อีโบลากลับมาระบาดในคองโก คร่าแล้ว 5 ชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625056

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 16:24 น.

อีโบลากลับมาระบาดในคองโก คร่าแล้ว 5 ชีวิต

อีโบลาซ้ำเติมคองโก พบกลับมาระบาดรอบที่11 เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย

องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยว่า เชื้อไวรัสอีโบลาได้กลับมาระบาดยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) อีกครั้ง เป็นผลให้พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย จำนวนนี้เป็นเด็กหญิงวัย 15 ปีรวมอยู่ด้วย ซ้ำเติมสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดในประเทศ

หน่วยงานด้านสาธารณสุขคองโกเผยว่า รายงานการเสียชีวิตมีขึ้นระหว่างวันที่ 18 ถึง 30 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยพบแหล่งระบาดใหม่ในบังดาคาในจังหวัดเอกวาเตอร์ทางตะวันตกของประเทศ แต่เพิ่งได้รับการยืนยันผลการตรวจสาเหตุการเสียชีวิตเมื่อวานนี้ ส่งผลให้ทางการต้องเฝ้าระวังจับตาการระบาดกลุ่มของอีโบลารอบใหม่

สำหรับคองโก พบการระบาดของอีโบลากลับมาหนักสุดช่วงปี 2018 โดยครั้งล่าสุดนี้นับเป็นการระบาดครั้งที่ 11มีผู้ติดเชื้อสะสมที่ 3,406 ราย เสียชีวิตถึง 2,243 อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าไวรัสโคโรนาหลายเท่า

ก่อนหน้านี้คองโกไม่พบการติดเชื้ออีโบลารายใหม่ต่อเนื่อถึง 21 วัน แต่เนื่องจากเชื้ออีโบลามีระยะเวลาการฟักตัวนานถึงกว่า 20 วัน ทางอนามัยโลกจึงจำเป็นต้องรออย่างน้อย 42 วัน หากไม่พบการติดเชื้อรายใหม่ จึงจะถือว่าการแพร่ระบาดของอีโบลาสิ้นสุดลงแล้ว แต่ดูเหมือนการติดเชื้อดังกล่าวกำลังทำให้คองโกต้องเผชิญวิกฤตโรคระบาดถึงสองด้านจากทั้งอีโบลา และโควิด-19 เรื่องดังกล่าวทำให้องค์การอนามัยโลกเตรียมส่งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่เพื่อรับมือสถานการณ์อีโบลาอีกครั้ง

สำหรับโควิด-19 คองโกมีรายงานผุ้ติดเชื้อ 3,194 ราย รักษาหายแล้ว 454เสียชีวิต 72 คน

นิวซีแลนด์เล็งยกเลิกทุกมาตรการเข้มคุมโควิด แต่ยังคงปิดประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625042

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 14:53 น.

นิวซีแลนด์เล็งยกเลิกทุกมาตรการเข้มคุมโควิด แต่ยังคงปิดประเทศ

นายกนิวซีแลนด์จะคลายทุกมาตรการเข้มที่ใช้คุมโควิดในสัปดาห์หน้า หลังคุมระบาดในประเทศอยู่หมัดปลอดติดเชื้อใหม่ 11 วันติด

รอยเตอร์รายงานว่า นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้แถลงต่อสื่อในวันนี้ ถึงสถานการณ์ไวรัสโคโรนาระบาดในประเทศ โดยเธอกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเตรียมหารือถึงการลดระดับคำเตือนไวรัสในประเทศให้เหลือระดับที่ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดภายในสัปดาห์หน้า โดยการลดระดับคำเตือนดังกล่าวจะมาพร้อมกับการผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มโควิดในรูปแบบให้เข้มงวดน้อยที่สุด แต่จะยังคงมาตรการเว้นระยะทางสังคม การอนุญาตให้ผู้คนรวมตัวได้ไม่เกิน100 คน และยังคงไม่มีการเปิดพรมแดน

“มาตรการของเราที่คุมอย่างเข้มงวด แต่ก็ได้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว บางกรณีได้ผลดีเกินความคาดหมาย” นางอาเดิร์นกล่าวว่า รัฐบาลจะมีการตัดสินใจเรื่องดังกล่าวในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ และคาดว่าจะมีผลให้ผ่อนปรนได้ช่วงวันที่ 22 มิถุนายน

สำหรับนิวซีแลนด์ถือว่าประสบความสำเร็จในการคุมระบาดในประเทศ โดยไม่มีการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อเนื่องถึง 11 วันแล้ว ขณะที่ทั้งประเทศเหลือผู้ติดเชื้อโควิดอยู่เพียง 1 รายเท่านั้น โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมที่ 1,154 รักษาหายแล้ว 1,131 เสียชีวิต 22 ราย

“เราจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่จะกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว” นางอาเดิร์นกล่าว ส่วนหนึ่งเนื่องจากเพราะนิวซีแลนด์มีการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างจริงจังตั้งแต่แรกเป็นเวลาต่อเนื่องถึงเกือบ 7 สัปดาห์ พนักงานหลายทำงานอยู่ที่บ้าน ยกเว้นแต่พนักงานในภาคส่วนธุรกิจที่จำเป็น

