โอ๊ยเล่าเรื่อง : Hunger คนหิวเกมกระหาย ‘ผู้ชนะที่แท้จริง คือ คนที่หิวโหยกว่าเสมอ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/724337

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Hunger คนหิวเกมกระหาย ‘ผู้ชนะที่แท้จริง คือ คนที่หิวโหยกว่าเสมอ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Hunger คนหิวเกมกระหาย ‘ผู้ชนะที่แท้จริง คือ คนที่หิวโหยกว่าเสมอ’

วันเสาร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังเปิดตัวโครงการทีไทยทีมันส์ หนังสตรีมมิ่งของ Netfix หลังจากที่ก่อนหน้าหนังไทยออริจินัล Netfix ที่ออกมาค่อนข้างจะเฉยๆ ผิดกับหนังไทยซีรี่ส์กลับมีความโดดเด่น สนุก มีอะไรๆ ให้จดจำแทบจะทุกเรื่อง

หน้าหนังของ Hunger คนหิวเกมกระหาย ชวนให้นึกถึงหนังเกี่ยวกับการแข่งขันเกี่ยวกับเชฟ อารมณ์ ประมาณดูเรียลิตี้ เกมโชว์ แข่งขันการทำอาหารที่คุ้นๆ กันดี ตามหน้าจอทีวี ชวนให้นึกถึงหนังที่เชฟโดดเด่น อย่าง The Menu หรือหนังที่เน้นๆ การทำอาหาร แต่เอาเข้าจริงๆ Hungerคนหิวเกมกระหาย ไม่ใช่อย่างที่คิด เป็นหนังดราม่า จิกกัดเสียดสีสังคม เรื่องของคนธรรมดาๆ ที่พยายามทำตามฝันของตัวเองในการเป็นเชฟ ได้เรียนรู้และเติบโตไปกับการที่ได้เจอะเจอ อาหารเป็นเพียงแค่สิ่งที่หนังใช้เป็นเส้นเรื่องเท่านั้น

Hunger คนหิวเกมกระหาย คือ หนังสตรีมมิ่งที่ดูงามดูดีมากๆ ในทุกส่วน ไม่แพ้หนังฉายโรง งานด้านโปรดักชั่นความสนุกสนาน สิ่งที่ต้องการพูดถึง การนำเสนอ การถ่ายทอดการเล่าเรื่องชอบมากๆ กับงานด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบที่เร้าใจ เร้าอารมณ์ เข้ากับทุกๆ ช่วงของเรื่อง พลังการแสดงที่ล้นเหลือ และเสียงประกอบ ซาวนด์ ประกอบเรื่อง จะติดบ้างขัดใจ ไม่ชอบมากๆ คือ ในช่วงท้ายเรื่องช่วงไคลแมกซ์ มันดูง่ายๆ ไป

ออกแบบ-ชุติมณฑ์ รับบท “ออย” เชฟสาวผู้เล่นกับไฟ พลังการแสดงล้นเหลือในแบบที่กำลังพอดี สีหน้าท่าทางแววตา ชวนให้อินไปกับอารมณ์ของตัวละครในขณะนั้น

ปีเตอร์-นพชัย ดุดัน เดือด ดิบ เข้ม ออร่าแรงๆ อินเนอร์ทางการแสดงมาจัดเต็ม ด้วยคาแร็กเตอร์ของ เชฟพอล ราชาแห่งเชฟ เลยดูมาเล่นใหญ่ เล่นเยอะ แต่เข้ากับเรื่อง

กรรน สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ในบท โตน ผู้ช่วย เชฟพอล ที่ชักนำ ออย เข้าสู่วงการ เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เด่น ไม่ต้องเล่นเยอะ นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ให้ความรู้สำคัญ ต้องมี แต่ไม่ขโมยซีนให้ความรู้สึกถึงความเป็นได้แค่ผู้ช่วย เก่งแต่ไม่มีความเด่นความพิเศษ เช่นเดียวกับ กรรน ที่เป็นบทสมทบแต่เด่น

เอม-ภูมิภัทร ในบท อู๋ เพื่อนชายคนสนิทของ ออยเล่นนิ่งๆ เล่นเหมือนไม่มีอะไร แต่รู้สึกดีๆ รู้สึกอบอุ่น ในทุกๆ ตอนที่เห็นหน้า

นอกจากนี้ ยังมีบรรดาเชฟดังๆ หลายๆ คน มาร่วมแสดงและเป็นที่ปรึกษาให้กับตัวหนังด้วย สิทธิศิริ มงคลศิริ ทำ Hunger คนหิวเกมกระหาย ออกมาได้ดี ลงตัว ดูสนุก
ดูง่ายๆ ไม่แพ้ใน แสงกระสือ แม้อาจจะมีบางช่วงบ้างตัวที่ดูย้วยๆไม่ชอบอยู่บ้าง แต่ก็พอมองข้ามกันไปได้ ชอบในการทำหนังที่ผสมๆ กันระหว่างหนังตลาดๆ หนังโฆษณา หนังอินดี้ มีครบยังคงต้องชม บทหนังของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ยังคงทำได้ดีมีมาตรฐาน เรื่องนี้เอาไปเลย 9.5/10 ดาว

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘บ้านเช่า…บูชายัญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/722910

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘บ้านเช่า...บูชายัญ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘บ้านเช่า…บูชายัญ’

วันเสาร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บ้านเช่า..บูชายัญ หนังผีเรื่องล่าสุดของ GDH จากผลงานการกำกับของ จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ที่เคยฝากความน่ากลัวแบบสุดๆ ใน ลัดดาแลนด์ เมื่อปี 2554

หนิง และ กวิน คู่สามีภรรยา และ น้องอิง ลูกสาววัย 7 ขวบตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดฯ เพื่อปล่อยบ้านเก่าหลังงาม ให้กับ ราตรี คุณหมอวัยเกษียณพร้อมนุช ลูกสาวมาเช่าหลังจากปล่อยบ้านให้เช่าได้ไม่นาน กวิน เริ่มทำตัวแปลกไปมีความลับ ชอบหายตัวไปตอนตีสี่ และมีรอยสักรูปสามเหลี่ยมแบบเดียวที่คนในบ้านเช่ามี หนิง เริ่มเห็นถึงสิ่งลี้ลับที่เริ่มเข้ามารังควาน น้องอิง ลูกสาว เลยพยายามทุกวิถีทางในการปกป้องลูกสาว

