หนุ่มปาเลสไตน์ปีนโรงพยาบาลนั่งเฝ้าแม่ป่วยโควิดจนแม่จากไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628946

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 09:55 น.หนุ่มปาเลสไตน์ปีนโรงพยาบาลนั่งเฝ้าแม่ป่วยโควิดจนแม่จากไปภาพน่าประทับใจนี้ถูกแชร์ในโลกออนไลน์จนเขาได้เข้าไปเยี่ยมแม่ใกล้ๆ ในห้องผู้ป่วย

สำนักข่าว Mothership รายงานว่า ญิฮัด อัล ซูไวติ หนุ่มชาวปาเลสไตน์ เป็นห่วงแม่ที่นอนรักษาตัวจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัสอยู่ในโรงพยาบาลรัฐเฮบรอนในเขตเวสต์แบงก์ จึงปีนขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่างเพื่อเฝ้าแม่อยู่นอกห้องเป็นประจำทุกวัน จนกระทั่งแม่ของเขาจากไป

รายงานระบุว่าชาpรายนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมแม่ในห้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่เขายืนยันว่าจะนั่งเฝ้าแม่อยู่บนขอบหน้าต่างด้านนอก เพื่อให้แน่ใจว่าแม่ได้รับการดูแลอย่างดี

ภาพของเขาถูกแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ทำให้ในเวลาต่อมาเจ้าตัวได้เข้าไปดูแลแม่ใกล้ๆ ในห้องก่อนที่เธอจะเสียชีวิต

ทั่วโลกติดโควิด พุ่งทะลุ 15 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 6 แสน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628959

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 09:11 น.ทั่วโลกติดโควิด พุ่งทะลุ 15 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 6 แสนยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งทะลุกว่า 15 ล้านคน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 6 แสนรายแล้ว “สหรัฐ” ยังคงเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุด ตามด้วย “บราซิล”

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 22 ก.ค. 63 (เวลา 09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 15,091.880 ราย เสียชีวิต 619,410 ราย รักษาหาย 9,110,208 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 4,028,569 ราย เสียชีวิต 144,953ราย รักษาหาย 1,886,583 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 2,166,532 ราย เสียชีวิต 81,597 ราย รักษาหาย 1,465,970 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 1,194,085 ราย เสียชีวิต 28,770 ราย รักษาหาย 752,393 ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 783,328 ราย เสียชีวิต 12,580 ราย รักษาหาย 562,384 ราย

5. ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 381,798 ราย เสียชีวิต 5,368 ราย รักษาหาย 208,144ราย

6.ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 362,087ราย เสียชีวิต 13,579 ราย รักษาหาย 248,746 ราย

7.ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 356,255 ราย เสียชีวิต 40,400 ราย รักษาหาย 227,165 ราย

8. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 334,683ราย เสียชีวิต 8,677 รายรักษาหาย 306,816 ราย

9. ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 313,274 ราย เสียชีวิต 28,424 ราย

10.ประเทศสหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อ 295,817 ราย เสียชีวิต 45,422ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 103 มีผู้ติดเชื้อ 3,255 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,105 ราย

โลกร้อนขึ้น สัญญาณเตือนของภัยพิบัติรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628939

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 20:01 น.โลกร้อนขึ้น สัญญาณเตือนของภัยพิบัติรุนแรงความล้มเหลวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจทำให้สภาพอากาศสุดขั้ว อาทิ ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำและทวีความรุนแรงขึ้น

ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องเจอกับน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มหนักที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ จากฝนที่ว่ากันว่าตกหนักแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องอพยพชาวบ้านนับล้านๆ คน

แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นต้องเจอฝนตกหนักอยู่แล้ว แต่สภาพอากาศสุดขั้ว (extreme weather) แบบนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นบวกกับระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ไอน้ำมหาศาลจากทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ จะก่อตัวเป็นกลุ่มไอน้ำในบรรยากาศขนาดใหญ่ ทำให้เกิดพายุฝนตกหนักในปริมาณเท่ากับน้ำฝนทั้งปีในญี่ปุ่น

