โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘กำเนิดเทพเจ้า’ตอน ‘มหาศึกเทพยุทธ'(Creation of the Gods II : Demon Force)

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'กำเนิดเทพเจ้า'ตอน 'มหาศึกเทพยุทธ'(Creation of the Gods II : Demon Force)

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘กำเนิดเทพเจ้า’ตอน ‘มหาศึกเทพยุทธ'(Creation of the Gods II : Demon Force)

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ห้องสิน คือ นิยายดังของจีนในศตวรรษที่ 16 สมัยราชวงศ์หมิง เรื่องราวของการทำสงคราม ที่ดังๆ พอๆ กับ สามก๊ก หรือ ซ้องกัง(ผู้หยิ่งงใหญ่แห่งเจ้าเหลียงซาน)รู้จัก ห้องสิน ครั้งแรก ใน วิทยุ ที่มีได้ฟังตอนกลับจากเลิกเรียนตอนเป็นเด็กตัวน้อยๆ แต่ ไม่ได้ฟังแบบต่อเนื่อง เลยต่อไม่ติด จะได้อ่าน ฉบับแปลเป็นไทย ในสมัยร.2 ก็ยาวเกิน 100 กว่าตอน และเรื่องนี้ แทบ จะไม่ได้มีการนำมาสร้าง ทั้งใน จอแก้ว/จอเงิน เลยทำให้ ความทรงจำ เกี่ยวกับ ห้องสิน ไม่มีอยู่ในหัวจำได้แค่ เป็นเรื่องสงครามของมนุษย์ ที่มี เทพ มาร เข้ามามีเอี่ยว เข้ามายุ่งกับการรบด้วย Creation of the Gods  คือ การนำเอา ห้องสิน มาสร้าง  ทำออกมาแล้วถึง2 ภาค 

กําเนิดเทพเจ้า 1: อาณาจักรแห่งพายุ( Creation of the Gods I: Kingdom of Storm)

อาณาจักรแห่งพายุ นำไปพบกับ ปฐมบท ที่มาที่ไป ของสงคราม อินโชว กษัตริย์ราชวงศ์ชาง จอมโหด ที่นำตัว ลูกชายของแคว้นต่างๆ เข้าวัง รับเป็นลูกชายบุญธรรมเพื่อเป็นตัวประกันไม่ให้แข็งข้อก่อกบฏ เทพบนสวรรค์ ส่ง เซียนเฒ่า เจียงจื่อหยา กับ สองลูกศิษย์ นาจา กับ หยางเจี่ยนเทพสามตา ลงมา พร้อม “บัญชีแต่งตั้งเทพ” เฟิ่งเฉิ่นปัง (Fengshen Bang ) ทัณฑ์บนสวรรค์ เพื่อลงโทษ ส่วนเจ้าแห่งมาร บนเกาะเต่าทอง ก็ส่งสมุนตัวร้าย ขึ้นมา นำโดย นางจิ้งจอก ที่เข้ามาอยู่กาย และ สงครามเริ่มเกิดขึ้น พร้อมคำทำนาย จะตายด้วยน้ำมือ ลูกชายตัวเอง และ อินเจียว จะเป็น ผู้ที่รักษาสมดุลของสามโลกหนังจบลง ที่ ถูกลอบสังหาร จีฟา ถูกช่วยจนหนีกลับเมืองซีฉี หยินเจียว เสียชีวิต แต่ถูกนาจากับ เทพสามตาพากลับสวรรค์ เพื่อรักษาพร้อมทั้ง ติ่งทิ้งท้าย แม่ทัพผู้เก่งกาจกลับคืนเมืองเซียนเฒ่าเจียงจื่อหยา ถูกทิ้งบนโลกมนุษย์ นั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่งแบบเดียวดาย (ทั้งสองติ่ง ถูกนำมาเชื่อมกับ ภาคสอง ได้แบบเนียนๆ กลืนไปกับเรื่อง)(ภาคนี้ ไม่ได้เข้าฉายในไทย หาดูได้ใน Netfix)

กำเนิดเทพเจ้า ตอน มหาศึกเทพยุทธ(Creation of the Gods II : Demon Force)

 อินโช่ว ส่ง กองทัพ ที่นำโดย แม่ทัพหญิง  เติ้งฉานอวี่ ออกมาตามจับ จีฟา ที่หนีกลับมาในเมือง ในฐานะกบฏ อินเจียว ได้รับ พลังจากมหาเทพ กลับสู่โลกมนุษย์ สงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้น ขณะที่ ตัวร้าย จาก เกาะเต่าทอง เริ่มปรากฏตัว รอเวลาขึ้นมาครอบครองโลกในภาคนี้ หนังยังคงเดินตามภาคแรก ทั้งเรื่องราว การเล่าเรื่อง บรรยากาศ การนำเสนอ การเล่าเรื่อง จาก ภาคแรก ที่เน้นๆ สงคราม ดราม่า กลยุทธ์ การเมือง มาสู่ หนังสงครามแบบเต็มตัว ที่มี เรื่องรัก เข้ามาเป็นเส้นเรื่องหลักร่วม

อยากจะแนะนำ ให้ดู ภาคแรกมาก่อน จะได้รู้เรื่องราว ที่มาที่ไปของ ตัวละครหลักๆ จะได้ไม่งง!! เข้าใจ รู้จัก และอินไปกับ ตัวละครเหล่านั้นแต่ถึงจะ ไม่ได้ดูภาคแรก มาเริ่มจาก ภาคนี้ ถ้าปล่อยใจ ดูแบบสบายๆ ไม่คิดอะไรมาก ก็ดูสนุกได้ หนังมีพูดถึงย้อนเรื่องราวของตัวละครหลักจากภาคแรกเล็กๆ ไม่ขยี้มาก พอจะต่อเรื่องติดแบบไม่ลงลึก และเชื่อแน่ว่า ถ้าดูภาคสองแล้ว ก็คงอยาก กลับไปหาดู ภาคแรก

แต่ที่ งง!! แน่ๆ ทั้งสองภาคต่อ ตัวละครเยอะจัด ชื่อจีน แถมยังไม่คุ้นชื่ออีก ไม่ว่าจะคอหนังจีนทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่า อาจจะเกินความงง!! สับสนกันบ้าง(ตัวหนัง มีขึ้นชื่อตัวละครทุกตัว ทั้งตัวหลัก ตัวที่ผ่านมาผ่านไป แต่ มาเร็วเกิน)ในภาคแรก ตัวละครเยอะ หน้าตา ท่าทางชุด เหมือนๆ กันหมด คล้ายกันจนตาลาย ยังดี ที่ ภาคนี้ ตัวละครหลักลดลง ความคล้ายคลึงกัน ลดน้อยลง มีไม่มากนักในภาคนี้ สิ่งที่ หนีงต้องการสื่อ แบบชัดเจนที่สุดคือ “เราทำสงครามเพื่อช่วยประชาชน หรือ ทำเพื่อเจ้านาย เพื่อศักดิ์ของตระกูล”

ใน มหาศึกเทพยุทธ อลังการงานสร้าง เทคนิคพิเศษดีงามๆ ในระดับบล็อคมาสเตอร์ ดึงให้เข้าไปสู่ตัวหนัง ได้ในทุกๆ ช่วงบรรยากาศ ทั้งสรวงสวรรค์ บรรดาเทพต่างๆ เกาะเต่าทองที่อยู่ของมารอสูรร้าย หรือ สงครามในโลกมนุษย์ตั้งแต่ฉาก/ซีน/ภาพแรกบนจอ จนฉากสุดท้าย ทุกฉากเน้นๆ โชว์สเปลเชี่ยลเอฟเฟคสนุกสนาน..ตื่นตาตื่นใจไปกับ ฉากรบอันยิ่งใหญ่ตระกาลตา คิวบู๊แอ็คชั่นดีงาม ในสไตล์หนังจีนกำลังภายในยุคสเปเชียลเอฟเฟค ดูดีที่ สงครามมนุษย์กับมนุษย์เพียวๆ การต่อสู้ที่ใบคาถาอาคมมนต์ดำ การต่อสู้ที่มีเทพ/มาร/ปีศาจเข้ามาเอี่ยว

ซึ้งกินใจ..อิ่มเอมไปกับ รักระหว่างรบ จากศัตรูกลายเป็นความรัก ที่อาจจะไม่ใช่ของใหม่ เคยผ่านตามา แต่ เรื่องนี้ ก็ทำได้ดี เล่นกับอารมณ์เข้าไปถึงข้างใน มีทั้งรอยยิ้มความสุขใจ และ ทำให้ซึม เศร้า น้ำตาคลอ

อวี๋ซื่อ มาพร้อมความหล่อ หุ่นดีงาม กับบท จีฟา ที่ เขยิบ จาก บทนำรองๆ ในภาคที่แล้ว มาเป็นบทนำเดินเรื่อง เล่นดี

น่าเอ่อร์น่าเชี่ยน ในบท  เติ้งฉานอวี่  แม่ทัพหญิงเติ้งฉานอวี่ คือ นักแสดงที่เด่น ดูดี ที่สุด ของตัวหนัง ดูสง่าเก่งสมกับเป็นแม่ทัพ เล่นสีหน้าแววตาถ่ายทอดในส่วนดราม่า ได้ดี พอถึงบทรัก ก็ น่ารัก มากๆ อวี๋ซื่อ จับคู่ น่าเอ่อร์น่าเชี่ยน เล่นกันได้แบบเข้าขา ดีงาม ทั้งการต่อสู้ คู่แค้นคู่ต่อสู้ในสงคราม  หรือ การเป็น คู่รักระหว่างรบ

นาจา  เทพสามตาหยางเจียน และ เซียนเฒ่า เจียงจื่อหยา (รับบทโดย หวงป๋อ) ยังคงชัดเจน ในรูปลักษณ์ สดใส สบายๆ น่ารักๆ ในความเป็น เทพ ที่ลงมาช่วยต่อสู้ในสงครามมนุษย์ นาจา ดูพริ้วไหว ด้วย แพรแดง กงล้อไฟเทพสามตา หยางเจียน เพลินกับ การเคลื่อนกาย ตอนต่อสู้เซียนเฒ่า เจียงจื่อหยา ผู้หมดพลัง ชัดเจนในการเป็นกุนซือ

เฉินมู่ฉือ ในบท อินเจียว ลูกชาย อินโช่ว ที่มีทั้งโชว์หน้าหล่อๆ ของตัวเอง กับ เน้นๆ ภาพซีจี เมื่อเป็น คนสามร่างสามจิตใจกายสีฟ้า

เฟยเสียง (หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริส ฟิลลิปส์) กลับมารับบท พระเจ้าอินโชว ที่ยังคงมาพร้อมกับ  ซูต๋าจี่ (รับบทโดย น่าหรัน) นางจิ้งจอกเก้าหางสาส

ตัวละครที่เพิ่มเติม ที่เด่นมากๆ คือ 4 ยักษ์ ทหารสนิทของ ที่มาในภาพของ ท้าวจตุโลกบาล ยักษ์เฝ้ายมโลกทั่ง4 ทิศ  ทั้งหน้าตาท่าทางอาวุธ เหวินจง (รับบทโดย อู๋ซิงกั๋ว) อำมาตย์ อาจารย์เฒ่า ที่มาพร้อมตาที่สาม เจ้าแห่งมนต์ดำ เหมือนไม่เก่ง แต่สุดท้าย กลายเป็น ตัวเด่นที่สุด ในด้านการต่อสู้ด้วยคาถาอาคมรวมทั้ง บรรดา แม่ทัพ ทหาร คนสนิท ของทั้งสองฝ่าย 

และเป็นการเปิดตัว เจ้าแห่งมาร ที่ ดูยังไงๆ ชวนให้นึกถึง ผีดิบนอตเฟอราตู

รวมทั้ง ตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ อย่าง พญานกยักษ์ ตัวเขียวๆ ผู้ช่วยของ จีฟา ที่เก่งกาจ ดูเป็นธรรมชาติ เป็นผู้ที่ดีของฝ่ายตัวดี เด่นทุกฉากที่ออกมา หรือ กิเลนของ เหวินจง ฝ่ายตัวร้าย ที่ร้ายสุดๆ และที่ มาแว่บๆ คือ กองทัพทหารผีดิบ 

แต่ที่ต้องชมคือ ใน มหาศึกเทพยุทธ ไม่มีตัวละครประหลาดๆ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา ไม่มีตัวละครที่ชวนให้นึกถึงการ์ตูนไม่สมจริง ไม่มีมุขตลกนอกเรื่องนอกราว เหมือนที่ ใน หนังจีน ฟอร์มยักษ์ในยุคนี้ แทบทุกเรื่อง ต้องมีต้องนำมาใส่ เพื่อสร้างความสนุกสนาน ทำให้ เรื่องนี้ดูดีดูสมจริงสมจังเสียงไทย ดีงาม เสียงที่คุ้นเคย เสียงไทยตำนาน จาก ทีมพันธมิตร กลับมาสร้างความสนุกให้กับหนัง (ตั้งแต่ประกาศ ปิดตำนานจาก มังกรหยก เมื่อต้นปี มาถึงตอนนี้ ก็ยัง ได้ยินเสียงไทยพันธมิตร บนจอหนัง อยู่เลย555)

สองเพลงประกอบ ในภาคแรก ไพเราะเพราะมากๆ ทั้งเนื้อหา เสียงร้อง ทั้งที่ออกมาในเรื่อง หรือ ฟังแต่เสียง ในช่วงเอนเครดิต ช่วงแรก ฟังแล้ว น่ารักๆ ยิ้มไป ก่อนที่เพลงเดียวกัน จะทำให้ เสียงน้ำตา ในช่วง ท้ายๆ เรื่อง กำเนิดเทพเจ้า ตอน มหาศึกเทพยุทธ(Creation of the Gods II : Demon Force) สนุก ครบรส ดราม่า/รัก/โรอมนติก/แอ็คช้่น/แฟนตาซี 2 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดูจบ..แล้ว อยากจะ ดู ภาค3 ต่อไวๆ หนังทิ้งท้าย ด้วยติ่งเล็กๆ แต่สำคัญๆ ถึง 3 ช่วง ในชาวงเครเครดิต ท้ายเรื่อง ที่ต้องชม ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ที่ ย้ำกับคนดูให้ รอดู ไม่อย่างนั้น หลายคนคงพลาดออกก่อนสนุกโดนใจ ในระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘The Tutor พี่วรรณมาสอน’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'The Tutor พี่วรรณมาสอน'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘The Tutor พี่วรรณมาสอน’

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อีกครั้งที่หนังผีไทยๆนำเสนอเรื่องของการบนบานขอให้ ผีช่วย จนผีมาทวงคืน ครั้งนี้ นำเรื่องของ การกวดวิชา มาเป็น เส้นเรื่อง ผลงานการสร้างของ บริษัท Very Great  กำกับโดย บัณฑิต ทองดี  The Tutor พี่วรรณ มาสอน ชวนให้นึกถึงสยามสแควร์หนังผีๆของสหมงคลฟิลม์ ที่พูดถึงผีในโรงเรียนกวดวิชาเหมือนกันและเมื่อกำกับโดย อ๊อด-บัณฑิต ทองดี ที่เคยกำกับหนังผีน่ากลัว สุดๆ อย่าง เฮี้ยน มาแล้ว ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจ ให้กับ ตัวหนังมากขึ้น

เบล ก็อต และปาย ได้ยินเรื่องเล่า “การสมัครเรียนกับผี”  ที่จะทำให้สอบผ่านทุกวิชาจาก ซิ่ว เพื่อนซี้ของ เบสน้องชายเบล จึง ตัดสินใจไปยังชั้นเรียนร้างภายในสถาบันกวดวิชาชื่อดังของครูพี่วรรณ เพื่อหาทางออกให้กับความกดดันด้านการเรียนที่พวกเขาเผชิญ สมัครเรียนกับผีแต่ความหวังกลับกลายเป็นการเปิดประตูสู่คาบวิชาอาถรรพ์ เมื่อมันออกตามหลอกตามสอนพวกเขา บังคับให้อยู่ในวังวนแห่งการเรียนสุดสยองไม่จบสิ้นเบลถูกวิญญาณร้ายครอบงำให้ร่ำเรียนอย่างทารุณ จน เบส ผู้เป็นน้องชายสัมผัสได้ เขาจึงร่วมมือ กับซิ่วเพื่อไขความลับภายในสถาบันกวดวิชา แต่ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้คำตอบ ก็ยิ่งเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สุดสยอง และต้องเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่อยากจะสั่งสอนพวกเขาไปตลอดกาล

อ๊อด-บัณฑิต ทองดี ยังคงชัดเจน ในการทำหนังผีที่เกี่ยวกับการกวดวิชา ไม่มีนอกเรื่องนอกราว ไม่เลอะเทอะ นำเสนอเรื่องของ การเรียนล้วนๆ ไม่มีเรื่องรักของหนุ่มสาว ไม่มีเรื่อง LGBTQ แนวหนังที่กำลังฮิตจะมีก็ใน ความรักมิตรภาพของเพื่อน พี่น้อง พ่อแม่ และ คุณครู สนุกไปกับรอดูว่า เด็กๆ จะโดนอะไร ใครจะอยู่ใครจะไป ใครจะรอด/ไม่รอด/ตาย ท้ายสุด จะรับมือกับผีร้ายอย่างไร
สิ่งที่ The Tutor พี่วรรณ มาสอน นำเสนอ คือครูที่ขาดหัวใจ ความเป็นครู ยึดติดกับความสำเร็จของตัวเอง กับ แม่ที่บงการชีวิตของลูก อยากให้ลูกเป็นโน้นเป็นนี่ รักลูกไม่เท่ากัน บรรยากาศของ หนังผี แนวหลอนๆ มาแบบจัดเต็ม ด้วยงานด้านภาพ การจัดแสงออกมาโทนมืดๆ สลัวๆ  แทบจะไม่ความสว่าง ขยี้ด้วยดนตรีประกอบ และ ฉากที่ทำให้ตกใจ มีทั้ง ผีหลอกหลอน ผีเข้าสิง ผีเอาตาย หนังเล่าเรื่องง่ายๆ เข้าใจง่าย ดูไม่ยาก ไม่มีอะไรยากเกินความเข้าใจ ไม่ต้องตีความ น่าเสียดาย ที่ บทหนังยังไม่ดีพอ หลายช่วงหลายตอนที่ น่าสนใจ กลับขาดเสน่ห์ขาดลูกเล่น เปิดเรื่องให้อยากติดตามอยากหาคำตอบ แต่เฉลย แบบไม่สนุกแต่ก็มี หลายมุข หลายบทสนทนา ที่ทำงาน ทำให้สนุกไปกับเรื่อง ขำได้ยิ้มได้ อาทิ ช่วงสมัครเรียน การเล่นกับชื่อสิงพี่น้อง หรือช่วง แก้เกมส์กับผี

จริงๆ แล้ว The Tutor พี่วรรณ มาสอน  มี หลายอย่างที่ เอื้อต่อการ ทำเป็น หนังผี ที่น่ากลัว ได้ไม่ยากนัก ทั้ง เส้นเรื่อง โปรดักชั่น และ นักแสดง แต่หนังกลับรู้สึกสะดุด กั๊กๆ ไปไม่ถึง ไปไม่สุด  ฉากสะดุ้งตุ้งแช่ตกใจมีทั้งที่ ทำให้ตกใจกับ ดูเฉยๆผีในเรื่อง ทั้งที่ มาหลอก มาฆ่า มันดูธรรมดาๆ มาแบบมาๆ ไปๆ ไปสักนิด หรือ บางช่วงที่คิดว่าจะ เตรียมกลัว หรือปิดตากับความโหด กลับไม่มามันเลยดูไม่สุด ทั้ง ความน่ากลัวของผี หรือ ความสยดสยองเลือดสาดจน นึกว่า ดู ละครผีๆ ซี่รี่ย์ผีๆ มากกว่าดูหนังผีในโรง

สิ่งเล็กๆ ที่ชอบคือ เพลงพระคุณที่สาม เพลงวันไหว้ครู ที่เลือกเสียงใสๆ ของนักร้องสาว นำมาใส่ในหนัง เพราะมากๆ หรือ เสียงนักเรียนท่องตำรา เพิ่มความหลอนได้มากทีเดียว
ในขณะที่ ตึกสถานกวดวิชา มีนดูลอยๆ หรือ ฉากที่ นักเรียนมาประท้วง ดูไม่เป็นธรรมชาติ จนลดความน่ากลัว ให้กับเรื่องหนังให้น้ำหนักไปที่ สองพี่น้อง เบส กับ เบล ที่เล่นกันได้แบบเข้าขากัน จนดูเป็นพี่น้องกันจริงๆ กับ แม่ที่ถูกแม่บังคับเรื่องการเรียน โดยมี แก๊งค์เพื่อนมาเสริม เด็กๆ แต่ละคน มีจุดหมายในการเรียนต่างกันอยากเป็นที่หนึ่ง อยากได้ทุนไปต่างประเทศ อยากติดหมอ หรืออยากติดทหาร

มีน-นิชคุณ ขจรบริรักษ์ เป็น เบส ที่ทุกมุมดูหล่อน่ารัก ได้บทที่หลากหลาย ทั้งดราม่า ขำๆ หรือ ต่อสู้กับผี
 

อเล็กซ์-อเล็กซานดร้า อริดา มาเต้ รับบท เบล สวยใส ในแบบ เด็กเรียนๆ มาแบบน่ารัก สบายๆ ทั่งตอนเหนื่อยกับการเรียน  โดนผีสิง หรือสู้กับผี

แบงค์-ศรราม น้ำเพชร (เอนกลาภ) มาในบท ดนัย เด่นคุณ นักเรียนในตำนานของ กวดวิชาครูพี่วรรณ ดูใสๆ ดูเป็นเด็กเรียน เครียดแทน และดู โรคจิตๆ ด้วยท่าทางแววตา (แม้จะดูเยอะไปสักนอด) กับบทภารโรง ที่มาพร้อมกับ วิทยุเทปเพลงวันไหว้ครู(ดูแล้ว หน้าตาท่าทาง ออกแนว เต๋า-สมชาย เข็มกลัด) สลัดภาพ การแสดงแบบลิเกจนหมด

อิน-อินทัช กูรมะสุวรรณ รับบท ซิ่ว เน้นขำๆ เฮฮา ไทเกอร์-ธนวัต หัชลีฬหา รับบท ปาย ก๊ก-ปริญญา อังสนันท์ รับบท ก็อต ที่แต่ละคน มีคาแรคเตอร์ ที่ขัดเจน

และ ต้องชม สองสาวรุ่นพี่ ที่เข้าเสริมในส่วนของดราม่า กับ ความน่ากลัว ให้กับ ตัวเรื่องได้มากทีเดียว น้ำฝน-สรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ในบท แม่สรวงสุดา ของสองพี่น้อง เล่นดี ดูเป็นธรรมชาติ เน้นๆ ไปที่ ดราม่าแม่ลูก เพิ่มความน่าสงสารให้เด็กๆ และดูผ่อนคลายไปกับ บทพูดที่ชวนให้ขำย้ำๆ ไปที่เรื่องเรียน ดูดีฉากสู้กับผีเพื่อช่วยลูกก็ออกมาดี

หญิง-รฐา โพธิ์งาม เป็น ครูพี่วรรณ ออร่ามาเต็ม ในความเป็น ครูแรงๆ ดึๆ โหดๆ กับลูกศิษย์ มาน้อย มาไม่มาก แต่ก็ทำให้ ครูพี่วรรณ เด่นในทุกๆ ฉาก ทั้งที่ ปรากฏตัว ถูกพูดถึง หรือ สแตนดี้โฆษณาครูพี่วรรณ The Tutor พี่วรรณ มาสอน ไม่ใช่ หนังเลวร้าย ไม่ใช่หนังไม่ดี ดูได้เพลินๆ แค่เป็น หนังผีที่ น่าจะ ออกมา น่ากลัวๆ หรือหลอน ได้มากกว่านี้ เสียดาย..เสียดาย6/10 หัวกระโหลก เกรด C ก็แล้วกันครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โหมโรง เดอะ มิวสิคัล2568’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'โหมโรง เดอะ มิวสิคัล2568'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โหมโรง เดอะ มิวสิคัล2568’

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดีใจมากๆ ตั้งตารอดูตั่งแต่ รู้ข่าวว่า โหมโรงเดอะมิวสิคัล จะคืนเวที กลีบมารีสเตทใกม่ เปิดแสดงอีกครั้ง ในวาระครบรอบ 10 ปี
โหมโรง เดอะมิวสิคัล เปิดแสดงรอบแรก  ประเดิมเปิด โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ที่เปิดทำการครั้งแรก 31 มีนาคม 2558 โดยเปิดแสดงในปีนี้ถึง 2 ครั้ง รีสเตทในเดือนพฤศจิกายน  และ ถูกนำมารีสเตท ใหม่อีกครั้ง ในช่วงเดือน พฤษภาคม  ปี 2561

ได้ดู โหมโรง เดอะมิวสิคัล ครั้งแรก เมื่อ วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2558 และดูซ้ำ ตอนรีสเตท ทั้งสองครั้ง และก็ชอบทั้งสามเวอร์ชั่นโหมโรง ฉบับหนังใหญ่ เป็นหนังไทยที่ได้ดูมาไม่ต่ำกว่า30-40รอบ เฉพาะตอนเข้าโรงฉายดูไป 10 รอบ 3 วันแรก ดูซ้ำ3 รอบ จัดเป็น หนังไทยในดวงใจ อันดับต้นๆ เสียน้ำตาทุกครั้งที่ได้ดูในชีวิต รักชอบเรื่อง ที่พูดถึง ดนตรีไทย การตีระนาด มีแค่ โหมโรง กับละครช่อง7 สี 2 เรื่อง ระนาดเอก กับ ทิพย์ดุริยางค์

น่าเสียดาย ฉบับที่นำมาสร้าง เป็นละครโทรทัศน์ นั้น อยากดู แต่ ไม่เคยได้ดูสักตอนเดียว คิดที่เวลา ออกอากาศ สมัยนั่น ยังไม่มีสตรีมมิ่ง ด้วย เลยอดดูการกลับมา รีเสตท ในรอบ 10 ปี เหมือนกับ การได้กลับมาเจอ ของรัก ของชอบอึกครั้ง บรรยากาศเดิมๆ ดีๆ เก่าๆ ขิง โหมโรงเดอะมิวสิคัล กลับมาครบ มีเปลี่ยนแค่ นักแสดงหลักบางคนแม้ โหมโรง เดอะมิวสิคัล คือ ละครเวทีอันดับต้นๆที่อยู่ในใจ รักชอบ ยังจำภาพ/รายละเอียดต่างๆ ได้ดี แต่กับ เพลงร้อง อาจจะลืมเลือนไปบ้าง ซึ่งกลายเป็นเรื่องดี ไม่มีการเปรียบเทียบ

โหมโรง เดอะ มิวสิคัล (2568) รอบที่ดูคือรอบมิตรสหาย รอบแรกที่แสดงจริงบนเวที เลยอาจจะเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด การแสดงอาจจะยังไม่ดี แต่ด้วย ความชอบ ในตัวเรื่อง เห็นถึงความตั้งใจของนักแสดง/ทีมงาน เลยมองข้าม ความไม่สมบูรณ์ ข้อผิดพลาด และข้อตำหนิติเตียน จนสนุกไปกับละคร

โหมโรงเดอะมิวสิคัล นำเสนอในแบบของละครเพลงแนวมิวสิคัล ตัวละครร้องเพลงเล่าเรื่อง เล่าความรู้สึก ผ่านเนื้อเรื่องตัดสลับ2 ช่วงอายุคือ นายศร ตั้งแต่เด็กจนเริ่มมีชื่อเสียง กับท่านครูในยุคสมัยที่ศิลปวัฒนธรรมไทย กำลังถูกต่างชาติคุกคาม รายละเอียดต่างๆ คล้ายกับในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ เพียงแต่มีการดัดแปลง บางสิ่งบางอย่าง บางช่วงอาจจะดูดีเมื่อเป็นหนัง แต่ไม่เหมาะกับการแสดงสด บางอย่างตัดไปทำให้เรื่องกระชับดูดีขึ้น บางส่วนใส่เข้ามา เรื่องจะได้สนุกมากขึ้น

สังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม ผู้กำกับ นำ โหมโรง เดอะมิวสิคัล กลับมาใหม่ แทบจะถอดของเดิมมาเป๊ะๅ ยังคงดีงาม ออกมาดูสมบูรณ์ปราณีต เสื้อผ้า/หน้า/ผม มาแบบจัดเต็ม เล่าเรื่องเข้าใจง่าย จังหวะต่างๆ ดูลงตัวทั้งการเล่าเรื่องพูดคุยปกติ หรือเล่าด้วยเสียงเพลง การตัดสลับไปมาสองยุคดูดีมีลูกเล่น ฉากต่างๆ ดูดี ฉากโชว์มัลติมีเดียก็ไม่เลว
มีการดัดแปลง บางช่วงบางฉาก เพื่อให้ทันสมัย เพิ่มความสนุกมากขึ้น ได้โดยแทบจะไม่รู้สึก ถึงการเปลี่ยนแปลง
โปรดักชั่นเริ่ดๆ ไม่ใหญ่มากมาย แต่ออกมาดี สวยงาม ในทุกๆ ส่วน ชอบการจัดแสง ที่เพิ่มความขลังให้กับ ดนตรีไทย ฉากทั้งในธรรมชาติ ในวัง ในเมือง ดีมากๆ

โหมโรงเดอะมืวสิคัล ยังคงเป็น ละครเวที ที่แสดงความเป็นไทย ดนตรีไทย มาผสมผสานกับ ละครเวทีแนวมิวสิคัล ได้แบบลงตัว รวมทั้ง ตัดสลับไปมา ในสองช่วงวัย ศรสมัยวัยรุ่น กับท่านครูในวัยชรา ที่ทำออกมาได้ดี

การได้ดู โหมโรงเดอะมิวสิคัล ฉบับนี้ ทำให้ น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ เริ่มมีเสียงดนตรีไทยดังออกมาจากบนเวที และทุกๆ ฉากทุกๆ ตอน ที่มีเสียงดนตรีไทย ที่ทะลุอินเข้าไปถึงข้างใน เป็นน้ำตา แห่งความสุขเสียงดนตรีไทย ภาพดนตรีไทยบนเวที ชวนให้ นึกย้อนไปถึง ภาพเก่าๆ บรรยากาศเดิมๆ ที่เคยเล่นดนตรีไทย ตีระนาดในวัยเด็ก

ด้วยความที่เป็นละครเวที ทำให้หลายฉาก โดนใจ เข้าไปถึงข้างใน ดูสมจริง มากกว่า ตอนเป็น หนังหรือละครทีวี ที่อาจจะรู้สึกใช้การตัดต่อ ใช้นักแสดงแทนด้วยความที่เป็นเรื่องของดนตรี เมื่อมาดูสดๆ เลยให้ความรู้สึกใกล้ชิด ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนมานั่งดู การแสดงดนตรีติดขอบเวที

ฉากประชันดนตรี ชวนให้นึกถึง ตอนไปดู ประชันวงดนตรี ระดับโรงเรียน หรือแบบใหญ่ๆ อย่างวัดพระพิเรนทร์ หรือ ฉากวงดนตรี ในบ้านท่านครู ใช่เลยบรรยากาศครอบครัวสมัยเรียนดนตรีไทย มาแบบเต็มๆในฉบับนี้ มีหลายๆ ฉากหลายๆ ทั้งฉากโชว์ ฉากใหญ่ ฉากเล็ก ที่ชอบ มากๆ อาทิ ฉาก ประชันระนาด ศรกับขุนอิน ยังคงสุดยอดดีงาม ต้องชม อาร์ม ที่ดูเก่งขึ้น มากกว่าเดิม ข้อแขน ฝีมือในการตีระนาดดีงาม มากๆ (ต้องชม ครูเบิ่ง ขุนอิน ที่ปล่อยฝีมือ ช่วยให้ ภาพบนเวที ออกมาดีงาม)
ต้องชมทั้ง อาร์ม กับ ครูเบิ่ง ที่รับส่งการตีระนาด ได้ดี มากๆ

ช่วงที่ เทิด มา บ้านพ่อครูครั้งแรก วงดนตรีไทยในบ้าน กับ เพลงแนะนำเครื่องดนตรีไทย กลายเป็น ฉากที่ชอบมากที่สุด ดูดี ดูอบอุ่น มากที่สุด เพลงไพเราะเนื้อเพลงเยี่ยม ผสมกับ เสียงดนตรีไทย รอบวง ที่มีพลังมากๆ ฉากนี้อยอุ่น น่ารักมากกกกก ฉากศร นอนบนเรือ เริ่มคิดกลับมาเล่นดนตรีไทยอีกครั้ง ภาพที่สวยงามมากจริงๆ ขยี้ด้วย เสียงร้องของ อาร์ม
แต่ที่ทำให้ ขนลุก..ยิ้มทั้งน้ำตา ตื้นตัน มากๆ แบบคาดไม่ถึง กลับไม่ใช่ ฉากในละคร กลายเป็น ช่วงละครจบ ครูเบิ่ง นำทีม นักแสดงที่เล่นดนตรีมาพร้อมระนาดเอก เต็มเวที เป็นการปิดท้าย ที่งดงามอีกฉากหนึ่งที่ชอบ ยิ้มมากๆ คือ เด็กน้อยในชุดนักแสดง ที่มากับเพลงปลุกใจ ดูน่ารักมากๆ ดีใจ..ที่ใส่ เพิ่มฮานี้เข้ามา ทำให้ ความรู้สึก เรื่องการเมือง ดูเบาลง

หรือ ฉากสุดท้าย ของท่านครู ที่ล้อมด้วย แม่โชติ ลูกชาย ทิวกับเทิด เล่นเอาน้ำตาซึมก่อนที่จะ ส่งท้ายด้วย เสียงร้องเพลงของ เด็กชายศร นายศร และ ท่านครูแม้โดยรวม จะชอบ มากมาย แต่ สิ่งที่กลับไม่ต่อยโดน ไม่ค่อยอิน นัก ในฉบับนี้ คือ ในส่วนของ ทหาร เรื่องของท่านผู้นำ มันดูลอยๆ เลยทำให้ดูแล้วเฉยๆพี่ตู่-นพพล โกมารชุน พลังล้นเหลือ คือ ท่านครู ที่ใช่ ดูอบอุ่น ใจดี เล่นดี นิ่งๆ ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้ละครดูอบอุ่นในช่วงอยู่กับ ลูกศิษย์ ดูจริงจังดราม่าเมื่อต้องปะทะกับทหาร หรือน้ำตาซึมเมื่อต้องจากไปไม่เพียงแต่พลังการแสดงที่ดีงามบนเวที ฉากร้องเพลง ทุกฉาก อาจจะไม่ ใสกิ๊ก เหมือนนักร้องอาชีพ แต่ก็ส่งพลัง เป็นธรรมชาติ ออกมาจากข้างในจริงๆ ไม่ใช่การแสดง
เช่นเดียวกับ การตีระนาด..เชื่อว่าเป็นท่านครู จริงๆ

อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ สุดยอดมากๆ เล่นเก่งมากๆ เป็น ศร นักระนาดที่ใช่ น้ำเสียงสีหน้าท่าทางออกมาดีงาม ที่ต้องชมคือ การตีระนาด ที่ไม่ธรรมดา ดูพริ้วไหว สมกับที่เป็นสุดยอดมือระนาดจริงๆ (แม้อาจจะมีบางช่วงที่ฟังแล้ว เพี้ยนไปบ้างก็ตาม) รวมทั้ง เสียงร้องเพลง ทั้งช่วง ที่ร้องเล่าเรื่อง แสดงความรู้สึกในใจ หรือ เพลงรักกับ แนน-สาธิดา

ครูเบิ่ง-ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ ยังคงเป็น ขุนอิน ที่ดูเหมาะ ตีระนาดดูดุดัน ฉากดวลที่แพ้ให้ศร ก็ทำได้เนียน เก่งครับ เล่นดีดูดุในตอนที่เอาชนะ หรือทำให้ น้ำตาซึม ตอนที่ ศรมากราบ แล้วพูดส่งท้าย

จ๋าย ไททศมิตร-อิชณน์กร พึ่งเกียรติ์รัศมี มาดเข้มๆ กับบท พันโทวีระ น้ำเสียงการแสดงดีมากๆ ตอนต้นๆ อาจจะเฉยๆ แต่พอถึง ฉากท้ายไคลแม็กซ์ ที่ปะทะกับ พ่อครู ส่งพลังรับส่งบทได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากได้ยินเสียง เพลง ลาวดวงเดือน ของท่านครู คือ ฉากดราม่าที่สุดฉากหนึ่งของละคร
น่าเสียดาย ที่แม้จะเล่นดี แต่เพราะ รูปร่างความสูง เลยรู้สึกว่าดูกลืนๆ ไปกับ ลูกน้องนายทหาร ไม่ดูเด่นโดด ออกมาเหมือนที่ โย่ง อาร์มแชร์ -อนุสรณ์ มณีเทศ แสดงไว้ในฉบับก่อน

แม่โชติ แนน-สาธิดา พรหมพิริยะ มาไม่กี่ฉาก แต่เสียงร้องความน่ารักก็ช่วยเติมส่วนความหวาน ได้มากทีเดียว ละลายไปกับ เพลงลั่นทม ดูแล้วรักไปกับฉากรักของ แนน กับ อาร์ม
อาร์ม-แนน เหมือนถูกสต๊าฟ แม้จะผ่านมาถึง 10 ปี แล้ว แต่ก็ยังดูเด็กเหมือนเดิมส่วน แม่โชติ ในวัยชรา ใหม่-ณัฐฐา ลอยด์ ที่ดูอบอุ่น สมกับเป็นคู่ชีวิตกับท่านครู (อาจจะดูลดวัย ดูเด็กกว่าที่ ดวงใจ หทัยกาญจน์ กับ สุดา ชื่นบาย เคยแสดงเอาไว้)

ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ กลับมารับบท ครูเทียม อีกครั้ง มาไม่เยอะ แต่ก็เสียงหัวเราะ ดูไปยิ้มไป ขำไป ในทุกๆ ฉาก ฉากร้องเพลงสอน ศร นั้น น่ารัก ชวนให้นึกถึง เสียงร้องของ เจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม กับวงเฉลียงบท ครูเทียม คาใจ อยู่นิด ตั่งแต่ หนังใหญ่ คือ เป็นครูที่เก่ง ขนาด ขุนอิน ยังทัก น่าจะมีฉากโชว์ ตีระนาด สักนิด น่าจะดี 555

นาย-มงคล สะอาดบุญญพัฒม์ ขยับจากบท ทิว เพื่อนศร จากครั้งที่แล้ว มารับบท เปี๊ยก ที่เรียกเสียงหัวเราะ ในมุขคำพูดท่าทางขำๆ ในช่วงต้น แต่น่าเสียดาย ที่พอมาถึง ช่วงชะตากรรมท้ายเรื่อง เพราะภาพตลก แม้จะเล่นดีดูจริงจัง ดูน่าสงสาร แต่ก็ไม่ทำให้เสียงน้ำตา เหมือนที่ เอ๋ เชิญยิ้ม ทำได้ในเวอร์ชั่นที่แล้วเพลงโชว์ ที่ นาย ร้อง น่ารักๆ ออกแนววงเฉลียง อย่างชัดเจน

แบ๊งค์-เฉลิมรัฐ จุลโลบล ดูน่ารักๆ กับบท เทิด ลูกทืว ผู้มาพร้อมกับฉิ่งคู่ใจ ที่ได้เล่นทั้งบทสบายๆ ผ่อนคลาย บทแอ็คชั่นเล็กๆ หรือดราม่า และที่ดีที่สุดกับฉาก ที่ยก มือไหว้ ผู้พันวีระ ในตอนท้ายบอม- สุทธิศักดิ์ สินเจริญ มารับบท ครูสิน พ่อศร กับ ณัฐชัย สิรินันทโชติ เป็นทิววัยหนุ่ม ก็เล่นได้ดี เข้าฉากด้วยกัน ส่งบทไปมาในหลายฉาก
เด็กชายศร ที่แสดงโดย น้องเก้า-ดช.เกิดเก้า ธีระพันธ์ ก็ดูน่ารักๆ ที่มีเด็กชายทิว คู่หู ที่เล่นได้น่ารัก แบบ แพ็คคู่

นักแสดงหลักๆ ทุกๆ คนโอเค แต่ที่อยากชม จากใจจริง คือ ทีมนักแสดงสมทบทุกๆคน ทั้งที่มาในส่วนดนตรีไทย นักดนตรี หรือคอรัส ที่เข้ามารับบทสมทบสลับกันไปมาในหลายบท ทำให้เรื่องออกมาดูสมบูรณ์ดูดีมากๆนักแสดงดนตรีไทย เล่นเป็นธรรมชาติ ทำให้ เสียงดนตรีไทย ในเรื่อง ดูดี ฟังไพเราะ ก้องกังวาน. เสนาะหูตลอดเรื่อง
เพลงแสนคำนึง จีนดอกไม้ เพลงเชิดต่อตัว และทุกๆ เพลงดนตรีไทย ฟังแล้ว ทะลุเข้าข้างใน ไพเราะ โดนใจ เข้าไปถึงข้างในนักแสดงทีมคอรัส นักเต้น ชัดเจนในความเป็น ละครเวทีแนวมิวสิคัล หลายคนคุ้นๆ หน้าคุ้นตา มาจากละครเวทีเรื่องอื่นๆแต่คนที่อยากชมมากเป็นพิเศษคือ คนที่เล่นเป็นเสด็จ ที่มาพร้อกับ น้ำเสียงที่ทรงพลังกังวานการแสดงละครเวทีมาแบบจัดเต็ม ทุกฉากที่ออกเรียกรอยยิ้ม ฉีกภาพมาดเข้มจากฉบับในหนังหรือคนที่รับบทเป็น ทิววัยชราสลับกับบทเสด็จอีกท่านที่มาดูประชัน มาน้อยแต่ดูดี

ท้ายสุด..สุดท้าย.. อยากจะขอบคุณพี่อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาผู้กำกับ สังข์ ครูเอ้-อัษฏาวุธ สาคริก และ เวิร์คพ้อยท์ ที่ทำให้เกิด และนำ ละครเวทีที่น่าอัศจรรย์เรื่องนี้คืนเวที อีกครั้งขอบคุณนักแสดง/. นักดนตรี/นักร้อง ทีมงาน ทุกๆ ฝ่าย ทุกคน ที่ทำให้ละครสนุกและต้องขอบคุณ ท่านครูหลวงประประดิษฐ์ไพเราะ ที่ทำให้ ดนตรีไทย ไม่มีวันตาย จนถึงทุกวันนี้โหมโรงเดอะมิวสิคัล ฉบับนี้ ดีงาม ชอบมากรักมาก ไม่แพ้เวอร์ชั่นก่อนๆ เข้าไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของละครเวทีในดวงใจ จัดเป็นละครเวทีที่ดีที่สุดของ เวิร์คพอยท์
อาจจะไม่ใช่ ละครเวทีที่ดีที่สุด แต่ก็ สามารถเข้าไปสู่ในใจ ..ได้ไม่ยากนักแนะนำๆ คอละครเวทีต้องไม่พลาด จัดแสดงวันที่ 4 – 18 พฤษภาคมนี้ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ
ซื้อบัตรผ่านระบบ Thaiticketmajor เท่านั้น !ซื้อบัตรสูงสุดได้ 6 ใบ / ครั้ง (แต่ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการซื้อ)โทร 02-262-3456

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’สุสานคนเป็น (Tomb Watcher)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'สุสานคนเป็น (Tomb Watcher)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’สุสานคนเป็น (Tomb Watcher)

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังผีน่ากลัวๆ ของ โกลบอล อิงค์ สตูดิโอส์, เอ็ม สตูดิโอ และ ช่อง 7HD ที่ผลิตโดยทีมกันตนา รุ่นใหม่ๆ จากละครสุดฮิตมาขึ้นจอเงินเป็นครั้งแรก เมื่อ “ลั่นทม” เศรษฐีนีเจ้าของธุรกิจร้อยล้านเสียชีวิตลง “ชีพ” ผู้เป็นสามี และ “รสสุคนธ์” ชู้รักของชีพ ได้โอกาสใช้ชีวิตคู่รักอย่างเปิดเผย แบบที่รสสุคนธ์เฝ้ารอมานาน ชีพชวนรสสุคนธ์ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักตากอากาศด้วยกัน แต่ทว่า เธอกลับได้พบความสยองเกินคาดคิด เมื่อพบโลงแก้วที่มีศพของลั่นทม เมียหลวงที่เสียชีวิตไปแล้ว ตั้งอยู่ในบ้าน รสสุคนธ์และชีพต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง เงื่อนไขที่เริ่มมาจากความรักแบบผิดๆ นำมาซึ่งการแก้แค้นอันน่าสยดสยอง

สุสานคนเป็น ในเวอร์ชั่นนี้ นำเอา เรื่องราวจากละครฮิต มาขึ้นจอแบบเนื้อๆ เน้นๆ ตัดน้ำ รายละเอียดปลีกย่อย ตัดตัวละครประกอบตัวอื่น ออกหมด เหลือแค่ ตัวละครหลักแค่ 3 คน

สุสานคนเป็น ไม่ได้ตีความใหม่ ไม่รู้สึกว่า มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แค่ รู้สึกเหมือน สรุป เล่าเรื่องย่อๆ แบบสั้นๆ เอาแบบเนื้อๆ บรรทัดเดียวจบ แทบจะไม่ต้อง ใส่รายละเอียด ใดๆ เพิ่มเข้ามาเลย

เรื่องของผัวมีเมียน้อย ผีเมียหลวงตามมาหลอก ..จบ

บรรยากาศของ สุสานคนเป็น ชัดเจน ในความเป็น หนังผี ที่ออกมาในแบบ ผีหลอก ผีออกมาหลอน ผีเอาคืน หรือผีแบบโหดๆ เล่นกันถึงเลือดถึงเนื้อ เพียงแต่..กว่า ผีจะโผล่ ผีจะมา รอแล้วรออีก มาปุ๊บมาปั๊บ แว่บๆ แวมๆ จนรู้สึกอึดอัด ว่าเมื่อไหร่จะมา ยังดี..ที่ ได้ ก้อย ที่เด่นมากๆ มาช่วยทำให้ ไม่รู้สึกง่วงหวาว หาวนอน  แถมยัง ไม่รู้สึก สะดุ้งตุ้งแช่ หรือตกใจ ใดเลย นอกจาก สะใจไปกับความโหด รอดูว่า รสสุคนธ์ จะโดนอะไร ออกมาในแบบผีโหดนองเลือด ไม่ใช้แนว ผีหลอกผีหักคอ

ผีมาแบบเต็มมาแบบเน้นกันยาวๆ ในช่วง20 นาทีสุดท้าย ทำออกมาได้ไม่เลว ดูหลอนๆ โหดดิบค่อยทำให้ รู้สึกว่า มาดู หนังผี แต่ก็มี ติดๆ คือ ไม่รู้สึกว่า เป็น ผีคุณนายลั่นทม ภาพที่ออกมา ดูเป็น ปีศาจ มากกว่าจะเป็นผี ซึ่งถ้า ทำออกมาเป็น ผีสาวจริงๆ น่าจะน่ากลัวมากกว่านี้มีการใส่ ตัวละครที่เหมือนจะเป็น หมอผี เข้ามา แต่ก็ใส่มาลอยๆ เหมือนจะมีอะไรแต่ก็ไม่มีอะไร

ที่รู้สึกขาดไป คือ ตัวหนัง กลับไม่ทำให้ รู้สึกกลัว ลั่นทม ที่นอนให้โลงแก้ว ได้เลย เสน่ห์ของเรื่องที่ คนดูสงสารลั่นทม ลุ้นว่าจะตายจริงตายปลอม แบบในละคร ไม่มีเหลืออยู่เลย

และ ที่ไม่ชอบสุดๆ ก็คือ ชีพ ในชุดท้ายๆ ที่เหมือนกับจะ อิงหนังเขย่าขวัญคลาสสิต อย่างใน ไซโค มาใช้ ไม่ชอบไม่โดน เป็นส่วนที่ทำหนังแย่ขึ้นมาในทันที รู้สึกเหมือน สื่อ ไปในแนว LGBTQ มากกว่า

และเสียดาย ที่ เส้นเรื่องหลักคือ เรื่องของการเล่นชู้ ในหนังจะต้อง มีฉากเลิฟซีน เร้าร้อน รุนแรง หรือฉากวับๆ แวมๆ แบบสุดๆ เหมือนในหนังยุคนี้พ.ศ.นี้ ควรมี แต่ สิ่งที่นำเสนอ มันดู อ่อนมากๆ ดูเป็นเด็กน้อย ไปเลย ผิดหวังๆ เนื้อเรื่องหลายคนลืมเลือน จำได้แค่น่ากลัว ภาพจำของ สุสานคนเป็น ในทุกๆ ครั้ง มีแค่ ความน่ากลัวของ ผีคุณนายลั่นทม ในโลงแก้ว ผัวชื่อชีพ เมียน้อยตัวร้ายรสสุคนธ์ และ… นักแสดงนำทุกๆ เวอร์ชั่น โดยเฉพาะ สามตัวละครหลัก เพิ่มเติมในฉบับละครคือ ตัวรองแต่เป็น พระเอกนางเอกใน เวอร์ชั่น นี้ ก็เช่นกัน สิ่งที่ดีที่สุด จดจำได้มากที่สุด คือ สามดารานำ แม้จะเป็นเรื่องของคุณนายลั่นทม ผีสาวในโลงแก้ว แต่เอาจริงๆ บทหนังกลับ ไปให้น้ำหนัก ที่ ชีพ กับ รสสุคนธ์ ที่เดินเรื่อง เด่นตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร สุดยอดมากๆ เป็น รสสุคนธ์ ที่อาจจะไม่สวยสะดุดตา แต่มีเสน่ห์ ชวนหลงไหล ตั้งแต่แรกเห็น เป็นสาวในฝันของหนุ่มๆ โดยไม่จำเป็นต้องเซ็กซี่ อะไรมากๆ ออร่า!! เสน่ห์ สีหน้าท่าทาง ใช่เลย ก้อย เล่นดีว่านเสน่ห์ ออกมาในทุกๆฉาก 

เล่นอารมณ์ เล่าเรื่องราว ถ่ายทอดความรู้สึกออกมา ผ่านแววตา ที่มีทั้ง น่าสงสาร ไร้เดียงสา เคียดแค้น เจ้าเล่ห์ หวาดกลัว เป็นตัวละครเดียวที่ดูไป คอยสบตาไป หลงเสน่ห์เคยชอบ ก้อย มากมายหลงรักใน ละคร รักออกแบบไม่ได้ ก็มาเรื่องแหละ ที่รักสุดๆ “พี่ชีพ..ขา” คำฮิต ติดหู ทุกครั้งที่ได้ยิน ละลายๆ รัก รสสุคนธ์ เลย ตาม ชีพ เลย

นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี พลังล้นเหลือ เป็น คุณนายลั่นทม ที่ดูสวย เป็นผู้นำ แต่อ่อนให้กับคนรัก พร้อมจะแรงกับคนที่มายุ่งกับผัว ตัวหนัง ให้ ลั่นทม นิ่งๆ แทบจะไม่เล่นอะไร เน้นๆ นอนในโลง น้ำตาไหล หลายตอน ก็ไม่ช่วยอะไร หรือ ตอนเป็นผีลั่นทม ไม่รู้สึกว่า เป็น นุ่น พาลไปนึกถึง นักแสดงแทนแต่น่าเสียดายที่บท น้อยไป บทไม่ส่ง  ถ้า เพิ่มน้ำหนัก ให้กับ ผีลั่นทม มากกว่านี้ น่าจะทำให้เรื่องสนุกขึ้น 

แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล อาจจะเป็น ชีพ ที่โอเค เล่นดี หล่อน่ารัก ในแบบ หนุ่มอาร์ตนิดๆ แต่กลับไม่ต่อยอิน กับความเป็นชีพ ที่คุ้นเคย ดูเด็กไป ดูไม่ค่อยร้าย แค่ มีโลกสองใบ เท่านั้น ขาด ความร้ายสุดๆ ร้ายจริงจัง จากในละครไป

โอ๊ต-วทัญญู อิงควิวัฒน์ กำกับ ทำ สุสานคนเป็น ออกมาเป็นหนังไทย ที่มีโปรดักขั่นดีงาม มาในแบบหนังไทยรุ่นใหม่ๆ เป็นหนังผีที่แทบจะลบภาพหนังผีไทยแบบเดิมๆ ออกจนหมด ออกมาเป็น หนังผีรุ่นใหม่ ที่คุ้นเคยกันดีในหลายๆ ชาติงานด้านภาพ เด่นๆ มากๆ มีการเล่น/ใช้มุมกล้อง ในการสร้างความน่ากลัว ความหลอน ทำให้หนังดูไม่นิ่ง การตัดต่อลำดับภาพ ที่ลื่นไหล เข้ามา หนังปูเรื่องพาย้อนกลับไปในปี 2534 เหมือนจะโชว์เล่นกับ เสื้อผ้าหน้าผมเครื่องแต่งกายของประกอบฉาก แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกว่าเป็น หนังพีเรียส เรื่องเกิดโดยไม่เน้นช่วงเวลาหลายฉากๆ งานด้านภาพ มุมกล้อง เสื้อผ้าหน้าผม ฉาก ชวนให้นึกถึง สืบสันดาน เหมือนกันมากคล้ายกันมาก จนรู้สึกเหมือน มาดู ซีรี่ย์ สืบสันดาน ในเวอร์ชั่นผีๆ ดนตรีประกอบ เข้ามาช่วยขยี้ ในความเป็นหนังสยองขวัญเขย่าขวัญหนังผี และที่เด่นดีคือ การใส่เพลงของ เบิร์ดกับอาร์ท เข้ามาในหนัง รวมทั้งเพลง เพลงฮิตของ ใหม่ เจริญปุระ จากเสียงร้องของ มีนตรา อินทิรา ที่ดีงามไปเข้ากับ สุสานคนเป็น มากๆ 

สุสานคนเป็น ยังดูเป็นงานที่ลงตัว ดูดีดูสนุกมากกว่่า ห้องหุ่น(2557) ที่ กันตนา เคยนำมารีเมค สร้างใหม่ บนจอเงินแต่เปลี่ยนเรื่องจนดู ไม่สนุก

สุสานคนเป็น (2525) เรียบๆ ง่ายๆ แต่บรรยากาศน่ากลัว เมตตา รุ่งรัตน์ อนุสรณ์ เตชะปัญญา นฤมล นิลวรรณ คือภาพจำติดตา พอๆ กับ ฐาปกรณ์ ดิษยนันท์ พระเอกในเรื่อง

สุสานคนเป็น (2534) แก้ว-อภิรดี ภวภูตานนท์ ดุ๊ก-ภานุเดช วัฒนสุชาติ เหมียว-ชไมพร จคุรภุช และ พระนาง อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ กับ สมฤทัย กล่อมน้อย มาพร้อมภาพ ความน่ากลัว แบบสุดๆ 

สุสานคนเป็น (2545) จำได้แค่ แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ กับ บิลลี่โอแกน และ เอ๋-พรทิพย์ วงษ์กิจจานนท์  และ สุสานคนเป็น (2557ยุ้ย-จิรนันท์ มะโนแจ่ม เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ และ จักจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณสุข และ ล่าสุด ครั้งแรกของ สุสานคนเป็น จอเงิน ภาพจำจริงๆ มีแค่ ก้อย-แก๊ป-นุ่น

สุสานคนเป็น ฉบับนี้ ชอบ ‘ก้อย’ ชอบโปรดักชั่น ชอบบรรยากาศ ความเขย่าขวัญ ความเป็น หนังผี หนังปีจริงๆ ไม่ค่อยเท่าไหร่ รวมๆ แล้ว โดนใจ ในระดับ 7/10 หัวกะโหลกครับ ปล. เห็นการโปรโมท คุณนายลั่นทม นอนในโลงแก้ว หน้าโรงหนัง แล้ว อดนึก ไปถึง สัตว์สาวจากโลงศพ(blood from the mummy s tomb) (1971) ที่โปรโมทวิธีนี้เหมือนกัน เพียงแต่ หนังฝรั่งดูน่าหลอนกว่า เพราะเล่นวางไว้ริมถนน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 4 ป่าช้า

'โอ๊ยเล่าเรื่อง' 4 ป่าช้า

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 4 ป่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไฟว์สตาร์ยังคงเดินหน้านำเสนอหนังผีๆน่ากลัวออกมาเพียงแต่พักเบรคหนังผียาวๆมานำเสนอหนังผีสั้นๆ4เรื่องใน4ป่าช้าคือหนังสั้น4 เรื่อง ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกัน แยกกันเป็นเอกเทศอย่างชัดเจนเป็นเรื่องเล่าน่ากลัว4เรื่อง4รสผ่านเรื่องเล่าจากปากหลุมศพคนผี,ซาตาน,ปีศาจ,พระเจ้าโจรร้ายและเด็กเปรตเส้นเรื่องหลักของทั้ง4เรื่องคือเรื่องพิธีศพพิธีทางศาสนาอิสลาม/คริสต์/ไทย ผีแขก ผีฝรั่ง ผีในป่าผีไทยความรักในครอบครัว ผัว/เมีย/ลูก พี่น้อง เพื่อนๆ

ญินท้าตายเสี่ยงชีวิตในป่าช้าสุดสยองเพื่อเข้าไปสู่โลกของญิน เต๋า-อดิเรก นำเสนอ ผีแขก ในอีกมุมหนึ่ง ที่อาจจะฉีกไปจากที่ผ่านๆ มาของ ญิน ในหนังเรื่องอื่นๆ เจ๋ง Big Assเล่นดีในทุกๆอารมณ์รัก/ดราม่า/แอ็คชั่นในบทมูซาด้าน มีมี่-ฤทัยภัทร รับบท มาเรียม เมียสาวสวยของ มูซา สวยจนถูก ณิน หมายปอง ได้เล่นบทแรงๆบทน่ากลัวหรือบทที่ชวนให้ลุ้นเอาใจช่วย

Miracleโกงตายเพื่อให้คนรักลุกขึ้นมาจากโลงในป่าช้าฝังศพ เต๊ะ-ศตวรรษ ทำ Miracle ออกมา เหมือน มาดู หนังผีฝรั่ง ที่เคยๆ ดูกันมา ทั้งโครงเรื่อง การเล่าเรื่อง การนำเสนอ ตัวละคร มาดู ปีศาจ ซาตาน มากกว่า มาเจอผี และที่ ขาดไม่ได้ ต้องมี ความรุนแรง คำหยาบ เรื่องเพศ  ตัดสลับไปมา  อัพ-ภูมิพัฒน์ เป็นชาคริต พิม-ลัทธ์กมล รับบท ปนัดดา เมียสาวของชาคริต ผู้กลับมา ขวัญฤดีกลมกล่อมรับบทแม่ของชาคริตMiracleคือตอนที่ไม่ชอบไม่สนุกที่สุดใน4ป่าช้า

ที่ชอบหนีตายจากคนร้ายกลับกลายเป็นหนีผีในป่าช้าตายโหง..สองพี่น้องปันและป้อน หนีเอาชีวิตรอดจากคนร้ายในป่าช้าผีตายโหงทั้งคู่ไม่รู้ว่ากำลังถูกไล่ล่าจากคนหรือผีวุ้น-ทรงศักดิ์ มงคลทอง พามาเข้าป่า ผ่านความน่ากลัว ในยามค่ำคืน ชวนให้ นึกถึง หนังผีน่ากลัวๆ ในป่าใหญ่ เป็นตอนที่ รวบรัดตัดตอน มีแต่เนื้อไม่เน้นน้ำ ทำให้ตอนนี้ มาเร็วไปเร็ว ยาวแค่ 15นาที จบไม่ต้อง ขยี้ เบคกี้-รีเบดก้า แพทรีเซีย กับ นินนา-นีรนารา เป็น ปันกับป้อน สองพี่น้องที่ดูน่ารักน่าเอาใจช่วยในทุกๆฉากที่ชอบ..ไม่เน้น ผี ในเชื้อชาติใด ออกมาแบบ เรื่องผีลับในป่าอาจจะไม่น่ากลัวแต่ชวนหลอนได้ดีทีเดียว

ต้องตาป่าช้าแตกเพื่อนตายที่หายสาบสูญสู่การแกะรอยตามหาในป่าช้าเด็กสุดเฮี้ยน..ต้องตาเด็กสาวที่หูหนวกเป็นใบ้ขาเสียได้หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยเพียงชั่วข้ามคืนเพื่อนๆพากันออกตามหาแต่กลับพบเจอวิญญาณสุดเฮี้ยนในป่าช้าสุสานเด็กผีก็น่ากลัวเพื่อนก็หายตัว ชัดเจนในความเป็น หนังผีหลอกแบบไทยๆ มี ความน่ากลัวปนกับ เสียงหัวเราะ เจ้าคุณ-พันธ์ชนกชนม์เป็นสมรักษ์เด็กวัดผู้นำกลุ่มแตงกวา-ชนันทิชาเด่นมากๆลื่นไหลเรียกเสียงหัวเราะกับบทปรายฟ้าด้านปาณพุฒิ ศักตายาวนิช เป็นมาโนชเด็กวัดหนุ่มอ้วนที่ทำทุกอย่างเพื่อปรายฟ้าเรฟ-รณกร เป็น ชะช่า LGBTQIA+ อารมณ์ดีเนญ่า-ไอย์ฌิฌา  ในบท ต้องตา เด็กน้อยที่น่าสงสาร ไม่มีเพื่อน  ตอนเป็นผี ก็ดูหลอน ทีเดียว ไมค์- ภณธกฤต ทำหนังผีน่ากลัวปนเสียงหัวเราะ ออกมาดูดี จังหวะได้ บรรยากาศหนังหลอนแบบผีไทย ภาพ/เสียง/ดนตรีประกอบ หรือแม้แต่ ตุ๊กตาผี ชวนให้ขนลุก หรือ มุขหักมุม ตอนจบดีทีเดียว 4 ป่าช้า.. อาจจะไม่น่ากลัว ไม่สยอง แบบสุดๆ แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ ในระดับ 7 หัวกระโหลกเรียงลำดับความชอบมากไปน้อยที่สุด ต้องตาป่าช้าแตก ที่ชอบ ณิน และ Miracle

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’Halabala ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนีให้พ้น ก่อนมันจะกลืนกิน

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'Halabala ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนีให้พ้น ก่อนมันจะกลืนกิน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’Halabala ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนีให้พ้น ก่อนมันจะกลืนกิน

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังไทยแนวเหนือธรรมชาติ สยดสยอง ของค่าย BrandThink Cinema ฉีกรูปแบบเดิมๆ นำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการหนังไทย งานกำกับหนังยาวเรื่องแรก ของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ นักเขียนการ์ตูนชาวไทย ฉายาเจ้าพ่อมังงะสยองขวัญไทย ที่มีเอกลักษณ์ความสยองเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ที่อยู่เบื้องหลัง หนังแนวสยองขวัญ มาแล้วหลายเรื่อง อาทิ 13 เกมสยอง (2549), บอดี้..ศพ#19 (2550) และละครชุด เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ตอน เพื่อนร่วมห้อง (2557), The Collector คนประกอบผี (2561

ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด มีหน้าหนังที่ชวนให้นึกถึง หนังแนวผีปีศาจ ที่อยู่ในป่าลึก ที่มีทั้งความหลอน ความน่ากลัว ผีร้ายเต็มไปด้วยความรุนแรง มากกว่ามาแค่ หลอกหลอน แล้วจากไป

แต่เขาจริงๆ แล้ว  ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด คือหนัง ตำรวจตามจับผู้ร้ายที่เล่นของ เข้าไปในป่า จนต้องเผชิญหน้า กับผีร้าย ที่เป็นตำนาน เล่าขาน ในป่าแห่งนี้

สารวัตรแดน ตำรวจมือปราบฉายา ‘แดนร้อยศพ’ ที่ถูกย้ายไปประจำที่ภาคใต้พร้อมกับ วิ แฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์ กระทั่งเขาได้รับโอกาสกอบกู้ชื่อเสียงเพื่อแลกกับการกลับไปประจำการที่กรุงเทพฯ ด้วยภารกิจที่ต้องไล่ตามล่า ตั๊บตาไฟ หัวหน้าแก๊งวิปริตที่หนีออกจากเรือนจำแล้วหายตัวไปในป่าฮาลาบาลา  แดนต้องเลือกระหว่างหน้าที่ กับชีวิตของภรรยาท้องแก่

 เอกสิทธิ์  ไทยรัตน์ ทำ  ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด ออกมา ชัดเจนใน ลายเซ็นต์ของตัวเอง เหมือน ที่เคยเขียนบท การเล่นกับปม เล่นกับความรู้สึก อารมณ์ การเล่าเรื่อง ที่เคยทำได้ดี มาแล้วในงานชิ้นก่อนๆ จาก เรื่องคนเมืองขยับขยาย ย้ายมา ในป่าใหญ่ ป่าดงดิบ ที่มีความน่าสะพึงกลัว ตัวละครไม่เยอะ แต่สถานที่ใหญ่ขึ้น 

ตัวหนังมาในโทนมังงะสยองขวัญ ของญี่ปุ่นหรือคอมมิกซ์ของ ฝรั่ง ที่การวางภาพ การเดินเรื่องราว บุคลิคตัวละคร ผีปีศาจ มาพร้อมอารมณ์แฟนตาซี ในสไตล์ของตัวผู้กำกับตำนาน การฆ่าคน สังเวย ปีศาจในถ้ำการวนลูป กลับไปกลับมา เหมือนอยู่ในเขาวงกต

การฆ่ากัน การต่อสู้ ที่รุนแรง ถึงเลือดถึงเนื้อ แขนขาตัวหัวหลุดไส้ทะลัก หรือแม้แต่ การดีไซด์ ปีศาจร้าย ทั้งร่างเป็นๆ การสิงสู่ หรือที่อยู่ข้างในคนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แทบจะไม่รู้สึกถึง ความเป็นไทย ออกในแนว หนังแอ็คชั่น เขย่าขวัญ สยองขวัญ แบบต่างแดน และยิ่ง พาเข้าป่าฮาลาบาลา ที่อยู่จริงชายแดนไทยมาเลเซีย ยิ่งชวนให้ นึกถึง หนังผีแขก ที่มีออกมามากๆ ในช่วงหลังในระหว่างดู เห็นตัวละคร การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ มุมกล้อง ชวนให้นึกย้อนนกลับไป ในอดีต หลายสิบปี เหมือนได้กลับมาอ่าน การ์ตูนผีๆ ฝรั่งๆ น่ากลัว อาทิใน หนังสือ ช็อค เขย่าขวัญ

ป่าฮาลาบาลา ถูกนำเสนอ ภาพออกมาดูดี ดูน่ากลัว สะพึงไปกับความกว้างใหญ่ เพียงแต่ด้วยความน่ากลัวของตัวเรื่อง เลยอาจจะไม่ค่อยน่าไปเยี่ยมเยียนสักเท่าไรนักความน่ากลัว ความรุนแรง นักแสดงดี โปรดักขั่น ภาพ เสียง ดนตรี การตัดต่อโอเค แค่ .บทหนัง อาจจะทำให้คนดูงง! ต้องตีความคิดตามเอาเอง หบายอย่าง ยังค้างคาใจ ไม่มีบทเฉลย ที่ชัดเจน อาทิ ยา สร้อย ฯลฯ

หนังเน้นไปที่ตัวละครหลักแค่4 คนเปิดตัวแต่ละคน ขึ้นชื่อแค่3 คนบนจอ เหมือนแบ่งเป็น ตอนๆ ไม่รู้สึก ว่าเป็นพาส ๆ คือ แดนร้อยศพ, ตั๊บตาไฟ,พรานดำ ก่อนจะมาบรรจบ เดินเรื่องไปพร้อมๆ กัน ส่วน วิ นั้น อยู่ในส่วนของ แดนร้อยศพ แดนร้อยศพ..ฝ่ายตำรวจ ที่มีแต่ความรุนแรง คนล่าตั๊บตาไฟ..วายร้ายสุดเหี้ยม ขมังเวทย์ คนหนีพรานดำ.. พรานป่าที่ดิบๆ เถื่อนๆ คนนำทางเชื่อมคนล่าคนหนี

เต๋อ-ฉันทวิช ธนะเสวี ดูดีกับการเป็นสารวัตรแดนร้อยศพ ที่มีทั้งความดิบ ความรุนแรงทั้งความคิด การการกระทำ เต็มไปด้วยความรุนแรง เค้นเน้นๆ ทำหน้าดุดัน ตลอดเวลา แต่ก็ดูรักลูกเมีย ถ่ายทอดผ่าน สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออกมาได้ดี

เพียงแต่.. ดูจนจบ ก็ยังไม่เชื่อว่า เป็น แดน ร้อยศพ อย่างสนิทใจ  เพราะ เต๋อ ยังสลัดภาพจาก งานเดิมๆ ออกไม่ได้ แม้จะเล่นดี ใช่ตัวละคร ก็ตาม

ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัฒนาวณิชย์ ไปได้ดีกับบท วิ ภรรยาท้องแก่ของ แดน ที่มาพร้อมกับความสวย น่ารัก สลับ ความรุนแรง ที่ออกมาจากข้างใน เล่นสีหน้าแววตา ดีมากๆ จนเป็นตัวละครเพียงคนเดียว ที่ดูแล้ว รู้สึกเอาใจช่วย ลุ้นให้รอด ทุกฉากทุกตอนดึงคนดูได้อยู่หมัด ดูแล้ว สติแตกตาม ตัว วิ

ปู แบล็คเฮด-อานนท์ สายแสงจันทร์ บุคลิกท่าทาง กวนๆ  ออร่าความร้ายของตั๊บ ตาไฟ เปล่งประกาย ออกมาได้เต็มที่ไม่เพียงแต่แสดงเป็นโจรร้ายโรคจิตเท่านั้น ปู ยังร้องเพลงประกอบ ปีศาจข้างใน (My Silent Monster) ที่เข้ากันดีกับ ตัวหนังอึกด้วย

ปู-ยะสะกะ ไชยสร แปลงโฉมเป็น พรานดำ ที่ใช่ เสื้อผ้าหน้าผม แผลเป็นบนใบหน้า การแสดงทั้งสีหน้าท่าทาง บุคลิก ชวนให้ลุ้นว่า จะดีหรือร้าย ดำหรือขาว เหมือน หลุดออกมาจาก หนังสือผีๆ ขำๆ ไปกับ พรานดำ ที่เพิ่มพลังในการต่อสู้ด้วย เหล้าเชี่ยงชุน

ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด อาจจะไม่ใช่ หนังที่ทุกคนจะดูสนุก มีหลายคนที่ยังงงๆ กับ บทสรุป การเล่าเรื่อง ที่มาที่ไป ในหลายๆ อย่าง แต่ถ้า.. คนที่ชอบ การนำเสนอแบบนี้ ชอบหนังดิบๆ เถื่อนๆ รุนแรง หนังที่ดูไปต้องคิดตามไป สนุกสนาน ชอบ เรื่องนี้ อย่างแน่นอนหนังจบ เครดิตท้ายเรื่อง มาพร้อมกับ ภาพลายเส้นการ์ตูนสวยๆ จากในหนัง ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ชอบมากๆ และรู้สึกถ้า ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด ออกมาเป็น หนังสือการ์ตูน คงจะน่าอ่านมากๆ เพลิดเพลิน..ไปกับ การเข้าป่า ฮาลาบาลา ในระดับ 8/10 คะแนน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ ‘ดูพระไม่เป็น ต้องดูคนให้เป็น’

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ 'ดูพระไม่เป็น ต้องดูคนให้เป็น'

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ ‘ดูพระไม่เป็น ต้องดูคนให้เป็น’

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊ เปิดกรุคนโกง ส่องโลกพระเครื่อง มหกรรมรวมตัวเซียนพระเลี่ยมกลโกง ที่จะวัดกันให้เห็นว่า ใคร “แท้” ใคร “เก๊”

ผลงานภาพยนตร์โดย เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ และ บี- วุฒิพงษ์ สุขะนินทร์ ควบคุมงานสร้างโดย กอล์ฟ ปวีณ ภูริจิตปัญญา และ หนุ่ม สุรวุฒิ ตุงคะรักษ์ ผู้สร้าง “บอดี้..ศพ19” และ อนาฅต ผลิตโดย จังก้า สตูดิโอคาร์แมนไลน์เอ็ม สตูดิโอ

เมื่อ “เอก”ต้องการเงินไปรักษาพ่อที่ป่วยหนัก เขาเอาพระเครื่องของพ่อไป ประเมินราคากับเซียนพระชื่อดัง “เซ้งพาราไดซ์ เอกได้เจอกับ เซียนหมวย” เซียนพระสุดฮ็อตที่เข้ามาแนะนำให้ส่งพระเข้าประกวด แต่กลายเป็นว่าพระที่อยู่ในมือของเอก คือ “พระสมเด็จ” ของแท้ชื่อดังในตำนานที่หายไปจากวงการกว่า 30 ปี ที่อาจมีราคาสูงถึงหลักร้อยล้าน และเป็นที่จับจ้องของคนเล่นพระทั้งวงการรวมถึง “พ่อสุนทร เซียนพระผู้ทรงอิทธิพล พ่วงมาด้วยบุคคลปริศนาอย่าง “วิคเตอร์” เกิดเป็นการพลิกชีวิตของคนที่ไม่เคยสนใจพระเครื่อง เข้าสู่เดิมพันอันตรายของเหล่าเซียนที่พร้อมใช้ทุกเล่ห์เหลี่ยมกลโกงแย่งชิง “พระแท้” มาครอบครอง

เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ คือหนังแอ็คชั่น หักเหลี่ยมเฉือนคม ตลกร้าย ในแบบที่คุ้นเคยกันดีทั้งในหนังฝรั่ง/ฮ่องกง/เกาหลี/ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทยเอง โดยนำเอา แวดวงพระเครื่อง เข้ามาเป็นเส้นเรื่องการนำเสนอ วงการพระเครื่อง อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ ในวงการหนังไทย ที่ก่อนหน้านี้ ที่นำเสนอแต่ ในเรื่องของอิทธิปาฏิหารย์ หรือเป็นแค่ รายละเอียดปลีกย่อย แต่มาครั้งนี้ ถูกนำมาเป็น เส้นเรื่องหลักวงการพระเครื่องในหนังถูกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ เน้นๆ ไปใน ด้านมืด/ธุรกิจ ผลประโยชน์ 

โดยส่วนตัว ที่ แม้จะไม่ใช่คนเล่นพระ แต่มีเพื่อนสนิท คนรู้จัก เรื่องที่ใส่ในหนัง เบาหวิว เด็กๆ ได้ยินรับรู้เรื่องเหล่านี้ มาตั้งนานแล้ว เรื่องจริง ในชีวิตจริง โหด รุนแรง เหี้ยม รุนแรง กว่านี้มากมายแต่..ก็ชอบ..ที่หนัง ดึงเอา คดีแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อวงการมวย ที่ถูกยิงถล่ม เมื่อ30 กว่าปีก่อน ทั้งๆ ที่ ห้อยพระดังๆ เต็มคอ มาใช้ในหนัง นำมาใช้ได้อย่างน่าสนใจดึงวงการมวย มาแจม กับวงการพระเครื่อง ได้อย่างกลมกลืนน่าสนใจ

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ พล้อตเรื่อง เส้นเรื่องหลัก คือ ดราม่า ชีวิตความรักของคนในครอบครัว ทุกตัวละคร มีเส้นบางๆ ของ พ่อโยง ทำให้เกิดเรื่องเกิดราว

เอก ทำทุกอย่างเพื่อรักษาพ่อที่ป่วย เซียนหมวย ทำทุกอย่างเพื่อ ให้พ่อสนใจ เก่งเท่าพ่อ

มีปม กับพ่อหรือ แม้ แต่ บรรดาพ่อๆ ก็ มีวิถีต่อลูกต่างกัน ทั้ง ทำทุกอย่างเพื่อลูก ปกป้องชีวิตลูก หรือไม่ดูดำดูดีกับลูกนัก

เป้-อารักษ์กับ บี-วุฒิพงษ์ จับมือกันทำ เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ ออกมาดูสนุก เล่าเรื่องดี เล่าเรื่องเป็น ดูดี จังหวะต่างๆ ใส่มาได้ถูกที่ถูกทาง ทั่งในส่วนของดราม่า การหักเหลี่ยมเฉือนคม ฉากกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ มุขตลกร้ายๆ แม้อาจจะมีบางช่วงบางตอน ที่รู้ว่า ยาวไปนิด ย้วยไปหน่อย ดูกระตุกไปบ้าง หรือบางตอนชวนให้รู้สึกเฉย เหมือนหนังยุคเก่า มีหักมุม นำเสนอ แบบเดิมๆ เก่าๆ แต่ด้วยความสนุกของหนัง พอจะ มองข้าม บาดแผล เหล่านี้ไปได้บ้างฉากที่ไม่ชอบ เลย ดูขัดตา มากๆ คือ ในงานประกวดพระเครื่อง ที่เข้าไปถ่ายในงานจริงๆ แต่ภาพที่ออกมา เหมือน ดูหรังข่าวหนังสารคดี พอ เน้นๆ ไปที่ ตัวละครหลัก มันดูเช็ท ไม่เข้ากัน น่าจะทำออกมาให้ดูเป็น ธรรมชาติ มากกว่านี้

ดูจากงานที่ออกมา บรรยากาศ โทนหนัง หลายๆ ส่วน โดยเฉพาะ ในส่วนของ แอ็คชั่นรุนแรง ปืนจ่อกันไปมา มุขดาร์คดิบๆ เถื่อน ชวนให้นึกถึง หนังของ กาย ริชชี่ เควนนิน ทาเรนติโน่ หรือของไทยๆ อย่าง เป็นเอก รัตนเรือง, วิสิทธิ์ ศาสนเที่ยง ,ปราบดา หยุ่น

หนังยังใส่ มุขตลก มุขเสียดสี หลายๆ เรื่อง ในยุคนี้ พ.ศ.นี้ โลกโซเชียล การสื่อสาร สื่อสารมวลชน ระบบราชการ วงการตำรวจ รปภ. หรือแม้วงการการเมือง ทำไม๊ ทำไม.. พ่อสนุทร กับ เซียนหมวย อดนึกไปถึง ครอบครัว นายกหญิง..ไม่ได้นักแสดงทุกคน เล่นได้ดี รับส่งบทกันไปมา เล่นได้เข้าขากัน ทำให้  เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ เป็นหนังไทย อีกเรื่อง ที่ได้ นักแสดงเก่งๆ มาร่วมปาเงียบ

เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ลื่นไหล..ไปกับ ความเป็น เอก ทำให้อิน ในทุกๆ ตอน เชื่อในความเป็นเด็กใหม่ วงการพระเครื่อง อ่อนต่อโลก โดนชักจูงได้ง่ายๆ แต่ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง เรียนสิ่งใหม่ๆ มีหลายตอนที่ระเบิดอารมณ์ ออกมาได้ดี

อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ สลัดภาพเดิมๆ ที่เคยเห็นกันมา เป็น เซียนหมวย เล่นได้น่ารัก มีเสน่ห์ในทุกๆ ตอน มีความเป็นเซียนพระในตัว ดูเจ้าเล่ห์ หว่านเสน่ห์ ใครเห็นก็อดหลงรักไม่ได้

จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมีดูดี เป็น เซียนเซ้ง พาราไดซ์ เด่นทุกฉากที่ปรากฏตัว เป็นบทที่มีความหลากหลาย มีทั้งเป็น หัวหน้า ลูกน้อง มีทั้งความกะล่อน  การเอาตัวรอด เป็นตัวละครที่ดูเทาๆ ไม่รู้ว่าต้นไหนจะร้ายตอนไหนจะดี สร้างเสียงหัวเราะได้หลายฉาก

ฮิวโก้- จุลจักร จักรพงษ์ เป็น วิคเตอร์ นักฆ่าพูดน้อย บทดีบทเด่น ในแบบที่คุ้นๆ กันดี พูดน้อยต่อยหนัก บู๊กระจาย เรียกเสียงหัวเราะกับมุขตลกร้าย ฮิวโก้ ทำได้ดี ทั่งสีหน้า ท่าทาง แววตา ชอบ มุข นักฆ่าจอมหักกระดูกมากๆ 

ชอบที่ หนังเลือกใช้ นักแสดง รุ่นเด็ก มารับบทเซียนพระรุ่นใหม่ และ ใช้ นักแสดงรุ่นใหญ่ มารับบท รุ่นพ่อรุ่นแม่ และทุกคนถูกวางตัว ได้เข้ากับบท ทั่ง รุ่นเล็กรุ่นใหญ่

ตู่-นพพล โกมารชุน พลังล้นเหลือ กับบท พ่อสุนทร เซียนพระขั้นเทพ ออร่า ปารมี มาแบบจัดเต็ม สีหน้าท่าทาง น้ำเสียง ใช่เลย ให้ความรู้สึก เป็นผู้มีอิทธิพล ร้ายทุกขุมขน

อั๋น-สิรคุปต์ เมทะนี มารับบท ผู้การนพดล นายตำรวจใหญ่ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ เอก และพ่อสุนทร มาดนายตำรวจใหญ่ มาแบบเต็มๆ

เห็น ตู่-นพพล กับ อั๋น-สิรคุปต์ อดนึกถึง มือปืน2 สาละวิน ของ ท่านมุ้ย-มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ที่ทั้งคู่แสดงร่วมกัน

โก้-นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร รับบท บุญหลง พ่อของเอก มาน้อยๆ แต่ทุกฉากทุกตอนออกมาดูดี ความนิ่ง ในการนำเสนอ รู้สึก เล่นดีกว่า หลายๆ เรื่อง ในยุคที่มีงานชุก

ทอม-อิสรา นาดี มาตัวเบรคให้กับเรื่องในบท คนสนิท เซียนเซ้ง มาในแบบ ตัวตาม ตัวตลก เรียกเสียงหัวเราะ เล่นได้ดีที่เดียว (ดูเผินๆ นึกว่า จิ้ม ชวนชื่น)

เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ที่พักหลัง มักโผล่หน้าในหนังหลายๆเรื่อง หรือตัว เป้-อารักษ์ ก็มาโผล่แว่บๆ ในหนังรวมทั้ง ได้ เซียนพระชื่อดัง มาร่วมแสดงหลายคน อาทิ เอ็ม หัตถ์เทพ บอย ท่าพระจันทร์ ไก่ โพธิ์ทอง ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ ไดอาน่า อลิส ฯลฯ

เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ เป็นหนังไทย อีกเรื่องที่ โปรดักชั่น ออกมาดีงาม ภาพสวย มีการเล่น/เล่าเรื่อง ผ่านภาพมุมกล้องที่ดี ตัดต่อฉับไว เสื้อผ้าหน้าผม ดูโอเค กระตุ้นความน่าอารมณ์ด้วย ดนตรีและเพลงประกอบ

ไม่ว่าจะเป็นเซียนพระ หรือ ไม่เล่นพระ ไม่รู้จัก หรือ ผิวเผิน กับวงการพระก็สนุกไปกับเรื่องนี้ได้แบบเต็มๆ สนุกเพลินๆ เป็นหนังไทย อีกเรื่องที่ชอบ สนุกมากๆ โดนใจในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สโนว์ไวท์ (Snow White)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สโนว์ไวท์ (Snow White)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สโนว์ไวท์ (Snow White)

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White and the Seven Dwarfs) (1937) คือ หนังการ์ตูนของดิสนีย์ในดวงใจพอรู้ว่า สโนว์ไวท์ ถูก ดิสนีย์ นำมาทำใหม่ เป็นไลฟ์แอ๊กชั่นคนแสดงก็เลยรอดู สโนว์ไวท์ (Snow White) ยังคงยึดเส้นเรื่องตาม นิทานหรือฉบับการ์ตูนที่เคยดูกันมา แต่เปลี่ยนรายละเอียดหลักหลายส่วน มีทั้งการตีความใหม่และบิดเรื่องเล็กน้อยเจ้าหญิงน่ารักบอบบางของสโนว์ไวท์แทบจะไม่มี กลายมาเป็นเจ้าหญิงขาลุย แก่น บู๊ แทน

เส้นเรื่องของ สโนว์ไวท์ อาจจะบางเบา ไม่มีจุดพีค ไม่มีอะไรให้ต้องคิดหรือตีความไปเรื่อยๆ ก็เป็นเพราะเรื่องในนิทานดูกันสบายไม่ต้องคิดมาก ราเชล เซเกลอร์ อาจจะเป็น สโนไวท์ ที่โดนตำหนิ หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่แม้อาจจะขาดเสน่ห์ ความน่ารัก หรือดูบ้านๆ ไม่ค่อยเป็นเจ้าหญิง แต่เธอก็ร้องเล่น เต้น ได้ดี ไม่น่าเกลียดอะไร

ตอนดูแม้จะเป็น สโนว์ไวท์ ผิวดี ร่างเล็ก แต่ด้วยทรงผมหน้าตา ท่าทาง ภาพต่างๆ ในการ์ตูนที่เคนดู หรือในนิทาน ที่เคยอ่านลอยมาทันที ไม่รู้สึกว่า..ไม่ใช่..ไม่มีเลยจริงๆ แล้ว เมื่อเทียบกับเจ้าหญิง ในเรื่องอื่นๆ ของดิสนีย์แล้ว รู้สึกว่า สโนว์ไวท์ เป็นเจ้าหญิงที่สวยน้อยกว่าคนอื่นๆ แถมยังตายเพราะกินจุ กินไม่เลือก กินแอปเปิ้ลอีก

กัล กาโดต์ มาแบบนิ่งๆ ดูสวยเป็นราชินี แต่เสียดายที่แทบจะไม่ได้เล่นอะไร เล่นแข็งทำให้ตัวแม่มด ดูไม่ร้ายเท่าที่ควร ยิ่งตอนปลอมเป็นหญิงชราถือแอปเปิ้ลเข้าป่า ไม่น่ากลัว ดูตลกดูปลอมมาก ภาพรวมความเป็นแม่มด/ราชีนีตัวร้าย แทบไม่มีไม่หลงเหลือ รู้สึกแค่คอยสั่งการเท่านั้น เป็นได้แค่นางอิจฉาเท่านั้นแต่เพราะชื่นชอบกันอยู่แล้ว เรื่องนี้แม้จะดูธรรมดาก็เลยมองข้ามไป

แอนดรูว์ เบอร์แนป พระเอกของเรื่อง ขาดเสน่ห์ ไม่ว่าจะเข้าฉากกับใคร ยิ่งตอนอยู่กับ สโนว์ไวท์ ยิ่งแล้วใหญ่ เลยทำให้ความสนุกลดน้อยลง คนแคระทั้งเจ็ด ชวนให้นึกถึงในการ์ตูน บุคลิกท่าทาง เสื้อผ้าหน้าผม ใช่เลย ชอบ CG ที่ช่วยทำให้รู้สึกเป็นคนแคระที่มีชีวิต มีความน่ารักจริงๆ แค่..เสียดายที่หนังให้ความสำคัญระหว่าง คนแคระกับสโนว์ไวท์น้อยไปนิด ความอบอุ่นความรักความผูกพัน เลยน้อยลงไปฉากในบ้าน ทำความสะอาด ทำอาหารส่งไปเหมือง ถ้าขยี้อารมณ์เหมือนในการ์ตูน คงอินกับเรื่องได้มากกว่านี้ รอดูภาพจำ สโนว์ไวท์หอมแก้ม/จูบ คนแคระ ก็ไม่มีถูกตัดออกไป

แม้ตัวหนังอาจจะดูแข็งขาดเสน่ห์ แต่ก็ยังมีหลายส่วนที่คงไว้จากต้นฉบับฉบับการ์ตูนชอบ บรรยากาศของความเป็น มิวสิคัลหนังเพลง เสียงเพลงบทร้องที่เล่าเรื่อง ทุกคนทำได้ดี แม้อาจจะไม่กินใจเท่าของเดิม แต่ก็ฟังได้แบบเพลินๆ กระจกวิเศษ..ดูขลัง สวยงามดูมีชีวิตชีวาเหมือนการ์ตูนและที่โดยสุดๆ คือ บรรดาสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในป่า น่ารักมากทุกตัว ทำให้เรื่องสดใส เพิ่มความสนุกมากยิ่งขึ้นฉากในป่าดีงาม ทั้งช่วงสดใส หรือน่ากลัวๆ ภาพแฟนตาซี มาแบบจัดเต็มภาพคนแคระทั้งเจ็ด เดินบนสะพาน ยามพลบค่ำ ยังคงสวยงามเหมือนเดิมฉากเต้นรำ หลายๆ ฉาก คนเยอะๆ สวยงาม ในแบบมิวสิคัลหนังเพลงละครที่ดีงาม

เสียงไทยที่นำทีมพากย์โดย โบ-เมลดา สุศรี กับ นัท มีเรียก็ทำได้ดีตามมาตรฐานของหนังดิสนีย์เสียงไทย เช่นเดียวกับเนื้อเพลงภาษาไทย ก็โอเค..ไม่ขี้เหร่ แม้ สโนว์ไวท์ (Snow White) อาจจะไม่ค่อยโดนใจ ขาดเสน่ห์ ไร้อารมณ์ร่วมไปบ้าง..แต่ด้วยความที่ชื่นชอบเรื่องนี้ ก็เลยดูได้แบบเรื่อยๆ ไม่ตำหนิ พอรับได้ กับความเปลี่ยนแปลง หรือตีความใหม่ใครจะชอบ ตำหนิติเตียน ไม่สนุก ก็คงเป็นเรื่องความชอบของแต่ละบุคคล กลางๆ เพลินๆ ในระดับ..5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

แต่งงานกับผี (Marry My Dead Body) หนังไต้หวันที่ได้รับคำชม และดังมากๆ ในปี 2022 GDH ได้นำเอามาดัดแปลงรีเมคในเวอร์ชั่นไทย ผลงานการกำกับของ หมู-ชยนพ บุญประกอบ ที่เคยเรียกเสียงหัวเราะมาแล้วจากเรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล กับ ตั้ม-วีรชัย ใหญ่กว่าวงศ์ เป็นโปรดิวเซอร์

เรื่องราวของชายหนุ่มดวงซวยที่บังเอิญต้องมาแต่งงานกับหนุ่มที่ตายเพราะอุบัติเหตุที่ดึงเขาเข้าไปสู่ขบวนการค้ายาเสพติด หนังครบรสความรักในแบบ
LGBTQ+ สืบสวนสอบสวน หนังแอ๊กชั่น ตำรวจจับผู้ร้าย ดราม่าความสัมพันธ์ในครอบครัว

เม่น โจรกระจอกสายตำรวจที่ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจ มี ก๊อย ตำรวจสาวเป็นนางในฝัน บังเอิญเก็บซองแดงที่ อาม่า ทำเพื่อหาคู่ให้ ตี่ตี๋ หลานชายที่เพิ่งจากไปวิญญาณจะได้เจอเนื้อคู่

เม่น จึงได้ ผีตี่ตี๋ เข้ามาอยู่ในชีวิต และพยายามช่วยให้ไปเกิดใหม่ความวุ่นวาย จึงเริ่มต้นขึ้น 

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของสองหนุ่ม คน-ผีค่อยๆ ก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ซองแดงแต่งผี เดินเรื่องโดยเล่าเรื่องตามต้นฉบับเป๊ะๆ มีการเพิ่มเติมใส่รายละเอียดในแต่ละฉากแต่ละตอนเข้ามาเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับตัวเรื่องทำให้ออกมาเป็นไทยที่ดูดี ดูสนุกมากยิ่งขึ้น ตัวหนังชัดเจนในการขายคู่จิ้น บิวกิ้น-พีพี 

หนังยังคงเน้นไปที่สองตัวเอกหลัก แต่เพิ่มรายละเอียดมุขต่างๆ ให้กับตัวละครตัวอื่นๆ มากขึ้น เพื่อมาช่วยขยี้ความสนุกสนานให้กับตัวเรื่อง จากที่ต้นฉบับอาจเป็นแค่ตัวละครสมทบ

ก๊อย ตำรวจสาวหวานใจ เม่น ดูมีอะไรๆ ให้เล่นมากกว่าเป็นตำรวจสาวบอบบาง มะตูม ตำรวจอ้วนใส่แว่น มามากกว่าแค่ตำรวจผู้ช่วย ดิน แฟนหนุ่มมีอะไรๆ เพิ่มเข้ามา ทั้งในส่วนของความรัก ชาย-ชาย ชาย-หญิง เช่นเดียวกับแรมโบ้ คู่ขาที่เพิ่มฉากฮาเข้ามา หนังเลือกนักแสดง เสื้อผ้า หน้าผม ได้ออกมาแบบถอดจากต้นฉบับ จนเหมือนเป็นหนังคู่แฝด มีแค่บางตัวละครเท่านั้นที่ดูต่าง โดดเด้งออกมามากกว่าเดิม

บิวกิ้น เป็น เม่น ที่น่ารักมากๆ ดูลื่นไหลเข้ากับบท เรียกเสียงหัวเราะ/รอยยิ้มได้ในทุกๆ ฉาก พอถึงดราม่าก็ทำเอาซึมได้เหมือนกัน หรือฉากที่เข้ากับคนอื่นก็รับส่งบทได้ดี

พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร เป็น ตี่ตี๋ ที่น่ารัก เล่นดีทั้งสีหน้าท่าทาง แววตา ดูไปยิ้มไปได้ตลอดเรื่อง พอมาถึงดราม่าก็เล่นเอาซึม บิวกิ้น กับ พีพี จับคู่กันได้อย่างเหมาะสมลงตัว ทำให้หนังดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบดูดีมากๆ พอๆ กันกับต้นฉบับ

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร สวยเซ็กซี่มีเสน่ห์ น่ารักในทุกๆ ตอน เด่นในทุกๆ ฉากที่ ก๊อย ออกมา ดูเป็นตำรวจสาวขาลุยจริงๆ 

กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์ มาพร้อมความหล่อ หุ่นแซ่บๆ กับบท ดิน คนรัก บทสบายๆ แค่อาจทำให้คนดูเกลียด 

ปิยะมาศ โมนยะกุล เป็นอาม่า ที่น่ารักมากๆ เพิ่มความอบอุ่น เรียกรอยยิ้มได้อย่างมากมาย โดยมีบรรดาแก๊งอาม่ามากันเป็นทีม น่ารักทุกๆ คน

แอนนา ชวนชื่น เป็น อาจารย์ซินแส ตัวเสริมที่เรียกเสียงหัวเราะในทุกๆ ฉาก 

สังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม เน้นๆ ดราม่าในส่วนของครอบครัว น้ำเสียงแววตา สีหน้าท่าทางดีมากๆ บทพ่อของ ตี่ตี๋ เป็นตัวละครเดียวที่ใส่มาเพื่อเรียกน้ำตาโดยเฉพาะ

จตุรงค์ พลบูรณ์ เน้นฮาล้วนๆ ในบุคลิกแบบเดิมๆ กับบท เสี่ยโจ้ตัวร้าย ที่แม้จะร้ายแต่แค่เห็นหน้าก็ขำแล้ว

รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น เป็น แรมโบ้ คู่ขาคนใหม่ของ ดิน เรื่องนี้มาในบุคลิกเดิมๆ เน้นๆ 

บอลชอน-ธนวัฒน์ เชี่ยวอร่าม เป็น มะตูม ตำรวจร่างอ้วน ตัวเสริม ที่เหมือนไม่มีอะไร แต่ช่วงท้ายมีมุขที่ทำให้ขำกระจาย เอ็ดดี้-ญาณวุฒิ จรรยหาญ รับบท สารวัตรชัช ที่ทำคดีนี้

และ เจ้าหมาน้อยตอม่อ ก็น่ารัก

นักแสดงสมทบคนอื่นๆ เน้นๆ ขายความเป็น LGBTQ+ ขายหุ่น เน้นเฮฮา เป็นหลักทุกคนทำหน้าทึ่ได้เป็นอย่างดี และหนังยังมีนักแสดงรับเชิญ (เน้นๆ ระดับพระเอก) มาเซอร์ไพรส์เรียกเสียงกรี๊ดให้กับคนดูด้วย 

หมู-ชยนพ บุญประกอบ ทำ ซองแดงแต่งผี ออกมาน่ารัก สนุกสนานไปกับมุขตลก ดราม่าครอบครัว ความรักเพศสภาพ ก็โดนใจ หนังดูลงตัวไปหมด แม้จะดัดแปลงจากหนังดังไต้หวัน แต่บรรยากาศความเป็นหนัง GDH ก็มาแบบจัดเต็มและแม้จะมีกลิ่นของความสัปดี้สัปดน สองแง่สามง่าม แต่หนังก็ไม่ได้มีภาพน่าเกลียด ลามก มีมาแค่เรียกเสียงหัวเราะเท่านั้น

ด้วยความเป็นหนังตลกจากการผลิตของ GDH ฉากแอ๊กชั่นเลยออกมาแบบเฮฮาๆ การ์ตูนๆ ไม่มีความจริงจังหรือบู๊หนักๆ ผิดกับต้นฉบับที่แอ๊กชั่นคือแอ๊กชั่นจริงๆ มีฉากที่เพิ่มเข้ามาฮากระจายดูดี อาทิ ฉากเต้นในบาร์ ฉากในยิมมวย หรือฉากในกองถ่ายหนัง เพลงสัมภเวสี (GFF Ghost Friend Forever)-Billkin & PP Krit กับเพลง ตื่น (Wake Up Call)-PP Krit feat. MILLI สองเพลงประกอบ ก็เพิ่มความฟินให้กับหนังได้มากทีเดียว 

ถ้าเคยดู แต่งงานกับผีมาก่อน อยู่ที่ความชอบอาจจะรู้สึกแค่นี้ก็สนุกมากมาย จะชอบ ซองแดงแต่งผี ที่เพิ่มรายละเอียดใหม่ ของใหม่ ก็คงอยู่ที่ใจของคนดูแต่ละคน

แต่ถ้าดูต้นฉบับทีหลัง เชื่อว่าหลายคนน่าจะสนุกไปกับของใหม่มากกว่า

ซองแดงแต่งผี คือ หนังไทยรีเมคหนังไต้หวันที่ดูสนุกสนานเฮฮา ยิ้มหัวเราะได้ตลอดทั้งเรื่อง เป็นหนังไทยที่ดัดแปลงรีเมค เก็บรายละเอียดของหนังต้นฉบับ ออกมาได้ดี บิ้วกิ้น-พีพี คือ ความสดใสน่ารัก ดูไปยิ้มไป สนุกสนาน ในระดับ 8/10 คะแนนครับ หนังจบอย่าเพิ่งลุก ในช่วงเอนเครดิตยังมีความสนุกทิ้งท้าย ก่อนปิดจอจริงๆ ที่มีเซอร์ไพรส์ให้ FF บิวกิ้น-พีพี ได้กรี๊ด ก่อนกลับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม (Dalah Dead And The Flowers)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม  (Dalah Dead And The Flowers)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม (Dalah Dead And The Flowers)

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มินิซีรี่ส์เรื่องล่าสุดของ Netflix แนวนักสืบฆาตกรรม ผลงานการผลิตของ “ปราบดา หยุ่น” นักจัดดอกไม้นามว่า “ดาหลา” รับงานสำคัญ จัดดอกไม้ในงานมงคลสมรสของ โอม-ดร.อนุสรณ์ เอื้อเทพา นักการเมืองหนุ่มหล่อ ว่าที่นายกรัฐมนตรี กับ ริสา-นริสาตั้งสินทรัพย์ ทายาทสาวตระกูลร่ำรวย เพื่อเชื่อมผลประโยชน์คืนก่อนงานแต่ง ว่าที่เจ้าบ่าวถูกฆาตกรรมในสตูดิโอดอกไม้ของดาหลา  ท่านมนตรี นายตำรวจใหญ่ เข้าทำคดีสอบสวน สมาชิกทั้งสองตระกูล ผู้เกี่ยวข้องทั้งทางตรงทางอ้อม ดาหลา เจ้าของสถานที่เกิดเหตุ มีผู้ต้องสงสัยมากมาย

แต่ผู้ต้องสงสัยที่สุดกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ

ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม ชัดเจนในลายเซ็นงานของ ปราบดา หยุ่น ทั้งการเล่าเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศต่างๆ ที่เรื่องนี้รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ กำกับโดย ดรีม-ฐานิกา เจนเจษฎา กับ เอลิซ่า เปียงเขียนบทโดย อาทิชา ตันธนวิกรัย กับ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์

ตัวหนังมาในสูตร ใครฆ่า? whodunit ขมวดไขปมปริศนา ค่อยๆ ให้รู้จักตัวละครแบบผิวเผิน จนเกิด..คนตาย ทุกๆ คน ต่างน่าสงสัยมีปมมีเหตุให้เป็นคนฆ่าได้ ก่อนที่จะพาไปเข้าถึงปมที่อยู่ในใจ แต่ยังไม่เฉลยรอให้สรุปสุดท้าย หักมุม!! กับคนที่คิดไม่ถึง

ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เป็นมินิซีรี่ส์ฆาตกรรมที่เล่าเรื่องสนุกชวนติดตาม ตรึงให้อยู่ตามติดเรื่องตลอดเวลา เล่าเรื่องอย่างมีจังหวะ มีชั้นเชิง ช่วงไหนจะพุ่งไปหาตัวละครตัวไหน ก็ทำได้ดีไม่มีสะดุดเส้นเรื่องหลักคือการตามหาฆาตกร ใคร? คือ คนฆ่า

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ เด่นมากๆ ทำให้ ดาหลา เป็นตัวละครที่น่าสนใจ สวยน่ารัก ลึกลับ มีความเก่ง เป็นสาวมั่น มาพร้อมกับความเงียบขรึม ดูแล้วเชื่อว่าเป็นนักจัดดอกไม้ระดับเซียน เป็นนักสืบที่น่าจะไขคดีนี้ได้ พอๆ กับต้องมีปมเกี่ยวกับคดีนี้

แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช เป็น นริสา สาวสวยสาวเก่งว่าที่เจ้าสาว พลังการแสดงยังคงล้นเหลือ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง แววตา 

ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล หล่อ มีเสน่ห์ ในบท สรัส พนักงานโรงแรม เดินเรื่องตลอด มาในบุคลิกเป็นผู้ช่วย ตัวช่วยที่ดี น่ารักสบายๆ ไม่มีพิษมีภัย สร้างรอยยิ้มได้

ณ-ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ เป็น โอม-อนุสรณ์ ว่าที่นายกฯ หน้าตาความหล่อ บุคลิกท่าทาง ชวนให้นึกถึงนักการเมืองไทยบางคนแม้!! จะเป็นเหยื่อแต่ก็มีบทให้ออกมาทุกตอน

ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม คือ หนังนักสืบอีกเรื่องที่ดูจากนักแสดง คาแร็กเตอร์ บทแล้ว เดาออกเดาไม่ผิดว่าใครคือฆาตกร แค่รอดูว่าหนังจะชี้เหตุผลในการฆ่าอย่างไร ฆ่าทำไม? และใช้วิธีไหนเผยโฉมฉีกหน้ากากฆาตกร เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ ทุกตัว ที่สนุกไปกับการดู การพาไปเจาะปมของแต่ละคน ไม่เพียงแต่เรื่องราวน่าสนใจ บทหนังสนุก นักแสดงดีงาม เล่นเก่งเข้ากับบทแล้ว งานด้านโปรดักชั่นดีงาม ภาพสวยทุกภาพ การจัดแสงดีงาม การตัดต่อมีมูฟเม้นท์ เครื่องแต่งกายดี ดนตรีประกอบกระหึ่ม ขยี้ทุกช่วงอารมณ์ และเพลงประกอบไพเราะ

“เวลาเราจัดดอกไม้ ถ้าเรารู้ว่าจัดให้ใคร มีความสุขมากกว่าจัดให้ตัวเอง” ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม สนุกสนานแบบติดจรวดจนดูรวดเดียวจบ 6 ตอน 6 ชั่วโมง อย่างรวดเร็วดีงาม ระดับ 8/10 คะแนน