โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอกับฉันกับฉัน (You&Me&Me)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/710305

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอกับฉันกับฉัน (You&Me&Me)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอกับฉันกับฉัน (You&Me&Me)

วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักเรื่องล่าสุดของ ค่าย GDH ที่พาย้อนกลับไปสู่ยุคปี 2000 ช่วง Y2K ผ่านตัวละครพี่น้องฝาแฝด ผลงานการเป็นโปรดิวเซอร์ของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล งานกำกับของพี่น้องฝาแฝด วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ในตอนแรกๆ ที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ บอกตรงๆ ว่าเฉยๆ คิดว่าน่าจะออกในแบบหนังรักวัยรุ่น เด็กรุ่นใหม่ ที่ทำกันออกมาในยุคนี้ แต่พิเศษตรงที่ติดป้าย GDH อาจดูดีกว่าค่ายอื่นๆ นิดหนึ่ง เมื่อเป็น หนัง GDH เลยเป็นหนังบังคับดู ยังไงๆ ก็ต้องดู ไม่รู้แม้กระทั่งตัวฝาแฝด ในเรื่องเป็นนักแสดงคนเดียวกัน นึกว่าเอาฝาแฝดมาแสดงเหมือนเรื่องอื่นๆ เพิ่งมารู้ก่อนเข้าโรงไม่กี่นาที แต่..ไม่นึกไม่ฝัน เมื่อได้ดูหนังแล้วต้องบอกเลยว่าหลงรัก เธอกับฉันกับฉัน แบบหมดใจ

วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ทำ เธอกับฉันกับฉันออกมาเป็นหนังรักโรแมนติกใสๆ วัยรุ่น ที่โดนใจ น่าประทับใจ การถ่ายทอดความรู้สึกของความเป็นฝาแฝดที่สามารถสัมผัสอยู่กับคนดูได้ตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ หนังเด่นในเรื่องบทอาจจะเป็น วรรณแวว แฝดผู้พี่นั้นเป็นนักเขียนบทให้ค่ายนี้ มีงานดีๆ โดนใจมาแล้วหลายเรื่องรวมทั้งสองพี่น้องมีงานเขียนหนังสือ ทำหนังสารคดี หนังสั้น มาก่อน เลยทำให้บทหนังดูดีผสมกับงานด้านโปรดักชั่นที่ดีงามไปหมด โดยเฉพาะการพาย้อนยุคกลับไปสู่ยุค 2000 ที่แค่เห็นก็มีความสุขแล้ว ต้องชมงานด้านภาพ ฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ โดยเฉพาะเพลงท่าเต้นของ โบ-จอยซ์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม และที่สำคัญคือสองดารานำนักแสดงหน้าใหม่แกะกล่องที่เล่นได้ดีจริงๆ

ตัวหนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เรียบง่ายไม่พิสดาร ไม่สลับซับซ้อนหรือต้องตีความใดๆ ทั้งสิ้น ค่อยๆ ให้เราตามดูสองพี่น้องที่ต้องเจอเรื่องราวต่างๆ ไปทีละขั้นทีละตอน พอจะเดาทางออกว่าต่อไปเจออะไร แต่ในการเล่าเรื่องแบบง่ายๆ นี้ กลับสามารถทำให้คนดูสัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ของตัวละครอินเข้าไปกับตัวเรื่องในทุกๆ ช่วงของตัวหนัง ไม่ว่าจะเป็นสุขทุกข์ สนุกสนาน เศร้าดีใจ เสียน้ำตา หนังเปิดเรื่องด้วยความสนุกไปกับความเป็นฝาแฝด เรื่องราวในรั้วโรงเรียน ก่อนจะย้ายไปยังนครพนม ที่ตอนแรกนึกว่าอาจจะน่าเบื่อ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับทำให้เรารู้สึกผูกพัน รู้จักความรัก ความผูกพัน ความแตกต่าง รวมทั้งความรักที่กับผู้ชายคนเดียวกัน

น้องใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ รับบทเป็นทั้ง ยู กับ มี ที่น่ารัก สมวัย ต้องชมการแสดงที่เล่นดีมากๆ จนทำให้เราเชื่อแบบสนิทใจว่าเป็น ฝาแฝดกัน เป็นคนละคน คนละบุคลิกกัน จนทำให้อดหลงรักทั้งตัวยู กับ มีชอบๆๆ หลงรักเธอเลย และต้องชมนักแสดงแทนใบปอ ทั้งตัวยูและตัวมี ที่แม้จะไม่เห็นหน้าเห็นตา แต่แสดงบุคลิกท่าทางได้เหมือนใบปอ รวมไปถึง งานสร้างภาพ ซีจี มุมกล้อง การตัดต่อลำดับภาพ ที่สร้างความให้เหมือน เป็นฝาแฝดกันจริงๆ มาโลดแล่นแสดงด้วยกันบนจอ

โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์ ในบท หมาก ก็ไม่ธรรมดา เล่นได้เข้าขากับใบปอได้ดี แม้บางช่วงอาจดูเด็กๆ ไปบ้าง แต่ก็ตามวัยของหมาก ในเรื่อง มีหลายตอนที่ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสีหน้าแววตาได้ดี

กระแต-ศุภักษร ไชยมงคล (เรืองสมบูรณ์) นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่เข้ามาช่วยเสริมในส่วนของดราม่าในบท นิ่ม แม่ของยู กับ มี ที่เข้ามาขยี้ วางเชื้อกระตุ้นต่อมน้ำตา กับ นฑี งามแนวพรม ในบท ป๊า ที่บทอาจจะไม่เยอะไม่มาก ดูสนุกสนานเฮฮา แต่ในช่วงท้ายท่ามกลางรอยยิ้มกลับแฝงไว้ด้วย ความเศร้า น้ำตาคลอในดวงตา

เธอกับฉันกับฉัน หนังรักใสๆ ครบรส แม้อาจจะไม่ดีงาม ดีเท่าแฟนฉัน หรือ เพื่อนสนิท แต่เพราะเรื่องราวรักพี่รักน้อง รักแรกของสองแฝด สองแฝดกับรักของครอบครัว ที่ดูแล้วมีความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตาซึม น้ำตาไหลเป็นทาง เลยไม่ใช่เรื่องยากที่รักเรื่องนี้แบบหมดใจ เข้าไปอยู่ในดวงใจเลยทีเดียว รักครับ รักน้องยู รักน้องมี 10/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะเฟเบิลแมนส์ (The Fabelmans)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/708675

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะเฟเบิลแมนส์  (The Fabelmans)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะเฟเบิลแมนส์ (The Fabelmans)

