จีน-ออสเตรเลียเดินหน้าเปิดศึกแลกกันหมัดต่อหมัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632011

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 20:23 น.

จีน-ออสเตรเลียเดินหน้าเปิดศึกแลกกันหมัดต่อหมัดนับตั้งแต่ออสเตรเลียเข้าร่วมกับสหรัฐเรียกร้องให้ตรวจสอบต้นกำเนิดของเชื้อโคโรนาไวรัสในจีน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนก็แย่ลงต่อเนื่องจนลามมาถึงการเปิดศึกการค้า

นับตั้งแต่ออสเตรเลียเข้าร่วมกับสหรัฐเรียกร้องให้ตรวจสอบต้นกำเนิดของเชื้อโคโรนาไวรัสในจีน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนก็แย่ลงต่อเนื่อง

1.กระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเผยวันนี้ตามเวลาประเทศไทยว่า ได้รับแจ้งจากทางการจีนเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ว่าจีนจับกุมตัว เฉิงเหลย ผู้สื่อข่าวสัญชาติออสเตรเลียจาก CGTN สื่อภาษาอังกฤษในเครือของ CCTV ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน หลังจากเธอปรากฏตัวครั้งสุดท้ายที่ร้านอาหารอเมริกันแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา  

2.ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดผู้สื่อข่าวรายนี้จึงถูกจับตัว เนื่องจากทั้งทางการจีนและ CGTN ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่สำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียรายงานว่า เฉิงเหลยถูกกักบริเวณในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้แห่งหนึ่ง ซึ่งตามกฎหมายจีนแล้วทางการสามารถกักตัวบุคคลไว้โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหาได้ไม่เกิน 6 เดือน 

3.การจับตัวผู้สื่อข่าวออสเตรเลียครั้งนี้ทำให้สื่อออสเตรเลียพากันตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเปรียบเทียบกับการจับกุมตัว ไมเคิล โคฟริก และไมเคิล สเปเวอร์ นักการทูตและนักธุรกิจชาวแคนาดาเมื่อปี 2018 หลังจากรัฐบาลแคนาดาจับกุมตัว เมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย ตามคำขอของสหรัฐ 

4.วันนี้ (1 ก.ย.) กรมศุลกากรของจีนประกาศยกเลิกการนำเข้าข้าวบาร์เลย์จากบริษัท CBH Grain PTY ของออสเตรเลีย โดยให้เหตุผลว่าพบศัตรูพืชกักกันในข้าวบาร์เลย์ที่ส่งมาจากบริษัทดังกล่าวหลายครั้ง และยังเพิกถอนใบอนุญาตส่งข่าวบาร์เลย์เข้าจีนของบริษัท CBH Grain PTY ด้วย

5.ในวันเดียวกันนี้ ทางการจีนยังสั่งสอบสวนการนำเข้าไวน์จากออสเตรเลียเป็นครั้งที่ 2 เพื่อตรวจสอบว่าทางการออสเตรเลียให้การช่วยเหลือด้านการเงิน (subsidise) บริษัทไวน์เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งในจีนหรือไม่

6.สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ทางการจีนสั่งตรวจสอบไวน์จากออสเตรเลียว่ามีการทุ่มตลาด (dumping) เพื่อให้ราคาต่ำกว่าไวน์ท้องถิ่นของจีนหรือไม่เช่นกัน 

7.ทางการออสเตรเลียประกาศจะตรวจสอบอิทธิพลของจีนที่เข้ามาแทรกแซงมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการล้วงข้อมูลของมหาวิทยาลัย อาทิ งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา การข่มขู่นักศึกษาที่วิจารณ์จีน  

8.นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังพบว่านักวิทยาศาสตร์ระดับแถวหน้าของประเทศหลายคนถูกจีนดึงตัวเข้าโครงการ Thousand Talents ที่ดึงหัวกะทิจากทั่วโลกกลับไปพัฒนาประเทศจีนด้วยการเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดย FBI ของสหรัฐวิจารณ์ว่าโครงการนี้เป็นการจารกรรมทางเศรษฐกิจและเป็นภัยต่อความมั่นคงประเทศ 

9.ก่อนหน้าที่ออสเตรเลียจะประกาศตรวจสอบมหาวิทยาลัย ทางการได้ออกกฎหมายใหม่ให้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศยกเลิกสัญญาที่รัฐบาลท้องถิ่น สภาท้องถิ่น หรือมหาวิทยาลัยของรัฐทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หากสัญญาดังกล่าวกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือขัดกับนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย 

10.หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายที่จีน แต่นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน เผยว่า กฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สูงสุดของออสเตรเลียเท่านั้น ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จีน

ผู้กำกับดังฟันธงทรัมป์คว้าชัยศึกเลือกตั้งอีกสมัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631993

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 17:37 น.