อย่างไรก็ดี นางอาร์เดิร์นยังมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการเว้นระยะทางสังคม จากการที่ชาวนิวซีแลนด์นับหลายร้อยคนออกมาชุมนุมประณามการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันผิวสีที่ถูกตำรวจสหรัฐกระทำเกินกว่าเหตุจนเสียชีวิต โดยเธอได้เรียกร้องให้ชาวนิวซีแลนด์ชุมนุมแสดงจุดยืนอย่างสงบพร้อมกับมาตการเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม

นักบวชฉุน ทรัมป์ใช้”ไบเบิล” เป็นพร็อพสร้างความชอบธรรมปราบจลาจล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625024

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 12:44 น.

นักบวชฉุน ทรัมป์ใช้"ไบเบิล" เป็นพร็อพสร้างความชอบธรรมปราบจลาจล

“นี่เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือการเมือง พระเจ้าไม่ใช่ของเล่นไว้ให้คุณหาเสียง”

จากเหตุการณ์ความรุนแรงของการประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟอลยด์ ชายผิวสีที่ถูกตำรวจในรัฐมินเนโซต้าใช้เข่ากดคอจนเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต ที่ส่งผลให้ชาวอเมริกันหลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐออกมาประท้วงจนกลายเป็นเหตุจลาจลรุนแรง เรื่องดังกล่าวเมื่อวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐได้แถลงว่าเขาอาจพิจารณาต้องใช้กฎหมาย Posse Comitatus Act ซึ่งตราขึ้นเมื่อปี 1807 ช่วงสงครามกลางเมือง ในการส่งทหารจากส่วนกลางเข้าควบคุมสถานการณ์ประท้วงรวมถึงอาจมีการประกาศเคอร์ฟิว หากเหตุประท้วงในแต่ละรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

แม้ยังไม่ชัดเจนว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ในสถานการณ์นี้ แต่คนกระทรวงกลาโหมรวมถึงนักวิชาการด้านกฎหมายของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นว่า อาจเป็นการใช้อำนาจซ้ำขอบเขตกับกองกำลังพิทักษ์ชาติที่เข้าควบคุมสถานการณ์อยู่แล้ว รวมถึงหลายฝ่ายยังมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ถึงขึ้นต้องให้รัฐบาลกลางใช้คำสั่งทางทหาร

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ผู้นำสหรัฐเสร็จสิ้นคำแถลงที่สวนในทำเนียบขาว ผู้นำสหรัฐและคณะบุคคลสำคัญซึ่งประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมว.ยุติธรรม รวมถึงนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีและผู้เป็นบุตรเขย ได้เดินเท้าจากทำเนียบขาวไปยังโบสถ์เซนต์ จอห์น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบขาว เพื่อสำรวจความเสียหายจากของโบสถ์จากเหตุความรุนแรงซึ่งถูกไฟไหม้ พร้อมมีการพ่นสีในบางส่วน

รายงานระบุด้วยว่า ระหว่างที่ผู้นำสหรัฐแถลง ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตายิงสลายม็อบเพื่อเตรียมเปิดทางให้ทรัมป์และคณะเดินไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้ทำเนียบขาว

เมื่อผู้นำสหรัฐไปถึง เขาได้นำพระคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาถือยังด้านหน้าโบสถ์เพื่อให้บรรดาสื่อมวลชนถ่ายรูป พร้อมกับกล่าวว่า นี่คือไบเบิล เรามีประเทศที่ยิ่งใหญ่ ผมพยายามทำให้มันดีและปลอดภัย

ภาพดังกล่าว ได้กลายเป็นที่วิจารณ์ของบรรดานักการศาสนาและนักการเมืองหลายฝ่ายว่า ผู้สหรัฐพยายาม”สร้างภาพ”ความชอบธรรมให้กับตนเอง ด้วยการใช้พระคัมภีร์เป็นเครื่องมือ

เรื่องดังกล่าว บิชอป Mariann Budde ผู้นำคณะบาทหลวงแห่งสังฆมณฑลวอชิงตัน พูดกับสื่อในตอนหนึ่งว่า ตนรู้สึกโกรธเคืองอย่างมากที่ผู้นำสหรัฐใช้สัญลักษณ์ของคริสตจักรเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชัง “สิ่งที่ทรัมปฺแสดงขัดแย้งกับคำสอนหลักของคริสตจักรที่ให้ผู้คนกรุณาและเห็นคุณค่าของความรัก”

เช่นเดียวกับบาทหลวง James Martin แห่งคณะเยซูอิดได้โพสต์ภาพการชูไบเบิลของผู้นำสหรัฐพร้อมข้อความว่า “ขอพูดให้ชัดเจน นี่มันเป็นเรื่องน่ารังเกียจ พระคัมภีร์ไม่ได้พร็อพไว้ถ่ายรูป ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง พระเจ้าไม่ใช่ของเล่นของคุณ”

ด้านนายแอนดรูว โคโม่ ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กได้ทวีตข้อความโจมตีทรัมป์ว่า “ขายขี้หน้าอย่างแท้จริง” ที่ประธานาธิบดีต้องการสร้างทีวีเรียลลิตี้โดยอ้างความชอบธรรมของพระเจ้าและประเทศชาติ

ขณะที่สถานการณ์ประท้วงในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลาย โดยก่อนหน้านี้ท้องถิ่นได้มีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้าควบคุมสถานการณ์โดยรอบทำเนียบขาว พร้อมกับมีการสั่งล็อกดาวน์เข้มงวดความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ทรัมป์ขู่ใช้เคอร์ฟิว-ส่งทหารปราบจลาจล หากประท้วงยังรุนแรงยืดเยื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625011

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 11:01 น.