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Fabelmans คือผลงานหนังเรื่องล่าสุดของสตีเว่น สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด ที่หยิบเอาชีวิตในวัยเด็กวัยรุ่นก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับมืออาชีพมาถ่ายทอดสู่แผ่นฟิล์ม งานชิ้นนี้จึงเป็นหนังที่อยากดูรอดูอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อได้ดูก็ไม่ผิดหวัง

The Fabelmans ชัดเจนในความเป็นหนังของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก อารมณ์หนังพาไปตั้งแต่ซีนแรกจนซีนสุดท้ายภาพที่ปรากฏบนจอตัวละคร โปรดักชั่น หากไม่บอกว่าใครเป็นผู้กำกับ นี่เดาได้เลยว่าต้องเป็น สปีลเบิร์ก แน่ๆชอบในการเล่าเรื่องวิธีการนำเสนอเดินเรื่องไปเรื่อยๆเรียบง่าย การแสดงที่ดูเป็นการแสดงงานด้านภาพที่รู้สึกถึงการถ่ายทำ พล็อตเรื่องที่ดูธรรมดา คุ้นตา แต่ด้วยพลังของตัวหนังทำให้ดูได้แบบไม่เบื่อ ดูได้แบบเพลินๆ ไปกับตัวหนังที่ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ๆ อลังการงานสร้าง แต่กลับสะกดคนดูได้ชะงัด

ตัวหนังตรึงให้อยู่กับภาพบนจอ กล้องถ่ายหนัง ทั้ง 8 มม.หรือ 16 มม. การถ่ายทำหนังแบบง่ายๆ แบบเด็กๆ แต่ดูมีชั้นเชิง ฟิล์มหนัง เครื่องฉายหนังเครื่องเล็กๆ หรือแม้แต่บรรดาหนังเก่าๆ ใบปิดหนังคาวบอยที่ใส่เข้ามาในหนังล้วนทำให้ดูหนังได้แบบมีความสุข

หนังนำเสนอในส่วนของ ดราม่า ชีวิตครอบครัวได้ดี ครอบครัวอบอุ่นเพื่อนสนิท ความรักของพ่อแม่ ลูก พี่น้อง หรือแม้แต่ปัญหาในครอบครัว ที่อาจจะมองข้าม ละเลย ปล่อยผ่าน จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง จนเกิดการแตกหัก หย่าร้างกันขึ้น รวมทั้งชีวิตนอกบ้านในโรงเรียน การถูกบูลลี่ ความรักหนุ่มสาว การบอกรักบอกเลิกความผิดหวัง อกหัก ฯลฯ ตัวหนังค่อยๆ ให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละคร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มิเชล วิลเลียมส์ มาพร้อมพลังอันเหลือล้น ในบท มิตซี่แม่ของ แซมมี่ รับรู้ได้ถึงความรักลูก สนับสนุนลูกในทุกๆ อย่างร่าเริงสดใส หรือแต่หลายตอนที่รู้สึกว่าเธอเป็นตัวละครที่น่าเบื่อเห็นแก่ตัว พาลไม่ค่อยชอบตัวละครตัวนี้ แต่ไปๆ มาๆ ก็เกลียดเธอไม่ลง แกเบรียล ลาเบลล์ มารับบท แซมมี่ ตัวละครหลักๆ ของเรื่อง ที่อาจจะดูเก้ๆ กังๆ ดูเคอะเขินอยู่บ้าง แต่ก็ดูเข้ากับบุคลิกตัวละครตัวนี้ เลยกลายเป็นทำให้หนังออกมาดี แถมยังเล่นได้เข้าขากับนักแสดงคนอื่นๆ และที่ต้องชมคือเขาทำให้รู้สึกได้ถึงความเป็นคนที่อยู่กับหนัง รักหนัง ชีวิตมีแต่หนังได้จริงๆนักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี

ชอบ The Fabelmans ในทุกๆ องค์ประกอบของตัวหนังนักแสดงที่เล่นดีๆ มีพลัง การเล่าเรื่องง่ายๆ แต่ไม่น่าเบื่อ งานภาพแสงสี มุมกล้อง ที่ละเมียดละไม การพาย้อนไปในยุค 70 ที่ใช่เลย ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม อุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ นานา ดีงามกับการได้ฟังดนตรีประกอบ ฝีมือ จอห์น วิลเลียม ที่ฟังได้แบบไพเราะ ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลิน ดื่มด่ำไปกับทุกๆ อารมณ์ของหนังและที่สำคัญคือในระหว่างชวนให้สนุกและนึกถึงหนังเรื่องต่างๆ ของ สปีลเบิร์ก เหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละช่วงนั้นถูกใส่มาในหนังของเขานั่นเอง นี่คือหนังของคนรักหนัง คนชอบหนัง และคนที่รัก สปีลเบิร์ก รักเรื่องนี้มากมาย 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทิดน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/707146

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทิดน้อย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทิดน้อย

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตำนานความรักที่ไม่เคยมีใครเล่า รักแท้ กับ รักแท้แท้..เป็นคุณจะเลือกใคร “ทิดน้อย” คือ ผลงานการกำกับหนังต่อจากเท่งโหน่ง คนมาหาเฮีย (2550), เท่งโหน่งจีวรบิน (2554), แคท อ่ะ แว้ป! (2558) ของ เท่ง เถิดเทิง ที่หยิบเอาตำนานของแม่นาคพระโขนง มานำเสนออีกครั้งในรูปแบบหนังตลก ทำกับค่าย  M๓๙

ทิดน้อย นำเสนอเรื่องราวของ แม่นาค ที่เราๆ คุ้นเคยกันดีเริ่มตั้งแต่คบกัน อยู่ด้วยกัน มีลูก เกณฑ์ทหาร ตายท้องกลมกลายเป็นผีมาหลอกชาวบ้าน ทุกอย่างมีครบ ไม่ได้มีการตีความใหม่ แต่อย่างใดเพียงแต่ทำออกมาในแนวขบขัน หรรษา ไม่ได้เน้นน่ากลัวจริงจัง ดราม่า ซีเรียส เหมือนที่ผ่านมาๆ โดยเพิ่มตัวละครหลักขึ้นมา คือ ทิดน้อย เพื่อนทิดมากที่เข้าแทรกกลางระหว่างตัวทิดมาก กับ นางนาค ซึ่งถ้าตัดทิดน้อยออกไป เส้นเรื่องเดิมแทบจะไม่เปลี่ยน(อารมณ์ประมาณ เหมือนดูละครสั้นในชิงร้อยชิงล้าน ก่อนบ่ายคลายเครียด เพียงแต่เป็นเรื่องเป็นราวจริงจังมากกว่า)

เท่ง เถิดเทิง เหมาหมดทั้งกำกับ/เขียนบท และนำแสดงในส่วนของตัวหนัง โปรดักชั่นออกมาดูดี ไม่ขี้เหร่ บรรยากาศท้องทุ่งมาแบบเต็ม ความน่ากลัวหลอนของคุ้งน้ำพระโขนง บ้านแม่นาคยังคงดูดี มุมกล้อง ภาพสวยๆ ฉากเครื่องแต่งกาย ดนตรีประกอบซาวนด์ต่างๆ โอเคเลย หนังเล่าเรื่องสนุก เดินเรื่องเร็ว เพียงแต่รู้สึกว่าเดินเรื่องเร็วไปสักนิด แทบจะไม่ขยี้หรือต่อขยายมุขออกไปต่อเลย ทำให้รู้สึกหลายตอนมันห้วนๆ ไปไม่สุดทาง ทั้งนี้ สามารถไปต่อได้อีก กำลังจะอิน จะหัวเราะ จะสนุก กลับทำให้สะดุดค้างคาซะอย่างนั้น

เท่ง ในภาพของ “ทิดน้อย” ดูเด่นสุดๆ เป็นบทนำที่ออกมาแทบทุกฉากในเรื่อง เป็นตัวละครที่มีครบทุกอารมณ์ รัก/ดราม่า/แอ๊กชั่น/ตลกสนุกสนาน เท่ง ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการแสดงของตัวเอง การส่งมุขโยนมุข หรือร่วมแสดงกับคนอื่น อั้ม-พัชราภาไชยเชื้อ คืนจอเล่นหนังอีกครั้งในรอบ 8 ปี และยังเป็นการกลับมารับบท “แม่นาค” อีกครั้ง หลังจากที่เคยรับบทนี้มาแล้วจากในฉบับละครช่อง 7 สี ประกบ พีท ทองเจือ เมื่อปี 2542 ทั้งสองเวอร์ชั่น อั้ม-พัชราภา ยังคงทำให้แม่นาคสวยสิ่งที่ต่างไป ใน “ทิดน้อย” คือ เรื่องนี้เล่นแบบสบายๆ เน้นเฮฮาสนุกสนาน ไม่เครียด เล่นแบบปลดปล่อย แม้แต่ตอนเป็นผีแม้จะแต่งหน้าน่ากลัว แต่ก็แทบไม่รู้สึก ถึงความน่ากลัว ยังเป็นผีที่มีความสวย

อนันดา เอเวอริ่งแฮม ในบท “ทิดมาก” ที่ชัดเจนในความเป็นบทสมทบ ฉีกลุค ฉีกภาพเดิมๆ ที่เคยแสดงมา คาแร็กเตอร์แบบตัวละครในการ์ตูนมาเรียกรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะ ซึ่งอนันดาทำหน้าที่นี้ได้ดีทีเดียว

ทิดน้อย คือ หนังไทยอีกเรื่องที่ดูสนุกสนาน ชัดเจนในความเป็นหนังตลก ที่ดูแบบเพลินๆ สบายอกสบายใจ ถ้าปล่อยใจดู ดูแบบปล่อยใจไม่คิดมากสนุกแน่นอนทิดน้อย หนังที่มี ทิดมาก กับ นางนาคเป็นชูโรง ฉันมดฉันนั้น นี่คือหนังเท่งที่ได้ อนันดา กับ อั้ม-พัชราภามาช่วยเรียกคนดูสนุกระดับ 6/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มัมมี่ส์ (Mummies)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/705622

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มัมมี่ส์ (Mummies)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มัมมี่ส์ (Mummies)

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในตอนแรกที่เห็นใบปิดและตัวอย่างของหนังอดนึกไปถึง The Prince of Egypt (1998) แอนิเมชั่นในดวงใจของใครหลายคนที่ผสมผสานกับแนวหนังข้ามมิติทะลุมิติจากโลกอดีตมาสู่โลกปัจุบัน แต่เอาเข้าจริงๆมัมมี่ส์ (Mummies) ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เป็นแอนิเมชั่นที่มาในแบบของตัวเอง และความต่างกันแบบชัดเจนคือเป็นแอนิเมชั่นในระบบ 3D ที่มีความคมชัดลึกไม่ใช่แค่ลายเส้นเหมือน The Prince of Egypt การผจญภัยของ สามมัมมี่ เจ้าหญิงจอมแก่น คนขับรถม้าหนุ่มกับน้องชายจอมแก่น และจระเข้ตัวน้อยแห่งสุสานอียิปต์ โลกหลังความตายที่มาโผล่ยังใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อตามหาแหวนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกนักโบราณคดีชื่อดังขโมยมาจากสุสาน มัมมี่ส์ (Mummies) เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เดาเรื่องได้ไม่ยาก ภายใต้พล็อตเรื่องที่คุ้นๆ กันดีในหนังแฟนซีผจญภัย

การดีไซน์ตัวละครต่างๆ ออกมาดี น่ารัก มีเสน่ห์เห็นปุ๊บรักปั๊บ ชัดเจนในคาแร็กเตอร์ แค่เห็นก็รัก ตัวเอกแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์ ตัวร้ายที่ร้ายแบบการ์ตูนๆ ตัวตามที่ช่วยเพิ่มเสียงหัวเราะ รวมทั้งตัวขโมยซีนตัวละครหลักดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ธุต คือ ตุตันคาเมน เนเฟอร์พระนางเนเฟอร์ตีติ ตัวร้ายอย่างลอร์ดคาร์นาบีมาจากลอร์ดคอร์นวอลล์ ผู้ที่ขุดเจอสุสาน เสน่ห์ที่ทำให้ มัมมี่ส์ (Mummies) ประทับใจครบสูตรครบรส คือ เพลงประกอบที่ไพเราะ เพลงหลักๆ ในเรื่องนี้ 3 เพลง คือ “I Am Today”, “New Song” และ “Ring Song”ชอบฉากร้องเพลงปะทะกันบนเวทีละครเวทีเรื่องไอด้าสุดยอดมากๆ อารมณ์ของละครเวทีเพลงที่ได้สุดยอดนักร้องเสียงคุณภาพมาประชันกัน บทเพลงที่ เนเฟอร์ ร้องเรียกยอดวิวก็น่าฟัง เพราะทุกเพลง จะตินิดหนึ่งคือไหนๆก็ทำคำบรรยายไทยในเนื้อเพลง แต่ดันมีครึ่งๆ กลางๆ ไหนๆ ก็ทำแล้วควรทำให้ครบ เด็กๆ จะได้เข้าใจความหมายมัมมี่ส์ (Mummies) แอนิเมชั่นใสๆ น่ารักๆ ประเดิมเปิดปีกระต่าย 2023 ของค่ายวอร์เนอร์ ที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้ คนที่ได้ดูมีความสุขและชอบได้ไม่ยาก สำหรับคนที่ชื่นชอบ/ติดตาม หลงใหลในเรื่องราวของอียิปต์ สุสานฟาโรห์ เทพเจ้า รับรองดูไปยิ้มไป มีความอินเพิ่มมากขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องราว โดยเฉพาะเด็กน้อยก็น่าจะอยากศึกษาในเรื่องของอียิปต์เลย ในรอบที่ดูพอเอนเครดิตขึ้น ผู้ใหญ่เริ่มค่อยๆ ทยอยออกจากโรง แต่ได้ยินเด็กน้อยหลายๆ คนคุยกันบอกรอดูภาพการ์ตูนลายเส้นน่ารักๆ ต่อจนจบ 9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Again

