อดีตผู้นำคาซัคสถาน ติดเชื้อโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626348

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 16:26 น.อดีตผู้นำคาซัคสถาน ติดเชื้อโควิดอดีตประธานาธิบดีคาซัคสถานวัย79ปี ผู้ครองอำนาจประเทศนานเกือบสามทศวรรษ ติดเชื้อโควิด-19

เอเอฟพีรายงานว่า นายนูร์ซุลตัน นาซาร์บาเยฟ (Nursultan Nazarbayev) อดีตประธานาธิบดีคาซัคสถานวัย 79 ปี ผู้มีฉายาว่าบิดาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นผู้สร้างชาติคาซัคสถานและเป็นผู้นำคนแรกของประเทศซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 28 ปี ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แถลงการณ์จากเลขาส่วนตัวของนายนาซาร์บาเยฟ ระบุว่า ขณะนี้อดีตประธานาธิบดีได้เข้าแยกกักกันตัวเองแล้ว หลังจากผลตรวจเชื้อยืนยันว่าเขาติดไวรัสโควิด แต่ไม่มีอาการรุนแรงใดๆที่ต้องเป็นกังวล

อดีตผู้นำคาซัคสถานกำลังจะมีอายุครบ 80 ปีในเดือนหน้า ได้ก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปี 2019 หลังครองอำนาจประเทศมาตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งหลังการลงจากอำนาจ นายนูร์ซุลตันได้รับฉายาว่าเป็น”ผู้นำแห่งชาติ” ทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ นอกจากอดีตผู้นำแล้ว มีบุคคลสำคัญระดับสุงในรัฐบาลคาซัคสถานหลายรายที่ถูกพบว่าติดเชื้อโควิด รวมถึงโฆษกประจำตัวประธานาธิบดีโตกาเยฟผู้นำคนปัจจุบันด้วย

สายการบินอินโดฯยกเลิกพนักงานสวมหน้ากาก เหตุผู้โดยสารโวยไม่เห็นรอยยิ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626341

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 14:58 น.สายการบินอินโดฯยกเลิกพนักงานสวมหน้ากาก เหตุผู้โดยสารโวยไม่เห็นรอยยิ้ม

ผู้โดยสารบ่นแอร์ฯไม่ยิ้ม การูดาอินโดนีเซีย ยกเลิกนโยบายให้ลูกเรือสวมหน้ากากอนามัย

จาการ์ต้าโพสต์รายงานว่า สายการบินการูดา อินโดนีเซีย (Garuda Indonesia) ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซีย เตรียมยกเลิกนโยบายที่ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมหน้ากากอนามัยขณะให้บริการผู้โดยสารบนเครื่อง หลังจากที่ถูกผู้โดยสารตำหนิว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ไม่เห็นรอยยิ้มของพนักงาน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าพนักงานดูไม่ค่อยเต็มใจในการให้การบริการ

สำหรับสายการบินการูดาเริ่มกลับมาให้บริการเส้นทางในประเทศเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยมาตรการป้องกันเชื้อบนเครื่องยอ่างเคร่งครัดโดยเฉพาะการให้พนักงานต้อนรับสวมหน้ากากและถุงมือขณะให้บริการ แต่เรื่องดังกล่าวส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวนมากร้องเรียนทางสายการบินว่า ไม่เห็นรอยยิ้มของพนักงานจึงรู้สึกว่าพนักงานบริการอย่างไม่เป็นมิตร โดยทางฝ่ายบริหารของสายการบินกำลังพิจารณาทางเลือกในการให้ลูกเรือใช้เฟซชิลด์แทนการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

Photo :garuda-indonesia.com

อดีตคนใกล้ชิดแฉหมดเปลือก ทรัมป์ขอสีจิ้นผิงช่วยเลือกตั้งสมัยสอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626319

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 12:51 น.อดีตคนใกล้ชิดแฉหมดเปลือก ทรัมป์ขอสีจิ้นผิงช่วยเลือกตั้งสมัยสองอดีตที่ปรึกษาทรัมป์แฉ ผู้นำสหรัฐแอบขอความช่วยเหลือจีน ให้ชนะเลือกตั้งสมัยสอง

