แพทย์เตือน ‘ติดเชื้อในกระแสเลือด’ อันตรายถึงชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627738

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 10:30 น.แพทย์เตือน 'ติดเชื้อในกระแสเลือด' อันตรายถึงชีวิตกรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลราชวิถี เตือนผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรง นำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวและอาจทำให้เสียชีวิตได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่า 50,000 คนต่อปี โดยทั่วไปอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส การผ่าตัด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยเด็ก ทารกแรกเกิด หรือการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดสูง

ทั้งนี้ เมื่อเกิดการติดเชื้อสามารถกระจายไปทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิในร่างกายไม่สม่ำเสมอ ระบบการเดินหายใจแย่ลง และผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดดังกล่าว มักนำไปสู่ภาวะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว หมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะความดันโลหิตต่ำจากการติดเชื้อในกระแสเลือด มักมีไข้สูง หนาว มือและเท้าเย็น หายใจเร็วขึ้น รู้สึกตัวน้อยลง คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังอาจเกิดจุด ปัสสาวะน้อยลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ นำไปสู่ภาวะช็อก ผู้ป่วยบางรายหากยังมีความดันโลหิตต่ำ แพทย์อาจให้ยาช่วยเพิ่มความดันโลหิต และจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อกระตุ้นให้หายใจได้ปกติ

อย่างไรก็ตาม ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อโรคบางชนิดสามารถป้องกันได้โดย การฉีดวัคซีนในเด็กให้ครบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ควรงดสูบบุหรี่ ห้ามใช้สารเสพติด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และควรระวังป้องกันตนเองเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ทั้งนี้หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

การติดเชื้อในกระแสเลือดคืออะไร มีอาการแบบไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร

ข้อมูลโดย ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ภาควิชาอายุรศาสตร์ อธิบายว่า การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงมาก และตายอย่างรวดเร็วถ้าหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เพราะเลือดคือองค์ประกอบหลักของร่างกายไหลไปอวัยวะทุกส่วน หากมีความรุนแรงของเชื้อมากอาจทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย

การติดเชื้อจากทุกส่วนของร่างกาย สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปอด ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือผิวหนัง ซึ่งภาวะนี้จำเป็นต้องให้การรักษาอย่างทันที เพราะถ้ามีอาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยสูงอายุ เพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อม และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ หรือผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น นอกจากปัจจัยของผู้ป่วยแล้ว ปัจจัยของเชื้อก่อโรคที่เป็นสาเหตุก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เช่น ถ้าเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงหรือเป็นเชื้อดื้อยาหลายชนิดก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน

อาการของผู้ป่วยจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการของการติดเชื้อของอวัยวะที่เป็นสาเหตุ มีไข้ หายใจเหนื่อย อาจซึมหรือหมดสติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำหรือมีภาวะช็อก การทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ปอด หัวใจล้มเหลวได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิต

การรักษา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่สงสัย การให้สารน้ำให้เพียงพอ ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยมาก อาจจำเป็นต้องใส่ท่อหลอดลมช่วยการหายใจ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการ ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดต่ำ เนื่องจากการติดเชื้อ หรือมีไข้สูงอาจต้องนอนโรงพยาบาลนานหลายวัน

แกะกล่องความอร่อยกับเมนูน้องใหม่สไตล์สเปน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627598

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 10:00 น.แกะกล่องความอร่อยกับเมนูน้องใหม่สไตล์สเปนอูโนมาส เซ็นทรัลชิดลม ลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์ไดนิ่ง ชวนทุกคนมาค้นหาเสน่ห์ความอร่อยสไตล์สเปน

เปลี่ยนสไตล์การทานอาหารแบบเดิมๆ เป็นการนั่งทานอาหารเลิศรสบนเคาน์เตอร์บาร์สุดหรู ภายใต้คอนเซ็ปต์ลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์ไดนิ่ง ที่ อูโนมาส สาขาเซ็นทรัลชิดลม ที่ชั้น G เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ สาขาย่อยของห้องอาหารอูโนมาส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่ชวนทุกคนมาค้นหาเสน่ห์ความอร่อยสไตล์สเปน

โดยครั้งนี้ เชฟซานโดร อากิเรลา หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ประจำห้องอาหารอูโนมาส เลือกสรรวัตถุดิบและส่วนผสมชั้นเลิศตามแบบฉบับสเปน นำมาเนรมิตเป็นเมนูน้องใหม่ให้แฟนชาวไทยได้อิ่มเอม พร้อมลิ้มลองความอร่อย และดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนอารยธรรมด้วยตัวคุณเอง

อาทิ ปลาหมึกย่าง เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว มันฝรั่งทอด มะเขือเทศ ซอสพารสลีย์กระเทียม, สเต็กเนื้อแฮงเกอร์ เสิร์ฟพร้อมมันบดผสมน้ำมันมะกอก สลัด และซอส, ข้าวและไส้กรอกหมูสไตล์คิวบา เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว ซอสมะเขือเทศ, สตูว์ซอสมะเขือเทศ มีทบอล ปลาหมึก และกุ้ง เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด และเมนูอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้สัมผัสความอร่อย ราคาเริ่มต้นที่ 75 บาท

อูโนมาส สาขาห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น.–22.00 น. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-100-6255

ติดตามข่าวสารของห้องอาหารอูโนมาสได้ที่ เว็บไซต์: www.unomasbangkok.com เฟสบุ๊ก : https://www.facebook.com/UnoMasBangkok และอินสตาแกรม: Unomas_Bangkok

เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว สังเกตที่ไหน ดูกันอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627731

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 09:20 น.เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว สังเกตที่ไหน ดูกันอย่างไร?ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล เตือนพ่อค้าหัวใสย้อมหมูขาย #เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล เผยเดือน มิ.ย. พบ 7 ใน 8, ต้น ก.ค. พบ 13 ใน 15 ตัวอย่างเป็นเนื้อหมู!!!

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แชร์เรื่องที่ต้องระวังกรณี การปลอมเนื้อหมูเป็นเนื้อวัว ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ความว่า 

#เนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว สังเกตที่ไหน ดูกันอย่างไร?