จิม-โสภณ ยังคงมาตรฐานการทำหนังผีที่ดูดี น่ากลัว มีชั้นเชิงแค่อาจจะไม่เท่ากับลัดดาแลนด์ หนังเล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง มีลูกเล่น มีการล่อหลอกให้หลงทางเดาทางไม่ถูก มีหักมุม ความสยองขวัญมาน่ากลัว ฉากสะดุ้งตุ้งแช่ทำให้ขนลุกไปกับบรรยากาศ สิ่งที่เห็นตรงหน้า หรือผีมีให้ดูระยะๆ แทรกด้วย มุขขำๆ ผ่อนคลายได้ถูกจังหวะ

ในช่วงแรกใช้เวลาปูตัวละครหลักแค่นิดเดียวก็เข้าเรื่องหนังเดินเรื่องเร็ว ผ่านทาง มิว-นิษฐา อัดๆ ขยี้ๆ ความน่ากลัว ในหลายรส คาถามนต์ดำ ผีปีศาจ อีกา ผีหลอก หรือแม้แต่ คนร้ายฆาตกร มาเป็นระยะหายใจหายคอแทบไม่ทัน

ในครึ่งหลัง เป็นช่วงโชว์ของ เวียร์ แบบเน้นๆ เป็นส่วนเฉลยคลายปม ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากในช่วงแรกที่อัดๆ กันเข้ามาจากความลับความน่ากลัว ที่เกิดขึ้นกับ มิว ในช่วงแรกมาคลี่คลายปมกับ เวียร์ ในช่วงกลางเรื่อง ก็มาถึงบทสรุปจุดจบของตัวละครหลักในครอบครัวนี้ในช่วงไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน (คูหาเปรมกิจ) สุดๆ มากๆ กับบทหนิง บทที่แบกหนังเอาไว้กับทุกๆ อารมณ์ ที่สามารถดึงคนดูเข้าสู่การลุ้น คอยดู เอาใจช่วยว่าเธอจะเจอะเจออะไร เอาตัวรอดได้อย่างไร เธอทำได้ดีกับบทที่ส่งเธอมากๆ

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารส ในบท กวิน ที่เหมือนจะไปมีอะไร เหมือนจะเป็นแค่ตัวละครที่ใส่เข้ามาเพื่อเสริมความเข้มข้นภายใต้บุคลิกที่อาจจะดูนิ่งๆ ดูมีความลับ แต่พอถึงบทที่ต้องเล่น เวียร์ทำได้ดี โดยเฉพาะการแสดงอินเนอร์อารมณ์ที่ออกมาจากข้างใน แววตา ทางสายตา เคมีการรับ-ส่งบทของ มิว-นิษฐา กับ เวียร์ ดูดี เข้ากัน มิว เป็นตัวเดินเรื่องมี เวียร์ คอยขยี้ สร้างความเข้มข้น

น้องกัสจัง ในบท น้องอิง มาพร้อมกับความสดใสน่ารัก ทำให้คนดูหลงรักพร้อมที่จะเอาใจช่วยครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ ต้องชม น้องกัสจัง ที่เล่นเก่งมากๆ

ต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล ในบท หมอราตรี สาวลึกลับ ที่มาเช่าบ้านยังคงพลังออร่าที่ดึงคนดูให้สัมผัสได้ถึงพลังความน่ากลัวของไสยดำ

บ้านเช่า..บูชายัญ คือ หนังผีที่ชัดเจนในลายเซ็นของค่าย GDH ที่มีทั้งความน่ากลัว หักมุม จากบรรยากาศและตัวละครที่เชื่อแน่ว่าใครที่ชอบดูหนังผี น่าจะชอบหลอนๆ น่ากลัวๆ ในระดับ 8/10 หัวกะโหลกครับ…บรื๋อๆๆๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คำจากลาของคิมหันต์ ณ ปลายอุโมงค์ ‘ฉันจะไปพบเธอ…ในวันนั้น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/721251

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คำจากลาของคิมหันต์ ณ ปลายอุโมงค์  ‘ฉันจะไปพบเธอ...ในวันนั้น’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คำจากลาของคิมหันต์ ณ ปลายอุโมงค์ ‘ฉันจะไปพบเธอ…ในวันนั้น’

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อุโมงค์อุราชิมะ คือ อุโมงค์ลึกลับในตำนาน ใครก็ตามที่ได้ผ่านเข้าไปจะได้สิ่งที่ปรารถนา แต่ต้องแลกด้วยอายุขัยของตัวเองที่เพิ่มขึ้น บางคนออกมาด้วยอายุ 100 ปี 1,000 ปี คำจากลาของ คิมหันต์ ณ ปลายอุโมงค์ (The Tunnel to Summer, The Exit of goodbyes) คืออนิเมะ แนวรักโรแมนติก ดราม่า แฟนตาซี ไซไฟที่สร้างจากนิยายดังของ ฮาชิโมกุ เมย์

เส้นเรื่องหลักของเรื่องคือการค่อยตามดูความสัมพันธ์ของสองตัวเอกว่าจะเจอะเจออะไร ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างไร ปมปัญหาคาใจของแต่ละคนจะถูกคลี่คลายไปอย่างไร สุดท้ายแล้วอุโมงค์…จะช่วยอะไรทั้งคู่ได้หรือไม่เรื่องราวความรักเดินเรื่องไปพร้อมๆ กับปมเรื่องของครอบครัวล้วนๆ การสูญเสีย การจากลา ที่ส่งผลทำให้ครอบครัวแตกแยก ผู้ใหญ่ทำให้เด็กมีปัญหา ชอบสิ่งที่หนังพยายามพูดถึง คนหนึ่งอยากเข้าอุโมงค์เพื่อนำสิ่งที่หายไปกลับคืนมา ยึดติดกับอดีต ในขณะที่อีกคนหนึ่งต้องการก้าวเดินไปข้างหน้า ขอในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ตัวหนังพร้อมลายเส้นที่สวยงามในแบบการ์ตูนตาหวานในยุคสมัยนี้ตัวละครคมชัด แบ๊กกราวนด์ที่ดูสมจริง พอเข้าสู่อุโมงค์เจอต้นเมเบิลริมทางในอุโมงค์ก็สร้างความเป็นแฟนตาซีได้ดี ภาพการเคลื่อนไหวของตัวละครให้ความรู้สึกเหมือนมีชีวิต เหมือนคนจริงๆ มาโลดแล่นบนจอ ผ่านมุมกล้องที่เหมือนคนแสดง มีไหวไป-มา แม้จะเป็นเพียงแค่การ์ตูนสองมิติแบนๆ ธรรมดาๆ ไม่ได้ เป็นระบบ 3D มีความคมชัดแต่อย่างใด

