‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’สุสานคนเป็น (Tomb Watcher)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'สุสานคนเป็น (Tomb Watcher)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’สุสานคนเป็น (Tomb Watcher)

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังผีน่ากลัวๆ ของ โกลบอล อิงค์ สตูดิโอส์, เอ็ม สตูดิโอ และ ช่อง 7HD ที่ผลิตโดยทีมกันตนา รุ่นใหม่ๆ จากละครสุดฮิตมาขึ้นจอเงินเป็นครั้งแรก เมื่อ “ลั่นทม” เศรษฐีนีเจ้าของธุรกิจร้อยล้านเสียชีวิตลง “ชีพ” ผู้เป็นสามี และ “รสสุคนธ์” ชู้รักของชีพ ได้โอกาสใช้ชีวิตคู่รักอย่างเปิดเผย แบบที่รสสุคนธ์เฝ้ารอมานาน ชีพชวนรสสุคนธ์ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักตากอากาศด้วยกัน แต่ทว่า เธอกลับได้พบความสยองเกินคาดคิด เมื่อพบโลงแก้วที่มีศพของลั่นทม เมียหลวงที่เสียชีวิตไปแล้ว ตั้งอยู่ในบ้าน รสสุคนธ์และชีพต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง เงื่อนไขที่เริ่มมาจากความรักแบบผิดๆ นำมาซึ่งการแก้แค้นอันน่าสยดสยอง

สุสานคนเป็น ในเวอร์ชั่นนี้ นำเอา เรื่องราวจากละครฮิต มาขึ้นจอแบบเนื้อๆ เน้นๆ ตัดน้ำ รายละเอียดปลีกย่อย ตัดตัวละครประกอบตัวอื่น ออกหมด เหลือแค่ ตัวละครหลักแค่ 3 คน

สุสานคนเป็น ไม่ได้ตีความใหม่ ไม่รู้สึกว่า มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แค่ รู้สึกเหมือน สรุป เล่าเรื่องย่อๆ แบบสั้นๆ เอาแบบเนื้อๆ บรรทัดเดียวจบ แทบจะไม่ต้อง ใส่รายละเอียด ใดๆ เพิ่มเข้ามาเลย

เรื่องของผัวมีเมียน้อย ผีเมียหลวงตามมาหลอก ..จบ

บรรยากาศของ สุสานคนเป็น ชัดเจน ในความเป็น หนังผี ที่ออกมาในแบบ ผีหลอก ผีออกมาหลอน ผีเอาคืน หรือผีแบบโหดๆ เล่นกันถึงเลือดถึงเนื้อ เพียงแต่..กว่า ผีจะโผล่ ผีจะมา รอแล้วรออีก มาปุ๊บมาปั๊บ แว่บๆ แวมๆ จนรู้สึกอึดอัด ว่าเมื่อไหร่จะมา ยังดี..ที่ ได้ ก้อย ที่เด่นมากๆ มาช่วยทำให้ ไม่รู้สึกง่วงหวาว หาวนอน  แถมยัง ไม่รู้สึก สะดุ้งตุ้งแช่ หรือตกใจ ใดเลย นอกจาก สะใจไปกับความโหด รอดูว่า รสสุคนธ์ จะโดนอะไร ออกมาในแบบผีโหดนองเลือด ไม่ใช้แนว ผีหลอกผีหักคอ

ผีมาแบบเต็มมาแบบเน้นกันยาวๆ ในช่วง20 นาทีสุดท้าย ทำออกมาได้ไม่เลว ดูหลอนๆ โหดดิบค่อยทำให้ รู้สึกว่า มาดู หนังผี แต่ก็มี ติดๆ คือ ไม่รู้สึกว่า เป็น ผีคุณนายลั่นทม ภาพที่ออกมา ดูเป็น ปีศาจ มากกว่าจะเป็นผี ซึ่งถ้า ทำออกมาเป็น ผีสาวจริงๆ น่าจะน่ากลัวมากกว่านี้มีการใส่ ตัวละครที่เหมือนจะเป็น หมอผี เข้ามา แต่ก็ใส่มาลอยๆ เหมือนจะมีอะไรแต่ก็ไม่มีอะไร

ที่รู้สึกขาดไป คือ ตัวหนัง กลับไม่ทำให้ รู้สึกกลัว ลั่นทม ที่นอนให้โลงแก้ว ได้เลย เสน่ห์ของเรื่องที่ คนดูสงสารลั่นทม ลุ้นว่าจะตายจริงตายปลอม แบบในละคร ไม่มีเหลืออยู่เลย

และ ที่ไม่ชอบสุดๆ ก็คือ ชีพ ในชุดท้ายๆ ที่เหมือนกับจะ อิงหนังเขย่าขวัญคลาสสิต อย่างใน ไซโค มาใช้ ไม่ชอบไม่โดน เป็นส่วนที่ทำหนังแย่ขึ้นมาในทันที รู้สึกเหมือน สื่อ ไปในแนว LGBTQ มากกว่า

และเสียดาย ที่ เส้นเรื่องหลักคือ เรื่องของการเล่นชู้ ในหนังจะต้อง มีฉากเลิฟซีน เร้าร้อน รุนแรง หรือฉากวับๆ แวมๆ แบบสุดๆ เหมือนในหนังยุคนี้พ.ศ.นี้ ควรมี แต่ สิ่งที่นำเสนอ มันดู อ่อนมากๆ ดูเป็นเด็กน้อย ไปเลย ผิดหวังๆ เนื้อเรื่องหลายคนลืมเลือน จำได้แค่น่ากลัว ภาพจำของ สุสานคนเป็น ในทุกๆ ครั้ง มีแค่ ความน่ากลัวของ ผีคุณนายลั่นทม ในโลงแก้ว ผัวชื่อชีพ เมียน้อยตัวร้ายรสสุคนธ์ และ… นักแสดงนำทุกๆ เวอร์ชั่น โดยเฉพาะ สามตัวละครหลัก เพิ่มเติมในฉบับละครคือ ตัวรองแต่เป็น พระเอกนางเอกใน เวอร์ชั่น นี้ ก็เช่นกัน สิ่งที่ดีที่สุด จดจำได้มากที่สุด คือ สามดารานำ แม้จะเป็นเรื่องของคุณนายลั่นทม ผีสาวในโลงแก้ว แต่เอาจริงๆ บทหนังกลับ ไปให้น้ำหนัก ที่ ชีพ กับ รสสุคนธ์ ที่เดินเรื่อง เด่นตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร สุดยอดมากๆ เป็น รสสุคนธ์ ที่อาจจะไม่สวยสะดุดตา แต่มีเสน่ห์ ชวนหลงไหล ตั้งแต่แรกเห็น เป็นสาวในฝันของหนุ่มๆ โดยไม่จำเป็นต้องเซ็กซี่ อะไรมากๆ ออร่า!! เสน่ห์ สีหน้าท่าทาง ใช่เลย ก้อย เล่นดีว่านเสน่ห์ ออกมาในทุกๆฉาก 

เล่นอารมณ์ เล่าเรื่องราว ถ่ายทอดความรู้สึกออกมา ผ่านแววตา ที่มีทั้ง น่าสงสาร ไร้เดียงสา เคียดแค้น เจ้าเล่ห์ หวาดกลัว เป็นตัวละครเดียวที่ดูไป คอยสบตาไป หลงเสน่ห์เคยชอบ ก้อย มากมายหลงรักใน ละคร รักออกแบบไม่ได้ ก็มาเรื่องแหละ ที่รักสุดๆ “พี่ชีพ..ขา” คำฮิต ติดหู ทุกครั้งที่ได้ยิน ละลายๆ รัก รสสุคนธ์ เลย ตาม ชีพ เลย

นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี พลังล้นเหลือ เป็น คุณนายลั่นทม ที่ดูสวย เป็นผู้นำ แต่อ่อนให้กับคนรัก พร้อมจะแรงกับคนที่มายุ่งกับผัว ตัวหนัง ให้ ลั่นทม นิ่งๆ แทบจะไม่เล่นอะไร เน้นๆ นอนในโลง น้ำตาไหล หลายตอน ก็ไม่ช่วยอะไร หรือ ตอนเป็นผีลั่นทม ไม่รู้สึกว่า เป็น นุ่น พาลไปนึกถึง นักแสดงแทนแต่น่าเสียดายที่บท น้อยไป บทไม่ส่ง  ถ้า เพิ่มน้ำหนัก ให้กับ ผีลั่นทม มากกว่านี้ น่าจะทำให้เรื่องสนุกขึ้น 

แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล อาจจะเป็น ชีพ ที่โอเค เล่นดี หล่อน่ารัก ในแบบ หนุ่มอาร์ตนิดๆ แต่กลับไม่ต่อยอิน กับความเป็นชีพ ที่คุ้นเคย ดูเด็กไป ดูไม่ค่อยร้าย แค่ มีโลกสองใบ เท่านั้น ขาด ความร้ายสุดๆ ร้ายจริงจัง จากในละครไป

โอ๊ต-วทัญญู อิงควิวัฒน์ กำกับ ทำ สุสานคนเป็น ออกมาเป็นหนังไทย ที่มีโปรดักขั่นดีงาม มาในแบบหนังไทยรุ่นใหม่ๆ เป็นหนังผีที่แทบจะลบภาพหนังผีไทยแบบเดิมๆ ออกจนหมด ออกมาเป็น หนังผีรุ่นใหม่ ที่คุ้นเคยกันดีในหลายๆ ชาติงานด้านภาพ เด่นๆ มากๆ มีการเล่น/ใช้มุมกล้อง ในการสร้างความน่ากลัว ความหลอน ทำให้หนังดูไม่นิ่ง การตัดต่อลำดับภาพ ที่ลื่นไหล เข้ามา หนังปูเรื่องพาย้อนกลับไปในปี 2534 เหมือนจะโชว์เล่นกับ เสื้อผ้าหน้าผมเครื่องแต่งกายของประกอบฉาก แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกว่าเป็น หนังพีเรียส เรื่องเกิดโดยไม่เน้นช่วงเวลาหลายฉากๆ งานด้านภาพ มุมกล้อง เสื้อผ้าหน้าผม ฉาก ชวนให้นึกถึง สืบสันดาน เหมือนกันมากคล้ายกันมาก จนรู้สึกเหมือน มาดู ซีรี่ย์ สืบสันดาน ในเวอร์ชั่นผีๆ ดนตรีประกอบ เข้ามาช่วยขยี้ ในความเป็นหนังสยองขวัญเขย่าขวัญหนังผี และที่เด่นดีคือ การใส่เพลงของ เบิร์ดกับอาร์ท เข้ามาในหนัง รวมทั้งเพลง เพลงฮิตของ ใหม่ เจริญปุระ จากเสียงร้องของ มีนตรา อินทิรา ที่ดีงามไปเข้ากับ สุสานคนเป็น มากๆ 