เนื้อสุกร หรือหมู มีกลิ่นพิเศษที่แม้แต่คนกินหมูเองก็ไม่ชอบ กลิ่นที่ว่านี้คล้ายเหงื่อไคล หรือแอมโมเนียจากปัสสาวะ สารเคมีที่สร้างกลิ่นคือ “แอนโดรสเตอโนน” (Androstenone) นอกจากนี้ ยังมีอีกกลิ่นหนึ่งที่ระเหยออกมาจากเนื้อหมูเมื่อได้รับความร้อน ออกไปทางเหม็น จากสารเคมีที่ชื่อว่า “สกาโทล” (Skatole) สร้างจากตับและลำไส้ใหญ่ บางคนว่าเป็นกลิ่นอุจจาระ ล้างด้วยน้ำปริมาณมากกลิ่นนี้จะหายไปได้ กลิ่นที่ว่านี้ไม่ได้เป็นเหตุผลให้มุสลิมไม่บริโภคหมู เหตุผลหลักคืออัลกุรอานห้ามไว้ซึ่งปรากฏในหลายบท ส่วนที่ว่าเนื้อหมูมีพยาธิ์หรือเชื้อโรค หมูเป็นสัตว์สกปรก กินอาหารไม่เลือก นั่นเป็นเพียงเหตุผลรอง สรุปเอาเป็นว่ามุสลิมไม่กินหมู

พักนี้มีตัวอย่างเนื้อส่งมาวิเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ที่ #ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวนมากผู้ส่งเป็นผู้ขายอาหารบ้างขายเนื้อตามเขียงในตลาดบ้างเกิดความสงสัยในเนื้อที่ตนเองรับซื้อมา

                       – เครดิตภาพ : muslimthaipost.com –

เนื้อหมูราคาแตกต่างจากเนื้อวัวมาก เป็นเหตุผลเชิญชวนให้คนเห็นแก่ได้ นำเนื้อหมูมาย้อมเป็นเนื้อวัว วิธีเปลี่ยนสีของเนื้อหมูให้ดูคล้ายเนื้อวัว ทำได้ตั้งแต่การใช้เนื้อหมูแก่ หรือเนื้อหมูที่เลี้ยงด้วยสารเร่งเนื้อแดง อย่าง เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) ซิลปาเทอรอล (Zilpaterol) แรคโตพามีน (Ractopamine) ที่มีฤทธิ์เร่งการเปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ สารหลายตัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกวิธีหนึ่งคือการย้อมสี อาจย้อมด้วยสีผสมอาหารหรือสีสังเคราะห์ หรือย้อมด้วยเลือดวัวเพื่อกลบกลิ่นเนื้อหมู

สิ่งที่น่าตกใจคือในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทางศูนย์ตรวจเนื้อไป 8 ตัวอย่าง พบ 7 ตัวอย่างเป็นเนื้อหมูส่งมาจากหลายแหล่งในกรุงเทพฯส่วนใหญ่สีแดงจากการย้อมด้วยเลือดวัวตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่าเป็นเนื้อหมูส่วนเลือดที่ติดมาเป็นเลือดวัวบางตัวอย่างคงเป็นเนื้อหมูแก่หรือใช้สารเร่งเนื้อแดงเพราะเนื้อสีเข้มโดยไม่พบเลือดวัว

น่าตกใจกว่านั้นคือ สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม รับตัวอย่างเนื้อมา 15 ตัวอย่าง ตรวจดีเอ็นเอให้ผลออกมาว่า 13 ตัวอย่างเป็นเนื้อหมู ทุกตัวอย่างจุ่มด้วยเลือดวัว ส่วนสองตัวอย่างเป็นเนื้อวัวจริง ทีมงานของ ดร.พรพิมลมะหะหมัดทดลองนำเนื้อหมูแช่ด้วยเลือดวัวตรวจพบปริมาณดีเอ็นเอในลักษณะที่สอดคล้องกัน 

ราคาเนื้อวัวที่แพงกว่าเนื้อหมูมากน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นอีกปัจจัยหนึ่งคือเนื้อวัวจำนวนมากมาจากแหล่งเชือดและชำแหละที่ไม่มีการรับรองฮาลาลบางแห่งไม่มีแม้แต่การรับรองจากกรมปศุสัตว์ค้าขายแบบคนกันเองอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสำคัญทำให้เนื้อหมูถูกสอดไส้เข้ามาในห่วงโซ่อุปทานของการค้าขายเนื้อการตรวจสอบหากดูด้วยตาหาคำตอบได้ยากสีของเนื้อไม่ต่างกันเลยใช้วิธีการล้างเนื้อก็ยังบอกไม่ถูก 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ส่งเนื้อมาตรวจหลายรายกล่าวว่า ลูกค้าสงสัยในรสสัมผัสของเนื้อที่นุ่มลิ้น ลูกค้าที่ไม่ใช่มุสลิมเคยลิ้มรสเนื้อหมูมาแล้ว ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นรสของเนื้อหมู อีกวิธีหนึ่งที่พอจะใช้การได้ มาจากประสบการณ์ของตัวนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์เองที่บ่นว่าเนื้อหมูทุกตัวอย่างเมื่อหั่นแล้ว แม้ย้อมด้วยเลือดวัว ยังคงมีกลิ่นเฉพาะของเนื้อหมู เป็นกลิ่นสาปของสารเคมีแอนโดรสเตอโนน และสกาโทลที่บอกไว้ข้างต้น สังเกตจากกลิ่นคงพอจะบอกได้บ้าง ง่ายๆอย่างนั้น

ทั้งนี้ ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ยังแชร์ภาพตัวอย่างการพบสุกรในผลิตภัณฑ์สำหรับมุสลิม อาทิ ไส้กรอก ห้อยจ๊อ ไก่เชียง ไก่หยอง ข้าวต้มปลา อีกด้วย

ภาพ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: The Halal Science Center CU

มองการณ์ไกล ผ่าปัญหาซับซ้อนที่องค์กรกำลังเผชิญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627725

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 08:30 น.มองการณ์ไกล ผ่าปัญหาซับซ้อนที่องค์กรกำลังเผชิญการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : การสร้างฉากทัศน์เชิงระบบเพื่อการแก้ปัญหาซับซ้อนเชิงรุก…นาทีนี้!! ทำไมเราต้องปรับ เราต้องปรับอะไร และปรับอย่างไร?

ปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญคืออะไร?

ปัญหาซับซ้อนคืออะไร?

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยว่า ขณะโลกเปลี่ยนแปลงทุกนาทีนำไปสู่โลกที่ผันผวน (Disruptive World) โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เอไอ บล็อกเชน บิ๊กเดต้า และอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประชากรเข้าสู่ผู้สูงวัย และการระบาดของไวรัสโควิด 19

องค์การการค้าโลก (WTO) คาดไตรมาสสองปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.) ปริมาณการค้าทั่วโลกหดตัว 18.5% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีโลกจะหดตัว 4.9 % จีดีพีไทยจะหดตัวที่ 7.7% ซึ่งต่ำสุดในอาเซียน (ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า จีดีพีไทยจะติดลบ 8.1%) องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในทวีปอเมริกายังไม่ผ่านจุดสูงสุด และคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและปีหน้า หากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ยังรุนแรง ไอเอ็มเอฟคาดว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะเติบโตได้เพียง 0.5%

ขณะนี้ แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มเปิดธุรกิจอีกครั้ง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการลงทุนและการบริโภค ทั้งหมดนี้สร้างผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชน การผลิต การส่งออก การจ้างงาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อลดความเสี่ยง เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งการสร้างโอกาสใหม่ๆ

แต่ที่ไม่ง่ายคือ ความท้าทายเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบ และสร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่อความอยู่รอดของธุรกิจ เนื่องจากการแก้ปัญหาไม่สามารถใช้แนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยวได้ เพราะความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้เชื่อมโยงสัมพันธ์อย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้

การปรับตัวผ่านการสร้างฉากทัศน์เชิงระบบ ในการปรับตัวมีประเด็นที่สำคัญคือ ทำไมเราต้องปรับ เราต้องปรับอะไร และปรับอย่างไร?

ในการตอบคำถามข้างต้น มันมิใช่เพียงหาทางแก้ปัญหา ณ จุดปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุ แต่ต้องเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจจะมีเหตุการณ์สำคัญๆ อะไรเกิดขึ้นอีกบ้างในอนาคต และเครื่องมือที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างฉากทัศน์อนาคต (Future Scenario) เพื่อคาดการณ์อนาคตอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคต (Strategic Foresight) อันเป็นการเตรียมแผนรองรับฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย เพื่อหาทางป้องกัน ลดความเสี่ยง ลดความเสียหาย หรือสร้างโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว

ในการสร้างฉากทัศน์นั้นมีฐานรากทางความคิดมาจากแนวคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมว่ามีองค์ประกอบอะไรที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร ความแตกต่างหลากหลายของฉากทัศน์ที่สร้างขึ้นจะมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะนั่นจะนำไปสู่ความเข้าใจสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้อย่างดีที่สุด และจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างที่อาจเป็นไปได้

ยกตัวอย่าง ความเป็นไปได้ของการกลับมาระบาดซ้ำของไวรัสโควิด 19 หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มีความเป็นไปได้อะไรบ้างที่เราต้องเอามาคิด  เช่น

  • การระบาดจะมาจากทางใดได้บ้าง จากภายในประเทศ หรือมาจากต่างประเทศ
  • การระบาดจะกินวงกว้างแค่ไหน
  • จะกินระยะเวลานานแค่ไหน
  • แล้วเราจะป้องกันอย่างไร
  • เรามีระบบสาธารณสุข เครื่องมือ และสถานที่ที่จะรองรับได้ดีและเพียงพอหรือไม่
  • เรามีบุคลากรเพียงพอหรือไม่
  • เราต้องใช้วัคซีนเท่าไหร่
  • เราจะจัดหาวัคซีนได้ทันและเพียงพอหรือไม่
  • เราจะผลิตเองหรือนำเข้ามาจากที่ใด
  • หากมันกลับมาอีกครั้ง แล้วเราจะรับมือได้แตกต่างจากเดิมอย่างไร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน การศึกษา การค้าขาย ค่าครองชีพเราจะพยุงระบบเศรษฐกิจ
  • ระบบการเงินบ้านเราอย่างไร เราต้องอัดฉีดอีกเท่าไหร่
  • และที่สำคัญคือความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน เป็นต้น

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ และส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างเป็นวงกว้าง เป็นระบบซ้อนระบบ การสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายของประเด็นต่างๆ ที่แตกต่าง จะนำซึ่งองค์ความรู้ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ เพื่อที่เราจะนำความเข้าใจดังกล่าวมาใช้ลดความเสี่ยงและหาทางป้องกัน และอาจสร้างโอกาสเพื่อรองรับการฟื้นกลับมาของธุรกิจอีกครั้งการสร้างฉากทัศน์เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบริหารต้องมีและการสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลายมันสะท้อนถึงภูมิปัญญาที่แท้จริง

การรับมือเชิงรุกการสร้างฉากทัศน์ที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่สะท้อนมาจากจินตนาการหรือภาพที่เราวาดไว้ในใจโดยนำองค์ประกอบหรือประเด็นต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อดูความสัมพันธ์ แล้วแปลงออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ภาพดังกล่าวหลายคนเรียกว่า กรอบความคิด หรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) นั่นเอง ภาพดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล เกิดขึ้นภายในบุคคลภาพดังกล่าวสร้างทัศนคติเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน เพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ ศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น เพราะมันอยู่ในอำนาจของตนเองเมื่อตนมีอำนาจ ตนก็สามารถควบคุมตนเองได้ หากบุคคลสามารถควบคุมตนเองได้ ก็สามารถนำตนเองได้ เล่นเชิงรุกได้

มนุษย์จึงสามารถขับศักยภาพภายในให้ออกมาเป็นการรับมือเชิงรุกต่อสถานการณ์ใดๆ ที่ผ่านเข้ามาได้ด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดซึ่งอยู่ในอำนาจของตนเองโดยการสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลายบนฐานคิดเชิงระบบ

เพราะโลกไม่แน่นอน ซับซ้อน อ่อนไหว คลุมเครือ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติความสำคัญของนักบริหารและผู้นำองค์กรจึงเป็นความสามารถใน 3 ส่วน คือ

  1. การสร้างฉากทัศน์เพื่อวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคตบนฐานการคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม
  2. การระเบิดศักยภาพในการนำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเชิงรุก
  3. การสร้างทีมงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

