โอ๊ยเล่าเรื่อง : บาร์บี้ (Barbie)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/745168

โอ๊ยเล่าเรื่อง

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บาร์บี้ ตุ๊กตาสวยงามน่ารักที่เด็กทั่วโลกรู้จักคุ้นเคยกันมานานกว่า 60 ปี จากของเล่น มีเวอร์ชั่นการ์ตูน ล่าสุดถูกนำมาขึ้นจอฉบับคนแสดงเป็นครั้งแรกบาร์บี้ (Barbie) มาพร้อมหน้าหนังที่การ์ตู้นการ์ตูนสดใสไปด้วยสีชมพูจัดจ้านที่มี “มาร์โกต์ ร็อบบี้” กับ “ไรอัน กอสลิง” เป็นจุดขาย

ใน บาร์บี้แลนด์…เต็มไปด้วยความเรียบง่าย สนุกสนาน สาวๆ มีรถ มีบ้านและมี “เคน” ด้วย เป็นโลกที่ต่างจากความจริงเพราะผู้ชายต้องคอยทำนั่นทำนี่ส่วนบาร์บี้แลนด์จะตรงกันข้าม สาวๆ คือเหล่าบาร์บี้ต้องทำทุกสิ่ง จนเมื่อบาร์บี้พิมพ์นิยมเกิดสัมผัสถึงสิ่งแปลกๆ เธอจึงตัดสินใจเดินทางมาสู่โลกความจริงเพื่อตามหาเด็กผู้หญิงที่เคยเล่นกับเธอในวัยเด็ก โดยมี เคน ตามมาด้วยการผจญภัยของบาร์บี้สุดสวยกับเคนที่สร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นในโลกความจริง 

บาร์บี้พิมพ์นิยม บาร์บี้หมอ บาร์บี้นักการทูต บาร์บี้นักเขียน บาร์บี้ครู บาร์ประธานาธิบดี  บาร์บี้นางเงือก บาร์บี้นักข่าว บาร์บี้นางงาม บาร์บี้ทนายความหรือแม้แต่บาร์บี้ที่ถูกเล่นจนผิดรูป ที่เรียกว่า เวียร์บาร์บี้ หรือบาร์บี้เพี้ยนควงคู่มากับ เคน คู่ใจของบาร์บี้ รวมทั้ง อัลลัน ตุ๊กตาผู้ชายที่ไม่ได้รับความสนใจเพราะเขาไม่ใช่ เคน ถูกนำมาขึ้นจอกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา

บาร์บี้ (Barbie) มาในบรรยากาศของหนังแนวแฟนตาซี ดูได้แบบเพลิดเพลินเจริญใจ ดูง่ายไม่ซับซ้อน หรือต้องตีความอะไรมากมาย แต่ในขณะเดียวกันหนังก็ชัดเจนในสาระที่ต้องการพูดถึง

“เกรต้า เกอร์วิก” ผู้กำกับสาวที่ได้รับคำชื่นชม จาก Lady Bird และ Little Women หนังสองเรื่องของเธอที่เข้าไปโลดแล่นบนเวทีออสการ์ ยังคงทำบาร์บี้ (Barbie) ออกมาได้ตามมาตรฐาน ชัดเจนในลายเซ็นของตัวเองเน้นย้ำพูดถึงเรื่องของผู้หญิง สิทธิสตรี ความเป็นผู้หญิงผ่านทางตุ๊กตาบาร์บี้

หนังสอดแทรกประเด็นทางสังคมต่างๆ เข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเท่าเทียม, นัยทางการเมือง สะท้อนปมในครอบครัว หรือการพูดถึง
ประเด็นปิตาธิปไตยเป็นตัวนำของสังคมกับความเป็นหญิง ทุกอย่างถูกนำเสนอแบบตรงไปตรงมา แต่นำเสนอในแบบที่สนุกสนานจนแทบไม่รู้สึกว่าดราม่าหนักๆ แต่ดูสบายๆ สไตล์สีชมพู

บาร์บี้ (Barbie) เด่นมากๆ ในการจำลองโลกของตุ๊กตาบาร์บี้ทั้งตัวตุ๊กตา พร็อพต่างๆ ออปชั่นเสริม เสื้อผ้าหน้าผมให้ความรู้สึกว่าได้มาเจอตุ๊กตาตัวน้อยๆ ที่เราๆ คุ้นกันดี ไม่ว่าจะเคยเล่นหรือไม่เคยเล่นมาก่อนก็ตามมาโลดแล่นบนจอจริงๆ

หนังใส่มุขตลก มุขขำๆ แทรกมาตลอดเวลา มีมุขตลก เสียดสี ล้อเลียนทั้งหนัง/เพลง/วงดนตรี ระบบสังคม ธุรกิจ หรือแม้แต่การล้อเลียนตัวนักแสดงเอง ทำให้หนังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มุขล้อหนังเฉียบขาดมากๆ ทั้งดัดแปลงหรือมาแบบเต็มๆ อาทิ เปิดเรื่องนี่ 2001 ชัดๆทั้งภาพ/ดนตรีประกอบ ที่เปลี่ยนจากมนุษย์ยุคหินมาเป็นเด็กๆ เล่นตุ๊กตาแล้วโยนขึ้นฟ้า หรือ ดอน คอลลีโอเน่ จาก The Godfather ก็ยังมาร่วมแจม 

ตัวหนังยังเด่นมากๆ กับเพลงประกอบที่ใส่เพลงเพราะๆ ฟังสบายๆเกือบ 20 เพลง (มีคำบรรยายภาษาไทยครบทุกเพลง) เข้ามาเป็นระยะ ใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะ ถูกในทุกช่วงอารมณ์ ช่วยเพิ่มความสดใสน่ารักให้กับตัวหนังภาพที่ปรากฏบนจอ เพลง นักแสดง แดนเซอร์ นักเต้น เหตุการณ์ในช่วงนั้นๆชวนให้นึกถึงละครเวทีแนวมิวสิคัลดีๆ เรื่องหนึ่ง

มาร์โกต์ ร็อบบี้ ใช่เลย! เป็นบาร์บี้พิมพ์นิยมที่ถอดแบบมาจากตุ๊กตาเป๊ะๆแถมยังเล่นได้น่ารัก สวย ใส ทำให้บาร์บี้มีชีวิตขึ้นมาเป็นคนจริงๆ ไรอัน กอสลิงเล่นเป็น เคน ได้อย่างลื่นไหล มีเสน่ห์ ตีโจทย์บทตลกเฮฮาได้ขาด เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเรื่อง

บรรดานักแสดงสมทบบาร์บี้กับเคน ตัวอื่นๆ ในบาร์บี้แลนด์ ก็เล่นได้แบบน่ารัก สดใส ชัดเจนในบทสมทบ ไม่แย่งหรือขโมยซีนสองตัวเอก
กลุ่มนักแสดงเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามานั่งดูละครเวทีแนวมิวสิคัลมากกว่าจะมาดูหนัง

อเมริกา เฟอร์เรร่า กับ อาเรียน่า กรีนแบล็ตต์ มารับบท กรอเรียกับ ซัลซ่า สองแม่ลูกที่มีปัญหาไม่เข้าใจกัน ที่ตกบันไดพลอยโจนไปกับบาร์บี้คนสวย มาตามสูตรของหนังปัญหาครอบครัวรอการแก้ไข วิล เฟอร์เรลมารับบท CEO บริษัท แมทเทล ผู้ผลิตบาร์บี้ นำทีมลูกน้องที่ตามจับบาร์บี้สาวก็เน้นไปที่ตลกในสไตล์เพี้ยนๆ ที่เราๆ คุ้นกันดีในแบบการ์ตูนๆ ในหนังตลกยุคเก่าหรือในหนังไทยที่ใช้ดาราตลกมาวิ่งไล่กัน

ท้ายเรื่องช่วงเอนเครดิต หนังนำภาพน่ารักๆ ของตุ๊กตาบาร์บี้ในรุ่นต่างๆที่ใส่มาในหนังมาโชว์พร้อมอธิบายสั้นๆ ถึงรุ่นนั้นๆ ด้วย คนที่เป็นแฟนคลับน่าจะถูกใจ ส่วนคนที่ไม่รู้จัก พอนึกย้อนไปถึงตัวหนังที่เพิ่งดูจบไปจะทำให้สนุกกับตัวหนังมากขึ้น

บาร์บี้ (Barbie) คือหนังที่ดูสนุก ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง/ผู้ชาย เคยเล่น/ไม่เคยเล่น แม้ภาพของหนังจะออกมาหน่อมแหน้มๆ แต่หนังสนุกมีอะไรๆมากมายกว่าที่คิด

บอกเลยดูจบชอบๆ ดูเพลินๆ ดูไปยิ้มไปในระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/743813

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง (Mission : Impossible-Dead Reckoning Part One) คือ ตอนที่ 7 ของหนังชุดนี้ที่ยังคงเน้นๆ จุดขายที่ ทอม ครูซ จากผลงานการกำกับเป็นตอนที่สามของ คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่

M:I:7 ยังชัดเจนในลายเซ็นต์ของหนังชุดนี้ ที่ไม่มีในหนังแอ๊กชั่นสายลับเรื่องอื่นๆ ใน M:I:7 มีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้นึกถึง ภาคแรกที่ ไบรอัน เดอ พัลม่า เคยทำเอาไว้ ไม่ว่าการเล่าเรื่อง การเดินเรื่อง อารมณ์ ฉากแอ๊กชั่นเหมือนใน MI7 จะพาย้อนกลับไปเพิ่มความมันส์ในยุคสมัย 27 ปีผ่านมา ช่วงเปิดเรื่องของ M:I:7 อาจจะรู้สึกน่าเบื่อพูดกันยืดยาวกว่าจะเข้าไตเติ้ลก็ปาเข้าไป 30 นาที พอดี ฉากเปิดเรื่องในเรือดำน้ำดูไม่ค่อยดึงดูดนัก แม้จะเป็นส่วนที่ปูเหตุการณ์เข้าสู่ตัวเรื่อง แต่พอเข้าเรื่อง หนังทำได้สนุก เต็มไปด้วยลูกเล่น มีชั้นเชิง ทั้งฉากปะทะ เอาตัวรอด สถานการณ์พลิกไปพลิกมาหักมุมได้ดี และยิ่งขยี้ความมันส์ด้วยฉากแอ๊กชั่นไล่ล่าตามสูตรสำเร็จที่เห็นกันจนชินตา แต่ใน M:I:7 สามารถสร้างลุ้นสนุกตื่นเต้น และยังปล่อยให้ดูกันแบบยาวๆ เต็มๆ แต่ไม่น่าเบื่อ

ทอม ครูซ ยังคงเด่นเป็น อีธาน ฮันต์ เพียงหนึ่งเดียว กับบุคลิกที่ชัดเจน ฉีกไปจากเรื่องอื่นๆ เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่านี่คือ “อีธาน” หล่อ เสน่ห์ล้นๆในทุกๆ ช่วงปฏิบัติการดราม่า ความรัก มุขเฮฮาเบาๆ ผ่อนคลาย หรือแม้แต่ฉากแอ๊กชั่น ฉากเสี่ยงตายผาดโผน (ในภาคนี้แม้จะดูสูงวัยโตขึ้นตามวัยตามตอน แต่อารมณ์เหมือนกลับไปหาภาคแรก)

รีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน ในบท อิลซ่า เพื่อนร่วมทีมและหวานใจของ ธีธาน เจอกันยาวๆ ไปเป็นตอนที่สาม สาวในแบบลุยๆแต่มีความเป็นสายลับมากกว่านักฆ่า

เฮย์ลี่ย์ แอ็ตเวลล์ ในบท เกรซ ขโมยสาวมือกาว มือไวฉกได้ทุกสิ่ง สวยแบบแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่ามากๆ (เหมือนพาย้อนกลับไปหา ขโมยสาว ใน M:I: 2)

ปอม เกลม็องตีแยฟ ในบท ปารีส นักฆ่าสาว ผู้เก่งกาจ บุคลิกชัดเจน ออร่านักฆ่าแผ่กระจาย แต่เห็นบนจอก็รู้สึกถึงความเก่ง แต่พอ ถึงตอนที่เธอน้ำตาไหลในตอนท้าย หัวใจละลายอดสงสารเธอไม่ได้

วาเนสซ่า เคอร์บี้ แม่ม่ายสาวนายหน้าสาวไฮโซจาก M:I:6 มาต่อในภาคนี้เลย แม้จะออกมาในทางร้าย แต่ด้วยความสวย เกลียดไม่ลง,วิง เรมส์ ในบท ลูเธอร์ (มาครบทุกภาค) ไซม่อน เพ็กก์ ในบท เบนจี้(เริ่มมาจากภาค 3) สมาชิกในทีมกลับมาร่วมแจม มาเสริมเติมความสนุกเฮนรี่ เซอร์นี่ ในบท ติททริดจ์ อดีตผู้อำนวยการ IMF จากในภาคแรกมามีบทเด่นในภาคนี้อีกครั้งในแบบที่ดูคลุมเครือ ทั้งมิตรหรืออริ

อีไซ โมราเลส ในบท แกเบรียล ตัวร้ายหลักของภาคนี้พลังเหลือล้น ดูร้าย โหด เฉียบ ทั้งฝีมือ สติปัญญา พอที่จะเป็นคู่ปรับที่สูสีพอฟัดพอเหวี่ยงกับอีธานได้, เช วิแกม ในบท เดอร์ลิงเกอร์กับ เกร็ก ทาร์ซาน เดวิส มารับบท เดกาส สองเจ้าหน้าที่ที่มาตามล่าอีธาน ไปในทุกๆ ที่ แต่ช้าตลอด, เชีย วิคแฮม ในบท เจสเปอร์ บริหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง, มารีลา การ์ริกา ในบทบาทของ มารีสาวผู้อยู่ในใจอีธาน

M:I:7 ยังคงสร้างความมันส์ ความสุขให้กับ FC ของหนังชุดนี้ หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยติดตามตอนก่อนๆ มาก่อน ก็ยังสนุกสนานได้ สนุกจนเวลา 164 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และอยากจะดูภาคสองต่อได้ในทันที ภารกิจนี้ยังไม่จบ กุญแจนี้คืออะไรใครคือตัวร้ายตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลัง นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นสำหรับภาคต่อภาคจบของภารกิจนี้ได้ดูกันแน่ในปี 2024 มันส์โดนใจ ในระดับ10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/740831

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ถ้าเราเกลียดคนที่รักได้ แล้ว เราจะกลับไปรักคนที่เกลียดอีกครั้งได้มั้ย”

หนังคอเมดี้-ดราม่า-แฟนตาซี ในแนวฮา-ม่า หนังเรื่องใหม่ของค่าย M Pictures ร่วมกับ บริษัท แอม ว่ะฮาฮา จำกัด ที่จับเอา ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ กับ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต มาเป็นจุดขาย

เมตตา ภรรยาสาวผู้กำลังหมดเมตตา เตรียมบอกลา สติ สามีหนุ่มไร้สติ ในวันเกิด นะโม ลูกวัยเฮี้ยว แต่..โชคชะตาเล่นตลก สติเกิดอุบัติเหตุ จนความจำเสื่อม ก่อนที่ สติ จะพบว่าตัวเองมีพลังวิเศษ ย้อนความทรงจำความรักผ่านรูปถ่าย กลับเข้าสู่อดีตของรูปถ่ายนั้นได้ สติ ได้กลับไปเผชิญสิ่งที่เคยทำไว้กับเมตตาและนะโม ลูกสาววัยเฮี้ยวที่เกลียดเค้าเข้าไส้ ความวายป่วงจึงเริ่ม

Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์ ชัดเจนในความเป็นหนังครอบครัว สะท้อนปัญหาครอบครัวที่กำลังมีปัญหาในยุคสมัยนี้ การประคับประคอง การพยายามแก้ไขปัญหา การไปต่อหรือการเลิกรา

มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ กับการกำกับหนังใหญ่เรื่องแรก ยังคงสลัดกลิ่นอายของซิทคอมไม่หลุด ชวนให้อดที่จะนึกถึง เนื้อคู่ประตูถัดไป กับเนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเรื่องโครงเรื่อง การเดินเรื่อง ตัวละคร

หนังนำเสนอแบบง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนหรือตีความ กลายกลับไปสู่อดีต ไม่ต้องมีเหตุผลมากมาย แต่ก็เข้าใจได้ ชื่อตัวละครทุกตัว เป็นตัวแทนของคนในครอบครัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็น สติ เมตตา นะโม สันติ นักรบ หรือ เจนสนาม

มองเผินๆ ทั้งก่อน/หลัง ดู Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์ ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาดูหนังของค่าย GDH ทั้งอารมณ์ โทนหนังการเล่าเรื่อง โปรดักชั่น หรือแม้แต่การขนนักแสดงรับเชิญเข้ามาร่วมแสดงกันคนละเล็กละน้อย

ซันนี่ ซี สุวรรณเมธานนท์ เป็น สติ ที่มาแบบครบทุกอารมณ์ แม้จะมาพร้อมกับภาพเดิมๆ ที่คุ้นตา ฉีกความเป็นซันนี่ไม่ออก แต่ก็ดูลื่นไหล กลืนๆ ไปกับทุกช่วงของตัวหนัง ทำให้ยิ้ม หัวเราะ มีความสุขสงสาร เห็นใจ เข้าใจ 

ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ปล่อยฝีมือปล่อยพลังเต็มที่ไปกับบท เมตตา ที่แรกๆ ออกมาดูสบายๆ ปลดปล่อยเหมือนนางเอกซิทคอม/การ์ตูน/มังงะ สลับกับรักโรแมนติกหวานแหวว ก่อนจะดราม่าหนักๆ เล่นเอาจุกอก

ซันนี่ กับ ชมพู่ คือการจับคู่ที่ลงตัว เคมีเข้ากัน เล่นไปแบบเข้าขากัน จนดึงคนดูให้เข้าไปสู่โลกของตัวละครในเรื่อง อินไปกับตัวหนัง

เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง ในบท นะโม ดูน่ารักสมวัย เป็นเด็กสาวสมัยใหม่ในยุคนี้ที่ใช่เลย เสียดายที่บท นะโม อาจจะเทไปในบทสบายๆ ไม่เน้นดราม่าหนักๆ

ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร ในบท สันติ เทรนเนอร์ฟิตเนสอารมณ์ดี พี่ชายของ สติ เป็นตัวขโมยซีน ทุกฉากเด่นมากๆ กับความลื่นไหลไปกับตัวเรื่อง เป็นตัวละครที่เบรกความหนักของเรื่อง

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม จัดเต็มเล่นใหญ่แต่ดูดี ทำได้ดีกับบท นักรบ เพื่อนสนิทตัวตึงของ สติ บทสบายๆ ผ่อนคลายๆ หลังจากที่เห็นเล่นบทหนักๆ มาหลายเรื่อง 

และนักแสดงรุ่นเด็กที่มาร่วมแสดง เล่นได้น่ารัก ทั้งน้องที่มาเล่นเป็น นะโม ตอนเด็ก น้องเพื่อนซี้ของนะโม หรือแม้แต่หนุ่มน้อยเพื่อนร่วมห้องของนะโม นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงรับเชิญมาร่วมแสดงหลายคน

Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์ คือหนังไทยแนวครอบครัว ที่มีทั้งส่วนดีที่ชอบและส่วนที่ไม่โดนไม่ค่อยชอบ แต่มีส่วนที่ชอบมากกว่า โดยเฉพาะการแสดงการจับคู่ที่ลงตัวของ ซันนี่-ชมพู่ลองรัก หรือ ลองเลิก ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แฟลช (The Flash)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/739273

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แฟลช (The Flash)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แฟลช (The Flash)

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่เปิดตัวจากใน จัสติซลีก ของฝั่ง DC ก็ได้เวลาของน้องเล็กในทีมอย่าง เดอะ แฟลช หรือที่สมัยเด็กๆ เราเรียกกันว่ามนุษย์สายฟ้า จะได้มีหนังเป็นของตัวเอง

แบร์รี่ อัลเลน ใช้พลังพิเศษในตัวเองย้อนเวลากลับไปวันที่แม่ถูกฆ่าและช่วยพ่อให้พ้นข้อหาฆ่าภรรยาของตัวเองทั้งที่ไม่ได้ทำด้วยทำให้ Timeline ปั่นป่วน โลกกำลังจะเกิดหายนะ พลังพิเศษเขาหายไปบรรดาทีมจัสติซลีกสาบสูญ มีเพียงแบทแมนในอดีตที่ปลดเกษียณซูเปอร์เกิร์ลที่ถูกกักขัง และแบร์รี่ในยุคนั้นที่กำลังเรียนรู้ในพลังของเดอะ แฟลช ที่เป็นกำลังสำคัญในการรับมือกับ นายพลชอต ที่กำลังจะทำลายโลก

เดอะ แฟลช (The Flash) มาในบรรยากาศของความเป็นหนังฮีโร่ฝั่ง DC ที่เน้นสบายๆ เหมือนนั่งอ่านการ์ตูนคอมมิคแบบเพลินๆ ไม่ต้องมาดาร์กหรือดำดิ่งด้านมืด เหมือนที่หนัง DC ในยุคหลังนิยมทำกัน ตัวเรื่องเน้นอารมณ์ขัน จิกกัดผสานกับฉากแอ๊กชั่นสวยๆ

แต่ถึงจะไม่ดาร์ก ส่วนดราม่า ปมในใจ เรื่องของครอบครัว เอาไว้ไม่ทิ้ง พูดแบบเน้นตลอดเวลาๆ เพียงแต่ไม่ขยี้จนหนักเกินไป และได้มุขขำๆมาช่วยผ่อนคลาย

มิติจักรวาล หรือมัลติเวิร์ส ที่แทบจะเจอทั้งในหนังฮีโร่ของ DC มาร์เวลหรือในหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ จนหลายคนเริ่มเบื่อ มาอีกแล้ว ยิ่งมายิ่งซับซ้อน ดูวุ่นวาย สร้างความมึนงงให้กับคนดูที่อยากดูหนังสบายๆ แต่ถูกใจ คนที่นิยมเสพพล็อตเรื่องยากๆ ต้องติดตาม ยังคงถูกนำมาใช้เป็นเส้นเรื่องหลัก เพียงแต่เรื่องนี้อธิบายได้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนสับสน ฉากแอ๊กชั่น ยังทำได้ดี CG เนียนๆ มีหลายตอนที่ดูระทึกฉากต่อสู้หรือตัวร้ายน่าจะมีอะไรที่ตื่นตาตื่นใจได้มากกว่านี้ ชอบมากๆ 

เอซรา  มิลเลอร์ เล่นเป็น แบร์รี่ 2 คน 2 บุคลิก จากช่วงไทม์ไลน์สองช่วงเวลาที่แตกต่างกันแบบชัดเจน มีบทหลากหลายให้เล่น ทั้งดราม่าแอ๊กชั่น ขำขัน มีเสน่ห์ในตัวเอง เวลาเป็น เดอะ แฟลซ ก็ดูดี แบกหนังได้แบบสบายๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

ไมเคิล คีตัน คือ สิ่งที่ดีงามมากที่สุด จนทำให้ต้องร้องว้าว!! ออกมาพาย้อนกลับไปสัมผัสกับมนุษย์ค้างคาวในฉบับทิม เบอร์ตัน ฉบับที่หลายคนชื่นชอบ และเป็นแบทแมนที่โดนใจใครหลายคน บุคลิกเดิมๆ ชุดแบทแมน ถ้ำค้างคาว รถ/เครื่องบิน อาวุธต่างๆ กลับมาให้แฟนเดิมๆ FC ได้ยิ้มอย่างมีความสุข หรือแม้แต่ เบน แอฟเฟล็ก มนุษย์ค้างคาวยุคใหม่แม้จะมาแต่นิดหน่อย แต่ก็ดูดี ดูมีพลัง ให้ภาพของฮีโร่ DC ที่ทำมาในยุคนี้เป็นตัวเชื่อมภาพของหนังฝั่ง DC ในสองยุคเข้าหากัน

บรู๊ซ เวนย์ สองยุค ทั้ง ไมเคิล คีตัน กับ เบน แอฟเฟล็ก ยังมาช่วยขยี้ เติมเต็มในส่วนของความเหงา ความเดียวดายของความเป็นฮีโร่ไม่เพียงแต่สองมนุษย์ค้างคาวเท่านั้น อัลเฟรด คนสนิท ที่รับบทโดย เจเรมี่ไอรอน ยังกลับมาร่วมขบวนการอีกด้วย

ซาช่า แคลล์ มาพร้อมกับความสวยเซ็กซี่ เป็น คาร่า ซอร์-เอลหรือ ซุปเปอร์เกิร์ล ที่มีแรงดึงดูด ดูมีพลัง บทเหมือนจะส่ง แต่ดูไปๆกลับรู้สึกค่อยๆ แผ่ว น่าจะเด่นกว่านี้

มีเสียงบ่นออกมาว่า เดอะ แฟลช (The Flash) แทบจะไม่มีอะไรที่ต่างไปจากในซีรี่ส์เลย ทำให้ลดทอนความสนุก แต่ถ้าคนที่ไม่เคยดูซีรี่ส์ไม่เคยอ่านคอมมิคมาก่อน ไม่น่าจะมีผลอะไรกับในส่วนนี้ (แล้วทำไมแบทแมน หรือซูเปอร์แมน หรือฮีโร่คนอื่นๆ ก็รู้เรื่องดีอยู่แล้วมาทำใหม่แต่ละครั้งกลับไม่เห็นมีใครบ่น) ท้ายเอนเครดิตมีติ่งให้ดูกัน 1 ตัว อย่าเพิ่งลุกต้องดูจนปิดจอนะครับ เดอะ แฟลช (The Flash) ยังคงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของ DC ที่ดูสนุกถูกใจ ดูแบบปล่อยใจเพลินๆ ไปตลอดเวลา 140 นาทีของตัวหนังมนุษย์สายฟ้า ฮีโร่ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย หรือเดอะแฟลช ในยุคนี้สนุกสนานได้ใจระดับ 10/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พิษสวาท เดอะมิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พิษสวาท เดอะมิวสิคัล

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รอคอยกันมานานกว่า 3 ปี ในที่สุด พิษสวาท เดอะมิวสิคัล ละครฟอร์มยักษ์ เรื่องยิ่งใหญ่แห่งปี ของค่ายซีเนริโอ ก็ได้ฤกษ์เปิดแสดง

พิษสวาท เดอะมิวสิคัล เก็บรายละเอียดหัวใจหลักของตัวหนังสือของ ทมยันตี ออกมาได้อย่างครบถ้วน ภายใต้เวลาอันจำกัดกว่า 3 ชั่วโมง 

บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ทำ พิษสวาท เดอะ มิวสิคัล ออกมาดูดีตามมาตรฐานละครเวที ของซีเนริโอ ทั้งโปรดักชั่น เสื้อผ้าหน้าผม ฉากอลังการงานสร้าง (โดยเฉพาะฉากในถ้ำสมบัติกรุงเก่า) เป็นละครเพลงที่ไม่ใช่มิวสิคัลแบบ 100% เต็ม แต่มีบทสนทนาสลับกับบทเพลงที่มีทั้งบทเพลงที่เล่าเรื่องและบทเพลงไพเราะๆ ที่โดนกับอารมณ์ตัวละครหรือเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละช่วง

พิษสวาท เดอะมิวสิคัล เป็นอีกครั้งที่ บอย-ถกลเกียรติ นำเอาเรื่องดังๆ นิยายดังๆ มาถ่ายทอดทำเป็นละครเพลงได้ดีลงตัว ไม่แพ้เรื่องก่อนหน้านี้ อาทิ ฟ้าจรดทราย, ทวิภพ, ข้างหลังภาพ, สี่แผ่นดิน,แม่นาคพระโขนง, บัลลังก์เมฆ

บรรยากาศความน่ากลัวของ อุบล ที่เฝ้ายังคงทำได้ดี หลอนขนลุก สะดุ้งในหลายตอน ฉากเปิดตัว สโรชินี ในโลงศพที่ถูกหามเข้างานหรือฉากที่ อุบล ถูก พระอรรค ฟันคอขาด รวมไปถึงภาพวาดของอุบล ก็สร้างความหลอนทุกครั้งที่เห็น เพียงแต่ความน่ากลัวแบบละครเวทีผีๆ อาจจะไม่เท่ากับเรื่องก่อนหน้านี้ที่เคยทำกันมา 

แต่ที่โดดเด้งออกมาจากทุกเวอร์ชั่นที่ทำมา ทั้งในหนัง/ละคร คือ เรื่องการเมือง นักการเมือง ทหาร ที่ทำออกมาในแบบล้อเลียนเสียดสี ออกมาในแนวที่สนุกสนาน และสิ่งที่ชัดเจนที่ตัวเรื่องย้ำชัดๆเน้นๆ คือ เรื่องของความรักชาติ ความเสียสละ เพื่อแผ่นดิน คนที่ทำกรรม ย่อมต้องชดใช้กรรม

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ ดีวันดีคืนกับการเล่นละครเพลง ทั้งเนี้ยบทั้งแอ๊กติ้ง การแสดง เสียงร้อง เป็น พระอรรคราชบดินทร์ ที่ดูเป็นนักรบ ยามรักดูอ่อนโยน ยามศึกเข้มแข็ง เป็นชายชาติทหาร พอมาเป็นอัคนี ก็ดูดี น่ารักอบอุ่น แต่แฝงไว้คำถามที่พยายามหาคำตอบจากฝันร้ายของตัวเอง

แก้ม-กุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด โชว์พลังเสียงที่ก้องกังวานและบาดลึกอันสุดยอดในทุกๆ ฉาก ทุกๆ ตอน เสียงร้องของเธอสะกดคนดูขยี้ในทุกๆ ช่วงอารมณ์ ของทั้ง อุบล และ สโรชินี สมศักดิ์ศรีความเป็นนักแสดงละครเวทีหญิงไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ไปยืนอยู่บนเวทีโรงละครที่ West End ประเทศอังกฤษ

ชิน-ชินวุฒิ อินทรคูสิน ใช่เลยกับบท เชษฐา หนุ่มเจ้าสำราญที่ทำให้เรื่องผ่อนคลาย สนุกสนานเฮฮา ทั้งจากการแสดงที่ดูลื่นไหล และการร้องเพลง เต้น ในสไตล์ ที่เราๆ คุ้นเคยกันดี

ดาว-ณัฐภัสสร สิมะเสถียร ในบท ทิพย์อาภา สวยงามในแบบสาวยุคใหม่ที่มีโอกาสได้โชว์พลังเสียงทั้งร้องเดี่ยวเพลงคู่ ทั้งกับตู่ และชิน ในอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เมื่อรวมกับการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้อินอดรักและสงสาร ทิพย์อาภา ไม่ได้

ชิน กับ ดาว ในบทผู้ที่ได้แต่เฝ้ามองดูคนที่แอบรักอย่างปวดร้าวจะทำให้คนดูน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

“คนที่ไม่เคยได้รับความรัก อยู่ที่ไหนก็ได้”

ชาย-ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ ในบท พันตรีดนัย ตัวร้ายของเรื่องที่ถูกนำเสนอในแบบที่ดูกวนๆ สนุกสนานเฮฮามากกว่าจะร้ายแบบหนักๆ ทำให้ทุกฉากที่ ชาย ออกมา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะฉากโชว์เพลงในถ้ำสมบัติที่ทำออกมาในแนวละครบรอดเวย์ สุดยอดการแสดงทั้งร้องทั้งเต้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ชาย จะทำได้ดีแบบนี้

นง-ทนงศักดิ์ ศุภการ มาในบท พลโทอัครา พ่อของ อัคนี นักการเมืองน้ำดี  ที่บทนิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ที่ทำให้ตัวละครตัวนี้น่าสนใจขึ้นมาคือ ได้เห็น ทนงศักดิ์ ร้องเพลง

และต้องชมบรรดานักแสดงสมทบที่ทั้งร้องทั้งเต้น สลับสับเปลี่ยนเล่นหลากหลายบทบาท ปล่อยของกันแบบเต็มพลังมีแรงเท่าไหร่ปล่อยออกมาหมด ช่วยเสริมให้กับนักแสดงหลักๆ ได้เด่นขึ้น

โดยรวมๆ แล้ว พิษสวาท เดอะมิวมิคัล คือ ละครเวทีอีกเรื่องที่ดีสนุก คุ้มค่ากับการชม โดนใจคนดู ไม่ว่าจะเป็นคอนิยายเคยชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่ หรือละคร รวมไปถึงคนที่อาจจะไม่เคยรู้จัก พิษสวาทมาก่อน 

“พิษสวาท เดอะมิวสิคัล” เปิดการแสดง ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์” ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน-9 กรกฎาคมนี้ สนใจจองบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา โทร.02-2623456

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทรานส์ฟอร์เมอร์ส : กำเนิดจักรกลอสูร (Transformers : Rise of the Beasts)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/736297

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทรานส์ฟอร์เมอร์ส : กำเนิดจักรกลอสูร  (Transformers : Rise of the Beasts)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทรานส์ฟอร์เมอร์ส : กำเนิดจักรกลอสูร (Transformers : Rise of the Beasts)

วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส : กำเนิดจักรกลอสูร (Transformers : Rise of the Beasts) คือการเดินทางมาถึงตอนที่ 7 ของหนังชุดทรานส์ฟอร์เมอร์ส ภาคแรก (2007) ภาคนี้เปลี่ยนผู้กำกับใหม่มาเป็นสตีเว่น คาเปิล จูเนียร์ (CREED II) ในขณะที่ ไมเคิล เบย์ กับสตีเว่น สปีลเบิร์ก ยังคงสวมตำแหน่งโปรดิวเซอร์ที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นหนังแอ๊กชั่นในแบบของ เบย์ การผจญภัยในแบบ สปีลเบิร์ก

ในภาคนี้ ตัวหนังเพิ่มเส้นเรื่องของตัวละครที่เป็นมนุษย์กับตัวละครฝั่งหุ่นยนต์กลุ่มใหม่ที่มีทั้งฝ่ายร้ายที่ยังคงแปลงร่างได้กับฝ่ายดีในรูปแบบสัตว์ป่า ส่วนที่เพิ่มจากที่คุ้นตากันดีจากภาคก่อนๆคือ การผจญภัยชิงกุญแจวาร์ปเหมือนหนังชิงขุมทรัพย์ ฉากต่อสู้ลุยเละเหมือนหนังสงครามอวกาศ ตัวละครที่สวมชุดเกราะที่ชวนให้นึกถึงไอรอนแมนจริงๆ น่าเสียดายที่ในภาคนี้บทหนังอ่อนปวกเปียก ทำออกมาแบบตามสูตรสำเร็จ พลอตเดิมๆ การเดินเรื่องในแบบเดิมๆ ที่ไร้ซึ่งลูกเล่น ชวนติดตาม เดาทางได้ง่ายๆ แต่กลับไร้ซึ่งความสนุก

แอนโทนี รามอส กับ โดมินิก ฟิชแบ็ก คือ ตัวละครหลักแค่ 2 คน ในภาคนี้ที่ถูกใส่เข้ามา ทำท่าเหมือนจะมีอะไรให้ชวนติดตาม แต่ด้วยบทหนังที่อ่อนมากๆ กลับทำให้สองตัวละครหลักนี้เป็นแค่ตัวละครเข้ามาเพื่อเรียกเสียงหัวเราะเท่านั้น บท โนอาห์ที่ปูไว้อย่างดี เคยเป็นทหาร แถมเก่งด้านไฟฟ้า แต่ไปๆ มาๆ ดูจนจบไม่เห็นถึงความเป็นทหาร หรือเก่งใดๆ เลย ก่อนที่ท้ายสุดบทจะเก่ง ก็เก่งซะอย่างนั้น รอดูสองคู่หูคู่กัดต้องฝ่าฟันลุยโน่นลุยนี่เอาเข้าจริงกับผ่านฉลุยไม่ได้ลุ้นอะไร แค่รอดูว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร หรือแม้แต่ชายชาวเผ่าเปรู ที่เหมือนจะมีพลังพิเศษ รอช่วยสุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่

ออพติมัส และ บัมเบิ้ลบี ยังคงเป็นตัวเอกในภาคนี้ ที่มาพร้อมภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ ออพติมัส ที่ยังคงเป็นผู้นำ แต่ก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับดาวของตัวเอง ทำให้ความเป็นฮีโร่ถูกลดลงไป แต่ตัวที่เด่นในภาคนี้คือ มิราจ ที่มาครบรส ดราม่า แอ๊กชั่น ขำขัน เป็นตัวละครหุ่นยนต์ที่มีเสน่ห์ สร้างความสนุกให้กับตัวเรื่อง

แม็กซิมอลส์ บรรดาสารพัดสัตว์หุ่นยนต์ต่างดาว ดีไซน์ออกมาสวยงาม น่าสนใจ มีภาพลักษณ์ของแต่ละตัวน่าสนใจ ออพติมัสไพรมัล หัวหน้าลิงยักษ์ บุคลิกท่าทางการต่อสู้ คิงคองชัดๆแอร์เรเซอร์ หุ่นนกอินทรีย์ดูสง่าพลิ้วไหวเป็นผู้นำ (เพิ่มพลังด้วยเสียงพากษ์ของ มิเชล โหย่ว) เสือชีตาห์ แรด ก็โอเค

ส่วนหุ่นตัวร้ายที่มาใหม่ ที่นำทีมโดย สเกิร์จ ก็ชัดเจน ในความเป็นหุ่นยนต์แปลงร่างที่มีพลังพอที่จะต่อสู้กับแก๊ง ทรานส์ฟอร์เมอร์สแถมยังมีบรรดาลูกสมุนหุ่นเหล็กตัวเล็กในแบบหนังสงครามอวกาศแม้บทตัวละครจะดูปวกเปียกแต่ตัวหนังก็ชดเชยและดูดี ดูสนุกไปกับฉากต่อสู้ ฉากแอ๊กชั่น ซีจีที่ดีงาม ท้ายเรื่องมีเซอร์ไพรส์ทำหลายคนกรี๊ดกร๊าดกับการนำไปไฝ้วกับหนังดังเรื่องหนึ่งเพื่อเชื่อมต่อขยายฐานเพิ่มกลุ่มคนดูไปอีก จักรวาลหนึ่งซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่างานไฝ้วจักรวาลใหม่นี้จะเน้นไปที่เรื่องใดเป็นหลัก แม้จะไม่ค่อยปลื้ม ประทับใจไปกับตัวเรื่อง เส้นเรื่องสักเท่าไรนัก แต่ก็ยังคงถูกใจไปกับความเป็นทรานส์ฟอร์เมอร์ส ดูแบบไม่คิดอะไรมากมายมาดูหุ่นรบสู้กันที่ตามดูกันมา 7 ตอน เอาไป 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/734910

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชิน•มาสค์ไรเดอร์  (Shin KamenRider)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider)

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คาเมนไรเดอร์ ฮีโร่ในวัยเด็กจากหนังหลอกเด็กที่เราเรียกกันจนติดปากว่า ไอ้มดแดงอาละวาด ออกมาสร้างความสุขให้กับเด็กๆ ยุคนั้น จากปี 1971 มาจนถึงปัจจุบันนี้
Shin ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงความใหม่ ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider) คือ ไอ้มดแดง หรือ คาเมนไรเดอร์ในยุคใหม่ ฮิเดอากิ อันโนะ ผู้กำกับยังคงนำความเป็นไอ้มดแดง ที่คุ้นเคยกันมานำเสนอ กำเนิด ฮอนโก ทาเคชิถูกจับไปดัดแปลง หลบหนีออกมาต่อสู้กับองค์กร ช็อคเกอร์ มาจนกำเนิด ไอ้มดแดง V2 อิจิมอนจิ ฮายาโตะ ที่จากคู่ปรับกันกลายมาเป็นคู่หู ดับเบิ้ลไรเดอร์ ร่วมกันต่อสู้กับ ช็อคเกอร์

รายละเอียดปลีกย่อย ตัวละครมีการเพิ่มเติมตัดออก ช็อคเกอร์ ต้องการสร้างความสุขในความเชื่อของตัวเองให้กับชาวโลก เพิ่มเรื่องความรักของ ทาเคชิ กับ รูริโกะตัวละครหลักๆ มีปมเรื่องครอบครัว ยุวชนไรเดอร์ถูกตัดออกไปเน้นๆ ไปที่ตัวละคร ผู้ใหญ่ไม่เน้น สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ไรเดอร์หมายเลข 0 เป็นตัวต้นแบบ ไม่เคยมีมาก่อน เก่งดูมีพลังดีไซด์ดูแปลกดี มีความสวยเด่น อีกตัวคือ K มนุษย์ดัดแปลงที่เป็นเหมือนผู้ช่วยผู้ประสานงานของช็อคเกอร์ ดูยังไงๆก็อดนึกถึงยอดนักสืบ K (1973) ฮีโร่ดังๆ อีกคนหนึ่งของค่ายโตเอะ รุ่นเดียวกับไอ้มดแดง

ที่ชอบมากๆ คือ ไซโคลน มอเตอร์ไซค์คู่ใจ ที่ดีไซน์ใหม่ดูทันยุคทันสมัย แม้จะไม่เหมือนตัวต้นแบบที่ชินตา แต่ก็ยังคงความรู้สวยงามแบบเดิมๆ เอาไว้ ที่เพิ่มเติมจากต้นฉบับคือ มันมีความคิดแล่นได้เองตามเจ้าของ รวมไปถึงท่าต่อสู้ท่าไม้ตาย ไรเดอร์คิก หมัดที่เราๆ คุ้นเคยกันมา มาครบในภาพเดิมๆ ดูสวยงาม รุนแรง หนักแน่นจริงจัง เปลี่ยนไปทุกครั้งกับการจัดการมนุษย์ดัดแปลงในแต่ละตัว

แต่ที่โดนใจสุดๆ คือ เพลงประกอบต้นฉบับที่ถูกนำมาใช้มีการดัดแปลงคัฟเวอร์ใหม่ทุกครั้งที่ใส่เข้ามา เสียงลอยเข้ามาบรรยากาศเดิมของไอ้มดแดงผุดขึ้นมาทันที ที่พีคสุดในช่วง เอนเครดิตตอนท้ายเรื่อง ใส่เพลงต้นฉบับทุกเพลงมาให้ฟังกันแบบเต็มๆ พร้อมด้วยคำแปลเพลงที่ช่วยพาย้อนไปหาความสุขในวัยเด็กเพิ่มมากขึ้น

ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider) คือ หนังไอ้มดแดง ที่มีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ก็เป็นหนังที่ดูสนุกดูได้เพลินๆ มีส่วนที่ชอบมากกว่าไม่ชอบ ถ้าจัดอันดับหนังใหญ่ตระกูลชินที่มาเข้าโรงในบ้านเราทั้งสามเรื่อง ชอบเรื่องนี้มากกว่า อีก 2 เรื่อง Shin อุลตร้าแมน ฉากบู๊ครึ่งแรกดีครึ่งหลังเนือยๆ ไม่สู้กันเลย เอาไปอันดับสอง Shin Godzilla เน้นการเมือง จนกลายเป็นน่าเบื่อ ไม่สนุกเอาซะเลย Go GoLet Go…ไอ้มดแดงได้ใจไปเต็มๆ 8/10 คะแนน ครับสู้ต่อไป ทาเคชิ ไอ้มดแดง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 3 (Guardians of the Galaxy Vol 3)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/730423

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 3 (Guardians of the Galaxy Vol 3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 3 (Guardians of the Galaxy Vol 3)

วันเสาร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังภาคต่อจาก Guardians of the Galaxy (2014) และ Guardians of the Galaxy Vol.2 (2017) ที่สร้างความสนุกสนานให้กับแฟนๆ จักรวาลมาร์เวล เป็นหนังในจักรวาลมาร์เวล เรื่องที่ 32 รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 3 Guardians of the Galaxy Vol 3 มาพร้อมกับบรรยากาศเดิมๆ จากสองภาคที่แล้ว ตัวละครที่มีคาแร็กเตอร์ชัดเจน มิตรภาพของเพื่อนฝูง เรื่องราวของครอบครัว ฉากต่อสู้มุขตลกแบบเกรียนๆ แทรกมาเป็นระยะๆ และที่ขาดไม่ได้คือ บทเพลงดังในอดีต (ที่ในภาคนี้เปลี่ยนจากในช่วงยุค 80-90 มาเป็นยุค 90-2000)

ตัวละครหลักจาก 2 ภาคแรกมากันพร้อมหน้าพร้อมตาในแบบที่ทุกคนมีความเด่น ภาคนี้หนังเลือกที่จะเน้นเล่าเรื่องไปที่ตัว ร็อคเก็ต แรคคูน (พากย์เสียงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์)เล่าถึงที่มาที่ไป ปมหลักๆ หลังที่เคยเกริ่นมาแล้วเล็กน้อยจากในภาคแรก

คริส แพรตต์ ยังคงดูดีกับบท สตาร์ ลอร์ด หรือปีเตอร์ ควิลล์ มาพร้อมกับเครื่องเล่นเพลงคู่ตัว ยังคงมีออร่าความเป็นกัปตัน ได้ปลดล็อกทั้งปมครอบครัวในใจและในเรื่องของความรัก โซอี ซัลดานา ในบท กาโมร่า ที่ลืมเลือนเรื่องราวในอดีต เริ่มค่อยๆ ดีขึ้น

เดฟ บอทิสต้า ในบท เคร็ก ผู้ทำลายล้าง ยังคงเรียกรอยยิ้มให้กับตัวละครร่างบึ้กผู้ถนัดใช้กำลังแต่ก็อ่อนโยนกับเพื่อนฝูง และติดกับปมลูกที่เสียชีวิตไป พอม เคลเมนเทียฟ สดใสน่ารักกับบท แมนทีส ที่เริ่มโตขึ้น พร้อมที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ยิ่งดูยิ่งชอบความน่ารักในตัวเธอ คาเรน กิลแลน มาในบท เนบูร่า เริ่มมีความรู้สึกมากเน้นเกรี้ยวกราด

กรู้ท (พากย์เสียงโดย วิล ดีเซล) โตขึ้นจากภาคที่ 2 มาพร้อมกับพลังใหม่ มีความน่ารักเหมือนมีคำพูดอื่นเพิ่มเติมจาก I Am Groot ฌอน กันน์ รับบทเป็น แคร็กลิน บทบาทผู้ใช้ลูกศรพลังจิต มาพร้อมกับ คอสโม เจ้าหมาพลังจิตตัวละครใหม่ในภาคนี้

อดัม (วิลล์ พัลเตอร์) ที่ถูกทิ้งท้ายเอาไว้จากในภาคสอง กับ The High Evolutionary (ชุควูดีอิวูจิ) ตัวร้ายสุดๆ ที่ถูกดึงมาจากในภาคแรก ผู้มีปมกับร็อคเก็ต

เจมส์ กันน์  ปิดตำนานหนังไตรภาคของตัวเองที่ทำให้กับ มาร์เวล ก่อนจะย้ายไปอยู่ DC ได้สวยงาม จัดการในทุกๆส่วนของหนังได้อย่างลงตัว มีชั้นเชิง ฉากแอ๊กชั่นมากำลังดีมุขขำๆ ที่มีทั้งเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ในส่วนของดราม่าก็เล่นเอาน้ำตาซึมได้โดยไม่รู้ตัว หนังจบแบบสวยงาม สมาชิกในทีมมีบทสรุปที่โดนใจ รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 3 (Guardians of the Galaxy Vol 3) ปิดไตรภาคได้อย่างสวยงามได้ใจไปเต็มๆ 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักแรก โคตรลืมยาก (My Precious)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/728815

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักแรก โคตรลืมยาก (My Precious)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักแรก โคตรลืมยาก (My Precious)

วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักโรแมนติกเรื่องล่าสุดของ GMM TV ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2563 แต่ติดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หนังจึงเลื่อนฉายในปีนี้รักแรก โคตรลืมยาก (My Precious) ดัดแปลง มาจาก You are the Apple of my Eye (เธอคือแก้วตาดวงใจของฉัน) (2011) หนังรักเรื่องดังของไต้หวัน ผลงานการแสดงของ เคอ เจิ้นตง กับเฉิน เหยียนซี ที่โดนใจ สร้างความประทับใจและเรียกรอยยิ้มกับคราบน้ำตาจากคนที่ได้ดูมาแล้ว

You are the Apple of my Eye (2011) สร้างจากชีวิตจริงของ เคอ จิ่งเถิง ตัวพระเอกในเรื่อง ที่หยิบเอาเรื่องรักในวัยเรียนของตัวเอง มาเขียนเป็นนิยาย ก่อนที่จะถูกนำมาสร้างเป็นหนังโดยตัวเขาเองเป็นคนกำกับหนังเรื่องนี้ (ในหนัง ตัวเขาเองยังมาร่วมแสดง ร่วมเฟรมถ่ายภาพ ในฉากแต่งงานตอนจบของเรื่อง) ก่อนหน้าที่จะถูก ดัดแปลงเป็น รักแรกโคตรลืมยาก เรื่องนี้เคยถูกรีเมคเป็นหนังญี่ปุ่น ในปี 2018 ในชื่อเดียวกันกับต้นฉบับ You are the Apple of my Eye (Ano koro, kimi wo oikaketa) นำแสดงโดย ยูกิยามาดะ กับ โฮโนกะ มัตสึโมโตะ

ป้อ-ณภัทร จิตวีรภัทร (15+ ไอคิวกระฉูด 2017) กับ ฝน-ขนิษฐา ขวัญอยู่  (เปรต 2015) อาบัติ (2017) และ (เพราะเราคู่กัน The Movie 2021) จับมือกันกำกับดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นไทยได้ดี ตัดในส่วนของความเป็นจีนไต้หวันออกไปใส่ความเป็นไทยเข้ามาแทน ใช้การเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์ บุคลิก ตัวละครหลักๆ จาก ต้นฉบับเป๊ะๆ

บรรยากาศในตัวเมืองของสุโขทัย ถูกนำใช้แทนกรุงไทเป โดยหนังจับช่วงเวลาในระหว่างปี 2542-2550 (1999-2007) ในยุค Y2K (ในต้นฉบับเรื่องเกิดขึ้นในช่วงปี 1994-2001) หนังเพิ่มร้านเกมส์ลุงไข่ เข้ามาเสริมในส่วนยุค Y2Kมีผีเดอะริง ผีจูออน (มาแทนผีซอมบี้ ผีกัด)พันนา ฤทธิไกร เป็นไอดอลของ ต๋อง แทน บรูซ ลีใช้สึนามิ แทน แผ่นดินไหวในไทเป เสื้อยืดที่ต๋องทำให้หลิน ใช้คำ My Precious แทนรูปแอปเปิ้ล ในดวงตา ฯลฯ

ในเวอร์ชั่นไทย สิ่งที่หนังตอกย้ำ คือ เรื่องรักในวัยรุ่น คู่รักที่มีอายุเท่ากันมักจะไปไม่รอด ผู้ชายมักจะมีความเป็นเด็กสูง ผู้หญิงมักจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ช่วงเปิด/ปิดเรื่อง ชวนให้นึกถึง บรรยากาศของหนัง แฟนฉัน (ซึ่งตัวผู้ประพันธ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า แฟนฉัน คือหนังไทย ในดวงใจของเขา)

นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ รับบท ต๋อง ได้อย่างลื่นไหล ดูมีเสน่ห์ จับคู่กับ ฟิล์ม-รชานันท์ มหาวรรณ์ในบท หลิน ที่ดูสวยน่ารักสดใสได้อย่างเข้าขากันดีทั้งบทกุ๊กกิ๊ก น่ารัก โรแมนติก หรือบทดราม่าเรียกน้ำตา ถ้าเทียบกับคู่ต้นฉบับ อารมณ์ต่างกันเล็กน้อย ในฉบับนี้รู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่ในตัวของหลิน มีมากกว่า อันเกิดจากการที่ตัวหนังใส่รายละเอียด ปูรายละเอียดในตัวละครค่อนข้างมากฉากที่ต๋องกับหลินนอนคุยกันบนเตียง รู้สึกดีๆ กว่าต้นฉบับที่แค่เดินคุยกัน ชอบฉากนี้มากๆ หรือฉากที่ทั้งคู่บอกเลิกกันท่ามกลางสายฝน ก็โดนใจได้ดีเช่นกัน

เดอะแก๊ง โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี รับบท โด่ง, ชิม่อน-วชิรวิชญ์ เรืองวิวรรธน์ รับบท แบงค์, นีโอ-ตรัย นิ่มทวัฒน์ รับบท ไม้, ยูโร-ธนเศรษฐ์ สุริยะพรชัยกุล รับบท เปา เล่นลื่นไหล เล่นได้เข้าขากันดี มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนเฉพาะในแต่ละคน (ซึ่งก็มาจากต้นฉบับล้วนๆ) รวมทั้ง วิว-เบญญาภา จีนประสม ในบท จ๊ะโอ๋ เพื่อนสนิทของ หลิน สวยใสน่ารักดีไม่แพ้กัน

ดูเรื่องนี้แล้วอดรักในตัวสองสาว  ฟิล์ม-รชานันท์ มหาวรรณ์ กับ วิว-เบญญาภา จีนประสม ไม่ได้หนังเสริมความสนุก จตุรงค์ พลบูรณ์ในบท พ่อต๋อง, ยิ่งยง ยอดบัวงาม ในบทครูสมหมาย, น้าพวง เชิญยิ้ม ในบท ลุงไข่ เจ้าของร้านเกมส์ ชูสี เชิญยิ้ม ช่างตัดผมในเมือง อังเคิ่ล-อดิเรก วัฏลีลา ในบท ลุงเต้ย ลุงข้างบ้านจอมโวยวาย ร่วมด้วย ปุ้ย-พิมลวรรณ หุ่นทองคำ, เดร็ก-สัตบุตร แลดิกี และ เจเจ-ชยกร จุฑามาศ

สิ่งที่ขัดใจของ รักแรกโคตรลืมยาก(My Precious) คือ ตลอดเรื่องเหมือนหนังจะเน้นไปที่ตัวละครหลัก บรรดาตัวละครรอบๆ ข้าง มันดูเล็กน้อยไปหมด เด็กนักเรียนในโรงเรียนเพื่อนร่วมห้อง สถานที่เอนทรานซ์ ฉากลอยกะทง (ดันมีแค่สองคนในทะเล) หรือแม้แต่ฉากงานแต่งงาน มันเลยรู้สึกหลอกตา รู้สึกเหมือนดูซีรี่ส์ ละครทีวี มากกว่าดูหนังโรง หรือฉากต้นฉบับที่เดอะแก๊ง ถูกครูใหญ่ทำโทษ เรื่องหาคนขโมยเงิน ในเวอร์ชั่นนี้ถูกตัดออกไปแต่ช่วงท้ายตอนเฉลย เรื่องกลับมีภาพนี้หลุดเข้ามา มันเลยดูโดดถ้ามองในแง่ของการเป็นหนังไทย ตัดความรู้สึกของความเป็นหนังรีเมค ออกไป รักแรกโคตรลืมยาก (My Precious) คือหนังวัยรุ่นไทยที่ดูสนุกมากเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้าเทียบกับ You are the Apple of my Eye ความประทับใจอาจสู้ไม่ได้แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นหนังแย่หรือเลวร้ายอะไร (หากใครอยากดูต้นฉบับ ตอนนี้มีให้ดูได้ใน Disney +Hotstar) ดูได้เพลินๆ ไปกับเรื่องราวน้องๆ นักแสดงน่ารักๆ ประทับใจไปกับเรื่องราวเพลงไพเราะๆ ที่แทรกเข้ามา โดยเฉพาะเพลง รักแรก (First Love) ร้องโดย นนท์-ธนนท์ จำเริญ “บางทีในจักรวาลคู่ขนาน เราอาจจะได้อยู่คู่กันนะ” ชอบเท่ากัน ทั้ง You arethe Apple of my Eye  ต้นฉบับ และรักแรก โคตรลืมยาก (My Precious) 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีอมตะผงาด (Evil Dead Rise)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/725881

โอ๊ยเล่าเรื่อง

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผีอมตะ (The Evil Dead) (1981) หนังผีทุนต่ำของ แซม ไรมี่ ที่เปิดหน้าใหม่ให้กับวงการหนังสยองขวัญมาพร้อมกับบรรยากาศความน่ากลัวของผีปีศาจ ความโหดเหี้ยมเลือดสาด ในสไตล์หนังคัลท์ เรื่องราวของกลุ่มหนุ่มสาว ที่ไปเที่ยวในบ้านพักกลางป่า ไปเจอเนโครโนมิคอน สมุดปีศาจ หนังมนุษย์ เขียนด้วยเลือดคน จนปลดปล่อยผีร้ายออกมาสิงร่าง และเริ่มฆ่าทุกคนแบบสยดสยอง ตัวหนังประสบความสำเร็จมากมาย แจ้งเกิดให้ แซม ไรมี่ และ บรูซ แคมป์เบล พระเอกมาดกวนๆ ของเรื่อง

แซม ไรมี่ ต่อยอดความสำเร็จด้วย ผีอมตะ 2 ไปเกิดซะเถิดไป๊ (Evil Dead II) (1987) ที่ยังคงใช้ บริการบรูซ แคมป์เบล มารับบท แอช วิลเลี่ยม บทเดิม เดินเรื่องต่อหลังจากที่รอดตายแต่ถูกผีร้ายกักขังไว้ในป่า มีกลุ่มหนุ่มสาวกลุ่มใหม่เข้ามาเป็นเหยื่อ ในภาคนี้หนังฉีกแนวออกไปจากเดิมเพิ่มตลกร้าย ความโหดแบบดิบๆ บรรยากาศความหลอนของหนังผีลดลง ตัวหนังเน้นๆ ไปที่ตัวบรูซ แคมป์เบล 

อภินิหารกองพันซี่โครง (Army of Darkness (Evil Dead 3) (1992) หนังเริ่มมีทุนสร้างจาก ดิโน เลอรอเรนติสแซม ไรมี่ เริ่มเล่นใหญ่ พา บรูซ แคมป์เบล จาก 2 ภาคแรกย้อนอดีตกับไปในยุคอัศวิน ไปรับมือกับปีศาจโครงกระดูกที่ถูกปลุกด้วยสมุดปีศาจ (ปีศาจ คู่ปรับจาก 2 ตอนแรกหายไป)ตัวหนังไม่เหลือความหลอนของหนังผี คงเหลือไว้แต่ตลกร้ายโหดเลือดสาด แถมยังกลายเป็นหนังแฟนตาซี หลุดโลกและหนังยังทิ้งท้าย ทิ้งเชื่อให้ทำภาคต่อ โดยมีตอนจบ 2 แบบบรูซ แคมป์เบล ที่หลุดข้ามเวลาไปโผล่ในโลกอนาคตกับอีกแบบหนึ่งคือ กลับมาในยุคปัจจุบันตำนานผีอมตะของ แซม ไรมี่ หยุดไว้เพียงแค่ 3 ภาค

จนมาในปี 2013 มีการนำ ผีอมตะ (Evil Dead)มารีบู๊ตใหม่ โดยมี แซม ไรมี่ มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ พากลับไปบรรยากาศเดิมๆ ของต้นฉบับในปี 1981 หนังแทบจะถอดแบบมาหมด เพียงแต่เพิ่มความโหดตามยุคสมัยเข้ามา

ต่อมา บรูซ แคมป์เบล พระเอกเจ้าเก่ากลับมารับบทเดิม แอช วิลเลี่ยม ในมินิซีรี่ส์ Ash VS Evil Dead (2015-2018) ที่ทำออกมาถึง 3 ซีซั่น 30Ep มี แซม ไรมี่
มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ โดยเดินเรื่องต่อจากที่ทิ้งเชื้อไว้จากในอภินิหารกองพันซี่โครง 30 ปีต่อมา แอช ต้องมาต่อกรกับปีศาจร้ายจากสมุดปีศาจที่เขาบังเอิญไปปลุกขึ้นมา

10 ปีผ่านมาพอดีถึงเวลาของผีอมตะผงาด (Evil Dead Rise) ที่ยังคงมีชื่อ แซม ไรมี่ เป็นโปรดิวเซอร์ เหมือนเดิม ปลุกกระแสให้ตำนานของผีอมตะ (Evil Dead) กลับมาอีกครั้ง

เบธ เดินทางมาหา เอลลี พี่สาวและลูกสามคนที่พักอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์โทรมๆ อดีตที่ตั้งธนาคารเก่าที่กำลังจะถูกทุบทิ้ง ในคืนวันที่เกิดแผ่นดินไหว ทำให้เจอกับสมุดปีศาจพร้อมแผ่นเสียงของนักบวช จนเผลอปลุกปีศาจร้ายออกมาไล่ทำร้ายครอบครัวนี้ พร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นข้างห้องที่หมดทางหนีจึงถูกขังอยู่ในตึก

ในผีอมตะผงาด (Evil Dead Rise) แทบจะไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงกับตอนก่อนๆ  เป็นเรื่องใหม่ไปเลย ทั้งเหตุการณ์และตัวละคร แค่มีสมุดปีศาจ ผีร้าย มาเป็นตัวเชื่อมเรื่องราว

สมุดปีศาจเนโครโนมิคอน เขียนด้วยเลือดคาถาปลดปล่อยผีร้ายสิงสู่เหยื่อ (เน้นๆ 5 คน) ผีร้ายไล่ฆ่าก่อนรุ่งสางสิ่งที่มีในเฟรนไชน์ Evil Dead ยังคงถูกนำมาใช้และคงความขลัง ยังคงสนุก โดยย้ายจากในป่ามาสู่ตึกเก่าในเมืองบรรยากาศของหนังผีต้นฉบับ ทั้งความหลอน ความโหด ตลกร้ายยังคงอยู่ แต่อัดเพิ่มความโหดเหี้ยม เลือดกระฉูดเลือดสาด แขนขากระจุยกระจาย สยดสยอง มีทั้งความสะดุ้ง หลอน ขนหัวลุก จนหลายฉากต้องปิดตาดูความน่ากลัวจากผีปีศาจไม่เท่าไร แต่ความโหดมาแบบจัดเต็มสะใจ…คอหนังซาดิสม์ เลือดท่วมจอ

ตัวหนังทิ้งเรื่องราวของหนุ่มสาว หันมาเล่นความสัมพันธ์ของครอบครัว ความรักความผูกพันของแม่ลูกพี่น้องเป็นหลัก ให้น้ำหนักเน้นๆ ไปที่ตัวละครผู้หญิงผู้ชายกลายเป็นตัวสมทบ ผิดกับใน 4 เรื่องก่อนหน้าที่ผู้ชายเด่นกว่าผู้หญิง

ลิลี ซัลลิแวน พลังล้นเหลือกับบทสาวขาลุย หญิงเหล็กที่ต้องรับมือกับผีร้าย พอๆ กับ อลิซซา ซูเธอร์แลนด์  ที่ต้องเหนื่อยหนัก คุณแม่ลูกสามที่ต้องมาเผชิญหน้ากับผีร้ายโดยมีสามพี่น้อง แดนนี่ (มอร์แกน เดวีส์) ผู้คลั่งไคล้ ดนตรีบริตเจส (แกเบรียล เอ็กโคลส์) พี่สาวที่คอยปกป้องน้องๆ และ แคซซี่ (เนลล์ ฟิชเชอร์) น้องเล็กสุดท้อง ที่คนเอาใจช่วย มาช่วยเพิ่มความลุ้นและสนุกเป็น 5 ตัวละครหลักที่หนังเน้นๆ ให้ต้องมามีเรื่องราวกับผีร้ายและเสริมทัพด้วยเพื่อนร่วมชะตากรรมในตึกกับตัวละครในช่วงเปิด/ปิดเรื่องในบ้านพักในป่าใหญ่มาสมทบ เพิ่มความสยองให้กับเรื่อง

ผีอมตะผงาด (Evil Dead Rise) สนุกครบรส ตอบโจทย์แฟนๆ เดนตายของหนังแบรนด์ผีอมตะได้ดี แต่อาจจะขัดใจใครที่ไม่นิยมหนังโหดเลือดสาด อยากดูหนังผีแท้ๆ ดูเพลินๆ ในแบบดูไปปิดตาไปเสียวสันหลังไปชอบในระดับ 8/10 หัวกะโหลกครับ