ด้านจีนเจอฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีในพื้นที่ 27 มณฑลจากทั้งหมด 31 มณฑล ส่งผลกระทบกับประชาชนราว 37 ล้านคน เสียชีวิตหรือสูญหาย 141 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วกว่า 86,000 ล้านหยวน

จีนต้องเจอกับน้ำท่วมเป็นปกติในช่วงฤดูร้อน แต่เมื่อรวมกับปัจจัยด้าสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป หลายพื้นที่จึงมีฝนตกหนักยาวนานและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานประจำปีด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของจีนเมื่อปีที่แล้วระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1961-2018 เกิดฝนตกหนักในจีนเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1990

ขณะที่อินเดียซึ่งอยู่ในฤดูมรสุมและเผชิญกับน้ำท่วมหนักไม่ต่างจากจีน กระทรวงวิทยาศาสตร์โลกเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับวิกฤตสภาพอากาศ พบว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้อินเดียมีฝนตกหนัก ถูกพายุไซโคลนถล่ม และแห้งแล้งมากขึ้นตลอดช่วงศตวรรษนี้ หรือจนถึงปี 2100

นอกจากนี้ ยังคาดว่าภายในปี 2100 อุณหภูมิของอินเดียจะเพิ่มขึ้นอีกราว 4.4 องศาเซลเซียส

แต่กรณีของอินเดียอาจแตกต่างจากประเทศอื่นคือ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้บางพื้นที่มีความแห้งแล้ง ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่เจอทั้งฝนและพายุไซโคลน

อย่างไรก็ดี ซ่งเหลียนชุน นักอุตุนิยมวิทยาจากศูนย์สภาพภูมิอากาศแห่งชาติจีนเผยว่า เราไม่สามารถสรุปได้ว่าเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่จากการเฝ้าจับตามาระยะหนึ่ง ภาวะโลกร้อนทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

ส่วนแนวโน้มของประเทศไทย ดัชนีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศตามเมืองต่างๆ ในปี 2050 ของ Nestpick เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลอพาร์ทเม้นต์ทั่วโลกพบว่า กรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

ในภาพเป็นความเสียหายจากอุทกภัยหลังจากฝนตกหนักในจังหวัดฮิโรชิมะของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

AFP PHOTO / Martin BUREAU

สาวเปลือยร่างท้าเจ้าหน้าที่ ตำรวจเมืองพอร์ตแลนด์ถึงกับถอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628919

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 17:07 น.สาวเปลือยร่างท้าเจ้าหน้าที่ ตำรวจเมืองพอร์ตแลนด์ถึงกับถอยการประท้วงที่เมืองพอร์ตแลนด์มีสีสันขึ้นมาทันทีหลังการปรากฎตัวของหญิงสาวลึกลับผู้นี้

ในเวลานี้การประท้วงที่เกิดขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ ของสหรัฐมีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ และกระแสต่อต้านการเหยียดสีผิว แต่ไม่มีที่ไหนที่จะเร้าใจเท่ากับการประท้วงที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออรีกอน นอกจากจะเป็นเมืองที่มีการประท้วงยืดเยื้อที่สุดแห่งหนึ่งแล้ว ยังมีหญิงสาวคนหนึ่งออกมาเปลือยร่างท้าทายเจ้าหน้าที่จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

หญิงสาวคนนี้ได้รับฉายาว่า “อะธีนาเปลือย” (Naked Athena) ซึ่งเป็นชื่อของเทพีแห่างสงครามและสติปัญญาของกรีกโบราณ เธอไม่ได้จับอาวุธขึ้นต่อต้านเจ้าหน้าที่ แต่เปลือยกายล่อนจ้อนแล้วนั่งถ่างขาอ้าซ่าเผชิญหน้ากับตำรวจ

จากคลิปวิดิโอจะเห็นว่าอะธีนาเปลือย (ซึ่งปกปิดใบหน้าไว้) เดินดุ่มๆ ที่กลางถนนแล้วเดินตรงไปที่แนวตำรวจปราบจลาจลอย่างมั่นอกมั่นใจ แล้วชี้หน้าไปที่เจ้าหน้าที่ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนในบริเวณนั้น หลังจากนั้นผู้ถ่ายภาพและคลิปเหตุการณ์นี้ได้โพสต์ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กและถูกแชร์ไปทั่วโลก