The Salares Coffee Bar & Bistro อิ่มอร่อยทุกจาน มื้อแห่งความสำราญย่านศาลายา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627675

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 10:50 น.The Salares Coffee Bar & Bistro อิ่มอร่อยทุกจาน มื้อแห่งความสำราญย่านศาลายาเรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

กินเที่ยววันหยุด โพสต์ทูเดย์ เอาใจสายครอบครัวแนะนำร้านเด็ดศาลายา “The Salares Coffee Bar & Bistro” สัมผัสเมนูอาหารยุโรป-ไทยในจานไซส์บิ๊ก จากเชฟมากประสบการณ์ที่รังสรรค์มื้ออาหารเพื่อความสุขสราญของทุกคนในครอบครัว

เอาใจบรรดาสายแฟมิลี่ที่สรรหาร้านอาหารเพื่อเติมเต็มความสุขสำราญในวันหยุด ด้วยร้านอาหารที่รสชาติอร่อยจัดจ้านย่านศาลายา อย่างร้าน The Salares Coffee Bar & Bistro คาเฟ่และร้านอาหารสุดรื่นรมย์ที่รายล้อมด้วยต้นไม้และสวนสีเขียวแลดูสบายตา สะดวกสบายด้วยการเดินทางที่ไม่ไกล เพราะตั้งอยู่ตรงข้ามกับเซ็นทรัล ศาลายา

ภายในร้านตกแต่งสไตล์ลอฟท์ เพดานสูงโปร่ง โต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้และเหล็กโดดเด่นด้วยผนังปูนเปลือย ประดับด้วยนาฬิกาเท่ๆ ที่นับเป็นอีกเสน่ห์ของร้านนี้ ตัวร้านเป็นกระจกใสเปิดรับแสงธรรมชาติมองเห็นสีเขียวขจีเรียกว่าดีต่อใจเป็นที่สุด ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งที่มาเป็นครอบครัว มาเป็นกลุ่มใหญ่ และคู่รัก 

สำหรับร้าน The Salares Coffee Bar & Bistro เป็นการรวมตัวของบรรดาเจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย และซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งแต่ละท่านล้วนแต่มีประสบการณ์ด้านอาหารมาอย่างโชกโชน การันตีทั้งความอร่อยและคุณภาพวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี เอาใจสายกินทั้งอาหารไทย-ยุโรป เครื่องดื่ม ของหวานหลากหลายเมนู

เริ่มกันที่เมนูใหม่แกะกล่องอย่าง Ham Cheese Spring Rolls (149 บาท) เปาะเปี๊ยะสอดไส้แฮมชีสทอดกรอบ ชิ้นใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆ  ตามด้วย Squid Ink Spaghetti with Spicy Mixed Seafood (289 บาท) สปาเก็ตตี้เส้นดำผัดขี้เมาทะเล พาสต้าเส้นดำผัดกับซอสผัดขี้เมารสจัดจ้านถูกปากคนไทย ต่อกันที่ Cream Sauce Truffle with Scallop (289 บาท) สปาเก็ตตี้ครีมซอสทรัฟเฟิลหอยเชลล์ที่อร่อยไม่แพ้กัน

ส่วนเมนูที่มาแล้วต้องสั่งยกให้ BBQ Pork Rib-Full Rack (1,099  บาท) ซี่โครงหมูบาร์บีคิวเนื้อนุ่ม จัดเสิร์ฟมาด้วยไซส์ที่ใหญ่จนใครๆ ต้องอยากลั่นชัตเตอร์อัพลงโซเชียลให้เพื่อนๆ อิจฉา แถมรสชาตินี่ต้องบอกว่าไม่ลอง..ไม่รู้เลยจริงๆ

เอาใจสาวๆ รักสุขภาพด้วย Caesar Salad (239 บาท) สลัดผักสดๆ กรอบๆ ราดด้วย Caesar Dressing หรือจะลอง Crispy Shrimp Wasabi Salad and Honey Lemon Sauce (259 บาท) กุ้งทอดฟรุ๊ตสลัดวาซาบิมาโยและซอสน้ำผึ้งมะนาว อัพความอร่อยมากยิ่งขึ้นด้วย Deep Fried Seabass with Fish and Spicy Fruit Salad (439 บาท) ปลากะพงทอดราดน้ำปลาทอดมากรอบๆ ทานคู่กับยำผลไม้ ฟินได้ใจไปเต็มๆ

เอาใจสมาชิกวัยทีนและเด็กๆ ในครอบครัวด้วยเมนูถาดใหญ่ไฟกะพริบอย่าง Pizza Seafood+Hawaiian (539 บาท) พิซซ่าทะเล+ฮาวายเอี้ยนถาดใหญ่ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เลี่ยน

นอกจากนี้ ยังมีเมนูความอร่อยอีกหลากหลายให้เลือกตามชอบ ไม่ว่าจะเป็น Deep Fried Pork Belly with Fish Sauce  (199 บาท) เมนูสามชั้นทอดซอสน้ำปลา Pork Hocks (429 บาท) ขาหมูทอด ผัดไทยกุ้งสด ริบอายสเต็กเนื้อนิวซีแลนด์ เบอร์เกอร์ไก่กรอบ 

ปิดท้ายมื้อสุขสันต์ด้วยเครื่องดื่มและของหวานน่าตาน่าทานอย่าง The Salares Pink Pancake (199 บาท) และ Chocolate Fondue (169 บาท) ของหวานที่เชฟรังสรรค์ออกให้หอมหวานอร่อยลงตัว ทานคู่ไอศกรีมเย็นๆ รับรองว่าถูกปากจนอยากจะกลับมาเช็กอินกินร้านนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

อยากลิ้มลองความอร่อยแบบนี้ มากันได้ที่ร้าน The Salares Coffee Bar & Bistro ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเซ็นทรัล ศาลายา เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 16.00-22.00 น. , วันศุกร์ 16.00-23.00 น. , วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.00-23.00 น. สอบถามได้ที่โทร. 08-2282-8622 , Line id : thesalares หรือติดตามภาพสวยๆ ของเมนูอร่อยๆ ได้ทางเฟซบุ๊ก : The salares coffee bar&bistro

ไข้เลือดออก เช็กอาการ-ดูแลคนในบ้านอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627667

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 08:35 น.ไข้เลือดออก เช็กอาการ-ดูแลคนในบ้านอย่างไร?ทุบสถิติทะลุสองหมื่นราย Dengue Fever โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายหน้าฝนอันตรายของคนทุกวัย แพทย์แนะสังเกต 9 สัญญาณอันตรายต้องรีบไปหาหมอ แล้วถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคไข้เลือดออก เราจะดูแลอย่างไร?