สื่อสหรัฐรายงานว่า เนื้อหาในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มใหม่ซึ่งกำลังจะวางจำหน่ายที่มีชื่อว่า The Roome Where It Happened : A White House Memoir เขียนโดยนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งตอนหนึ่งของหนังสือเล่มดังกล่าวอ้างว่า ผู้นำสหรัฐพยายามแสวงหาความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน ในการช่วยให้เขาชนะการเลือกสมัยสองซึ่งกำลังจะมีขึ้นช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นายโบลตัน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงทรัมป์ระหว่างปี 2018-2019 เผยในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มใหม่ความยาว 577 หน้าโดยโบลตันอ้างว่า เมื่อคราวการประชุมG20ที่เมืองโอซาก้าประเทศญีปุ่นปี 2019 ผู้นำสหรัฐได้พบหารือแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีนได้กล่าวเชิงบ่นว่านักการเมืองและกลุ่มนักวิจารณ์การบางฝ่ายในสหรัฐ ต้องการทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ คลายๆกับสงครามเย็นยุคใหม่ ซึ่งแม้นายสีจะไม่ได้พาดพิงถึงใคร แต่ทรัมป์คาดว่าอาจเป็นบรรดาพรรคเดโมแครต

ซึ่งต่อมาผู้นำสหรัฐได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา พูดถึงประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐช่วยปลายปี2020 เป็นนัยว่าหากเขาได้รับการเลือกตั้งสมัยสอง จะช่วยรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสองชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการค้าของจีนได้ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายสินค้าเกษตรกับสหรัฐ

นอกจากนี้นายโบลตันยังกล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่เขาทำงานในทำเนียบขาว ได้พบถึงการมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่าง นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศกับปธน.ทรัมป์ ซึ่งเขาสัมผัสได้ว่าทรัมป์แทบไม่เข้่าใจการบริหารประเทศเลย โดยเฉพาะในการรับฟังสรุปรายงานด้านข่าวกรอง ทรัมป์มักเป็นฝ่ายพูดมากกว่าการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคง

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่นายโบลตันกล่าวอ้างลงในหนังสือเล่มใหม่ของเขา ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้เตรียมฟ้องร้องนายโบลตัน พร้อมร้องขอคำสั่งศาลให้ยุติการตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือเล่มใหม่ของเขา โดยอ้างว่าเต็มไปด้วยเนื้อหาสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงและขายความลับทางราชการ ทั้งข้อมูลส่วนใหญ่บิดเบือนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ทว่าหากหนังสือของนายโบลตันถูกจำหน่าย ทางยุติธรรมก็เตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายด้วยการให้อายัดผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายเข้าสู่คลังของรัฐ

ทรัมป์ยืนยันสหรัฐจะไม่ล็อกดาวน์ประเทศอีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626305

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 11:14 น.ทรัมป์ยืนยันสหรัฐจะไม่ล็อกดาวน์ประเทศอีกผู้นำสหรัฐยัน จะไม่ปิดประเทศอีก แม้คนมะกันติดโควิดเพิ่ม

รอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า สหรัฐจะไม่ล็อกดาวน์ประเทศอีก และไม่คิดจะทำเช่นนั้น เนื่องจากจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่ายอดตัวเลขสะสมผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท่าทีของผู้นำสหรัฐมีขึ้นสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนายแลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวและนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง ซึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสหรัฐไม่สามารถปิดเศรษฐกิจได้อีก

ด้านรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ได้ต่อสายถึงยังผู้ว่าการรัฐในแต่ละมลรัฐ โดยย้ำว่ารัฐบาลกลางจะเร่งเพิ่มความสามารถในการตรวจคัดกรองเชื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ตั้งข้อสังเกตว่า มีอย่างน้อย 14 รัฐที่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยการตรวจคัดกรองเชื้อ

ทั้งนี้ จากมาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีคนสหรัฐตกงานนับสิบล้านคน ขณะที่ยอดติดเชื้อสะสสมอยู่ที่ 2.16 ล้าน เสียชีวิตแล้ว 118,000 ราย

ไทยควบคุมโรคระบาดได้ดี แต่ทำไมถึงไม่มีใครชื่นชม? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626283

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 20:47 น.ไทยคุมโควิดได้ดี แต่ทำไมถึงไม่มีใครชื่นชม? ความร่วมมือของคนไทยและความอุตสาหะของบุคคลากรทางเแพทย์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โรคระบาดไม่รุนแรง แต่ทำไม่ถึงไม่มีใครชื่นชมไทยในเรื่องนี้?

