันเกิดศรัทธาเชื่อมั่นและยอมรับซึ่งกันและกันทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ภาวะผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างทีมงานอย่างมีสวนร่วมเกิดการเชื่อมโยงที่สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพองค์กรจึงมีความเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน

พอมเพโอเล็งปิดสถาบันขงจื่อของจีนทั่วสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632099

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 19:50 น.

พอมเพโอเล็งปิดสถาบันขงจื่อของจีนทั่วสหรัฐสหรัฐเตรียมปิดสถาบันของจื่นทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ อ้างเป็นแหล่งจัดหาสายลับ

ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยกับสถานีโทรทัศน์ Fox Business Network ว่า หวังว่าศูนย์วัฒนธรรมสถาบันของจื่อของจีนที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐจะถูกปิดทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้

พอมเพโออ้างว่า รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนทางการเงินกับสถาบันขงจื่อเพื่อให้จัดหาสายลับและแนวร่วมตามมหาวิทยาลัย

เมื่อเดือนที่แล้ว พอมเพโอระบุว่าศูนย์ที่ทำหน้าที่จัดการสถาบันขงจื่นในสหรัฐเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจีนในระดับโลกและแผ่อิทธิพลชั่วร้าย ซึ่งทางการสหรัฐต้องขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยงานต่างชาติ

เมื่อถูกถามถึงคำเตือนของ หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนที่ระบุว่าควรหลีกเลี่ยงสงครามเย็น ซึ่งเป็นการเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐที่กำลังทวีความตึงเครียด พอมเพโอกล่าวว่า การเปรียบเทียบกับสงครามเย็นเป็นเรื่องที่พอมีความเกี่ยวข้อง แต่ความท้าทายกับจีนแตกต่างออกไป

“ครั้งนี้ต่างจากสงครามเย็น เพราะสหรัฐต้องเผชิญความท้าทายกับประเทศที่มีประชากร 1,400 ล้านคน ความท้าทายนี้แตกต่าง เพราะเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจ”

ทรัมป์ไม่ร่วมโครงการวัคซีนโควิดกับอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632090

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 18:15 น.

ทรัมป์ไม่ร่วมโครงการวัคซีนโควิดกับอนามัยโลกสหรัฐปฏิเสธร่วมโครงการพัฒนาวัคซีนโคโรนาไวรัสกับนานาชาติ เพราะโครงการนี้ริเริ่มโดยองค์การอนามัยโลก

จัดด์ เดียร์ โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า สหรัฐจะไม่เข้าร่วมโครงการพัฒนาและจัดหาวัคซีน Covid-19 กับนานาชาติ เนื่องจากเป็นโครงการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ทรัมป์กล่าวหาว่าไม่สุจริต

“สหรัฐจะยังร่วมมือกับพันธมิตรนานาชาติเพื่อขจัดเชื้อโคโรนาไวรัส แต่จะไม่ยอมถูกจำกัดโดยองค์กรพหุภาคีที่อยู่ภายใต้อิทธิพลขององค์การอนามัยโลกที่ทุจริตและจีน” โฆษกทำเนียบขาวกล่าว

เดียร์ยังระบุอีกว่า ทรัมป์จะทุ่มงบประมาณไม่อั้นเพื่อสร้างความมั่นใจว่าวัคซีน Covid-19 ของสหรัฐผ่านมาตรฐานระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

ขณะนี้กว่า 170 ประเทศกำลังหารือเข้าร่วมโครงการพัฒนาและจัดหาวัคซีน Covax ซึ่งนำโดยองค์การอนามัยโลก เพื่อช่วยให้แต่ละประเทศเข้าถึงวัคซีน Covid-19 อย่างเท่าเทียม โดยตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 2,000 ล้านโดสภายในปี 2021 แล้วแจกจ่ายไปทั่วโลก แต่จนถึงขณะนี้ยังจัดหาได้เพียง 300 ล้านโดสเท่านั้น

การปฏิเสธร่วมมือกับ WHO เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ประกาศถอนตัวจาก WHO เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างว่า WHO อยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนมากเกินไป

เศรษฐกิจออสเตรเลียถดถอยครั้งแรกในรอบ 29 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632083

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 16:40 น.

เศรษฐกิจออสเตรเลียถดถอยครั้งแรกในรอบ 29 ปีปีนี้ออสเตรเลียเจอศึกหนักทั้งไฟป่าและการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายน้อยลง จนกระทบเศรษฐกิจประเทศ

สำนักงานสถิติของออสเตรเลียเผย เศรษฐกิจออสเตรเลียในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้หดตัว 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกซึ่งหดตัว 0.3% นับเป็นการหดตัวมากที่สุดในรอบ 61 ปี และยังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี

นอกจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสที่ทำให้ธุรกิจทั่วออสเตรเลียหยุดชะงักแล้ว เมื่อต้นปีที่ผ่านมาออสเตรเลียยังต้องเผชิญกับไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้การบริโภคและการจับจ่ายในประเทศ รวมทั้งการท่องเที่ยวพลอยสะดุดไปด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สกอต มอร์ริสัน อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วกว่า 200,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือราว 4.6 ล้านล้านบาท

ดูเตร์เตไฟเขียวศุลกากรยิงทิ้งนักลอบขนยาเสพติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632073

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 15:25 น.

ดูเตร์เตไฟเขียวศุลกากรยิงทิ้งนักลอบขนยาเสพติดกว่า 4 ปีที่ผู้นำฟิลิปปินส์สั่งปราบยาเสพติด มีผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดถูกวิสามัญไปแล้วกว่า 5,700 ราย

ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ เผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เพิ่งออกคำสั่งอนุมัติให้ เรย์ ลีโอนาร์โด เกอร์เรโร อธิบดีกรมศุลกากร วิสามัญฆาตกรรมผู้ลักลอบขายาเสพติดเข้าประเทศได้ทันที และก่อนหน้านี้ยังอนุมัติให้กรมศุลกากรซื้ออาวุธเพิ่มตามคำขอของอธิบดีด้วย

คำกล่าวนี้ถือเป็นหนึ่งในการประกาศศึกที่ชัดเจนไปยังผู้ค้ายาเสพติดนับตั้งแต่ดูเตร์เตประกาศสงครามกับยาเสพติดแบบหนักหน่วงเมื่อ 4 ปีก่อน

จนถึงขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดถูกวิสามัญฆาตกรรมไปแล้วกว่า 5,700 คน ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลดูเตร์เตอย่างหนัก รวมทั้งมีการเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสอบสวนการวิสามัญฆาตกรรมในสงครามยาเสพติดของฟิลิปปินส์

ขณะที่ดูเตร์เตปฏิเสธข้อกล่าวหาวิสามัญฆาตกรรมมาตลอด โดยระบุว่าผู้ต้องหาที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมส่วนใหญ่ต่อสู้หรือคุกคามชีวิตของเจ้าหน้าที่

สหรัฐกังวล จีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ใกล้เป็นคลังแสงที่สมบูรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632038

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 12:15 น.

สหรัฐกังวล จีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ใกล้เป็นคลังแสงที่สมบูรณ์กลาโหมสหรัฐคาดจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น 2 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

รายงานประจำปีเกี่ยวกับกองทัพจีนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ปัจจุบันจีนมีหัวรบนิวเคลียร์ในระดับต่ำๆ ราว 200 หัว นับเป็นครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดังกล่าว โดยเพนตากอนคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น 2 เท่า

ขณะที่สมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกาคาดว่ามีราว 320 หัว

หากจีนสะสมหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึงระดับที่เพนตากอนคาดไว้จะทำให้กองทัพจีนขบับเข้าใกล้กับการมีคลังแสงนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์ (nuclear triad) หรือสามเหล่านิวเคลียร์ คือขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถยิงได้จากภาคพื้นดิน (ICBM) เครื่องบินทิ้งระเบิดที่โจมตีทางอากาศ (strategic bomber) และขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM)

แชด สบราเกีย รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า ก่อนหน้านี้จีนมีแค่ 2 ใน 3 ของสามเหล่านิวเคลียร์ แต่กำลังพัฒนาขีปนาวุธบรรจุหัวรบนิวเคียร์ที่ยิงจากอากาศ โดยมีรายงานว่าเมื่อเดือน ต.ค. 2019 จีนเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6N ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ลำแรก

สหรัฐระบุว่า การคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของหัวรบนิวเคลียร์ในคลังแสงของจีนอยู่บนปัจจัยหลายอย่าง อาทิ จีนมีวัสดุมากพอที่จะเพิ่มการสะสมอาวุธนิวเคลียร์เป็น 2 เท่าอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องผลิตวัสดุฟิสไซล์ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มเติม

การเปิดเผยนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐทวีความตึงเครียด และสหรัฐยังต้องการให้จีนเข้าร่วมสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย (New START) ทว่าจีนปฏิเสธ โดยอ้างว่าสหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าจีนถึง 20 เท่า

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักข่าว Global Times ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนรายงานว่า จีนจำเป็นต้องเพิ่มหัวรบนิวเคลียร์ให้ได้ 1,000 หัวให้เร็วที่สุด

ความจริงที่ทำให้สีจิ้นผิงต้องปิดบังเอาไว้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632012

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 09:59 น.