ในฤดูฝนมีโรคร้ายที่เราต้องเผชิญอีกหนึ่งโรคคือ “โรคไข้เลือดออก” จากสถานการณ์ไข้เลือดออก เดือนมกราคม–สิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2563 โดยกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สรุปตัวเลขรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยสะสมมากถึง 22,639 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 12 ราย และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำลายจากสถิติผู้ป่วยและเสียชีวิตจากปี 2557-2560 ปี ที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือในปี 2558 จำนวน 21,232 ราย

สำหรับกรุงเทพมหานคร มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 1,560 ราย อัตราผู้ป่วยตตามกลุ่มอายุที่พบสูงสุดในกรุงเทพมหานคร 3 ลำดับแรกคือ

  1. กลุ่มอายุ 5 -14 ปี (57.26 ต่อประชากรแสนคน)
  2. กลุ่มอายุ 15 -34 ปี (45.63 ต่อประชากรแสนคน)
  3. กลุ่มอายุ 0 – 4 ปี (29.50 ต่อประชากรแสนคน)

การดำเนินโรคของโรคไข้เลือดออกเดงกี แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะไข้ 

ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง (flushed face) ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรืออาการไอ เบื่ออาหาร อาเจียน และไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน อาจพบมีผื่นแบบ erythema หรือ maculopapular ซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่น rubella ได้ อาการเลือดออกที่พบบ่อยคือ ที่ผิวหนัง การทำ tourniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) ส่วนใหญ่จะคลำตับ โต ได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ในระยะที่ยังมีไข้อยู่ ตับจะนุ่มและกดเจ็บ

  • ระยะวิกฤติ/ช็อก

ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี จะมีอาการรุนแรง มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค (ถ้ามีไข้ 2 วัน) หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค (ถ้ามีไข้ 7 วัน) ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง และจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมง หลังเริ่มมีภาวะช็อก

  • ระยะฟื้นตัว

ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็ว ในผู้ป่วยที่ไม่ช็อกเมื่อไข้ลดส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยช็อกถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ระยะฟื้นตัวมีช่วงเวลาประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน

ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี จึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค และให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีตลอดระยะวิกฤต คือ ช่วง 24-48 ชั่วโมง ที่มีการรั่วของพลาสมา หลักในการรักษามีดังนี้

ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักได้ถ้าไข้สูงมาก ให้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพวกพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน, ibrupophen, steroid เพราะจะทำให้เกล็ดเลือดเสียการทำงาน จะระคายกระเพาะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้นให้ผู้ป่วยได้สารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือโซเดียม ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลาดูการเปลี่ยนแปลงของเกล็ดเลือดและ hematocrit เป็นระยะๆ เพราะถ้าปริมาณเกล็ดเลือดเริ่มลดลง และ hematocrit เริ่มสูงขึ้น เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำเหลืองรั่วออกจากเส้นเลือดและอาจจะช็อกได้ จำเป็นต้องให้สารน้ำชดเชยสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือเลือดออก แพทย์จะต้องให้การรักษาเพื่อแก้ไขสภาวะดังกล่าว ด้วย สารน้ำ พลาสมา หรือสาร colloid อย่างระมัดระวัง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและป้องกันโรคแทรกซ้อน

9 สัญญาณอันตรายของโรคไข้เลือดออก

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี แนะนำ 9 สัญญาณอันตรายที่จะบ่งบอกว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่

  1. ไข้ลดลง แต่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ อาทิเช่น เบื่ออาหาร ไม่ค่อยเล่นและอ่อนเพลีย
  2. คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดเวลา 
  3. ปวดท้องมาก
  4. มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดาไหลอาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
  5. พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากปกติ 
  6. กระหายน้ำตลอดเวลา 
  7. ร้องกวนมากในเด็กเล็ก
  8. ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง หรือตัวเป็นลายๆ
  9. ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 4-5 ชั่วโมง

ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคไข้เลือดออก เราจะดูแลอย่างไร?

การดูแลผู้ป่วยที่บ้านนั้นก็สำคัญมากการดูแลก็สามารถใช้วิธีปฏิบัติง่ายๆ คือ

  • การเช็ดตัวให้ผู้ป่วยไม่ให้ตัวร้อนจัด
  • ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่ทำให้ร่างกายสดชื่น เช่น น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ และพักผ่อนมากๆ
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือหากจำเป็นต้องซื้อเอง ห้ามรับประทานยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกตามอวัยวะภายใน อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 
  • เฝ้าสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอยู่เสมอ หากพบว่าผู้ป่วยซึมลง อ่อนเพลียมาก กินและดื่มไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องกะทันหัน หรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์อีกครั้งโดยเร็วที่สุด 

มาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรคจากกรมควบคุมโรค

  1. เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. เก็บขยะ ที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  3. เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่

ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ

  1. โรคไข้เลือดออก
  2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา
  3. โรคไข้ปวดข้อยุงลาย

กินอยู่อย่างไร…ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627664

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 07:22 น.กินอยู่อย่างไร...ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์กินอยู่อย่างไร…ห่างไกลภาวะสมองเสื่อม เจาะลึกโภชนาการและการป้องกันภาวะสมองเสื่อม “7 อาหารต้านทานอัลไซเมอร์”

โภชนาการและการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อมคือภาวะที่การทำงานของสมองเสื่อมถอยลงและแย่ลงเรื่อยๆจนมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตการช่วยเหลือตัวเองในการทำกิจวัตรประจำวันและสุดท้ายทำให้ผู้สูงอายุต้องเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในที่สุดดังนั้นการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีและสามารถช่วยเหลือและพึ่งพิงตนเองให้ได้มากที่สุด

ปัจจัยสำคัญหนึ่งพบว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายปกติจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงอย่าง มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน (overweight: body mass index = 25-29 kg/m2) และ ภาวะอ้วน (obesity: body mass index ≥ 30 kg/m2) โดยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินจะมีความเสี่ยงต่อการ เกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 25% และผู้ที่มีภาวะอ้วนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับคนที่มีดัชนี มวลกายปกติ

แม้ว่าในปัจจุบันการป้องกันภาวะสมองเสื่อมยังต้องอาศัยการศึกษาวิจัยที่มากกว่าในปัจจุบัน แต่เราสามารถปฏิบัติตัวให้แข็งแรงห่างไกลภาวะสมองเสื่อมได้โดย

  • ควบคุมน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักตัวให้ค่าดัชนีมวลกายปกติ (BMI) 18.5- 22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร
  • ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูงโรคไขมันในเลือดสูงการสูบบุหรี่และโรคอ้วน
  • กินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมหมั่นดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์โดยการควบคุมดัชนีมวลกายให้เหมาะสม
  • กินอาหารครบสามมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้าจะทำให้สมองทำงานได้ดี มื้อเช้าควรประกอบด้วย อย่างน้อย ข้าว-แป้งหรือธัญพืชและเนื้อสัตว์เสริมด้วยผักผลไม้
  • เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว
  • เพิ่มการกินผักโดยเฉพาะผักที่มีสีเขียวเข้มและหลากสีกินผลไม้อย่างเหมาะสมควบคุมการกินผลไม้รสหวานผักและผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระใยอาหารวิตามินซีและโฟเลต
  • กินปลาน้ำจืดสลับกับทะเลไข่เนื้อสัตว์ไม่ติดมันถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์เป็นประจำ
  • ดื่มนมและผลิตภัณฑ์เป็นประจำ 9. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงหวานจัดเค็มจัด
  • เลือกใช้น้ำมันพืชที่ดีอย่างเหมาะสมกับการประกอบอาหาร
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • กินอาหารที่มีความปลอดภัยไม่ปนเปื้อนสารโลหะหนักหรือสารเคมีต่างๆ

ที่สำคัญอย่างมากคือการปรับไลฟ์สไตล์ อย่างการงดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงอยู่ในที่ๆ มีควันบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว รำมวยจีน เป็นต้น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-9 ชั่วโมง ห มั่นการฝึกสมอง ได้แก่ พยายามให้สมองได้คิดบ่อยๆ เช่น อ่านหนังสือเขียนหนังสือบ่อยๆ คิดเลขเล่นเกมฝึกการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

พูดคุยพบปะผู้อื่นบ่อยๆ เช่นไปวัดไปงานเลี้ยงต่างๆ หรือเข้าชมรมโรงเรียนผู้สูงอายุ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีโรคประจำตัวต้องติดตามการรักษาเป็นระยะและปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงยาอาหารหรือกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อสมอง เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน หรือการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น

ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม พยายามมีสติในสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลา ทำจิตใจให้ผ่องใส พยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆ ทำเพื่อคลายเครียดเ ข้าร่วมกิจกรรมสังคมบ่อยๆ พบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ

7 อาหารต้านทานอัลไซเมอร์ 

1. อาหารที่มีวิตามินอีสูง เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำร้าย เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และช่วยกระตุ้นการสร้างออกซิเจนเพื่อไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ส่งผลให้โอกาสจะเกิดภาวะสมองถดถอยน้อยลงมาก แหล่งอาหารของวิตามินอีคือผักและผลไม้ เช่น อะโวคาโด สตรอว์เบอร์รี ถั่วเหลือง ข้าวโพด มะเขือเทศ เมล็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ จมูกข้าวสาลี ฯลฯ

2. อาหารที่มีวิตามินซีสูง เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้สูงพอๆ กับวิตามินอี ซึ่งจะทำให้ห่างไกลจากโรคที่เกิดจากความเสื่อม ชะลอความเสื่อมของเซลล์สมอง บำรุงสุขภาพสมอง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี เราสามารถพบวิตามินซีได้มากในผลไม้ เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ สตรอว์เบอร์รี กีวี ส้ม ฝรั่ง ลำไย เงาะ สับปะรด ลิ้นจี่ มะละกอ มะขามป้อม มะขามเทศ ฯลฯ

3. อาหารที่มีวิตามินบีรวมสูง โดยเฉพาะวิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 สารอาหารในกลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อสมอง บรรเทาอาการทางประสาทและอาการหลงลืม มีส่วนสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทในสมองที่ใช้เก็บความทรงจำ อาหารที่มีวิตามินบี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว บรอกโคลี กะหล่ำปลี กล้วย ส้ม แอปเปิล ฯลฯ

4. อาหารที่มีโฟเลตสูง จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมองให้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพ หากแต่ละวันร่างกายได้รับโฟเลตน้อยเกินไปจะทำให้อารมณ์หงุดหงิดและความจำไม่ดี ส่วนใหญ่เราสามารถพบสารอาหารชนิดนี้ได้จากผักและผลไม้ เช่น ผักกาดแก้ว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา องุ่น ทับทิม มะม่วง แอปเปิล กีวี ฯลฯ

5. อาหารที่มีไลโคปีนสูง ซึ่งมีอยู่ในผักและผลไม้ที่มีสีแดง สีส้ม และสีเหลือง เช่น มะเขือเทศ แตงโม แคร์รอต มะละกอ ฟักข้าว เกรปฟรุตสีชมพู ฝรั่งสีชมพู ฯลฯ เป็นสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่า ช่วยชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและเซลล์สมองไม่ให้เสื่อมลง ป้องกันภาวะความจำสั้นและสมองเสื่อม

6. อาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 สูง เป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทในการช่วยบำรุงสมองและป้องกันโรคซึมเศร้า เสริมสร้างพัฒนาการของสมองและความจำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงจะเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันลดลง ช่วยปรับปรุงระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น แหล่งของกรดโอเมก้า 3 จะพบในธัญพืชชนิดต่างๆ ปลาทะเลอย่าง ปลาแซลมอน ปลาแมคคาเรล ปลาทูน่า ปลาทู และผักผลไม้ทั่วไป

7. อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เป็นสารอาหารที่มีสารสำคัญๆ หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นวิตามินอีและกรดโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของสมองตามวัย มักพบอยู่ในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น

Cheevit Cheeva คาเฟ่ขนมหวานสไตล์ไทยในแบบอินเตอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627629

วันที่ 04 ก.ค. 2563 เวลา 12:40 น.Cheevit Cheeva คาเฟ่ขนมหวานสไตล์ไทยในแบบอินเตอร์เมื่อขนมหวานสัญชาติไทยถูกใส่รวมไว้ในบิงซู Cheevit Cheeva (ชีวิต ชีวา) คาเฟ่ของคนรักขนมหวาน

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F102350408049048%2Fvideos%2F263375614978984%2F&show_text=0&width=476

เมื่อขนมหวานสัญชาติไทยถูกใส่รวมไว้ในบิงซู @ร้าน Cheevit Cheeva (ชีวิต ชีวา) คาเฟ่ของคนรักขนมหวานที่ตกแต่งสไตล์มินิมอล บรรยากาศสุดแสนอบอุ่น ละมุนด้วยรสชาติที่หวานหอม รายล้อมด้วยสีสันพาสเทลและเมนูขนมหวานที่จัดเสิร์ฟมาในถ้วยจานสุดสวยงาม

สำหรับ Cheevit Cheeva fine desserts เป็นคาเฟ่ชื่อดังอิมพอร์ตจากเมืองเชียงใหม่ เน้นเมนูของหวานโดยเฉพาะบิงซูเป็นซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาด โดดเด่นด้วยความนุ่มละมุนลิ้น สุดครีเอทด้วยการนำขนมไทยมานำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย

เมนูขึ้นชื่อยกให้ Salty Egg Yolk Bua-Loi Bingsu บิงซูบัวลอยโฮมเมดกับซอสไข่เค็ม บิงซูหัวใจไทยที่ควรค่ากับการลั่นชัตเตอร์ถ่ายรูป ท็อปปิ้งบัวลอยสีสวยหนุบหนับ รสหวานกำลังพอดี ราดตามด้วยน้ำซอสไข่เค็มและน้ำกะทิเข้มข้นหอมมันสูตรเฉพาะของทางร้าน สวรรค์ของคนชอบลองของใหม่ๆ ตามด้วยเมนู Feel no grey บิงซูรสหวานมัน หอมกลิ่นชาไทย มิติใหม่ของชาไข่มุก เคี้ยวเพลิน โดนใจวัยรุ่น

Strawberry Custard Bread ขนมปังคัสตาร์ดสตรอเบอร์รี่ครีมสด ขนมปังเนื้อนุ่มท็อปด้วยครีม ตกแต่งให้มีสีสันด้วยสตรอเบอร์รี่ชิ้นโต หอมหวาน ตัดด้วยรสเปรี้ยวของสตรอเบอร์รี่ อร่อยถูกใจมากๆ Strawberry Red Been Dango ดังโงะสตอเบอร์รี่ถั่วแดง

ยามบ่ายอยากรีเฟรชความสดชื่น มีชีวิตชีวาตามชื่อร้าน แนะนำ ยูนิคอร์นเลมอนเนด Unicorn poop Lemonade และ Pink Candy Lemonade เปรี้ยวซ่าด้วยน้ำลิ้นจี่ผสมโซดาและเลม่อน หวานอมเปรี้ยว อร่อยลงตัวมากเลยทีเดียว อยากดับร้อนด้วยความหอมหวานละมุนละไมแบบนี้ ไปกันได้ที่ร้าน Cheevit Cheeva (ชีวิต ชีวา) สาขา Mega Bangna อยู่ที่ชั้น 2 หน้าโรงหนัง

facebook : Cheevit Cheeva fine desserts

10 ทริปไอเดียเพื่อการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในแบบเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627540

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 10:30 น.10 ทริปไอเดียเพื่อการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในแบบเรา#10 สไตล์เที่ยวไทยเท่ ออกค้นหาแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold-Unseal คุณเป็นสายไหนไปดู

เมื่อมาตรการเพื่อการลดการแพร่ระบาดของโรคโควิดถูกปลดล็อก หลายคนต่างออกค้นหาแรงบันดาลใจอีกครั้ง ด้วยการท่องเที่ยวตามสไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบ แล้วเคยสังเกตกันไหมว่าตัวเราน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มสไตล์การท่องเที่ยวแบบไหน?

ช่วงนี้เที่ยวมองนอกคงอีกไกล แต่เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป…ไม่เท่ ไม่แน่เราอาจเป็นสายฮิปสเตอร์ สายชิล ลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียว สายกินซอกแซกตามล่าของอร่อย ชื่นชอบถ่ายรูปเป็นชีวิต เสพติดอัปโซเชียลเรียกไลก์รัวๆ เที่ยวแบบจิตอาสา รักษ์โลกอิงแอบธรรมชาติ สายแซ่บส์ซ่าลั้นล้าหัวใจสุด YOUNG หรือเหมารวมเรื่องงานเรื่องเที่ยวไว้ด้วยกัน LET’S GO ออกไปเท่ให้ทั่ว 5 ภูมิภาค กับ 10 สไตล์เที่ยวแบบเท่ๆ ที่เป็นคุณ

สำหรับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง ร่วมกับ สายการบินไทยสมายล์ สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ รถเช่า AVIS  dtac  Canon  KEEN  VIVO  RyoiiReview และ Forever-Young.asia จัดกิจกรรมการแข่งขัน Amazing ไทยเท่ Competition 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแนวคิด “เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์” โดยเชิญชวนกลุ่มนักท่องเที่ยวเจนวายร่วมคัดเลือก เพื่อเป็นตัวแทน นักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมแข่งขันสร้างสรรค์ทริปไอเดีย 10 สไตล์เท่ๆ ร่วมค้นหาเรื่องราว และแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold (อัน-โทล) Unseal (อัน-ซีล) ในพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท   

งานนนี้มีการแบ่งสไตล์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจออกเป็น 10 สไตล์เท่ๆ จากผู้สมัครจำนวน 260 ทีมทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการได้คัดเลือก Finalist จำนวนทั้งสิ้น 50 ทีม ซึ่งจะเป็นตัวแทนนักท่องเที่ยว 10 สไตล์เท่ๆ ได้แก่

สไตล์ Hipsters 

สไตล์ Green Lover

สไตล์ Young @ Heart

สไตล์ Conqueror

สไตล์ Digital nomad

สไตล์ Social Story

สไตล์ Camera is my life

สไตล์ Voluntourist

สไตล์ Me Myself & I 

สไตล์ Foodie

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านแนวคิด Amazing ไทยเท่ เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์ เพื่อตอบโจทย์การตลาดท่องเที่ยวในยุคมิลเลนเนียล ที่ไม่ได้แบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวตาม Segmentation คือ เพศ อายุ วัย อีกต่อไป แต่แบ่งลงลึกแยกย่อยเป็น Fragmentation ตามไลฟ์สไตล์ รสนิยมความชอบที่แตกต่างกัน กิจกรรมการแข่งขัน Amazing ไทยเท่ Competition นี้จะเป็นการนำเสนอทริปไอเดียการท่องเที่ยวแบบเท่ ๆ ผ่านตัวแทนนักท่องเที่ยว 10 สไตล์ ที่จะไปค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจ มุมมองใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ในพื้นที่ท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค เพื่อแบ่งปันวิธีเที่ยวของตนให้กับคนอื่น ๆ ให้เกิดแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวในแบบของตนเองเพราะ ‘เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์’ 

โดยทั้ง 50 ทีม พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปแข่งขันค้นหาเรื่องราว เท่ ๆ Untold (อัน-โทล) Unseal (อัน-ซีล) จากทั่วประเทศ มานำเสนอทริปไอเดียเท่ ฃๆ ชวนนักเดินทางรุ่นใหม่ออกไปเที่ยวให้ทั่วเมืองไทยในสไตล์ของตัวเอง การแข่งขันจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2563 และจะประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 สามารถติดตามการแข่งขันได้ที่ http://www.ไทยเท่10สไตล์.com/blog

นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สายการบินไทยสมายล์ รถเช่า AVIS และ TraveliGo.com จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กระตุ้นความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 กันยายน โดยมอบดีลส่วนลดพิเศษ ให้นักท่องเที่ยวทุกคนออกเดินทางท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ดังนี้  

  • ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ไทยสมายล์
  • ดีลรถเช่าราคาสุดพิเศษ จาก AVIS Rent A Car Thailand สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางแบบ Road Trip
  • ดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 80 โรงแรม อาทิ
  1. เดอะ นาคา จ.ภูเก็ต
  2. เสม็ดวิลล่า รีสอร์ต จ.ระยอง
  3. ครันทรี่แคมป์ จ.อุบลราชธานี
  4. ริเวอร์วิว รีสอร์ท แอท เชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี
  5. เดอะ ซี เกาะสมุย บีชฟรอนท์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.สุราษฎร์ธานี
  6. ดุสิตธานี พูลวิลล่า จ.สุราษฎร์ธานี
  7. พุทธรักษา หัวหิน รีสอร์ต จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจองซื้อดีล ก็สามารถดูรายละเอียดดีลต่างๆ ได้ที่ www.ไทยเท่10สไตล์.com ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนกันยายน 2563

5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627500

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 08:00 น.5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19โควิด-19 อาจทำแพลนชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป มาดู 5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบสถานการณ์นี้

เชื่อว่าเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลากว่าครึ่งปีที่ผ่านมานั้น ทำแพลนชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ชีวิตของเรานั้นช่างไม่มีอะไรแน่นอนโดยเฉพาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ใครที่กำลังชะล่าใจกับการดำเนินชีวิตตามปกติทั่วไป อาจจะต้องปรับแผนเพราะสถานการณ์โควิด-19 เป็นเสมือนบทเรียนให้มองการณ์ไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิม

5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19

“เงินสำรองฉุกเฉิน” เมื่อมีวิกฤตโควิด-19 สอนให้รู้ว่าสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ เงินสำรองฉุกเฉินจึงสำคัญมาก ดังนั้น การใช้จ่ายของมนุษย์เงินเดือนต้องมีเหตุผลมากขึ้นและควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน  ถ้าจะให้ปลอดภัยต้องมีสูงถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาท เงินฉุกเฉินขั้นต่ำคือ 45,000 บาท และขั้นที่ปลอดภัยคือ 90,000 บาท หากค่าใช้จ่ายเยอะเงินสำรองฉุกเฉินยิ่งต้องเยอะตามไปด้วย หลังโควิดนี้ยังไม่สายเกินที่จะเริ่มเก็บออม เพราะเงินสำรองฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างมาก

นอกจากเงินเก็บออมเพื่อความสบายใจแล้ว การมีทรัพย์สินอย่าง “บ้าน คือการลงทุนที่คุณคู่ควร” แม้จะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สุด ใช้เวลาผ่อนนานที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดไม่แพ้กัน หลังจากนี้หากจะต้องลงทุนสักก้อนควรเลือกบ้าน เพราะจากนี้ชีวิตประจำวันของพวกเราจะอยู่บ้านกันมากกว่าเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างน้อยก็ยังมีที่พักอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง

และอีกหนึ่งสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรมองข้ามคือ “ลงทุนในความรู้ให้มากขึ้น” ทุกคนควรมีความรู้มากกว่าหนึ่งเสมอแม้ความรู้นั้นจะไม่ได้ใช้ในสายงานที่ทำอยู่ก็ตาม เช่น ภาษาที่ 3 เพื่อต่อยอดการทำงานให้ไปได้ไกลมากขึ้น หรือการเรียนกราฟฟิกดีไซน์เพิ่มเติม เพื่อการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ หากมีเก่งขึ้นจะกลายเป็นอาชีพอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

ส่วนอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “สุขภาพเเข็งแรงสำคัญเสมอ” หากใครมีนาฬิกาชีวิตที่ไม่สม่ำเสมอ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะหันมาปรับเปลี่ยนใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น ด้วยการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อร่างกายจะได้มีภูมิต้านทานที่ดี

นอกจากนี้ “ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีไว้อุ่นใจยามฉุกเฉิน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้ได้บทเรียนว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ และหลายคนเริ่มมองหาหลักประกันให้สุขภาพของตัวเอง การเลือกทำประกันชีวิตระยะยาว หรือการทำประกันสุขภาพ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรหันมาเรียนรู้และใส่ใจมากขึ้น

.

ขอบคุณข้อมูลโดย : GenhealthyLife