บทลงโทษจีนจากสหรัฐอาจกระทบทั้งเอเชีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631732

วันที่ 29 ส.ค. 2563 เวลา 10:00 น.บทลงโทษจีนจากสหรัฐอาจกระทบทั้งเอเชียการคว่ำบาตรบริษัทสัญชาติจีนของสหรัฐ ไม่เพียงกระทบจีนเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศอื่นในเอเชียที่บริษัทจีนเข้าไปลงทุนด้วย

นักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างต่างๆ บนเกาะในทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างสิทธิ์ อาจส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วเอเชีย เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคหลายโครงการในภูมิภาค อาทิ การสร้างรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซียภายใต้โครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative)

บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง ยูเรเซีย กรุ๊ป ระบุว่า บริษัท CCCC ของจีนมีหุ้นส่วนในโครงการ 923 โครงการ ใน 157 ประเทศ ขณะที่มีบริษัทในเครือของ CCCC 5 บริษัท เพิ่งถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำเมื่อไม่กี่วันก่อน

นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์ว่า บริษัทสัญชาติอเมริกันเองก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ต้องขอใบอนุญาตจากทางการสหรัฐก่อนส่งสินค้ามายังบริษัท ไชน่า คอมมิวนิเคชันส์ คอนสตรัคชัน (CCCC) ของจีนที่มีโครงการก่อสร้างอยู่ในเอเชีย ซึ่งอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐ

นักวิเคราะห์รายหนึ่งเผยกับ This Week in Asia ว่า รัฐบาลและบริษัทหลายแห่งที่เป็นหุ้นส่วนกับ CCCC และบริษัทในเครือจะต้องเร่งรีบศึกษาว่าการขึ้นบัญชีดำของสหรัฐมีขอบเขตเพียงใด

ขณะที่ จอห์น ลิคเตเฟลด์ รองประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ The Asia Group เผยว่า แม้ว่าการขึ้นบัญชีดำครั้งแรกนี้จะไม่กระทบหรือขัดขวางการดำเนินการของ CCCC ในโครงการสร้างสาธารณูปโภคโครงการใหญ่ๆ ในเอเชียโดยตรงหรือทันที แต่มาตรการเพิ่มเติมหลังจากนี้และบริษัทในเครือที่ถูกขึ้นบัญชีดำอาจเริ่มเป็นอุปสรรค

โลกป่วยโควิด-19อ่วมใกล้แตะ 25 ล้านราย ดับพุ่ง 8.4 แสนคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631738

วันที่ 29 ส.ค. 2563 เวลา 06:24 น.โลกป่วยโควิด-19อ่วมใกล้แตะ 25 ล้านราย ดับพุ่ง 8.4 แสนคนยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19ทั่วโลกยังพุ่งต่อเนื่อง เกิน 24.8 ล้านราย วันเดียวแตะ 2.7 แสนราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.4 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 29 ส.ค. 63 (เวลา 06.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 24,886,433 ราย เพิ่มขึ้น 270,473 รายเสียชีวิต 840,349 ราย เพิ่มขึ้น5,383 ราย รักษาหาย 17,272,468ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,092,747 ราย เพิ่มขึ้น 46,113 ราย เสียชีวิต 185,835 ราย เพิ่มขึ้น1,039ราย รักษาหาย 3,370,112 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,812,605 ราย เพิ่มขึ้น 48,112 ราย เสียชีวิต 119,571 ราย เพิ่มขึ้น 845 ราย รักษาหาย 2,976,796ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,461,240 ราย เพิ่มขึ้น76,665ราย เสียชีวิต 62,713 ราย เพิ่มขึ้น1,019ราย รักษาหาย 2,647,538ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 980,405ราย เพิ่มขึ้น4,829 ราย เสียชีวิต 16,914 ราย เพิ่มขึ้น 110 ราย รักษาหาย 798,466 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 621,997 ราย เสียชีวิต 28,277ราย รักษาหาย 429,662 ราย

6.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 620,132 ราย เพิ่มขึ้น 1,846 ราย เสียชีวิต 13,743ราย เพิ่มขึ้น115 ราย รักษาหาย 533,935 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ590,520ราย เพิ่มขึ้น8,498 ราย เสียชีวิต 18,767ราย เพิ่มขึ้น299ราย รักษาหาย 429,620ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 579,914 ราย เพิ่มขึ้น 6,026 ราย เสียชีวิต 62,594 ราย เพิ่มขึ้น 518 ราย รักษาหาย 400,479 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 455,621 เพิ่มขึ้น 3,829 ราย เสียชีวิต 29,011ราย เพิ่มขึ้น15 ราย

10. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 405,972 ราย เพิ่มขึ้น 1,870ราย เสียชีวิต 11,132ราย เพิ่มขึ้น 60 ราย รักษาหาย 379,452 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,410 ราย เพิ่มขึ้น 6 เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,237 ราย

จีนยกเลิกวิจัยวัคซีนโควิดร่วมกับแคนาดา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631728

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 19:01 น.จีนยกเลิกวิจัยวัคซีนโควิดร่วมกับแคนาดาท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างแคนาดาและจีน จู่ๆ ทั้งสองฝ่ายก็ประกาศยุติการวิจัยวัคซีน Covid-19 ร่วมกัน  

สภาวิจัยแห่งชาติแคนาดา (NRC) ประกาศว่า ได้ยุติความร่วมมือในการพัฒนาวัคซีน Covid-19 กับบริษัท CanSino Biologics ของจีนแล้ว เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่อนุมัติการจัดส่งวัคซีนให้แคนาดา

เดิมทีวัคซีนของ CanSino Biologics ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เซลล์เชื้อโคโรนาไวรัสที่สกัดโดยสภาวิจัยของแคนาดา มีกำหนดจะส่งไปทดลองระยะที่ 1 ที่ศูนย์วัคซีนวิทยาของมหาวิทยาลัยดัลเฮาซีในรัฐโนวาสโกเชียปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีการส่งดังกล่าวเกิดขึ้น

ทางบริษัท CanSino Biologics อ้างว่าปัญหาด้านระบบราชการของจีนทำให้บริษัทไม่สามารถส่งวัคซีนให้แคนาดาตามกำหนด แต่หนังสือพิมพ์ Global and Mail ของแคนาดารายงานว่าทางการจีนอนุมัติให้ส่งวัคซีนอื่นๆ ไปยังหลายประเทศเพื่อทดลองในวงกว้าง

การยุติความร่วมมือทำให้เกิดข้อกังขาว่าอาจเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นระหว่างจีนกับแคนาดาจากกรณีที่แคนาดาจับกุมตัว เมิ่งหว่านโจว ประธานฝ่ายการเงินของหัวเว่ยตามหมายจับของสหรัฐหรือไม่

ในเวลาต่อมา ฟรองซัว ฟิลิปป์ แชมเปญ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา และเจ้าลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การยุติความร่วมมือไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

พิพิธภัณฑ์ดัตช์เครียด ภาพวาดดังอายุเกือบ 400 ปีถูกขโมยครั้งที่ 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631723

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 16:50 น.พิพิธภัณฑ์ดัตช์เครียด ภาพวาดดังอายุเกือบ 400 ปีถูกขโมยครั้งที่ 3หลังจากถูกขโมยครั้งที่ 2 ทางพิพิธภัณฑ์ได้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ภาพวาด Two Laughing Boys with a Mug of Beer อายุ 394 ปี มูลค่าราว 18 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 560.70 ล้านบาท ผลงานของศิลปินชาวดัตช์ชื่อดัง ฟรานส์ ฮัลส์ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ Hofje van Mevrouw van Aerden ในเมืองเลียร์ดัม จังหวัดอูเทรคต์ ทางตะวันตกของเนเธอร์แลนด์

ตำรวจเผยว่า โจรบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ทางประตูด้านหลังในช่วงเช้ามืด โดยสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเวลา 03.30 น. แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปถึง โจรก็หนีไปแล้ว โดยขณะนี้ทางพิพิธภัณฑ์กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวมทั้งประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านโจรขโมยผลงานศิลปะและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อตามตัวคนร้าย

ตำรวจเนเธอร์แลนด์เผยว่า ก่อนหน้านี้ภาพเขียนล้ำค่านี้ถูกโจรขโมยมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1988 พร้อมกับภาพเขียนของ ยาค็อบ ฟาน ไรส์ดาล จิตกรชื่อดังในยุคเดียวกับฟรานส์ ฮัลส์ ก่อนจะตามกลับคืนมาได้ในอีก 3 ปีให้หลัง และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2011 ก่อนจะพบอีกครั้งในอีก 6 เดือนต่อมา