หลังจากที่อะธีนาเปลือยปรากฎตัวต่อหน้าตำรวจ ตำรวจก็ถอนกำลังออกไปหลังจากนั้นประมาณ 10 นาที 

ภาพจาก @DonovanFarley/Twitter

อีก 80 ปีหมีขั้วโลกจะสูญพันธุ์เพราะโลกร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628908

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 15:31 น.อีก 80 ปีหมีขั้วโลกจะสูญพันธุ์เพราะโลกร้อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งขั้วโลกที่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยละลายจนหมีขาดอาหาร

ผลการวิจัยโดยมหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน จะทำให้ประชากรหมีขั้วโลกเสี่ยงสูญพันธุ์ภายในปี 2100 หรืออีก 80 ปีข้างหน้า เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยละลาย

งานวิจัยยังระบุอีกว่า เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย หมีขั้วโลกจะถูกบีบบังคับให้อพยพไปอยู่บนพื้นดิน ทำให้การล่าแมวน้ำเป็นไปได้ยากขึ้น ส่งผลให้หมีขั้วโลกต้องนำไขมันที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ ซึ่งวิธีนี้เป็นอันตรายกับหมี

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่าลูกหมีขั้วโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่สุด เนื่องจากต้องอดอาหาร ขณะที่หมีตัวเต็มวัยเพศเมียที่ไม่มีลูกจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ทำการสำรวจประชากรหมีขั้วโลกตั้งแต่ปี 1979-2016 แล้วใช้โมเดลคอมพิวเตอร์คำนวณว่าหมีขั้วโลกจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใดหากต้องอดอาหาร ร่วมกับการคำนวณว่าหมีขั้วโลกราว 80% ของหมีทั้งหมดจะต้องเผชิญกับภาวะนำแข็งขั้วโลกละลายจนไร้ที่อยู่อาศัยเมื่อใด

ชาวเวียดนามอยากได้ลูกชาย ทำแท้งทารกหญิงปีละ 40,800 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628894

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 13:25 น.ชาวเวียดนามอยากได้ลูกชาย ทำแท้งทารกหญิงปีละ 40,800 คนหลายปีที่ผ่านมาเวียดนามพยายามแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศ แต่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ก็ยังนิยมเลือกเพศทารกให้เป็นเพศชาย  

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) เผยรายงานสถานการณ์ประชากรโลกประจำปี 2020 โดยพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า แต่ละปีมีการทำแท้งทารกเพศหญิงกว่า 40,800 รายในเวียดนาม อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับเพศชาย

ปัญหาความไม่สมดุลของเพศในเวียดนามเริ่มมีแนวโน้มมาตั้งแต่ปี 2004 และเด่นชัดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2005 โดยข้อมูลสำมะโนประชากรของปี 2019 ระบุว่า มีอัตราส่วนทารกเพศชายต่อทารกเพศหญิงอยู่ที่ 111.5 ต่อ 100 คน  ขณะที่อัตราส่วนทางเพศตามธรรมชาติอยู่ที่ 105 ต่อ 106 คน 

รายงานระบุว่าความไม่สมดุลระหว่างเพศในเวียดนามเกิดจากค่านิยมเลือกเพศทารก ที่ให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่า  ไม่ว่าจะเป็น ทำแท้งหากเป็นทารกเพศหญิง เลือกเพศตัวอ่อนทารกก่อนนำมาฝังในมดลูก  คัดเลือกสเปิร์มสำหรับทำเด็กหลอดแก้ว ส่งผลให้ทารกหญิงถูกทำแท้งราว 40,800 คนต่อปี

นาโอมิ คิตะฮะระ ตัวแทนจาก UNFPA ประจำเวียดนามระบุว่า เมื่อผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ปัญหาสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับเพศจะเกิดขึ้น อาทิ การข่มขืน การคุกคามทางเพศ แสวงหาประโยชน์ทางเพศ การค้ามนุษย์ และการแต่งงานกับเด็ก

