ปักกิ่งล็อกดาวน์เมืองบางส่วน หลังเจอคลัสเตอร์โควิดแห่งใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625909

วันที่ 13 มิ.ย. 2563 เวลา 12:00 น.ปักกิ่งล็อกดาวน์เมืองบางส่วน หลังเจอคลัสเตอร์โควิดแห่งใหม่บางส่วนของกรุงปักกิ่งถูกล็อกดาวน์ หลังเจอติดโควิดรายใหม่เชื่อมโยงคลัสเตอร์ตลาดสด พบเชื้ออยู่บนเขียงที่ใช้แล่ปลา

เขตอยู่อาศัย 11 แห่งทางใต้ของกรุงปักกิ่งถูกทางการท้องถิ่นใช้มาตรการล็อกดาวน์ในวันนี้ (13 มิ.ย.) หลังจากที่พบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดสดค้าเนื้อที่อยู่ใกล้เคียง

รายงานระบุว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่แล้วอย่างน้อย 11 รายในรอบ24ชั่วโมงที่ผ่านมาซึ่งพบว่ามีความ เชื่อมโยงกับตลาดสดค้าส่ง Xinfadi ตลาดสดขนาดใหญ่ทางใต้ของปักกิ่งซึ่งมีพื้นที่รวม 700 ไร่ เจ้าหน้าที่การจัดการราว 1,500 คน และผู้เช่าแผงมากกว่า 4,000 คน

จากผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 11 คน จำนวน 6 รายเพิ่มได้รับการยืนยันติดเชื้อในวันนี้ เป็นเหตุให้ทางการท้องถิ่นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อกักกันเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งรวมถึงโรงเรียน9แห่งและเนอสเซอรี่บางส่วนในพื้นที่ต้องถูกปิดลงชั่วคราวด้วย

อย่างไรก็ดีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท้องถิ่นปักกิ่งได้สั่งปิดตลาดสดจำนวนสองแห่งที่เกี่ยวข้องแล้วคือ Jingshen seafood market และตลาดค้าส่ง Xinfadi หลังพบว่าหนึ่งในผู้ติดเชื้อรายใหม่มีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ด้านผู้บริหารตลาดXinfadi เผยกับสื่อท้องถิ่นว่า จากการตรวจสอบพบร่องรอยของเชื้อไวรัสอยู่บนเขียงที่ใช้สำหรับแล่ปลาแซลมอนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

หลังการเปิดเผยดังกล่าว บรรดาห้างซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าดังในพื้นที่ต่างเร่งนำปลาแซลออกจากชั้นวางขายภายในห้างทันที แต่ยังยืนยันไม่มีผลกระทบต่อสินค้าชนิดอื่นๆ

นับเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือนที่พบการแพร่เชื้อโควิดในพื้นที่กรุงปักกิ่งซึ่งไม่ได้มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่เมืองอื่นๆของจีน

จีนบอกให้ทวิตเตอร์ไล่บี้บัญชีที่ใส่ร้ายปักกิ่งด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625902

วันที่ 13 มิ.ย. 2563 เวลา 10:12 น.จีนบอกให้ทวิตเตอร์ไล่บี้บัญชีที่ใส่ร้ายปักกิ่งด้วยรบ.จีนเรียกร้องให้ทวิตเตอร์ใช้มาตรฐานเดียวกัน จัดการกับแอคเคาท์ IO ที่โจมตีและใส่ร้ายป้ายสีตนด้วย

รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จากกรณีที่ทวิตเตอร์ สื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เผยได้ว่าจัดการปิดบัญชีที่เป็นแอคเคาท์ IO รวมถึงบัญชีสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งทวิตเตอร์ระบุว่าบัญชีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ในการเผยแพร่ข้อมูลผิดๆเรื่องไวรัสโควิด รวมถึงโจมตีรัฐบาลต่างชาติ จำนวนกว่า 1.7 แสนบัญชีนั้น

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แถลงแสดงท่าทีถึงเรื่องดังกล่าว โดยเรียกร้องให้ทวิตเตอร์ใช้มาตรฐานเดียวกันในการจัดการบัญชีที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดียังคงใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลายรูปแบบ เผยแพร่ข้อมูลโจมตีและใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลปักกิ่ง จึงเป็นการดีหากทวิตเตอร์จะช่วยสอดส่องและดำเนินการในลักษณะเดียวกันเพื่อต่อสู้กับเฟคนิวส์