ผู้กำกับดังฟันธงทรัมป์คว้าชัยศึกเลือกตั้งอีกสมัยผู้กำกับดังเตือนฝ่ายหนุนทรัมป์ในรัฐสวิงสเตตกำลังมาแรงมาก พรรคเดโมแครตเสี่ยงแพ้อีกรอบซ้ำรอยการพ่ายแพ้ของฮิลลารี คลินตัน เมื่อปี 2016

ไมเคิล มัวร์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชื่อดังชาวอเมริกันและนักเคลื่อนไหวด้านการเมืองผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ออกโรงเตือนผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตว่า พรรคอาจแพ้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ ด้วยความผิดพลาดเดียวกับที่ทำให้ ฮิลลารี คลินตัน แพ้การเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากผลโพลล์ชี้ว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ในรัฐสวิงสเตต หรือรัฐที่มีคะแนนเสียงแกว่งไปแกว่งมาหรือสูสีกันอยู่ในช่วงขาขึ้น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 มัวร์ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่กี่คนที่ทำนายว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีชัยเหนือ ฮิลลารี คลินตัน เพราะนโยบาย America First หรืออเมริกาต้องมาก่อนของทรัมป์โดนใจชาวอเมริกันในรัฐสวิงสเตต ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมหนักของสหรัฐ

และในโพสต์ในเฟซบุ๊คของมัวร์เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าตัวยังเผยอีกว่ามีแนวโน้มว่าทรัมป์จะได้เป็นผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่ 2

ผู้กำกับวัย 66 ปีระบุว่า “ขอโทษที่ต้องนำตัวเลขมาให้ดูกันอีกครั้ง แต่โพลล์ของ CNN ที่สอบถามชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนเลือกตั้งเมื่อเดือน ส.ค.ในรัฐสวิงสเตต บอกว่าไบเดนกับทรัมป์มีคะแนนสูสีกัน ในรัฐมินิโซตามีคะแนน 47-47 ในรัฐมิชิแกนซึ่งไบเดนเคยมีคำแนนทิ้งห่าง ทรัมป์ก็ไล่มาจนเหลือคะแนนตามหลังเพียง 4 จุดเท่านั้น”

มัวร์ถามต่อว่า “คุณพร้อมสำหรับชัยชนะของทรัมป์หรือยัง? คุณเตรียมใจที่จะถูกทรัมป์ชิงไหวชิงพริบอีกครั้งหรือยัง? คุณแน่ใจหรือไม่ว่าทรัมป์จะไม่มีทางชนะ? คุณพอใจกับความเชื่อมั่นที่มีให้ต่อที่ประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตในการจัดการเรื่องนี้หรือไม่?”

มัวร์ย้ำว่าพรรคเดโมแครตกำลังมั่นใจในเรื่องผิดๆ และดูเหมือนว่าเดโมแครตกำลังเดินทางซ้ำรอยความผิดพลาดในการหาเสียงของ ฮิลลารี คลินตัน “ไบเดนเพิ่งประกาศว่าจะลงพื้นที่หลายแห่ง แต่ไม่มีรัฐมิชิแกน ฟังดูคุ้นๆ ไหม”

เมื่อปี 2016 ฮิลลารีถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่ได้ให้เวลาและความสำคัญกับรัฐสวิงสเตตอย่าง มิชิแกน วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนียอย่างเพียงพอ ส่งผลให้รัฐเหล่านี้ซึ่งเคยเลือกพรรคเดโมแครตในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เปลี่ยนใจมาเทคะแนนให้ทรัมป์จนทำให้เดโมแครตแพ้การเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ผู้กำกับดังยังเชิญชวนให้ชาวอเมริกันออกไปเลือกตั้งว่า “อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเดโมแครตในการกำจัดทรัมป์ คุณต้องกำจัดทรัมป์ เราต้องตื่นขึ้นมาทุกวันในอีก 67 วันข้างหน้า และต้องแน่ใจว่าพวกเราแต่ละคนชวนให้คนอื่นอีก 100 คนออกไปเลือกตั้ง ลงมือทำตอนนี้เลย!”

คนดังเกาหลีฆ่าตัวตายหลังพลาดโพสต์คลิปโป๊ลงไอจี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631978

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 15:29 น.

คนดังเกาหลีฆ่าตัวตายหลังพลาดโพสต์คลิปโป๊ลงไอจีความผิดพลาดนี้ทำให้ซีอีโอรู้สึกผิดถึงกับพยายามปลิดชีวิตตัวเอง

สำนักข่าว Korea Times รายงานว่า โจจุนกิ ซีอีโอ Travelholic เอเจนซี่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน พยายามฆ่าตัวตาย หลังพลาดโพสต์คลิปหวิวลงอินสตาแกรมบริษัทจนถูกวิจารณ์หนัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29ส.ค.) ทางบริษัทได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในฟาร์มในเมืองพย็องชัง จังหวัดคังวอนของเกาหลีใต้ลงในอินสตาแกรมของบริษัท travelholic_insta ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน แต่ด้วยความผิดพลาดจึงมีคลิปวาบหวิวคลิปหนึ่งติดไปด้วย จนสร้างความไม่พอใจให้ผู้ติดตาม จึงมีการเรียกร้องให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบ

หลังทราบเรื่องทางบริษัทได้ลบคลิปดังกล่าวทันทีพร้อมกับโพสต์ข้อความขอโทษ แต่บรรดาผู้ติดตามยังต้องการให้ Travelholic อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ต่อมาโจจุนกิจึงโพสต์ชี้แจงรอบสองว่า เป็นคนโพสต์คลิปหวิวเองหลังดาวน์โหลดจากทวิตเตอร์ และจะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ

วันต่อมา สถานีตำรวจในกรุงโซลเผยว่ากำลังสอบสวนกรณีดังกล่าว

ล่าวุดวันนี้ (1 ก.ย.) ราว 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 08.30 น.ตามเวลาไทย โจจุนกิโพสต์ข้อความในอินสตาแกรมว่า “ผมไม่อยากเป็นภาระของใครอีกแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไปในที่ที่ผมควรอยู่ ผมรู้สึกเสียใจอย่างมากกับทุกคน ทั้งเพื่อนร่วมงานที่ต้องถูกวิจารณ์จากเรื่องที่ผมทำ เพื่อนๆ และครอบครัวที่ผมรัก”

“ผมทราบซึ้งกับการสนับสนุนและกำลังใจที่ทุกคนมีให้ผมในฐานะคนในครอบครัว ซีอีโอ เพื่อน และคนรัก มันน่าเศร้ามากที่ต้องจากไปโดยไม่ได้เจอพวกเขา” โจจุนกิโพสต์

อีกราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ตำรวจพบโจจุนกิหมดสติอยู่ในบ้านพักในกรุงโซลก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยสันนิษฐานว่าเขาพยายามฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ Travelholic เปิดตัวในเฟซบุ๊คตั้งแต่ปี 2014 และสร้างฐานผู้ติดตามได้จำนวนมากจากการโพสต์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งให้ข้อมูลที่น่าสนใจ จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเอเจนซี่การตลาดด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

สหรัฐประกาศหนุนไต้หวันต้านจีนคุกคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631965

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 13:31 น.

สหรัฐประกาศหนุนไต้หวันต้านจีนคุกคามการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญของสหรัฐ เมื่อประกาศการริเริ่มความสัมพันธ์แนวใหม่กับไต้หวันช่วยต้านแรงกดดันจากจีน

รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่ากำลังจัดให้มีการเจรจาเศรษฐกิจทวิภาคีครั้งใหม่กับไต้หวัน ซึ่งถือเป็นความริเริ่มใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับไต้หวันและสนับสนุนไต้หวันที่กำลังวเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีน

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังเปิดเผยข้อมูลด้านลับความมั่นคงในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน 6 รายการที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันความมั่นคงกับไต้หวัน ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าการเปิดเผยเอกสารลับแสดงถึงเจตนาของรัฐาลสหรัฐที่ตั้งใจที่จะแสดงการสนับสนุนไต้หวันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐเคยรับรองไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีนว่าเป็นประเทศจีนที่ชอบธรรม แต่าเปลี่ยนท่าทีมายอมรับจีนแผ่นดินใหญ่หรือสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศจีนที่ชอบธรรมตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แต่ในยุคของเรแกนสหรัฐพยายามถ่วงดุลด้วยการแอบสนับสนนุนไต้หวันอย่างลับๆ

การประกาศจุดยืนดังกล่าวของสหรัฐเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนกดดันไต้หวันมากขึ้นพร้อมๆ กับที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนตกต่ำลงในระดับที่เลวร้ายลงในรอบหลายสิบปี ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายนชูแนวทางที่แข็งกร้าวต่อจีนเป็นนโยบายหลักด้านต่างประเทศ

เดวิด สติลเวลล์ นักการทูตระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกกล่าวกับฟอรัมออนไลน์ที่จัดโดย Conservative Heritage Foundation ว่าการเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “การปรับเปลี่ยนที่สำคัญ” ต่อ “นโยบายจีนเดียว” ที่สหรัฐใช้มานาน ซึ่งยอมรับว่ามีเพียงจีนที่ชอบธรรมเพียงจีนเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน

รัฐบาลสหรัฐรู้สึกว่าถูกบังคับให้เปลี่ยนท่าทีเนื่องจาก “ภัยคุกคามจากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อสันติภาพและเสถียรภาพ” ในภูมิภาค และความพยายามของจีนที่จะโดดเดี่ยวไต้หวันทางการทูตและยังคุกคามทางทหาร

“เราจะยังคงช่วยไต้หวันต่อต้านการกดดัน การคุกคาม และโดดเดี่ยวไต้หวันของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” สติลเวลล์กล่าว

เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก สหรัฐมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจีน แต่ไม่ใช่กับไต้หวัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะช่วยไต้หวันป้องกันตัวเองและเป็นผู้จัดหาอาวุธหลัก

ข้อตกลงนี้อยู่ในเอกสารข้อตกลงลับที่ทำขึ้นในปี 1982 ที่ระบุว่าสหรัฐจะไม่กำหนดวันยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันหรือตกลงที่จะปรึกษาหารือล่วงหน้ากับจีนเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน หรือแก้ไขกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน ซึ่งเป็นการย้ำท่าทีสนับสนุนนไต้หวันของสหรัฐทั้งๆ ที่ยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่เป็นจีนเดียว

Photo by Hsieh Chia-chang / POOL / AFP

เฟซบุ๊คขู่บล็อคผู้ใช้ตอบโต้รัฐบาลออสซี่เก็บเงินค่าข่าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631945

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 11:30 น.