หลังจากภาพดังกล่าวถูกขโมยครั้งที่ 2 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยต้องอยู่ในการดูแลติดตามของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น

ด้าน อาร์ธูร์ บรันด์ นักสืบผู้เชี่ยวชาญด้านการตามหาผลงานศิลปะที่ถูกขโมยเผยว่า การโจรกรรมครั้งนี้เป็นการลงมือตามใบสั่ง

บรันด์ยังเผยอีกว่า ในอดีตหัวขโมยมักจะซื้อผลงานที่ตัวเองโจรกรรมไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับการลดโทษจำคุก เช่นในกรณีของ คีส์ เฮาต์มาน นักค้ายาเสพติด ที่พยายามแลกเปลี่ยนภาพวาดของ ฟินเซนต์ ฟัน โคค หรือแวน โก๊ะ เพื่อขอลดโทษ ทว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เนื่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ไม่รับซื้องานศิลป์ที่ถูกโจรกรรมแล้ว

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ มักตกเป็นเป้าของโจรขโมยงานศิลปะ เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว โจรพยายามขโมยผลงานของแรมบรันต์ ศิลปินชาวดัตช์ 2 ชิ้นจากแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ Dulwich Picture Gallery ในกรุงลอนดอน แต่ตำรวจเข้ามาถึงที่เกิดเหตุก่อนที่ภาพจะถูกนำออกไป

นักวิเคราะห์ชี้จีนยิงขีปนาวุธเสี่ยงจุดชนวนสงครามกับสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631714

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 15:09 น.นักวิเคราะห์ชี้จีนยิงขีปนาวุธเสี่ยงจุดชนวนสงครามกับสหรัฐการยิงขีปนาวุธในทะเลจีนใต้ของจีนอาจผลักให้สหรัฐมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนมากขึ้น เสี่ยงนำมาสู่การจับอาวุธปะทะกัน

หลังจากจีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกโดยมีเป้าหมายในพื้นที่ระหว่างมณฑลไหหลำและหมู่เกาะพาราเซลในทะเลจีนใต้เมื่อวันพุธที่ 26 ที่ผ่านมา 1 วันหลังจากเครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐบินเข้าไปในเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าที่จีนซ้อมยิงขีปนาวุธด้วยกระสุนจริง บรรดานักวิเคราะห์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะยิ่งทำให้ทั้งสองมหาอำนาจมีท่าทีรุนแรงต่อกันมากขึ้น

เดเรค กรอสแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากสถาบันวิจัย Rand มองว่า การยิงขีปนาวุธมีแต่จะทำให้สหรัฐไม่ไว้วางใจเจตนาของจีนมากขึ้น และยิ่งมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนมากขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทูต เศรษฐกิจ หรือความมั่นคง

“ไม่น่าเป็นไปได้ที่สหรัฐจะยอมอ่อนข้อ เนื่องจากตอนนี้ความพยายามทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐก็คือการแข่งขันและตอบโต้จีนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสู้ด้วยอาวุธอันเนื่องมาจากการประเมินผิดพลาด” กรอสแมนกล่าว

นักวิชาการจาก Rand ยังเผยอีกว่า สงครามระหว่างจีนกับสหรัฐยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่อาจเกิดความผิดพลาดได้ โดยยกตัวอย่างว่า หากจีนยิงขีปนาวุธ DF-21D อีก และขีปนาวุธเฉียดใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐที่เดินเรืออยู่ในทะเลจีนใต้ กองทัพสหรัฐอาจตอบโต้ด้วยกำลัง เพราะคิดว่าขีปนาวุธดังกล่าวพลาดเป้า ซึ่งสถานการณ์อาจลุกลามบานปลายจากจุดนั้น

ด้าน เฉิน กัง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เผยว่า การยิงขีปนาวุธของจีนเข้าไปในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้มีแต่จะทำให้สหรัฐพัฒนาและติดตั้งขีปนาวุธมากขึ้น

สตีฟ จาง นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอนเผยว่า ภาพความสัมพันธ์ในอนาคตของสหรัฐและจีนค่อนข้างเป็นลบ และกองทัพเรือสหรัฐจะยังคงยึดหลักเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ต่อไป และเป็นไปได้ว่าอาจปรากฏตัวในพื้นที่ดังกล่าวถี่ขึ้น เพื่อตอบโต้การยิงขีปนาวุธของจีน