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/704069

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Again

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Again

วันเสาร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Blue Again คือหนังไทยเรื่องเล็กๆ แต่คุณภาพคับแก้วหนังขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับหญิง ฐา-ฐาปณี หลูสุวรรณที่ถูกเลือกให้เข้าร่วมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 27(Busan International Film Festival : BIFF) ได้รับเลือกให้เข้าชิงในสาขา New Currents ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ ก่อนจะกลับมาเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ (World Film Festival of Bangkok) ครั้งล่าสุดฐาปณี หลูสุวรรณ เหมาทำหลายๆ หน้าที่ในหนัง โดยเฉพาะงานหลักๆ คือ กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ใช้เวลาในการปลุกปั้นงานชิ้นนี้ ค่อยๆ ทำไปนานกว่า 8 ปี จากหนังที่ตอนแรกวางไว้แค่ 1 ชั่วโมง จนได้หนังที่มีความยาว ยาวถึง 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะตัดเหลือ 3 ชั่วโมงต้องชม ฐาปณี ที่ทำให้ Blue Again ออกมาเป็นหนังไทยที่ลงตัวในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านโปรดักชั่น งานด้านภาพ การตัดต่อการบันทึกเสียง บทหนัง ดนตรีประกอบ เครื่องแต่งกาย รวมไปถึงการแสดงที่ทำได้ดี ทั้งนักแสดงนำหรือสมทบ Blue Again ใช้วิธีการเล่าเรื่อง ตัดสลับไปมา 2 เหตุการณ์ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่ ปี 1-4 เน้นๆ ความสัมพันธ์กับ แพร สลับกับช่วงคริสต์มาสที่ เอ กลับไปบ้านที่สกลนคร ได้เจอกับ สุเมธ เพื่อนเก่าเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน และรู้เรื่องราวปมในใจของแม่เธอ

สิ่งที่ Blue Again พูดถึงชัดเจนเน้นๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ คือ การบูลลี่ในสังคม ทั้งในชีวิตจริงและในโซเชียล หนังวางให้เกิดขึ้นในช่วงปี 2011-2014 นอกจากนี้ ยังแทรกประเด็นทางการเมืองใส่เข้ามาเป็นระยะๆ ใน Blue Again มีฉากดราม่า ขยี้อารมณ์ เรียกน้ำตา ที่มีทั้งปริ่มๆ ซึมๆ ไปจนถึงปล่อยโฮออกมาโดยไม่บีบคั้นอะไรมากมาย ใช้การแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ เนื้อเรื่องที่ค่อยๆ ทำให้เราผูกพัน ตามดูความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ พัฒนา มีการเปลี่ยนของแต่ละตัวละครมากระตุ้นต่อมน้ำตาของคนดู Blue Againเลือกใช้นักแสดงโนเนมที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยดูมาก่อนมารับบทในเรื่อง และทุกคนเล่นดี รับ-ส่งบทกันไปมา การแสดงร่วมกันเป็นทีมกลายเป็นจุดเด่นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้

ตะวัน จริยาพรรุ่ง แบกหุ่นรูปร่างใหญ่แบบสาวลูกครึ่งรับบท เอ ได้อย่างมีพลัง แบกหนังเอาไว้คนเดียว แสดงเหมือนไม่ได้แสดง ทำได้ดี การแสดงภายนอกที่ชัดเจน หรืออินเนอร์ภายในที่ค่อยปล่อยออกมา อสมาภรณ์ สมัครพันธ์ สวมบทแพร หรือหมวยตลาดน้อย ดูธรรมชาติมาก มีทั้งความเป็นสาวติสๆ ในแนวเด็กอาร์ตเด็กศิลป์ มีความเป็นลูกไล่ของเพื่อนๆดูเป็นมิตรกับทุกๆ คน สบายๆ การแสดงกำลังดี ศรัณย์เมศรัตนพงษ์ ในบท สุเมธ แรกๆ ดูเฉยๆ ธรรมดาๆ แต่ยิ่งดูไปๆในความนิ่งนั้นกลับมีเสน่ห์ กลายเป็นดูดีขึ้นมา ณพรรธน์ตรีผลาวิเศษกุล ในบท กัน หนุ่มคอสเพลย์ในคณะที่อยู่คนเดียว ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน แต่ไปๆ มาๆ กลับดูจริงใจ มีความเป็นเพื่อนมากกว่าคนอื่นๆ บทไม่เยอะแต่ออกมาทีไรเด่นทุกที Blue Again คือหนังไทยเล็กๆ ที่ดีงาม ดูสมบูรณ์ลงตัวไปในทุกๆ ด้าน นานๆ จะมีงานดีๆ งานหนังนอกกระแสที่โดนใจ ประทับใจออกมาให้ชอบสักเรื่องหนึ่ง Blue Again คือหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปี 2565ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองมาดูกันจริงๆ อยากจะให้ 10/10 คะแนน แต่ติดแค่ช่วงท้ายเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ที่หนังขัดอกขัดใจ เหลือแค่9.5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ ตัวตึง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/702627

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ ตัวตึง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ ตัวตึง

วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วัยอลวน ฮ่า! คือหนังภาคต่อ ภาคที่ 5 ของหนังชุด วัยอลวน ผลงานการสร้างของค่าย “เอ็ม พิคเจอร์ส” และ “เดอะฟิฟท์เอลลิเม้นท์ ฟิล์ม” ที่ได้ เอ๋-ไพโรจน์ สังวริบุตร มารับหน้าที่กำกับวัยอลวน ฮ่า! เคยเข้าฉายไปแล้วเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2564 แต่ฉายได้แค่ 3 วัน 12-14 เม.ย. พอวันที่ 15 เม.ย. หนังถูกถอดโปรแกรม เนื่องจากการระบาดอย่างหนักของโควิด-19 มาถึงวันนี้วัยอลวน ฮ่า! กลับมาเข้าโรงฉายใหม่อีกครั้ง

วัยอลวน 5 ตั้ม-โอ๋ตัวตึง คือ เรื่องราวของรุ่นหลานของ ตั้มกับโอ๋ โดยเนื้อหาเรื่องเดินไปที่ตัวหลานชายที่ดันไปตกหลุมรักสาวสวยที่มีปมอดีตผิดใจกับพ่อ และพ่อหวงลูกสาวสุดฤทธิ์ตัดสลับกับ ตั้ม ที่ต้องมาช่วยพี่สาวของโอ๋ว่าความในคดีลอตเตอรี่30 ล้าน

เอ๋-ไพโรจน์ กับ จิ๋ม-ลลนา สุลาวัลย์ คือส่วนที่ดีที่สุดหนังพลังล้นเหลือ ดูมีเสน่ห์ พาย้อนกลับไปสู่ วัยอลวน ในปี 19 ดูเป็นธรรมชาติสบายๆ เล่นเหมือนไม่ได้เล่นให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับมาพบกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง ที่แม้วัยจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังเป็นตั้มกับโอ๋ ที่เราๆ คุ้นเคยกันดี จะต่างกันก็แค่วัยที่เพิ่มขึ้น ตั้ม, โอ๋ ทำให้เกิดรอยยิ้ม ดูแล้วมีความสุข ยิ่งหนังใส่ภาพจากภาคแรกเข้ามาคั่น ยิ่งเพิ่มความฟินให้กับคู่นี้

แน็ก-ชาลี  ปอทเจส เป็นโต๋ ดูลื่นไหลในแบบที่เป็นตัวของตัวเองที่คุ้นตา เพียงแค่มาดเซอร์ๆ ตี้ดๆ ในมุขฝืดๆ เลยรู้สึกสกปรก ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ดูไม่ค่อยแมทช์กับ อั้ม ที่รับบทโดย พิม-พิมประภา ตั้งประภาพร ที่ดูสวยน่ารัก ออร่า!! ความเป็นนางเอกชัดเจน

จิรวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา กลับมารับบท ป้าอ้อที่ภาคนี้ดูทันสมัย บทเดิมที่เคยเล่นไว้ทุกภาค พี่สาวที่ไม่ค่อยถูกชะตากับน้องเขย แต่ในตอนนี้กลับต้องมาจับมือกัน จับคู่กับ จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย

น้าแต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์ มารับบท ภาคิน พ่อของ อั้มที่เหมาะจะเป็นพ่อใจดี มากกว่าจะเฮี้ยบหวงลูกสาว เล่นแบบมิติเดียวแบนๆ ส่วน ใบเฟิร์น-พัสกร พลบูลย์ รับบทเลขาสาว ของภาคิน มาแบบเสียของ เล่นเรียบง่ายไป

แต่ที่เสียของสุดๆ คือ แจ็ค แฟนฉัน มาทำไม ทื่อ/แข็ง ไม่ได้เข้ากับเรื่องเลย ทุกๆ ตัวละครในส่วนของ ลอตเตอรี่ 30 ล้าน ที่ขนตลกหลายคนมาเล่น บอกเลยน่าเบื่อ มุขฝืด รกหนัง นอกจากนี้ ยังมีการระดมนักแสดงรับเชิญคนเก่าแก่ อาทิ โอ-ชัยรัตน์ เทียบเทียม เจ้าของเสียงร้องเพลงในต้นฉบับ อรสา อิศรางกูร, ตู้-ดิเรก อมาตยกุล, เปี๊ยก โปสเตอร์,เจเน็ต เขียว,ปราบปฎล สุวรรณบาง ฯลฯ มาร่วมแสดงกันคนละเล็กละน้อย

เอ๋-ไพโรจน์ ที่ในอดีต กำกับหนังดีๆ สนุกๆ หลายเรื่องแต่มาเรื่องนี้ หนังออกมาดูเชยขาดเสน่ห์ บทง่าย ขาดความลุ่มลึก มุขเสียดสี สังคมปัจจุบัน ก็ยังไม่รู้สึกสนุกไปกับมันยังดีที่ยังสามารถนำเอาบรรยากาศเดิมในส่วนของความเป็นตั้มกับโอ๋ออกมาได้ดี ดูแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ และที่ชอบ คือเพลงเก่าถูกนำกลับมาทำใหม่ได้อย่างไพเราะ สำหรับเรื่องนี้ให้ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่วยด้วย! ผมติดบนดวงจันทร์ (Moon Man)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/700178

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่วยด้วย! ผมติดบนดวงจันทร์ (Moon Man)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่วยด้วย! ผมติดบนดวงจันทร์ (Moon Man)

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนังจีนฟอร์มยักษ์ที่ทำรายได้สูงสุดแห่งปีถล่มทลายกว่า 1,700 ล้านบาท ที่ทางค่าย T&B Media Global Thailandนำเข้ามาสร้างความสนุกสนานในช่วงปีใหม่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากซีรี่ส์คอมมิคเรื่อง Moon You ของนักเขียนการ์ตูนชาวเกาหลีใต้ Cho Seokกำกับโดย จางชืออวี๋

ช่วยด้วย! ผมติดบนดวงจันทร์ (Moon Man) มาพร้อมบรรยากาศความเป็นหนังจีนเน้นสนุกสนานเฮฮาในแบบที่คุ้นเคยกันดี เห็นกันบ่อยสำหรับหนังจีนยุคใหม่ มุขตลกง่ายๆ ไม่ซับซ้อนที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะออกมาได้อย่างตลอดเวลาโดยพันธมิตรให้เสียงพากษ์

แม้ว่าบทพากษ์อาจจะนอกเรื่องนอกราวไปบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นหนังตลกอยู่แล้วก็ไม่เสียหายอะไร แต่กลับยิ่งทำให้หนังสนุกขึ้นต้องชมทีมพากย์พันธมิตร ที่ให้เสียงภาษาไทยออกมาได้ตามจังหวะที่ควรจะเป็น ช่วงไหนปล่อยมุขใส่แบบเต็มที่ หรือช่วงไหนที่ไม่นอกเรื่องเข้ากับในช่วงดราม่าของเรื่อง

ช่วยด้วย! ผมติดบนดวงจันทร์ (Moon Man) มีพลอตที่คุ้นๆกันดี คนที่ติดอยู่ในบางสถานที่ ต้องเอาตัวรอดตามลำพังกับคู่หูคู่กันที่คุ้นๆ กันดี ก็อย่าง Cast Away ที่ติดเกาะ หรือที่พอจะใกล้เคียงกับในเรื่องนี้หน่อยก็ Apollo13 และที่เด่นพอๆ กับความเป็นหนังตลกแล้ว ในเรื่องนี้ยังทุ่มทุนสร้าง เน้นการสร้างบรรยากาศบนดวงจันทร์ ให้ความรู้สึกเป็นหนังไซไฟ หนังอวกาศ หนังบนดวงดาวออกมาได้ดีไม่แพ้หนังฮอลลีวู้ด 

และที่ต้องชมคือช่วงท้ายเรื่องที่เน้นความเป็นดราม่าของเรื่อง ที่เล่นเอาเงียบกริบกันทั้งโรง อาจจะไม่ถึงกับเสียน้ำตา ฟูมฟายแต่ก็เล่นเอาซึมไปได้เลย ลืมไปเลยว่าหนังมาในโทนสนุกสนานเฮฮามาตั้งแต่ต้น แม้จะเป็นหนังคนติดอยู่บนดวงจันทร์ แต่ตลอดเรื่องเราแทบจะไม่ลุ้นว่าเขาจะกลับมาได้หรือไม่ แค่คอยตามดูว่าเขาจะเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างไร 

เสิ่นเถิง ในบท “ตู๋กูเยว่” เล่นได้น่ารัก มีครบทั้งการแสดงบุคลิกท่าทางที่ทำให้หัวเราะได้ไม่ยาก พอถึงฉากดราม่ากับฉากรักโรแมนติก ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน หม่าลี่ ในบท หม่าหลานซิงนางเอกของเรื่อง แรกๆ ดูเฉยๆ ดูห้าวๆ ลุยๆ ในแบบหัวหน้าหน่วยนักวิทยาศาสตร์ แต่พอดูไปๆ เริ่มรู้สึกเธอสวยน่ารักโดยเฉพาะตอนสวมชุดอวกาศ

แต่ที่ขโมยซีนแบบมาเนียนๆ เป็นตัวละครที่ดูน่ารัก (แบบโหดๆ)อาจจะดูน่ารำคาญบ้างในบางช่วง แต่สุดท้ายแล้วคนดูจะรักและชอบคือเจ้าคิงคองรู หรือว่า ตึงโจ้ 

ต้องชมงานด้านโปรดักชั่นของหนังที่ดีงาม ดูดีลงตัวไปหมดทั้งงานด้านภาพ การตัดต่อ ฉาก ซีจีเทคนิคพิเศษ การเล่าเรื่องมุขตลก ฉากตื่นเต้น ภาพต่างๆ บนดวงจันทร์ ภาพในห้วงจักรวาลหรือในโลกมนุษย์ ในสภาพหลังประสบภัยธรรมชาติ ภัยจากดาวเคราะห์น้อย และที่ชอบมากๆ คือดนตรีกับเพลงประกอบที่มีความไพเราะ มีหลากหลายแนว หลายอารมณ์ 

อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังที่ทำให้หัวเราะได้ และอึ้งซึม เงียบ ได้ในช่วงท้าย ก่อนจะยิ้มได้อีกทีในตอนจบ โดนใจในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อวตารวิถีแห่งสายน้ำ (Avatar The Way of Water)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/698611

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อวตารวิถีแห่งสายน้ำ  (Avatar The Way of Water)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อวตารวิถีแห่งสายน้ำ (Avatar The Way of Water)

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อวตาร (Avatar) (2009) คือผลงานการสร้างของ เจมส์ คาเมรอน ที่สร้างโลกอวตารมนุษย์อวตารตัวฟ้าให้โลกได้รู้จัก เป็นงานที่โชว์เทคนิคพิเศษสุดล้ำในยุคนั้น หลายคนอาจจะชื่นชอบชื่นชมอวตาร แต่โดยส่วนตัวแล้วกลับเฉยๆ กับงานชิ้นนี้ ยอมรับเลยว่าตื่นตาตื่นใจไปกับเทคนิคพิเศษ แต่กลับไม่สนุก งง! ไปกับตัวเรื่อง จนถึงกับเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวเป็นระยะๆ ต้องกลับมาดูซ้ำอีก 2-3 รอบก็ยังหลับ แต่ก็ยังหลับในช่วงอื่น เมื่อรวมๆ กันแล้ว ถือว่าผ่านตาครบทั้งเรื่องความทรงจำต่างๆ ของอวตาร มีเพียงแค่เป็นหนังคนตัวสีฟ้าในร่างอวตาร ผลงานของ เจมส์ คาเมรอน เท่านั้น

อวตารวิถีแห่งสายน้ำ (Avatar The Way of Water) คือการกลับมาเป็นภาคต่อของอวตาร ที่ เจมส์ คาเมรอน ใช้เวลานานถึง 13 ปี

เจมส์ คาเมรอน ยังคงเป็น เจมส์ คาเมรอน งานเนี้ยบโปรดักชั่นดี ลงตัว ดูดีไปหมด ทั้งงานด้านภาพ เทคนิคพิเศษ การตัดต่อกระชับฉับไว ดนตรีประกอบเยี่ยม เพลงเพราะ ทำเอาละลาย

จะมีก็เพียงนักแสดงที่เหมือนกับในภาคที่แล้วที่โดนซีจีกลบจนหมด สมกับชื่อเรื่องคือตัวละครที่เป็นอวตาร เล่นดีภายใต้รูปอวตาร ยิ่งในภาคนี้ตัวละครที่ใช้เป็นคนยิ่งดูไม่เด่น เรื่องเน้นไปที่คนตัวฟ้าร่างอวตาร  

นักแสดงหลักๆ ในภาคนี้มีอาทิ แซม เวิร์ธธิงตัน, โซอี ซัลดานา,ซิกอร์นีย์ วีเวอร์, สตีเฟน แลงคลิฟ, เคอร์ติส โจเอล, เดวิด มัวร์,ซีซี เอสพาวเดอร์, เอดี้ ฟอลโก, เจ ไมน์คลีเมนท์, จิโอวานนี่ ริบิซี่และ เคท วิทสเล็ท รวมทั้งบรรดาสัตว์พาหนะคู่ใจบินได้ยังคงมาร่วมสร้างสีสันในภาคนี้เพิ่มเติม คือ สัตว์พาหนะใต้น้ำ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และที่เด่นสุด คือ เจ้าปลายักษ์พญาตาน

สิ่งที่ในอวตารวิถีแห่งสายน้ำสื่อสารชัดเจน เน้นย้ำไปในเรื่องของสภาพแวดล้อม รักษ์ธรรมชาติ การรุกรานของมหาอำนาจคนที่ทำร้ายสัตว์/สิ่งแวดล้อม อำนาจชื่อเสียงเงินทองที่ผสมกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก ลูกจริง ลูกเลี้ยง ความผูกพันทางสายเลือด ความสัมพันธ์ในครอบครัว มิตรภาพของเพื่อนมิตรสหายเผ่าพันธุ์พวกพ้อง

อวตารวิถีแห่งสายน้ำ (Avatar The Way of Water)แบ่งหนังออกเป็น 3 ช่วง 

ในช่วงแรก ปูเรื่องเล่าเรื่องให้เห็นตัวละครหลักๆ เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ต่อจากในอวตารแรก ใครเป็นใครโดยเล่าเรื่องไปข้างหน้าไม่เสียเวลากับการเล่าเรื่องย้อนหลัง ดังนั้น ใครที่ไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน หรือลืมเลือนไปตามกาลเวลา 13 ปี อาจจะงง!!ต่อไม่ติด ใครเป็นใคร เกี่ยวข้องกันอย่างไร ดังนั้น หากจะดูภาคนี้ให้สนุกเข้าใจควรจะย้อนกลับไปดูภาคแรกเพื่อฟื้นความทรงจำจะได้ดูหนังสนุกขึ้น 

อวตารวิถีแห่งสายน้ำ (Avatar The Way of Water)คือผลงานของ เจมส์ คาเมรอน ที่ดูสนุกเรื่องหนึ่ง เพลิดเพลินไปกับเทคนิคพิเศษล้ำทันสมัย ฉากแอ๊กชั่นดีงามที่ไม่เคยสร้างความผิดหวัง เพียงแต่..โดยส่วนตัวแล้วอาจจะไม่ใช่หนังที่ประทับใจหรือชื่นชอบมากหนัก

เพราะไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ พลอตเรื่องเดิมๆ เส้นเรื่องเดิมๆ การเดินเรื่องเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ไปจากหนังที่มีพลอตเรื่องแนวนี้ พลอตแบบนี้คือสูตรสำเร็จที่คุ้นๆ กันดีในนิยายกำลังภายในโดยทั่วไป ดูได้เพลินๆ และถ้าเทียบกับอวตารแรก ชอบภาค 2 มากกว่า อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกน่าเบื่อ ดูไม่รู้เรื่อง หรือหลับๆ ตื่นๆ ต้องดูซ้ำหลายรอบกว่าจะครบเรื่องเหมือนอย่างภาคที่แล้ว แม้ภาคนี้จะมีความยาวถึง 192 นาที สามชั่วโมงกว่าๆ ที่อาจจะมีช่วงยืดย้วยน่าเบื่อบ้างในช่วงต้นๆ กับกลางเรื่องๆ แต่ก็ไม่ทำให้หลับ ดูเพลินจนรู้สึกเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว (เพิ่งมารู้สึกอยากเข้าห้องน้ำตอนเครดิตท้ายเรื่องขึ้นมา อั้นมาตั้งสามชั่วโมง) ในภาคนี้ไม่มีติ่งต่อท้ายเครดิตแต่หนังชัดเจนในการทิ้งเชื้อต่อในภาค 3 ซึ่งอาจจะไม่ต้องรอกันนานถึง 13 ปี เท่าที่มีการวางแผนเอาไว้ ภาค 3 จะได้ดูกันในวันที่ 20 ธ.ค. 2024 ภาค 4 ในวันที่ 18 ธ.ค. 2026 และภาค 5 ภาคสุดท้ายในวันที่ 22 ธ.ค. 2028

สนุกเพลินๆ ในระดับ 8/10 ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : หนุมาน (White Monkey)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/697214

โอ๊ยเล่าเรื่อง : หนุมาน (White Monkey)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : หนุมาน (White Monkey)

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โขนภาพยนตร์ หนุมาน (White Monkey) คือหนังที่ปลุกกระแส และนำเอาโขน มาสู่จอภาพยนตร์ อำนวยการสร้างโดย นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทสหศีนิมา จำกัด /กำกับภาพยนตร์ โดย สาโรจน์ สุวัณณาคาร /กำกับการแสดง โดย รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) /บทภาพยนตร์ โดย สาโรจน์ สุวัณณาคาร-จรัญ พูลลาภ /แสดงโดย นักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง

สาโรจน์ สุวัณณาคาร ผู้กำกับภาพยนตร์ ทำ หนุมาน (White Monkey) ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ผสมผสานความเป็นโขนให้เข้ากับศาสตร์ของหนัง ออกมาได้อย่างดีและกลมกล่อม ทั้ง เครื่องแต่งกาย การร่ายรำ การแสดงออกท่าทาง การถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆ นานาของตัวละคร รวมไปถึง ดนตรี และการพากย์โดยใช้ภาษาหนัง มุมกล้องเข้ามารับ-ส่งกับ การแสดงโขน ทำให้ภาพที่ออกมาดูแปลกตาออกไปจากที่เราดูโขนบนเวทีการแสดง และขยี้เพิ่มด้วย CG เทคนิคพิเศษ ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการรับชมได้มากยิ่งขึ้นและที่ขาดไม่ได้คือ ดนตรีประกอบ ที่มีทั้งดนตรีไทยในแบบดั้งเดิม และใส่ดนตรีร่วมสมัยเข้ามาผสมผสาน ยิ่งทำให้ภาพของตัวหนัง ออกมาดูร่วมสมัย ไม่รู้สึกว่าเชยหรือล้าสมัยและที่ดูพีคสุดคือ ช่วงท้ายเรื่อง ที่ได้ เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ มาทำเพลงให้ ในสไตล์ของตัวเขาเอง ที่มีความไพเราะให้ทั้งความสมัยใหม่และความรู้สึกความเป็นโขนที่กลมกลืนกันได้ดี ปิดท้ายหนังได้อย่างสมบูรณ์รวมทั้งช่วงเครดิตท้ายเรื่อง ที่ชวนให้นึกถึง MV สวยๆ มีการเปิดหน้าตานักแสดง ไปพร้อมๆ กับ รายชื่อ นักแสดงและทีมงานทุกๆ คน

หนุมาน (White Monkey) เก็บรายละเอียดต่างๆ ของเรื่องราวในรามเกียรติ์ ออกมาได้อย่างครบถ้วนแบบย่อๆ เข้าใจง่าย นักแสดงทุกคน ร่ายรำ แสดงได้ดี สวยงาม ตามมาตรฐานของการแสดงโขน และดูขึ้นกล้อง เมื่ออยู่บนจอภาพยนตร์โดยหลายตัวละครอาจจะใช้ นักแสดง ผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง โดยเฉพาะ หนุมาน ตัวเอกของเรื่องหนุมาน (White Monkey) นำเสนอความเป็นโขน อารมณ์ประมาณ มาดูบันทึกการแสดงตอนหนึ่งของโขนรามเกียรติ์ที่ใช้ มุมกล้อง การตัดต่อCG เข้ามาช่วยเพิ่มความน่าดู ภายใต้บรรยากาศของขนบความเป็นโขนแท้ๆ ทั้งลีลาท่าทางเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ฉากหลัง ภาพที่ออกมาโดยรวมๆ สวยงามเหมือนดูหนังโฆษณาชิ้นดีๆ งานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมการท่องเที่ยวงามๆ

ถ้ามองในความเป็นหนัง หนุมาน (White Monkey) คือหนังที่สวยงามมากๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่เมื่อมาผสมผสานกับ โขน ส่วนตัวแล้ว ยังรู้สึกว่า ยังขาดความสดเหมือนไปดูโขน สดๆ บนเวทีการแสดงไม่ได้ อารมณ์ร่วมต่างกันหนังก็คือหนัง ดีที่สุดก็คือ เหมือนมาดูบันทึกการแสดง ที่ทำให้เราเห็นสีหน้าท่าทางแบบใกล้ๆ หนุมาน (White Monkey) คือ หนังโขนที่ให้ภาพความงดงาม ตามขนบความเป็นโขนแท้ๆหนุมาน (White Monkey) ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชาร์ลีมะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/695803

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชาร์ลีมะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชาร์ลีมะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie)

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชาร์ลี มะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie) คือ หนังอินเดีย เรื่องล่าสุดความยาว 164 นาที ที่ทางค่าย Golden Aสั่งเข้ามาฉายในโรงบ้านเรา ฉายแบบวงกว้าง ไม่จำกัดโรงฉาย เหมือนที่ดูประจำทุกอาทิตย์ (ปกติค่ายนี้จะมีหนังแปลกๆ หลากหลายชาติ ทั้งเอเชีย/ยุโรป ครั้งนี้เปลี่ยนมาสั่งหนังอินเดียมาให้ดูกัน)แค่เห็นใบปิดหนัง ภาพของชายหนุ่มกับหมาน้อยบนหิมะ ก็ดึงดูดให้รอคอยรอดูกันเลยทีเดียว ชาร์ลี มะหมาท้าโลกให้รัก(777 Charlie) เป็นหนังอินเดีย พูดภาษากันนาดา ทำรายได้ถล่มทลาย 1,000 ล้านรูปี จากทุนสร้าง 20 ล้านรูปีผู้กำกับ กีรัน ราจ จาก The Yakshagana Puppets ทำ 777 Charlieหนังที่พล็อตเรื่องง่ายๆ สูตรสำเร็จ แต่ทำออกมาในแบบที่ลงตัวมีความเป็นหนังอินเดียในยุคใหม่ที่ครบรส สนุกสนานไปกับตัวละคร น่ารัก มุขตลกง่ายๆ แต่เรียกเสียงหัวเราะกับรอยยิ้ม อิ่มเอมเสียน้ำตาไปกับความผูกพันของคนกับหมา และที่ขาดไม่ได้ คือ เพลงประกอบ ที่มาแบบจัดเต็ม อีกสิ่งหนึ่งที่โดนมากๆ คือธรรมะที่ชื่นชอบชื่นชม ชาร์ลี แชปปิ้นส์ หนังหลายๆ เรื่องถูกนำมาประกอบในหนังและยังเป็นที่มาของชื่อ เจ้าชาร์ลี หมาน้อยหนังแบ่งออกเป็น 2Part ช่วงครึ่งแรกเน้นปูรายละเอียดคาแร็กเตอร์ตัวละคร ค่อยๆ ทำความรู้จักตัวละครหลัก

นอกเหนือจากเรื่องความรักความผูกพันระหว่างคนกับหมา หนังนำเสนอสาระชัดเจนในเรื่องของสุนัขเร่ร่อน การทารุณ ทรมานสัตว์ในอินเดีย ชาร์ลี มะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie) ฉบับที่เข้าโรงในบ้านเรา มีแต่เวอร์ชั่นเสียงภาษาไทย ที่ทีมพากษ์พันธมิตรร่วมกับช่างท็อปด็อกอาร์ท ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่จริงๆ แล้วยังอยากดูเวอร์ชั่นเสียงอินเดียต้นฉบับ เพราะมันบางช่วงบางอารมณ์การได้ฟังเสียงต้นฉบับน่าจะสร้างและเพิ่มอรรถรสในการชมได้มากกว่าพากษ์ไทย

รักชิต เชตตี ไปได้ดีกับบท ธรรมมะ หนุ่มผู้มีปมชีวิตมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย บุคลิกการแสดงออกชัดเจน มีทั้งความโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่เอาใคร แต่ก็มีมุมอ่อนโยนใจดีแฝงอยู่ และต้องชมเจ้าหมาน้อย ที่มารับบท ชาร์ลี เล่นดี เล่นเก่ง มีความน่ารักในตัว โดยไม่ต้องเค้นอะไรมากนัก สายตาเว้าวอนแค่นี้ก็ละลายSangeetha Sringer ในบท ดาวิกา สาวสวยหัวหน้าหน่วยดูแลสัตว์คู่ปรับคู่กัดของธรรมะเด็กน้อยข้างบ้าน ตัวเชื่อมธรรมะกับหมาน้อยเด็กแว้นในหมู่บ้าน คุณยายใจดีกับคุณตาร้านขายของชำหน้าหมู่บ้าน ดร.อัชวิน กุมาร สัตวแพทย์จากทำแบบขอไปทีกลายเป็นหมอประจำตัวของชาร์ลี แขกเก็บเงินกู้จอมทวงหนี้เจ้าของฟาร์มผู้ใจดีกับเจ้าหมาคู่ใจเพื่อนร่วมงานของธรรมะตัวร้ายจอมทารุณสัตว์ และอีกอย่างที่ขัดใจคอหนังอินเดีย (ที่ช่วงนี้ดูหนังอินเดียในโรงแทบทุกอาทิตย์) คือ หนังอินเดียจะมีพักครึ่งเรื่องประมาณ 10 นาที เพื่อให้ออกไปเข้าห้องน้ำ พักสายตา ไม่ว่าหนังจะยาวจะสั้นมีทุกเรื่อง แต่เรื่องกลับฉายต่อกันไปจนจบเลยรู้สึกเหมือนไม่ได้ดูหนังอินเดียในโรงแท้ๆ ไม่รอดๆ คนรักหมาอย่างเราๆ เสียน้ำตามากมายให้กับเจ้าหมาน้อยชาร์ลี เลยได้ใจไปเลยเต็มๆ 8/10 คะแนน