สุสานคนเป็น ยังดูเป็นงานที่ลงตัว ดูดีดูสนุกมากกว่่า ห้องหุ่น(2557) ที่ กันตนา เคยนำมารีเมค สร้างใหม่ บนจอเงินแต่เปลี่ยนเรื่องจนดู ไม่สนุก

สุสานคนเป็น (2525) เรียบๆ ง่ายๆ แต่บรรยากาศน่ากลัว เมตตา รุ่งรัตน์ อนุสรณ์ เตชะปัญญา นฤมล นิลวรรณ คือภาพจำติดตา พอๆ กับ ฐาปกรณ์ ดิษยนันท์ พระเอกในเรื่อง

สุสานคนเป็น (2534) แก้ว-อภิรดี ภวภูตานนท์ ดุ๊ก-ภานุเดช วัฒนสุชาติ เหมียว-ชไมพร จคุรภุช และ พระนาง อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ กับ สมฤทัย กล่อมน้อย มาพร้อมภาพ ความน่ากลัว แบบสุดๆ 

สุสานคนเป็น (2545) จำได้แค่ แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ กับ บิลลี่โอแกน และ เอ๋-พรทิพย์ วงษ์กิจจานนท์  และ สุสานคนเป็น (2557ยุ้ย-จิรนันท์ มะโนแจ่ม เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ และ จักจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณสุข และ ล่าสุด ครั้งแรกของ สุสานคนเป็น จอเงิน ภาพจำจริงๆ มีแค่ ก้อย-แก๊ป-นุ่น

สุสานคนเป็น ฉบับนี้ ชอบ ‘ก้อย’ ชอบโปรดักชั่น ชอบบรรยากาศ ความเขย่าขวัญ ความเป็น หนังผี หนังปีจริงๆ ไม่ค่อยเท่าไหร่ รวมๆ แล้ว โดนใจ ในระดับ 7/10 หัวกะโหลกครับ ปล. เห็นการโปรโมท คุณนายลั่นทม นอนในโลงแก้ว หน้าโรงหนัง แล้ว อดนึก ไปถึง สัตว์สาวจากโลงศพ(blood from the mummy s tomb) (1971) ที่โปรโมทวิธีนี้เหมือนกัน เพียงแต่ หนังฝรั่งดูน่าหลอนกว่า เพราะเล่นวางไว้ริมถนน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 4 ป่าช้า

'โอ๊ยเล่าเรื่อง' 4 ป่าช้า

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 4 ป่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไฟว์สตาร์ยังคงเดินหน้านำเสนอหนังผีๆน่ากลัวออกมาเพียงแต่พักเบรคหนังผียาวๆมานำเสนอหนังผีสั้นๆ4เรื่องใน4ป่าช้าคือหนังสั้น4 เรื่อง ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกัน แยกกันเป็นเอกเทศอย่างชัดเจนเป็นเรื่องเล่าน่ากลัว4เรื่อง4รสผ่านเรื่องเล่าจากปากหลุมศพคนผี,ซาตาน,ปีศาจ,พระเจ้าโจรร้ายและเด็กเปรตเส้นเรื่องหลักของทั้ง4เรื่องคือเรื่องพิธีศพพิธีทางศาสนาอิสลาม/คริสต์/ไทย ผีแขก ผีฝรั่ง ผีในป่าผีไทยความรักในครอบครัว ผัว/เมีย/ลูก พี่น้อง เพื่อนๆ

ญินท้าตายเสี่ยงชีวิตในป่าช้าสุดสยองเพื่อเข้าไปสู่โลกของญิน เต๋า-อดิเรก นำเสนอ ผีแขก ในอีกมุมหนึ่ง ที่อาจจะฉีกไปจากที่ผ่านๆ มาของ ญิน ในหนังเรื่องอื่นๆ เจ๋ง Big Assเล่นดีในทุกๆอารมณ์รัก/ดราม่า/แอ็คชั่นในบทมูซาด้าน มีมี่-ฤทัยภัทร รับบท มาเรียม เมียสาวสวยของ มูซา สวยจนถูก ณิน หมายปอง ได้เล่นบทแรงๆบทน่ากลัวหรือบทที่ชวนให้ลุ้นเอาใจช่วย

Miracleโกงตายเพื่อให้คนรักลุกขึ้นมาจากโลงในป่าช้าฝังศพ เต๊ะ-ศตวรรษ ทำ Miracle ออกมา เหมือน มาดู หนังผีฝรั่ง ที่เคยๆ ดูกันมา ทั้งโครงเรื่อง การเล่าเรื่อง การนำเสนอ ตัวละคร มาดู ปีศาจ ซาตาน มากกว่า มาเจอผี และที่ ขาดไม่ได้ ต้องมี ความรุนแรง คำหยาบ เรื่องเพศ  ตัดสลับไปมา  อัพ-ภูมิพัฒน์ เป็นชาคริต พิม-ลัทธ์กมล รับบท ปนัดดา เมียสาวของชาคริต ผู้กลับมา ขวัญฤดีกลมกล่อมรับบทแม่ของชาคริตMiracleคือตอนที่ไม่ชอบไม่สนุกที่สุดใน4ป่าช้า

ที่ชอบหนีตายจากคนร้ายกลับกลายเป็นหนีผีในป่าช้าตายโหง..สองพี่น้องปันและป้อน หนีเอาชีวิตรอดจากคนร้ายในป่าช้าผีตายโหงทั้งคู่ไม่รู้ว่ากำลังถูกไล่ล่าจากคนหรือผีวุ้น-ทรงศักดิ์ มงคลทอง พามาเข้าป่า ผ่านความน่ากลัว ในยามค่ำคืน ชวนให้ นึกถึง หนังผีน่ากลัวๆ ในป่าใหญ่ เป็นตอนที่ รวบรัดตัดตอน มีแต่เนื้อไม่เน้นน้ำ ทำให้ตอนนี้ มาเร็วไปเร็ว ยาวแค่ 15นาที จบไม่ต้อง ขยี้ เบคกี้-รีเบดก้า แพทรีเซีย กับ นินนา-นีรนารา เป็น ปันกับป้อน สองพี่น้องที่ดูน่ารักน่าเอาใจช่วยในทุกๆฉากที่ชอบ..ไม่เน้น ผี ในเชื้อชาติใด ออกมาแบบ เรื่องผีลับในป่าอาจจะไม่น่ากลัวแต่ชวนหลอนได้ดีทีเดียว

ต้องตาป่าช้าแตกเพื่อนตายที่หายสาบสูญสู่การแกะรอยตามหาในป่าช้าเด็กสุดเฮี้ยน..ต้องตาเด็กสาวที่หูหนวกเป็นใบ้ขาเสียได้หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยเพียงชั่วข้ามคืนเพื่อนๆพากันออกตามหาแต่กลับพบเจอวิญญาณสุดเฮี้ยนในป่าช้าสุสานเด็กผีก็น่ากลัวเพื่อนก็หายตัว ชัดเจนในความเป็น หนังผีหลอกแบบไทยๆ มี ความน่ากลัวปนกับ เสียงหัวเราะ เจ้าคุณ-พันธ์ชนกชนม์เป็นสมรักษ์เด็กวัดผู้นำกลุ่มแตงกวา-ชนันทิชาเด่นมากๆลื่นไหลเรียกเสียงหัวเราะกับบทปรายฟ้าด้านปาณพุฒิ ศักตายาวนิช เป็นมาโนชเด็กวัดหนุ่มอ้วนที่ทำทุกอย่างเพื่อปรายฟ้าเรฟ-รณกร เป็น ชะช่า LGBTQIA+ อารมณ์ดีเนญ่า-ไอย์ฌิฌา  ในบท ต้องตา เด็กน้อยที่น่าสงสาร ไม่มีเพื่อน  ตอนเป็นผี ก็ดูหลอน ทีเดียว ไมค์- ภณธกฤต ทำหนังผีน่ากลัวปนเสียงหัวเราะ ออกมาดูดี จังหวะได้ บรรยากาศหนังหลอนแบบผีไทย ภาพ/เสียง/ดนตรีประกอบ หรือแม้แต่ ตุ๊กตาผี ชวนให้ขนลุก หรือ มุขหักมุม ตอนจบดีทีเดียว 4 ป่าช้า.. อาจจะไม่น่ากลัว ไม่สยอง แบบสุดๆ แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ ในระดับ 7 หัวกระโหลกเรียงลำดับความชอบมากไปน้อยที่สุด ต้องตาป่าช้าแตก ที่ชอบ ณิน และ Miracle

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’Halabala ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนีให้พ้น ก่อนมันจะกลืนกิน

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'Halabala ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนีให้พ้น ก่อนมันจะกลืนกิน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’Halabala ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนีให้พ้น ก่อนมันจะกลืนกิน

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังไทยแนวเหนือธรรมชาติ สยดสยอง ของค่าย BrandThink Cinema ฉีกรูปแบบเดิมๆ นำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการหนังไทย งานกำกับหนังยาวเรื่องแรก ของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ นักเขียนการ์ตูนชาวไทย ฉายาเจ้าพ่อมังงะสยองขวัญไทย ที่มีเอกลักษณ์ความสยองเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ที่อยู่เบื้องหลัง หนังแนวสยองขวัญ มาแล้วหลายเรื่อง อาทิ 13 เกมสยอง (2549), บอดี้..ศพ#19 (2550) และละครชุด เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ตอน เพื่อนร่วมห้อง (2557), The Collector คนประกอบผี (2561

ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด มีหน้าหนังที่ชวนให้นึกถึง หนังแนวผีปีศาจ ที่อยู่ในป่าลึก ที่มีทั้งความหลอน ความน่ากลัว ผีร้ายเต็มไปด้วยความรุนแรง มากกว่ามาแค่ หลอกหลอน แล้วจากไป

แต่เขาจริงๆ แล้ว  ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด คือหนัง ตำรวจตามจับผู้ร้ายที่เล่นของ เข้าไปในป่า จนต้องเผชิญหน้า กับผีร้าย ที่เป็นตำนาน เล่าขาน ในป่าแห่งนี้

สารวัตรแดน ตำรวจมือปราบฉายา ‘แดนร้อยศพ’ ที่ถูกย้ายไปประจำที่ภาคใต้พร้อมกับ วิ แฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์ กระทั่งเขาได้รับโอกาสกอบกู้ชื่อเสียงเพื่อแลกกับการกลับไปประจำการที่กรุงเทพฯ ด้วยภารกิจที่ต้องไล่ตามล่า ตั๊บตาไฟ หัวหน้าแก๊งวิปริตที่หนีออกจากเรือนจำแล้วหายตัวไปในป่าฮาลาบาลา  แดนต้องเลือกระหว่างหน้าที่ กับชีวิตของภรรยาท้องแก่

 เอกสิทธิ์  ไทยรัตน์ ทำ  ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด ออกมา ชัดเจนใน ลายเซ็นต์ของตัวเอง เหมือน ที่เคยเขียนบท การเล่นกับปม เล่นกับความรู้สึก อารมณ์ การเล่าเรื่อง ที่เคยทำได้ดี มาแล้วในงานชิ้นก่อนๆ จาก เรื่องคนเมืองขยับขยาย ย้ายมา ในป่าใหญ่ ป่าดงดิบ ที่มีความน่าสะพึงกลัว ตัวละครไม่เยอะ แต่สถานที่ใหญ่ขึ้น 

ตัวหนังมาในโทนมังงะสยองขวัญ ของญี่ปุ่นหรือคอมมิกซ์ของ ฝรั่ง ที่การวางภาพ การเดินเรื่องราว บุคลิคตัวละคร ผีปีศาจ มาพร้อมอารมณ์แฟนตาซี ในสไตล์ของตัวผู้กำกับตำนาน การฆ่าคน สังเวย ปีศาจในถ้ำการวนลูป กลับไปกลับมา เหมือนอยู่ในเขาวงกต

การฆ่ากัน การต่อสู้ ที่รุนแรง ถึงเลือดถึงเนื้อ แขนขาตัวหัวหลุดไส้ทะลัก หรือแม้แต่ การดีไซด์ ปีศาจร้าย ทั้งร่างเป็นๆ การสิงสู่ หรือที่อยู่ข้างในคนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แทบจะไม่รู้สึกถึง ความเป็นไทย ออกในแนว หนังแอ็คชั่น เขย่าขวัญ สยองขวัญ แบบต่างแดน และยิ่ง พาเข้าป่าฮาลาบาลา ที่อยู่จริงชายแดนไทยมาเลเซีย ยิ่งชวนให้ นึกถึง หนังผีแขก ที่มีออกมามากๆ ในช่วงหลังในระหว่างดู เห็นตัวละคร การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ มุมกล้อง ชวนให้นึกย้อนนกลับไป ในอดีต หลายสิบปี เหมือนได้กลับมาอ่าน การ์ตูนผีๆ ฝรั่งๆ น่ากลัว อาทิใน หนังสือ ช็อค เขย่าขวัญ

ป่าฮาลาบาลา ถูกนำเสนอ ภาพออกมาดูดี ดูน่ากลัว สะพึงไปกับความกว้างใหญ่ เพียงแต่ด้วยความน่ากลัวของตัวเรื่อง เลยอาจจะไม่ค่อยน่าไปเยี่ยมเยียนสักเท่าไรนักความน่ากลัว ความรุนแรง นักแสดงดี โปรดักขั่น ภาพ เสียง ดนตรี การตัดต่อโอเค แค่ .บทหนัง อาจจะทำให้คนดูงง! ต้องตีความคิดตามเอาเอง หบายอย่าง ยังค้างคาใจ ไม่มีบทเฉลย ที่ชัดเจน อาทิ ยา สร้อย ฯลฯ

หนังเน้นไปที่ตัวละครหลักแค่4 คนเปิดตัวแต่ละคน ขึ้นชื่อแค่3 คนบนจอ เหมือนแบ่งเป็น ตอนๆ ไม่รู้สึก ว่าเป็นพาส ๆ คือ แดนร้อยศพ, ตั๊บตาไฟ,พรานดำ ก่อนจะมาบรรจบ เดินเรื่องไปพร้อมๆ กัน ส่วน วิ นั้น อยู่ในส่วนของ แดนร้อยศพ แดนร้อยศพ..ฝ่ายตำรวจ ที่มีแต่ความรุนแรง คนล่าตั๊บตาไฟ..วายร้ายสุดเหี้ยม ขมังเวทย์ คนหนีพรานดำ.. พรานป่าที่ดิบๆ เถื่อนๆ คนนำทางเชื่อมคนล่าคนหนี

เต๋อ-ฉันทวิช ธนะเสวี ดูดีกับการเป็นสารวัตรแดนร้อยศพ ที่มีทั้งความดิบ ความรุนแรงทั้งความคิด การการกระทำ เต็มไปด้วยความรุนแรง เค้นเน้นๆ ทำหน้าดุดัน ตลอดเวลา แต่ก็ดูรักลูกเมีย ถ่ายทอดผ่าน สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออกมาได้ดี

เพียงแต่.. ดูจนจบ ก็ยังไม่เชื่อว่า เป็น แดน ร้อยศพ อย่างสนิทใจ  เพราะ เต๋อ ยังสลัดภาพจาก งานเดิมๆ ออกไม่ได้ แม้จะเล่นดี ใช่ตัวละคร ก็ตาม

ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัฒนาวณิชย์ ไปได้ดีกับบท วิ ภรรยาท้องแก่ของ แดน ที่มาพร้อมกับความสวย น่ารัก สลับ ความรุนแรง ที่ออกมาจากข้างใน เล่นสีหน้าแววตา ดีมากๆ จนเป็นตัวละครเพียงคนเดียว ที่ดูแล้ว รู้สึกเอาใจช่วย ลุ้นให้รอด ทุกฉากทุกตอนดึงคนดูได้อยู่หมัด ดูแล้ว สติแตกตาม ตัว วิ

ปู แบล็คเฮด-อานนท์ สายแสงจันทร์ บุคลิกท่าทาง กวนๆ  ออร่าความร้ายของตั๊บ ตาไฟ เปล่งประกาย ออกมาได้เต็มที่ไม่เพียงแต่แสดงเป็นโจรร้ายโรคจิตเท่านั้น ปู ยังร้องเพลงประกอบ ปีศาจข้างใน (My Silent Monster) ที่เข้ากันดีกับ ตัวหนังอึกด้วย

ปู-ยะสะกะ ไชยสร แปลงโฉมเป็น พรานดำ ที่ใช่ เสื้อผ้าหน้าผม แผลเป็นบนใบหน้า การแสดงทั้งสีหน้าท่าทาง บุคลิก ชวนให้ลุ้นว่า จะดีหรือร้าย ดำหรือขาว เหมือน หลุดออกมาจาก หนังสือผีๆ ขำๆ ไปกับ พรานดำ ที่เพิ่มพลังในการต่อสู้ด้วย เหล้าเชี่ยงชุน

ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด อาจจะไม่ใช่ หนังที่ทุกคนจะดูสนุก มีหลายคนที่ยังงงๆ กับ บทสรุป การเล่าเรื่อง ที่มาที่ไป ในหลายๆ อย่าง แต่ถ้า.. คนที่ชอบ การนำเสนอแบบนี้ ชอบหนังดิบๆ เถื่อนๆ รุนแรง หนังที่ดูไปต้องคิดตามไป สนุกสนาน ชอบ เรื่องนี้ อย่างแน่นอนหนังจบ เครดิตท้ายเรื่อง มาพร้อมกับ ภาพลายเส้นการ์ตูนสวยๆ จากในหนัง ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ชอบมากๆ และรู้สึกถ้า ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด ออกมาเป็น หนังสือการ์ตูน คงจะน่าอ่านมากๆ เพลิดเพลิน..ไปกับ การเข้าป่า ฮาลาบาลา ในระดับ 8/10 คะแนน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ ‘ดูพระไม่เป็น ต้องดูคนให้เป็น’

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ 'ดูพระไม่เป็น ต้องดูคนให้เป็น'

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ ‘ดูพระไม่เป็น ต้องดูคนให้เป็น’

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊ เปิดกรุคนโกง ส่องโลกพระเครื่อง มหกรรมรวมตัวเซียนพระเลี่ยมกลโกง ที่จะวัดกันให้เห็นว่า ใคร “แท้” ใคร “เก๊”

ผลงานภาพยนตร์โดย เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ และ บี- วุฒิพงษ์ สุขะนินทร์ ควบคุมงานสร้างโดย กอล์ฟ ปวีณ ภูริจิตปัญญา และ หนุ่ม สุรวุฒิ ตุงคะรักษ์ ผู้สร้าง “บอดี้..ศพ19” และ อนาฅต ผลิตโดย จังก้า สตูดิโอคาร์แมนไลน์เอ็ม สตูดิโอ

เมื่อ “เอก”ต้องการเงินไปรักษาพ่อที่ป่วยหนัก เขาเอาพระเครื่องของพ่อไป ประเมินราคากับเซียนพระชื่อดัง “เซ้งพาราไดซ์ เอกได้เจอกับ เซียนหมวย” เซียนพระสุดฮ็อตที่เข้ามาแนะนำให้ส่งพระเข้าประกวด แต่กลายเป็นว่าพระที่อยู่ในมือของเอก คือ “พระสมเด็จ” ของแท้ชื่อดังในตำนานที่หายไปจากวงการกว่า 30 ปี ที่อาจมีราคาสูงถึงหลักร้อยล้าน และเป็นที่จับจ้องของคนเล่นพระทั้งวงการรวมถึง “พ่อสุนทร เซียนพระผู้ทรงอิทธิพล พ่วงมาด้วยบุคคลปริศนาอย่าง “วิคเตอร์” เกิดเป็นการพลิกชีวิตของคนที่ไม่เคยสนใจพระเครื่อง เข้าสู่เดิมพันอันตรายของเหล่าเซียนที่พร้อมใช้ทุกเล่ห์เหลี่ยมกลโกงแย่งชิง “พระแท้” มาครอบครอง

เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ คือหนังแอ็คชั่น หักเหลี่ยมเฉือนคม ตลกร้าย ในแบบที่คุ้นเคยกันดีทั้งในหนังฝรั่ง/ฮ่องกง/เกาหลี/ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทยเอง โดยนำเอา แวดวงพระเครื่อง เข้ามาเป็นเส้นเรื่องการนำเสนอ วงการพระเครื่อง อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ ในวงการหนังไทย ที่ก่อนหน้านี้ ที่นำเสนอแต่ ในเรื่องของอิทธิปาฏิหารย์ หรือเป็นแค่ รายละเอียดปลีกย่อย แต่มาครั้งนี้ ถูกนำมาเป็น เส้นเรื่องหลักวงการพระเครื่องในหนังถูกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ เน้นๆ ไปใน ด้านมืด/ธุรกิจ ผลประโยชน์ 

โดยส่วนตัว ที่ แม้จะไม่ใช่คนเล่นพระ แต่มีเพื่อนสนิท คนรู้จัก เรื่องที่ใส่ในหนัง เบาหวิว เด็กๆ ได้ยินรับรู้เรื่องเหล่านี้ มาตั้งนานแล้ว เรื่องจริง ในชีวิตจริง โหด รุนแรง เหี้ยม รุนแรง กว่านี้มากมายแต่..ก็ชอบ..ที่หนัง ดึงเอา คดีแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อวงการมวย ที่ถูกยิงถล่ม เมื่อ30 กว่าปีก่อน ทั้งๆ ที่ ห้อยพระดังๆ เต็มคอ มาใช้ในหนัง นำมาใช้ได้อย่างน่าสนใจดึงวงการมวย มาแจม กับวงการพระเครื่อง ได้อย่างกลมกลืนน่าสนใจ

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ พล้อตเรื่อง เส้นเรื่องหลัก คือ ดราม่า ชีวิตความรักของคนในครอบครัว ทุกตัวละคร มีเส้นบางๆ ของ พ่อโยง ทำให้เกิดเรื่องเกิดราว

เอก ทำทุกอย่างเพื่อรักษาพ่อที่ป่วย เซียนหมวย ทำทุกอย่างเพื่อ ให้พ่อสนใจ เก่งเท่าพ่อ

มีปม กับพ่อหรือ แม้ แต่ บรรดาพ่อๆ ก็ มีวิถีต่อลูกต่างกัน ทั้ง ทำทุกอย่างเพื่อลูก ปกป้องชีวิตลูก หรือไม่ดูดำดูดีกับลูกนัก

เป้-อารักษ์กับ บี-วุฒิพงษ์ จับมือกันทำ เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ ออกมาดูสนุก เล่าเรื่องดี เล่าเรื่องเป็น ดูดี จังหวะต่างๆ ใส่มาได้ถูกที่ถูกทาง ทั่งในส่วนของดราม่า การหักเหลี่ยมเฉือนคม ฉากกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ มุขตลกร้ายๆ แม้อาจจะมีบางช่วงบางตอน ที่รู้ว่า ยาวไปนิด ย้วยไปหน่อย ดูกระตุกไปบ้าง หรือบางตอนชวนให้รู้สึกเฉย เหมือนหนังยุคเก่า มีหักมุม นำเสนอ แบบเดิมๆ เก่าๆ แต่ด้วยความสนุกของหนัง พอจะ มองข้าม บาดแผล เหล่านี้ไปได้บ้างฉากที่ไม่ชอบ เลย ดูขัดตา มากๆ คือ ในงานประกวดพระเครื่อง ที่เข้าไปถ่ายในงานจริงๆ แต่ภาพที่ออกมา เหมือน ดูหรังข่าวหนังสารคดี พอ เน้นๆ ไปที่ ตัวละครหลัก มันดูเช็ท ไม่เข้ากัน น่าจะทำออกมาให้ดูเป็น ธรรมชาติ มากกว่านี้

ดูจากงานที่ออกมา บรรยากาศ โทนหนัง หลายๆ ส่วน โดยเฉพาะ ในส่วนของ แอ็คชั่นรุนแรง ปืนจ่อกันไปมา มุขดาร์คดิบๆ เถื่อน ชวนให้นึกถึง หนังของ กาย ริชชี่ เควนนิน ทาเรนติโน่ หรือของไทยๆ อย่าง เป็นเอก รัตนเรือง, วิสิทธิ์ ศาสนเที่ยง ,ปราบดา หยุ่น

หนังยังใส่ มุขตลก มุขเสียดสี หลายๆ เรื่อง ในยุคนี้ พ.ศ.นี้ โลกโซเชียล การสื่อสาร สื่อสารมวลชน ระบบราชการ วงการตำรวจ รปภ. หรือแม้วงการการเมือง ทำไม๊ ทำไม.. พ่อสนุทร กับ เซียนหมวย อดนึกไปถึง ครอบครัว นายกหญิง..ไม่ได้นักแสดงทุกคน เล่นได้ดี รับส่งบทกันไปมา เล่นได้เข้าขากัน ทำให้  เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ เป็นหนังไทย อีกเรื่อง ที่ได้ นักแสดงเก่งๆ มาร่วมปาเงียบ

เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ลื่นไหล..ไปกับ ความเป็น เอก ทำให้อิน ในทุกๆ ตอน เชื่อในความเป็นเด็กใหม่ วงการพระเครื่อง อ่อนต่อโลก โดนชักจูงได้ง่ายๆ แต่ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง เรียนสิ่งใหม่ๆ มีหลายตอนที่ระเบิดอารมณ์ ออกมาได้ดี

อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ สลัดภาพเดิมๆ ที่เคยเห็นกันมา เป็น เซียนหมวย เล่นได้น่ารัก มีเสน่ห์ในทุกๆ ตอน มีความเป็นเซียนพระในตัว ดูเจ้าเล่ห์ หว่านเสน่ห์ ใครเห็นก็อดหลงรักไม่ได้

จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมีดูดี เป็น เซียนเซ้ง พาราไดซ์ เด่นทุกฉากที่ปรากฏตัว เป็นบทที่มีความหลากหลาย มีทั้งเป็น หัวหน้า ลูกน้อง มีทั้งความกะล่อน  การเอาตัวรอด เป็นตัวละครที่ดูเทาๆ ไม่รู้ว่าต้นไหนจะร้ายตอนไหนจะดี สร้างเสียงหัวเราะได้หลายฉาก

ฮิวโก้- จุลจักร จักรพงษ์ เป็น วิคเตอร์ นักฆ่าพูดน้อย บทดีบทเด่น ในแบบที่คุ้นๆ กันดี พูดน้อยต่อยหนัก บู๊กระจาย เรียกเสียงหัวเราะกับมุขตลกร้าย ฮิวโก้ ทำได้ดี ทั่งสีหน้า ท่าทาง แววตา ชอบ มุข นักฆ่าจอมหักกระดูกมากๆ 

ชอบที่ หนังเลือกใช้ นักแสดง รุ่นเด็ก มารับบทเซียนพระรุ่นใหม่ และ ใช้ นักแสดงรุ่นใหญ่ มารับบท รุ่นพ่อรุ่นแม่ และทุกคนถูกวางตัว ได้เข้ากับบท ทั่ง รุ่นเล็กรุ่นใหญ่

ตู่-นพพล โกมารชุน พลังล้นเหลือ กับบท พ่อสุนทร เซียนพระขั้นเทพ ออร่า ปารมี มาแบบจัดเต็ม สีหน้าท่าทาง น้ำเสียง ใช่เลย ให้ความรู้สึก เป็นผู้มีอิทธิพล ร้ายทุกขุมขน

อั๋น-สิรคุปต์ เมทะนี มารับบท ผู้การนพดล นายตำรวจใหญ่ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ เอก และพ่อสุนทร มาดนายตำรวจใหญ่ มาแบบเต็มๆ

เห็น ตู่-นพพล กับ อั๋น-สิรคุปต์ อดนึกถึง มือปืน2 สาละวิน ของ ท่านมุ้ย-มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ที่ทั้งคู่แสดงร่วมกัน

โก้-นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร รับบท บุญหลง พ่อของเอก มาน้อยๆ แต่ทุกฉากทุกตอนออกมาดูดี ความนิ่ง ในการนำเสนอ รู้สึก เล่นดีกว่า หลายๆ เรื่อง ในยุคที่มีงานชุก

ทอม-อิสรา นาดี มาตัวเบรคให้กับเรื่องในบท คนสนิท เซียนเซ้ง มาในแบบ ตัวตาม ตัวตลก เรียกเสียงหัวเราะ เล่นได้ดีที่เดียว (ดูเผินๆ นึกว่า จิ้ม ชวนชื่น)

เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ที่พักหลัง มักโผล่หน้าในหนังหลายๆเรื่อง หรือตัว เป้-อารักษ์ ก็มาโผล่แว่บๆ ในหนังรวมทั้ง ได้ เซียนพระชื่อดัง มาร่วมแสดงหลายคน อาทิ เอ็ม หัตถ์เทพ บอย ท่าพระจันทร์ ไก่ โพธิ์ทอง ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ ไดอาน่า อลิส ฯลฯ

เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ เป็นหนังไทย อีกเรื่องที่ โปรดักชั่น ออกมาดีงาม ภาพสวย มีการเล่น/เล่าเรื่อง ผ่านภาพมุมกล้องที่ดี ตัดต่อฉับไว เสื้อผ้าหน้าผม ดูโอเค กระตุ้นความน่าอารมณ์ด้วย ดนตรีและเพลงประกอบ

ไม่ว่าจะเป็นเซียนพระ หรือ ไม่เล่นพระ ไม่รู้จัก หรือ ผิวเผิน กับวงการพระก็สนุกไปกับเรื่องนี้ได้แบบเต็มๆ สนุกเพลินๆ เป็นหนังไทย อีกเรื่องที่ชอบ สนุกมากๆ โดนใจในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สโนว์ไวท์ (Snow White)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สโนว์ไวท์ (Snow White)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สโนว์ไวท์ (Snow White)

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White and the Seven Dwarfs) (1937) คือ หนังการ์ตูนของดิสนีย์ในดวงใจพอรู้ว่า สโนว์ไวท์ ถูก ดิสนีย์ นำมาทำใหม่ เป็นไลฟ์แอ๊กชั่นคนแสดงก็เลยรอดู สโนว์ไวท์ (Snow White) ยังคงยึดเส้นเรื่องตาม นิทานหรือฉบับการ์ตูนที่เคยดูกันมา แต่เปลี่ยนรายละเอียดหลักหลายส่วน มีทั้งการตีความใหม่และบิดเรื่องเล็กน้อยเจ้าหญิงน่ารักบอบบางของสโนว์ไวท์แทบจะไม่มี กลายมาเป็นเจ้าหญิงขาลุย แก่น บู๊ แทน

เส้นเรื่องของ สโนว์ไวท์ อาจจะบางเบา ไม่มีจุดพีค ไม่มีอะไรให้ต้องคิดหรือตีความไปเรื่อยๆ ก็เป็นเพราะเรื่องในนิทานดูกันสบายไม่ต้องคิดมาก ราเชล เซเกลอร์ อาจจะเป็น สโนไวท์ ที่โดนตำหนิ หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่แม้อาจจะขาดเสน่ห์ ความน่ารัก หรือดูบ้านๆ ไม่ค่อยเป็นเจ้าหญิง แต่เธอก็ร้องเล่น เต้น ได้ดี ไม่น่าเกลียดอะไร

ตอนดูแม้จะเป็น สโนว์ไวท์ ผิวดี ร่างเล็ก แต่ด้วยทรงผมหน้าตา ท่าทาง ภาพต่างๆ ในการ์ตูนที่เคนดู หรือในนิทาน ที่เคยอ่านลอยมาทันที ไม่รู้สึกว่า..ไม่ใช่..ไม่มีเลยจริงๆ แล้ว เมื่อเทียบกับเจ้าหญิง ในเรื่องอื่นๆ ของดิสนีย์แล้ว รู้สึกว่า สโนว์ไวท์ เป็นเจ้าหญิงที่สวยน้อยกว่าคนอื่นๆ แถมยังตายเพราะกินจุ กินไม่เลือก กินแอปเปิ้ลอีก

กัล กาโดต์ มาแบบนิ่งๆ ดูสวยเป็นราชินี แต่เสียดายที่แทบจะไม่ได้เล่นอะไร เล่นแข็งทำให้ตัวแม่มด ดูไม่ร้ายเท่าที่ควร ยิ่งตอนปลอมเป็นหญิงชราถือแอปเปิ้ลเข้าป่า ไม่น่ากลัว ดูตลกดูปลอมมาก ภาพรวมความเป็นแม่มด/ราชีนีตัวร้าย แทบไม่มีไม่หลงเหลือ รู้สึกแค่คอยสั่งการเท่านั้น เป็นได้แค่นางอิจฉาเท่านั้นแต่เพราะชื่นชอบกันอยู่แล้ว เรื่องนี้แม้จะดูธรรมดาก็เลยมองข้ามไป

แอนดรูว์ เบอร์แนป พระเอกของเรื่อง ขาดเสน่ห์ ไม่ว่าจะเข้าฉากกับใคร ยิ่งตอนอยู่กับ สโนว์ไวท์ ยิ่งแล้วใหญ่ เลยทำให้ความสนุกลดน้อยลง คนแคระทั้งเจ็ด ชวนให้นึกถึงในการ์ตูน บุคลิกท่าทาง เสื้อผ้าหน้าผม ใช่เลย ชอบ CG ที่ช่วยทำให้รู้สึกเป็นคนแคระที่มีชีวิต มีความน่ารักจริงๆ แค่..เสียดายที่หนังให้ความสำคัญระหว่าง คนแคระกับสโนว์ไวท์น้อยไปนิด ความอบอุ่นความรักความผูกพัน เลยน้อยลงไปฉากในบ้าน ทำความสะอาด ทำอาหารส่งไปเหมือง ถ้าขยี้อารมณ์เหมือนในการ์ตูน คงอินกับเรื่องได้มากกว่านี้ รอดูภาพจำ สโนว์ไวท์หอมแก้ม/จูบ คนแคระ ก็ไม่มีถูกตัดออกไป

แม้ตัวหนังอาจจะดูแข็งขาดเสน่ห์ แต่ก็ยังมีหลายส่วนที่คงไว้จากต้นฉบับฉบับการ์ตูนชอบ บรรยากาศของความเป็น มิวสิคัลหนังเพลง เสียงเพลงบทร้องที่เล่าเรื่อง ทุกคนทำได้ดี แม้อาจจะไม่กินใจเท่าของเดิม แต่ก็ฟังได้แบบเพลินๆ กระจกวิเศษ..ดูขลัง สวยงามดูมีชีวิตชีวาเหมือนการ์ตูนและที่โดยสุดๆ คือ บรรดาสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในป่า น่ารักมากทุกตัว ทำให้เรื่องสดใส เพิ่มความสนุกมากยิ่งขึ้นฉากในป่าดีงาม ทั้งช่วงสดใส หรือน่ากลัวๆ ภาพแฟนตาซี มาแบบจัดเต็มภาพคนแคระทั้งเจ็ด เดินบนสะพาน ยามพลบค่ำ ยังคงสวยงามเหมือนเดิมฉากเต้นรำ หลายๆ ฉาก คนเยอะๆ สวยงาม ในแบบมิวสิคัลหนังเพลงละครที่ดีงาม

เสียงไทยที่นำทีมพากย์โดย โบ-เมลดา สุศรี กับ นัท มีเรียก็ทำได้ดีตามมาตรฐานของหนังดิสนีย์เสียงไทย เช่นเดียวกับเนื้อเพลงภาษาไทย ก็โอเค..ไม่ขี้เหร่ แม้ สโนว์ไวท์ (Snow White) อาจจะไม่ค่อยโดนใจ ขาดเสน่ห์ ไร้อารมณ์ร่วมไปบ้าง..แต่ด้วยความที่ชื่นชอบเรื่องนี้ ก็เลยดูได้แบบเรื่อยๆ ไม่ตำหนิ พอรับได้ กับความเปลี่ยนแปลง หรือตีความใหม่ใครจะชอบ ตำหนิติเตียน ไม่สนุก ก็คงเป็นเรื่องความชอบของแต่ละบุคคล กลางๆ เพลินๆ ในระดับ..5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

แต่งงานกับผี (Marry My Dead Body) หนังไต้หวันที่ได้รับคำชม และดังมากๆ ในปี 2022 GDH ได้นำเอามาดัดแปลงรีเมคในเวอร์ชั่นไทย ผลงานการกำกับของ หมู-ชยนพ บุญประกอบ ที่เคยเรียกเสียงหัวเราะมาแล้วจากเรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล กับ ตั้ม-วีรชัย ใหญ่กว่าวงศ์ เป็นโปรดิวเซอร์

เรื่องราวของชายหนุ่มดวงซวยที่บังเอิญต้องมาแต่งงานกับหนุ่มที่ตายเพราะอุบัติเหตุที่ดึงเขาเข้าไปสู่ขบวนการค้ายาเสพติด หนังครบรสความรักในแบบ
LGBTQ+ สืบสวนสอบสวน หนังแอ๊กชั่น ตำรวจจับผู้ร้าย ดราม่าความสัมพันธ์ในครอบครัว

เม่น โจรกระจอกสายตำรวจที่ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจ มี ก๊อย ตำรวจสาวเป็นนางในฝัน บังเอิญเก็บซองแดงที่ อาม่า ทำเพื่อหาคู่ให้ ตี่ตี๋ หลานชายที่เพิ่งจากไปวิญญาณจะได้เจอเนื้อคู่

เม่น จึงได้ ผีตี่ตี๋ เข้ามาอยู่ในชีวิต และพยายามช่วยให้ไปเกิดใหม่ความวุ่นวาย จึงเริ่มต้นขึ้น 

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของสองหนุ่ม คน-ผีค่อยๆ ก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ซองแดงแต่งผี เดินเรื่องโดยเล่าเรื่องตามต้นฉบับเป๊ะๆ มีการเพิ่มเติมใส่รายละเอียดในแต่ละฉากแต่ละตอนเข้ามาเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับตัวเรื่องทำให้ออกมาเป็นไทยที่ดูดี ดูสนุกมากยิ่งขึ้น ตัวหนังชัดเจนในการขายคู่จิ้น บิวกิ้น-พีพี 

หนังยังคงเน้นไปที่สองตัวเอกหลัก แต่เพิ่มรายละเอียดมุขต่างๆ ให้กับตัวละครตัวอื่นๆ มากขึ้น เพื่อมาช่วยขยี้ความสนุกสนานให้กับตัวเรื่อง จากที่ต้นฉบับอาจเป็นแค่ตัวละครสมทบ

ก๊อย ตำรวจสาวหวานใจ เม่น ดูมีอะไรๆ ให้เล่นมากกว่าเป็นตำรวจสาวบอบบาง มะตูม ตำรวจอ้วนใส่แว่น มามากกว่าแค่ตำรวจผู้ช่วย ดิน แฟนหนุ่มมีอะไรๆ เพิ่มเข้ามา ทั้งในส่วนของความรัก ชาย-ชาย ชาย-หญิง เช่นเดียวกับแรมโบ้ คู่ขาที่เพิ่มฉากฮาเข้ามา หนังเลือกนักแสดง เสื้อผ้า หน้าผม ได้ออกมาแบบถอดจากต้นฉบับ จนเหมือนเป็นหนังคู่แฝด มีแค่บางตัวละครเท่านั้นที่ดูต่าง โดดเด้งออกมามากกว่าเดิม

บิวกิ้น เป็น เม่น ที่น่ารักมากๆ ดูลื่นไหลเข้ากับบท เรียกเสียงหัวเราะ/รอยยิ้มได้ในทุกๆ ฉาก พอถึงดราม่าก็ทำเอาซึมได้เหมือนกัน หรือฉากที่เข้ากับคนอื่นก็รับส่งบทได้ดี

พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร เป็น ตี่ตี๋ ที่น่ารัก เล่นดีทั้งสีหน้าท่าทาง แววตา ดูไปยิ้มไปได้ตลอดเรื่อง พอมาถึงดราม่าก็เล่นเอาซึม บิวกิ้น กับ พีพี จับคู่กันได้อย่างเหมาะสมลงตัว ทำให้หนังดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบดูดีมากๆ พอๆ กันกับต้นฉบับ

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร สวยเซ็กซี่มีเสน่ห์ น่ารักในทุกๆ ตอน เด่นในทุกๆ ฉากที่ ก๊อย ออกมา ดูเป็นตำรวจสาวขาลุยจริงๆ 

กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์ มาพร้อมความหล่อ หุ่นแซ่บๆ กับบท ดิน คนรัก บทสบายๆ แค่อาจทำให้คนดูเกลียด 

ปิยะมาศ โมนยะกุล เป็นอาม่า ที่น่ารักมากๆ เพิ่มความอบอุ่น เรียกรอยยิ้มได้อย่างมากมาย โดยมีบรรดาแก๊งอาม่ามากันเป็นทีม น่ารักทุกๆ คน

แอนนา ชวนชื่น เป็น อาจารย์ซินแส ตัวเสริมที่เรียกเสียงหัวเราะในทุกๆ ฉาก 

สังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม เน้นๆ ดราม่าในส่วนของครอบครัว น้ำเสียงแววตา สีหน้าท่าทางดีมากๆ บทพ่อของ ตี่ตี๋ เป็นตัวละครเดียวที่ใส่มาเพื่อเรียกน้ำตาโดยเฉพาะ

จตุรงค์ พลบูรณ์ เน้นฮาล้วนๆ ในบุคลิกแบบเดิมๆ กับบท เสี่ยโจ้ตัวร้าย ที่แม้จะร้ายแต่แค่เห็นหน้าก็ขำแล้ว

รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น เป็น แรมโบ้ คู่ขาคนใหม่ของ ดิน เรื่องนี้มาในบุคลิกเดิมๆ เน้นๆ 

บอลชอน-ธนวัฒน์ เชี่ยวอร่าม เป็น มะตูม ตำรวจร่างอ้วน ตัวเสริม ที่เหมือนไม่มีอะไร แต่ช่วงท้ายมีมุขที่ทำให้ขำกระจาย เอ็ดดี้-ญาณวุฒิ จรรยหาญ รับบท สารวัตรชัช ที่ทำคดีนี้

และ เจ้าหมาน้อยตอม่อ ก็น่ารัก

นักแสดงสมทบคนอื่นๆ เน้นๆ ขายความเป็น LGBTQ+ ขายหุ่น เน้นเฮฮา เป็นหลักทุกคนทำหน้าทึ่ได้เป็นอย่างดี และหนังยังมีนักแสดงรับเชิญ (เน้นๆ ระดับพระเอก) มาเซอร์ไพรส์เรียกเสียงกรี๊ดให้กับคนดูด้วย 

หมู-ชยนพ บุญประกอบ ทำ ซองแดงแต่งผี ออกมาน่ารัก สนุกสนานไปกับมุขตลก ดราม่าครอบครัว ความรักเพศสภาพ ก็โดนใจ หนังดูลงตัวไปหมด แม้จะดัดแปลงจากหนังดังไต้หวัน แต่บรรยากาศความเป็นหนัง GDH ก็มาแบบจัดเต็มและแม้จะมีกลิ่นของความสัปดี้สัปดน สองแง่สามง่าม แต่หนังก็ไม่ได้มีภาพน่าเกลียด ลามก มีมาแค่เรียกเสียงหัวเราะเท่านั้น

ด้วยความเป็นหนังตลกจากการผลิตของ GDH ฉากแอ๊กชั่นเลยออกมาแบบเฮฮาๆ การ์ตูนๆ ไม่มีความจริงจังหรือบู๊หนักๆ ผิดกับต้นฉบับที่แอ๊กชั่นคือแอ๊กชั่นจริงๆ มีฉากที่เพิ่มเข้ามาฮากระจายดูดี อาทิ ฉากเต้นในบาร์ ฉากในยิมมวย หรือฉากในกองถ่ายหนัง เพลงสัมภเวสี (GFF Ghost Friend Forever)-Billkin & PP Krit กับเพลง ตื่น (Wake Up Call)-PP Krit feat. MILLI สองเพลงประกอบ ก็เพิ่มความฟินให้กับหนังได้มากทีเดียว 

ถ้าเคยดู แต่งงานกับผีมาก่อน อยู่ที่ความชอบอาจจะรู้สึกแค่นี้ก็สนุกมากมาย จะชอบ ซองแดงแต่งผี ที่เพิ่มรายละเอียดใหม่ ของใหม่ ก็คงอยู่ที่ใจของคนดูแต่ละคน

แต่ถ้าดูต้นฉบับทีหลัง เชื่อว่าหลายคนน่าจะสนุกไปกับของใหม่มากกว่า

ซองแดงแต่งผี คือ หนังไทยรีเมคหนังไต้หวันที่ดูสนุกสนานเฮฮา ยิ้มหัวเราะได้ตลอดทั้งเรื่อง เป็นหนังไทยที่ดัดแปลงรีเมค เก็บรายละเอียดของหนังต้นฉบับ ออกมาได้ดี บิ้วกิ้น-พีพี คือ ความสดใสน่ารัก ดูไปยิ้มไป สนุกสนาน ในระดับ 8/10 คะแนนครับ หนังจบอย่าเพิ่งลุก ในช่วงเอนเครดิตยังมีความสนุกทิ้งท้าย ก่อนปิดจอจริงๆ ที่มีเซอร์ไพรส์ให้ FF บิวกิ้น-พีพี ได้กรี๊ด ก่อนกลับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม (Dalah Dead And The Flowers)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม  (Dalah Dead And The Flowers)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม (Dalah Dead And The Flowers)

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มินิซีรี่ส์เรื่องล่าสุดของ Netflix แนวนักสืบฆาตกรรม ผลงานการผลิตของ “ปราบดา หยุ่น” นักจัดดอกไม้นามว่า “ดาหลา” รับงานสำคัญ จัดดอกไม้ในงานมงคลสมรสของ โอม-ดร.อนุสรณ์ เอื้อเทพา นักการเมืองหนุ่มหล่อ ว่าที่นายกรัฐมนตรี กับ ริสา-นริสาตั้งสินทรัพย์ ทายาทสาวตระกูลร่ำรวย เพื่อเชื่อมผลประโยชน์คืนก่อนงานแต่ง ว่าที่เจ้าบ่าวถูกฆาตกรรมในสตูดิโอดอกไม้ของดาหลา  ท่านมนตรี นายตำรวจใหญ่ เข้าทำคดีสอบสวน สมาชิกทั้งสองตระกูล ผู้เกี่ยวข้องทั้งทางตรงทางอ้อม ดาหลา เจ้าของสถานที่เกิดเหตุ มีผู้ต้องสงสัยมากมาย

แต่ผู้ต้องสงสัยที่สุดกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ

ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม ชัดเจนในลายเซ็นงานของ ปราบดา หยุ่น ทั้งการเล่าเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศต่างๆ ที่เรื่องนี้รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ กำกับโดย ดรีม-ฐานิกา เจนเจษฎา กับ เอลิซ่า เปียงเขียนบทโดย อาทิชา ตันธนวิกรัย กับ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์

ตัวหนังมาในสูตร ใครฆ่า? whodunit ขมวดไขปมปริศนา ค่อยๆ ให้รู้จักตัวละครแบบผิวเผิน จนเกิด..คนตาย ทุกๆ คน ต่างน่าสงสัยมีปมมีเหตุให้เป็นคนฆ่าได้ ก่อนที่จะพาไปเข้าถึงปมที่อยู่ในใจ แต่ยังไม่เฉลยรอให้สรุปสุดท้าย หักมุม!! กับคนที่คิดไม่ถึง

ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เป็นมินิซีรี่ส์ฆาตกรรมที่เล่าเรื่องสนุกชวนติดตาม ตรึงให้อยู่ตามติดเรื่องตลอดเวลา เล่าเรื่องอย่างมีจังหวะ มีชั้นเชิง ช่วงไหนจะพุ่งไปหาตัวละครตัวไหน ก็ทำได้ดีไม่มีสะดุดเส้นเรื่องหลักคือการตามหาฆาตกร ใคร? คือ คนฆ่า

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ เด่นมากๆ ทำให้ ดาหลา เป็นตัวละครที่น่าสนใจ สวยน่ารัก ลึกลับ มีความเก่ง เป็นสาวมั่น มาพร้อมกับความเงียบขรึม ดูแล้วเชื่อว่าเป็นนักจัดดอกไม้ระดับเซียน เป็นนักสืบที่น่าจะไขคดีนี้ได้ พอๆ กับต้องมีปมเกี่ยวกับคดีนี้

แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช เป็น นริสา สาวสวยสาวเก่งว่าที่เจ้าสาว พลังการแสดงยังคงล้นเหลือ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง แววตา 

ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล หล่อ มีเสน่ห์ ในบท สรัส พนักงานโรงแรม เดินเรื่องตลอด มาในบุคลิกเป็นผู้ช่วย ตัวช่วยที่ดี น่ารักสบายๆ ไม่มีพิษมีภัย สร้างรอยยิ้มได้

ณ-ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ เป็น โอม-อนุสรณ์ ว่าที่นายกฯ หน้าตาความหล่อ บุคลิกท่าทาง ชวนให้นึกถึงนักการเมืองไทยบางคนแม้!! จะเป็นเหยื่อแต่ก็มีบทให้ออกมาทุกตอน

ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม คือ หนังนักสืบอีกเรื่องที่ดูจากนักแสดง คาแร็กเตอร์ บทแล้ว เดาออกเดาไม่ผิดว่าใครคือฆาตกร แค่รอดูว่าหนังจะชี้เหตุผลในการฆ่าอย่างไร ฆ่าทำไม? และใช้วิธีไหนเผยโฉมฉีกหน้ากากฆาตกร เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ ทุกตัว ที่สนุกไปกับการดู การพาไปเจาะปมของแต่ละคน ไม่เพียงแต่เรื่องราวน่าสนใจ บทหนังสนุก นักแสดงดีงาม เล่นเก่งเข้ากับบทแล้ว งานด้านโปรดักชั่นดีงาม ภาพสวยทุกภาพ การจัดแสงดีงาม การตัดต่อมีมูฟเม้นท์ เครื่องแต่งกายดี ดนตรีประกอบกระหึ่ม ขยี้ทุกช่วงอารมณ์ และเพลงประกอบไพเราะ

“เวลาเราจัดดอกไม้ ถ้าเรารู้ว่าจัดให้ใคร มีความสุขมากกว่าจัดให้ตัวเอง” ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม สนุกสนานแบบติดจรวดจนดูรวดเดียวจบ 6 ตอน 6 ชั่วโมง อย่างรวดเร็วดีงาม ระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ละครผีน่ากลัวของ “ค่ายซีเนริโอ” รีสเตจ คืนเวที อีกครั้งหลังจากที่เคยสร้างความน่ากลัว บนเวทีเมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เมื่อปี 2554-2555 เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ฉบับใหม่นี้ เดินเรื่อง เล่าเรื่อง เหมือนเวอร์ชั่นที่แล้ว แต่มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง บางสิ่งบางอย่าง บทสนทนา ฉากเครื่องแต่งกาย รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้ากับยุคนี้พ.ศ. นี้ ตัดสิ่งที่อาจจะดูเชยออกไป ทำให้ตัวเรื่องดูสนุกมากยิ่งขึ้น ที่แตกต่างชัดเจนคือ การทำ เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ออกมาเป็น ละครเวที 4D มีครบทั้ง รูป/รส/กลิ่น/แสง/สี/เสียง มาเขย่าขวัญ สั่นประสาท ให้ดูน่ากลัว ชวนขนลุก ได้ตลอดเวลาในค่ำคืนแห่งการเฝ้าผีนี้!!      

เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่เดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อมาร่วมงานศพของ “ฝน” เพื่อนรักที่เสียชีวิตอย่างปริศนา กับบรรยากาศการต้อนรับจาก “ดาว” พี่สาวของฝน ด้วยท่าทีที่น่าสงสัย…ทำให้ค่ำคืนที่ดูเหมือนจะเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยเรื่องเล่าชวนขนลุกและเหตุการณ์ที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม!!

นุ่น-ศิรพันธ์ เป็น ดาว เล่นทางสีหน้าแววตา ส่งพลังการแสดง อินเนอร์ จากข้างใน ดูลึกลับน่ากลัว จิตๆ ดุๆ จากการสูญเสียฝน น้องสาวสุดที่รัก และรอการ กลับมาหลังเที่ยงคืน เพิ่มเติมความน่ากลัวด้วยชุดดำ 

ฟิล์ม ธนภัทร รับบทเป็น เอก แฟนของ ฝน และ อัค อัครัฐ เป็น แทน หนุ่มหล่อผู้นำเพื่อน ที่แอบชอบฝน สองหนุ่มที่มาพร้อมกับความหล่อ มาดเท่ คนหนึ่งหล่อแบบผู้ดีมีเงิน อีกคนมาดเซอร์นุ่งยีนส์มาเสริมในเรื่องดราม่า ใครกันแน่? ที่เกี่ยวกับการตายของฝนทั้งคู่เล่นได้ดี มีฉากปะทะฝีมือคารม อารมณ์ จัดเต็ม กับ นุ่น-ศิรพันธ์

ตั้ม วราวุธ เด่นมากๆ  ทั้งบท จ๋อง หนุ่มปากดีขี้เล่น และ ดีเจยามดึก ที่ได้โชว์ฝีมือเจ๋ง ยึดเวทีโชว์การแสดงเล่นกับเอฟเฟกท์หลอนต่างๆ โชว์สกิลโซโล่เดียว สลับกับมุขตลกสุดฮาที่ตั้มจัดเต็มกันแบบต่อเนื่องหลายตับ!!บทนี้ทำให้คนดู หัวเราะ ไปพร้อมๆ กับ สะดุ้งตกใจ กรี๊ด ไปพร้อมกัน เมื่อเจอผีหลอก

ปีโป้ ณัชพัณณ์ เล่นได้ดี เป็น เซน ในตอน ห้องน้ำผีสิงน้ำเสียง การแสดง เป็นน้องใหม่ ที่มาเล่าผี น่ากลัวๆ ขิงรุ่นพี่ที่จากไปทำให้คนดูลุ้นกันตัวโก่งกลัวผีจะโผล่มา

จ๊ะจ๋า แดนดาว ในบท ไอซ์ สาวร่างเล็กน่ารักๆ ที่กลัวผีตกใจง่าย มีน อาลามินา ในบท หนุน สาวร่างท้วมใจกล้า ที่โตมาในร้านขายโลงศพ แต่ยังไม่เคยเจอผี เลยไม่เชื่อว่าผีมีจริง  เจฟ ญาณกวี เป็น เต๋า ในตอนห้องน้ำผีสิง ตัวตึงปากหมาชอบท้าผี และนักแสดงสมทบ คนอื่นๆ ก็เข้ามาช่วยเสริม ในเรื่องเด่นขึ้น

อ้า-สันติ ต่อวิวรรธน์ กำกับทำ เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ออกมาได้ดี ดูลงตัว คุมจังหวะ ใส่ความน่ากลัว ทำให้ขนลุก สะดุ้งตกใจ กรี๊ด ออกมาได้แบบไม่ทันตั้งตัว ผ่อนอารมณ์ ด้วย มุขตลก ในแบบเนียน ในแบบที่ กำลังพอดี ผสมความน่ากลัว/เสียงหัวเราะ และดราม่า ได้อย่างลงตัว บรรยากาศผีหลอก มาแบบเต็มๆ ทั้งจาก ความมืดสลัว ตลอดเรื่องหาความสว่างไม่ได้ เสียงหมาหอน โลงศพขาวๆ กลางบ้านกลิ่นธูปกลิ่นดอกไม้ โชยมาในโรง  เสียงโหยหวนเสียงเย็นยะเยือกในโทรศัพท์ ฝนตก ไฟดับ ผีตัวเป็นๆ ฯลฯ หรือ การให้นักแสดงใช้ไฟฉาย ส่องมาที่คนดู ท่ามกลางความมืดมิดทั่วโรงละคร เมื่อหันไปดูรอบๆ โรงตาม มันดูหลอนดูน่ากลัวชวนขนหัวลุก เรื่องเล่าคืนเฝ้าผีคือ ละครเวทีแนวผีๆ อีกเรื่องที่ ซีเนริโอ ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง สนุก ชวนขนหัวลุก ในแบบ หลอนปนฮา ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี เปิดแสดง ระหว่างวันที่ 6-23 มีนาคม 2568 รอบพฤหัสฯ-ศุกร์ เวลา 19.30 น. เสาร์ รอบ 14.00 น.,19.30 น. อาทิตย์รอบ14.00 น. • ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ • ราคาบัตร : 3,500 / 3,000 / 2,300 / 1,800 / 1,500 / 1,000/ 800 บาท • ซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกช่องทาง หรือคลิก https://bit.ly/Rueanglao

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แผลเก่า เดอะมิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แผลเก่า เดอะมิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แผลเก่า เดอะมิวสิคัล

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“แผลเก่า” คือ นิยายของ “ไม้เมืองเดิม” ที่ชอบมากสุดๆ กับฉบับหนังปี 2520 ของ เชิด ทรงศรี แต่เฉยๆ กับเวอร์ชั่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น หนัง/ละคร แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล คือ “แผลเก่า” ฉบับล่าสุดที่ทำมาในแนวละครเพลงในแบบที่ต่างไปจากละครเวที “แผลเก่า” ที่เคยทำกันมา

ชัดเจนในความเป็นละครเพลง/ละครมิวสิคัล ในรูปแบบของ ครีมบ็อกซ์ ทั้งในรูปแบบการนำเสนอ การเล่าเรื่องโปรดักชั่น ฉาก/แสง/สี/เสียง ดนตรี บทเพลงการแสดงที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครแผลเก่า เดอะ มิวสิคัล เป็นละครเพลงแบบร้องทั้งเรื่อง sung-throughที่มีจำนวนเพลงถึง 32 เพลง จากบทละครซึ่งเป็นเนื้อร้อง เขียนโดย ดารกา วงศ์ศิริ ประพันธ์ดนตรีโดย ไกวัลกุลวัฒโนทัย, สุธี แสงเสรีชน, ภูดินันท์ ดีสวัสดิ์มงคล และ สุวรรณดีจักราวรวุธ เป็นผู้กำกับการแสดง ในส่วนของวงดนตรีมี อ.ดำริห์บรรณวิทยกิจ เป็นผู้อำนวยเพลง กำกับการร้องโดย ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ

ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ ละเอียดละเมียดทุกขั้นตอน ทั้งการแสดงได้ลงตัวไม่มากไม่น้อยจนเกินไป งานโปรดักชั่นที่เข้ากับเรื่อง ผสมกันแบบลงตัว ดูกลมกลืนกันหมด

โจ้-ดารกา วงศ์ศิริ ถ่ายทอดเรื่องราวจากตัวนิยายมาสู่เวทีละครได้อย่างลงตัวยอดเยี่ยม บทละคร บทเพลงที่ดีงาม ไพเราะ เนื้อหา/เรื่องราว หัวใจของเรื่อง มาแบบจัดเต็ม ไม่ต้องตีความใหม่ ไม่มีบิดเรื่อง เดินเรื่องเรียงตามที่คุ้น จนแม้จะรู้เรื่อง แผลเก่า ดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่ฉีกหรือต่างไปจากเดิม แต่ด้วยบทที่ดีทำให้ดูแล้วยังสนุก ซาบซึ้งกินใจที่ต้องชมคือ นักแสดงทั้งตัวหลัก ตัวรอง บทสมทบ ทำได้ดีทุกคน

เก้ง-เขมวัฒน์ เริงธรรม คือ ขวัญ ในแบบของละครเวที ถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ ผ่านทางการแสดง สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ที่ดีเยี่ยมในทุกๆ บทเพลงทุกๆ ช่วงอารมณ์

โม-สยาภา สิงห์ชู พาร่างอันบอบบาง ฉีกภาพของ เรียม ที่เคยดูกันมาแว่บ!! แรกบนเวทีนึกในใจใช่เหรอ..ไม่นึกว่าจะเป็น เรียม แต่พอดูไปดูไป ถูกใจ..ใช่เลย..โอเค..เป็น เรียม ที่น่ารัก น่าทะนุถนอม ดูเป็นน้องสาวที่ ขวัญ ดูแลมาตั้งแต่เด็กๆ มีความเป็นเด็กบ้านๆ พอถูกย้อมตัวในพระนคร ก็ดูเปลี่ยนไป “น้องสยาโม” เอาอยู่ทั้งการแสดง

ปุ๊ก-มนตรี เจนอักษร ดีงามดูอบอุ่นในบท ผู้ใหญ่เขียน พ่อขวัญที่ร้องเพลงบนเวทีสดๆ ได้ดีงามไม่แพ้เสียงพากษ์

อู๋-ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา พาน้ำเสียงหนักแน่นมาดการแสดงที่ดูจริงจังในบท กำนันเรือง พ่อเรียมที่ดูร้ายทั้งเรื่อง ดูเป็นพ่อที่แทบไม่มีความดีในตัว

ต๊งเหน่ง-รัดเกล้า อามระดิษ มาดผู้ดีๆ นิ่งๆ กับบท คุณนายทองคำ เจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า เป็น แม่ทิม แม่อีเรียม ที่เวอร์ชั่นนี้ชัดเจนในความเป็นแม่ที่ดูร้ายพอๆ กับสามี

กาย-ทรงสินธ์ ศิริคุณารัศม์ ดูดีกับบท คุณสมชาย มาดผู้ดีเมืองหลวงมาแบบเต็มๆ เสียงร้องก็โอเค บท สมชาย ดูเด่น มีเพลงรักร้องคู่กับ เรียม ด้วย

เวลล์-ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ เป็น เริญ น้องชายนักเลงของ เรียม ความร้ายแผ่กระจาย แต่มาในแนวตัวร้ายสมทบ ตัวเสริมที่ดี ไม่ใช่หัวหน้าผู้นำ เสียงร้องหนักแน่น น้ำเสียงไม่มีแผ่ว เหมือนมานั่งดูนักแสดงร้องเพลงโอเปร่าของฝรั่ง นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็เล่นไปแบบดีงามทุกคน แม้แต่ ควายไอ้เรียว กับ อีเก ก็ยังออกมาดูดี

สิ่งที่เด่นมากคือฉากแสงสีเสียงที่ไม่ธรรมดา เรื่องนี้ฉากอาจจะไม่เยอะเน้นท้องทุ่ง ทุ่งลำกระโดน ลำคลองย่านบางกะปิ บ้านขวัญ บ้านเรียม ต้นไทร ศาลเจ้าแม่ หรือบ้านคุณนายทองคำ ยังดีงามในทุกๆ ฉาก เทคนิคพิเศษดีงาม ฉากขวัญ/เรียมแหวกว่ายในคลองแสนแสบ ทั้งบทรักหรือโศกนาฏกรรมส่งท้าย หรือแม้แต่ลูกปืนที่พุ่งใส่ขวัญยังออกมาสวยงาม

แผลเก่า เดอะมิวสิคัล จัดแสดงที่เอ็มเธียเตอร์ (M Theatre)ยังคงเหลืออีก 3 รอบ ในวันเสาร์ที่ 1 มี.ค. เวลา 14.00 กับ 19.30 น., และวันอาทิตย์ที่ 2 มี.ค. เวลา 14.00 น. บัตรราคา 1,300/1,600/ 2,100/2,600  box 6 ที่นั่ง 18600 คอละครเวทีโดยเฉพาะ FC ดรีมบ็อกซ์ห้ามพลาดละครเวทีเรื่องนี้

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สวัสดีวันจันทร์(ส)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สวัสดีวันจันทร์(ส)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สวัสดีวันจันทร์(ส)

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังไทยเรื่องล่าสุดของ เนรมิตรหนังฟิล์ม ที่เปลี่ยนแนวจากหนังสัตว์ประหลาด หนังแอ๊กชั่นนักเรียนตีกัน มาเป็นหนังรักวัยรุ่นแฟนตาซี “สวัสดีวันจันทร์(ส)” เป็นผลงานการกำกับของ ก่อ-ชาคร ไชยปรีชา ที่เคยฝากผลงานการกำกับ “รักจัดหนัก (2011)” ในตอน “ทอมแฮ้ง”

“อยากทำอะไรก็ทำ ตื่นมาอีกวันใครจะไปจำ!” คุณจะทำอย่างไรถ้าทุกวันคือ จันทร์ที่ 1 เมษายน?

เอิร์ธ นักศึกษาปี 8 ที่ทุ่มสุดตัวในการจีบ สายไหม สาวรุ่นน้องที่มี เต้ เดือนมหา’ลัย เป็นคู่แข่ง และมี รักษ์ เพื่อนสนิทคอยดูแล มี กิมจิ แฟนรักษ์ เป็นคู่กัด

วันจันทร์ที่ 1 เม.ย. 2567 วันสอบวันสุดท้าย เอิร์ธ ตั้งใจจะบอกรัก สายไหม แต่ทุกอย่างกลับผิดแผนในคืนปาร์ตี้จบการศึกษาในคืนนั้นก่อนที่ เอิร์ธ จะตื่นมาพบว่าตัวเองติดอยู่ในวันจันทร์ที่ 1 เม.ย. 2567 วนไป-วนมา 

หนังวนลูปที่เหมือนจะออกมาเหมือนหนังวนลูปเรื่องอื่นๆที่ดูกันมาจนชินตา ทั้งในหนังไทย/เทศ บรรยากาศการเล่าเรื่อง ตัวละครที่นำเสนอในแบบหนังวัยรุ่นเฮฮาสบายๆ ก่อนจะบทสรุปในแบบดราม่า

หนังเล่าเรื่องสนุก ดูเพลิน ครึ่งแรกสนุกไปกับการวนลูปตื่นมาทุกเช้าวันจันทร์ที่ 1 เม.ย. ตามดูว่าจะทำอะไรในภาพที่ไม่ซ้ำเดิมก่อนที่ครึ่งหลังตามไปดูผลที่ตามมากับสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทำไปในระหว่างที่วนลูป 

โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ เด่นมาก เอิร์ธ เป็นตัวแบกหนังเดินเรื่องคนเดียว เล่นครบทุกบทบาท เฮฮา ดราม่า แอ๊กชั่นเล่นแบบลื่นไหลในทุกบท

และทำให้เชื่อได้ว่าเป็นคนที่เหมือนจะรักคนอื่น แต่เอาจริงๆ ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง

พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ ในบท สายไหม สวยใสในแบบสาวรุ่นใหม่อินฟู เป็นตัวละครที่ดูมีปม ไปๆ มาๆ รู้สึกว่า สายไหม เป็นตัวละครที่ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองไม่แพ้กัน

วิคเตอร์-ชัชชวิศ เตชะรักษ์พงศ์ ดูดีกับบท รักษ์ เพื่อนสนิทหมอมู กูรูสายมูดังทางออนไลน์ เล่นดี เล่นนิ่งดูเป็นธรรมชาติ ช่วยเสริมในบทเด่นขึ้น สีหน้า ท่าทาง แววตาดีมากๆ ดูแล้วรับรู้สัมผัสได้ถึงความรักความหวังดีกับเพื่อน และความรักที่มีกับ กิมจิแฟนสาว 

เบล-วริศรา จิตปรีดาสกุล แฟนสาวปากแจ๋วของ รักษ์ที่ไม่ค่อยชอบเอิร์ธ ที่ไม่เอาไหนดูน่ารักๆ สบายๆ 

ปูน มิตรภักดี เป็น เต้ เดือนมหา’ลัย นักร้องวัยรุ่นดังที่มีแฟนคลับที่ตามจีบ สายไหม บทสบายๆ แค่ดูปากแดง ก๋องแก๋งๆไปสักนิด ไม่ค่อยรู้สึกเป็นนักร้องดังสักเท่าไหร่นัก 

ทราย เจริญปุระ เป็น เจ๊ออย แม่ค้าขายข้าว กับ สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข พี่ปลา เพื่อนบ้านบ้าหวย ชัดเจนในความเป็นนักแสดงสมทบแบบชาวบ้านๆ  บทแทบไม่มีอะไรแต่พลังของ ทรายกับสายป่านออกมาทะลุจอ

ศรินทรา นิยากร มาน้อยแต่ดูดีดูอบอุ่นกับบทแม่ของ เอิร์ธเฟี้ยวฟ้าวสุดสวิงริงโก้ในบทอาจารย์คุมสอบ บทสนุกๆ ในแบบที่คุ้นเคย 

เอส-คมกฤช ตรีวิมล มารับบท นายตำรวจ/นักพนันในบ่อน เน้นๆ เฮฮา สบายๆ  ชวนให้นึกถึงบทแบบนี้ในหนังไทยที่ อังเคิ่ล หรือ บุญถิ่น ทวยแก้ว เคยแสดงเอาไว้

สวัสดีวันจันทร์(ส) เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ ดูแบบเพลินสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก มีทั้งมุขตลกที่พอขำๆ มีรอยยิ้ม หรือฝืดๆ บ้าง ตัวหนังไม่ได้น่าเบื่อ แค่รู้สึกว่าหนังอาจขาดพลังดูบางเบา นักแสดง/ตัวละครอาจไม่ดึงดูด..แต่ก็มาในงานสร้างโปรดักชั่นที่ไม่เลวร้ายสนุกสนาน เฮฮา สวัสดีวันจันทร์(ส) โชคดีมีความสุขระดับ 6/10 คะแนน