เฟซบุ๊คขู่บล็อคผู้ใช้ตอบโต้รัฐบาลออสซี่เก็บเงินค่าข่าวเฟซบุ๊คเตรียมบล็อคไม่ให้ผู้ใช้และบรรดาสื่อมวลชนในออสเตรเลียแชร์ข่าว ตอบโต้ทางการออสเตรเลียที่จะออกกฎหมายบังคับให้สื่อสังคมออนไลน์จ่ายเงินค่าข่าวของสำนักข่าวที่เฟซบุ๊คนำไปแสดงบนแพลตฟอร์ม

การเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊คทำให้การต่อสู้ในเรื่องต่อต้านการผูกขาดตลาดระหว่างเฟซบุ๊คกับรัฐบาลออสเตรเลียทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียต้องการให้บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊คและกูเกิลจ่ายเงินชดเชยให้กับสำนักข่าวที่นำข่าวไปแชร์บนแพลตฟอร์มของบริษัท

เฟซบุ๊คระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างรออนุมัติจากสภาออสเตรเลียไม่เป็นธรรมและเปิดช่องให้สำนักข่าวเก็บเงินค่าข่าวเท่าใดก็ได้ตามที่ต้องการ และหากร่างกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ เฟซบุ๊คจะใช้มาตรการที่ไม่เคยใช้มาก่อน บล็อคไม่ให้ชาวออสเตรเลียแชร์ข่าวบนเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม

ด้านรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า กำลังพยายามสร้างความสมดุลระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กับอุตสาหกรรมสื่อท้องถิ่นที่กำลังสูญเสียรายได้จากการโฆษณาให้กับบริษัทเทคโนโลยี อาทิ บริษัท News Corp ของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อค ต้องประกาศลดพนักงานและปิดหรือยุติการพิมพ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในออสเตรเลียกว่า 100 แห่งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ร่างกฎหมายใหม่ของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลหลายประเทศในการออกกฎกำกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ด้วยความกังวลว่าเฟซบุ๊คและกูเกิลต่างได้รับรายได้จากค่าโฆษณาจำนวนมหาศาล ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยค้ำจุนให้สื่อมวลชนอยู่รอด

ปิดทะเลล้อมจีน ตาข่ายดักเรือดำน้ำพญามังกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631928

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 09:27 น.

ปิดทะเลล้อมจีน ตาข่ายดักเรือดำน้ำพญามังกรเรือดำน้ำจีนจะถูกล้อมไม่ให้ออกมาจากฐานที่มั่นได้ง่ายๆ เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกำลังวาง “ตาข่าย” ดักเอาไว้ทั่วภูมิภาค

ในยุคสงครามเย็น สหรัฐสร้างระบบโซนาร์ที่เรียกว่า SOSUS เพื่อติดตามเรือดำน้ำของสหภาพโซเวียตโดยจับความเคลื่อนไหวที่มหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก ทุกครั้งที่เรือดำน้ำของโซเวียตแล่นผ่านแนวโซนาร์ สหรัฐก็จะทราบทุกครั้งและส่งเรือตามแกะรอยได้

หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ “หูฟังใต้น้ำ” อีกต่อไป แต่หลังจากผ่านมา 30 ปี สหรัฐต้องปัดฝุ่นเอาระบบนี้กำลังมาใช้อีกครั้ง เพราะเกิดผู้ท้าทายอิทธิพลรายใหม่ขึ้นมานั่นคือจีน ซึ่งมีแสนยานุภาพทางทะเล (โดยเฉพาะเรือดำน้ำ) ที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน

ระบบนี้ชื่อใหม่คือ SURTASS และ DRAPES อันที่จริงมีมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น (ครั้งก่อน) 

SURTASS เป็นกองเรือพลเรือนขนาดเล็กที่บรรทุกเซนเซอร์แบบลากจูงจับคลื่นเสียงที่มีความละเอียดอ่อนสามารถตรวจจับเรือดำน้ำจากระยะไกลได้

แต่ไม่ใช่ว่าจีนไม่รู้เรื่องนี้ เพราะในปี 2009 เรือ USNS Impeccable ของสหรัฐซึ่งเป็นเรือปฏิบัติการ SURTASS ถูกกองเรือรักษาน่านน้ำของจีนข่มขู่ขณะบุกเข้าไปปฏิบัติการในบริเวณใกล้เคียงกับฐานทัพเรือดำน้ำทะเลจีนใต้บนเกาะไหหลำ จะเห็นได้ว่าสหรัฐหมายหัวจีนเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 แล้ว

ข้อดีของเรือระบบ SURTASS คือเข้าใกล้เป้าหมายได้มาก (แต่บางครั้งมากจนถูกไล่ออกมาเช่นเมื่อปี 2009) ส่วนข้อเสียคือมันต้องปฏิบัติงานในจุดเดียว ต่างจาก DRAPES ที่เป็นเหมือนหมุดปักไว้เป็นระยะสามารถล้อมจีนเอาไว้ได้ ในระยะห่างๆ

จีนเคลื่อนทัพเรือดำน้ำออกจากเขตอิทธิพลของตนเมื่อใด ก็จะถูก DRAPES ของสหรัฐดักเอาไว้และสหรัฐจะรู้ความเคลื่อนไหวจนตามแกะรอยได้

ย้อนกลับไปที่ข้อสังเกตเรื่องที่ว่าสหรัฐหมายหัวจีนเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 แล้วหลังจากกรณีส่งเรือสอดแนมเข้าไปใกล้ๆ ฐานทัพเรือดำน้ำจีน เดสมอน บอลล์ (Desmond Ball) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของออสเตรเลียและ ริชาร์ด แทนเทอร์ (Richard Tanter) ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ในเอเชียแปซิฟิกกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของพวกเขาที่ชื่อ Tools of Owatatsumi

พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น สหรัฐมีภัยคุกคามเรื่องเรือดำน้ำต่ำมาก จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษ 2000 กองกำลังเรือดำน้ำของจีนเพิ่มขึ้นและกิจกรรมเรือดำน้ำของจีนเริ่มจะเป็นแบบเชิงรุกมากขึ้น กองทัพเรือสหรัฐตัดสินใจว่าจำเป็นต้องใช้ระบบโซนาร์ที่ทันสมัยขึ้น ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนที่ของเรือดำน้ำจีนระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้และในมหาสมุทรแปซิฟิก

จดหมายข่าวข่าวกรองของไต้หวันเรียกระบบนี้ว่า “แนวป้องกันเบ็ดตกปลาใต้น้ำ” (Fish Hook Undersea Defense Line)

หากลากเส้นตามแผนที่จะเป็นเหมือนแนวกำแพงใต้น้ำลากยาวจากญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จากฟิลิปปินส์ลากมาที่รัฐซาบาห์ของมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว จากนั้นไปเริ่มต้นใหม่ที่ปลายเกาะบอร์เนียวทางใต้ หรือจ. กาลิมันตันของอินโดนีเซียปิดทะเลชวาที่เกาะชวา ปิดช่องแคบซุนดา และไปโผล่อีกทีที่ปลายแหลมอาเจะห์บนเกาะสุมาตรา แล้วโยงไปถึงเกาะอันดามันและนิโคบาร์ของอินเดีย

เราจะเห็นว่า “เบ็ดตกปลาจีน” กินพื้นที่ทางทะเลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด ตั้งใจจะล้อมจีนเอาไว้ในทะเลจีนใต้

ราวกับจะบอกจีนว่าถ้าจีนอยากจะได้ทะเลจีนใต้นัก จีนก็จงเอาไปเถอะ แต่ไม่มีวันออกจากเขตนี้โดยที่สหรัฐไม่ระแคะระคายไม่ได้

รายงานของสื่อจีนทำให้ทราบว่าสหรัฐน่าจะวางแนวกั้นจีนตั้งแต่ปี 2013 ที่ตอนเหนือและตอนใต้สุดของไต้หวันและลากยาวปิดช่องแคบปาซื่อระหว่างไต้หวันกับเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์

แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงการล้อมจีนจะเงียบหายไป จากกาารค้นหาข้อมูลออนไลน์พบข้อมูลไปสุดแค่ปี 2016 ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐอาจเริ่มใช้ระบบนี้แล้ว ดังนั้นจึงต้องเก็บข้อมูลเป็นความลับ จึงไม่มีรายละเอียดเล็ดรอดออกมานับแต่นั้น

เช่นเดียวกับระบบ SOSUS ที่สหรัฐใช้กับโซเวียตในช่วงสงครามเย็น ไม่มีใครทราบว่ามันมีอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็นจึงได้ทราบว่าสหรัฐใช้ “แห” ดักเรือดำน้ำของโซเวียตด้วยวิธีนี้

ในเอกสารของรัฐบาลสหรัฐลงปี 2017 ระบุว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่ในปี 2017 เว็บไซต์ข่าวด้านการทหารของอินโดนีเซียระบุว่ากองทัพอินโดนีเซียอาจจะตั้งแนวกั้นไว้ตามช่องแคบต่างๆ (ตามที่ระบุไว้ข้างต้น) เพื่อดักเรือดำน้ำที่เข้ามา เพราะมีเรือดำน้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำได้

จากข้อมูลในเวลานั้นดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีโซนาร์ของตนเอง แต่มันเข้าล็อคกับแผนการล้อมคอกจีนของสหรัฐพอดี เราไม่ยังไม่พบข้อมูลว่าปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของสหรัฐหรือไม่

หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป

แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลจากอินเดียว่ารัฐบาลอินเดียกำลังจะร่วมมือกับสหรัฐและญี่ปุ่นเพื่อสร้างข่ายตรวจเรือดำน้ำจีนโดยลากจากปลายสุดของเกาะสุมาตราไปถึงอินทิราพอยต์บนเกาะนิโคบาร์ อันเป็นส่วนใต้สุดของอินเดีย

อินเดียจะขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นให้ช่วยวางระบบเซนเซอร์ใต้น้ำในบริเวณนี้ และคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “เบ็ดตกปลาจีน” หากทำสำเร็จก็เกือบจะปิดทางเรือดำน้ำจีนเอาไว้ได้

ที่บอกว่า “เกือบจะ” ก็เพราะยังมีช่องโหว่ที่เชื่อมไม่ได้ระหว่างตอนเหนือของหมู่เกาะอันดามันกับเขตอิรวดีของเมียนมา เป็นช่องโหว่ที่ใหญ่มากและยากที่จะปิดด้วยระบบเบ็ดตกปลา เพราะเมียนมาคงไม่ยอมร่วมวงด้วยง่ายๆ