ในสายตาของคนทำข่าวต่างประเทศตลอดเกือบ 6 เดือนที่มีการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยในการควบคุมโรคไม่ให้ขยายวงกว้าง ยิ่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลซียด้วยแล้วถือว่าผลงานของไทยนั้นดีมาก

แต่แปลกที่ไม่ค่อยมีสื่อต่างชาติยกย่องความสำเร็จของไทย

มีบทความในสื่อต่างประเทศไม่กี่แห่งที่ชื่นชมไทย เช่น บทความของ Shawn W. Crispin เรื่อง “เรื่องราวความสำเร็จเกี่ยวกับโควิด-19 ของไทยที่ไม่มีใครรู้” เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ชี้ว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมใจของคนไทยที่ปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคด้วยดี และระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุม

แต่บทความนี้ชี้ว่าข้อด้อยของไทยคือไม่มีการตรวจเชื้อที่ครอบคลุมและเป็นระบบ จุดนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนสงสัยว่าไทยปิดข่าว แต่เมื่อดูจากเงื่อนไขแวดล้อม เช่น โรงพยาบาลที่ไม่มีคนไข้แออัด หรือสื่อที่ค่อนข้างเสรี และโลกโซเชียลที่เสรียิ่งกว่าเอามากๆ ก็ต้องยอมรับว่าไทยไม่มีการปิดข่าว

แต่คำชมไทยก็มีเท่านี้ แถมยังเป็นคำชมที่ไว้เชิง คือไม่ยอมชมแบบเต็มที่เพราะยังสงสัยว่าไทยไม่น่าจะเก่งขนาดนี้

ตรงกันข้ามในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน สื่อต่างประเทศชมเชยว่าสิงคโปร์ประสบความสำเร็จและเป็นโมเดลตัวอย่าง จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนไปเสียงชมก็กลายเป็นความกังขาที่สิงคโปร์มีผู้ตคิดเชื้อมากมาย แต่ก็ไม่ยักมีใครตำหนิว่าสิงคโปร์ล้มเหลว

ที่น่าตกใจก็คือถึงขนาดนี้แล้วยังมีสื่อนอกบางแห่งยังกล้าชมเชยว่าสิงคโปร์รับมือการระบาดได้ดีที่สุดในโลก เช่นบทความใน Time ที่ชื่นชมสิงคโปร์เสียหยดย้อย และยังจัดอันดับประเทศที่มีการติดเชื้อพอๆ กับไทยแต่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าไทยอย่างกรีซให้อยู่ในระดับดีเยี่ยมด้วย

ในกรณีของสิงคโปร์นั้นยังเกิดความกังขาขึ้นในเมืองไทยเมื่อบริษัท Deep Knowledge Group หรือ DKG จัดให้อันดับให้สิงคโปร์อยู่ในกลุ่มรับมือการระบาดได้ดีมาก หรือ Tier1 ส่วนไทยอยู่ในระดับ Tier3 เกือบจะบ๊วย (Tier4) อยู่แล้ว จึงเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนไทยเป็นอย่างมาก

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยเท่านั้น เมื่อเดือนเมษายนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลโพสต์เฟซบุ๊คอวดว่าอิสราเอลปลอดภัยที่สุดในโลกระหว่างการระบาดโควิด-19 โดยอ้างข้อมูลจาก DKG แต่กลับถูกสื่อและประชาชาตั้งข้อสังสัยว่าองค์กรนี้มันน่าเชื่อถือหรือ?

ปรากฎว่า DKG มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือและมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจคริปโตเคอเรนซี่, การลงทุนเงินตราจต่างประเทศ และการลงทุนอื่นๆ มากวก่าจะเป็หน่วยงานด้านบิ๊กดาต้าทางสังคม ที่สำคัญคือเว็บไซต์ขององค์กรยังระบุว่า “DKG ไม่รับผิดชอบใดๆ กับความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลเหล่านั้น”

และ “เราเชื่อว่าเนื้อหาของเว็บไซต์นี้มีความถูกต้องสมบูรณ์และทันเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามไม่มีการรับประกันความถูกต้อง สมบูรณ์ หรือทันเหตุการณ์ของเนื้อหา มันเป็นความรับผิดชอบของคุณในการตรวจสอบข้อมูลใด ๆ ก่อนที่จะเชื่อถือมัน”