ความจริงที่ทำให้สีจิ้นผิงต้องปิดบังเอาไว้การชี้ให้เห็นว่าสังคมจีนเหลื่อมล้ำพอๆ กับสหรัฐจะบั่นทอนราศีของสีจิ้นผิงในฐานะผู้นำ ทำให้ประชาชนกังขาในตัวเขา

โตมาส์ พิคเกตตี้ (Thomas Piketty) นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสมีหนังสือเล่มหนึ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก คือ “ทุนในศตวรรษที่ 20” (Capital in the Twenty-First Century) ซึ่งขายดิบขายดีในจีน อาจเป็นเพราะมันวิพากษ์ความไม่เท่าเทียมกันของสังคมทุนนิยม

แม้แต่สีจิ้นผิงก็ยังชมเชยหนังสือเล่มนี้ อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ตีแผ่ภาวะจนกระจุกรวยกระจายในโลกตะวันตก และสีจิ้นผิงใช้หนังสือของพิคเกตตี้เพื่อย้ำว่าจีนมาถูกทางแล้วในการสร้างความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำ

ในระยะหลัง (โดยเฉพาะล่าสุดคือเดือนสิงหาคมปีนี้) พรรคคอมมิวนิสต์จีนย้ำถึงความสำคัญของแนวคิดมาร์กซิสต์มากจนผิดสังเกต ทั้งๆ ที่ผ่านมาจีนแทบจะเป็นทุนนิยมเต็มตัวอยู่แล้ว ส่วนแนวคิดมาร์กซิสต์เป็นแค่คำสอนที่ยกขึ้นหิ้งเอาไว้งั้นๆ

แนวคิดมาร์กซิสต์วิพากษ์การกอบโกยของระบอบทุนนิยมโดยกดขี่ชนชั้นแรงงาน แนวคิดนี้จึงลงรอยกับทุนนิยมไม่ได้ เพียงแต่ก่อนที่จะไปถึงสังคมที่ทุกคนครอบครองทุนและกำไรโดยเท่าเทียมกัน (สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์) จะต้องมีวิวัฒนาการบนรากฐานของทุนนิยมเสียก่อน จากนั้นค่อยๆ วิวัฒนาการเป็นสังคมที่เหลื่อมล้ำน้อยลงเรื่อยๆ

ดังนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เคยเป็นมาร์กซิสต์สุดโต่ง พยายามล้มล้างชนชั้นและนายทุน สุดท้ายแล้วไม่อาจฝืนธรรมชาติได้ จึงต้อง “แก้” เพื่อประนีประนอมกับสังคมโลกที่ยังอยู่ในระดับขั้นของทุนนิยม โดยเริ่มตั้งแต่สมัยเติ้งเสี่ยวผิง หลังจากนั้นมาจีนจึงใช้ระบอบ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน”

สีจิ้นผิงก็สืบทอดแนวคิดนี้เหมือนผู้นำจีนยุคหลังเติ้งเสี่ยวผิงทุกคน เพียงแต่สีจิ้นผิงมีลักษณะรวบอำนาจและเป็นผู้ชี้นำทางความคิดมากกว่าผู้นำจีนที่ผ่านๆ มา เขาพยายามที่จะยกระดับตนเองให้เหมือนเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิงที่เป็นทั้งผู้นำและเจ้าทฤษฎีเศรษฐกิจสังคม

สีจิ้นผิงจึงผลักดันแนวคิดของตนเองที่อิงกับ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” และยังจะเผยแพร่แนวคิดแบบมาร์กซิสม์เพิ่มเติมโดยบอกว่า “ให้ยึดหลักมาร์กซิสม์เเอาไว้” และ “มาร์กซิสม์คืออาวุธที่จะนำชัยชนะแห่งอนาคตมาสู้จีน” และ “ในที่สุดทุนนิยมจะพินาศและสังคมนิยมจะมีชัย”