ทั้งนี้ ทั่วโลกมีการทำแท้งทารกเพศหญิงราว 1.18 ล้านคนต่อปี โดย 666,300 รายอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ (รวมไต้หวันและฮ่องกง) และ 461,500 อยู่ในอินเดีย

อังกฤษฉีกสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงตอบโต้จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628884

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 11:45 น.อังกฤษฉีกสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงตอบโต้จีนทางการอังกฤษระงับสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงโดยมีผลทันที กังวลถูกส่งตัวต่อให้ทางการจีน

ดอมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ แถลงต่อที่ประชุมสภาว่าทางการอังกฤษจะระงับสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงทันทีและไม่มีกำหนด เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ทางการจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงเมื่อ มิ.ย.ที่ผ่านมา

การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระบุว่า หากชาวฮ่องกงตกเป็นผู้ต้องสงสัยในอังกฤษ ทางการอังกฤษสามารถขอให้ทางการฮ่องกงส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปดำเนินคดีที่อังกฤษได้ เช่นเดียวกับฮ่องกงที่สามารถของให้ทางการอังกฤษส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับไปดำเนินคดีที่ฮ่องกง

ด้วยเหตุนี้ ทางการอังกฤษจึงกังวลว่าหากยังใช้สัญญานี้ต่อไป ผู้ต้องสงสัยที่ถูกส่งตัวกลับไปฮ่องกงอาจถูกทางการจีนดำเนินคดี

นอกจากนี้ ราบยังเผยอีกว่า ทางการอังกฤษจะขยายมาตรการห้ามค้าอาวุธให้ฮ่องกง ซึ่งบังคับใช้กับจีนมาตั้งแต่ปี 1989 เพื่อไม่ให้อังกฤษส่งออกอาวุธ ระเบิดควัน และกุญแจมือไปใช้จัดการกับผู้ประท้วงในฮ่องกง

ในเวลาต่อมา สถานทูตจีนในกรุงลอนดอนออกแถลงการณ์ประณามว่า อังกฤษแทรกแซงกิจการของฮ่องกงซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของจีน พร้อมทั้งเตือนว่าจีนจะตอบโต้ทางการอังกฤษ

ความเคลื่อนไหวจากทางการอังกฤษล่าสุดทำให้ความสัมพันธ์จีนกับอังกฤษร้าวลึก หลังจากอังกฤษเพิ่งประกาศว่าจะเลิกใช้อุปกรณ์ 5G ของหัวเว่ย และคัดค้านการใช้กฎหมายความมั่นคงของจีนในฮ่องกง

ชาวจีนกังวลเขื่อนสามผาจะรับน้ำไหวหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628880

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 11:09 น.ชาวจีนกังวลเขื่อนสามผาจะรับน้ำไหวหรือไม่เขื่อนที่กั้นแม่น้ำแยงซีกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพในการรับน้ำหลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในจีน

ในขณะที่จีนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในที่ลุ่มแม่น้ำแยงซี ทำให้เกิดคำถามเรื่องประสิทธิภาพของเขื่อนสามผา หรือ Three Gorges Dam ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของจีนและจีนยกให้เป็นความสำเร็จด้านวิศวกรรมครั้งสำคัญ

แต่ในช่วงเกิดน้ำท่วมสื่อมวงชนในจีนเริ่มตั้งคำถามว่าเขื่อนจะรับน้ำไหวหรือไม่หรือเขื่อนจะแตกหรือไม่ สำนักข่าว The Global Times ซึ่งเป็นสื่อของทางการจีนจึงได้ซักถามไปยังรัฐวิสาหกิจจัดการเขื่อนสามผา (Three Gorges Corp) เพื่อขอให้ชี้แจ้งความกังวลเหล่านี้

ต่อข้อซักถามที่ว่าเขื่อนสามผาจะแตกหรือไม่ไม่? ทางรัฐวิสาหกิจจัดการเขื่อนสามผาตอบว่า เขื่อนสามผายังทำงานอย่างปลอดภัยด้วยสภาพที่ดี ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยรวมแล้วเขื่อนยังทำงานตามปกติ ปลอดภัย และไว้ใจได้