ตัวละครหลักๆ มีเพียงแค่ไม่กี่คน ทำให้เราอิน/ตามได้แบบไม่วอกแวก ไม่ต้องไปสนใจตัวละครตัวอื่น แต่ก็อาจจะทำบางส่วนหดหาย เรื่องอาจจะดูบางเบาไปสักนิด โทโนะ คาโอรุ จะเป็นตัวละครที่ดูแล้วอดรักไม่ได้ เอาใจช่วยอยากให้ความต้องการของเขาสำเร็จ และอาจจะสงสารเมื่อถูกพ่อของเขาฝังใจ ไม่ลืมว่าเขาทำให้น้องตาย ฮานาชิโระ อันสุ สวยใส ดูห้าวๆมีความเป็นผู้นำ มีความน่ารักในตัวเอง ที่มาพร้อมกับความลับความรู้สึกที่จะช่วยดันให้ โทโนะ ผ่านอุโมงค์ได้สำเร็จ

คาเรน น้องสาวตัวน้อยสุดที่รักของ โทโนะ กับความต้องการเพียงหนึ่งของพี่ชายในการทำให้เธอฟื้นจากความตายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อีกสิ่งที่ดูดีเลยคือมีการนำภาษาไทยเข้ามาแทนที่ภาษาญี่ปุ่น ตรงส่วนที่เกี่ยวพันกับตัวเรื่อง อาทิ ป้ายชื่อ ข้อความในเมล ชื่อหนังสือ ฯลฯ ทำให้รู้สึกอินกับหนังได้เพิ่มขึ้น ดูลื่นขึ้น (ซึ่งหนังแอนิเมชั่นแทบจะทุกเรื่องที่เข้าโรงฉายในช่วงนี้ มักจะใช้วิธีนี้ คอหนังโรงคงจะคุ้นกันดี) และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเพลงประกอบเพราะๆ ของ Eill ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับเรื่องมากขึ้น แค่น่าเสียดายไม่แปลบทเพลง เลยไม่เข้าใจว่าเนื้อเพลงพูดถึงอะไร ถ้าแปลน่าจะซาบซึ้งกับตัวหนังมากกว่านี้ คำจากลาของคิมหันต์ ณ ปลายอุโมงค์ (The Tunnel to Summer, The Exit of goodbyes) คือแอนิเมชั่นที่เรียบๆ ง่ายๆ แต่กินใจกับพล็อตดีๆ โดนๆ ที่ไม่ต้องซับซ้อนอลังการงานสร้างอะไรมากมายนัก ชอบในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แอนท์-แมน และ เดอะ วอสพ์ : ตะลุยมิติควอนตัม (Ant-Man and the Wasp : Quantumania)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/711861

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แอนท์-แมน และ เดอะ วอสพ์ : ตะลุยมิติควอนตัม  (Ant-Man and the Wasp : Quantumania)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แอนท์-แมน และ เดอะ วอสพ์ : ตะลุยมิติควอนตัม (Ant-Man and the Wasp : Quantumania)

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่ Ant-Man มีหนังของตัวเองมาแล้วถึง 2 ภาค คือ Ant-Man (2015) กับ Ant-Man and the Wasp (2018) และไปร่วมแจมในเรื่องของฮีโร่คนอื่นๆ มาปีนี้ภาคสามก็ถูกดันออกมา Ant-Man and the Wasp : Quantumania หนังเรื่องที่ 31 และเป็นการเปิดตัว เฟส 5 ของจักรวาลมาร์เวล งานกำกับของ เพย์ตัน รี้ดที่ผูกขาดทำเรื่องนี้มาครบทุกภาค

หลังจากที่ครอบครัวมดๆ ได้มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ชีวิต เหมือนจะมีความสุข ก่อนที่ในวันหนึ่งทุกคนถูกดึงเข้าสู่มิติควอนตัม
อีกครั้ง คู่หูซูเปอร์ฮีโร่ สก็อตต์ แลง และ โฮป แวน ไดน์ หวนคืนสู่การผจญภัยอีกครั้งในฐานะแอนท์-แมน และ เดอะ วอสพ์ ครั้งนี้ พ่อแม่ของโฮป แฮงค์ พิม และ เจเน็ต แวน ไดน์ และลูกสาวของสก็อตต์ แคสซี่ แลงถูกดึงมาร่วมผจญภัยด้วยการเข้าสู่มิติควอนตัมในครั้งนี้ พวกเขาต้องพบกับเหล่าสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ สุดแปลก, โมด็อก เพื่อนเก่าเพื่อนรักเพื่อนแค้น จอมแคงผู้พิชิต วายร้ายที่ถูกเนรเทศ ผู้มีส่วนเขื่อมโยงกับ พหุจักรวาล ที่นำมาซึ่งความตายของในจักรวาล

Ant-Man and the Wasp : Quantumania  ยังคงให้ความสนุกในแบบของจักรวาลมาร์เวล สนุกแบบไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ สนุกในแบบที่ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ไม่มีอะไรพีคที่ทำให้ต้องมาร้องว้าว!!โดนใจ หรือมีอะไรให้ต้องจดจำ ดูจนจบแล้วจบกันแต่ที่รู้สึกเบื่อคือการโยงเข้ากับพหุจักรวาล หรือ Multiverse ที่เหมือนจะกลายเป็นเส้นเรื่องหลักๆ ของจักรวาลมาร์เวล ในเฟซนี้ไปแล้ว ทุกเรื่องมีหมด มีตัวละครใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวมีเอี่ยวมีผลกระทบหมด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเอ่ยถึง แรกๆก็โอเค!! แต่ยิ่งดูยิ่งวกวน ทำให้เริ่มไม่สนุกกับมัลติยูนิเวิร์สแล้ว และที่ขัดตามากที่สุดในภาคนี้คือโลกต่างมิติ มิติควอนตัม ทั้งบรรยากาศ ตัวละครมาในรูปแบบเก่าๆ เดิมๆ ไม่มีอะไรที่ดึงดูด ไม่ตื่นตาตื่นใจ ไม่แปลกใหม่จนชวนให้นึกว่า มาดู สตาร์วอร์ส เหมือนภาคต่อของสตาร์วอร์สมากกว่าจะเป็นฮีโร่มาร์เวล มันชวนในนึกอย่างนั้นจริงๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบคือ ตัวร้าย แคง ผู้พิชิต นั้น ดูเหมือนจะเก่งกาจ ออร่า!! มีล้นเหลือ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับธรรมดาๆ ไปซะงั้น และที่ลดทอนความสนุกไปส่วนหนึ่งคือแทบจะจำความสัมพันธ์ของตัวละครไม่ได้ แม้ตัวหนังจะมีการเกริ่นๆ แต่ก็นึกไม่ออก ฟื้นความทรงจำได้เพียงนิดๆ หน่อยๆ เพียงเสี้ยวๆ เท่านั้น

พอล รัตต์ ยังคงเป็น สก็อต แลง ที่ดูดีลื่นไหล เป็นภาพจำของ แอนท์แมน เพียงแค่ในตอนนี้ด้วยน้ำหนักตัวละครที่กระจายเลยไม่โดดเด้ง
ออกมา กลืนไปกับตัวละครตัวอื่นๆ

อีแวนเจลีน ลิลลี่ กลับมารับบทเดิม โฮป แวน ไดน์ หวานใจของสก็อต บทเด่นและดูเยอะกว่าภาคที่แล้ว ไมเคิล ดักลาส ควงคู่ มิเชล ไฟรเฟอร์ ได้อย่างมีพลัง ดูเด่นในทุกๆ ตอน เล่นสบายๆ แต่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับตัวเรื่องได้มาก

แคทริน นิวตัน ในบท แคสซี่ แลง ที่สวยใส แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า น่ารักใสๆ เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับตัวเรื่อง

โจนาธาน เมเจอร์ส มารับบท แคง ผู้พิชิต ตัวร้ายของเรื่อง เดวิด แดสท์มัลแชน เป็น เว็บ เคที โอไบรอัน เป็น เจนทอร์รา วิลเลียม แจ็กสัน ฮาร์เปอร์ เป็น ควาซ คอรีย์ สตอล เป็น โมด็อก และ บิลล์ เมอร์เรย์ เป็น ลอร์ดไครลาร์

และที่ชอบมากๆ คือ บรรดากองทัพมดที่ออกแบบมาให้ความเป็นมดตัวน้อยตัวนิด แต่มีพลังล้นเหลือจริงๆ Any-Man คือ ซูเปอร์ฮีโร่
ในจักรวาลมาร์เวลที่ออกมาในโทนครอบครัวๆ ที่ดูยังไงๆ ก็ไม่ดาร์คไม่ดราม่า ไม่หนักอึ้ง และไม่แอ๊กชั่นจ๋า สนุกระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอกับฉันกับฉัน (You&Me&Me)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/710305

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอกับฉันกับฉัน (You&Me&Me)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอกับฉันกับฉัน (You&Me&Me)

วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักเรื่องล่าสุดของ ค่าย GDH ที่พาย้อนกลับไปสู่ยุคปี 2000 ช่วง Y2K ผ่านตัวละครพี่น้องฝาแฝด ผลงานการเป็นโปรดิวเซอร์ของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล งานกำกับของพี่น้องฝาแฝด วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ในตอนแรกๆ ที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ บอกตรงๆ ว่าเฉยๆ คิดว่าน่าจะออกในแบบหนังรักวัยรุ่น เด็กรุ่นใหม่ ที่ทำกันออกมาในยุคนี้ แต่พิเศษตรงที่ติดป้าย GDH อาจดูดีกว่าค่ายอื่นๆ นิดหนึ่ง เมื่อเป็น หนัง GDH เลยเป็นหนังบังคับดู ยังไงๆ ก็ต้องดู ไม่รู้แม้กระทั่งตัวฝาแฝด ในเรื่องเป็นนักแสดงคนเดียวกัน นึกว่าเอาฝาแฝดมาแสดงเหมือนเรื่องอื่นๆ เพิ่งมารู้ก่อนเข้าโรงไม่กี่นาที แต่..ไม่นึกไม่ฝัน เมื่อได้ดูหนังแล้วต้องบอกเลยว่าหลงรัก เธอกับฉันกับฉัน แบบหมดใจ

วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ทำ เธอกับฉันกับฉันออกมาเป็นหนังรักโรแมนติกใสๆ วัยรุ่น ที่โดนใจ น่าประทับใจ การถ่ายทอดความรู้สึกของความเป็นฝาแฝดที่สามารถสัมผัสอยู่กับคนดูได้ตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ หนังเด่นในเรื่องบทอาจจะเป็น วรรณแวว แฝดผู้พี่นั้นเป็นนักเขียนบทให้ค่ายนี้ มีงานดีๆ โดนใจมาแล้วหลายเรื่องรวมทั้งสองพี่น้องมีงานเขียนหนังสือ ทำหนังสารคดี หนังสั้น มาก่อน เลยทำให้บทหนังดูดีผสมกับงานด้านโปรดักชั่นที่ดีงามไปหมด โดยเฉพาะการพาย้อนยุคกลับไปสู่ยุค 2000 ที่แค่เห็นก็มีความสุขแล้ว ต้องชมงานด้านภาพ ฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ โดยเฉพาะเพลงท่าเต้นของ โบ-จอยซ์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม และที่สำคัญคือสองดารานำนักแสดงหน้าใหม่แกะกล่องที่เล่นได้ดีจริงๆ

ตัวหนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เรียบง่ายไม่พิสดาร ไม่สลับซับซ้อนหรือต้องตีความใดๆ ทั้งสิ้น ค่อยๆ ให้เราตามดูสองพี่น้องที่ต้องเจอเรื่องราวต่างๆ ไปทีละขั้นทีละตอน พอจะเดาทางออกว่าต่อไปเจออะไร แต่ในการเล่าเรื่องแบบง่ายๆ นี้ กลับสามารถทำให้คนดูสัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ของตัวละครอินเข้าไปกับตัวเรื่องในทุกๆ ช่วงของตัวหนัง ไม่ว่าจะเป็นสุขทุกข์ สนุกสนาน เศร้าดีใจ เสียน้ำตา หนังเปิดเรื่องด้วยความสนุกไปกับความเป็นฝาแฝด เรื่องราวในรั้วโรงเรียน ก่อนจะย้ายไปยังนครพนม ที่ตอนแรกนึกว่าอาจจะน่าเบื่อ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับทำให้เรารู้สึกผูกพัน รู้จักความรัก ความผูกพัน ความแตกต่าง รวมทั้งความรักที่กับผู้ชายคนเดียวกัน

น้องใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ รับบทเป็นทั้ง ยู กับ มี ที่น่ารัก สมวัย ต้องชมการแสดงที่เล่นดีมากๆ จนทำให้เราเชื่อแบบสนิทใจว่าเป็น ฝาแฝดกัน เป็นคนละคน คนละบุคลิกกัน จนทำให้อดหลงรักทั้งตัวยู กับ มีชอบๆๆ หลงรักเธอเลย และต้องชมนักแสดงแทนใบปอ ทั้งตัวยูและตัวมี ที่แม้จะไม่เห็นหน้าเห็นตา แต่แสดงบุคลิกท่าทางได้เหมือนใบปอ รวมไปถึง งานสร้างภาพ ซีจี มุมกล้อง การตัดต่อลำดับภาพ ที่สร้างความให้เหมือน เป็นฝาแฝดกันจริงๆ มาโลดแล่นแสดงด้วยกันบนจอ

โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์ ในบท หมาก ก็ไม่ธรรมดา เล่นได้เข้าขากับใบปอได้ดี แม้บางช่วงอาจดูเด็กๆ ไปบ้าง แต่ก็ตามวัยของหมาก ในเรื่อง มีหลายตอนที่ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสีหน้าแววตาได้ดี

กระแต-ศุภักษร ไชยมงคล (เรืองสมบูรณ์) นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่เข้ามาช่วยเสริมในส่วนของดราม่าในบท นิ่ม แม่ของยู กับ มี ที่เข้ามาขยี้ วางเชื้อกระตุ้นต่อมน้ำตา กับ นฑี งามแนวพรม ในบท ป๊า ที่บทอาจจะไม่เยอะไม่มาก ดูสนุกสนานเฮฮา แต่ในช่วงท้ายท่ามกลางรอยยิ้มกลับแฝงไว้ด้วย ความเศร้า น้ำตาคลอในดวงตา

เธอกับฉันกับฉัน หนังรักใสๆ ครบรส แม้อาจจะไม่ดีงาม ดีเท่าแฟนฉัน หรือ เพื่อนสนิท แต่เพราะเรื่องราวรักพี่รักน้อง รักแรกของสองแฝด สองแฝดกับรักของครอบครัว ที่ดูแล้วมีความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตาซึม น้ำตาไหลเป็นทาง เลยไม่ใช่เรื่องยากที่รักเรื่องนี้แบบหมดใจ เข้าไปอยู่ในดวงใจเลยทีเดียว รักครับ รักน้องยู รักน้องมี 10/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะเฟเบิลแมนส์ (The Fabelmans)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/708675

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะเฟเบิลแมนส์  (The Fabelmans)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะเฟเบิลแมนส์ (The Fabelmans)

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Fabelmans คือผลงานหนังเรื่องล่าสุดของสตีเว่น สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด ที่หยิบเอาชีวิตในวัยเด็กวัยรุ่นก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับมืออาชีพมาถ่ายทอดสู่แผ่นฟิล์ม งานชิ้นนี้จึงเป็นหนังที่อยากดูรอดูอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อได้ดูก็ไม่ผิดหวัง

The Fabelmans ชัดเจนในความเป็นหนังของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก อารมณ์หนังพาไปตั้งแต่ซีนแรกจนซีนสุดท้ายภาพที่ปรากฏบนจอตัวละคร โปรดักชั่น หากไม่บอกว่าใครเป็นผู้กำกับ นี่เดาได้เลยว่าต้องเป็น สปีลเบิร์ก แน่ๆชอบในการเล่าเรื่องวิธีการนำเสนอเดินเรื่องไปเรื่อยๆเรียบง่าย การแสดงที่ดูเป็นการแสดงงานด้านภาพที่รู้สึกถึงการถ่ายทำ พล็อตเรื่องที่ดูธรรมดา คุ้นตา แต่ด้วยพลังของตัวหนังทำให้ดูได้แบบไม่เบื่อ ดูได้แบบเพลินๆ ไปกับตัวหนังที่ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ๆ อลังการงานสร้าง แต่กลับสะกดคนดูได้ชะงัด

ตัวหนังตรึงให้อยู่กับภาพบนจอ กล้องถ่ายหนัง ทั้ง 8 มม.หรือ 16 มม. การถ่ายทำหนังแบบง่ายๆ แบบเด็กๆ แต่ดูมีชั้นเชิง ฟิล์มหนัง เครื่องฉายหนังเครื่องเล็กๆ หรือแม้แต่บรรดาหนังเก่าๆ ใบปิดหนังคาวบอยที่ใส่เข้ามาในหนังล้วนทำให้ดูหนังได้แบบมีความสุข

หนังนำเสนอในส่วนของ ดราม่า ชีวิตครอบครัวได้ดี ครอบครัวอบอุ่นเพื่อนสนิท ความรักของพ่อแม่ ลูก พี่น้อง หรือแม้แต่ปัญหาในครอบครัว ที่อาจจะมองข้าม ละเลย ปล่อยผ่าน จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง จนเกิดการแตกหัก หย่าร้างกันขึ้น รวมทั้งชีวิตนอกบ้านในโรงเรียน การถูกบูลลี่ ความรักหนุ่มสาว การบอกรักบอกเลิกความผิดหวัง อกหัก ฯลฯ ตัวหนังค่อยๆ ให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละคร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มิเชล วิลเลียมส์ มาพร้อมพลังอันเหลือล้น ในบท มิตซี่แม่ของ แซมมี่ รับรู้ได้ถึงความรักลูก สนับสนุนลูกในทุกๆ อย่างร่าเริงสดใส หรือแต่หลายตอนที่รู้สึกว่าเธอเป็นตัวละครที่น่าเบื่อเห็นแก่ตัว พาลไม่ค่อยชอบตัวละครตัวนี้ แต่ไปๆ มาๆ ก็เกลียดเธอไม่ลง แกเบรียล ลาเบลล์ มารับบท แซมมี่ ตัวละครหลักๆ ของเรื่อง ที่อาจจะดูเก้ๆ กังๆ ดูเคอะเขินอยู่บ้าง แต่ก็ดูเข้ากับบุคลิกตัวละครตัวนี้ เลยกลายเป็นทำให้หนังออกมาดี แถมยังเล่นได้เข้าขากับนักแสดงคนอื่นๆ และที่ต้องชมคือเขาทำให้รู้สึกได้ถึงความเป็นคนที่อยู่กับหนัง รักหนัง ชีวิตมีแต่หนังได้จริงๆนักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี

ชอบ The Fabelmans ในทุกๆ องค์ประกอบของตัวหนังนักแสดงที่เล่นดีๆ มีพลัง การเล่าเรื่องง่ายๆ แต่ไม่น่าเบื่อ งานภาพแสงสี มุมกล้อง ที่ละเมียดละไม การพาย้อนไปในยุค 70 ที่ใช่เลย ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม อุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ นานา ดีงามกับการได้ฟังดนตรีประกอบ ฝีมือ จอห์น วิลเลียม ที่ฟังได้แบบไพเราะ ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลิน ดื่มด่ำไปกับทุกๆ อารมณ์ของหนังและที่สำคัญคือในระหว่างชวนให้สนุกและนึกถึงหนังเรื่องต่างๆ ของ สปีลเบิร์ก เหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละช่วงนั้นถูกใส่มาในหนังของเขานั่นเอง นี่คือหนังของคนรักหนัง คนชอบหนัง และคนที่รัก สปีลเบิร์ก รักเรื่องนี้มากมาย 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทิดน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/707146

