‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ตาโขน(TheCursedMask)8/10

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'ตาโขน(TheCursedMask)8/10

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ตาโขน(TheCursedMask)8/10

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในตอนแรกรู้สึกเฉยๆตัวอย่าง/ใบปิดหนังไม่ดึงไม่ชวนให้อยากเข้าไปดูชวนให้นึกว่าเป็นหนังผีธรรมดาเรื่องหนึ่งเท่านั้นแต่พอ..ได้ดู..แค่เปิดเรื่อง‘ตาโขน’คือหนังระทึกขวัญในแบบบ้านๆที่ออกมาดีกว่าที่คิดหน้าหนังของ‘ตาโขน’อาจจะมุ่งไปที่การเป็น หนังผีน่ากลัวจากประเพณีความเชื่อของอีสานแต่เอาเข้าจริงๆตัวหนังอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด ‘ตาโขน’คือหนังระทึกขวัญลี้ลับหลอนที่มีทั้งเรื่องผีฆาตกรรมหนังอิงจากประเพณี ‘ผีตาโขน’ที่จัดขึ้นใน อ.ด่านซ้ายจ.เลย ตาโขน มาใน บรรยากาศของความน่ากลัว ผ่านงานด้านภาพ มุมกล้อง การจัดแสง ที่ออกมาในโทนมืดขยี้ด้วย โลเกชั่น ความหลอนของทุ่งนาป่าเขาแม่น้ำลำธาร ความมืดที่พบเห็นทั่วไปในชนบทรวมทั้งหน้ากากผีตาโขนยังช่วยเพิ่มความหลอนและยังขยี้ด้วยดนตรีประกอบที่ฟังแล้วดูวังเวงตลอดเรื่องมาในโทนน่ากลัวสีสันความสว่างไสวมีน้อยมากหนังอาจจะไม่ได้เน้นฉากตกใจสะดุ้งตุ้งแช่ ฉากเลือดสาดฉากโหดๆแต่หนังก็ทำให้เสียวชวนขนหัวลุก

บทหนังค่อนข้างลงตัว นำเอา ประเพณี/ความเชื่อเรื่องของ‘ผีตาโขน’มานำเสนอ มาเล่นได้แบบชวนติดตาม ทั้งในเรื่อง ผี ความลึบลับ ระทึกขวัญฆาตกรรมให้น้ำหนักทั้งในส่วนของดราม่า ความหลอน ระทึกขวัญ ออกมาได้ดี ไม่ออกนอกทาง มีการหักมุมไปมาในหลายๆฉากมีการปูรายละเอียด ตัวละครได้ดี น้ำหนักเท่าๆกัน และยังให้ ดูละครพูดภาษาอีสานกับพูดภาษากลางในตัวละครที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านน่าเสียดาย..ตรงที่ ในฉากไคลแม็กซ์ ท้ายเรื่อง มัน อาจจะดู ง่ายไปสักนิด ตัวช่วย ที่มาคลี่คลาย คืออะไร กันแน่ ถ้าส่วนนี้ ทำออกมาดี/ลงตัว หรือมีชั้นเชิงมากกว่านี้ คงจะทำให้หนังสมบูรณ์มากกว่านี้
 

 มอสหลง-ภาณุวัฒน์ เด่นมากๆในบท‘จ่อย’ตัวเอกที่แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่อง เล่นเก่งเล่นดีทั้งสีหน้าท่าทางดึงให้อยู่กับเรื่องเอาอยู่ในทุกๆฉากทั้งดราม่าแอ็คชั่น

นกน้อย อุไรพร เล่นดี เป็น ย่าถิน ที่ใช่!! ทั้งในความเป็น ย่า หัวหน้าครอบครัวของเด็กๆ ความเชื่อว่าลูกชายยังไม่ตาย หรือแม้แต่ ต้องอยู่ ในหมู่บ้าน ที่มีแต่คน ไม่ชอบ บทนี้เน้นดราม่าหนักแต่ที่โดนสุดๆ เล่นดีมาก

 เจแปน-พลอยปภัส ในบท ‘จั่น’ เด็กสาวหูหนวก ดูแล้วสงสาร เอาใจช่วย อดรักไม่ได้เล่นดีเป็นธรรมชาติจริงๆ
 

แฟรงค์-ธนัตถ์ศรันย์ เป็น ‘พล’ เพื่อนสนิทของ จ่อย ที่อยู่ เคียงข้าง คอยช่วยเหลือ ครอบครัวเพื่อนมาตลอด จากความสนิทกัน ทั้งสายตา ท่าทาง ดูไปดูไป อดคิดไม่ได้เป็นคู่จิ้นกัน
 

เดียร์น่า ฟลีโป มาดดีดูดี กับบท นัท นักข่าวสาวที่เข้ามาทำสกูปข่าว ประเพณีผีตาโขน แต่ไปๆ มาๆ กลับเป็นคนเริ่ม ตามคดีฆาตกรรม เป็นบทที่ เข้าช่วยเติมเต็มดันเรื่องให้ไปข้างหน้าดูน่ารักในทุกๆฉากที่ออกมา
 

ต้องเต-ธิติ ศรีนวล ในบท ฟิล์ม ตากล้องคู่ใจของ นัท เข้ามาช่วยเรียกรอยยิ้ม ขโมยซีน เป็นตัวเบรค ทำให้เรื่องผ่อนคลาย มาในแบบ ที่กำลังดีพอดีๆ ในทุกๆ ฉากทุกๆ ตอนไม่มีหลุดไม่มีตลกเลอะเทอะนอกหลู่นอกทาง(บทตากล้องทีวี ในทุกๆ เรื่อง มักจะเป็นตัวช่วยตัวเสริมที่ทำให้เรื่องสนุกขึ้นเรื่องนี้ก็เช่นกัน)
 

เดี่ยว-ชูพงษ์ ช่างปรุง รับบท สารวัตรศักดิ์สิทธิ์ หรือ ลุงศักดิ์ เพื่อนสนิทของ พงษ์ พ่อของจ่อย ที่คอยช่วยเหลือครอบครัวหลานๆ (อดเสียดายนิดนึง นักแสดงบทบู๊ มาทั้งทีน่าจะโชว์แอ็คชั่นให้ดูสักนิด)สืบ-บุญส่ง นาคภู่ รับบทเป็น ผู้ใหญ่อาจ ที่มีความเชื่อว่าเหตุการตายมาจากความโกรธแค้นของผีบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน
 

นักแสดงที่เล่นเป็นพงษ์พ่อของจ่อยก็เล่นได้ไม่เลวนักแสดงสมทบคนอื่นๆก็เล่นดีดูเป็นชาวบ้านๆ บางคนเออกมาดูหน้าตาดี เกิน อาทิ ลูกชายผู้ใหญ่อาจ มานิดๆ แต่ดูกวนๆ หรือ คุณหมอในหมู่บ้าน ที่เรียกรอยยิ้มใดด้วยเมื่อ มีบทสนทนาแซวว่า หมอหล่อนักแสดงทุกๆคนในเรื่องดูเป็นธรรมชาติทั้งย่าถิน-จ่อย-จั่นดูเป็นครอบครัว
จ่อย-พลเชื่อเลยว่าเป็นเพื่อนคู่หูกันสนิทกันมากมาย
 

นัท-ฟิล์ม ดูเป็นนักข่าวทีวีจริงๆ (คู่นักข่าว อดนึกถึงสมัยทำข่าว ถ้า มีคนขับรถ เพิ่มมาอีกคนจะดูเป็นทีมข่าวช่องใหญ่มากกว่านักข่าวท้องถิ่นในสมัยนี้)บรรดาชาวบ้านในเรื่องก็มาแบบโอเคๆ
 

มิ-ภูวิดล เนาว์โสภา ทำ ตาโขน หนังเรื่องแรก ของมาได้ดี ลงตัว แม้อาจจะยังไม่เต็มร้อย มีบางสิ่งบางส่วน ที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อดูจากภาพรวม ที่ออกมา ถือ ว่า โอเค. ใช้ได้เลยทีเดียว โดนใจชอบมากๆในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัล’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัล'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัล’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การกลับมาอีกครั้งในรอบ10ปีของละครเวทีสนุกสนานที่เคยเปิดแสดงในปี2558ที่ ซีเนริโอนำมาสร้างความสุขส่งท้ายปลายปี ผลงานการกำกับของ  อ้า-สันติต่อวิวรรธน์และควบคุมการผลิตโดยบอสใหญ่บอย-ถกลเกียรติวีรวรรณเรื่องรักๆของ“นพ”ต้าวสถาปนิกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่กำลังจะควงแฟนสาวสุดสวยดีกรีนักเรียนนอก“ดา”เข้าสู่พิธีวิวาห์ชวนอิจฉาแห่งปี…ฟังดูเหมือนจะเริ่ดใช่ไหม?แต่ไม่…ค่ำคืนแห่งความสุขกลับถูกเสิร์ฟด้วยความสรวนจาก“โจทก์เก่าๆ”ของ‘นพ’ที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัววันสละโสดฯ มาพร้อมกับความสนุกสนานขำๆที่เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข คลายเครียด ให้กับ คนดู ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านนักแสดง ที่เล่นดีน่ารักๆ บทเพลงไพเราะ ฉากเต้นรำสวยงาม และเรื่องที่สนุกสนาน

วันสละโสดฯยังคงเดินเรื่องเล่าเรื่องในแบบของเดิมแต่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มบทคำพูดให้เข้ากับยุคสมัยทำให้เรื่องดูสนุกขึ้นของเดิมเน้นการนำ 10 นักร้องชื่อดัง ในยุคนั้น มารับบทนำ มาในครั้งนี้จุดขายชัดเจนคือเจมส์มาร์ที่มารับนำในเรื่องนี้ตัวละครหลักคือนพกับดาเจ้าบ่าวเจ้าสาวโป้งกับอั๋นเพื่อนซี้นพที่คอยอยู่เคียงคอยช่วยเหลือโจทย์เก่าๆของนพ มี แจน-แฟนเก่า, ก้อง-เพื่อนเกย์ ที่ติดใจรอยจูบ โบนัส-สาวท้องแก่ ที่บอกนพคือพ่อเด็กป๋าเกริกมาเฟียพ่อของดาที่ไม่ชอบขี้หน้าว่าที่ลูกเขยผู้มาพร้อมกับพราวเมียน้อยแม่นงพยาบาลสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำทุกอย่างเพื่อให้นพลูกชายมีความสุข

บรรยากาศงานแต่งงานถูกวางไว้บนเวทีได้อย่างงดงามไม่ว่าจะการเริ่มงานที่ให้นักแสดงลงมาเล่นกับคนดูพาเข้าสู่งานตามดูตัวงานความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาปิดที่อาฟเตอร์ปาร์ตี้วงดนตรีที่แสดงสด ที่ปกติ จะหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ข้าง เวที หรือใต้เวที ในเรื่องนี้ เนียนๆ ขึ้นมาอยู่บนเวทีเพิ่มบรรยากาศงานแต่งงานที่มีวงดนตรีสดมาเล่น วันสละโสดฯ เรื่องเกิดขึ้นและจบลงใน คืนเดียวโดยมีตัดสลับย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครที่เกี่ยวข้องฉากเพลงฉากเต้นรำในวันสละโสดฯมีหลากหลายแนวตามเรื่องตามคาแรคเตอร์ของตัวละครสร้างสีสันให้กับตัวละครเหมือนกับได้เข้ามาดูโชว์เพลงในหลายแบบในเรื่องเดียวกัน

เจมส์ มาร์ ดูพริ้วไหว ลื่นไหล ไปกับ นพ ที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง รับส่งบทกับ นักแสดงคนอื่นๆ ได้ดี  ดูน่ารัก ไปกับทุกๆ อารมณ์ จนทำให้ มองข้าม ความเป็นมือใหม่ ใน ละครเวทีที่..อาจจะหลุด รั่วๆ มีข้อบกพร่อง ยังดูไม่เต็มร้อย ยิ่งเป็น ละครเพลง เสียงร้องบางช่วง อาจจะฟังแล้วขาดๆเกินๆ ..ไปได้รวมทั้งยังดึงให้คนดูอยู่กับตัวนพได้ตลอด

พรู-ภัทรจารีย์  สาวน้อยร่างเล็กน่ารักๆ มารับบท ดา ที่จะชวนให้ คนดูหลงรักไปกับการแสดงและเสียงใสๆไปกับบทเพลง

แพร์- พิชาภา คุ้นหน้ากันดีกับบทร้ายในละครทีวีมารับบท พราว ที่สวย มีเสน่ห์ เซ็กซี่ผ่านการแสดงที่ดีงามทั้ง ภาษากาย/ สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง เรียกเสียงว้าว!! เสียงหัวเราะขโมยซีนได้ในทุกๆฉาก

อ๊อฟ-พุฒิพงษ์เป็นโป้งผู้กำกับหนังที่ลื่นไหลเจ้าชู้ โตโต้–ธนเดช เป็น อั๋น สัตวแพทย์ ที่ดู นุ่มนิ่ม เรียบร้อย นนท์-อินทนนท์ เป็น ก้อง เกย์ตัวแม่สายมะโน ที่บอก นพ เป็นเกย์ เคยมีอะไรๆ กันที่เรียกเสียงฮาได้ในทุกๆฉากณัฐ-ณัฐชา เป็น แจน ที่มาในมาด สาวเข้ม แฟนเก่าที่บอกว่า นพ ยังไม่บอกเลิกจ๊ะจ๋า-แดนดาวเป็นโบนัสที่อุ้มท้องบอกว่านะเป็นพ่อเด็กทุกคน สวมบท ที่ได้รับได้ดี ร้องเพลง ก็เพราะ ได้โชว์เสียงร้องเพลงกันทุกๆ คน มีบทเพลงของใครของมัน ในแบบที่คุ้นเคยกันดีในละครของซีเนริโอ

สองนักแสดงจากเวอร์ชั่นก่อนกลับมาร่วมแสดงรับบทเดิมอีกครั้ง(เป็นคู่เดียวที่กลับมาร่วมแสดง)ต๊งเหน่ง-รัดเกล้า ดูสบายๆกับ แม่นง แม่ของนพ น้นเฮฮาเมาๆ จับคู่เป็น คู่กับที่ดี กับป๋าเกริกพ่อของดา เข้าอกเข้าใจดาลูกสะใภ้หรือซีนอารมณ์กับลูกชายกิต-กิตตินันท์ เป็น ป๋าเกริก มาพร้อมกับ น้ำเสียงก้องกังวาน ทรงพลัง มาดที่ดูเป็น เจ้าพ่อ แต่เรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกๆฉากคู่นี้โผล่มาร่วมกันฉากไหนคนดูรู้สึกเลยว่าจะได้ฟังเสียงเพลงอันทรงพลัง

วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆ เดอะ สรวน มิวสิคัล คือ ละครเวที อีกเรื่อง ที่น่าสนใจ และชวนติดตามอยากให้ไปดูกันเยอะๆก่อนจบพาย้อนกลับไปต้นฉบับปี2558นำแสดงโดย แกงส้ม ธนทัต(นพ), เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม(ดา), อ๊อฟ ปองศักดิ์(ก้อง), พัดชา เอเอฟ(แจน), จิ๊บ เบญจณัฎฐ์(โบนัส), กิต เดอะวอยซ์(ป๋าเกริก), รัดเกล้า อามระดิษ(แม่นง), ณัฐ ศักดาทร(อั๋น), อาร์ อาณัตพล(โป้ง), หญิง รฐา โพธิ์งาม(พราว) กำกับการแสดงโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ และ สันติ ต่อวิวรรธน์และเหมือนเดิม..ละครเวทีจะอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนดู

วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัลเปิดแสดง7-23พฤศจิกายน2568ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ราคาบัตร : 4,300 / 3,800 / 3,300 / 2,800 / 2,300 / 1,800 / 1,300 / 800 บาทซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกช่องทาง

**หมายเหตุละครเวทีเรื่องนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากอาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เรื่องเพศ พฤติกรรม หรือการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ สำหรับผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากความสำเร็จของ อนงค์ เมื่อปีที่แล้ว อนงค์ กลับมาสร้างความสุขให้กับ คนดูอีกครั้ง ทั้ง ทีมนักแสดง ทีมงานสร้างจากภาคแรกมากันพร้อมหน้าพร้อมตาความรักของพวกเค้า จะไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหนอนงค์ 2 สามสี่ชาติ คือหนังภาคต่อ ที่แค่ชื่อเรื่อง ที่บอกคนดูให้รู้แล้วว่า จะเข้ามาเจออะไร.. นำเสนอเรื่องราวที่มักจะเจอเป็นประจำ ในหนังต่อ ที่ ภาคแรกนั้น จบแบบสมบูรณ์ การจะกลับอีกครั้ง มักจะพาย้อนกลับไปในอดีตเพียงแต่ ใน อนงค์ 2 สามสี่ชาติ พาย้อน ไปหลายชาติยุคอยุธยา รัชกาลที่ 4 และ ยุคสงครามโลก ตัวหนังเล่าเรื่อง ด้วยการตาม โจ ย้อนอดีตกลับมาดู เรื่องราวความรัก ที่มีกับ อนงค์ ในสามชาติ สามเวลา สามยุค ค่อยๆ เล่าเรื่องตัดสลับไปมา3 ยุค เริ่มต้นรู้จัก-ความสัมพันธ์ก่อตัว-มีความรัก-การลาจาก ในแต่ละชาติ ก่อนจะโยง กับ อนงค์ ภาคแรก ในช่วงแค่ไม่กี่นาที และ จบลง ในแบบที่หนังข้ามภพข้ามชาติ กลับมาเกิดใหม่นิยมทำกัน

น่าเสียดาย..ที่ใน  อนงค์ 2 สามสี่ชาติ ไม่เหลือ เสน่ห์ ความน่ารัก ความสนุกสนานในแบบผี ขำๆไปกับ ตัวละคร..ไม่มีหลงเหลือ อยู่เลย แทบจะเป็น หนังคนละเรื่องแม้ความน่ารักของ  โบว์-เมลดา กับ จี๋-สุทธิรักษ์ จะยังมาแบบครบจัดเต็ม แต่ก็ไม่ช่วย อะไรกับความ สนุกของภาคนี้ มุขตลก ขำกระจาย ดูไปยิ้มไป ดูแล้วมีความสุข ไม่มีเลยสักฉากเดียว มีแค่ ..ขำ ที่มุมปาก ฉากตลก เหมือนจงใจ ดูไม่เป็น ธรรมชาติ เหมือนในภาคที่แล้วหากไม่ใช่หนังภาคต่อ..เป็นเรื่องใหม่ ไปเลย อนงค์ 2 สามสี่ชาติ น่าจะ ดูแล้ว สนุกกว่านี้

แม้จะไม่สนุกสนาน ไปกับ ความเป็น หนังภาคต่อ แต่ อนงค์ 2 สามสี่ชาติ ไม่ใช่หนังไทยที่แย่ ไม่ใช่หนังไม่ดี ตัวหนังดีงาม โปรดักชั่นเยี่ยม โดยเฉพาะ เสื้อผ้าหน้าผม ฉากต่างๆ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยงานด้านภาพที่สวยงาม ถ่ายออกมาสวยในทุกโลเกชั่น ดนตรีประกอบ ที่มาในแต่ละยุคสมัย เพลงไทยเดิมร่วมสมัย เพลงอีสานไพเราะ เพราะมากๆ
ใน อนงค์ 2 สามสี่ชาติ  เทน้ำหนัก เน้นๆไปที่ โบว์-จี๋ อนงค์กับโจ-จอม-จักร-จ้อย เลยทำให้ นักแสดงสมทบ คนอื่น ที่ใน ภาคแรก เข้ามาเสริมความสนุกสนานถูกลดความสำคัญ จนหมด

โบว์-เมลดา สุขศรี ยังคงเป็น อนงค์ ที่ น่ารัก สวย ทำให้หนังดูสดใส ดูดีน่ารักในทุกๆ ฉาก มาในบทที่หลากหลาย มีทั้งบู๊/ห้าวๆ/รัก/ดราม่า/น่ากลัวๆไม่ว่าจะชาติไหน อนงค์ ก็คือ โบว์-เมลดา เมลดาก็ คือ อนงค์
จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร มาพร้อมกับ เสน่ห์ความน่ารัก ดูดี ไม่ว่าจะเป็น จอมชาวบ้านจากบางระจัน  ผู้กองจักรนายตำรวจที่มาจับปอบ  เสือจ้อย หรือแม้ โจ ในชาตินี้เคมีของ จี๋ กับ โบว์ เข้ากันแบบสุดๆ เล่นกันได้แบบเข้าขา จนดูอินไปกับ ความรักของทั้งคู่ ในทุกๆ ชาติ
ธาม-ธามไท แพลงศิลป์  ดูจะมีบท เพิ่มขึ้น พร้อมที่จะขโมยซีน ในทุกฉาก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่รู้สึก อะไร บทดูลอยๆ แม้จะ มีการ ใส่ความเป็นวาย เข้ามาให้ ขำ แต่ก็ไม่ขำ ไม่เป็นธรรมชาติ เหมือน ในภาคที่แล้ว
แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ควงคู่จับคู่กันมากับ ฝน มอนสเตอร์ฝน – ทัตชญา ศุภธัญสถิต สองผีคู่รักคู่ฮา จากภาคแรก เหมือนจะมีอะไร ให้เล่น ในบท จิ๋ว/ผ่อง ชาวบ้านนักดาบ ทองก้อน/ทองหยิบสองปอบ(ชื่อเดิมจากภาคแรก) แต่กลับไม่มีอะไรเป็นได้แค่ ตัวประกอบ กับมุขตลกที่มีทั้งโดนและเป้ก

ต้องชมน้อง แก้มใส-ปวริศา สุรทิณฑ์ ที่เล่น เป็น คุณหนูอนงค์ ในวัยเด็ก เล่นได้น่ารักมากๆ  เล่นเข้าขากับ จ้อยน้อย (เสียดายที่ไม่รู้ชื่อนักแสดง) ที่ทำให้ คนดูอดรัก/สงสาร ในขณะที่ เพื่อนๆ เด็กๆ มาน้อย แต่น่ารัก โดยเฉพาะ เด็กอ้วน นี่ เห็นหน้าปุ๊บ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่า เป็นใครในเรื่อง  น้าพวง เชิญยิ้ม-พวง แห้วประเสริฐ  จากบทป้อม ลุงหากบ มารับบท หลวงพ่อพระในหมู่บ้าน กับ ตาบัว พ่อของอนงค์ในชาติปอบ ปิ้ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม เฮียปล่อยเงินกู้ มาเป็น นายกิงพม่า กีบ สัปเหร่อ ในหมู่บ้าน บทเยอะกว่าเดิม ฝน ธนสุนทร เข้ามาเสริมกับบท แม่บัว ใน ชาติผีปอบ มาเป็นทีมกับ น้าพวง-แจ็ค-ฝน เน้นๆ น่ารักๆ ในแบบครอบครัวผีๆ โดยเฉพาะ ตอนที่ มีเพลงภาษาอีสาน ในเรื่อง เป็น ฉากที่ดี ฉากหนึ่งในหนังทีเดียว ที่น่าเสียดาย มาทำไม!! ดูลอยมากๆ คือ จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี ตัวละครที่ เกี่ยวกับกับ การย้อนภพชาติ ถ้ามารับเชิญ แล้วดูดีมีอะไร เหมือน นักแสดงรับเชิญ ในภาคนี้ น่าจะทำให้หนังดูสนุกขึ้น
นักแสดงสมทบคนอื่นๆ จาก อนงค์ ก็มาร่วมแสดง ปนๆ อยู่ใน กลุ่มชาวบ้านโดยภาพรวมแล้ว เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ยังคงรักษาคุณภาพ งานกำกับของตัวเอง เอาไว้ได้เป็นอย่างดี อนงค์ 2 สามสี่ชาติ 4/10 คะแนน กับความเป็นหนัง ภาคต่อ 8/10 คะแนน สำหรับ ภาพรวมงานด้านโปรดักชั่น 10/10 ให้กับ โบว์-เมลดา น้องอนงค์ คนเดียว

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เสือ (4 Tigers)’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'เสือ (4 Tigers)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เสือ (4 Tigers)’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากทำ ขุนพันธุ์ 1-3 จนประสบความสำเร็จได้รับทั่งคำชม เละรายได้ สหมงคลฟิล์ม เลยต่อยอด ด้วย เสือ ที่ดึงเอา 4 เสือ จากใน ขุนพันธุ์ ออกมาเป็นตัวเด่น “ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2  ทองคำมหาศาลที่ฝ่ายอักษะมอบไว้กับรัฐบาลไทยเพื่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ที่หวังทั้งการค้าและกำจัดฝั่งสัมพันธมิตรถูกปล้นหายไป “จอมพลเลิศ”ฝ่ายปกครองที่มีอำนาจล้นมือจึงประกาศกวาดล้างชุมโจรโดยตั้งค่าหัวล่า “เสือ” ทั่วประเทศเพื่อหาคนมารับผิดชอบ พร้อมใช้อำนาจสกปรกดีล “เสือฝ้าย” เสือที่แกร่งที่สุดในภาคกลางมาเป็นพันธมิตรลับในการถอนรากเสือ แถมยังมีมือขวาเลือดเย็นอย่าง “หลวงประสาน” และกองทัพคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน “เสือใบ”และ“เสือดำ” ก็ถูกว่าจ้างจากดาราสาว “รสริน” ให้โค่นอำนาจทางการเมืองของจอมพลด้วยค่าจ้างคนละ 1 ล้านบาท ซึ่งทุกอย่างไม่อาจรอดพ้นสายตาของ “เสือมเหศวร” ผู้ปลอมตัวเป็นนักข่าวที่กำลังตามสืบเรื่องราวนี้เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายและอิทธิพลมืดของท่านจอมพลให้ทั้งประเทศได้รับรู้ ถึงเวลา “เสือ” ต้องล่า “เสือ” และเลือกข้างเพื่อความอยู่รอด แต่ไม่ใช่เสือทุกตัวจะถูกล่าได้ง่ายๆ เพราะเขี้ยวเล็บและกระสุนปืนล้วนฉาบไปด้วยคาถาและอาคมเกินที่ใครจะต้านทาน”

โขม-ก้องเกียรติ์ โขมศิริ ทำ เสือ ออกมาดูสนุกชัดเจนในลายเซ็นต์งานกำกับงานสร้างของทีมงานก้องเกียรติ์โปรดักชั่นกับหนังแอ็คชั่นแนวนี้ที่ดูแล้ว ก้าวข้ามขีดจำกัดหลายอย่างดูลงตัว กว่างานชิ้นก่อนหน้า เสือ นำเสนอ ตำนานของ สี่เสือชื่อดัง ที่อิงมาจากเรื่องจริง นำมาสร้าง เรื่องใหม่เน้นความสนุกสนานความบันเทิงเป็นหลัก โดยมีการใส่ประเด็นทางการเมือง นักการเมืองเข้ามาเป็นเรื่องหลัก เป็นตัวร้ายของเรื่อง (หรือถ้ามีใครมองว่า เสือ คือหนัง การเมือง ที่นำเสนอในรูปแบบ ของหนังแอ็คชั่น ก็คงจะมองได้)บรรดาเสือ ในเรื่อง ล้วนเป็นคนดี ไม่ใช่คนคนร้าย กลายเป็นเสือ เพราะถูกกระทำ ชาวบ้านสวมชุดดำ เป็น กลุ่มเสือเชิ้ตดำ เพื่อเรียกร้อง ความเป็นธรรมนักทางเมือง/ผู้นำ คนของทางการ ชัดเจน ในความเป็นตัวร้าย

เสือ คือหนังแอ็คชั่นแบบเต็มรูปแบบ ออกมาในแนวสนุกสนานเฮฮาในแบบการ์ตูนแฟนตาซี คาถาอาคม   คิวบู๊จริงจังสวยงาม สู้กันทุกรูปแบบ ระเบิดภูเขาเผากระท่อม ปืนผาหน้าไม้ ระเบิด หรือ สู้กันด้วยคาถาอาคม  โชว์CG  แม้ หนังจะมีภาพความรุนแรง แขนขาขาดกระจุยกระกายไส้ทะลัก  แต่ ด้วยโทนหนังออกมาแบบการ์ตูนๆ ขำๆ แม้ไม่รู้สึกถึงความรุนแรง คาถาต่างๆ ของตัวละครหลักดูดี ทำให้หนังสนุก (จริงๆแล้วก็มาจากขุนพันธุ์)แต่ พอมาเป็น เรื่องของ ตัวเอง แล้ว เลยยิ่งดีขึ้น

 ไม่ว่าจะเป็นเสือมเหศวรอมพระมเหศวรเบี่ยงกระสุนคาถาแคล้วคลาดหลบได้ทุกอันตรายและรวดเร็วดุจลิงลม วิวังกังหะเสือใบ กระสุนคตที่ไม่เคยพลาดเป้าหมาย นะโมพุทธายะเสือดำ- นักมวยหมัดเหล็ก คาถาซัดฝุ่น เสกฝุ่น สลายอาคม จัดการทุกอาวุธให้แหลกเป็นผุยผง วินาสสันตุ เสือฝ้าย คาถาตวาดหิมพานต์ นะจังงัง ที่กระทืบเท้าทีเดียวเกิดวินาศสันตะโร วา โธ โน อะ มะ มะ วา วาหลวงประสาน-นารายณ์แปลงรูป จริงๆ แล้ว เส้นเรื่องของ เสือ ก็คือสูตรสำเร็จ หนังแอ็คชั่น รวมทีม เพื่อปฏิบัติภารกิจ ที่ ยากลำบาก มีการทคยศหักหลัง หักมุมไปมาเมื่อรวมดาราดัง เลยมีจุดขาย ที่ ทุกคนต้อง มีฉากมาปะทะ เป็นหนึ่งฉากโชว์ของเรื่อง ที่เรื่องนี้ ฉาก สี่เสือปะทะกัน ทำออกมาได้ดี สนุกในแบบที่ไม่ซ้ำกัน

เสือ คือหนังบู๊ที่อลังการงานสร้าง จัดเต็ม ไปแบบสุดๆ ในยุคนี้พ.ศ.นี้ โปรดักชั่นดีงามทั้ง ฉาก เสื้อผ้า หน้าผม อุปกรณ์ประกอบฉาก การพาย้อนกลับไปสู่ ในยุค สงครามโลกครั้งที่2 

และที่ชอบมากๆคือ ดนตรีในเรื่องในเข้ากับทุกช่วงของหนัง กับ เพลงประกอบที่มีความไพเราะ ฟังสบายหู ขยี้ความอารมณ์เพิ่มความเป็นยุคสมัยเก่าหรือแม้แต่ เพลง เสือ ของ เป้-อารักษ์ ก็ยังโอเค.ตัวหนัง อาจจะมีช่วงเนือยหลุดรั่วหรือ ยาวไปสั้นไปไม่กระฉับในบางฉากบางตอน การตัดต่อบางตอนอาจรู้สึกกระตุกๆคิวบู๊/ซีจีเทคนิคพิเศษอาจจะดูหลอกตาไม่เนียนไปบ้าง ข้อบกพร่อง รอยแผล ยังมีให้เห็นแต่ด้วย ความสนุก ของหนัง เลยทำให้ มองข้าม ส่วนที่ไม่ดีไปได้

ในระหว่างดู เสือ รู้สึกสนุกๆ ชวนติดตาม ดึงให้ดูกับตัวหนัง และ ยังชวนให้นึก ถึง หนังหลากหลายแนว ที่เคยผ่านๆ ตามา อาทิ บรรยากาศ โทนหนัง เน้นเฮฮา ความสบายๆ ของเรื่อง/ตัวละคร มาใน แบบ ที่เคยอ่าน พล-นิกร-กิมหงวน ที่นำเอา บรรดาเสือ มานำเสนอ ที่รวม สี่เสือ และตอนแยก เมื่อตอนเด็กๆการนำเอา พระเอกแถวหน้าดังๆ มารับบทนำ เดินตามรอย หนังไทยในอดีต  นึกถึงชัดเจนใน สามเสือสุพรรณ (เสือใบ/ดำ/มเหศวร-พิศาล อัครเศรณี/สรพงษ์ ชาตรี/ไกรสร แสงอนันต์) หรือ ดาราดังๆ อย่าง มิตร ชัยบัญชา สมบัติ เมทะนี ครรชิต ขวัญประชา ไชยันณ์ สรไกร ก็ยังเคยรับบทเหล่านี้มาแล้ว (ตอนแยก เสือใบ/เสือมเหศวร เป็นตัวเอง เสือดำ มักจะเป็นตัวสมทบ) จะมีแค่ใน ฟ้าทะลายโจร ที่อาจจะ ฉีกให้ บางเสือ ดูเป็นตัวร้าย ส่วนเสือฝ้าย จะออกมาในแนวผู้ใหญ่ๆ ส.อาสนจินดา, สมบัติ เมทะนีเคยเล่นไว้อย่างดี

ฉากมิวสิคัล นักร้อง/วงดนตรี เต้นรำ ในแบบรุ่นเก่า สลับไปมา กับ ฉากยกพวกถล่มกัน อดนึกถึง หนังของ โจวชิงฉือ อย่าง คนเล็กหมัดเทวดา (ยิ่งฉาก แก๊งอั้งยี่ ยกพวกมาถล่ม นี่ นึกถึงสุดๆ) รวมทั้ง ยังนึกถึง ฉากร้องเพลง ในบาร์ ใน ฉีจี้ ของเฉินหลงไม่ได้นึกไปถึง หนังซุปเปอร์ฮีโร่ ทั้งฝั่ง มาร์เวล/ดีซี ที่มาในรูปแบบไทยๆ เปลี่ยนจาก พลังพิเศษ มาเป็น คาถาอาคมบางอารมณ์ ชวนให้นึกว่า มาดู หนังที่สร้างจาก มังงะ ของญี่ปุ่น ฉากถ่ายหนังในเรื่อง เสียงพากย์ นึกถึง หนังซ้อนหนัง หนังตลกสนุกสนานเฮฮา หลายๆ เรื่องใน ขุนพันธุ์ 1-3 สี่เสือ คือ ตัวละครที่มาสร้างสีสัน เติมความสนุกให้กับเรื่อง แต่ใน เสือ ทั้งสี่เสือ มากันเป็นแก๊ง มาเป็นทีม เด่นๆ เท่าๆ กัน ไม่มีใครเด่นกว่าใคร

ชอบที่สรุป ปม ของตัวละครหลัก ที่อาจจะมองข้ามในขุนพันธุ์ หรือ ลืมเลือนไปแล้ว ให้กลับมา ทำให้เรื่องสนุกขึ้นเสือฝ้าย..รับเลี้ยงลูกสาวของคนที่เขาฆ่าเสือใบ..ภาพการฆ่าเมียตัวเองยังติดตาเสือมเหศวร.. เห็นพ่อตัวเองฆ่าตัวตายต่อหน้าเสือดำ..โง่ ไม่รู้หนังสือรวมทั้ง รสริน รู้สึกผิด ที่ เอาตัวรอดทิ้ง หลิน เพื่อนซี้ในวัยเด็กแม้แต่เป็นเรื่อง บรรดาเสือ แต่ หนัง ใช้ รสริน มาเป็นตัวเชื่อม ทุกตัวละครเข้าหากัน ได้อย่างมีสีสัน มีลูกเล่น ทำให้หนัง มีความสนุกในทุกๆ ส่วนโชว์บู๊กับเสือเมเหศวร เป็นชนวนคู่แข่งความรักของเสือใบกับเสือดำ ดราม่ากับเสือฝ้าย หรือแม้แต่สร้างรอยยิ้มเมื่อมีหนุ่มๆ นายทหารมาตามจีบ

สี่เสือ เสื้อฝ้าย-เสือมเหศวร-เสือใบ-เสือดำ เวียร์-มาริโอ้-เป้-โตโน่ เอาอยู่ เล่นดี มีเสน่ห์ น่ารักทุกคนมาริโอ้ เมาวเร่อ ยังคง ลื่นไหล กะล่อนพริ้วไหว น่ารักสดใส เป็น เสือมเหศวร ที่ออกไปทางน่ารักๆ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ทำให้ เสือใบ ดูน่ารัก ทั้งลีลาการจีบสาว การร้องเพลงเล่นดนตรี ลีลาคิวบู๊ ดูดี ออกแนว เจ้าชู้ในแบบนักดนร้องนักดนตรี มีเสียงเพลงในหัวใจ เสือมเหศวร กับ เสือใบ คือ สองตัวละคร ที่ต่อยอด มาจาก ขุนพันธุ์2-3 ไม่ต้องปู ที่มา รายละเอียด มากมาย แต่ เพิ่ม ความน่ารัก ลีลาคิวบู๊ แบบ เต็มๆ เข้ามา

เสือดำ ต่อยอดมาจาก ขุนพันธุ์3 ที่ดูแล้ว รู้สึกไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ แต่พอมาในเสือ โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ กลับกลายเป็นตัวขโมยซีน น่ารัก สร้างความสนุก ได้ในทุกๆ ฉาก ที่ออกมา ทำให้คนดูรัก ด้วย บุคลิค ซื่อๆ โง่ๆ เน้นใช้กำลัง ใน เรื่องนี้ มีการ ใส่รายละเอียด ปมวันเด็กของ เสือดำ เข้ามาในแบบที่กำลังดี ไม่มากจนไม่รู้ว่า มากกว่าคนอื่น โดยเฉพาะ กำเนิด ตรอกโรงมวย และคาถาอาคมในตัว

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ดูดี มีมาด ดูเป็นผู้ใหญ่ เป็น เสือฝ้าย ที่ดูลดวัยไปจากเสือฝ้าย ในหนังไทยเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา มีบทดราม่ามากกว่า เสือคนอื่นๆ สีหน้าท่าทาง ลีลา มาดถือปืน เท่ห์ มากๆ (ในขุนพันธุ์2 นำแสดงโดย ผู้พันเบิร์ด-วันชนะ สวัสดี)

หลิน-มชณต สุวรรณมาศ เสน่ห์ล้นเหลือ  สวยเซ็กซี่ ในแบบสาวเสน่ห์แรงสาวเปรี้ยวในยุคนั้น ด้วย เสื้อผ้าหน้าผม การแสดง ที่มีทั้งยั่วยวน ดราม่า ลีลาการต่อสู้ แม้บทจะ ดูร้ายๆ แต่ ออร่า!! ความรู้สึกในการเป็น นางเอกหนังไทยยุคเก่า มาแบบจัดเต็ม(ฉากเปล่อยเปล่า เลิฟซีน ภาพออกมาดูดี ในแบบที่มีทสแตนอิน ในแบบ หนังไทยยุคก่อน ที่ดูกลมกลืน เนียนๆ) 

ท็อป-ทศพล หมายสุข เป็น หลวงประสาน ที่เน้นๆ โชว์คิวบู๊ฉากแอ็คชั่น กระจายๆ ร้ายทั้งลีลาท่าทาง ทำให้ ฉากบู๊ออกทาดีทุกฉาก 

ต้อม-พลวัฒน์ มนูประเสริฐ ดูดีมีมาดของ ท่านผู้นำ นายพล ที่ดูร้ายแบบสุดๆ นุ้ย-เกษรินทร์ เอกธวัชกุล คืนจออีกครั้ง ในบท ลินดา คนใกล้ตัว นักการเมือง โชว์ลีลาคิวบู๊ที่ถนัด มีดราม่า เล็กๆ มีฉากที่ต้องมา สู้กันตัวต่อตัวกับ รสริน ตามสูตรของ หนังแอ็คชั่น (ขำๆ เมื่อนึกถึง สองสาวบู๊กัน ในเรื่อง นุ้ยชื่อ หลิน ต้องมาต่อยตีกับ หลิน-มชนต เหมือนตีกับตัวเอง 555)อัค-อัครัฐ นิมิตรชัย หล่อในแบบโบราณๆ ในบท ท่านเสรี คู่แข่งทางการเมืองของ ท่านผู้นำ 

ผู้กำกับการแสดงชื่อดัง ก็มาร่วมเฮฮา ก็โผล่หน้าบนจอด้วย อาทิ ปี๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล ในบท ผู้กำกับหนังของรัฐบาล มะเดี่ยว-ชูเกียรติ์ ศักดิ์วีระกุล เป็นคุณชายผู้มีอิธิพลทางการเมือง ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ ในบท หัวหน้าแก๊งค์ ลูกพี่เก่า เสือฝ้าย หรือแม้แต่ ผู้กำกับโขม ก็ยังมาโผล่แว่บๆ บนจอ (รอสื่อ แต่เห็นหน้า คนหัวเราะเสียงดังกันทั้งโรง ก็ไม่รู้ว่า รอบฉายจริง คนดูทั่วๆ ไป จะรู้จักหรือ ขำไหมนา)

นักแสดงสมทบสร้างสีสัน ให้กับตัวเรื่อง มากๆ ทั้ง 5เสือเฒ่า ในตรอกโรงมวยพ่อเลี้ยงของเสือดำแก๊งนักดนตรีวงใบไม้ ของ เสือใบครู/เด็กๆ/นักเรียน ในโรงเรียนของ เสือฝ้ายน้องๆ เล่นดีดูดีน่ารัก ทำให้มีรอยยิ้ม และเสียน้ำตา โดยเฉพาะ เด็กน้อยน้องนายตำรวจ เด็กน้อยใกล้ชิดเสือฝ้าย  หรือ รสรินกับหลิน เพื่อนซี้ เด็กปั้นลูกศิษย์-ศิษย์รักของเสือฝ้ายบรรดาชาวบ้าน ทหาร นักข่าว นักการเมือง ทหารผีดิบ ฯลฯ นักแสดงสมทบ ที่หลายคน คุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากหนังหลายๆ เรื่อง สร้างสีสัน ทำให้เรื่องดูสนุก ขึ้นดู เสือ แล้ว ถ้าจะขยายเรื่อง หรือ ดึงเอา ตัวละคร ตัวใดตัวหนึ่ง ออกมา สร้าง เรื่องต่อๆไป สามารถ ทำได้ทุกๆ ตัวละคร ทำออกมาเป็น จักรวาลเสือ ได้แบบสบายๆ เสือ อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์เสือ..อาจจะมีหลุดๆ รั่วๆ เนือยๆ ไปบ้าง..

แต่..ก็ เป็น.. หนังไทย..ที่ดีที่สุดสนุกที่สุด..โดนใจ..ชอบมากที่สุด ในปีนี้แม้หนังจะยาว ถึง 139 นาที แต่รู้สึกเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สนุกสุดๆ โดนใจ ในระดับ 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)

ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)

ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานหนังไทยเรื่องล่าสุดของ Netflix ที่นำเอา เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน นำแสดง จากฝีมือการกำกับของ ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร  ในหนังแนว ดราม่า อาชญากรรม”บัญชีไม่เคลื่อนไหว ใกล้ตัวกว่าที่คิด“..เมื่อเงินในบัญชีคนตาย จุดชนวนอาชญากรรมที่บานปลายเกินควบคุม..

โต กับ เพชร สองพนักงานธนาคารที่ต่างตกอยู่ในสภาวะบีบคั้นทางการเงิน จึงร่วมมือกันใช้ช่องโหว่ของธนาคารขโมยเงินจากบัญชีคนตายโดยไม่คาดคิดว่าการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวนี้จะผลักให้ทั้งคู่ตกลงไปสู่ห้วงอันตรายที่บานปลายเกินควบคุม เมื่อ เข็ม ทายาทตัวจริงของ เจ้าของบัญชีปรากฏตัว วอดก้า มือสังหาร ลูกน้องของนายเจ้าของเงินตัวจริง ตามมาเอาเงินคืน

ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ทำ ‘ลักกันวันตาย’ ออกมาดูสนุก ดูง่าย ไม่ซับซ้อน มีครบรส ดราม่า แอ็คชั่น ฆาตกรรม ขาด แค่ อารมณ์ขัน ความรุนแรง และเรื่องรักโรแมนติก ดูหนังดูเพลิน ดูได้เรื่อยๆ มาตามสูตร หนังชิง เงินไปมา ที่ไม่มีการหักมุมไปมา ให้เสียเสียเวล่ำเวลาเอาเข้าจริงๆ ‘ลักกันวันตาย’ ยังติดภาพของ GDH ทั้งงานด้านโปรดักชั่น หรือ นักแสดง ที่ลดสโคป จาก จอเงินมาเป็นหนังสตรีมมิ่งเป็นอีกครั้งสำหรับผลงานของทีมนี้ที่มักจะหยิบเอาเรื่องใกล้ตัวมานำเสนอ ทำให้ย่อยง่าย เข้าถึงเรื่องทำให้หนังออกมาดูสนุก

เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ในบท โต เล่นดีทั้งในส่วนของ ดราม่า บู๊นิดๆ สีหน้าท่าทาง ชัดเจน แต่ละช่วงสถานการณ์ที่ต้องเจอ ทั้งเรื่อง ครอบครัว เงิน เพื่อน หรือแม้แต่ ตัวร้ายที่เข้ามา

 ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล ลื่นไหล ไปกับบท เพชร ลูกน้องคนสนิทของ โต ชัดเจนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ ต้องมาเผชิญหน้ากับ ปัญหา เล่นดี ในทุกๆ ฉากทุกๆตอน ไม่ว่าจะ จากบคู่กับ โต เข็ม หรือต้องปะทะ กับ เสก หรือ วอลก้า

ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงศ์ ดูดีเหี้ยม ท่าทางเสื้อผ้าผม ชัดเจนในการเป็น วอดก้า นักฆ่าจอมโหด  มีการวางบุคลิค ให้ มากับ เหล้า/ไฟ  ดูแล้วอดนึกถึง วิคเตอร์ มือปืน ใน เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊ ไม่ได้ นึกว่า เป็นภาคต่อ เป็นตัวละครเดียวกัน (ชื่อยังคล้ายกัน วอดก้า กับ วิคเตอร์)

เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล เป็น เข็ม หมอกระเป๋าเสริมความงาม เลี้ยงตัวเอง ที่ถูกแม่ทิ้งไปในวัยเด็ก ที่มาพร้อมกับเข็มฉีดยาที่เป็นทั้งเครื่องมือทำมาหากิน และอาวุธประจำตัว  ทำให้เรื่องดูสดใสดูมีชีวิตชีวา เล่นเป็นธรรมชาติ เล่นดี เข้าขา กับนักแสดงคนอื่นๆ 

น้ำฝน-กุลณัฐ กุลปรียาวัฒน์ เล่นดี ทำให้ จ๋า เป็นตัวละครที่ น่าเบื่อน่ารำคาญ ไปกับ การที่เจ้ากี้เจ้าการเจ้าระเบียบ อนามัย กับ สามี มีการตั้งความหวังลูก ชัดเจน ในการเป็นฟุ้งเฟ้อ เล่นเก่งเล่นดี ดูแล้ว เชื่อ ว่า เป็นตัวละคร ตัวนี้จริงๆ จนอด เอาใจช่วย โต ไม่ได้

แบม-ปีติภัทร คูตระกูล เป็นวุฒิ ผู้จัดการธนาคาร ที่เข้ามาเพิ่มความกดดัน ให้กับตัวเรื่อง

เต๋า URBOYTJ จิรายุทธ ผโลประการ เป็นเสก นักเลงโต มาพร้อมกับ ลูกน้องเป็นโขยง ชัดเจน ในการเป็น หัวหน้าตัวร้าย ที่มาในแบบที่ต่างจาก วอดก้า โดยสิ้นเชิง ทำให้ หนีงสนุกไปกับ ตัวร้าย ในสองรูปแบบ

ณาราฌา จันทะสิน รับบท น้องสโนว์ ลูกสาวตัวน้อยๆ ของ โต กับจ๋า ที่ดูน่ารักสมวัย

คมสัน นันทจิต มารับบท ราเชนท์ นิ่งๆเรื่อยๆ ดูดี สมกับเป็น ตัวละคร ที่จุดประกาย ทำให้เกิดเรื่องยู่ยี่-อลิสา อินทุสมิต มาตอนท้ายสำคัญเฉลยปมต้นเรื่องกับบท ‘ถนอมจิต จิตดี’ เจ้าของบัญชี มาน้อยแต่ถูกพูดถึงตลอดเรื่อง

‘ลักกันวันตาย’ใช้โลเกชั่นถ่ายทำในพัทยาภาพต่างๆ ออกมาดู ภายใต้การจัดแสดงที่สว่างไสว ไม่ใช้ความมืดมืดหรือสลัวๆ ไม่สดใส มาสร้างความกดดัน ให้กับเรื่อง เดินเรื่องเร็ว ปูเรื่องดีตัวละครมีที่มาที่ไปชัดเจนดนตรีประกอบกับเพลงประกอบเพิ่มความสนุกให้กับหนัง โดยเฉพาะบรรเลงที่มีเสียงฮัมเพลงประกอบไพเราะมากมายฉากแอ็คชั่นมีไม่มาก มากำลังพอดีๆ ต้องชมฉากไคลแม็กซ์ ชุลมุนวุ่นวาย ตัวละครมาเจอะเจอกัน อาจจะดู น้อยไปสักนิด ดูไม่รุนแรงมากมายอะไรนัก ‘ลักกันวันตาย’ คืออีกหนึ่ง ในไทยคุณภาพ ที่ดูแบบเรื่อยๆ สบายๆ ในสไตล์ หนัง Original Netflix  ที่ชอบในระดับ 8/10 คะแนน 

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ตงจี๋เรส’ คิวพลิกนรกกู้ชีพ(Dongji Rescue)

โอ๊ยเล่าเรื่อง'ตงจี๋เรส'คิวพลิกนรกกู้ชีพ(Dongji Rescue)

โอ๊ยเล่าเรื่อง’ตงจี๋เรส’คิวพลิกนรกกู้ชีพ(Dongji Rescue)

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การสังหารหมู่ที่ถูกลิมการช่วยเหลือที่กล้าหาญ”เกาะตงจี๋ประชากรชาวประมง58ครอบครัวญี่ปุ่นยึดครองกดขี่ทารุณห้ามออกทะเล3ปี1 ตุลาคม 1942 เรือลิสบอนมารู ขนเชลยศึกอังกฤษจากฮ่องกง เดินทางไปค่ายเชลยที่ญี่ปุ่น ผ่านมามี่เกาะ ถูก เรือดำน้ำอเมริกา ยิงตอร์ปิโดใส่ เรือกำลังค่อยๆจม บันทึกประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่2 เมื่อชาวประมงจีน ช่วยเหลือ 384 คน จาก 1816 คน เชลยศึกอังกฤษ ใน เรือลิสบอนมารู ที่กำลังค่อยๆ ล่ม ท่ามกลางการคีดขวางของเรือเล็กญี่ปุ่น”ช่วยคนๆหนึ่งเท่ากับเพิ่มมนุษย์1ชีวิต“

 ผลงานการกำกับของ กวนหู กับ  เฟ่ย เจิ้นเสียง ใช้งบประมาณกว่า 80 ล้านดอลลาร์( 500 ล้านหยวน หรือราว 2,300 ล้านบาท ) เพื่อสร้างฉากเรือและฉากน้ำที่สมจริง ทีมงานใช้สตูดิโอถ่ายทำใต้น้ำขนาด 9,000 ตารางเมตร พร้อมฟื้นเทคนิคต่อเรือแบบดั้งเดิมของโจวซานเพื่อสร้างภาพยนตร์ที่สมจริงที่สอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์ ใช้เวลาเตรียมการสร้างนาน  6 ปี และใช้เวลาถ่ายทำ200วันหนังเปิดเรื่องด้วย เรือลิสบอนมารู ถูกยิง เริ่มต้นนับถอยหลัง ก่อนที่จะล่ม  ตามไปดู ชีวิตบนเกาะตงจี๋ ที่ถูกดึงเมาเกี่ยวพันด้วย ก่อนที่ จะจบลง ในช่วงท้าย ตอนเรือล่มจมดิ่งสู่ทะเล และมีการช่วยเหลือเชลยบนเรือ

หนังเล่าเรื่อง ผ่าน สองพี่น้อง อาปี้ กับ อาตง ที่บังเอิญ ได้ ช่วยเชลยศึกทหารอังกฤษ ที่ หนีรอดจากคุกใต้ท้องเรือ  จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ทหารญี่ปุ่นขึ้นเกาะมาตามล่า และเตรียมจัดการขัดเด็ดขาดกับชาวบ้านหนังเล่นกับ ความขัดแย้งกันทางด้านความติด ความลังเล การถูกญี่ปุ่นข่มเหง เน้นๆ ที่คนบนเกาะ ไม่ว่าจะเป็น สองพี่น้อง อาปี้กับอาฮัวแฟนสาว สองพี่น้องกับชาวบ้าน ฯลฯ

ยังแทรกด้วย ความเชื่อ ของชาวบ้าน วิถีชีวิตของชาวประมง การเชื่อทำตามผู้นำ อาทิลูกโจรสลัด ที่แม้จะถูกนำมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก แต่ก็ ห้ามเข้าหมู่บ้าน เป็นเพียงคนนอก
ห้ามผู้หญิง ออกเรือ ถือเป็นสิ่งอัปมงคลหนังเน้นๆ ไปที่ Home หรือบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ชาวประมงบนเกาะ บ้านของสองพี่น้องโจรสลัด บรรดาเชลยศึกที่นึกถึงคนทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านเกิด หรือคนรักชาวฮ่องกง ที่พบรักกันระหว่างสงคราม“ผมคงกลับบ้านไม่ได้แต่คุณยังสามารถกลับบ้านได้“

ตัวละครหลักในเรื่อง มีแค่ ไม่กี่คนสองพี่น้องโจรสลัดอาฮัวลูกของผู้นำเกาะ ผู้นำเกาะเฉียนจิน ทหารหนีทัพที่มาเป็นครูของเด็กๆ บนเกาะหลี่หยวนซิง ชาวเกาะที่เป็นล่ามให้ทหารญี่ปุ่นนายทหารญี่ปุ่นผู้โหดเหี้ยมโธมัส นิวแมน เชลยศึกชาวอังกฤษ ที่ หนีมาบนเกาะบทเด่นบทนำ อยู่ที่สามนักแสดงนำ ที่เล่นดีตรึงคนดูให้อยู่ดับตัวหนัง แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง’พวกเขามาจากทะเล ต้องกลับไปที่ทะเล ทะเลเป็นบ้าน พวกเขาต้องกลับไปบ้าน“

จูอี้หลง กับ อู๋เล่ย มารับบท สองพี่น้อง แม้จะ ตัวดำในแบบชาวประมง แต่ก็บดบังความหล่อ ไม่ได้ แถมยังโชว์ซิกแพ็ก โชว์กล้อมหุ่นงามๆ ท่าว่ายน้ำ ที่พริ้วดุจปลาว่ายน้ำ เล่นดีๆ มากๆ ทั้งดราม่า และแอ็คชั่นฉากสองพี่น้อง กับ การช่วยคนบนเรือ ดูดีจริงๆ

หนี่หนี บท อาฮัว เล่นไม่ห่วงสวย ดูโทรม ดูแกร่งๆ เป็นหญิงห้าวๆ ประจำเกาะ บทเด่นมากๆ ดูดีทั้งฉากรัก หรือ ฉากเป็นตัวตั้งตัวดี พาสาวออกสู่ทะเล ช่วยเหลือ คนบนเรือ
”เราดื่มเลือดกันแล้ว ประเพณีแต่งงานโจรสลัด ฉันเป็นของเธอแล้วนะ“

ทหารญี่ปุ่น ยังคงเป็น ตัวร้ายโหดเหี้ยม แบบสุดๆ กับทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็น ชาวประมง ชาวบ้านตาดำๆหรือเชลยศึก แม้เรือล่ม ก็ยังมี ทหารที่พร้อมพลีชีพ ยิงถล่ม เชลยศึกบนเรือ
งานโปรดักขั่นดีงาม ภาพสวย ท้องทะเล ท้องฟ้า สวยงามมากๆๆ ตัวหนัง ถ่ายทำด้วย กล้องIMAX เพื่อให้ ภาพที่ออกมาดูยิ่งใหญ่ ตระการตา นับเป็น อีกหนึ่ง ที่ดีงาม ฉากใต้น้ำดูสวยงามตัวหนังดูแล้ว หดหู่ รันทด กับ ความทารุณ ของ ทหารญ๊่ปุ่น ที่มีต่อ ชาวประมง ชาวบ้าน เชลยศึก แรกๆ แค่หดหู่ แต่ช่วงท้ายๆ มีหลายตอนที่ เล่นเอาน้ำตาซึม ไปเหมือนกัน
ฉากนับถอยหลัง ก่อนเรือจมสู่ทะเล เชลยศึกลอยคอ นี่คือ ไททานิค ชัดๆ เทคนิคซีจีสุดยอด ไล่ตามฮอลลีวู้ดมาติดๆ สมจริงมากๆๆตงจี๋ เรสคิว พลิกนรกกู้ชีพ (Dongji Rescue) ก็คือ ไททานิค ในเวอร์ชั่น สงคราม ดีๆ นี่เองหลงรัก เพลงร้องในเรื่อง ทั้ง ของ ชาวบ้าน หรือ ของ ทหารอังกฤษ ไพเราะ ขยี้เข้าไปถึงข้างใน พอมาได้ยิน ในช่วงเครดิต ก็นั่งฟังจนเครดิตหนังจบ (มีการแปลความหมายของเนื้อเพลง ยิ่งทำให้ อิน เข้าไปอีกเช่นเดียว กับ ดนตรีประกอบ ก็ยิ่งทำให้ หนังดูสุดขึ้นช่วงเครดิตท้าย มีการแนะนำ ตัวละครหลักๆ ว่า อิงคาแรคเตอร์ มาจากใคร (ชอบ ที่ตัวหนัง ใช้ คำว่าอิงคาแรคเตอร์ ที่ให้ความรู้สึกเป็น หนังมากกว่า สารคดี)ต่อด้วย ลูกหลานทั้งเชลยศึก/ ชายประมง มาพูดแสดงความรู้สึกนั่งดู เครดิตท้ายเรื่อง ทีมงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะเทคนิคพิเศษ คนไทย เพียบ งานคนไทยเนี้ยบในระหว่างดู เสื้อผ้าหน้าผม ชาวประมง เรือประมง ท้องทะเล ชาวบ้านทหารญี่ปุ่น อดนึกถึง ภสพจาก หนังชอว์บราเดอร์ หลายเรื่อง ที่เกี่ยวกับ ชาวประมง หรือกับ ทหารญี่ปุ่น

ตงจี๋ เรสคิว พลิกนรกกู้ชีพ (Dongji Rescue) อาจจะมาตามสูตร หนัง ที่ อวยชาติตัวเอง จนบางคน อาจจะรู้สึกว่า อวยแบบเว่อร์วังอลังการ ดูไร้เหตุผลไปบ้าง แต่ถ้าดูแบบ ปล่อยใจ ดูกันแบบสบาย คงข้ามจุดนี้ หนังคือ ความบันเทิง ก็น่าจะสนุกไปกับตัวหนังได้และที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ พาให้ รู้จัก โศกนาฏกรรม และ วีรกรรมชาวประมงเกาะตงจี๋ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ ได้รับรู้ และ ไม่ถูกเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์โดนใจแบบเต็มๆ เป็นหนังจีนที่ชอบ อันดับต้นของปีนี้เอาไปเลย 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ธี่หยด3’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'ธี่หยด3'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ธี่หยด3’

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.40 น.

‘เสียงเพรียกแห่งความตายปลุกผีร้ายให้กลับมา’พี่ยักษ์..กลับมาแล้วพาน้องๆและ ครอบครัวกลับมาหาแฟนๆเป็นครั้งที่3‘ธี่หยด3’พร้อมที่จะมาสร้างความสนุกให้แฟนหนังผีที่รอคอย“ยี่”น้องสาวคนเล็กของบ้านโดนจับตัวไปโดยพวกผีที่ยักษ์ไม่เคยพบมาก่อน“ยักษ์”และ “จ่าปพันธ์” พร้อมด้วย “ยศ” กับ “ยอด” ต้องรีบออกเดินทางตามหา ‘ยี่’ ณ บ่องสะโหนดเบียง ป่าอาถรรพ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ชุมนุมของผี 
 

‘ธี่หยด3’มาพร้อมบรรยากาศของความเป็น‘ธี่หยด’เอาไว้ได้เหมือนเดิม ลายเซ็นต์ชัดเจน บุคลิกคาแลคเตอร์ตัวละครความหลอนความน่ากลัวในป่าดงพงไพรมีทั้งผีหลอกผีสิง เหมือนใน ภาคแรกเพียงแต่มาน้อยไปนิดหรือผีแอ็คชั่นในภาคสองเหมือนภาคนี้เฉลยปมที่มาที่ไปผีชุดดำณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ กับ ธนเดช ประดิษฐ์ จูงมือกำกับทำ ‘ธี่หยด 3’ แทน คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา จาก2 ภาคเรก ที่ขอถอนตัวออกไป โดยมี เพื่อน-ภาคภูมิ วงษ์จินดา มาดูแลการผลิต กอล์ฟ- สรรัตน์จิรบวรวิสุทธิ์เขียนบทภาพยนตร์ออกมาได้ไม่เลวยังคงความเป็นภาคต่อของหนัง‘ธี่หยด’(ที่ไม่รู้สึกว่าเป็นจักรวาลธี่หยด) ความเป็น‘ธี่หยด’มาแบบจัดเต็ม โดยไม่รู้สึกว่า คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทาจาก2ภาคแรกไม่ได้มาทำภาคนี้

ฉากผีหลอก หลายตอน ยังคงมาพร้อมความน่ากลัว อาทิ ยี่โดนผีเจ้า สามพี่น้อง มาช่วย , ฉากผีถ้วยแก้ว หรือฉากที่ หยาดโดนผีบุก ฉากโดนๆ เหล่านี้ ชัดเจนในความเป็นหนังผีแต่พอมาในป่าบรรยากาศความเป็นหนังผีแทบไม่เหลือกลายเป็น หนังแอ็คชั่น คนสู้ผี ที่แทบจะไม่มีความแปลกใหม่เดาทางออก ไม่ค่อยสนุกนัก ทุกอย่างดูง่ายไปหมดถอดแบบมาจาก‘ธี่หยด2’ ที่มาที่ไปของผีชุดดำถึงเวลากลับไม่รู้สึกพีคไม่รู้สึกมีอะไรที่รู้เพิ่มเติม จากภาคที่แล้ว หรือแม้แต่ ที่มาของเสียง‘ธี่หยด’ทั้งที่คนสวดให้ผี หรือผีสวดให้คน กลับกลืนไปกับตัวเรื่อง จนแทบไม่รู้สึกอะไรทั้งๆที่น่าจะสำคัญหรือเด่นสุดๆเด่นกว่าที่ที่มาของผีชุดดำ..น่าเสียดายจริงๆ

แต่ถึงแม้จะไม่สนุกกับฉากผีในป่าลึก แต่ยังได้พลังของ‘พี่ยักษ์’ความใจดีของ‘จ่าปพันธ์’การเอาใจช่วย‘ยี่’เสริมด้วยเสน่ห์ของ‘ยศ’กับ’ยอด’มาช่วยทำให้ดูหนังไปได้เรื่อยๆจนจบหรือเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยก็ยังโดนใจอย่างที่บอกว่าของขลังใช้ไม่ได้ในป่าแต่ถ้าศรัทธาของธรรมดาอย่างกระพรวนก็สามารถช่วยปราบผีได้ในภาคนี้เน้นๆ ความสัมพันธ์ ในส่วนของ พี่น้อง เป็นหลัก เปิดตัวได้อย่างน่ารัก ดูอบอุ่น  ชัดเจนในความรักของครอบครัวนี้  กินข้าวอยู่ในบ้านแบบพร้อมหน้าพร้อมตาดูรู้สึกอบอุ่นแม้แต่‘แย้ม’ที่จากก็ยังเหมือนอยู่ร่วมด้วย‘ธี่หยด3’มาครบดราม่าแอ็คชั่นน่ากลัวผีหลอกผีสิงขาดเพียงอย่างเดียวคือความรักโรแมนติกเรื่องรักของหนุ่มสาว

ณเดชน์ คูกิมิยะ  ยังคงแบกหนังเอาไว้คนเดียวทั้งเรื่อง‘พี่ยักษ์’ยังหล่อเด่นอึดลุยโชว์หุ่นแบบเต็มๆมีทั้งดราม่าแอ็คชั่นและขำๆ สร้างความสุขให้กับคนดูได้เหมือนเดิม

นีน่า-ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน เป็น ‘ยี่’ที่เด่นมากรองจาก ‘พี่ยักษ์’ เล่นดีทั้งบทถูกผีทำร้าย ผีเข้าหรือทำร้ายผีสีหน้าท่าชวนเอาใจช่วยฉากบู๊แอ็คชั่นรุนแรง(นิดๆ)สู้กับผู้ใหญ่
แม้ ‘ยี่’จะมาในแบบ เด็กที่ถูก‘ผี’ เล่นงานตามสูตรหนังผีทั่วไป ในทุกชาติทุกภาษา ที่ผ่านตา แต่ด้วย เสื้อผ้าหน้าผม การลีลาการต่อสู้ เลยสร้างความแปลกตาแปลกใหม่ ฉีกไปจาก เรื่องอื่นๆ

จูเนียร์-กาจบัณฑิต ใจดี ในบท  ยศ กับ เฟรนด์-พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ ในบท ยอด ที่ใน ภาคนี้อุตส่าห์ มีบทเพิ่มโชว์ความน่ารักความหล่อ เข้ามาลุยป่า มีฉากแอ็คชั่น สู้ทั้งคนสู้ทั้งผี แทรกด้วยความน่ารักโชว์หุ่นบทเยอะกว่าในสองภาคแรก

เดนิส เจลีลชา  ลดความเด่นจากสองธี่หยดแรกภาคนี้เน้นผู้ชายขาลุยในป่า แถมยังท้องยังไส้แต่ดูดีให้ความรู้สึกลุ้นเอาใจช่วยสาวท้องแก่เฟรช-อริศราวงษ์ชาลี เป็น ‘แม่บุญเย็น’กับ ปลาย-ปรเมศร์ น้อยอ่ำ  เป็น ‘เฮียฮั่ง’ที่บท น้อยนิดใส่มาเหมือนแค่จะบอกว่าฉันยังอยู่ยังไม่ตายนะและตอกย้ำความเป็นครอบครัว‘ธี่หยด’
องอาจ เจียมเจริญพรกุล ยังคงเป็น  จ่าปพันธ์ ที่มีเสน่ห์ มีความน่ารักในแบบ เก๋าเกมส์ตามวัย ใจดี เป็น ตัวละครสมทบ ที่มีมากกว่า สมทบ เด่นแบบเป็นธรรมชาติ ในทุกๆ ตอน
สองตัวละครใหม่ๆ ยะขิ่น ที่รับบทโดย แพรว-เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค  กับ แก๊ป-จักริน ภูริพัฒน์ ในบท กองมู สองชาวป่าที่มาร่วมลุยผี เหมือนจะมี อะไร แต่หนังกลับไม่สร้างความเด่นใดๆนอกจากความสวยหล่อ

ครูออม-มานิตา ชอบชื่น มาในบทเดิม  ผีชุดดำ จากภาคที่แล้ว กับ เพียว-ดวงใจ หิรัญศรี (มารับบทแทน สีดา พัวพิมล ที่เสียชีวิตก่อนการถ่ายทำ) ในบท แม่เฒ่าเมาแวร์ สองตัวละคร ใน ฝ่ายผีๆ ที่แทบจะไม่ช่วยอะไรมากมายนักกับตัวหนังหรือแม้แต่นักแสดงเซอร์ไพร์ที่ โผล่มา ช่วง เอนเครดิต ก็ไม่รู้ว้าว! หรือตื่นเต้นอะไรใดๆแค่รู้สึกว่ามี‘ธี่หยด4’ตามมาแน่นอนและตัวเด่นที่จะมาเดินเรื่องคู่กับพี่ยักษ์คือใคร

‘ธี่หยด3’ไม่ใช่หนังไทยที่เลวร้ายไม่ใช่หนังไม่ดียังคงเป็น หนังผี หนังไทย ที่ดีงาม ในด้านโปรดักชั่นโดยเฉพาะงานด้านภาพภาพในป่าสวยงาม มีทั้งความร่มรื่น ไปพร้อมกับความน่ากลัว CGเทคนิคพิเศษที่เพิ่มความสมจริงดนตรีประกอบแต่ที่น่าเสียดายคือเพลง‘คิดถึง’ของ ‘บอดี้สแลม’พอดังขึ้นมาช่วงท้าย เฉยๆ ไม่รู้สึกว่าเด่นทั้งที่เพลงก็โอเค  แต่ก็ยังสู้เพลง ‘โปรดเถิดดวงใจ’เพลงหลอนเพลงประจำ‘ธี่หยด’ที่มาแบบนิดๆหน่อยๆไพเราะหลอนเข้ากับเรื่อง มากกว่า
แม้หนังอาจจะไม่โดนใจข้อบกพร่องมีเยอะบทวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางลบเพียบแต่..ในวันแรก ที่หนังเข้าฉายได้เจอะเจอคนดู(ย้ำ)คนดูทั่วไป ที่เดินออกจากโรง หลังหนังจบ แบบแน่นๆ เยอะๆ ได้ยินแต่เสียงชมสนุกน่ากลัวไม่ได้ยินคนดูบ่นหรือบอกว่าหนังไม่สนุกเลยสักคนแสดงให้เห็นว่างานนี้แล้วแต่คนชอบคนที่หวังไว้สูงอาจจะผิดหวัแต่กับกลุ่มคนดูทั่วไปกลับโดนใจส่วนตัวแล้ว.. อาจจะไม่สนุก แต่ดูได้เรื่อยๆจนจบกับความรู้สึกว่า‘ธี่หยด3’คือหนังผีแอ็คชั่นสู้กับผี ไม่ใช่หนังผีน่ากลัวๆ6/10 หัวกระโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด (The Shadow’s Edge)’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด (The Shadow's Edge)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด (The Shadow’s Edge)’

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เกิดคดีโจรกรรมครั้งใหญ่ ในมาเก๋า  ฟู่หลงเฉิ่ง โจรเจ้าเล่ห์อาญากรไร้เงา นำลูกน้องลูกบุญธรรมทั้ง5 ปฏิบัติ เย้ย ตำรวจ ที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ไม่สามารถจับได้ หว่อง- หวงเต๋อจง นายตำรวจในตำนาน เกษียณอายุราชการถูกดึงตัว กลับมาช่วยสะสางคดี ตั้งหน่วย สัตว์ป่า มาเป็นหน่วยข่าวกรอง ในแบบเก่าผสมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ หนึ่งในทีม ทีมมี‘หมูน้อย’ลูกสาวของคู่หูของ‘หว่อง’ที่เสียชีวิตไปร่วมทีม

แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด (The Shadow’s Edge) ดัดแปลงจากหนังฮ่องกง พลิกเกมทรชน คนเหนือเมฆ (Eye in the Sky) (2007) ผลงานของ ตู้ฉีฟง นำแสดงโดย เยิ่นต๊ะหัว กับ เหลียงเจียฮุย  (เข้าฉายในโรงในบ้านเรา 5 กรกฏาคม 2550)เคยดูแต่จำอะไรไม่ได้แล้ว

เรื่องเดิมสนุกสนานไปกับการขับเคี่ยว ชิงไหวชิงพริบกันในฉบับใหม่ ของใหม่ เน้นไปที่ฉากแอ็คชั่น เพิ่มเติมความสัมพันธ์ของ ตัวละคร ให้มากขึ้น ชื่อตัวละครเดิม ถูกนำกลับมา เหลียงเจียฮุย กลับมารับบทเดิม โดยมี เฉินหลง มารับบทแทน เยิ่นต๊ะหัว 

บรรยากาศเดิมๆ ของ หนังแอ็คชั่น ในยุค 80-90 กลับมาอีกครั้ง การต่อสู้แบบ สตั้นแมนต์ในแบบของหนัง ‘เฉินหลง’ สู้จริงเจ็บจริง การต่อสู้แบบทีเล่นทีจริง หยิบฉวยของใกล้มาเป็นอาวุธ การต่อสู้ในสถานที่แคบจำกัดหรือสถานที่ใหญ่โต อลังการงานสร้าง ท่ามกลางคนเยอะแยะ การต่อสู้แบบลุยแหลก นักแสดงกับฉากแอ็คชั่น ดีงาม รุ่นใหญ่ สู้ในแบบที่ดูสมวัย ตามอายุ ดูกำลังดี ไม่โม้เกินงาม รุ่นเล็กเด็กๆ ก็ดูขึงขัง พอมาเจอกัน รุ่นใหญ่รุ่นเล็กก็ลงตัวเข้ากันได้ดีทีเดียวไม่เพียงแต่ การปะทะกันของ ตัวละครหลัก หนังยังเพิ่ม ทหารรับจ้าง มาถล่มเมืองปะทะตำรวจ หรือแก๊งอันธพาลกับตัวร้ายผู้เก่งกาจ อีกด้วย

ตัวหนังให้น้ำหนักผสมผสาน ดราม่า แอ็คชั่น ฉากตลกเบาๆ ออกมาได้ดี กลมกลืนกลมกล่อม ทำให้ หนัง ออกมาดูสนุก ไม่รู้สึกน่าเบื่อ ทำให้ เวลา 141นาที ผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ฉากดราม่า ความสัมพันธ์ของ ‘หว่อง’กับ ‘หมูน้อย’ที่กินใจ มีปมในใจมที่รอสะสาง ฉากที่กินใจ เช่นเดียวกับ ชายไร้เงากับลูกๆ อดรู้สึกถึง ความไม่จริงใจ ไม่ได้

หนังสนุกไปกับการ รอดูรอลุ้นว่า ตำรวจจะจับจัดการคนร้ายได้อย่างไร หนังมีหักมุมไปมา ลุ้นว่า จะมีใครตาย ใครรอด ท้ายสุดสุดท้าย ครอบครัวตัวร้าย จะหนีรอดหรือไม่ 

เฉินหลง  ดูดีมากๆกับบท ‘หว่อง’ใช่เลย ความน่ารักๆ ความเป็นเฉินหลง คืนจอ ในแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย กลับมาอึกครั้ง ดูอบอุ่น สนุกสนาน ดราม่าครบ เพลินไปกับ ลีลาการต่อสู้ แบบกวนๆ มาครบ

เหลียงเจียฮุย เป็น ‘ฟู่หลงเฉิ่ง’ ชัดเจนในการเป็นตัวร้าย  โชว์ความเก๋า แสดงพลัง ปล่อยของ เล่นได้ยอดเยี่ยมมากๆ  ออร่า ความเลือดเย็น/อำมหิตโหดเหี้ยม/เจ้าเล่ห์/ความเก่งเก๋าเกมส์ มาแบบเต็มๆ แค่เห็นหน้า ก็ขนหัวลุก รังสีความน่ากลัว แผ่ซ่าน มาถึงบทบู๊ ก็ พริ้วไหว ดูดี 

ทุกฉากที่ เฉินหลง เจอกับ เหลียงเจียฮุย ทรงพลัง ดีงามมากๆ ความเก่งดูสูสีกินกันไม่ลง ฉากปะทะก็มันส์สะใจ(ตอนดู พยายามนึกว่า สมัยหนุ่มๆ คู่นี้ เคย มาปะทะ ดันในหนังเรื่องไหนมาก่อนหรือไม่)

จางจื่อเฟิง น้องหมูน้อย เหอกื๋วกั๋ว สวยใส ติคุอาโนเนะ ดูน่ารักมากๆ ดราม่าก็ดี พอมาถึงบทบู๊ ฉากแอ็คชั่น ดีงาม (อดนึกถึง จีจ้า-ญานิน ไม่ได้ ตัวนิดๆ เล็กๆ แต่ลีลา คิวบู๊ดูดี) เป็นตัวละครที่ ทำให้ หนังสดใส

ฉื่อซา สุดหล่อ ที่ รับบท สองพี่น้อง รับบท ซีหวาง มือขวาผู้เก่งกาจทางด้านการต่อสู้  ขอบ  ฟู่หลงเฉิ่ง กับบท ซีเหมิง แฮดเกอร์ผู้เก่งกาจ เน้นๆ หล่อในทุกฉากทุกตอน จนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นตัวร้าย มีการแต่งหน้า ท่าทาง เครื่องแต่งกาย ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

จุน (Wen Junhui) เป็นหูเฟง กำลังหลักของ ฟู่หลงเฉิ่ง 

นักแสดงที่เป็น ตำรวจดีงามทุกคน ไม่ว่าจะเป็น สารวัตรตำรวจสาวหัวหน้าทีม ผู้หมวดหนุ่มขาลุย ที่ไม่เชื่อในความเก๋าของหว่อง หรือบรรดา ตำรวจใหม่ทีม สัตว์ป่าและดีใจ ที่ได้เห็น หวงจิ่นเซืง นักแสเงารุ่นเก๋าหวานใจเจ้าหย่าจือ มารับบทเป็น หัวหน้าตำรวจ ออกหลายฉากหลายตอนจริงๆ แล้ว อยากดูเสียงไทย ที่ ได้ นักพากษ์รุ่นเก๋า โอ๊ต- จักรกฤษณ์ หาญวิชัย กับ โต๊ะ-ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ นำทีม ให้เสียงไทย แต่โรงที่มาดูไม่มีเสียงไทย ลนอด ก็ เสียงจีน ก็ดีงาม

หนังจบ..อย่าเพิ่งรีบลุก เครดิตท้าย มีฉากหลุดๆ ระหว่างทำ มาเรียกรอยยิ้ม  และปิดท้าย ด้วย การส่งไม้ต่อ ให้กับ ภาคต่อไป เปิดตัวร้าย มาให้เห็นหน้ากันจะจะ แค่เห็น ก็ อยากดูแล้ว 

แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด (The Shadow’s Edge) คือหนังฮ่องกง ที่ดูสนุกดีงาม โปรดักขั่นเยี่ยม โลเกชัานแปลกตาในมาเก๊า ดนตรีและเพลงประกอบไพเราะ บทหนังมีหักมุมไปมา นักแสดงน่ารักเล่นเก่งเล่นเข้าขากันทุกๆ คน สุดยอดจริงๆคือ แอ็คชั่นสนุกโดนใจ..ถูกใจ..มีครบทุกรส แบบนี้มาให้ดูเอาไปเลย 10 คะแนน 10 คะแนนเต็ม 10/10 คะแนน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ เวียนว่ายตายเกิด ( The Cycle)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'เวียนว่ายตายเกิด ( The Cycle)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’เวียนว่ายตายเกิด ( The Cycle)

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางสิ่ง.. รอเวลาของมัน บางสิ่ง..ไม่เคยหายไป บางสิ่ง.. กำลังไล่ล่า หนังไทย การคืนจอหนังอีกครั้งแรก ในรอบ 20 ปี ของ แอนดริว เกร้กสัน ที่มาร่วมแสดงกับ โดนัท- มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล และ เอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย 

เวียนว่ายตายเกิด งานหนังของค่าย  POSITIVE THINKING และ  Kid Mai Death Awareness Caféอำนวยการสร้างโดย ผศ.ดร.ใหม่-วีรณัฐ โรจนประภา ที่สร้างต่อจาก อยากตาย อย่าตาย มรณาคาเฟ่ (2566) ที่ยังคงใช้  พชร์ อานนท์  มาทำการผลิตให้เหมือนเดิมกำกับ โดย จิ๊บ-ทิวา เมยไธสง ที่เคยทำหนังน่ากลัวๆ มาแล้ว อาทิ ผีช่องแอร์เกมส์ปลุกผี  เชือดก่อนชิม ฯลฯเป็นอีกหนึ่งงานของ พชร์ ที่ทำหนังแนวจริงจัง ไม่มีตลกเฮฮา ไม่หลุดโลก 

หน้าหนังของ เวียนว่ายตายเกิด ออกมาในแนว ผีน่ากลัวแต่เอาจริงๆ แล้ว ตัวหนังออกมาในแนว ดราม่าระทึกขวัญ สืนสวนสอบสวน พาคนดูให้ตามติด กับ สองตัวละครหลัก ที่มีปม กับ การสูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก จากการ“จากตาย” และกำลัง จะ “จากเป็น” ครอบครัว กำลังจะแตกแยก เพราะไม่มีเวลาให้กัน ตัวละครหลัก เกี่ยวกับ การรอดชีวิต จาก ความตาย การ ฆาตกรรม แบบยกครัว ทั้งในอดีต และปัจจุบันตัวหนัง ชวนให้ ค้นหา การเวียนว่ายตายเกิด เกิดจากอะไรกันแน่ กรรม ผี แม่มด หรือ ลัทธิความเชื่อ หนังไม่ได้เน้น สะดุ้งตุ้งแช่ ไม่เน้นการทำให้ตกใจ เพียงสร้าง ความระทึกขวัญ ไปกับ สิ่งที่ ตัวละครเจอ ปมต่างๆ ในใจ สร้างโทนเสียวๆ ด้วย งานด้านภาพ ที่มาพร้อมกับ ดนตรีประกอบที่มาในแนว หลอนๆ 

จิ๊บ-ทิวา เมยไธสง ทำ เวียนว่ายตายเกิด ออกมา ชัดเจนในลายเซ็นต์ ของตัวเองในการ ทำหนังระทึกขวัญ เขย่า ที่เคยทำมา เหมือนเดิม ด้วยความเป็น ตากล้อง ใน เรื่องนี้ เลยเน้นเด่นๆ ไปที่ งานด้านภาพ การใช้ภาพ แสงเงา การจัดแสดง มาช่วยสร้างบรรยากาศ  มีการเคลื่อนกล้อง การใช้มุมกล้อง ที่เข้ากับ ตัวเรื่อง ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา แม้จะเป็น ฉากธรรมดาก็ไม่นิ่ง ทำให้ดูหนังได้แบบไม่น่าเบื่อ บทหนัง อาจจะมีบางส่วนที่ไม่เคลียร์ บางส่วนง่ายๆ เกินไป ข้อบกพร่อง ยังมีมากมาย การนำเสนอเรื่องราวออกมาในรูปแบบเก่าๆ แทบจะไม่มีอะไรใหม่ และ ที่รู้สึกไม่สุด คือ ฉากรุนแรง ฉากระทึกขวัญ ฉากรถคว่ำ คนตาย ฉากนองเลือด มันไม่เห็นจะๆ เลยทำให้ รู้สึกเชยไปสักนิด หรือ รู้สึกหนังไม่ค่อยลงทุน ยุคนี้พ.ศ. นี้ ฉากต่างๆ แบบนี้ ต้องชัดเจน ชัดเจน จึงจะทำให้ หนังสนุกด้วย

แอนดริว เกร้กสัน พลังยังล้นเหลือ ส่งพลังแรงๆ เต็มที่ สมกับ ที่ไม่ได้เล่นหนังมากว่า 20 ปี ดึงคนดูให้อยู่กับ ตัวหนังภาพของ สารวัตรพุฒิ

โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล สีหน้าท่าทาง จัดเต็ม ทำให้ ผิง ออกมาชวนติดตาม ชวนต้นหา ชัดเจน ในความเป็นคนที่มี ปมอยู่ในใจ ดูไปดูไป เกือบ จะ จิตปั่นป่วนตาม เล่นเก่งมากๆ ทำให้ หนังหลอนๆ ดูดีทีเดียว

เอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย มาดกวน แต่ทุกครั้งที่โผล่ ดูแล้ว เชื่อ เลยว่า เป็นคนที่ชักจูง คนอื่นให้ทำตามได้ และชวนให้ รอดูว่า โจ จะเล่นอะไร ทำอะไร หรือสุดท้าย จะลงเอยอย่างไร

นวลปรางค์ ตรีชิต รับบทเป็น ป้าใจ ป้าของ ผิง มากับสีหน้าท่าทาง ที่ชัดเจน ใน ความเป็น ตัวละคร ที่มีอะไรๆ ซ่อนอยู่ใน ดูเป็นผู้ใหญ่ที่มีพลังบางอย่างในตัว 

เอก โอรี มาดดีๆ ดูอาวุโส เป็น พี่หมอ ที่พยายามช่วยเหลือ พุฒิ น้องชายกับครอบครัว 

หญิง-ณัชชา รุจินานนท์ มารับบท เป็น แม่ของผิง กับ ผึ้ง ที่ยังดูสวย น่ารักๆ  แพท-พัสสน ศรันทุ มารับบท พ่อของพุฒิ ปิงปอง-สะแกวัลย์ ยงใจยุทธ มารับบท เพื่อนที่ทำงานของ ผิง

และที่เด่นๆ คือ สองเด็กน้อย ที่มารับบท รุ้ง ที่ ผึ้ง กลับชาติมาเกิด กับ น้องภู ลูกชายของ พุฒิกับผิง ซึ่ง เป็นตัวละครเด็กที่อาศัยความน่ารักแบบเด็กๆ เข้ามา สร้างอารมณ์ลุ้น เอาใจช่วย ให้กับตัวเรื่อง เวียนว่ายตายเกิด ไม่ใช่ หนังไทย ที่ดูสนุกมากมายนัก หนังอาจจะดูเครียดๆ เล่นกับ สิ่งที่อยู่ในใจตัวละคร  มากกว่าจะขายความสยดสยอง ความน่ากลัว แต่ สำหรับ คอหนัง ที่ชอบ หนังในแนวเล่นกับ จิตใจ ปมที่อยู่ลึกๆ ภายใน ก็น่าจะ สนุก โดนใจ กับ งานชิ้นนี้6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)’

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“คนตายกลับมามีสองสาเหตุ หนึ่ง วิญญาณยังจำได้ว่าใครได้ทำอะไรกับมันไว้ สอง มีคนเป็นยังจำคนตายคนนั้นได้” หนังที่แรกๆ อาจจะไม่มีคนรู้จัก เฉยๆ เงียบๆ แต่เปิดตัวอย่างงดงาม เมื่อเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่  รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ผู้กำกับนำหนังไปคว้ารางวัล AMI Paris Grand Prize ในสาย Critics’ Week หรือสายประกวดสำหรับหนังยาวเรื่องที่หนึ่งหรือสองของผู้กำกับมาจาก เทศกาลหนังเมืองคานส์ 2025

ก่อนจะม้ามืดถูกสมาพันธ์ภาพยนตร์ฯ เลือกให้เป็น ตัวแทนหนังไทยชิงรางวัลออสก้าร์ประจำปีนี้จากหนังแค่ รู้เพียงว่ามี ใหม่ ดาวิกา เป็น นักแสดงนำกลายเป็นหนังดังในบ้านเรา ขึ้นมาในทันที ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)  เล่าเรื่องของ แนท ที่เสียชีวิต เข้ามาสิงในเครื่องดูดฝุ่น เพื่อกลับมาหา มาร์ช สามี แต่ถูกขัดขวางจาก สุมาลย์ แม่สามี เครื่องดูดฝุ่นผีแนท จึงพยายามทำทุกเรื่อง เพื่อให้ ครอบครัวสามียอมรับ

ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost) มีหน้าหนัง ออกไปในแนว ผี แฟนตาซี รักโรแมนติก ขำๆ แต่ตัวหนังจริงๆ กลับไม่เหมือนหน้าหนัง กลับเป็น หนังการเมือง แบบเน้นๆ เกริ่นตั้งแต่เปิดเรื่อง ก่อนมาแบบมาๆ ไปๆ และเปิดตัว แบบชัดเจน ตั้งแต่กลางเรื่องไปจนจบ ชัดเจน..ในการเลือกข้าง เลือกฝ่าย พูดถึง เรื่อง นักการเมือง ประวัติศาสตร์การเมือง ที่ผ่านมา ทั้งที่ปกปิด เคยรับรู้ ได้รับข่าวสาร เคยเห็น หรือ อาจจะเคยอยู่ร่วมมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ นอกจากเรื่อง การเมืองแล้ว หนังยัง พูดถึง หยิบยกเอาเรื่องหนักๆ ปัญหาหลากหลาย มานำเสนอ อาทิฝุนPM2.5 มลภาวะ กลุ่มนายทุน พระสงฆ์ ระบบกงสีของคนจีน ตำรวจ ระบบราชการ โรงพยาบาล ฯลฯ หรือแม้แต่ การหยิบเอา เรื่องของ LGBTQ+ มาใช้กับ ตัวละครทั้งตัวหลัก และตัวสมทบ

บรรยากาศของตัวหนังไม่ได้ชวนให้นึกถึง หนังตลาด หนังเอาใจคนดู แต่ออกมาในโทน หนังอาร์ต หนังอินดี้ ที่ต้องการนำเสนอพูดถึงสิ่งที่อยากพูดถึง  ผี ในเรื่อง คือตัวแทน เชิงสัญลักษณ์ ต่างๆที่ตัวหนังต้องการ พูดถึง ไม่ใช่แค่ คนที่ตายแล้วเท่านั้น ยังแทนสิ่งที่ถูกลืม สิ่งที่ ถูกใช้งาน คอยแก้ปัญหาอยู่เบื้องหลัง ไม่เปิดตัว เมื่อมารวมกับ เครื่องดูดฝุ่น ก็คือ สิ่งที่มาชำระสะสาง ทำความสะอาด ให้กับทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าจะเป็น แค่ผงเข้าตา ไปจนถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน

ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ สวยสง่าดูดีในทุกฉากทุกตอนที่ ‘แนท’ออกมา และด้วย หน้าหนังที่เน้นขายตัวใหม่ เหมือนเรื่องนี้ คือหนังของ ใหม่ล้วนๆ แม้ ในครึ่งแรก มาแต่เสียง มาแบบผลุบๆโผล่ กว่าจะมาแบบเต็มๆ ตัว ก็ครึ่งเรื่องไปแล้ว แต่ก็ให้ ความรู้สึก เหมือน อยู่กับคนดูตลอดทั้งเรื่องบท ‘แนท’ในเรื่องดูเหมือนเล่นแข็งเหมือนเล่นไม่ดี แต่ เอาจริงๆบทนี้ ถูกสร้าง ให้รู้สึก เหมือน เป็นหุ่นยนต์ ต้องทำตามคนโน้นคนนี้ ตั้งแต่ตอนเป็นคน หรือ สิง ในเครื่องใช้ไฟ้า

และต้องชม ใหม่ ที่ทำให้ หนังดูดี ทั้งบทสบายๆ บทรัก หรือดราม่าหนักๆ

โมสต์- วิศรุต หิมรัตน์ในบท มาร์ช ดูเป็นเด็กน้อย ในครอบครัวนักธุรกิจ แบบกงสี ดูเป็นตนจริงจังในเรื่องของความรัก แต่ดูหยาบคายรุนแรง เมื่อ ระเบิดสิ่งที่เก็บกดที่ซ้อนภายใน เล่นดี ทำให้เชื่อว่า เป็นตัวละครที่ถูกครอบงำ ตามน้ำ กับทุกๆ ชีวิตรอบช้าง

อุ๋ม-อาภาศิริ นิติพน ออร่า/พลังการแสดง เล่นนิ่งๆ แต่เยอะ ดีงามมากๆ กับบทบอสสุนาลย์ ดึงให้เข้าไปสู่เรื่องได้แบบเต็มๆ ในทุกๆ ฉากทุกตอน ทำให้เรื่องไม่น่าเบื่อ 

บลาบูม-วิศรุต หอมหวน ในบท กะเทยวิชาการ กับ อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด ในบท ครอง คือ คนที่เล่นเป็นธรรมชาติ ลอยหน้าลอยตา น้ำเสียง การแสดง ดูดี ในช่วงที่เป็น คนเล่าเรื่อง/คนฟังเรื่อง ที่ขโมยซีน แต่พอ เขยิบมาเป็น ตัวละคร ดูเยอะไปสักนิด

คานธี วสุวิชย์กิต ในบท รมต. ดร. พอล ที่แรกๆ เหมือนจะไม่มีอะไร เน้นเฮฮา ก่อนที่จะเขยิบ ภาพ ลักษณ์ ภาพนักการเมือง ในชีวิตจริง แบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็น ปากหวาน พระเดช พระคุณ การดึง คนเข้ามาใช้งาน บทนี้ถูกเสริม ตัว ตัวภรรยา ที่ออกคู่กัน มาทีไร ดูมีพลัง มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น ทุกที สะท้อนให้เห็นถึง หน้าบ้าน/หลังบ้าน ของนักการเมือง

งานด้านภาพของ ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost) มีทั้งที่ดูสวยงาม แปลกตา สีสันสดใส บางภาพ หม่นหมองหดหู่ ดูดิบเถื่อนบางช่วงดูอาร์ต แต่ก็มี หลายช่วง ที่ภาพมาดูรกๆ ขัดหูขัดตา

ที่ไม่ชอบ ไม่โดนมากๆ คือ ภาพโป๊ เปลือย ตัวละครแก้ผ้า ที่ รวมถึงฉากร่วมเพศ ในหนัง มันออกมาดูสกปรก เลอะๆ ไม่ได้ชวนดู ออกมาดูสะอิดสะเอียน ชวนแหวะ มากกว่าจะน่าดู

ในขณะที่ ดนตรีประกอบ/เพลงประกอบ  ยังโอเค ฟังแล้วรื่นหู

ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost) ไม่ใช่หนังที่ดูยากออกไปในแนวย่อยง่าย ไม่ซับซ้อน แต่อาจจะดูยากสำหรับ คอหนังที่นิยมหนังตลาด อาจจะไม่ถูกใจ คนที่ไม่ชอบ หนังการเมืองจ๋า 

อาจจะผิดหวัง กับคนที่ อยากมาดูหนังขำๆ หนังล้อเลียนเช่นเดียวกับ หนังรางวัล..จากเมืองนอก ก็ใช่ว่า ทุกคนจะชอบ ลางเนื้อชอบลางยา ทางใครทางมัน ดีไม่ดี ชอบ/ไม่ชอบ อยู่ที่ แนวทาง/ความชอบ สไตล์การดูหนังของ คนดู แต่ละคนแต่สำหรับ ‘โอ๊ยอยากเล่า’ไม่ชอบ ไม่ปลื้ม ไม่โดน ไม่สนุก แต่เนื้องานนักแสดง บางส่วนยัง รู้สึกโอเค5/10 คะแนน