แต่หนังสือของโตมาส์ พิคเกตตี้เล่มล่าสุดอาจทำให้สีจิ้นผิงต้องคิ้วขมวด เพราะตีแผ่ความไม่เท่าเทียมกันของจีนที่รุนแรงขึ้น จากที่เคยเท่าๆ กับยุโรป (ซึ่งพยายามเกลี่ยความมั่งคั่งให้เท่ากันด้วยแนวคิดสังคมนิยม) ล่าสุด จีนเริ่มที่จะมีคนรวยกระจุกจนกระจายแบบสหรัฐแล้ว

หมายความว่าตอนนี้จีนกำลังจะกลายเป็นสังคมที่มีคนรวยนิดเดียว คนจนและคนชั้นกลางมากมายมหาศาลเหมือนสหรัฐซึ่งเป็นทุนนิยมตัวพ่อ และหมายความว่า “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ที่สีจิ้นผิงพยายามโปรโมตกำลังจะล้มเหลว หรืออย่างน้อยกำลังจะกลายพันธุ์เป็นแบบสหรัฐ ประเทศที่จีนเคยยิ้มเยาะในหนังสือเล่มก่อนของพิคเกตตี้

ความล้มเหลวของสังคมนิยมแบบจีน (หรือแบบสีจิ้นผิง) ไม่ใช่เรื่องน่ายิ้มเยาะ เพราะมันมีหลักการที่น่าชื่นชม เป็นการเกลี่ยความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกันการทำสงครามกับความความยากจน นี่คือเป้าหมายที่ทุกประเทศควรมี แต่มันเกิดความผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้ “ความฝันจีน” ของสีจิ้นผิงต้องสะดุด

หนังสือเล่มล่าศุดของพิคเกตตี้ คือ Capitalism and Ideology (ทุนนิยมและอุดมการณ์) อุทิศบทที่ 12 ให้กับสังคมคอมมิวนิสต์และอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ โดยชี้ว่าตอนนี้จีนกำลังเริ่มจะมีสภาพเหมือนรัสเซียซึ่งเป็นอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งครอบงำโดยพวกธนาธิปไตย หรือคนรวยที่กุมความมั่งคั่งส่วนใหญ่เอาไว้

ตอนนี้จีนมีคน “โคตรรวย” แบบรัสเซีย และพิคเกตตี้บอกว่า “เมื่อถึงปลายทศวรรษที่ 2010 จีนแทบจะไม่ต่างจากสหรัฐเลยในแง่ของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และเห็นได้ชัดว่าเป็นสังคมเหลื่อมล้ำกว่ายุโรป ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความเท่าเทียมกันมากที่สุดเมื่อเทียบกับสามภูมิภาคนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 80”

ข้อความแบบนี้ทำให้รัฐบาลจีนรับไม่ได้ และขอให้ทางสำนักพิมพ์เซนเซอร์ออกไปก่อนที่จะวางจำหน่ายในจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่พิคเกตตี้ยอมรับไม่ได้ เขาประกาศว่าจะไม่ยอมให้จีนเซนเซอร์เด็ดขาดและบอกว่า “ในหนังสือ Capitalism and Ideology ผมเสนอแง่มุมที่วิพากษ์แต่สร้างสรรค์เรื่องความเหลื่อมล้ำและความหน้าไหว้หลังหลอกของรัฐบาลต่างๆ ทั้งในจีน แต่ยังรวมถึงสหรัฐ ยุโรป อินเดีย บราซิล ตะวันออกกลาง … น่าเสียใจที่ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ของสีจิ้นผิง หดตัวเองให้หนีจากการวิวาทะอย่างเปิดเผย”

ถ้าวิเคราะห์กันด้วยความเป็นธรรม งานของพิคเกตตี้เป็นหนังสือแบบมาร์กซิสม์อย่างอ่อนๆ ซึ่งน่าจะเข้ากันดีกับแนวคิดของสีจิ้นผิง และหนังสือเล่มก่อนของเขายังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากสีจิ้นผิง แต่เมื่อพิคเกตตี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในจีน สีจิ้นผิงกลับปฏิเสธที่จะรับฟัง