เป็นไปได้หรือไม่ว่าบางประเทศพยายามซื้อพื้นที่ข่าวเพื่อโปรโมทตัวเองทั้งๆ ที่ตัวเองทำล้มเหลว หากเป็นแบบนั้นก็เท่ากับเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออำพรางความจริงอย่างหนึ่ง

หรือไม่บางประเทศที่สื่อถูกควบคุมโดยรัฐก็พยายามประโคมว่าประเทศตัวเองควบคุมการระบาดได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ระบอบการปกครองของประเทศนั้นไม่เอื้อให้มีการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใส และมีการลงโทษผู้เห็นต่างจากรัฐบาลแม้แต่ในช่วงที่เกิดการระบาด

ที่น่าวิตกคือบางประเทศมีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อที่จะ “บลั๊ฟ” ประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ในภาพใหญ่เรายังเห็นการต่อสู้ระหว่าง “โมเดลเผด็จการ” กับ “โมเดลเสรีนิยม” เช่น มารีส เพน (Marise Payne) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียที่กล่าวหาจีนกับรัสเซียว่าทำสงครามข้อมูลข่าวสาร (infodemic) เพื่อที่จะบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย โดยทำให้เห็นว่าประเทศประชาธิปไตยล้มเหลวในการควบคุมโควิด-19

เพนบอกว่า “เป็นเรื่องที่น่าขุ่นใจที่บางประทเศกำลังใช้การระบาดมาบั่นทอน (โมเดล) ประชาธิปไตยเสรีนิยมและโปรโมทโมเดเผด็จการอำนาจนิยมของตัวเอง”

ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการยุโรปมีรายงานว่ารัสเซียกับจีนเป็นตัวการปล่อยข่าวปลอมออกมาเพื่อบั่นทอนวิธีการควบคุมการระบาดตามโมเดลประชาธิปไตยและเพื่อทำให้สังคมแตกแยกแล้วสร้างภาพว่าตัวเองควบคุมการระบาดได้ดีกว่า

ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ว่าก็ตาม เราจะเห็นว่าความสำเร็จและความล้มเหลวในการควบคุมโรคกลายเป็นอาวุธทางการเมืองไปแล้ว

แม้แต่ไทยเองก็อาจถูกลากเข้าไปร่วมในสงครามอุดมการณ์แบบนี้

วอลเดน เบลโล (Walden Bello) นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสังคมไทยเรื่อง A Siamese Tragedy ได้เขียนบทความเรื่อง “ไทยควบคุมโควิด-19 อย่างไร?” โดยชี้ว่าในประเทศที่มีมรสุมทางการเมืองอย่างไทย สิ่งที่เป็นตัวแปรไม่ใช่ “โองการจากเบื้องบน” แต่เป็นระบบสาธารณสุขที่ประชาชนชื่นชม

เขาชี้ว่าการที่เอเชียคุมโควิด-19 ได้ดีว่าโลกตะวันตกทำให้มีคนสรุปว่าเพราะเอเชียมีรัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยมมากกว่าส่วนไทยก็มีรัฐบาลที่เต็มไปด้วยอิทธิพลทหาร ทำให้ถูกมองได้ง่ายๆ ว่าใช้โมเดลเผด็จการแบบจีน

แต่เบลโลบอกว่าการมองแบบนี้มันผิวเผินไป เพราะแม้รัฐบาลไทยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่คนที่สู้ในสงครามกับโควิด-19 นั้นคือบุคลากรทางการแพทย์โดยใช้วิธีโน้มน้าวให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ บุคคลากรเหล่านี้รวมถึงผู้คนระดับรากหญ้าตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วย

รัฐบาลไทยอาจไม่มีเวลามาโฆษณาความสำเร็จของตัวเอง ในแง่นหนึ่งมันยังไม่อาจเรียกว่าเป็นความสำเร็จได้เพราะไม่รู้ว่าโรคมันจะหายไป 100% เมื่อไรกันแน่ อีกด้านหนึ่งการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้รัฐบาลถูกคนในประเทศโจมตีว่า “เอาหน้า”

แต่เราต้องแยกระหว่างการทำดีเอาหน้าและความมีประสิทธิภาพจริงๆ

และในสังคมไทยแตกแยกรุนแรง เรายังอาจต้องแยกระหว่างคนในทำเนียบกับคนทำงานภาคสนาม และหากเกลียดคนในทำเนียบจนอยากให้ล้มเหลวก็เป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ไม่ควรลากเอาบุคคลากรที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำมาสนองจริตทางการเมืองของตัวเอง