อย่างไรก็ดี แม้ทวิตเตอร์นับเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ถูกแบนในจีนแผ่นดินใหญ่ คนทั่วไปยากจะเข้าถึง แต่ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐบาลจีน ซึ่งมักทำหน้าที่กระบอกเสียงและเจ้าหน้าที่การทูตจีนหลายสามารถเข้าถึงการใช้งานทวิตเตอร์ได้

เมื่อทรัมป์ไม่แคร์โลก เดินหน้าถอนตัวจากองค์กรนานาชาติต่อเนื่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625889

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 21:50 น.เมื่อทรัมป์ไม่แคร์โลก เดินหน้าถอนตัวจากองค์กรนานาชาติต่อเนื่องนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ กำลังจะทำให้สหรัฐโดดเดี่ยว

ท่าทีต่อองค์กรนานาชาติของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ยังร้อนแรงไม่หยุด ล่าสุดทรัมป์ได้จรดปากกาลงนามคำสั่งพิเศษ (executive order) อนุมัติการคว่ำบาตร อายัดทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ และห้ามเจ้าหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนอาชญากรรมสงครามของทหารสหรัฐในอัฟกานิสถานเดินทางเข้าสหรัฐ

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ขณะนั้น ฟาทู เบ็นซูดา พนักงานอัยการของ ICC ขอเปิดการสืบสวนกรณีกองทัพสหรัฐก่ออาชญากรรมสงครามอิรักเมื่อปี 2003 และ 2004 ทำให้เมื่อปีที่แล้วทางการสหรัฐได้เพิกถอนวีซ่าของเบ็นซูดาเพื่อเป็นการตอบโต้ และจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ ยังเคยข่มขู่ว่าสหรัฐจะคว่ำบาตร ICC ด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐจะไม่เคยลงนามเป็นรัฐภาคีของ ICC แต่ที่ผ่านมาสหรัฐให้ความร่วมมือในการสอบสวนคดีของ ICC และพลเมืองของสหรัฐก็อยู่ภายใต้อำนาจการสอบสวนของ ICC

ทว่าครั้งนี้สหรัฐยืนยันว่ามีกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีกับทหารหรือเจ้าหน้าที่หน่วยหน่วยข่าวกรองสหรัฐเองอยู่แล้ว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่สาบานตนรับตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี 2017 ทรัมป์พาสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงและองค์กรนานาชาติ และตัดงบประมาณที่ช่วยเหลือองค์กรเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง โดยมีครั้งที่สำคัญๆ ดังนี้

ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)

หลังนั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐไม่นาน ทรัมป์ก็ขอถอนตัวจาก TPP ทันทีภายใต้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) เพื่อหวังจะดึงการจ้างงานกลับสู่สหรัฐ และยังวิจารณ์ว่าข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงที่แย่มากสำหรับสหรัฐ เพราะประเทศสมาชิกจะต้องตัดภาษีนำเข้าระหว่างกันภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้สินค้าจากประเทศอื่นหลั่งไหลเข้าสหรัฐอย่างไร้ข้อจำกัด

ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)

เดือน มิ.ย. 2017 ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี 2015 ว่าจะควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ทรัมป์อ้างว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐต้องแบกรับภาระทางการเงินและเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะจีนและอินเดีย จึงต้องถอนตัว แต่จะเจรจากลับเข้ากลุ่มอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่สหรัฐกำหนดขึ้น

ยูเนสโก (UNESCO)

เดือน ต.ค. 2017 สหรัฐประกาศถอนตัวจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หลังความสัมพันธ์ระหว่างกันตึงเครียดมาหลายปี เพราะสหรัฐกล่าวหาว่า UNESCO มีอคติกับอิสราเอล และคัดค้านที่ UNESCO ยอมรับให้ปาเลสไตน์เป็นรัฐเอกราช

ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

เดือน เม.ย. 2018 ทรัมป์ตัดสินใจฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2015 โดยอ้างว่าข้อตกลงนี้เอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดี ฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่านมากเกินไป แล้วคว่ำบาตรอิหร่านทันที เมื่อสหรัฐถอนตัว อิหร่านจึงกลับมาผลิตและสะสมยูเรเนียมอีกครั้ง