ทรัมป์ขู่ใช้เคอร์ฟิว-ส่งทหารปราบจลาจล หากประท้วงยังรุนแรงยืดเยื้อ

ผู้นำสหรัฐขู่ใช้กม.ยุคสงครามกลางเมืองจัดการม็อบ หากท้องถิ่นคุมไม่อยู่ ด้านผลชันสูตรจอร์จ ฟลอยด์ ชี้ขาดอากาศหายใจตาย

เหตุการณ์ที่ชาวอเมริกันหลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐออกมาชุมนุมประท้วงแสดงความไม่พอใจพร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมต่อการตายของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีที่ถูกตำรวจผิวขาวในเมืองมินเนอาโปลิส ใช้เข่ากดจนเสียชีวิตเป็นเหตุให้สถานการณ์การประท้วงทั่วทั้งสหรัฐทวีความรุนแรงต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 6 วันแล้ว และยังคงไม่มีท่าทีจะสงบลง จากการที่ท่าทีของผู้นำสหรัฐออกมาแสดงจุดยืนใช้ไม้แข็งจัดการกับม็อบ แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาความรุนแรงในตำรวจ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ถึงสถานการณ์ประท้วงและจลาจลจากการตายของนายจอร์จ ฟลอยด์ โดยผู้นำสหรัฐได้ยื่นคำขาดให้กลุ่มผู้ประท้วงยุติการกระทำโดยทันที ไม่เช่นนั้นเขาจะใช้อำนาจตามกฎหมาย Posse Comitatus Act ซึ่งถูกตราขึ้นเมื่อปี 1807 ช่วงสงครามกลางเมือง บังคับใช้ในการส่งทหารจากส่วนกลางเข้าควบคุมสถานการณ์ประท้วงรวมถึงอาจมีการประกาศเคอร์ฟิว หากเหตุประท้วงในแต่ละรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์ชาติ (United States National Guard) ได้ถูกส่งลงพื้นที่แล้วกว่า 15 รัฐทั่วสหรัฐตามคำสั่งของท้องถิ่น แต่ก็ยังไม่อาจรักษาความสงบได้ แต่ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า “รัฐบาลท้องถิ่นในหลายแห่งล้มเหลวในการปกป้องประชาชนเช่นกัน”

อย่างไรก็ดี ตอนหนึ่งที่ผู้นำสหรัฐแถลงเขาให้คำมั่นว่า “ภารกิจแรกและภารกิจอันสูงสุดของผมในฐานะประธานาธิบดีคือการปกป้องประเทศอันยิ่งใหญ่นี้และพิทักษ์ชาวอเมริกัน .. ผมสาบานตนจะยึดมั่นในกฎหมายของสหรัฐ และนั่นเป็นสิ่งที่ผมจะปฏิบัติตาม” นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐยังให้คำมั่นจะมอบความยุติธรรมกับจอร์จ ฟลอดย์ และการตายของเขาจะไม่สูญเปล่า แต่ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐก็ยังขู่จะใช้กฎหมายพิเศษและเคอร์ฟิวส่งทหารเข้าควบคุมสถาณการณ์ หากการประท้วงเลวร้ายถึงขีดสุด ส่งผลให้หลังมีคำแถลงดังกล่าวเกิดเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย

ทั้งนี้ หลังการเสร็จสิ้นคำแถลงผู้นำสหรัฐได้พร้อมรัฐมนตรียุติธรรม รัฐมนตรีกลาโหม และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและผู้เป็นบุตรเขย ได้เดินทางไปยังโบสถ์เซนต์จอห์นส์อายุ 200 ปีที่อยู่ไม่ไกลจากทำเนียบขาว หลังถูกกลุ่มผู้ประท้วงเผาทำลายและมีการเผาจนเสียหายบางส่วนระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยผู้นำสหรัฐยืนถือพระคำภีร์ไบเบิลพร้อมกล่าวว่า นี่คือไบเบิล เรามีประเทศที่ยิ่งใหญ่ ผมพยายามทำให้มันดีและปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ผลการชันสูตรของคณะสืบสวนอิสระพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ถูกฆาตด้วยการทำให้ขาดอากาศหายใจ (mechanical asphyxiation) ซึ่งสอดคล้องกับภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎว่านายฟอลยด์ถูกตำรวจใช้เข่ากดที่คอจนเสียชีวิต โดยก่อนตายเขาได้พยายามพูดว่า “ผมหายใจไม่ออก” ด้านศาลรัฐมินเนอาโปลิสได้สั่งเลื่อนการนำตัวนายตำรวจที่เกี่ยวข้องขึ้นพิจารณาคดีออกไปก่อน เนื่องจากหวั่นว่าอาจเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น

“WHO” เตือนผู้นำโลกอย่าชะล่าใจ หลังมีรายงานโควิดลดความรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625005

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 09:13 น.

"WHO" เตือนผู้นำโลกอย่าชะล่าใจ หลังมีรายงานโควิดลดความรุนแรง

องค์การอนามัยโลก เตือนผู้นำนานาประเทศอย่าชะล่าใจ หลังมีรายงานไวรัสโควิดลดความรุนแรงลง ชี้ยังเป็นไวรัสอันตรายที่ฆ่าคนได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ แพทย์ในอิตาลีได้ออกมาเปิดเผยว่า ไวรัสโควิด-19 กำลังลดความรุนแรงลง ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ออกมาเตือนผู้นำของประเทศต่างๆว่า ไม่ควรชะล่าใจเพราะไวรัสโควิด-19 ยังมีความรุนแรงสามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

นายแพทย์ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเตือนว่า ผู้นำประเทศต่างๆไม่ควรชะล่าใจ เพราะโควิด-19ยังเป็นไวรัสที่ฆ่าคนได้ และคนหลายพันต้องเสียชีวิตเพราะไวรัสในแต่ละวัน ฉะนั้นต้องระวังและไม่สร้างความรู้สึกที่ว่าไวรัสโควิด-19 ได้ลดความเป็นเชื้อโรคลง ซึ่งนี่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ขณะที่ พญ.มาเรีย แวน เคอร์โคฟ นักระบาดวิทยาของ WHO กล่าวเตือนว่า การชุมนุมประท้วงในสหรัฐที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสัมผัสใกล้ชิดและส่งผลให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น

นิวยอร์กประกาศเคอร์ฟิว เพิ่มกำลังตำรวจสกัดเหตุรุนแรงจากการประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625001

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 07:55 น.

นิวยอร์กประกาศเคอร์ฟิว เพิ่มกำลังตำรวจสกัดเหตุรุนแรงจากการประท้วง

กรุงนิวยอร์กประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจากการประท้วง พร้อมเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 เท่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กและนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์ก ได้ออกแถลงร่วมกันประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 1 มิ.ย.63 ตามเวลาสหรัฐ ไปจนถึงเวลา 05.00 น. ของวันที่ 2 มิ.ย.63 ตามเวลาสหรัฐ (16.00 น.ของวันพุธที่ 3 มิ.ย. 63 ตามเวลาไทย)

แถลงการณ์ระบุว่าการประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมสถานการณ์รุนแรงที่เกิดจากการประท้วง หลังจากประชาชนจำนวนมากได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีที่ถูกตำรวจใช้เข่ากดคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต

“เราสนับสนุนให้ประชาชนทำการประท้วงอย่างสันติเพื่อให้ทั่วโลกได้ยินเสียงเรียกร้องของพวกเขา แต่ความปลอดภัยในที่สาธารณะถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเราไม่อาจประนีประนอมได้” แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ กรมตำรวจเมืองนิวยอร์กจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสองเท่าใน 5 เขตของเมืองนิวยอร์ก เพื่อป้องกันสถานการณ์รุนแรงและความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วง

ภัยคุกคามของทรัมป์ไม่ใช่จลาจลในบ้าน เป้าหมายคือการเล่นงานจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624996

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 20:15 น.

ภัยคุกคามของทรัมป์ไม่ใช่จลาจลในบ้าน เป้าหมายคือเล่นงานจีน

เมื่อจีนไม่ยอมอ่อนข้อ สหรัฐก็ยังไม่กล้าลุยฮ่องกง ทั้งสองฝ่ายผลัดกันซัดคนละหมัดสองหมัด การปะทะแบบซึ่งๆ หน้าอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่ในอนาคตไม่แน่

ใครที่ตามสถานการณ์โลกแบบละเอียดละออสักหน่อยคงจะเห็นตรงกันว่าการที่จีนหักดิบออกกฎหมายความมั่นคงยัดเยียดให้ฮ่องกงเสียเลยนั้น เพราะจีนเห็นว่าคุยกับโลกตะวันตกไม่รู้เรื่องแล้ว อีกฝ่ายจะขย้ำจีนท่าเดียวโดยเฉพาะเรื่องโรคระบาด

และไหนๆ กระแสลมมันพัดพาไปทางชาตินิยมอยู่แล้ว ก็ต่างคนต่างอยู่มันซะเลยแล้วกัน

ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจีนจะหันมาพึ่งตลาดในประเทศมากขึ้น พึ่งโลกน้อยลง เรื่องนีสีจิ้นผิงพูดแล้ว ที่ประชุม “เหลียงฮุ่ย” ส่งซิกมาแล้ว และประชาชนจีนก็รับลูกกันบ้างแล้วด้วยการปลุกชาตินิยมด้านต่างๆ

ถ้าจีนชาตินิยมเรื่องค้าขายก็ดีไป แต่ถ้าชาตินิยมเรื่องการเมืองเกรงว่าจะเกิดการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตกแน่ๆ