ขณะที่ ไอแซค คาร์ดอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถาบันทะเลจีนศึกษา วิทยาลัยกองทัพเรือสหรัฐมองว่า แม้ว่าการยิงขีปนาวุธจะทำให้จีนและสหรัฐมีท่าทีที่แข้งกร้าวต่อกัน แต่โอกาสที่ทั้งสองกองทัพจะเปิดฉากสู้รบกันค่อนข้างต่ำ เพราะกองทัพจะตอบโต้กันด้วยความระมัดระวัง

***หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน

นายกฯญี่ปุ่นเตรียมลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631695

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 13:00 น.นายกฯญี่ปุ่นเตรียมลาออกเพราะปัญหาสุขภาพวงในเผยผู้นำญี่ปุ่นเตรียมยื่นใบลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า นายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ เพราะเกรงว่าอาการป่วยที่แย่ลงจะเป็นอุปสรรคกับการบริหารประเทศ

ปัญหาสุขภาพของผู้นำญี่ปุ่นเป็นที่จับตามองของสาธารณชนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ความกังวลเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากอาเบะเดินทางไปโรงพยาบาลในกรุงโตเกียว 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันคือเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา และในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

ทั้งนี้ ผู้นำญี่ปุ่นมีอาการลำไส้อักเสบเรื้อรังมาหลายปีแล้ว

ฟิลิปปินส์จะขอให้สหรัฐช่วยถ้าจีนโจมตีเรือในทะเลจีนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631668

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ฟิลิปปินส์จะขอให้สหรัฐช่วยถ้าจีนโจมตีเรือในทะเลจีนใต้รัฐบาลดูเตร์เตประกาศจะขอความช่วยเหลือจากสหรัฐหากจีนโจมตีเรือของกองทัพ

ทีโอโดโร ล็อคซิน จูเนียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ เผยกับสำนักข่าว ANC ว่า หากเรือของกองทัพฟิลิปปินส์ถูกเรือรบของจีนโจมตี หรือเกิดเหตุการณ์ใดนอกเหนือจากการโจมตีขึ้นในทะเลฟิลิปินส์ตะวันตก ซึ่งก็คือทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออกที่ฟิลิปปินส์อ้างสิทธิ์ ฟิลิปปินส์จะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ

รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ได้อ้างถึงสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันระหว่างสหรัฐและฟิลิปปินส์ (Mutual Defense Treaty) ที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปี 1951 ที่มีเนื้อหาว่าทั้งสองประเทศจะสนับสนุนช่วยเหลือกันและกันหากฟิลิปปินส์หรือสหรัฐถูกบุคคลภายนอกโจมตี

นับเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี โดรดริโก ดูเตร์เต ที่ฟิลิปปินส์ประกาศว่าจะใช้สนธิสัญญานี้ในการขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนที่ทวีความตึงเครียด

ก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐประกาศว่าการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ของจีนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสหรัฐจะสนับสนุนประเทศที่ไม่ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้เมื่อปี 2019 ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐยังกล่าวว่า หากจีนโจมตีกองทัพฟิลิปปินส์ หรือเรือ หรือเครื่องบินในทะเลจีนใต้ สนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันจะถูกนำมาใช้ทันที

โควิด-19ทั่วโลกยังหนัก ดับกว่า 8.4 แสนคน ติดเชื้อพุ่ง 24.5 ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631670

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.โควิด-19ทั่วโลกยังหนัก ดับกว่า 8.4 แสนคน ติดเชื้อพุ่ง 24.5 ล้านรายสถานการณ์โควิดทั่วโลก ยังหนัก ติดเชื้อกว่า 24.5 ล้านราย วันเดียวพุ่ง 2.42 แสนราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.34 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 28 ส.ค. 63 (เวลา 06.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 24,584,850 ราย เพิ่มขึ้น 242,293 รายเสียชีวิต 834,441 ราย เพิ่มขึ้น5,529 ราย รักษาหาย 17,069,348 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,039,978 ราย เพิ่มขึ้น 39,613 ราย เสียชีวิต 184,652 ราย เพิ่มขึ้น999ราย รักษาหาย 3,342,048 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,761,391 ราย เพิ่มขึ้น 39,387 ราย เสียชีวิต 118,649 ราย เพิ่มขึ้น 893 ราย รักษาหาย 2,947,250ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,384,575 ราย เพิ่มขึ้น76,826ราย เสียชีวิต 61,694 ราย เพิ่มขึ้น1,065ราย รักษาหาย 2,583,063ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 975,576 ราย เพิ่มขึ้น4,711 ราย เสียชีวิต 16,804 ราย เพิ่มขึ้น 121 ราย รักษาหาย 792,561 ราย