เมียนมาพยายามถ่วงดุลระหว่างอินเดียกับจีน ทั้ง 2 ประเทศมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีเอี่ยวกับความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาโดยตรง เมียนมายังต้องถ่วงดุลกับมือที่สามและมือที่สี่อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ในส่วนของญี่ปุ่นนั้นเมียนมารับเงินกู้มาสร้างท่าเรือสีละวา ที่ย่างกุ้ง แต่ก็ถ่วงกับจีนด้วยการให้จีนมีผลประโยชน์ในท่าเรือเจาะพยู ที่รัฐยะไข่

อินเดียกลัวกันมากว่าวันหนึ่งจีนอาจจะใช้ท่าเรือเจาะพยูในด้านการทหาร แต่ความกลัวนี้มีโอกาสเป็นจริงน้อย เพราะเมียนมาไม่มีทางจะปล่อยให้จีนทำแบบนั้น

อินเดียหวังอย่างมากที่จะใช้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมมีอิทธิพลในเมียนมาเพื่อที่จะหาทางปิดช่องโหว่ของเครือข่ายเบ็ดตกปลาล้อมจีน และเราก็เห็นความกระตือรือร้นของญี่ปุ่นเช่นกันในเรื่องนี้ในการอัดฉีดเงินช่วยเหลือเมียนมาเหมือนกำลังจะแข่งกับจีน

อินเดีย-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย เพิ่งจะร่วมซ้อมรบไตรภาคีในมหาสมุทรอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการฟอร์มพันธมิตรเพื่อต้านจีนในมหาสมุทรอินเดียโดยเฉพาะ โดยมีสหรัฐนำเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดมาประจำการที่ภูมิภาคนี้

หมากล้อมเกมส์นี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

CHINA OUT AFP PHOTO

ทั่วโลกติดเชื้อโควิดทะลัก 25 ล้าน -สหรัฐอ่วมป่วยเกิน 6 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631933

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 06:50 น.

ทั่วโลกติดเชื้อโควิดทะลัก 25 ล้าน -สหรัฐอ่วมป่วยเกิน 6 ล้านสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19ทั่วโลกยังพุ่งต่อเนื่อง แตะ 25.6 ล้านราย วันเดียว 2.34 แสนราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.5 แสนราย สหรัฐยังอันดับ 1 ป่วยเกิน 6 ล้าน

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 1 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 25,618,564ราย เพิ่มขึ้น 234,981 รายเสียชีวิต 854,200 ราย เพิ่มขึ้น3,997 ราย รักษาหาย 17,917,421ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,209,783 ราย เพิ่มขึ้น 36,547 ราย เสียชีวิต 187,705 ราย เพิ่มขึ้น481ราย รักษาหาย 3,451,843 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,910,901 ราย เพิ่มขึ้น 48,590 ราย เสียชีวิต 121,515 ราย เพิ่มขึ้น 619 ราย รักษาหาย 3,097,734 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,687,939 ราย เพิ่มขึ้น68,770ราย เสียชีวิต 65,435 ราย เพิ่มขึ้น818ราย รักษาหาย 2,837,377ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 995,319 ราย เพิ่มขึ้น4,993 ราย เสียชีวิต 17,176 ราย เพิ่มขึ้น 83 ราย รักษาหาย 809,387 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 647,166 ราย เสียชีวิต 28,788ราย รักษาหาย 455,457 ราย

6.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 627,041 ราย เพิ่มขึ้น 1,985 ราย เสียชีวิต 14,149ราย เพิ่มขึ้น121 ราย รักษาหาย 540,923 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ615,168ราย เพิ่มขึ้น7,230 ราย เสียชีวิต 19,663ราย เพิ่มขึ้น299ราย รักษาหาย 459,475ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 595,841 ราย เพิ่มขึ้น 4,129 ราย เสียชีวิต 64,158 ราย เพิ่มขึ้น 339 ราย รักษาหาย 412,580 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 462,858 เพิ่มขึ้น 2,489 ราย เสียชีวิต 29,094ราย เพิ่มขึ้น28 ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ 417,735 ราย เพิ่มขึ้น 9,309 ราย เสียชีวิต 8,660 ราย เพิ่มขึ้น 203 ราย รักษาหาย 301,195ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,412 ราย เพิ่มขึ้น 1 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,252 ราย

บัลลังก์จักรพรรดิญี่ปุ่นตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังเน้นแต่ผู้ชาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631920

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 19:12 น.

บัลลังก์จักรพรรดิญี่ปุ่นตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังเน้นแต่ผู้ชายประเด็นการสืบทอดตำแหน่งนี้จะต้องได้รับการหารือจากสาธารณชนโดยเร็วที่สุด

สำนักข่าว JIJI รายงานว่า ทาโร โคโนะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นเตือนถึงความเสี่ยงจากการเน้นระบบการสืบทอดตำแหน่งของจักรพรรดิในปัจจุบันที่อนุญาตให้รัชทายาทชายในสายตระกูลของบิดาเท่านั้นที่สามารถขึ้นสู่บัลลังก์ได้

ทาโร โคโนะ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า หากพระราชวงศ์ยังจะคงรักษาระบบการสืบทอดราชบัลลังก์แต่ฝ่ายชายเท่านั้นจะเป็น “ความเสี่ยงอย่างยิ่ง”