ส่วนรัฐบาลควรจะโปรโมท “ความสำเร็จ” ของไทยในเวทีโลกให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในอนาคตหากโลกของเราพร้อมที่จะเปิดประตูให้กันอีกครั้ง

หรือหากยังไม่มองไปไกลขนาดนั้น การโปรโมทเรื่องราวในไทยให้โลกได้รับรู้ จะช่วยป้องกันการแทงข้างหลังของบางประเทศ ที่อาจจะยกตัวเองให้ดูดีแล้วบิดเบือนว่าไทยล้มเหลว

และยังช่วยกำหนดจุดยืนของไทยให้ชัดเจน ในเวลาที่มหาอำนาจกำลังชิงดีชิงเด่นกันเรื่องโมเดลเผด็จการหรือโมเดลประชาธิปไตย

อย่างมุมมองของวอลเดน เบลโลที่เห็นว่าไม่ใช่รัฐบาลที่บงการความสำเร็จ แต่เป็นเพราะความร่วมมือร่วมใจของคนไทย เป็นผลงานของบุคคลากรทุกระดับชั้นรวมถึงคนในท้องถิ่น แสดงว่าไทยไม่ใช้โมเดลบีบบังคับสั่งการอย่างเดียว แต่เป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะเลือกปฏิบัติตาม “คำแนะนำ” ด้วย

นี่ไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่มันเป็นการชิงไหวชิงพริบในเวทีการเมืองโลก

การแถลงข่าวภาษาอังกฤษมันไม่พอเสียแล้ว จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศในกลุ่มสำเร็จ ไม่ใช่ในกลุ่มล้มเหลว หรือในกลุ่มที่โลกลืม

หากไม่ทำเชิงรุกแบบนี้ อย่างเบาะๆ ไทยจะถูกโลกลืม อย่างแย่ที่สุดคือถูกใส่ร้ายจากบางประเทศว่าล้มเหลว

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

“ไต้หวัน”อนุญาตให้นักธุรกิจจากประเทศเสี่ยงโควิดต่ำเดินทางเข้าได้ มีไทยด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626282

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 20:31 น."ไต้หวัน"อนุญาตให้นักธุรกิจจากประเทศเสี่ยงโควิดต่ำเดินทางเข้าได้ มีไทยด้วย“ไต้หวัน”อนุญาตให้นักธุรกิจจากประเทศเสี่ยงโควิดต่ำมี ไทย-เวียดนาม-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เดินทางเข้าประเทศได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลไต้หวันได้ประกาศอนุญาตให้นักธุรกิจจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเกี่ยวกับโรคติดเชื้อโควิด-19 สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสู่ไต้หวัน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงต่ำที่ได้รับอนุญาต ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเก๊า

รายงานข่าวระบุว่า นักธุรกิจจากประเทศที่ได้รับอนุญาตดังกล่าว จะต้องแสดงใบรับรองปลอดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนการเดินทาง 3 วัน และจะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน แต่หากยินยอมเป็นผู้จ่ายค่าตรวจหาเชื้อ และผลออกมาเป็นลบ ก็อาจไม่ต้องถูกกักตัวถึง 14 วัน

นอกจากนี้ นักธุรกิจดังกล่าวยังต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในไต้หวันที่ต้องการเดินทางไป และต้องแสดงใบรับรองว่าได้รับเชิญจากบริษัทในไต้หวัน

นอร์เวย์ชี้แจงไม่มีหลักฐานแซลมอนมีเชื้อโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626278

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 19:32 น.นอร์เวย์ชี้แจงไม่มีหลักฐานแซลมอนมีเชื้อโควิด-19ท่าทีของนอร์เวย์เกี่ยวกับรายงานข่าวเรื่องการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในตลาดค้าส่งของสดที่ประเทศจีน

จากรายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ปักกิ่ง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวั่นเกรงการบริโภคแซลมอนนำเข้า สืบเนื่องจากสื่อท้องถิ่นจีนที่รายงานว่ามีการค้นพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่บนเขียงแล่แซลมอนในตลาดค้าส่งของสดนั้น ทางสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเชื้อไวรัสโควิด-19 และผลิตภัณฑ์อาหารสดรวมถึงแซลมอนจากนอร์เวย์

หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของนอร์เวย์ยืนยันว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร และยังไม่มีรายงานกรณีการติดเชื้อที่เกิดจากการปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร ไม่มีความเป็นไปได้ที่อาหารทะเล เช่น แซลมอน จะเป็นแหล่งกำเนิดหรือพาหะของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือการที่เชื้อไวรัสจะติดอยู่ในตัวปลามาตั้งแต่แรก

สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์เผยว่า ผู้ประกอบการฟาร์มแซลมอนในนอร์เวย์ดำเนินมาตรการที่เคร่งครัดเพื่อจำกัดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเดินหน้าผลิตอาหารทะเลภายใต้สุขอนามัยและมาตรการตรวจวัดการปนเปื้อนในอาหารที่เข้มงวดมาอย่างต่อเนื่อง

NSC ยังยืนยันนอร์เวย์ยังยึดมั่นในการผลิตอาหารที่ปลอดภัยท่ามกลางการระบาด และมีการติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าให้มองข้ามความจำเป็นในการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเข้มงวดในการจัดเตรียมอาหาร องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำหลักสำคัญ 5 ประการ เพื่ออาหารที่ปลอดภัย คือ

1. รักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด 2. แยกอาหารที่ดิบและปรุงสุกแล้วออกจากกัน 3. ประกอบอาหารให้สุกอย่างทั่วถึง 4. จัดเก็บอาหารให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม 5. ใช้น้ำและวัตถุดิบที่สะอาดปลอดภัย

ภาพ LFL16

อินโดฯทั้งติดและตายจากโควิดเยอะสุดในอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626273

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 18:09 น.อินโดฯทั้งติดและตายจากโควิดเยอะสุดในอาเซียนยอดผู้ป่วยโควิดในอินโดนีเซีย แซงหน้าสิงคโปร์ มากสุดในชาติอาเซียนแล้ว

สถานการณ์ไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด-19 ในอินโดนีเซียยังคงน่ากังวล โดยวันนี้ (17 มิ.ย.) หน่วยงานด้านสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานตัวเลขติดเชื้อรายใหม่รอบ 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น1,031ราย ส่งผลให้ยอดติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่ 41,431 แซงหน้าสิงคโปร์ซึ่งมีตัวเลขติดเชื้อสะสมที่ 41,216 กลายเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดโควิดมากสุดในอาเซียน

ส่วนยอดผู้เสียชีวิตสะสมของอินโดฯอยู่ที่ 2,276 ราย ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อินโดนีเซียพบรายงานการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงจาการ์ต้าซึ่งมีอัตราประชากรหนาแน่น จากที่ทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคในกรุงจาการ์ตาและเมืองอื่น ๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังคงห่างไกลจากการควบคุมโรคได้ เนื่องจากคาดว่ายังคงพบผู้ติดเชื้อกระจายตามเกาะพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ แม้ว่าทางการจะตั้งเป้าที่จะเพิ่มการทดสอบเชื้อรายวันเป็นสองเท่าให้ได้ถึง 20,000 คนต่อวัน จนกว่าจะมีวัคซีนพร้อมใช้สำหรับทุกคน

“แอมเนสตี้”ปลุกผู้สนับสนุนส่งจม.ถึงกัมพูชาจี้สอบ “วันเฉลิม” ถูกอุ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626270

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 18:02 น."แอมเนสตี้"ปลุกผู้สนับสนุนส่งจม.ถึงกัมพูชาจี้สอบ "วันเฉลิม" ถูกอุ้ม“แอมเนสตี้”ชวนผู้สนับสนุนทั่วโลกส่งจดหมายถึงทางการกัมพูชาเรียกร้องให้สอบสวนกรณีการหายตัวไปของ “วันเฉลิม”

สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วน เชิญชวนสมาชิก นักกิจกกรม และผู้สนับสนุนกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกร่วมกันส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เรียกร้องทางการกัมพูชาสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อข้อกล่าวหาที่ว่ามีการลักพาตัววันเฉลิม และแจ้งให้ครอบครัวทราบทันทีว่าเขาอยู่ที่ใด และให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมโดยศาลพลเรือน

ทั้งยังเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาฯ และต้องไม่ส่งตัววันเฉลิมกลับประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่จะต้องไม่ส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งการรณรงค์นี้จะมีไปถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2563

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่อยู่ระหว่างลี้ภัย ถูกบุคคลไม่ทราบฝ่ายลักพาตัวไปจากด้านนอกอพาร์ทเมนท์ของเขาในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เขาเป็นที่รู้จักในประเทศไทยจากการแสดงความคิดเห็นที่เห็นต่างจากรัฐ และในระหว่างที่ยังลี้ภัยอยู่เขามักใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกทางออนไลน์อยู่เสมอ ทางการไทยได้ออกหมายจับเขาเมื่อปี 2561 และเขาเป็นหนึ่งในเก้าของนักกิจกรรมชาวไทยที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านและต่อมาได้หายตัวไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีรายงานยืนยันว่ามีการสังหารนักกิจกรรมที่ลี้ภัยไปแล้วสองคน

แอมเนสตี้ยังกังวลว่า มีความเป็นไปได้ที่ทางการในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งกัมพูชา ร่วมมือกับทางการไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อบังคับส่งกลับบุคคลที่มีหมายจับไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นเหตุให้พวกเขาถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อเดินทางกลับไปประเทศของตน รวมทั้งชาวกัมพูชาที่หลบหนีจากการดำเนินคดี อันเนื่องมาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกอย่างสงบ ซึ่งต่อมาได้ถูกบังคับส่งตัวกลับจากไทยไปกัมพูชา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเชิญชวนสมาชิก นักกิจกรรม ผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้ที่สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เขียนจดหมายเรียกร้องถึงทางการกัมพูชาเรียกร้องให้สอบสวนการหายตัวไปของเขาอย่างถี่ถ้วนและมีประสิทธิภาพและสืบทราบถึงที่อยู่ของเขาในปัจจุบัน ตามข้อกำหนดที่มีอยู่ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย และให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมโดยศาลพลเรือน และไม่ให้ใช้โทษประหารกับบุคคลเหล่านั้น และยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาต้องไม่ส่งตัววันเฉลิมกลับระเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีของท่านที่จะต้องไม่เข้าร่วมในการบังคับส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

ร่วมลงชื่อได้ที่นี่

https://www.amnesty.or.th/get-involved/take-action/ua20/

การรับรู้กลิ่นและรสของเจ้าชายชาร์ลส์ ยังไม่ปกติแม้หายประชวรจากโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626261

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 17:07 น.การรับรู้กลิ่นและรสของเจ้าชายชาร์ลส์ ยังไม่ปกติแม้หายประชวรจากโควิดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เผยยังทรงมีปัญหาเรื่องการรับรู้กลิ่นและรสชาติ แม้หายจากประชวรติดเชื้อโควิดแล้ว

เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงเสด็จพร้อมด้วย คามิลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายา ไปยังโรงพยาบาลGloucestershire Royal Hospital เพื่อประทานกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาลและผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลซึ่งเป็นแนวหน้าในการรับมือสถาการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอังกฤษ

ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมโรงพยาบาล เจ้าชายทรงเผยถึงประสบการณ์ติดเชื้อโควิดของพระองค์ต่อเจ้าหน้าที่แพทย์ NHS ว่า แม้ตอนนี้พระองค์จะทรงหายจากอาการประชวรติดเชื้อแล้ว แต่ทรงรู้สึกว่าประสาทการรับรู้กลิ่นและรสชาติของพระองค์ยังคงไม่กลับมาเป็นปกติจนถึงตอนนี้

การเสด็จครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของพระองค์ที่ทรงเสด็จออกงานสาธารณะ นับตั้งแต่ที่อังกฤษใช้มาตรการล็อกดาวน์ และพระองค์ทรงประชวรติดเชื้อโควิด-19 โดยการนี้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ยังทรงใช้การไหว้ (นมัสเต) ในการทักทายผู้มาเข้าเฝ้าแทนการจับมือ ทั้งยังทรงเว้นระยะห่างจากบรรดาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่มาเข้าเฝ้าราว 2 เมตร ตามคำแนะนำของรัฐ

ทั้งนี้ อาการสูญเสียการรับรู้กลิ่นและรสชาติลงชั่วคราวเป็นอาการที่พบได้ในผู้ป่วยโควิด โดยคาดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการที่เชื้อไวรัสเข้าไประบบประสาท และไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกายให้เกิดการตอบสนองต่อโรค จึงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์ประสาทตามมา อันเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียการรับรู้กลิ่นและรสชาติในผู้ป่วยโควิดบางราย โดยงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการสูญเสียการรับรู้รสชาติและกลิ่น จะค่อยๆมีอาการดีขึ้นราว4สัปดาห์ต่อมา