5.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 618,286 ราย เพิ่มขึ้น 2,585 ราย เสียชีวิต 13,628ราย เพิ่มขึ้น126 ราย รักษาหาย 531,338ราย

6. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 613,378 ราย เสียชีวิต 28,124ราย รักษาหาย 421,877 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ582,022ราย เพิ่มขึ้น9,752 ราย เสียชีวิต 18,468ราย เพิ่มขึ้น284 ราย รักษาหาย 417,793ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 573,888 ราย เพิ่มขึ้น 5,267 ราย เสียชีวิต 62,076 ราย เพิ่มขึ้น 626 ราย รักษาหาย 396,758 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 451,792 เพิ่มขึ้น 3,781 ราย เสียชีวิต 28,996ราย เพิ่มขึ้น25 ราย

10. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 404,102 ราย เพิ่มขึ้น 1,737ราย เสียชีวิต 11,072ราย เพิ่มขึ้น 82 ราย รักษาหาย 377,922 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 120 มีผู้ติดเชื้อ 3,404 ราย เพิ่มขึ้น 1 เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,237 ราย

เมดิเตอร์เรเนียนระอุ กรีซ-ตุรกีขัดแย้งปมก๊าซธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631666

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 20:55 น.เมดิเตอร์เรเนียนระอุ กรีซ-ตุรกีขัดแย้งปมก๊าซธรรมชาติความตึงเครียดระหว่างกรีซและตุรกีขยับเข้าใกล้การเผชิญหน้าทางทหาร และสุดท้ายอาจร้อนไปทั้งภูมิภาค

ต่อไปนี้เป็นการสรุปความขัดแย้งล่าสุดระหว่างกรีซกับตุรกี

1.การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลใต้ทะเลรอบเกาะครีตและประเทศไซปรัส ทำให้เกิดการอ้างสิทธิ์ทางทะเลเหนือพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศกรีซกับตุรกีซึ่งต่างก็เป็นสมาชิกองค์การสิธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง

2.ชนวนความขัดแย้งครั้งล่าสุดเริ่มจากการที่ตุรกีส่งเรือสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของไซปรัสเมื่อเดือน พ.ค. 2019 โดยไซปรัสได้คัดค้านว่าตุรกีละเมิดกฎหมาย อีก 2 เดือนต่อมาอียูจึงคว่ำบาตรตุรกี แต่แทนที่ตุรกีจะหยุด กลับเดินหน้าส่งเรือสำรวจปิโตรเลียมไปยังน่านน้ำพิพาทอย่างต่อเนื่อง

3.ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศทวีขึ้นอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ตุรกีส่งเรือรบพร้อมกับเรือสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียม Oruc Reis เข้าไปในเขตชายฝั่งทางตอนใต้ของไซปรัสและพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ระหว่างไซปรัสกับกรีซ และหลังจากนั้นกรีซได้ส่งเรือรบไปประจันหน้าเรือรบของตุรกี

4.ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าตัวเองมีสิทธิ์เหนือน่านน้ำบริเวณดังกล่าวและกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนภูมิภาคมายาวนาน

5.เมื่อ 2 วันก่อน (25 ส.ค.) ไฮโก มาส รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกนาโตเดินทางเยือนทั้งกรีซและตุรกีเพื่อเจรจาให้ทั้งสองประเทศหันหน้าเจรจากันอย่างสันติ

6.หลังพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ฝั่งกรีซเผยว่าจะปกป้องอำนาจอธิปไตยของตัวเองตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่พร้อมเจรจา โดยมีข้อแม้ว่าตุรกีต้องหยุดคุกคามกรีซ ส่วนตุรกีพร้อมเจรจาเช่นกัน แต่ต้องไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆ และจะเจรจาเฉพาะการแบ่งสรรปันส่วนก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

7.เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เยอรมนีเคยเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างกรีซกับตุรกีมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยระหว่างเจรจาตุรกีหยุดการสำรวจปิโตรเลียมในน่านน้ำพิพาทชั่วคราว แต่สุดท้ายการเจรจาล้มเหลว โดยฝั่งรัฐบาลตุรกีอ้างว่ากรีซละเมิดสิทธิ์ตุรกีด้วยการลงนามการปักปันเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ขยายจาก 6 ไมล์ทะเลเป็น 12 ไมล์ทะเล (ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ) กับอียิปต์และอิตาลี ตุรกีจึงกลับมาสำรวจปิโตรเลียมต่อ