นี่เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะสังคมจีนในเวลานี้มีขันติธรรมต่อความเห็นต่างทางการเมืองไม่มากนัก ซึ่งหมายความว่าความคิดใดๆ ที่ท้าทายแนวคิดของสีจิ้นผิง (หรือแม้แต่แนวคิดเดียวกันแต่ชี้ถึงจุดอ่อน) ก็อาจจะอยู่ในจีนไม่ได้ แม้แต่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองก็ไม่ใช้เรื่องง่ายที่จะวิพากษ์สีจิ้นผิง

เราอาจวิเคราะห์ว่าถึงแม้พิคเกตตี้จะมีเจตนาดี แต่การชี้ให้เห็นว่าสังคมจีนเหลื่อมล้ำพอๆ กับสหรัฐจะบั่นทอนราศีของสีจิ้นผิงในฐานะผู้นำ ทำให้ประชาชนกังขาในตัวเขา และบั่นทอนการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ยิ่งในเวลานี้มีกระแสข่าวเรื่องความไม่พอใจรัฐบาลจีนเรื่องการรับมือกับการระบาด

แต่ไม่ใช่ว่าสีจิ้นผิงจะไม่ฟังพิคเกตตี้ สีจิ้นผิงมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่จะต้องฟังเขา เพราะพิคเกตตี้บอกเรื่องจริง บอกด้วยแนวคิดที่ไม่ต่างจากรัฐบาลจีนและยังช่วยชี้ทางสว่างให้ด้วยหลักการที่ไม่ลำเอียง เพียงแต่สีจิ้นผิงไม่อาจปล่อยให้คนจีนทั่วไปรู้เรื่องนี้

อย่างที่ หวงคุนหมิง หัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนบอกว่า การที่จีนยึดหลักมาร์กซิสต์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยป้องกันความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนอย่างที่เกิดขึ้นกับโซเวียตและยุโรปตะวันออก นั่นคือการโค่นล้มของรัฐบาลคอมมิวนิสต์และการเกิดสังคมรวยกระจุกจนกระจาย

AFP PHOTO / Greg Baker

โควิดทั่วโลกยังพุ่ง ยอดติดเชื้อใกล้แตะ 26 ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632025

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 06:46 น.

โควิดทั่วโลกยังพุ่ง ยอดติดเชื้อใกล้แตะ 26 ล้านรายยอดติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังทะลัก วันเดียวพุ่ง 2.55 แสนราย แตะ 25.8 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.6 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 1 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 25,887,108ราย เพิ่มขึ้น 255,021 รายเสียชีวิต 860,233 ราย เพิ่มขึ้น5,809ราย รักษาหาย 18,169,675ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,255,575 ราย เพิ่มขึ้น 39,983 ราย เสียชีวิต 188,861 ราย เพิ่มขึ้น1,125 ราย รักษาหาย 3,483,888ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,952,790 ราย เพิ่มขึ้น 41,889 ราย เสียชีวิต 122,681ราย เพิ่มขึ้น 1,166 ราย รักษาหาย 3,159,096 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,766,108 ราย เพิ่มขึ้น78,169ราย เสียชีวิต 66,460 ราย เพิ่มขึ้น1,025ราย รักษาหาย 2,898,087ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 1,000,048 ราย เพิ่มขึ้น4,729 ราย เสียชีวิต 17,299 ราย เพิ่มขึ้น 123 ราย รักษาหาย 815,705 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 657,129 รายเพิ่มขึ้น 5,092 ราย เสียชีวิต 29,068 ราย เพิ่มขึ้น 124 ราย รักษาหาย 471,599 ราย

6.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 628,259 ราย เพิ่มขึ้น 1,218 ราย เสียชีวิต 14,263ราย เพิ่มขึ้น114ราย รักษาหาย 549,993 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ624,069ราย เพิ่มขึ้น8,901 ราย เสียชีวิต 20,052ราย เพิ่มขึ้น389ราย รักษาหาย 469,557ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 599,560 ราย เพิ่มขึ้น3,719 ราย เสียชีวิต 64,414ราย เพิ่มขึ้น 256 ราย รักษาหาย 416,738 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 470,973 เพิ่มขึ้น 8,115 ราย เสียชีวิต 29,152ราย เพิ่มขึ้น58 ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ 428,239 ราย เพิ่มขึ้น 10,504 ราย เสียชีวิต 8,919 ราย เพิ่มขึ้น 259 ราย รักษาหาย 308,376ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,417 ราย เพิ่มขึ้น 5 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,274 ราย