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)

เดือน มิ.ย. 2018 นิกกี้ เฮลีย์ ทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติประกาศว่า สหรัฐจะถอนตัวจาก UNHRC เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีอคติ เอนเอียง และลบหลู่สิทธิมนุษยชน

องค์การอนามัยโลก (WHO)

เดือน พ.ค. 2020 ทรัมป์ถอนตัวจากองค์การอนามัยโลกและตัดงบประมาณที่เคยช่วยเหลือไปให้องค์กรสาธารณสุขอื่นๆ แทน โดยให้เหตุผลว่า WHO รับมือการระบาดของ Covid-19 ภายใต้อิทธิพลของจีน และยังล้มเหลวในการปฏิรูปองค์กร

บราซิลประท้วงผู้นำรับมือโควิดห่วย ขุดสุสานปลอมกลางหาดดัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625886

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 18:56 น.บราซิลประท้วงผู้นำรับมือโควิดห่วย ขุดสุสานปลอมกลางหาดดังบราซิลยอดตายโควิดพุ่งกว่า 40,000 แต่สองเมืองใหญ่ของประเทศคลายล็อกดาวน์แล้ว

สถานการณ์ไวรัสโคโรนาที่ระบาดในบราซิลยังคงย่ำแย่ โดยเมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.) พบรายงานจำนวนเสียชีวิตสะสมเพิ่มกว่า 40,000 คน ขณะที่ยอดติดเชื้อสะสมยังคงเพิ่มสูงต่อเนื่องรวมกว่า 806,000 ราย วันเดียวบราซิลพบติดเชื้อเพิ่มไม่น้อยกว่า 30,000 คน

ผู้ป่วยที่ยังคงพบเชื้อมีอยู่อย่างน้อย 367,899 ราย จำนวนนี้กว่า 8,300 คนเป็นผู้ป่วยวิกฤต ส่วนผู้ป่วยรักษาหายแล้วอยู่ที่กว่า397,000 ราย

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงไม่ดีขึ้น แต่มีรายงานว่าหน่วยงานท้องถิ่นของนครเซา เปาโล และเมืองริโอ เดอ จาเนโร เริ่มมาตรการคลายล็อกดาวน์เพื่อให้ศูนย์การค้าและภาคธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินกิจการได้เต็มรูปแบบแม้จะยังรายงานยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากทั้งสองเมืองสูงอยู่

ที่หาดโคปาคาบานา อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของประเทศในเมืองริโอ เดอ จาเนโร กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการสร้างสุสานปลอมเพื่อแสดงความไม่พอใจประท้วงต่อท่าทีอันเพิกเฉยของประธานาธิบดีโบโซนารูที่ไม่จริงจังในการรับมือสถานการณ์โรคระบาดของประเทศ

ควีนเอลิซาเบธทรงใช้โปรแกรม Zoom พูดคุยพระราชทานกำลังใจผู้ดูแลคนไข้โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625878

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 17:19 น.ควีนเอลิซาเบธทรงใช้โปรแกรม Zoom พูดคุยพระราชทานกำลังใจผู้ดูแลคนไข้โควิดแม้จะมีพระชนมายุ94พรรษา แต่ควีนเอลิซาเบธที่สองทรงปรับพระองค์ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงใช้โปรแกรม Zoom ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการประชุมทางไกลในการมีพระราชปฏิสันถารกับบรรดาผู้ที่ดูแลคนไข้โควิด และผู้ดูแลสมาชิกครอบครัวที่ป่วยหรือพิการทั่วอังกฤษเนื่องในสัปดาห์ผู้ดูแลแห่งชาติประจำปี(UK Carers Week)

การวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ดังกล่าว ถือเป็นการปรากฎพระองค์ต่อสาธารณชนทางออนไลน์เป็นครั้งแรก ในการมีพระราชปฏิสันถารพูดคุยและพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ทำงานดูแลผู้ป่วยในอังกฤษเป็นเวลาราว 20 นาที ขณะที่พระองค์ทรงประทับภายในปราสาทวินเซอร์ โดยนอกจากสมเด็จพระราชีนีแล้ว ยังมีเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ทรงร่วมในโปรแกรมดังกล่าวเพื่อพูดคุยรับฟังเรื่องราวและให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19ด้วย