อย่างไรก็ตาม ความกังวลไม่ได้อยู่แค่ในจีนแต่โลกภายนอกจีนก็ตั้งข้อสังเกตเรื่องประสิทธิภาพของเขื่อนแห่งนี้ด้วย เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีสัญญาณน่ากังวลออกมาจากเขื่อน เพราะทางเขื่อเปิดประตูระบายน้ำ 3 แห่งเนื่องจากระดับน้ำสูงกกว่าระดับรองรับน้ำท่วมถึง 50 ฟุต และสำนักข่าว AP รายงานว่าในวันที่ 21 กรกฎาคม มวลน้ำระลอกใหม่จะเคลื่อนตัวมาถึงเขื่อน

Photo by STR / AFP

ความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ผลทดสอบวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628853

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 21:43 น.ความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ผลทดสอบวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้การต่อสู้กับโควิด-19 เริ่มที่จะมีความหวังครั้งสำคัยเมื่อบริษัทในอังกฤษทดสอบได้ผลขั้นต้นกับมนุษย์

มีรายงานว่าวัคซีนโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดกำลังพัฒนากับบริษัท AstraZeneca Plc แสดงผลที่น่าพึงพอใจในการทดสอบในมนุษย์ในช่วงต้น เป็นสัญญาณที่ดีถึงความคืบหน้าในการต่อสู้เพื่อเอาชนะกับโรคระบาดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ

วัคซีนที่ทำการทดสอบช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดีต่อต้านและทำลายไวรัส และภูมิคุ้มกัน T-cells ที่โจมตีไวรัส โดยผลการทดลองถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet ในวันจันทร์

เอเดรียน ฮิลล์ (Adrian Hill) หัวหน้าสถาบันเจนเนอร์ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่าการทดลองนี้สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ถึง 2 ทาง

ด้านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสันกล่าวแสดงความยินดีผ่านทวิตเตอร์ว่า “นี่เป็นข่าวที่ดีมาก เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นนำระดับโลกของเราที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด”

อย่างไรก็ตาม จอห์นสันกล่าวว่า “ยังไม่มีการรับประกัน เรายังไม่ได้ทำสำเร็จขั้นสุดท้าย และจำเป็นต้องมีการทดลองเพิ่มเติม – แต่นี่เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

ในเวลาเดียวกัน การทดลองวัคซีนของ CanSino Biologics Inc. แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ระหว่างการทดสอบขั้นกลางกับมนุษย์ โดยแสดงให้เห็นว่าปลอดภัยและกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันกับผู้ทำการทดลอง 500 คน

ผลการทดสอบของบริษัทจีนแห่งนี้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เช่นกัน ถึงกระนั้นผู้วิจัยยังเน้นว่ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการทดสอบได้สัมผัสกับไวรัส SARS-CoV-2 หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ดังนั้นจึงยังสรุปไม่ได้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อหรือไม่

Photo by JOEL SAGET / AFP

กี่ครั้งแล้วที่เราต้องทนกับพวกอันธพาลระรานโรงพยาบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628830

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 21:03 น.กี่ครั้งแล้วที่เราต้องทนกับพวกอันธพาลระรานโรงพยาบาลในบางประเทศหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ภาครัฐต้องรีบป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย แต่ในไทยเกิดซ้ำรอยบ่อยเกินไปแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับที่ที่กลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันภายในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้าฯ จังหวัดสมุทรปราการ จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินของทางโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย

ย้อนกลับไปปีก่อนและปีก่อนหน้าก็เกิดเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ปีละครั้ง แต่ปีละหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อน

ย้อนกลับไปเมื่อกลางดึกของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 เกิดเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลอ่างทองเป็นวัยรุ่นทั้งหญิงชายอยู่ในสภาพมึนเมา ยกพวกตีกันเพราะพวกของทั้ง 2 ฝ่ายถูกส่งมาโรงพยาบาลพร้อมกัน แม้จะถูกหามมาส่งโรงพยาบาลก็ยังอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ อันธพาลพวกนี้ต้องต่อยตีจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของโรงพยาบาล

เดือนตุลาคม 2562 วัยรุ่นยกพวกตีกันหน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เพราะทะเลาะกันมาตั้งแต่เขม่นกันในแข่งเรือยาวของเทศบาลอำเภอปากคาด จนพวกบาดเจ็บถูกส่งมาโรงพยาบาลก็ยังไม่หยุดระห่ำ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว เป็นอีกครั้งที่พวกขาโจ๋ยกพวกตีกันเพราะเขม่นกัน

ไม่ใช่แค่วัยรุ่น แต่ยังมีกรณีที่ผู้ใหญ่ทำร้ายกันในโรงพยาบาลเหมือนกัน เช่น เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 มีกรณี อส. ทำร้ายเด็กแว้นในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากบันดาลโทสะที่เด็กแว้นขับขี่จักรยานยนต์แหกด่านพุ่งชนเพื่อน อส. ด้วยกันได้รับบาดเจ็บสาหัส

ปีนี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม มีคนร้ายบุกเข้าไปทำร้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น ผู้ป่วยรายนี้วัย 21 ปี ถูกส่งมาโรงพยาบาลเพราะถูกทำร้ายระหว่างดื่มสุราที่บ้านเพื่อน พอมาถึงโรงพยาบาลแทนที่จะได้ฟื้นตัว คู่กรณีกลับบุกมาทำร้ายอย่างอุกอาจต่อหน้าแพทย์และพยาบาล

หลายคนบอกว่ากฎหมายไม่แข็ง มีกฎหมายก็เหมือนไม่มี บ้านเมืองเหมือนไม่มีขื่อมีแป แม้แต่แดนสงครามก็พยายามเลี่ยงการทำลายข้าวของในโรงพยาบาล

แต่บางกรณี รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ยอมอ่อนข้อให้ อย่างกรณีตีกันที่อ่างทอง กระทรวงสาธารณสุขก็ยืนยันจะดำเนินคดี ไม่มีการยอมความกับผู้ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่โรงพยาบาล และศาลจังหวัดอ่างทองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ลงโทษจำคุกผู้ก่อเหตุภายในโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้วโดยไปนอนคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จนถึง 3 เดือน

แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่กฎหมายจะแข็งกร้าว เช่น กรณีของสระแก้วศาลโทษจำคุกแค่ 2 เดือนปรับ 7,000 บาท แล้วให้รอลงอาญา 1 ปี หลังจากนี้เราต้องมาลุ้นกันว่าคนพวกนี้จะสำนึกหรือไม่ หรือจะมาต่อยตีที่โรงพยาบาลกันอีกจนประชาชนต้องอยู่ไม่สุข

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เมืองไทยที่มีเรื่องพวกนี้ แต่ไทยมี “เอกลักษณ์” ตรงที่ “วีรกรรม วีรเวร” ส่วนใหญ่เป็นฝีมือจากพวกอันธพาลเลือดร้อนหาเรื่องกันเอง

เว้นกรณีที่สำโรง มีทำร้ายบุคลากรการแพทย์ จึงถือเป็น “วีรเวร” แบบใหม่ที่ควรจะรีบตัดตอนเสีย ไม่อย่างนั้นจะเกิดการเลียนแบบขึ้นมาอีก

หลายประเทศมีการทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์บ่อยครั้งกว่าไทย เช่นในประเทศจีน ที่มีเหตุทำร้ายหมอและพยาบาลเพราะไม่พอใจที่บุคลากรในโรงพยาบาลทำไม่ได้ดั่งใจ

เช่นเมื่อเดือนธันวาคม 2562 มีชายคนหนึ่งไม่พอใจแพทย์ที่รักษาแม่ของเขาไม่ได้ดั่งใจ จึงบุกแทงแพทย์ของโรงพยาบาลแห่างหนึ่งในปักกิ่งจนเสียชีวิต ผู้ก่อเหตุถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม ปี 2563

ถึงจีนจะลงดาบคนก่อเหตุในโรงพยาบาลอย่างฉับไว แต่เหตุที่จีนเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนมันจะใช้กฎหมายเดิมๆ ไม่ได้ เพราะคนไม่กลัว

ดังนั้นในเดือนมีนาคมปีนี้สภานิติบัญญัติกรุงปักกิ่งจึงพิจารณาที่จะตั้ง “สถานีตำรวจ” ในโรงพยาบาล และนำระบบรักษาความปลอดภัยมาใช้เพื่อตรวจดูว่ามีคนนำวัตถุอันตรายเข้ามาโดยหวังจะก่อเหตุร้ายในโรงพยาบาลหรือไม่

ปฏิกิริยาของจีนเป็นสิ่งที่ไทยควรจะมองไว้ เพราะฉับไวและเด็ดขาด ถึงจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ 100% (เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีคนบ้าเลือดก่อเหตุอะไรขึ้นมาอีก) แต่อย่างน้อยทำให้ประชาชนได้อุ่นใจ ไม่ใช่ว่าประชาชนลำบากลำบนเพราะโรคภัยไข้เจ็บแล้วยังต้องมานั่งระแวงพวกอันธพาลกันอีก

อย่าปล่อยให้ประเทศไทยเป็นเหมือนอินเดีย ซึ่งเกิดกรณีบุกทำร้ายบุคลากรทางแพทย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 แพทย์ย์อินเดียถูกทำร้ายเป็นว่าเล่นมีรายงานการทำร้ายทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่แพทย์เข้าไปรักษาคนในชุมชน แต่คนในชุมชนถูก “ความหลง” เขาบดบังสติปัญญา คิดว่าแพทย์เป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา เช่น เป็นตัวแพร่ไวรัส

แพทย์ในอินเดียถูกทำร้ายแบบที่เราจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว ทั้งถูกหินขว้างใส่ ถูกด่าทอเสียๆ หายๆ ถูกข่มขู่ ถูกตบหน้าและทุบตี แม้แต่ตำรวจก็ยังทำร้ายหมอโทษฐานทำงานดึกๆ ดื่นๆ จนเลยเคอร์ฟิว นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

กระทรวงมหาดไทยอินเดียแก้ปัญหาด้วยการ “ออกคำแนะนำ” (advisory) ให้คุ้มครองบุคลากรแพทย์ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่พอ ในเดือนเมษายน สมาคมแพทย์ประจำบ้าน (RDA) จึงมีแถลงการณ์ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ช่วย “บังคับใช้” (implement) มาตรการคุ้มครองบุคลากรทางแพทย์เสียที

แต่จากประวัติการทำร้ายแพทย์ในอินเดียที่ยืดเยื้อมานับสิบปีแล้ว ดูท่าว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ เพราะนอกจากกฎหมายอ่อน ผู้บังคับใช้กฎหมายเองด้วยซ้ำที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในสถานการณ์ฉุกเฉินตบหน้าแพทย์และใช้กระบองหวดแพทย์ที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนช่วงโควิด-19 ฐานละเมิดเคอร์ฟิว

ที่เห็นกันจะๆ ก็คือเมื่อเดือนมิถุนายนนี่เองยังมีกรณีแพทย์ในโรงพยาบาล Gandhi General Hospital เมืองไฮเดอราบัดถูกญาติคนตายบุกทำร้ายโดยใช้โต๊ะเก้าอี้ของโรงพยาบาลทุบตีแพทย์

แพทย์ในโรงพยาบาลทนไม่ไหว นัดหยุดงานขอให้ทางการช่วยคุ้มครองชีวิตคนทำงานในโรงพยาบาลให้จริงจังกว่านี้ แน่นอนว่า คำขอแค่นี้คงไม่ช่วยหยุดการทำร้ายแพทย์แต่อย่างใดเพราะการเล่นงานหมอมันกลายเป็น New normal ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น อย่าให้ไทยเหมือนกับอินเดียที่กฎหมายอ่อนแอจนทำให้อันธพาลไปซ่าในโรงพบาบาลไม่หยุดหย่อนจนล่าสุดเหิมเกริมถึงขนาดทำร้ายแพทย์ได้

ถ้าถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ลงโทษเด็ดขาด เกรงว่าจะมีพวกเหิมเกริมรายอื่นๆ เลียนแบบแล้วมันจะปราบได้ยาก 

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo: Sarot Meksophawannakul