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทิดน้อย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทิดน้อย

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตำนานความรักที่ไม่เคยมีใครเล่า รักแท้ กับ รักแท้แท้..เป็นคุณจะเลือกใคร “ทิดน้อย” คือ ผลงานการกำกับหนังต่อจากเท่งโหน่ง คนมาหาเฮีย (2550), เท่งโหน่งจีวรบิน (2554), แคท อ่ะ แว้ป! (2558) ของ เท่ง เถิดเทิง ที่หยิบเอาตำนานของแม่นาคพระโขนง มานำเสนออีกครั้งในรูปแบบหนังตลก ทำกับค่าย  M๓๙

ทิดน้อย นำเสนอเรื่องราวของ แม่นาค ที่เราๆ คุ้นเคยกันดีเริ่มตั้งแต่คบกัน อยู่ด้วยกัน มีลูก เกณฑ์ทหาร ตายท้องกลมกลายเป็นผีมาหลอกชาวบ้าน ทุกอย่างมีครบ ไม่ได้มีการตีความใหม่ แต่อย่างใดเพียงแต่ทำออกมาในแนวขบขัน หรรษา ไม่ได้เน้นน่ากลัวจริงจัง ดราม่า ซีเรียส เหมือนที่ผ่านมาๆ โดยเพิ่มตัวละครหลักขึ้นมา คือ ทิดน้อย เพื่อนทิดมากที่เข้าแทรกกลางระหว่างตัวทิดมาก กับ นางนาค ซึ่งถ้าตัดทิดน้อยออกไป เส้นเรื่องเดิมแทบจะไม่เปลี่ยน(อารมณ์ประมาณ เหมือนดูละครสั้นในชิงร้อยชิงล้าน ก่อนบ่ายคลายเครียด เพียงแต่เป็นเรื่องเป็นราวจริงจังมากกว่า)

เท่ง เถิดเทิง เหมาหมดทั้งกำกับ/เขียนบท และนำแสดงในส่วนของตัวหนัง โปรดักชั่นออกมาดูดี ไม่ขี้เหร่ บรรยากาศท้องทุ่งมาแบบเต็ม ความน่ากลัวหลอนของคุ้งน้ำพระโขนง บ้านแม่นาคยังคงดูดี มุมกล้อง ภาพสวยๆ ฉากเครื่องแต่งกาย ดนตรีประกอบซาวนด์ต่างๆ โอเคเลย หนังเล่าเรื่องสนุก เดินเรื่องเร็ว เพียงแต่รู้สึกว่าเดินเรื่องเร็วไปสักนิด แทบจะไม่ขยี้หรือต่อขยายมุขออกไปต่อเลย ทำให้รู้สึกหลายตอนมันห้วนๆ ไปไม่สุดทาง ทั้งนี้ สามารถไปต่อได้อีก กำลังจะอิน จะหัวเราะ จะสนุก กลับทำให้สะดุดค้างคาซะอย่างนั้น

เท่ง ในภาพของ “ทิดน้อย” ดูเด่นสุดๆ เป็นบทนำที่ออกมาแทบทุกฉากในเรื่อง เป็นตัวละครที่มีครบทุกอารมณ์ รัก/ดราม่า/แอ๊กชั่น/ตลกสนุกสนาน เท่ง ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการแสดงของตัวเอง การส่งมุขโยนมุข หรือร่วมแสดงกับคนอื่น อั้ม-พัชราภาไชยเชื้อ คืนจอเล่นหนังอีกครั้งในรอบ 8 ปี และยังเป็นการกลับมารับบท “แม่นาค” อีกครั้ง หลังจากที่เคยรับบทนี้มาแล้วจากในฉบับละครช่อง 7 สี ประกบ พีท ทองเจือ เมื่อปี 2542 ทั้งสองเวอร์ชั่น อั้ม-พัชราภา ยังคงทำให้แม่นาคสวยสิ่งที่ต่างไป ใน “ทิดน้อย” คือ เรื่องนี้เล่นแบบสบายๆ เน้นเฮฮาสนุกสนาน ไม่เครียด เล่นแบบปลดปล่อย แม้แต่ตอนเป็นผีแม้จะแต่งหน้าน่ากลัว แต่ก็แทบไม่รู้สึก ถึงความน่ากลัว ยังเป็นผีที่มีความสวย

อนันดา เอเวอริ่งแฮม ในบท “ทิดมาก” ที่ชัดเจนในความเป็นบทสมทบ ฉีกลุค ฉีกภาพเดิมๆ ที่เคยแสดงมา คาแร็กเตอร์แบบตัวละครในการ์ตูนมาเรียกรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะ ซึ่งอนันดาทำหน้าที่นี้ได้ดีทีเดียว

ทิดน้อย คือ หนังไทยอีกเรื่องที่ดูสนุกสนาน ชัดเจนในความเป็นหนังตลก ที่ดูแบบเพลินๆ สบายอกสบายใจ ถ้าปล่อยใจดู ดูแบบปล่อยใจไม่คิดมากสนุกแน่นอนทิดน้อย หนังที่มี ทิดมาก กับ นางนาคเป็นชูโรง ฉันมดฉันนั้น นี่คือหนังเท่งที่ได้ อนันดา กับ อั้ม-พัชราภามาช่วยเรียกคนดูสนุกระดับ 6/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มัมมี่ส์ (Mummies)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/705622

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มัมมี่ส์ (Mummies)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มัมมี่ส์ (Mummies)

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในตอนแรกที่เห็นใบปิดและตัวอย่างของหนังอดนึกไปถึง The Prince of Egypt (1998) แอนิเมชั่นในดวงใจของใครหลายคนที่ผสมผสานกับแนวหนังข้ามมิติทะลุมิติจากโลกอดีตมาสู่โลกปัจุบัน แต่เอาเข้าจริงๆมัมมี่ส์ (Mummies) ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เป็นแอนิเมชั่นที่มาในแบบของตัวเอง และความต่างกันแบบชัดเจนคือเป็นแอนิเมชั่นในระบบ 3D ที่มีความคมชัดลึกไม่ใช่แค่ลายเส้นเหมือน The Prince of Egypt การผจญภัยของ สามมัมมี่ เจ้าหญิงจอมแก่น คนขับรถม้าหนุ่มกับน้องชายจอมแก่น และจระเข้ตัวน้อยแห่งสุสานอียิปต์ โลกหลังความตายที่มาโผล่ยังใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อตามหาแหวนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกนักโบราณคดีชื่อดังขโมยมาจากสุสาน มัมมี่ส์ (Mummies) เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เดาเรื่องได้ไม่ยาก ภายใต้พล็อตเรื่องที่คุ้นๆ กันดีในหนังแฟนซีผจญภัย

การดีไซน์ตัวละครต่างๆ ออกมาดี น่ารัก มีเสน่ห์เห็นปุ๊บรักปั๊บ ชัดเจนในคาแร็กเตอร์ แค่เห็นก็รัก ตัวเอกแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์ ตัวร้ายที่ร้ายแบบการ์ตูนๆ ตัวตามที่ช่วยเพิ่มเสียงหัวเราะ รวมทั้งตัวขโมยซีนตัวละครหลักดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ธุต คือ ตุตันคาเมน เนเฟอร์พระนางเนเฟอร์ตีติ ตัวร้ายอย่างลอร์ดคาร์นาบีมาจากลอร์ดคอร์นวอลล์ ผู้ที่ขุดเจอสุสาน เสน่ห์ที่ทำให้ มัมมี่ส์ (Mummies) ประทับใจครบสูตรครบรส คือ เพลงประกอบที่ไพเราะ เพลงหลักๆ ในเรื่องนี้ 3 เพลง คือ “I Am Today”, “New Song” และ “Ring Song”ชอบฉากร้องเพลงปะทะกันบนเวทีละครเวทีเรื่องไอด้าสุดยอดมากๆ อารมณ์ของละครเวทีเพลงที่ได้สุดยอดนักร้องเสียงคุณภาพมาประชันกัน บทเพลงที่ เนเฟอร์ ร้องเรียกยอดวิวก็น่าฟัง เพราะทุกเพลง จะตินิดหนึ่งคือไหนๆก็ทำคำบรรยายไทยในเนื้อเพลง แต่ดันมีครึ่งๆ กลางๆ ไหนๆ ก็ทำแล้วควรทำให้ครบ เด็กๆ จะได้เข้าใจความหมายมัมมี่ส์ (Mummies) แอนิเมชั่นใสๆ น่ารักๆ ประเดิมเปิดปีกระต่าย 2023 ของค่ายวอร์เนอร์ ที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้ คนที่ได้ดูมีความสุขและชอบได้ไม่ยาก สำหรับคนที่ชื่นชอบ/ติดตาม หลงใหลในเรื่องราวของอียิปต์ สุสานฟาโรห์ เทพเจ้า รับรองดูไปยิ้มไป มีความอินเพิ่มมากขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องราว โดยเฉพาะเด็กน้อยก็น่าจะอยากศึกษาในเรื่องของอียิปต์เลย ในรอบที่ดูพอเอนเครดิตขึ้น ผู้ใหญ่เริ่มค่อยๆ ทยอยออกจากโรง แต่ได้ยินเด็กน้อยหลายๆ คนคุยกันบอกรอดูภาพการ์ตูนลายเส้นน่ารักๆ ต่อจนจบ 9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Again

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/704069

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Again

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Again

วันเสาร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Blue Again คือหนังไทยเรื่องเล็กๆ แต่คุณภาพคับแก้วหนังขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับหญิง ฐา-ฐาปณี หลูสุวรรณที่ถูกเลือกให้เข้าร่วมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 27(Busan International Film Festival : BIFF) ได้รับเลือกให้เข้าชิงในสาขา New Currents ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ ก่อนจะกลับมาเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ (World Film Festival of Bangkok) ครั้งล่าสุดฐาปณี หลูสุวรรณ เหมาทำหลายๆ หน้าที่ในหนัง โดยเฉพาะงานหลักๆ คือ กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ใช้เวลาในการปลุกปั้นงานชิ้นนี้ ค่อยๆ ทำไปนานกว่า 8 ปี จากหนังที่ตอนแรกวางไว้แค่ 1 ชั่วโมง จนได้หนังที่มีความยาว ยาวถึง 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะตัดเหลือ 3 ชั่วโมงต้องชม ฐาปณี ที่ทำให้ Blue Again ออกมาเป็นหนังไทยที่ลงตัวในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านโปรดักชั่น งานด้านภาพ การตัดต่อการบันทึกเสียง บทหนัง ดนตรีประกอบ เครื่องแต่งกาย รวมไปถึงการแสดงที่ทำได้ดี ทั้งนักแสดงนำหรือสมทบ Blue Again ใช้วิธีการเล่าเรื่อง ตัดสลับไปมา 2 เหตุการณ์ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่ ปี 1-4 เน้นๆ ความสัมพันธ์กับ แพร สลับกับช่วงคริสต์มาสที่ เอ กลับไปบ้านที่สกลนคร ได้เจอกับ สุเมธ เพื่อนเก่าเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน และรู้เรื่องราวปมในใจของแม่เธอ

สิ่งที่ Blue Again พูดถึงชัดเจนเน้นๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ คือ การบูลลี่ในสังคม ทั้งในชีวิตจริงและในโซเชียล หนังวางให้เกิดขึ้นในช่วงปี 2011-2014 นอกจากนี้ ยังแทรกประเด็นทางการเมืองใส่เข้ามาเป็นระยะๆ ใน Blue Again มีฉากดราม่า ขยี้อารมณ์ เรียกน้ำตา ที่มีทั้งปริ่มๆ ซึมๆ ไปจนถึงปล่อยโฮออกมาโดยไม่บีบคั้นอะไรมากมาย ใช้การแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ เนื้อเรื่องที่ค่อยๆ ทำให้เราผูกพัน ตามดูความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ พัฒนา มีการเปลี่ยนของแต่ละตัวละครมากระตุ้นต่อมน้ำตาของคนดู Blue Againเลือกใช้นักแสดงโนเนมที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยดูมาก่อนมารับบทในเรื่อง และทุกคนเล่นดี รับ-ส่งบทกันไปมา การแสดงร่วมกันเป็นทีมกลายเป็นจุดเด่นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้

ตะวัน จริยาพรรุ่ง แบกหุ่นรูปร่างใหญ่แบบสาวลูกครึ่งรับบท เอ ได้อย่างมีพลัง แบกหนังเอาไว้คนเดียว แสดงเหมือนไม่ได้แสดง ทำได้ดี การแสดงภายนอกที่ชัดเจน หรืออินเนอร์ภายในที่ค่อยปล่อยออกมา อสมาภรณ์ สมัครพันธ์ สวมบทแพร หรือหมวยตลาดน้อย ดูธรรมชาติมาก มีทั้งความเป็นสาวติสๆ ในแนวเด็กอาร์ตเด็กศิลป์ มีความเป็นลูกไล่ของเพื่อนๆดูเป็นมิตรกับทุกๆ คน สบายๆ การแสดงกำลังดี ศรัณย์เมศรัตนพงษ์ ในบท สุเมธ แรกๆ ดูเฉยๆ ธรรมดาๆ แต่ยิ่งดูไปๆในความนิ่งนั้นกลับมีเสน่ห์ กลายเป็นดูดีขึ้นมา ณพรรธน์ตรีผลาวิเศษกุล ในบท กัน หนุ่มคอสเพลย์ในคณะที่อยู่คนเดียว ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน แต่ไปๆ มาๆ กลับดูจริงใจ มีความเป็นเพื่อนมากกว่าคนอื่นๆ บทไม่เยอะแต่ออกมาทีไรเด่นทุกที Blue Again คือหนังไทยเล็กๆ ที่ดีงาม ดูสมบูรณ์ลงตัวไปในทุกๆ ด้าน นานๆ จะมีงานดีๆ งานหนังนอกกระแสที่โดนใจ ประทับใจออกมาให้ชอบสักเรื่องหนึ่ง Blue Again คือหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปี 2565ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองมาดูกันจริงๆ อยากจะให้ 10/10 คะแนน แต่ติดแค่ช่วงท้ายเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ที่หนังขัดอกขัดใจ เหลือแค่9.5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ ตัวตึง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/702627

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ ตัวตึง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ ตัวตึง

วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วัยอลวน ฮ่า! คือหนังภาคต่อ ภาคที่ 5 ของหนังชุด วัยอลวน ผลงานการสร้างของค่าย “เอ็ม พิคเจอร์ส” และ “เดอะฟิฟท์เอลลิเม้นท์ ฟิล์ม” ที่ได้ เอ๋-ไพโรจน์ สังวริบุตร มารับหน้าที่กำกับวัยอลวน ฮ่า! เคยเข้าฉายไปแล้วเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2564 แต่ฉายได้แค่ 3 วัน 12-14 เม.ย. พอวันที่ 15 เม.ย. หนังถูกถอดโปรแกรม เนื่องจากการระบาดอย่างหนักของโควิด-19 มาถึงวันนี้วัยอลวน ฮ่า! กลับมาเข้าโรงฉายใหม่อีกครั้ง

วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ตัวตึง คือ เรื่องราวของรุ่นหลานของ ตั้มกับโอ๋ โดยเนื้อหาเรื่องเดินไปที่ตัวหลานชายที่ดันไปตกหลุมรักสาวสวยที่มีปมอดีตผิดใจกับพ่อ และพ่อหวงลูกสาวสุดฤทธิ์ตัดสลับกับ ตั้ม ที่ต้องมาช่วยพี่สาวของโอ๋ว่าความในคดีลอตเตอรี่30 ล้าน

เอ๋-ไพโรจน์ กับ จิ๋ม-ลลนา สุลาวัลย์ คือส่วนที่ดีที่สุดหนังพลังล้นเหลือ ดูมีเสน่ห์ พาย้อนกลับไปสู่ วัยอลวน ในปี 19 ดูเป็นธรรมชาติสบายๆ เล่นเหมือนไม่ได้เล่นให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับมาพบกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง ที่แม้วัยจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังเป็นตั้มกับโอ๋ ที่เราๆ คุ้นเคยกันดี จะต่างกันก็แค่วัยที่เพิ่มขึ้น ตั้ม, โอ๋ ทำให้เกิดรอยยิ้ม ดูแล้วมีความสุข ยิ่งหนังใส่ภาพจากภาคแรกเข้ามาคั่น ยิ่งเพิ่มความฟินให้กับคู่นี้

แน็ก-ชาลี  ปอทเจส เป็นโต๋ ดูลื่นไหลในแบบที่เป็นตัวของตัวเองที่คุ้นตา เพียงแค่มาดเซอร์ๆ ตี้ดๆ ในมุขฝืดๆ เลยรู้สึกสกปรก ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ดูไม่ค่อยแมทช์กับ อั้ม ที่รับบทโดย พิม-พิมประภา ตั้งประภาพร ที่ดูสวยน่ารัก ออร่า!! ความเป็นนางเอกชัดเจน

จิรวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา กลับมารับบท ป้าอ้อที่ภาคนี้ดูทันสมัย บทเดิมที่เคยเล่นไว้ทุกภาค พี่สาวที่ไม่ค่อยถูกชะตากับน้องเขย แต่ในตอนนี้กลับต้องมาจับมือกัน จับคู่กับ จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย

น้าแต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์ มารับบท ภาคิน พ่อของ อั้มที่เหมาะจะเป็นพ่อใจดี มากกว่าจะเฮี้ยบหวงลูกสาว เล่นแบบมิติเดียวแบนๆ ส่วน ใบเฟิร์น-พัสกร พลบูลย์ รับบทเลขาสาว ของภาคิน มาแบบเสียของ เล่นเรียบง่ายไป

แต่ที่เสียของสุดๆ คือ แจ็ค แฟนฉัน มาทำไม ทื่อ/แข็ง ไม่ได้เข้ากับเรื่องเลย ทุกๆ ตัวละครในส่วนของ ลอตเตอรี่ 30 ล้าน ที่ขนตลกหลายคนมาเล่น บอกเลยน่าเบื่อ มุขฝืด รกหนัง นอกจากนี้ ยังมีการระดมนักแสดงรับเชิญคนเก่าแก่ อาทิ โอ-ชัยรัตน์ เทียบเทียม เจ้าของเสียงร้องเพลงในต้นฉบับ อรสา อิศรางกูร, ตู้-ดิเรก อมาตยกุล, เปี๊ยก โปสเตอร์,เจเน็ต เขียว,ปราบปฎล สุวรรณบาง ฯลฯ มาร่วมแสดงกันคนละเล็กละน้อย

เอ๋-ไพโรจน์ ที่ในอดีต กำกับหนังดีๆ สนุกๆ หลายเรื่องแต่มาเรื่องนี้ หนังออกมาดูเชยขาดเสน่ห์ บทง่าย ขาดความลุ่มลึก มุขเสียดสี สังคมปัจจุบัน ก็ยังไม่รู้สึกสนุกไปกับมันยังดีที่ยังสามารถนำเอาบรรยากาศเดิมในส่วนของความเป็นตั้มกับโอ๋ออกมาได้ดี ดูแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ และที่ชอบ คือเพลงเก่าถูกนำกลับมาทำใหม่ได้อย่างไพเราะ สำหรับเรื่องนี้ให้ 5/10 คะแนน