ทวิตเตอร์แบนแอคเคาท์ IO อวยจีนกว่า 1.7 แสนบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625873

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 16:02 น.ทวิตเตอร์แบนแอคเคาท์ IO อวยจีนกว่า 1.7 แสนบัญชีทวิตเตอร์ไล่บี้ลบแอคเคาท์IOรัฐบาลจีนกว่า 170,000 บัญชี ปั่นข่าวอวยปักกิ่ง แพร่ข้อมูลผิดๆเรื่องโควิด-19

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ทวิตเตอร์สื่อสังคมออนไลน์ของสหรัฐเผยว่า ได้ทำการลบบัญชีผู้ใช้งานกว่า 170,000 บัญชี ที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ได้รับการสนุบสนุนจากรัฐบาลจีน ในการเผยแพร่ข้อมูลด้านบวกเกี่ยวกับรัฐบาลปักกิ่ง โจมตีเหตุประท้วงฮ่องกง รวมถึงการแพร่ข้อมูลผิดๆเรื่องไวรัสโควิด-19

ทวิตเตอร์ระบุว่า ในจำนวนกว่า 1.7 แสนบัญชีที่จัดการนี้แบ่งเป็นแอคเคาท์หลักที่มีความเคลื่อนไหวสูงที่เป็นต้นทางของการแชร์ข้อมูลจำนวน 23,750 บัญชี และแอคเคาท์ที่ปั่นกระแสข่าวหรือเนื้อหาจากนั้นอีกราว 150,000 บัญชี

นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังจัดการบัญชีที่มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวคลายกันในต่างประเทศอีกกว่า 8 พันบัญชี โดยแบ่งเป็น 7,340 บัญชีที่เคลื่อนไหวเกียวกับตุรกี และอีก 1,152 บัญชีที่เกียวข้องกับรัสเซีย

ด้านนักวิเคราะห์และมอนิเตอร์สื่อโซเชียลมีเดียบอกว่า ปฏิบัติการไอโอของจีนช่วงหลังๆเน้นประเด็นฮ่องกงเป็นหลักแล้วตามด้วยเรื่องไวรัสโควิด ต่างจากในก่อนหน้านี้ที่ไอโอจีนมักแชร์ข้อมูลยกย่องการรับมือไวรัสของจีน ควบคู่ไปกับการโจมตีสหรัฐด้วยประเด็นไวรัส

สำหรับทวิตเตอร์เป็นหนึ่งในหลายๆสื่อโซเชียลมีเดียของสหรัฐที่ถูกรัฐบาลจีนแบนใหม่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ผู้ที่ใช้ความเคลื่อนผ่านบัญชีเหล่านี้คือนักรบไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนโดยตรง สอดคล้องกับช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบการระบาดของไวรัสโควิด บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลและนักการทูตจีนหลายรายใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ในการเคลื่อนไหวตอบโต้หน่วยงานต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทวิตเตอร์ ไม่เพียงแค่เกิดขึ้นกับต่างประเทศเท่านั้น โดยเมื่อเดือนที่แล้วทวิตเตอร์ยังได้ใช้มาตรจัดการกับบัญชีของทำเนียบขาวและบัญชีของประธานาธิบดีทรัมป์ ในบางข้อความที่ทวิตเตอร์ระบุว่าเป็นการให้ข้อมูลผิดๆและเป็นข้อมูลที่สุ่มเสี่ยงต่อการสนับสนุนความรุนแรง

แฟ้มภาพ : AFP

ม็อบอเมริกันยึดกลางเมืองซีแอตเทิล ตั้งเขตปกครองตนเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625859

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 14:27 น.ม็อบอเมริกันยึดกลางเมืองซีแอตเทิล ตั้งเขตปกครองตนเองทรัมป์ประนามม็อบ ตั้งค่ายปิดถนนยึดกลางเมืองซีแอตเทิลเป็นเขตปกครองตนเอง ลั่นจะใช้กำลังกระชับคืนพื้นที่