เพราะโรคระบาดมันจะทำให้นานาประเทศแกร่วอยู่กับตัวเองไปอีกนาน ค้าขายกับใครก็ลำบาก ชาติไหนค้าขายกับตัวเองยิ่งเร็วยิ่งดี จะไปพึ่งประเทศอื่นไม่รอดแน่ จีนได้เริ่มพึ่งพาตัวเองแล้วเพื่อรับมือกับแนวโน้มนี้ และรับมือกับ “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” (อย่างที่สีจิ้นผิงบอก) นั่นคือถูกรุมบอยคอต

จะเห็นว่าทรัมป์ขู่ตอบโต้ด้วยการจะถอนสถานะพิเศษของฮ่องกง หากทำจริงหลังจากนี้ฮ่องกงจะถูกกีดกันสารพัด และสหรัฐมีกฎหมายประชาธิปไตยฮ่องกงที่ผ่านออกมาเมื่อปีที่แล้วเพื่อหวังจะเล่นงานคนในรัฐบาลฮ่องกงและรัฐบาลจีนเต็มที่หากเบียดเบียน “ฝ่ายประชาธิปไตย”

แต่จีนบอกว่าถ้าจะทำแบบนี้เดี๋ยวจะตอบโต้ให้สาสมพอๆ กัน

หลังจาก 2 ฝ่ายประกาศชนกันเต็มที่ ชาวโลกก็เฝ้ารอดูกันว่ารถสองคันที่กำลังตะบึงเข้าใส่กันเพื่อวัดใจ คันไหนจะหักเลี้ยวหนีก่อน

ปรากฎว่าทรัมป์ออกอาการเป๋ก่อนจะขึ้นเวทีเสียอีก

เมื่อวันศุกร์ทรัมป์แถลงข่าวที่ทำเนียบขาวแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเล่นงานฮ่องกงอย่างไรหรือเมื่อไร เพียงแต่บอกว่าจะมี “ข้อยกเว้นเล็กๆ น้อยๆ”

พอทรัมป์เกิดอาการแหยงขึ้นมา ตลาดหุ้นก็โล่งใจในทันทีดังจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นในสหรัฐบวกขึ้นมา ส่วนเอชียเปิดตลาดวันจันทร์ก็ค่อนข้างดีทีเดียว แสดงว่าตลาดพอจะจับอาการของทรัมป์ได้แล้วว่า “ไม่แน่จริง”

บางคนคิดว่าการที่เกิดจลาจลเรื่องเหยียดผิวในสหรัฐจะทำให้ทรัมป์หักพวงมาลัยหนีจีน แต่ผู้เขียนคิดว่าตรงกันข้าม จลาจลพวกนี้เกิดบ่อยในสหรัฐระยะหลังเกิดปีเว้นปี แต่รัฐบาลก็ทานทนด้านชาเสียเหลือเกิน ยื้อจนม็อบเลิกกันไปเอง ยิ่ง “คนแบบทรัมป์” ด้วยแล้วเขาไม่แยแสปัญญานี้เอาเลย

ความสนใจของทรัมป์จะยังอยู่ที่ฮ่องกงและจีน เรื่องในประเทศเคลียร์ได้แน่นอน เพราะใหญ่กว่านี้ก็เจอมาแล้ว

ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ม็อบในบ้าน แต่เป็นจีน เราจะเห็นว่าพันธมิตรของสหรัฐขยับเรื่องต่อต้านจีนกันถี่ขึ้นและถ้าใครตาดีจะเห็นความเคลื่อนไหวในการฟอร์มพันธมิตรเล่นงานจีนที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนต่อให้สหรัฐใช้วิธีรุนแรงปราบม็อบ จะไม่มีพันธมิตรหน้าไหนวิจารณ์สหรัฐ เรื่องแบบนี้รู้ๆ กันอยู่ ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นที่กังวลที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง แต่ญี่ปุ่นไม่ได้ห่วงชีวิตกับคนผิวดำและสิทธิมนุษยชนในสหรัฐเลย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังวิเคราะห์ว่าญี่ปุ่นจะยอมให้ไทยเข้าประเทศได้ในเร็วๆ นี้ แต่จะไม่ปล่อยให้จีนเข้ามาเพราะเกรงใจสหรัฐ กลัวสหรัฐจะโวยวาย เพราะพี่ใหญ่กำลังจ้องจะเอาผิด (หรือโยนความผิดที่ตัวเองล้มเหลว?) ให้กับจีนเรื่องโรคระบาด

อนาคตของฮ่องกงนั้นขึ้นอยู่กับเมตตาของสหรัฐกับจีน ถ้าสหรัฐหักดิบตัดสถานะฮ่องกง ฮ่องกงก็เตรียมกลายเป็น “จีนแดง” ได้เลย แต่ถ้าสหรัฐยังกลัวเสียมากกว่าได้ ฮ่องกงก็อาจ “ชิลๆ” กับเสรีภาพไปได้อีกสักพัก

เราจะเห็นได้ว่าเบื้องต้นทรัมป์อาจจะยังเสียดายฮ่องกงจึงไม่ยอมทำอะไรบุ่มบ่ามหรือไม่ก็ยอมกลืนน้ำลายตัวเองด้วยซ้ำ

เรื่องนี้จีนน่าจะรู้แกวจึงแซะสหรัฐว่าชอบทำอาการชักเข้าชักออกเรื่องจะถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก เหมือนจีนจะตีวัวกระทบคราดว่า “ถ้ากล้ากับฮ่องกงก็เอาเลย”

แต่เราต้องจับตาให้ดีเพราะรัฐบาลสหรัฐประกาศขายแมนชั่น 6 แห่งในฮ่องกงมูลค่า 645 ล้านเหรียญสหรัฐ การประกาศขายนี้มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทรัมป์ขู่ที่จะตัดสถานะพิเศษของฮ่องกง แม้ทรัมป์จะยังไม่กล้าตัดในตอนนี้

แต่การขายคฤหาสน์ 6 หลังน่าจะเป็นการถอนทัพยกแรกออกจากที่นี่

แล้วจีนจะทำอย่างไรกับฮ่องกง?

ฮ่องกงนั้นเปรียบเหมือนประตูเงินประตูทองของจีน แต่ก็เป็นแผลปากเปิดรอให้ฝ่ายต้องข้ามมาจิ้มให้เจ็บแล้วเจ็บอีก ดังนั้นจีนจะไม่ละล้าละลังปล่อยให้ฮ่องกงวุ่นวายอีก

ตอนนี้จีนเข้าโหมดเก็บตัวเตรียมรับแรกกระแทก อะไรๆ ที่เคยทำกับสหรัฐมาก่อน จีนจะเลิกทำหรือลดลง

ในวันที่ตลาดหุ้นดีดรับอาการใจฝ่อของทรัมป์เรื่องฮ่องกง จีนก็มีคำสั่งให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ หยุดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรจากสหรัฐ รวมถึงถั่วเหลืองซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ทำให้คนกลัวกันว่าข้อตกลงระงับสงครามการค้าเฟสที่หนึ่งทำท้าจะไปไม่รอดเสียแล้ว

แต่คนไม่รอดท่าจะเป็นทรัมป์ด้วย เพราะจีนเล่นถูกจุดเข้าจังๆ

สงครามการค้าทำให้ภาคเกษตรสหรัฐสาหัสเพราะจีนลดนำเข้า ผู้ปลูกถั่วเหลืองที่เคยเลือกทรัมป์ตอนเลือกตั้งต่างโอดครวญไปตามๆ กัน มาตอนนี้ถึงกับสั่งเลิกนำเข้ามีแววว่าทรัมป์จะเสียคะแนนเสียจากกลุ่มนี้ชัวร์แล้ว

ถั่วเหลืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นสินค้าเกษตรสำคัญของสหรัฐ และจีนก็นำเข้าจากสหรัฐปริมาณมหาศาลถึง 62% ของปริมาณส่งออกทั้งหมดเมื่อปี 2016 พอเกิดสงครามการค้าลดเหลือ 18% ในปี 2018 เรียกว่าลดลงถึง 75%

นี่คือการแสดงพลังของตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน ถ้าสหรัฐคิดจะเดิมพันกับตลาดนี้ จีนก็พร้อมแล้ว

ถามว่าทรัมป์พร้อมไหม? ท่าทีของเขาดูเหมือนจะไม่พร้อมแต่คนในรัฐบาลบอกว่าทรัมป์พร้อมรับความท้าทายนี้

ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐยังมีไพ่อีกใบคือการขู่ไม่รับนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนโดยไมค์ พอมพีโอรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอ้างว่านักศึกษาจีน “ไม่ควรเข้ามาสอดแนมในโรงเรียนของเรา” โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน

เรื่องนี้ทรัมป์ทำจริงด้วยการออกคำสั่งระงับนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนไม่ให้เข้ามาเรียนต่อในสหรัฐ

แต่วงการวิชาการไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะนักศึกษาจีนทำรายให้สหรัฐถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ยุทธศาสตร์ถือว่าทรัมป์เดินเกมส์ขั้นเด็ดด้วยความจำเป็น เพราะสหรัฐเจอปัญหาสายลับจีนแทรกแซึมเข้าในสถาบันต่างๆ มาหลายปีแล้ว

ไพ่อีกใบคือสหรัฐเตรียมจะสั่งห้ามทำธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวพันกองทัพจีน เรื่องนี้เราจะต้องจับตาให้ดีเพราะบริษัทจีนหลายแห่งเกี่ยวพันกับรัฐบาลและกองทัพ อาจจะโดนข้อหาเดียวกับหัวเหวยเอาง่ายๆ

ไพ่ของสหรัฐเป็นการปกป้องตัวเองจากการแทรกซึมของจีน แต่มันจะบีบให้จีนปิดตัวเองไปเรื่อยๆ และเคร่งครัดกับฮ่องกงมากขึ้น

และสหรัฐต้องแลกมาด้วยความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่นี่คือราคาที่จีนและสหรัฐต้องจ่ายในการทำสงครามเย็นครั้งใหม่

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

ตำรวจอเมริกันหยุดทำร้ายประชาชน หันมาชุมนุมเคียงข้างผู้ประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624988

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 18:13 น.

ตำรวจอเมริกันหยุดทำร้ายประชาชน หันมาชุมนุมเคียงข้างผู้ประท้วง

ท่ามกลางความวุ่นวายของจลาจลต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ตำรวจบางคนแสดงจุดยืนร่วมกับผู้ชุมนุม

การชุมนุมประท้วงที่กลายเป็นจลาจลในหลายพื้นที่ของสหรัฐ มีสาเหตุรุนแรงจากน้ำมือตำรวจต่อชายผิวดำที่ชื่อจอร์จ ฟลอยด์ แต่ในระหว่างการประท้วงใหญ่มีตำรวจจำนวนหนึ่งที่หยุดปฏิบัติหน้าที่กลางคันแล้วหันมาแสดงพลังร่วมกับผู้ประท้วง

หนึ่งในตำรวจที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “แปรพักตร์” ครั้งนี้คือคริส สวอนสัน ตำรวจท้องที่เขตจีเนสซี รัฐมิชิแกนที่ถอดเครื่องแบบ วางกระบองลง แล้วเดินร่วมชุมนุมเคียงข้างประชาชน

เจ้าหน้าที่สวอนสันบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เราไม่อาจลืมได้ บนรถตำรวจทุกคนทั่วประเทศมีคำว่า ปกป้องและรับใช้ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคน ประชาชนทุกคนจริงๆ มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน”

ในอีกหลายพื้นที่มีรายงานว่าตำรวจคุกเข่าลงเป็นการแสดงพลังในเชิงสัญลักษณ์ เช่น ที่เมืองคอรัล เกเบิลส์ รัฐฟลอริดา (ภาพประกอบหลัก โดย Eva Marie UZCATEGUI / AFP) ตำรวจพร้อมใจกันคุกเข่าลงแล้วร่วมสวดภาวนากับผู้ประท้วง ที่เมือเลกซิงตัน รัฐเคนทักกี ตำรวจคุกเข่าลงหน้ากองบัญชาการตามเสียงเรียกร้องของประชาชน

ที่นิวยอร์กมีตำรวจคุกเข่าลงเพื่อแสดงพลังร่วมกับผู้ชุมนุม หลังจากนั้นตำรวจและผู้ชุมนุมพากับจับมือและสวมกอดกัน

การที่ตำรวจแสดงพลังกับผู้ชุมนุม มีส่วนช่วยให้ความรุนแรงลดลง เช่นที่เขตแคมเดน เมืองฟิลาเดลเฟีย ฝั่งตรงข้ามมีเหตุวุ่นวายอย่างหนักมีผู้ถูกจับกุมถึง 100 คน แต่ที่แคมเดนสถานการณ์สงบ เมื่อผู้ชุมนุมเห็นว่าตำรวจอยู่ข้างเดียวกับพวกเขา

โคโรนาไวรัสสิ้นฤทธิ์? หมออิตาลีชี้ทำให้ตายน้อยลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624977

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 16:11 น.

โคโรนาไวรัสสิ้นฤทธิ์? หมออิตาลีชี้ทำให้ตายน้อยลง

แพทย์บางคนในอิตาลีเชื่อว่าไวรัสอ่อนแอลงแล้วและโรคโควิด-19 ก็ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนเดิมอีก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานความเห็นของแพทย์อาวุโสชาวอิตาลีที่กล่าวว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กำลังสูญเสียสมรรถภาพของตัวมันเองและทำให้มีโอกาสติดเชื้อและตายลดลงมาก

“ในความเป็นจริงแล้วไวรัสนี้ไม่มีอยู่ในอิตาลีอีกแล้ว” อัลแบร์โต ซานกริลโล หัวหน้าโรงพยาบาลซานราฟฟาเอเลในเมืองมิลานทางภาคเหนือของแคว้นลอมบาร์เดีย กล่าว

“การเก็บตัวอย่างที่ดำเนินการในช่วง 10 วันที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าระดับไวรัสในแง่ปริมาณมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับการเก็บตัวอย่างเมื่อหนึ่งเดือนหรือสองเดือนที่แล้ว” ซานกริลโล กล่าวกับโทรทัศน์ RAI

อิตาลีเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ในโลกจากโควิด-19 โดยมีผู้เสียชีวิต 33,415 คนนับตั้งแต่มีการระบาดของโรคเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด 233,019 คน

อย่างไรก็ตามการติดเชื้อและกรณีการเสียชีวิตรายใหม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคมและประเทศอิตาลีกำลังคลายข้อจำกัดบางอย่างที่เข้มงวดมากที่สุดเท่าที่ใช้กันในยุโรป

แพทย์อีกคนจากภาคเหนือของอิตาลีบอกกับสำนักข่าวแห่งชาติ ANSA ว่าเขาสังเกตเห็นว่าโคโรนาไวรัสอ่อนแอลงเช่นกัน

มัตเตโอ บาสเซตตี หัวหน้าคลินิกโรคติดเชื้อที่โรงพยาบาลซานมาร์ติโนในเมืองเจนัวกล่าวว่า ไวรัสไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเมื่อ 2 เดือนที่แล้วอีกต่อไป

“เป็นที่ชัดเจนว่าในปัจจุบันนั้นโรคโควิด-19 ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” บาสเซตตี กล่าว

ส่วนซานกริลโลกล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนระแวงเกินไปว่าจะเกิดการระบาดคลื่นลูกที่สอง และนักการเมืองจะต้องพิจารณาความจริงใหม่ที่เกิดขึ้น

“เราต้องกลับไปเป็นประเทศปกติ บางคนต้องรับผิดชอบต่อการทำให้คนในประเทศตื่นกลัว”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิตาลีเตือนให้ระวังตัวต่อไป และบอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะประกาศชัยชนะเหนือการระบาด

ซานดรา ซัมปา ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวในแถลงการณ์ว่า ทฤษฎีที่ว่าไวรัสได้หายไปจากอิตาลีแล้วยังต้องรอการพิสูจน์ และอยากจะขอร้องให้คนที่พูดแบบนี้ต้องมีความมั่นใจ ไม่เใช่นั้นจะทำให้ประชาชนสับสนได้

“เราควรแนะชาวอิตาเลียนให้ระมัดระวังสูงสุด รักษาระยะห่างทางกายภาพ หลีกเลี่ยงกลุ่มใหญ่ ล้างมือและสวมหน้ากากเป็นประจำมากกว่า” ซัมปา กล่าว

Photo by Tiziana FABI / AFP

ทรัมป์ใช้ไม้แข็งตัดตอนม็อบ ประกาศหมายหัวเป็นผู้ก่อการร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624963

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 14:11 น.

ทรัมป์ใช้ไม้แข็งตัดตอนม็อบ ประกาศหมายหัวเป็นผู้ก่อการร้าย

แทนที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงจากตำรวจ ทรัมป์กลับพยายามทำลายขบวนการต่อต้านการเหยียดผิว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐจะจัดกลุ่มการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ Antifa เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยทรัมป์กล่าวโทษว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ของสหรัฐ

“สหรัฐจะกำหนดให้ Antifa เป็นองค์กรก่อการร้าย” ทรัมป์ประกาศบนทวิตเตอร์พร้อมกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ทรัมป์และที่ปรึกษาชั้นนำของเขาบางคนกล่าวโทษ Antifa ว่าปลุกระดมให้การประท้วงอย่างสันติต่อการละเมิดต่อตำรวจตำรวจหลังจากการตายของจอร์จ ฟลอยด์ชายผิวดำในมินนีแอโพลิสกลายเป็นการประท้วงที่รุนแรง และเรียกกลุ่มนี้ว่า “พวกหัวรุนแรงสุดโต่งฝ่ายซ้าย”

ทั้งนี้ Antifa เป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย ต่อต้านเผด็จการ และต่อต้านฝ่ายขวาหัวรุนแรง เป็นกลุ่มที่มีการรวมตัวกันหลวมๆ แต่ดำเนินการลงมืออย่างจริงจังเพื่อตอบโต้การกระทำที่เหยียดเชื้อชาติ เหยียดผิว และการใช้อำนาจของรัฐ

แต่ขบวนการนี้ไม่ใช่การจัดตั้งเป็นองค์กร จึงไม่มีหัวหน้าและสมาชิก ไม่มีแกนนำอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงกลุ่มคนที่มีอุดมการ์เดียวกันเท่านั้น บางคนไม่สนับสนุนความรุนแรง แต่บางคนก็ใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดว่าใครเป็นพวก Antifa ในระหว่างเหตุจลาจล

รัฐบาลสหรัฐจับตากลุ่มนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่ทรัมป์รับตำแหน่งกลุ่มนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นและเคลื่อนไหวมากขึ้นและยิ่งมากขึ้นหลังเกิดการชุมนุมการเหยียดผิวที่เมืองชาร์ล็อตวิลส์เมื่อปี 2017

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม วิลเลียม บาร์ (William Barr) อัยการสูงสุดของสหรัฐกล่าวโทษว่ากลุ่มก่อความวุ่นวายและกลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงใช้ยุทธวิธีเดียวกับ Antifa ในการก่อจลาจลทั่วประเทศ และหลังจากนั้นทรัมป์ทวีตข้อความโจมตีกลุ่มนี้มาโดยตลอดว่าเป็นตัวการ จนกระทั่งประกาศว่าจะขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มก่อการร้าย

เป็นที่น่าสังเกตว่า วันที่ 1 มิถุนายน ทรัมป์ได้หารือกับอัยการสูงสุดเพื่อเตรียมใช้มาตรการที่หนักหน่วงในการควบคุมเหตุรุนแรงจากผู้ประท้วง

อย่างไรก็ตาม The New York Times ชี้ว่าการที่ทรัมป์เล็งเป้าหมายไปที่ antifa เป็นการเหมารวมว่าการประท้วงทั้งขบวนใช้ความรุนแรง โดยไม่เอ่ยถึงเงื่อนไขผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากพากันออกมาประท้วงตามท้องถนนทั่วประเทศ

Photo by Samuel Corum / AFP