8.ล่าสุด กองทัพฝรั่งเศสและอิตาลีประกาศส่งเรือและเครื่องบินเข้าร่วมซ้อมรบกับกรีซและไซปรัสในน่านน้ำฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างวันที่ 26-28 นี้ ขณะที่ตุรกีประกาศจะซ้อมรบในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออกทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซปรัสเช่นกัน

9.กรีซเตรียมประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอียูที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเพื่อขอให้ลงโทษตุรกี ทว่าที่ผ่านมาอียูมักจะหลีกเลี่ยงการลงโทษหนักกับตุรกี เนื่องจากตุรกีมีไม้เด็ดอยู่ที่พรมแดน

10.ที่ผ่านมาประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี มักขู่อียูว่าจะเปิดพรมแดนตุรกีให้ผู้อพยพนับล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากซีเรีย ใช้เป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งก็ได้ผล

มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631484

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 20:29 น.มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่ทำความเข้าใจว่า “ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้” ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เพื่อคาดเดาแนวโน้มในอนาคต

จางเหวยเหว่ย เป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของจีน เขาผู้นี้เป็นนักวิชาการจีนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีผลงานสำคัญคือหนังสือเรื่อง The China Wave: Rise of a Civilizational State ซึ่งอธิบายว่าจีนผงาดขึ้นมาได้อย่างไรและกำลังมุ่งไปทางไหน

หนังสือเล่มตีพิมพ์ในภาษาไทยในชื่อ “คลื่นจีน การผงาดของรัฐอารยธรรม” (แปลเรียบเรียงโดย ดร. ทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ซึ่งมีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจว่า “ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้” และในเวลาที่มหาอำนาจทั้งสองคือสหรัฐและจีนกำลังเผชิญหน้ากัน การเข้าใจทั้งสองประเทศอย่างถ่องแท้จะช่วยให้เราคาดเดาแนวโน้มในอนาคตได้

1. จีนมีโมเดลการพัฒนาที่ชัดเจน จางเหวยเหว่ยถึงขนาดบอกว่า “โมเดลจีนอาจจะกำชัยชนะในที่สุด” แต่มันเป็นอย่างไร? มันคือหลักการ “สามไม่” คือไม่เลียนแบบชาติตะวันตก ไม่เลียนแบบประเทศสังคมนิยมอื่นๆ และไม่ละทิ้งจุดแข็งของตัวเอง ดังนั้นโลกภายนอกไม่อาจคาดหวังให้จีนเป็นแบบที่พวกเขาต้องการได้

2. นักปฏิรูปชาวจีนไม่ยอมรับคำอธิบายเชิงนามธรรมแบบชาวตะวันตกอย่างง่ายๆ อย่างเช่นคำถามที่ว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดคืออะไร?”, “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดควรเป็นอย่างไร?”, “ประชาธิปไตยคืออะไร?”แต่พวกเขามุ่งลงมือทำและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าระบบไหนที่ “เวิร์ก”

3. จีนมีรูปแบบมีรัฐที่เข้มแข็งการกุมอำนาจที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาแบบ “รัฐอ่อนแอ” ที่มีความขัดแย้งสัพเพเหะระและการชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมือง จนแทบไม่อาจบรรลุฉันทามติที่จะสร้างอะไรสักอย่างเช่นสะพานสักแห่งก็เถียงกันจะเป็นจะตาย อย่าพูดถึงว่าจะเอาชนะประเทศพัฒนาแล้วอย่างไร

4. จีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเป็นอันดับต้นๆ เพราะตราบใดที่รัฐยังรักษาเสถียรภาพและสันติภาพได้ คนจีนจะสามารถเผยอุปนิสัย “ขยันขันแข็งสร้างความมั่งคั่ง” เติ้งเสี่ยวผิง ย้ำอยู่เสมอว่า “เสถียรภาพ (ในจีน) สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” และ “ในบรรดาประเด็นปัญหาต่างๆ ที่จีนเผชิญ การรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากปรากาศจากสภาวะแวดล้อมของความมีเสถียรภาพ อะไรๆ ก็ทำให้สำเร็จไม่ได้ และสิ่งที่ได้มาก็จะสูญเสียไปง่ายๆ”

5. จีนเน้นยุทธศาสตร์ที่ค่อยเป็นค่อยไป เช่น เติ้งเสี่ยวผิงมักยกภาษิตจีนโบราณขึ้นมากล่าวว่า “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ” เพื่ออธิบายแนวทางการทดลองการปฏิรูปของจีนที่ค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่แนวคิดค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำกันอย่างเชื่องช้าไปเสียทั้งหมด

6. เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้วจีนยังต้องการ “สร้างมาตรฐานจีน” มาตรฐานนี้คือการผสมผสานความเป็นรัฐโบราณที่มีอารยธรรมยาวนานเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ และวิพากษ์ระบอบการเมืองแบบตะวันตกว่าไม่มีความรับผิดชอบ จางเหวยเหว่ยวิจารณ์ว่า เพราะคติว่ารูปแบบทางการเมืองของตัวเองมีความชอบธรรม ประเทศตะวันตกบางแห่งจึงไม่แยแสกระทั่งจะขอโทษเมื่อตัวเองย่ำยีประเทศอื่นในนามของ “ค่านิยมสากล”

7. ด้วยมาตรฐานแบบจีนทำให้จีนพยายามอธิบายค่านิยมสากลด้วยชุดความคิดของตนเอง จางเหวยเหว่ยเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงเมื่อถูกซักเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน เขาบอกว่า “ไม่มีประเทศไหนที่จะแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนทุกประเด็นได้ในคราวเดียวกันและควรตั้งเป้าหมายว่าสิทธิมนุษยชนเรื่องไหนควรเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้สำเร็จก่อน จีนไม่ได้เดินตามแนวทางของโลกตะวันตก และเห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอันดับแรก

8. จางเหวยเหว่ยชี้ว่าในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐมักไม่เห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่งไม่เห็นว่าเป็นปัญหาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม “แต่เรา (จีน) ไม่มีเวลามารอให้โลกตะวันตกตาสว่างในเรื่องนี้ เราจึงต้องแก้ปัญหาในแบบของจีนเอง และบรรลุผลในด้านบวกอย่างมาก”

9. เขายังพยายามอธิบายว่า “จีนก็มีประชาธิปไตย” แต่เป็นแบบของตัวเอง โดยกล่าวว่า “ประชาธิปไตยเป็นค่านิยมสากล แต่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่ใช่ สองสิ่งไม่สามารถนำมาผสมกันได้ สารัตถะของประชาธิปไตยก็คือการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการบรรลุซึ่งระบอบการปกครองที่ดี”

10. จางเหวยเหว่ยยังเทียบจีนกับอินเดีย (ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก) เขาบอกว่าประเทศทั้ง 2 ได้รับเอกราชในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และเริ่มการพัฒนาที่ระดับเดียวกัน โดยอินเดียล้ำหน้าจีนอยู่เล็กน้อย เพราะจีนต้องผ่านความย่อยยับของสงครามมานานเกือบ 1 ศตวรรษ และมียอดผู้เสียชีวิตสูงถึงหลายสิบล้านคน

11. ผู้เชี่ยวชาญจีนรายนี้ยกสถิติมาให้เห็นว่า “60 ปีให้หลัง ช่องว่างระหว่างสองประเทศห่างออกไปมากอย่างเทียบกันไม่ติด เศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่กว่าอินเดียถึง 3 เท่า และแม้จะมีผืนดินที่ใช้ทำเกษตรน้อยกว่า แต่จีนมีผลผลิตธัญญาหารมากกว่าอินเดียถึง 2 เท่า การค้ากับต่างประเทศของจีนมากกว่าอินเดียถึง 4 เท่า อายุขัยเฉลี่ยของจีนสูงกว่าอินเดีย 10 ปี อัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดในจีนต่ำกว่า 3 เท่า และศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของอินเดียอย่างมุมไบ ดูล้าหลังกว่าเซี่ยงไฮ้ถึงสามทศวรรษ”

12. เขาบอกว่าแม้ว่าหลายคนในประเทศตะวันตกอยากจะเห็นอินเดียมีผลงานที่ดีกว่าจีน โดยอ้างว่าอินเดียมีไพ่ที่เหนือกว่าคือระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อเทียบกับจีน ประชาธิปไตยของอินเดียมีส่วนอย่างมากในการขัดขวางไม่ให้อินเดียปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