สื่อท้องถิ่นสหรัฐรายงานว่า ตั้งแต่ที่หลายเมืองของสหรัฐเกิดเหตุชาวอเมริกันออกมารวมตัวชุมนุมประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อกรณีการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์นั้น แม้บางพื้นที่สถานการณ์จะแถบไม่พบรายงานเหตุประท้วงรุนแรงแล้ว แต่ก็ยังคงมีรายงานในบางเมืองที่ยังคงมีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวอยู่และหน่วยงานท้องถิ่นยังไม่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้

เมื่อสามวันก่อนหน้านี้ที่นครซีแอตเทิล รัฐวอชิงตันของสหรัฐ ได้มีกลุ่มผู้ประท้วงเข้ายึดพื้นที่ศาลากลางเมืองและบริเวณใกล้เคียงที่อยู่ในย่านใจกลางเมืองซีแอตเทิลเพื่อเคลื่อนไหวทำกิจกรรมดังกล่าว

โดยกลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนได้รวมตัวกันปิดกั้นพื้นที่เพื่อเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างกินบริเวณถนนสายEast Precinct กินบริเวณหลายบล็อกย่านใจใกล้กับศาลาว่าการเมือง พร้อมเรียกบริเวณดังกล่าวว่าเป็นเขตปกครองตนเอง (Capitol Hill Autonomous Zone) หรือ Chaz โดยตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นทีนี้ถูกใช้เป็นจุดเคลือนไหวกรณีจอร์จ ฟลอยด์มาตลอด กระทั่งผู้ประท้วงเริ่มทำแบร์ริเออร์มาปิดถนนกั้นพื้นที่เพื่อเคลื่อนไหวทำกิจกรรม

ด้านนายเจย์ อินสลี ผู้ว่าการรัฐวอชิงตันสังกัดพรรคเดโมแครต และนางเจนนี เดอร์แคน นายกเทศมนตรีเมืองซีแอตเทิลกล่าวว่าเตรียมดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ประท้วงที่ยึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าหน่วยงานท้องถิ่นนครซีแอตเทิลได้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนออกจากพื้นที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวตำหนิท้องถิ่นซีแอตเทิลว่ากำลังให้ท้าย”ผู้ก่อการร้ายท้องถิ่น”ยึดครองพื้นที่พร้อมปิดเส้นทางการจราจรในเมืองอย่างผิดกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ และอาจเตรียมพิจารณาใช้กำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้ากระชับคืนพื้นที่ดังกล่าวจากผู้ประท้วง

แม้เรื่องดังกล่าวทางการท้องถิ่นรัฐวอชิงตันไม่เห็นด้วย แต่ทางรัฐวอชิงตันก็ยังคงไม่ชัดเจนเช่นกันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร โดยนายอินสลีผู้ว่าการรัฐ กล่าวถึงประธานาธิบดีทรัมป์ว่า คนที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ก็ไม่ควรมาก้าวก่ายเรื่องภายในของรัฐวอชิงตัน เช่นเดียวกับนายกเล็กเมืองซีแอตเทิลก็บอกว่า ประชาชนในเมืองมีสิทธิชุมนุมอย่างสงบ ท่าเตรียมขอคืนพื้นที่ของผู้นำสหรัฐนอกจากจะเป็นการรุกรานอำนาจท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐด้วย

สหรัฐคว่ำบาตรจนท.ศาลโลก ปมเปิดสอบสวนอาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625843

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 11:48 น.สหรัฐคว่ำบาตรจนท.ศาลโลก ปมเปิดสอบสวนอาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถานทรัมป์ฉุนศาลโลกกรุงเฮก เปิดสอบสวนทหาร-หน่วยราชการลับสหรัฐก่ออาชญากรรมสงคราม ลงนามคำสั่งคว่ำบาตรอายัดทรัพย์สิน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ลงนามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารใช้มาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่คนใดก็ตามของศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก (ICC) ด้วยการสั่งห้ามเดินทางและอายัดทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าหน้าที่คนใดก็ตามในศาลโลกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนและฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน

ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาทาง ICC ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกรณีการก่ออาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน หลังจากได้รับข้อร้องเรียนเรียนดังกล่าวจากบรรดาผู้เคยตกเป็นเหยื่อกว่ 700 กรณี ซึ่งรวมถึงการดำเนินการฟ้องร้องต่อทหารสหรัฐและเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับของรัฐบาลวอชิงตันและชาติพันธมิตรอย่างอิสราเอลในข้อหาเดียวกัน

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้แถลงคำสั่งดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่นิ่งเฉยต่อการที่บุคลากรของเราถูกคุกคามจากศาลเถื่อน เช่นเดียวกับนายวิลเลียม บารร์ รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐซึ่งแถลงข่าวร่วมกัน อ้างว่าการทำงานและการสอบสวนดังกล่าวของICC มีคณะบุคคลที่สาม รวมถึงรัสเซียเกี่ยวข้องกับการไต่สวนดังกล่าวด้วย ทั้งว่าคณะบริหารรัฐบาลทรัมป์จะพยายามใช้ทุกช่องทางฟื้นฟูICC ให้พ้นจากการตกเป็นองค์เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ

นอกจากประเด็นของสหรัฐแล้ว ICC ยังกำลังเดินหน้าสอบสวนชาติพันธมิตรอันใกล้ชิดสหรัฐอย่างอิสราเอล จากการขยายอาณาเขตของอิสราเอลในดินแดนเวสต์แบงก์ ว่าเรื่องดังกล่าวถือเป็นอาชญากรรมสงครามหรือไม่

บิ๊กเพนตากอนขอโทษประชาชน เหตุเดินตามหลังทรัมป์วันปราบม็อบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625832

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 10:01 น.บิ๊กเพนตากอนขอโทษประชาชน เหตุเดินตามหลังทรัมป์วันปราบม็อบ“ผมไม่ควรอยู่ที่นั่นแต่แรก การปรากฏตัวของผมสร้างการรับรู้ผิดๆว่าทหารมีส่วนร่วมกับการเมืองในประเทศ”

นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า พลเอกมาร์ก เอ. มิลลีย์ (Mark A. Milley) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมฯ (Chairman of the Joint Chiefs of Staff) ได้แถลงการณ์ผ่านคลิปวิดีโอ กล่าวขอโทษต่อชาวอเมริกัน จากการที่ปรากฏภาพของเขาขณะเดินตามหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ไปยังโบสถ์เซนต์จอห์นใกล้ทำเนียบขาวซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุผู้ประท้วงกรณีจอร์จ ฟลอยด์

การเดินเท้าของผู้นำสหรัฐเพื่อไปถ่ายรูปพร้อมคัมภีร์ไบเบิลที่ด้านหน้าโบสถ์ที่เสียหายในวันนั้น สร้างขอวิพากษ์วิจารณ์ต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมาก ทั้งประเด็นการนำศาสนามาหาเสียงทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปราบม็อบ ทั้งผู้นำสหรัฐยังได้สั่งให้หน่วยตำรวจในพื้นที่และกองกำลังพิทักษ์ชาติ ยิงแก๊สน้ำตาเพื่อเปิดทางให้ตัวเขาและคณะซึ่งรวมถึงพลเอกมิลลีย์ สามารถเดินเท้าไปยังด้านหน้าโบสถ์เพื่อให้สื่อถ่ายรูปโดยทรัมป์ไม่ได้เข้าไปสำรวจความเสียหายภายในโบสถ์แต่อย่างใด

ประธานเสธฯกองทัพสหรัฐกล่าวว่า “ผมไม่ควรอยู่ที่นั่นในเวลานั้น ในฐานะนายทหารระดับสูงสุดแห่งกองทัพสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดพลาดที่ผมต้องเรียนรู้ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมทบทวนเช่นกัน .. ผมขอโทษต่อชาวอเมริกันอย่างจริงใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น การปรากฎตัวของผมสร้างความรับรู้ที่ไม่สมควรขึ้นว่าทหารมีส่วนร่วมกับการเมืองในประเทศ”

“การเคลื่อนไหวทางสังคมกรณีจอร์จ ฟลอยด์ ไม่เพียงแค่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้เขาเท่านั้น.. แต่ยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงประเด็นความไม่เท่าเทียมทางสีผิวที่เป็นปัญหาในสังคมอเมริกามานานและเราต้องร่วมกันแก้ไข”

ท่าทีล่าสุดของพลเอกมิลลีย์ มีขึ้นจากช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เขาเคยเขียนบันทึกข้อความเผยแพร่ต่อกำลังพลในกองทัพสหรัฐทุกเหล่าทัพ ย้ำให้ทุกเหล่าทัพยึดมั่นคำปฏิญาณในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสหรัฐและรับใช้ชาวอเมริกัน

ขณะเดียวกัน ด้านนายมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้มีแถลงการณ์เผยแพร่ในวันเดียวกับที่พลเอกมิลลีย์ออกแถลงการณ์ โดยคำแถลงของรมว.กลาโหมสหรัฐเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำงานของกองกำลังชาติจากเหตุใช้กำลังเข้าควบคุมและสลายกลุ่มผู้ประท้วงในหลายพื้นที่ ซึ่งในก่อนหน้านี้นายเอสเปอร์ยังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับผู้นำสหรัฐที่ต้องการใช้กำลังทหารเข้ารักษาความสงบจากเหตุประท้วง

ถ้ายุโรปไม่เอาด้วย ความหวังเล่นงานจีนของทรัมป์ก็ถึงทางตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625818

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 21:33 น.ถ้ายุโรปไม่เอาด้วย ความหวังเล่นงานจีนของทรัมป์ก็ถึงทางตันความพยายามหาแนวร่วมในเวทีโลกเพื่อสกัดจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่อแววล้มไม่เป็นท่า เพราะยุโรปแสดงท่าทีชัดเจนว่ากำลังให้ความสนใจกับการรักษาความสัมพันธ์โดยเฉพาะทางการค้ากับจีนไว้มากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี แองเกล่า แมร์เคิล ของเยอรมนี ที่ประกาศชัดเจนว่า ยุโรปมีผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ที่ดีกับจีน และย้ำอีกครั้งในการปราศรัยเปิดตัวองค์กรคลังสมอง Konrad-Adenauer Stiftung ว่า จะให้ความสำคัญกับจีนเป็นอันดับแรกหลังจากตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป (EU) หมุนเวียนมาถึงเยอรมนีในวันที่ 1  ก.ค.นี้

แมร์เคิลยังกล่าวอีกว่า แม้ว่ารัฐบาลหลายประเทศในยุโรปจะยังกังขาต่อท่าทีที่แข็งกร้าวของจีน แต่เยอรมนีจะยังคงรักษาความร่วมมือที่ดีกับจีนไว้ รวมทั้งจะทำให้สัญญาการค้าการลงทุนกับจีนบรรลุผล

คำพูดของผู้นำเยอรมนีเหมือนเป็นการทำลายความหวังของทรัมป์ที่จะใช้เวทีการประชุม G7 เพื่อสร้างพันธมิตรกดดันจีนอย่างจัง

หรือจะพูดง่ายๆ คือ ยุโรปมองว่าการประกาศเพิ่มสมาชิกกลุ่ม G7 แต่เพียงฝ่ายเดียวของทรัมป์เป็นการกระทำที่ขาดการไตร่ตรองที่มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายระเบียบโลกแบบพหุภาคีที่ผู้นำสหรัฐคนก่อนๆ พยายามสร้างขึ้นมาตลอดกว่า 70 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แม้ว่ายุโรปจะไม่เห็นด้วยกับจีนในประเด็นร่างกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกง แต่ทั้งสหภาพยุโรปและรัฐบาลยุโรปหลายประเทศได้พยายามถอยห่างออกจากการโจมตีจีนของสหรัฐ

อีกทั้ง โจเซพ บอร์เรลล์ ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ยังย้ำกับ หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนว่า สหภพยุโรปไม่ต้องการก่อสงครามเย็นกับจีน

บทสรุปก็คือ การทำตามอำเภอใจของทรัมป์กรณีการเชิญเกาหลีใต้ อินเดีย และออสเตรเลียเข้าร่วมประชุม G7 เพื่อหวังขยายขนาดของกลุ่มเดิมมาใช้จัดการจีนจึงไม่มีชาติไหนในยุโรปร่วมหัวจมท้ายด้วย เพราะแต่ละประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกับการรักษาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจโลกมากกว่า ในยุคหลังโควิดที่เศรฐกิจโลกสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

เรียบเรียงจาก Trump’s China policy at a cul-de-sac