โคโนะเสนอว่าควรเริ่มการอภิปรายระดับชาติโดยทันที เพื่อหาหนทางให้การสืบทอดตำแหน่งของจักรพรรดิมีความมั่นคง รวมถึงการอนุญาตให้มีการสถาปนาจักรพรรดิหญิงหรือจักรพรรดิชายที่มาจากสายตระกูลของฝ่ายมารดา และคืนฐานันดรศักดิ์สมาชิกในราชวงศ์ให้กับเชื้อพระวงศ์เดิมที่ถูกยกเลิกสถานะไปหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

โคโนะกล่าว ยังกล่าวว่า การธำรงระบบการสืบราชสมบัติจากเชื้อพระวงศ์ชายยังเป็นทางเลือกที่พึงปรารถนาที่สุด อย่างไรก็ตาม ประเทศควรพิจารณาทางเลือกในการอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์หญิงสามารถรักษาฐานันดรศักดิ์เดิมในราชวงศ์ต่อไปหลังการแต่งงาน จากเดิมที่เชื้อพระวงศ์หญิงจะต้องสละฐานันดรศักดิ์หลังแหต่งงานกับสามัญชน

เมื่อเชื้อพระวงศ์หญิงยังรักษาฐานันดรศักดิ์เดิมไว้ได้ ก็จะทรงยังมีฐานะเป็นประมุขในสายสืบสันตติวงศ์ และเมื่อทรงมีพระโอรส พระโอรสก็จะสามารถสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แทนที่พระโอรสจะเป็นแค่คนสามัญ

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นๆ เช่นคืนฐานันดรศักดิ์เดิมให้กับสมาชิกราชวงศ์ชายที่ออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว หรือให้สายหลักรับสมาชิกราชวงศ์นอกฐานันดรศักดิ์มาเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป

“สถานะของจักรพรรดิขึ้นอยู่กับความเห็นพ้องต้องกันของประชาชน” โคโนะกล่าว และเสริมว่าประเด็นการสืบทอดตำแหน่งนี้จะต้องได้รับการหารือจากสาธารณชนโดยเร็วที่สุด

Imperial Household Agency of Japan

“ปลุกผี” มาแต่งตัว พิธีกรรมหาชมยากของสุลาเวสี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631836

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 16:08 น.

"ปลุกผี" มาแต่งตัว พิธีกรรมหาชมยากของสุลาเวสีพิธีกรรมนี้จะจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี โดยชาวโทราจันบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีธรรมเนียมเก็บศพผู้ตายไว้ให้แห้งเหมือนมัมมี่

ชุมชนชาวโทราจัน (Torajan) ที่อาศัยตามภูเขาบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียขุดศพญาติที่แห้งกรังเหมือนมัมมี่ขึ้นมาทุกสามปีเพื่อทำความสะอาดและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ชื่นชอบเพื่อให้เกียรติแก่วิญญาณของพวกเขา

พิธีกรรมนี้เรียกว่า “มาเนเน”จะทำกันก่อนหรือหลังการเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกในครอบครัวที่ยังมีชีวิตจะขุดศพญาติๆ ที่เสียชีวิตไปแล้วขึ้นมาแต่งตัวเสียใหม่และทำความสะอาดหลุมฝังศพ

“บางครั้งเรายังได้พูดคุยกับพวกเขาขอให้พวกเขาอวยพรให้เรามีสุขภาพที่ดีความเจริญรุ่งเรืองและสุขภาพแข็งแรง” รอนนี่ ปาซังซึ่งครอบครัวของเขาได้ปฏิบัติตามประเพณีนี้กล่าวกับเอเอฟพี

ปาซังขุดสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วหลายคนรวมทั้งคุณยายและคุณน้าของเขาจากนั้นจะนำศพไปตากแดดก่อนที่จะแต่งตัวให้สวยงาท นอกจากนี้ยังมีการจัดงานเลี้ยงและฆ่าหมูเพื่อเลี้ยงในพิธีอีกด้วย

สมัยก่อน ร่างผู้เสียชีวิตจะถูกทำให้เป็นมัมมี่ด้วยกระบวนการหมักดองซึ่งใช้น้ำส้มสายชูเปรี้ยวและใบชา ทุกวันนี้ครอบครัวมักฉีดสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์เข้าไปในศพ

หลังจากผ่านไปหลายเดือนแล้วชาวโทราจันเชื่อว่าวิญญาณของคนตายจะได้รับการปลดปล่อยและจะเป็นอมตะโดยจะจัดพิธีศพที่อลังการนานหลายวันที่เรียกว่าพิธี “รัมบู โซโล”

ทั้งนี้ ชาวโทราจันส่วนใหญ่เป็นคริสเตียน แต่พวกเขายังคงรักษาพิธีกรรมและความเชื่อของลัทธิบุ๙าผีบรรพชนเอาไว้

Photo by Hariandi HAFIZ / AFP

ฮ่องกงไล่จับความเห็นออนไลน์ตั้งข้อหาสมคบต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631840

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 14:07 น.

ฮ่องกงไล่จับความเห็นออนไลน์ตั้งข้อหาสมคบต่างชาติตำรวจฮ่องกงกำลังตามส่องโซเชียลฯ เพื่อหาหลักฐานเล่นงานคนที่แสดงจุดยืนเรียกร้องเอกราชให้ฮ่องกงและสมคบกับต่างชาติ

ตำรวจฮ่องกงกำลังไล่ล่าผู้ที่วิจารณ์รัฐบาลโดยใช้คำพูดและการกระทำของพวกเขาในอดีต โดยเฉพาะคอมเมนต์ที่ทิ้งไว้ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และตั้งข้อหาด้วยกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังก็ตาม

จากรายละเอียดจากการจับกุมมากกว่า 20 ครั้งจนถึงขณะนี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำรวมถึงสุนทรพจน์ทางการเมืองและการโพสต์ออนไลน์ที่เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายจะถูกนำมาใช้นั้นได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการสืบสวน ช่วยให้ตำรวจได้รับหมายค้นดำเนินการบุกและจับกุม

ทนายความคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนความมั่นคงแห่งชาติกล่าวกับสำนักข่าว AFP โดยขอให้ไม่เปิดเผยตัวตนว่าตำรวจได้รับอำนาจให้ใช้การกระทำในอดีตในฐานะ”ข้อมูลเบื้องหลัง” ได้เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนและการพิจารณาคดี

เช่น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมตำรวจได้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยจับกุมคน 10 คน ในจำนวนนี้มีอยู่ 6 คนถูกตั้งข้อหา “สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ” หนึง่ในนั้นคือ จิมมี่ ไหล เจ้าของหนังสือพิมพ์ Apple Daily ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่สามคนไปแวะห้องข่าวท้องถิ่นของสำนักข่าว Nikkei หนังสือพิมพ์การเงินของญี่ปุ่นพร้อมคำสั่งศาล

แหล่งข่าวเผยกับ AFP ว่ามีโฆษณาที่เผยแพร่ใน Nikkei เมื่อปีก่อนเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนการประท้วงเพื่อประชาธิปไตย และยังมีโฆษณาที่คล้ายกันเผยแพร่ในสื่อทั่วโลกและมีการระดมทุนจากคนภายนอกฮ่องกงผ่านการทำคราวด์ฟันดิ้ง (crowd-funding)

โฆษณาของ Nikkei ปรากฎชื่อของ Demosisto ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งนำโดยนักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ หนึ่งในนั้นคือแอกเนส โจว วัย 23

ต่อมาในเย็นวันนั้นหนึ่งในบุคคลสำคัญของ Demosisto คือ แอกเนส โจวถูกจับกุมพร้อมกับอดีตนักศึกษานักเคลื่อนไหวอีกสองคน

ในเวลานั้นตำรวจฮ่องกงเผยแค่เพียงว่าบริษัทสื่อแห่งหนึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชีในต่างประเทศเพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับกลุ่มสมาชิกสามคนที่ล็อบบี้ให้ต่างชาติคว่ำบาตรฮ่องกง

“กลุ่มนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้” Li Kwai-Wah ผู้กำกับการอาวุโสของสำนักงานตำรวจกล่าว

ในเวลานี้โพสต์บนโซเชียลมีเดียในอดีตยังกลายเป็นจุดสนใจของตำรวจฮ่องกง

โทนี่ จุง อายุ 19 ปีถูกจับกุมพร้อมกับอีกสามคนเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าพยายามสนับสนุนให้ฮ่องกงเป็นเอกราช

เขาเป็นอดีตสมาชิกของ Studentlocalism ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนเอกราชฮ่องกง แต่สลายตัวก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะบังคับใช้

ตำรวจกล่าวว่าการจับกุมบุคคลต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มชาวต่างชาติโพสต์บนเฟซบุ๊กร้องให้ฮ่องกงเป็นสาธารณรัฐหลังจากใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติแล้ว แต่จุงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโพสต์นี้

ในระหว่างการคุมขัง 40 ชั่วโมงเขากล่าวว่าหลักฐานส่วนใหญ่ที่ตำรวจนำเสนอนั้นมาจากความคิดเห็นเก่าๆ ในโซเชียลมีเดีย

“โพสต์ทั้งหมดนั้นเผยแพร่ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้โดยโพสต์ที่เก่าที่สุดมาจากปี 2016” ชุงกล่าวกับ AFP

โฆษกตำรวจฮ่องกงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสืบสวนที่ดำเนินอยู่ แต่กล่าวว่า “ไม่การใช้กฎหมายย้อนหลัง” ต่อภารกิจที่พวกเขาดำเนินการภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

จนถึงขณะนี้มีเพียงคนเดียวที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมาย คือชายที่ถูกกล่าวหาว่าขับรถมอเตอร์ไซค์ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะที่เขาถือธงเอกราช คนๆ นี้ถูกตั้งข้อหาการก่อการร้ายและข้อหาสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช

โจวไว่หง ที่ปรึกษาเขตเป็นบุคคลที่ 11 ที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายหลังจากที่เขาขึ้นป้ายประท้วงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหนึ่งในแผ่นป้ายเขียนข้อความว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง การปฏิวัติในยุคของเรา” ซึ่งเป็นสโลแกนที่ได้รับความนิยมในช่วงการประม้วง แต่ถูกห้ามในปัจจุบัน

“ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดให้คำตอบ เมื่อผมถามว่าทำไมผมจึงถูกกล่าวหาว่าข้อหาสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช” เขาบอกกับ AFP หลังจากที่เขาได้รับการประกันตัว

“ยกเว้น (ตำรวจ) คนหนึ่งที่ตะโกนว่าผมควรเตรียมตัวติดคุกสามปีได้เลย”

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP