ส่องสถานการณ์โควิดในอียิปต์-ซูดาน ต้นทางทหาร-ลูกสาวทูต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628343

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 17:31 น.ส่องสถานการณ์โควิดในอียิปต์-ซูดาน ต้นทางทหาร-ลูกสาวทูตอียิปต์ติดเชื้อเพิ่มวันละเกือบพันคน ซูดานยังเจอปัญหาตรวจเชื้อได้น้อย

กรณีที่ไทยพบผู้ติดเชื้อจากต่างแดนเป็นหหารอียิปต์ ซึ่งเข้าพักที่โรงแรมในจังหวัดระยอง และกรณีเด็กหญิงจากครอบครัวทูตซูดานซึ่งเข้าพักในคอนโดฯย่านสุขุมวิทซอย26นั้น ทีมข่าวรอบโลกโพสต์ทูเดย์ได้ตรวจสอบถึงสถานการณ์การระบาดของโควิดในซูดานพบว่า

จากข้อมูลในเว็บไซต์องค์การอนามัยโลกได้รายงานว่า ซูดานมียอดผู้ติดเชื้อสะสมที่ 10,250 ราย เสียชีวิตแล้ว 650 ราย ขณะที่เว็บไซต์worldometersรายงานว่า ผู้ป่วยโควิดในซูดานที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 5,403 ราย โดยเมื่อวันจันทร์(13 ก.ค.)ที่ผ่านมา ซูดานพบผู้ป่วยโควิดเพิ่ม67 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 7 ราย รายงานจาก SUNA สื่อทางการซูดานเผยว่า ผู้ติดเชื้อใหม่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่กรุงคาร์ทูม 10 ราย รัฐ Gezira ราย 24,รัฐ Kassala 22 ราย , และรัฐ Red Sea 11 ราย

หากเทียบกับสถิติผู้ติดเชื้อของซูดานตั้งแต่ต้นเดือนก.ค.เป็นต้นมาพบว่า วันที่1ก.ค.ซูดานพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 316 ราย แต่หลังจากนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดลงเหลือเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยราย เหตุที่เป็นเช่นนี้คาดว่าระบบการคัดกรองเชื้อของซูดานที่ค่อนข้างขาดแคลน ทำให้ข้อมูลสิถิตผู้ติดเชื้อบางวันขาดหายไป

ข้อมูลรายงานโควิดของสถานทูตสหรัฐในซูดานเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลซูดานได้ผ่อนคลายล็อกดาวน์บางส่วน มีผลให้สนามบินนานาชาติคาร์ทูมเตรียมกลับมาให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้งเฉพาะเที่ยวบินจากอียิปต์ ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ขณะที่เที่ยวบินในประเทศทั้งหมดยังคงงดให้บริการ

ซูดานยังคงใช้มาตรการเคอร์ฟิวในกรุงคาร์ทูมเมืองหลวง ระหว่างเวลา 18.00น. จนถึง 06.00 น. ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะเริ่มกลับมาให้บริการอีกครั้ง หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ในบางส่วนเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงสั่งปิดสถานศึกษาและจำกัดการรวมตัวของผู้คนตามสถานที่ต่างๆ

ด้านอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับอียิปต์ และเป็นชาติต้นทางของกลุ่มทหารที่เข้าพักในโรงแรมจังหวัดระยอง พบว่ายังคงมีสถิติผู้ป่วยใหม่รายวันที่ยังคงสูงอยู่ โดยอียิปต์มียอดติดเชื้อสะสม83,001 ราย เสียชีวิตรวม 3,935 ราย รักษาหาย24,975 คน

ข้อมูลวันนี้ (14 ก.ค.) พบว่าอียิปต์พบผู้ป่วยเพิ่มถึง 931 ราย เสียชีวิตเพิ่ม77 คน แม้ยอดติดเชื้อรายวันจะสูง แต่ถือเป็นวันที่ 5ติดต่อกันที่อียิปต์มียอดผู้ติดเชื้อต่ำกว่าหลักพันคน

อย่างไรก็ดีแม้สถานการณ์ในอียิปต์ยังคงมียอดติดเชื้อรายวันสูงอยู่ แต่ทางการก็ได้เปิดสนามบินรับเที่ยวบินระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ติดปิดสนามบินต่อเนื่องนานสามเดือน รับนักท่องเที่ยวเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆกับการลดช่วงเวลาเคอร์ฟิวและอนุญาตให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ โรงแรม พิพิธภัณฑ์และแหล่งโบราณสถานอันเป็นที่ท่องเที่ยวของประเทศกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ท่ามกลางการใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด

ช็อก! หญิงจีนใช้ลิฟต์แค่ 60 วินาที แพร่เชื้อโควิดให้เพื่อนบ้าน 71 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628326

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 15:54 น.ช็อก! หญิงจีนใช้ลิฟต์แค่ 60 วินาที แพร่เชื้อโควิดให้เพื่อนบ้าน 71 คนซูเปอร์สเปรดเดอร์จีนป่วย Covid-19 แบบไม่แสดงอาการ ใช้ลิฟต์แค่ 60 วินาที ทำเพื่อนบ้าน 71 คน พลอยติดเชื้อไปด้วย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการศึกษาสุดช็อกว่า หญิงชาวจีนรายหนึ่งเดินทางกลับจากสหรัฐไปยังบ้านเกิดที่มณฑลเฮยหลงเจียงของจีนเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

แม้เธอจะไม่แสดงอาการของ Covid-19 ใดๆ แต่เธอยังกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นต์เป็นเวลา 14 วัน และหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คน สั่งอาหารเดลิเวอรี่โดยให้พนักงานวางอาหารไว้ด้านนอก

แต่สิ่งที่น่ากังขาคือ 3 สัปดาห์ต่อมา เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ชั้นล่างของอพาร์ทเม้นต์เดียวกัน 3 คน และคนใกล้ชิดของเพื่อนบ้านอีก 4 คนติดเชื้อโคโรนาไวรัส โดยที่เพื่อนบ้านไม่เคยพบหน้ากันและไม่เคยพบหญิงรายนี้ เพียงแต่ใช้ลิฟต์ตัวเดียวกันแต่คนละเวลา

ในเวลาต่อมา การตรวจหา Covid-19 ในหญิงที่กลับจากสหรัฐพบเธอมีเชื้อโคโรนาไวรัสแต่ไม่แสดงอาการ

ผลการศึกษาของ CDC สรุปว่า เพื่อนบ้านของหญิงรายนี้อาจได้รับเชื้อจากการใช้ลิฟต์ตัวเดียวกันหลังจากที่หญิงที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการเข้าไปใช้ โดยการติดต่ออาจเกิดขึ้นจากการที่เพื่อนบ้านสัมผัสพื้นผิวและปุ่มลิฟต์

นอกจากเพื่อนบ้านทั้ง 3 คนแล้วก็ไม่พบผู้อาศัยในอพาร์ทเม้นต์เดียวกันติดเชื้ออีก แต่จากการติดตามโรคพบว่าหญิงรายนี้กลายเป็นคนที่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นอีก 71 คน

“ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่ไม่แสดงอาการเพียงคนเดียวแพร่เชื้อให้กับคนในชุมชนในวงกว้างได้อย่างไร” นักวิจัยของ CDC สรุป

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เผยว่า ลิฟต์คือสถานที่เพาะเชื้อชั้นดี เนื่องจากเป็นสถานที่ปิด มีขนาดเล็ก และอากาศไม่ค่อยถ่ายเท หากผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดด็มีความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่ออกมาล่องลอยอยู่ในลิฟต์

ผู้นำบราซิลบ่นกักตัวอยู่บ้านน่าเบื่อ เล็งตรวจโควิดอีกรอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628318

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 14:45 น.ผู้นำบราซิลบ่นกักตัวอยู่บ้านน่าเบื่อ เล็งตรวจโควิดอีกรอบปธน.บราซิลจะตรวจโควิดอีกรอบ เพราะไม่อยากกักตัวอยู่บ้าน หลังป่วยโควิดได้ไม่ถึงอาทิตย์

ฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งเผยว่าตนเองติดเชื้อโควิดไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน ระบุว่าเตรียมจะเข้ารับการตรวจเชื้อโควิดอีกรอบเร็วๆนี้ เนื่องจากเขาทนการต้องกักตัวอยู่แต่ในทำเนียบประธานาธิบดีไม่ได้

ผู้นำบราซิลซึ่งจะเข้ารับการตรวจเชื้อรอบใหม่ในวันอังคารนี้เผยว่า เขาจะทราบผลตรวจภายในไม่กี่ชั่วโมง และเขาจะรอผลตรวจอย่างใจจดใจจ่อ เพราะไม่สามารถทนกักตัวอยู่ในทำเนียบ Alvorada อันเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งประธานาธิบดีได้ “ผมไม่สามารถทนกักตัวอยู่บ้านได้ มันน่าขนลุก”

ในระหว่างการสัมภาษณ์ปธน.โบลโซนารู เผยถึงอาการป่วยโควิดของตนเองว่า ตอนนี้รู้สึกดีมาก ไม่มีไข้และระบบหายใจเป็นปกติ ทั้งยังไม่มีอาการสูญเสียการรับรู้รสชาติ ซึ่งเป็นมักอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโควิด

“พรุ่งนี้(15 ก.ค.) ผมจะเข้าการทดสอบเชื้อไวรัสรอบใหม่ และหากทุกอย่างปกติ ผมจะกลับไปทำงาน” ผู้นำบราซิลวัย 65 ปี กล่าวหวังว่าตนเองจะสามารถกลับไปทำงานตามปกติได้ หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เขาเผยกับสื่อว่าป่วยติดเชื้อโคโรนาไวรัส ซึ่งทำให้ผู้นำบราซิลต้องกักตัวอยู่ในบ้านพักประจำตำแหน่งและใช้การประชุมทางไกลผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอร์เรนส์แทนสำหรับบราซิลเป็นประเทศที่มียอดป่วยโควิดสะสมมากที่สุดอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ โดยยอดป่วยอยู่ที่ราว 1.8 ล้านราย เสียชีวิตสะสมที่ 72,833 คน

สิงคโปร์แย่แล้ว เศรษฐกิจยุคโควิดโตติดลบ 41.2% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628316

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 13:48 น.สิงคโปร์แย่แล้ว เศรษฐกิจยุคโควิดโตติดลบ 41.2%การต่ออายุมาตรการล็อกดาวน์สกัดโควิดทำเศรษฐกิจสิงคโปร์เข้าสู่ภาวะถดถอยหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์  

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์เปิดตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ พบว่าเศรษฐกิจติดลบ 41.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ และติดลบ 12.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าติดลบหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังติดลบ 3.3% ส่งผลให้ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคแล้ว (เศรษฐกิจติดลบแบบไตรมาสต่อไตรมาส 2 ไตรมาสติดต่อกัน)

ในช่วงไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจสิงคโปร์ได้รับผลกระทบรอบด้านจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสและมาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการยุติกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว ปิดสถานที่ทำงาน

การค้าระหว่างประเทศที่หดตัวลงส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาการส่งออกของสิงคโปร์ ขณะที่การค้าปลีกในประเทศทรุดตัวทำลายสถิติหลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการล็อกดาวน์

ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในขณะนี้ยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ที่ได้คะแนนเสียงน้อยที่สุดในรอบ 55 ปี จากการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป

นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังแสดงให้เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศอื่นในเอเชียมีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

ลูกเรืออาร์เจนตินาติดโควิดปริศนากลางทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628310

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 12:38 น.ลูกเรืออาร์เจนตินาติดโควิดปริศนากลางทะเลชาวประมงอาร์เจนตินา 57 คนติดโควิดปริศนา แม้ตรวจเชื้อเป็นลบก่อนออกทะเลนาน 35 วัน

เอเอฟพีรายงานว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขอาร์เจนตินากำลังเร่งสอบสวนโรค จากการที่พบกลุ่มลูกเรือประมงทั้ง 57 คน ป่วยโควิดอย่างปริศนา ทั้งๆที่ผลการตรวจคัดกรองเชื้อก่อนออกทะเลเป็นลบทั้งหมด โดยตลอด 35 วันที่ลูกเรือกลุ่มนี้ออกทะเลนั้นไม่มีการติดต่อจากบุคคลภายนอกหรือขึ้นฝั่งที่เมืองท่าใด

รายงานระบุว่า เรือประมงลากอวนEchizen Maru ได้เดินทางกลับสู่ท่าเรือในจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโก ทางใต้ของอาร์เจนตินาแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังพบว่ามีลูกเรือ 57 คนจากทั้งหมด 61 คน เริ่มมีอาการต้องสงสัยคล้ายกับติดเชื้อโควิด โดยหลังจากขึ้นฝั่งหน่วยงานสาธารณสุขอาร์เจนตินาได้นำลูกเรือทั้งหมดเข้ากักตัวที่โรงแรมเป็นเวลา 14 วันตามมาตรการควบคุมโรค จำนวนนี้มีลูกเรือสองคนที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

อย่างไรก็ดี ยังคงไม่ชัดเจนว่าเชื้อไวรัสระบาดในหมู่ลูกเรือประมงได้อย่างไร เนื่องจากก่อนหน้าเรือออกจากท่า ได้มีการตรวจคัดกรองโรคแล้ว ผลตรวจยืนยันเป็นลบหรือไม่พบการติดเชื้อ

“เป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าลูกเรือประมงกลุ่มนี้ติดเชื้อได้อย่างไร เนื่องจากตลอด35วันที่พวกเขาออกทะเลนั้น ไม่ได้มีการติดต่อกับท่าเรือใดเลย  อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้บนเรือก็ถูกนำขึ้นเรือพร้อมๆกับที่เรือออกเดินทางซึ่งเป็นท่าเรือเดียวกับที่เรือกลับเข้าเทียบท่า” เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโกกล่าว “ขณะนี้เรากำลังลำเหตุการณ์ต่างๆโดยละเอียดเพื่อให้ทราบถึงการติดเชื้อว่ามาจากที่ใด”

หัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อโรงพยาบาล Ushuaia Regional Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในพื้นที่กล่าวว่า “กรณีนี้อาจอยู่เหนือคำอธิบายทั้งหมดเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่เราทราบกัน โดยเฉพาะเรื่องระยะฟักตัวของโรค แต่ทว่ายังไม่อาจสรุปได้ว่ากรณีเรือประมงเกิดขึ้นได้อย่างไร”

สำหรับอาร์เจนตินาพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดสะสมที่ราว 100,000 ราย เสียชีวิตสะสม 1,900 คน การติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงบัวโนสไอเรส

Photo : wikipedia commons

ทรัมป์พูดโกหกมากกว่า 20,000 เรื่องนับตั้งแต่เป็นผู้นำสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628304

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 10:54 น.ทรัมป์พูดโกหกมากกว่า 20,000 เรื่องนับตั้งแต่เป็นผู้นำสหรัฐสื่ออเมริกันเผยทรัมป์พูดเรื่องโกหกไปมากกว่า 20,000 ครั้งนับตั้งแต่ลงเล่นการเมือง

วอชิงตันโพสต์ (Washington Post) สื่อดังของสหรัฐได้เผยรายงานซึ่งเป็นการติดตามและตรวจสอบข้อมูล (Fact Checker column) เกี่ยวกับถ้อยแถลงหรือคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ นับตั้งแต่ที่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐเมื่อปี 2017 โดยพบว่า ถึงตอนนี้ปธน.ทรัมป์ได้พูดเรื่องโกหกไป หรือพูดให้ข้อมูลต่อสาธารณะแบบผิดๆไปแล้วกว่า 20,000 ครั้ง

ในรายงานของสื่ออเมริกันระบุว่า ปธน.ทรัมป์เพิ่งทำลายสถิติการพูดโกหก 20,000 ครั้งไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนทั้งหมดนี้ กว่าครึ่งของเรื่องที่ปธน.ทรัมป์พูดโกหกมักอยู่ในคำให้สัมภาษณ์กับสื่อซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์อย่าง Fox News โดยครั้งล่าสุดที่ทรัมป์”โกหกคำโต”ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อคือ อ้างว่าตนมีผู้สนับสนุนอย่างยิ่งใหญ่ในหมู่ชาวแอฟริกันอเมริกัน และอีกเรื่องคือการพยายามป้ายสีอดีตประธานาธิบดีโอบาา และโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าสอดแนมขณะที่ทรัมป์หาเสียงผู้นำสหรัฐเมื่อปี 2016

ก่อนหน้านี้ วอชิงตันโพสต์เคยเปิดเผยรายงานสถิติคำโกหกของทรัมป์ ว่าในช่วง100วันแรกของการเป็นผู้นำสหรัฐ ทรัมป์พูดโกหกไปแล้ว 492 ครั้ง หรือเฉลี่ย 5 เรื่องต่อวัน

วอชิงตันโพสต์ยังเผยอีกว่า ช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา ประเด็นหลักที่ทรัมป์พูดให้ข้อมูลแบบผิดๆคือเรื่องรายงานของโรเบิร์ต มุลเลอร์ อัยการพิเศษผู้สอบสวนการแทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐ ประเด็นการถอดถอนประธานาธิบดี ประเด็นการระบาดของไวรัสโคโรนา และประเด็นนายจอร์จ ฟลอยด์ ซึ่งทรัมป์พูดเรื่องโกหกเฉลี่ย 23 ครั้งต่อวัน

สื่ออเมริกันยังตั้งข้อสังเกตในประเด็นการระบาดของโควิดว่า ทรัมป์ได้พูดเรื่องโกหกหรือคำกล่าวอ้างที่ทำให้สาธารณะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสเกือบ 1,200 ครั้ง ส่วนมากเป็นเรื่องที่ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐเป็นชาติที่มีการตรวจคัดกรองโควิดมากที่สุดในโลก ซึ่งเรื่องดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการคัดกรองโรคในสหรัฐยังไม่ได้ครอบคลุมมากพอ ซึ่งตัวเลขการติดเชื้อที่แท้จริงในสหรัฐนั้นอาจสูงกว่านี้หลายเท่า

ที่มา : https://www.washingtonpost.com/news/fact-checker/

อนามัยโลกเตือนหลายประเทศเดินผิดทาง ไม่ยอมลดความเสี่ยงแพร่เชื้อโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628294

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 08:09 น.อนามัยโลกเตือนหลายประเทศเดินผิดทาง ไม่ยอมลดความเสี่ยงแพร่เชื้อโควิดองค์การอนามัยโลกเตือนหลายประเทศกำลังเดินผิดทาง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมาตรการลดความเสี่ยงแพร่เชื้อโควิด ขณะที่ยอดป่วยในสหรัฐ-บราซิล คิดเป็น50%ของโลก

นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า หลายประเทศกำลังเดินผิดทาง เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการในการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ขณะที่ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ของสหรัฐและบราซิลรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งโลกในแต่ละวัน

ทั้งนี้ สหรัฐและบราซิลมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่รวมกัน 111,319 รายเมื่อวานนี้ ซึ่งคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลก

รัฐฟลอริดาเปิดเผยว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวน 15,299 รายเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นสถิติการพุ่งขึ้นสูงสุดภายในวันเดียวในบรรดา 50 รัฐของสหรัฐนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด ขณะที่สหรัฐได้รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวนมากกว่า 60,000 รายติดต่อกัน 3 วัน

ถ้า “แขกวีไอพี” ยังคุมไม่ได้ ก็ไม่ควรเปิดประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628275

วันที่ 13 ก.ค. 2563 เวลา 18:21 น.ถ้า "แขกวีไอพี" ยังคุมไม่ได้ ก็ไม่ควรเปิดประเทศ ถึงจะมีอภิสิทธิ์ทางการทูต แต่ไม่ควรมีอภิสิทธิ์ในการกักโรค

เชื่อว่าคนไทยครึ่งค่อนประเทศคงรู้สึกผิดหวังและหวั่นใจเมื่อได้รู้ข่าวว่าเราพบผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวกในทหารอียิปต์ที่เข้าพักโรงแรมในเมืองระยอง และยังพบเด็กหญิงในครอบครัวคณะทูตซูดานวัย 9 ขวบติดเชื้อเช่นกันโดยรายนี้พักที่คอนโดฯ แห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิท

เรื่องรายละเอียดของทั้ง 2 กรณีก็ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันในหมู่คนไทย เพราะศูนย์บริหารสถานการณ์สถานการณ์โควิด -19 หรือ (ศบค.) ไม่บอกว่าทหารนายนี้พักโรงแรมไหน ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง และคอนโดแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทคือสถานที่ใด?

รู้แล้วจะได้รู้ตัวว่ามีใครไปแถวนั้นบ้างหรือไม่

แต่เราต้องเข้าใจว่าทางศบค. ไม่อยากให้เกิดความรังเกียจบุคคลหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อล่าสุด และที่ผ่านมา ศบค. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำการติดตามการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ (Contact tracing) ได้ดีอยู่แล้ว

ที่บอกว่าดีอยู่แล้วไม่ใช่หลับหูหลับตาชม หากมีคนสงสัยเรื่องนี้ให้ย้อนกลับไปดูหลายๆ กรณีในหลายเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งไทยเราตรวจตามผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อจนควบคุมได้เป็นผลสำเร็จ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้คนไทยลืมผลงานที่ผ่านมา และบางคนในโซเชียลเน็ตเวิร์กแสดงความผิดหวังจนถึงขั้นเกรี้ยวกราด

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบโดยกล่าวว่า “กรณีที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และต้องปรับปรุงต่อไป ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นโฆษก ศบค. ยอมรับว่าไม่สบายใจกับเคสที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดละเลย แต่เป็นจุดอ่อนที่ต้องเรียนรู้และต้องปิดจุดอ่อนต่อไป”

โฆษกศบค. บอกว่า “เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด” และ “เป็นจุดอ่อนที่ต้องเรียนรู้และต้องปิดจุดอ่อนต่อไป”

แต่จนกว่าจะมีการสืบสวนจนทราบชัดว่าผู้รับผิดชอบปล่อยให้บุคคลภายนอกประเทศเหล่านี้เดินทางไปไหนต่อไหนตามใจชอบได้ ก็ยังไม่ควรรีบบอกว่าไม่ใช่ความผิดพลาด

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนที่ต้องเรียนรู้ บทเรียนที่ได้จะนำมาใช้เตรียมรับมือกับแผนการที่ใหญ่กว่านี้ เช่น Travel bubble

แต่ถ้าแค่ผู้แทนการทูตพลเรือน-เจ้าหน้าที่ทหารยังเอาไม่อยู่ ก็ไม่รู้ว่า Travel bubble จะไปไหวหรือไม่?

ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือความเชื่อมั่นของประชาชนดิ่งวูบในทันที รัฐบาลจะต้องฟื้นคืนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ไม่ใช่เพราะมันจะสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล แต่เพราะมันจะทำให้ประชาชนไม่เชื่อถืออีกเวลารัฐบาลขอร้องอะไร

เราได้ยินหลายคนพูดว่า ประชาชนยอมเสียสละต่างๆ นานาเพื่อควบคุมโรค แต่รัฐบาลปล่อยให้คนนอกเข้ามาทำลายทุกอย่างเสียอย่างนั้น

คำพูดแบบนี้เกิดจากความผิดหวังโดยแท้ และแน่นอนไม่ใช่ผิดหวังเพราะเชียร์รัฐบาล

แต่ผิดหวังที่รัฐบาลขอให้ทำอะไร ประชาชนก็ยอมทำให้ แต่กับคนต่างชาติรัฐบาลไม่เข้มงวดพอ

เราพอจะเข้าใจได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องติดต่อกับรัฐบาลอื่นเพื่อความร่วมมือด้านต่างๆ แต่กรณีของทหารอียิปต์นั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ความจำเป็นเลยที่จะต้องปล่อยให้เตร็ดเตร่ออกไปจากสถานที่รับรอง

แม้แต่เด็กในคณะทูตที่เดินทางจากซูดาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ควรจัดหาบ้านเดี่ยวรับรองไว้ให้อยู่เป็นที่ไว้ก่อนหากเจ้าหน้าที่ทูตไม่มีที่พักเป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่ปล่อยให้ไปอยู่ในอาคารที่พักรวมอย่างคอนโด

นี่คือความบกพร่องที่เห็นชัดๆ

เรายังเห็นถึงช่องโหว่เรื่องการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศกับคณะทูตต่างชาติจากคำพูดของนพ.ทวีศิลป์เองซึ่งกล่าวว่า “เราต้องกำหนดมาตรการโดยละเอียดให้ครอบคลุมมากกว่านี้ และขอให้กระทรวงการต่างประเทศประสานสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศทุกแห่งถึงเรื่องดังกล่าว”

รัฐบาลและกองทัพทำได้น่าพอใจในกรณีผบ.ทบ. สหรัฐ ที่ทำให้คนไทยพอจะคลายใจได้ว่าไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์ในฐานะแขกของกองทัพและรัฐบาลเข้ามาโดยไม่ต้องตรวจหรือกักตัว ทำให้คนไทยรู้สึกว่าสหรัฐไม่ได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ และผู้ใหญ่ในบ้านเราไม่ได้ยอมอ่อนน้อมตามความต้องการของอีกฝ่าย

แต่เราต้องไม่ลืมว่าที่กองทัพไทยและผบ.ทบ. สหรัฐยอมโอนอ่อนก็เพราะแรงกดดันจากสาธารณชนต่างหาก โชคดีที่สหรัฐเป็นประเทศใหญ่ทำให้จับสายตาได้ง่าย

แต่ประเทศเล็กๆ เราดันมาตกม้าตายเสียนี่

อย่าเรียกว่าสอนหนังสือสังฆราชเลย แต่อยากให้รัฐบาลแยก 2 เรื่องนี้ให้ชัดๆ ระหว่าง Diplomatic immunity (ภูมิคุ้มกันหรืออภิสิทธิ์ทางการทูต) กับ Biological immunity (ภูมิคุ้มกันของร่างกาย) ทั้ง 2 เรื่องไม่ควรจะเอามาปนกัน

ไม่ว่าจะผู้แทนต่างประเทศหรือคนทั่วไปต่างก็ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 และอภิสิทธิ์ทางการทูตนอกจากจะไม่ช่วยป้องกันโรคแล้ว ยังเสี่ยงที่จะถูกอ้างเพื่อขอใช้สิทธิ์ที่เหนือกว่าคนท้องถิ่นอีกด้วย

แม้จะอยู่ในช่วงกักกันโรค แต่เพราะคุ้นเคยกับการเกรงใจทูตและแขกเมือง อาจทำให้เจ้าบ้านการ์ดตกอย่างไม่น่าเชื่อ

โลกหลังโควิด-19 แม้แต่มารยาททางการทูตก็ต้องเปลี่ยนไป จะมาเกรงอกเกรงใจเพราะเคยตัวกับความเกรงใจอภิสิทธิ์ทางการทูตไม่ได้

ให้ดูตัวอย่างเมื่อตอนที่ หัวชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนตือนไว้ตอนที่เกิดการระบาดในจีนว่า “นักการทูตมีภูมิคุ้มกันทางการทูต แต่กับไวรัสแล้ว พวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน”

กระทรววงการต่างประเทศจีนเตือนถึงขนาดนี้แล้วยังมีทูตบางประเทศ “ดื้อ” เช่นเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงของสหรัฐประจำประเทศจีน (Frank Whitaker) ที่บอกว่าสถานทูตสหรัฐแนะให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายจีน

แต่เขายังเตือนจีนด้วยว่า “อย่างไรก็ตาม เราคาดหวังว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะปฏิบัติตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ที่กำหนดแนวทางปกป้องและพิทักษ์เจ้าหน้าที่ทูตของเราขณะปฏิบัติราชการในประเทศนี้”

พูดง่ายๆ ก็คือสหรัฐทำตามกฎหมายจีนก็ได้ แต่จีนก็อย่าล้ำเส้นมารยาททางการทูตแล้วกัน ประเด็นก็คือมารยาททางการทูตมันขัดกับมาตรการควบคุมโรคได้เหมือนกัน

ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาอนุญาตให้นักการทูตมีอิสระในการเคลื่อนที่ การเดินทาง และการคุ้มครองจากการถูกคุมขัง ดังนั้นบางประเทศรวมถึงไทยให้อิสระกับทูตไม่ต้องกักตัวตามศูนย์ แต่ให้กักเองในสถานทูตหรือบ้านพัก

แต่บางคนหวงสิทธิ์ของตัวเองอย่างไม่สนใจเจ้าบ้าน ถึงขั้นอ้างอนุสัญญากรุงเวียนนาเพื่อที่จะท้าทายมาตรการกักกันโรค

เราจะเห็นได้ว่าการทำงานกับทูตมันยาก เพราะบางคน “หัวหมอ” ในเรื่องที่ไม่ควรหัวหมอ แต่เราต้องยืนยันเสียงแข็ง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องต่อรองได้เนื่องจากเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนในชาติ

New normal ไม่ใช่แค่การเรียกร้องประชาชนในประเทศให้ทำตัวให้ชินกับบรรทัดฐานใหม่ในชีวิต แต่ต้องทำให้แขกเมืองชินกับมาตรฐานใหม่ของเราด้วย

หากประชาคมโลกยังตกลงกันไม่ได้ว่าควรจะให้เกียรติแขกเมือง/ทูตในระดับไหนดี รัฐบาลไทยก็ควรจะกำหนดให้ชัดเองเลยว่านี่คือ New normal ของมารยาททางการทูต ดีไม่ดีจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นได้ปฏิบัติตามบ้าง

เชื่อว่าบางประเทศเข้มงวดกับทูตและแขกของรัฐบาลมากขึ้นแล้ว เพราะมีกรณีมาก่อนไทย เช่น ออสเตรเลียที่พบทูตของประเทศหนึ่งถูกปล่อยตัวกลับไปยังบ้านพักในเมืองแคนเบอร์ราโดยไม่ต้องกักตัวที่โรงแรม แต่ปรากฎว่าในภายหลังทูตรายนี้ติดเชื้อ

เหตุที่ปล่อยไปก็เพราะออสเตรเลียต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาเวียนนาที่ให้เสรีภาพอันมากมายกับทูตนี่เอง!

ดังนั้น แอนดรูว์ บาร์ มุขมนตรีประจำกรุงแคนเบอร์ราจึงกล่าวว่า “ภูมิคุ้มกันทางการทูตเป็นภูมิคุ้มกันที่ป้องกันบางเรื่องได้ แต่ไม่ใช่กับโควิด-19”

จะเห็นได้ว่าคนในรัฐบาลออสเตรเลียกับจีนพูดเหมือนกันเด๊ะ

เกรก ฮันต์ รัฐมนตรีสาธารณสุขออสเตรเลียยังทิ้งคำคมไว้อย่างที่เราควรทำตามว่า “จะเป็นคนออสเตรเลียนหรือไม่ใช่ก็ตาม หากเหยียบเท้าลงบนแผ่นดินออสเตรเลีย ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเหมือนกัน”

อยากจะฝากศบค. ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเป็นการเรียนรู้กันด้วยสถานการณ์จริง แต่ควรซ้อมกันเองก่อนที่จะเปิดรับคนนอกเข้ามา อย่างที่บอกไปว่าแม้แต่แขกขาจร (ทหารอียิปต์) และแขกเมืองถาวร (ครอบครัวทูตซูดาน) ยังควบคุมไม่ได้ อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงขนาดเปิดประเทศให้มากกว่านี้

เบื้องต้น แค่เรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมาก่อน แล้วค่อยคุยกันเรื่องใหญ่กว่านี้

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Handout / ROYAL THAI ARMY / AFP

คนชอบดูหนังเขย่าขวัญ รับมือการระบาดของโควิดได้ดีกว่าคนทั่วไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628256

วันที่ 13 ก.ค. 2563 เวลา 15:19 น.คนชอบดูหนังเขย่าขวัญ รับมือการระบาดของโควิดได้ดีกว่าคนทั่วไปเพราะมีอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์ตื่นเต้นทำให้แฟนหนังประเภทนี้เหมือนได้ซ้อมไปในตัว

ผลการศึกษาเผยว่า คนที่ชอบดูหนังสยองขวัญและผู้ที่มีชอบเรื่องตื่นเต้นน่ากลัว เช่น ภาพยนต์วันสิ้นโลก คนเหล่านี้มีสภาพทางจิตที่ยืดหยุ่นกว่าคนทั่วไปซึ่งช่วยให้รับมือกับความน่ากลัวของการระบาของโควิด-19 ได้ดีกว่าคนทั่วไป

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ประเทศสหรัฐได้ถามอาสาสมัคร 310 คนเกี่ยวกับรสนิยมเรื่องการชมภาพยนตร์และเคยชมภาพยนต์แนวไหนมาบ้าง จากนั้นถามพวกเขาว่าเตรียมพร้อมกับการระบาดอย่างไร และถามถึงระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความหงุดหงิด และอาการนอนไม่หลับ

ผลวิจัยพบว่าแฟนหนังสยองขวัญมีความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติน้อยกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ชอบดูภาพยนต์เรื่องวันสิ้นโลกหรือสังคมที่ล่มสลาย มีความยืดหยุ่นและเตรียมการได้ดีกว่าทั้งในแง่จิตใจและในทางปฏิบัติ

คอลแทน สครีเวอร์ (Coltan Scrivner) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกกล่าวที่เชี่ยวชาญเรื่องความอยากรู้อยากเห็นเรื่องน่ากลัวกล่าวว่า ยิ่งถ้าเป็นภาพยนต์ที่มีคุณภาพจะทำให้ผู้ชมนรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ทำให้สามารถซักซ้อมสถานการณ์ไปพร้อมๆ กันเวลาชมภาพยนต์ประเภทนี้

Photo by Pedro PARDO / AFP

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกเตรียมย้ายไปเวียดนามหลังพ้นโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628219

วันที่ 13 ก.ค. 2563 เวลา 13:30 น.บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกเตรียมย้ายไปเวียดนามหลังพ้นโควิดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนามหลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด -19

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามเปิดเผยว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งวางแผนที่จะเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตไปที่เวียดนามหลังสิ้นสุดการระบาดใหญ่แล้ว 

ก่อนหน้านี้ LG Electronics ของเกาหลีใต้ได้ย้ายสายการผลิตสมาร์ทโฟนทั้งหมดจากเกาหลีใต้ไปยังเมืองไฮฟองทางตอนเหนือของเวียดนามแล้ว

ส่วน Panasonic  ของญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะย้ายสายการผลิตที่ผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่จากประเทศไทยไปยังเวียดนามในต้นเดือนกันยายนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต้นทุน

Foxconn ของไต้หวันผู้รับเหมารายใหญ่ของ Apple  ได้ทำการขยายการผลิตหูฟังไร้สายรุ่น AirPods ในเวียดนามเพิ่มเป็น 4 ล้านเครื่องในไตรมาสที่สองหรือเทียบเท่ากับ 30% ของการผลิต AirPods ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ Apple ใช้เวียดนามเพื่อประกอบสายเคเบิล AirPod และสาย Lightning เท่านั้น แต่ในเวลานี้ดูเหมือนว่า Apple จะย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนมายังเวียดนามมากขึ้น

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Apple ได้ระบุตำแหน่งงานจำนวนมากในเวียดนามลงบนเว็บไซต์ LinkedIn ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจจะขยายฐานมายังเวียดนาม

นอกจากนี้ Foxconn ยังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท มีโรงงานสามแห่งในจังหวัดบั๊กซาง  ทางเหนือ

VnExpress ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเวียดนามได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการผลิตที่สำคัญของบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากประสิทธิภาพในการควบคุมโควิด-19 โดยในประเทศที่มีประชากร 96 ล้านคน มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อเพียง 372 รายและยังไม่มีผู้เสียชีวิต

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP