เผยเคล็ดลับ ดูแล “ผิวสวย” ตามแบบฉบับสาวเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471872

เผยเคล็ดลับ ดูแล “ผิวสวย” ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

26 มิถุนายน 2564 – 12:34 น.

เผยเคล็ดลับ ดูแล “ผิวสวย” ออร่าพุ่งกระจาย ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

มลภาวะต่างๆทั้งสิ่งสกปรกและฝุ่นควันส่งผลทำให้ผิวของเราถูกทำร้ายอยู่เป็นประจำ เมื่อผิวแห้งเสีย ริ้วรอย สิวและฝ้าก็จะตามมาในทันที แม้ว่าสาวๆหลายคนจะงัดสารพัดวิธีมาดูแลผิวพรรณแต่ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสักเท่าไหร่ วันนี้เราเลยจะมาบอกเคล็ดลับวิธีที่จะทำให้คุณมีผิวสวยเนียนเด้ง ออร่ากระจายแบบสาวเกาหลี มาฝากกัน

“ทาครีมบำรุงผิว” หลังอาบน้ำเสร็จควรบำรุงผิวด้วยโลชั่นทาผิว หรือครีมบำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี เพื่อเพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้น หากอยากมีผิวขาวใสออร่าก็ให้เลือกครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งด้วย

“ทาครีมกันแดด” ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวีไม่ให้ผิวคล้ำเสีย โดยทาก่อนออกแดดประมาณ 15 นาที เพื่อให้ครีมซึมซาบลงชั้นผิวอย่างเต็มที่

“ขัดผิวสม่ำเสมอ หรือมาร์คผิว” การขัดผิวหรือการสครับผิวนั้นจะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำ เมื่อเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ก็จะช่วยให้สภาพผิวดีขึ้น ดูเปล่งปลั่งสดใสมากกว่าเดิม โดยอาจใช้ใยบวบขัดผิวเบาๆขณะอาบน้ำ หรือใช้สูตรขัดผิวจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น มะขาม ขมิ้นชัน หรือเกลือ ขัดผิวประมาณสัปดาห์ละครั้ง

“ทานอาหารที่มีประโยชน์” การทานผัก ผลไม้จะช่วยบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น ส้ม องุ่น น้ำมะพร้าว แอปเปิล แตงกวา มะเขือเทศ บรอกโคลี รวมไปถึงอะโวคาโดที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ

เผยเคล็ดลับ ดูแล "ผิวสวย" ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

“ทานอาหารเกาหลีเคล็ดลับบำรุงผิวชั้นดี” อาหารเกาหลีก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีมีผิวพรรณที่สวย อาทิ อาหารยอดฮิตอย่าง “กิมจิ” เพราะในกิมจิประกอบไปด้วยโพรไบโอติก วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดี ขณะที่เครื่องดื่มอย่าง “ชาข้าวบาร์เลย์” ก็อุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขับสารพิษออกจากผิว และ “สาโทเกาหลี” ก็ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เพราะมีกรดอะมิโนและแร่ธาตุ

“ดื่มน้ำมากๆ” น้ำเปล่าควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว ชะลอความเหี่ยวย่น ลดความแห้งตึง ทั้งยังช่วยดีท็อกซ์ขับสารพิษจากร่างกายได้ดีอีกด้วย และยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีอยู่เป็นประจำด้วยแล้วก็จะยิ่งช่วยบำรุงผิวให้ดูขาวใสสุขภาพดี เปล่งประกายมีออร่า

“พักผ่อนให้เพียงพอ” เมื่อร่างกายของเราได้พักผ่อนอย่างเพียงพอก็จะส่งผลให้ระบบต่างๆภายในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เลือดไหลเวียนได้สะดวกซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพผิว

“มีวินัยในการดูแลผิวตัวเอง” ต้องหมั่นดูแลตัวเองและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ ต้องมีวินัยให้กับตัวเองไม่ขี้เกียจ เพราะผิวต้องการการดูแลทุกวัน

เผยเคล็ดลับ ดูแล "ผิวสวย" ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

5 ต้นไม้ “อัปมงคล” ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471866

5 ต้นไม้”อัปมงคล”ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

26 มิถุนายน 2564 – 11:16 น.

เทรนด์การปลูกต้นไม้ มาแรง แต่ต้นไม้แบบไหนดี หรือไม่ดี เราก็ควรทราบด้วย เพราะความเชื่อ และข้อมูลก็บอกว่า ต้นไม้ก็สามารถสร้างความอัปมงคลได้ วันนี้เราเลยหยิบ 5 ชนิดพืชที่ไม่ควรปลูกที่บ้านมานำเสนอกัน

เทรนด์การปลูกต้นไม้ ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบันนั้น เรียกว่าทำให้ชาวกรุง หรือคนที่ทำงานในเมืองและมีพื้นที่ใช้สอยน้อยได้มีความสุขในการใช้เวลากับการดื่มด่ำของความร่มรื่นกัน แต่การจะเลือกต้นไม้ หรือพืชที่มาไว้ที่บ้านแล้วก็ต้องคอยดูในหลากหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องความเชื่อก็เป็นหนึ่งประเด็นในการนำต้นไม้มาไว้ที่ห้อง ที่บ้านเพื่อเสริมพลังมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย 

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือต้นไม้ บางชนิดก็ถูกจัดอยู่ในจำพวกต้นไม้อัปมงคลตามความเชื่อวันนี้เราขอยกต้นไม้ 5 ชนิดที่ไม่ควรนำมาปลูกไว้ที่บ้าน ที่ที่อยู่อาศัย 

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

“ต้นปรง” เป็นต้นไม้สายพันธุ์แรกที่บอกว่า ไม่ควรปลูกในบ้าน เนื่องจากชื่อที่ฟังดูเหมือนการ “ปลง” ชีวิต อีกทั้งยังมักนิยมใช้ใบไปประดับตกแต่งหีบศพหรือทำพวงหรีดอีกด้วย จึงเหมือนนำความไม่เป็นมงคลเข้าบ้านนั่นเอง แม้ว่าปัจจุบันต้นปรงถูกนำมาใช้ในการจัดสวนมากขึ้น เพราะลักษณะต้นที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แต่การใช้ต้นปรงจัดสวนนั้นก็ไม่เหมาะกับพื้นที่สวนขนาดเล็กหรือบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีหนามแหลม และดอกของต้นปรงก็มีกลิ่นแรงและอันตรายต่อระบบประสาทอีกด้วย

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

ลั่นทม” เแค่ฟังชื่อแล้วก็คล้ายกับได้รับความ “ระทม” จึงถูกจัดเป็นต้นไม้อัปมงคล ทำให้คนโบราณไม่นิยมปลูกในบ้านเพราะเชื่อกันว่าจะทำให้มีแต่เรื่องเศร้าใจ ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นต้น “ลีลาวดี” แทนแล้ว และด้วยรูปทรงที่สวยงามและมีกลิ่นหอมจึงทำให้คนนิยมนำมาจัดสวน แต่ขณะเดียวกันก็ควรระวังเพราะยางในทุกส่วนของต้นมีพิษเป็นกรด หากสัมผัสตามเนื้อตัวจะมีอาการคันไปจนถึงบวมแดงอักเสบโดยเฉพาะกับเด็ก นอกจากนี้กิ่งยังเปราะง่ายจึงเป็นอันตรายกับเด็กเล็กที่เล่นใกล้ ๆ ด้วย

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

ว่านสี่ทิศ”  แม้ว่าถูกจัดให้เป็นไม้มงคลที่ใช้เสี่ยงทาย แต่ถ้าจะหามาปลูกประดับไว้ในบ้านก็คงต้องดูให้ดี ๆ นั่นเพราะพืชชนิดนี้มีพิษรุนแรงต่อสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นดอกของว่านสี่ทิศ หากพิษเข้าสู่ร่างกาย ของสัตว์เลี้ยงแล้ว อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องอย่างหนัก สั่นไปทั้งตัว เบื่ออาหาร และเกิดภาวะน้ำลายหลั่งมากผิดปกติได้

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

“ยี่โถ” ไม้พุ่มทรงเตี้ย ที่ดอกนั้นมีสีสันสวยงาม แต่ต้องระวังมาก เพราะทุกส่วนของต้นยี่โถเต็มไปด้วยพิษร้ายแรง โดยเฉพาะพิษที่อยู่ในน้ำยางนั้น ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาท หากเผลอกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดหัว หัวใจเต้นช้า กล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงานหรือหัวใจหยุดเต้นได้จึงไม่ควรนำมาปลูกที่บ้าน และจัดเป็นไม้อัปมงคล

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

“ฟิโลเดนดรอน”ขอปิดท้ายด้วยไม้ใบสวยงามที่กำลังฮอตฮิตมาแรงในช่วงนี้ เพราะนอกจากมีให้เลือกหลายรูปแบบแล้วยังดูแลรักษาง่าย แต่ต้นไม้ชนิดนี้มีสารแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งมีองค์ประกอบที่เป็นพิษ แม้ว่าจะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อมนุษย์ แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่แพ้ง่าย แค่ไปสัมผัสเนื้อเยื่อก็อาจจะทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง มีรอยไหม้ เกิดอาการบวมแดงที่ปากและลิ้นได้ 

นอกจากนี้ยังเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว หากไปกัดแทะก็จะมีปัญหากับระบบการย่อยอาหาร อาจมีน้ำลายไหล ลิ้นบวม อาเจียน หายใจและกลืนลำบากด้วย 

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

สำหรับใครที่ชื่นชอบต้นไม้ก็ลองเลือกสรรกันดี ๆ ซึ่งใครที่เชื่อเกี่ยวกับข้อมูลก็สามารถไปเป็นไอเดียในการหาต้นไม้มาเสริมชีวิตแต่ละวันให้มีความสุขกันได้ 

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471858

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

26 มิถุนายน 2564 – 10:34 น.

แฟชั่นโชว์คอลเลกชั่นฤดูร้อนใหม่ล่าสุดของดิออร์ “Cactus Jack Dior” เชิญคนดังร่วมที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

หลายแบรนด์ดังระดับโลก เลือกจัดแฟชั่นโชว์แบบออนไลน์ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อให้แฟชั่นยังคงเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางมาตรการสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัย

เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 ตามเวลาในไทย ดิออร์ (Dior) แบรนด์แฟชั่นดังตลาดกาล เปิดตัวแฟชั่นโชว์ คอลเลกชั่นฤดูร้อน 2022 บนแคทวอล์คที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถ่ายทอดสดผ่านช่องทางโซเชียล ดิออร์ ออฟฟิเชียล ไปยังผู้ชมทั่วโลก

“Cactus Jack Dior” คอลเลกชั่นล่าสุดนี้ สร้างสรรค์โดย “คิม โจนส์” (Kim Jones) ที่จับมือกับศิลปินดัง “ทราวิส สก็อตต์” (Travis Scott)

แฟชั่นโชว์ที่มีแฮชแท็กประจำงาน #DiorSummer22 สร้างความฮือฮาด้วยการเชิญแขกพิเศษมาร่วมชมแฟชั่นโชว์แบบฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง โดยลงภาพในอินสตาแกรมออฟฟิเชียลของดิออร์ อย่างนักแสดงนายแบบดังชาวอังกฤษ “โรเบิร์ต แพททินสัน” (Robert Pattison) ซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์ดัดแปลงนวนิยาย แวมไพร์ ทไวไลท์  รวมถึงหนุ่มหล่อ “ฮีโร่ ไฟนส์ ทิฟฟิน” (Hero Fiennes Tiffin) ที่แจ้งเกิดด้วยบท ฮาร์ดิน สก็อตต์ จากภาพยนตร์ของเน็ตฟลิกซ์ (Netflix)

สำหรับ ไอดอลคนดังฝังเอเชีย ที่ได้รับเชิญร่วมแฟชั่นคอลเลกชั่นนี้ด้วย นำโดย“เซฮุน” (Sehun) หนุ่มเกาหลีสุดฮอตแห่งวง EXO, “นัม จู-ฮย็อก” (Nam Joo-hyuk) นักแสดงนายแบบชาวเกาหลีใต้ จาก Who Are you: School 2015 และสองศิลปินคู่จากเมืองไทย “ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี” กับ “วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” จากซีรีส์ เพราะคู่กัน 2 gether The Series รวมถึงคนดังอื่นๆ อีกมากมาย 

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

(เซฮุน EXO)

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

(นัม จู-ฮย็อก) 

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

(ไบร์ท วชิรวิชญ์) 

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

(วิน เมธวิน)

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

(โรเบิร์ต แพททินสัน)

ไอดอลเอเชีย ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของดิออร์ ที่ฟร้อนท์โรว์เสมือนจริง

(ฮีโร่ ไฟนส์ ทิฟฟิน)

ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม : Dior

ย้อนอดีตรำลึก “สุนทรภู่” กวีเอกสี่แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471845

ย้อนอดีตรำลึก “สุนทรภู่” กวีเอกสี่แผ่นดิน

26 มิถุนายน 2564 – 08:32 น.

26 มิถุนาฯ วัน”สุนทรภู่” ย้อนอดีตรำลึก กวีเอกสี่แผ่นดิน บุคคลที่ถูกจารึกเอาไว้ในมรดกโลก

“สุนทรภู่ กวีสี่แผ่นดิน” ชื่อนี้เรื่องลือไปทั้งแผ่นดินสยาม หากย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นเด็กๆ  เชื่อว่าทุกคน คงจะได้นั่งเรียน นั่งอ่าน ท่องบทกลอน ต่างๆ ของพระสุนทรโวหาร หรือ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านนี้  เพราะถือว่าเป็นวิชาบังคับที่อยู่ในแบบเรียนภาษาไทย โดยเฉพาะวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี”  

เพราะวรรณคดี “พระอภัยมณี” ถือเป็นวรรณคดีชิ้นเยี่ยม ที่ถูกประพันธ์ขึ้นเป็นนิทานคำกลอนที่มีความยาวมากถึง 94 เล่มสมุดไทย เมื่อพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ จะมีความยาวกว่าหนึ่งพันสองร้อยหน้า สำหรับระยะเวลาในการประพันธ์ฯฯ จากข้อมูลไม่มีการระบุไว้อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าสุนทรภู่เริ่มประพันธ์ ในราวปี พ.ศ. 2364–2366 โดยไปสิ้นสุดการประพันธ์ในราว พ.ศ. 2388 รวมระยะเวลากว่า 20 ปี

ย้อนอดีตรำลึก "สุนทรภู่" กวีเอกสี่แผ่นดิน

และเนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ถือเป็นวันเกิดของ “สุรทรภู่” กวีเอก สี่แผ่นดิน “สุนทรภู่” เกิดในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลาเช้า 2 โมง (ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329) ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (ซึ่งเป็นบริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบันนี้) ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี โดยท่านเกิดหลังจากสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ได้ 4 ปี

สมัยเด็กๆ “สุนทรภู่” ท่านเรียนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดาราม (แต่เดิมเรียกว่า วัดชีปะขาว) เมื่อวัยเพียง 20 ปี ได้แต่งนิทานคำกลอนเรื่องแรก คือ โคบุตร ต่อมาไม่นานก็แต่งนิราศเมืองแกลง จนมีชื่อเสียงเป็นที่เล่าลือกันไปทั่ว และจากวันนั้น จนถึงวันนี้ 26 มิถุนายน 2564 จึงครบรอบ 235 ปี 

กระทั่ง “สุนทรภู่” อายุได้ประมาณ 2 ขวบ มารดาได้นำไปฝากให้เรียนหนังสือกับพระในสำนักวัดชีปะขาว (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามในรัชกาลที่ 4 ว่า วัดศรีสุดาราม อยู่ริมคลองบางกอกน้อย) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวนในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดี ตั้งแต่ยังหนุ่มๆ

และกุฎิวัดเทพธิดาราม ที่สุนทรภู่บวชจำพรรษา ก็เป็นสถานที่ค้นพบวรรณกรรมที่ทรงคุณค่ามากมาย อาทิ พระอภัยมณี ฯลฯ ที่ท่านเก็บซ่อนไว้ใต้เพดานหลังคากุฎิของท่าน และในโอกาสครบรอบ 235 ปี กับวรรณกรรมพระอภัยมณี ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอก ตั้งแต่มีการใช้ใบลานในการเขียนหนังสือ และสามารถยืนยงคงกระพันธุ์ จนลุล่วงมาจนถึง “ยุค 5 จี” ซึ่งก็ถูกบันทึกลงเป็นบุคคลสำคัญของโลกเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ทั้งนี้ ด้วยความสามารถของ “สุนทรภู่” ท่านจึงได้โอกาสในทำงานและเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะในสมัย (รัชกาลที่ 2) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย “สุนทรภู่” ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็น ขุนสุนทรโวหาร และเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จึงได้เลื่อนขึ้นเป็น พระสุนทรโวหาร (ภู่)

กระทั่งได้รับเกียรติจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 ในช่วงที่ครบรอบ 200 ปีชาตกาลของสุนทรภู่ แม้หลายคนอาจเข้าใจว่า “สุนทรภู่” เป็นสามัญชนคนธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้ว ท่านเกิดในตระกูลขุนนาง และได้รับการศึกษาที่ดีผู้หนึ่ง ดังนั้น ทุกๆวันที่ 26 มิถุนายน เราจึงมาร่วมกันรำลึกคุณงามความดี และคุณประโยชน์ที่ท่าน ได้สร้างสรรเอาไว้ให้ลูกหลานอย่างมากมาย 

“สมาร์ทฟาร์มเห็ด” อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471843

“สมาร์ทฟาร์มเห็ด” อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย

26 มิถุนายน 2564 – 07:18 น.

“สมาร์ทฟาร์มเห็ด” อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย ใช้เทคโนโลยีควบคุมการทำงานแทนการคาดคะเนแบบดั้งเดิม นำร่องเพาะเห็ดนางฟ้า เตรียมขยายทดลองเพาะเห็ดหลินจือ

คนไทยหันมาเพาะ “เห็ด” ทั้งเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมกันมาก เนื่องจากใช้ต้นทุนน้อย ได้ผลผลิตสูง ขายได้ทั้งปี แต่ส่วนมากเป็นการดูแลและเพาะเลี้ยงด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

วันนี้จะพาไปดู “สมาร์ทฟาร์มเห็ด” ฝีมือคนไทย ที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ฟาร์มเพาะเห็ดนางฟ้า ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การเพาะเห็ดง่ายและได้มาตรฐาน

"สมาร์ทฟาร์มเห็ด" อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย

กลุ่มผู้เพาะเห็ดนางฟ้าในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ก็เหมือนกับเกษตรกรเพาะเห็ดในจังหวัดอื่นๆ ที่เพาะเห็ดแบบวิธีดั้งเดิม ใช้การคาดคะเนร่วมกับความชำนาญของผู้เพาะเห็ด สังเกตและสัมผัสความชื้นของอากาศและตัวเห็ด

เรียกว่าอยู่ที่ชั่วโมงบินของแต่ละคนทำให้กว่าจะได้ผลิตสูงต้องเสียเงินไปมาก

ยิ่งในช่วงหน้าร้อน “เห็ด” ขาดความชื้นมากกว่าหน้าฝน ก็จะใช้สายยางฉีดน้ำเข้าไปในโรงเรือนเพาะเห็ด สิ้นเปลืองทั้งแรงงานและเวลา ผลผลิตก็ไม่ได้ตามเป้า

"สมาร์ทฟาร์มเห็ด" อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย

สำนักงานวิจัยแห่งชาติ ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ มหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยรัตภูมิ ทำโครงการ จัดการองค์ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบฟาร์มเพาะเห็ดอัจฉริยะ จนเกิดเป็น “สมาร์ทฟาร์มเห็ด”

นักวิจัยได้เริ่มต้นออกแบบโรงเรือนเพาะเห็ดให้สอดคล้องกับระบบที่จะติดตั้ง มีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่เรียกว่า เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตในสรรพสิ่ง (loT) ใช้ควบคุม 2 โหมด คือ 1. สั่งการโดยผู้ใช้งาน 2. แบบอัตโนมัติ ที่สามารถควบคุมระบบเปิด-ปิดระบบไฟฟ้า ระบบพ่นหมอก ระบบสปริงเกอร์หลังคา ระบบพัดลม และระบบรดน้ำบนพื้น

"สมาร์ทฟาร์มเห็ด" อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย

ภายในโรงเรือนเพาะเห็ด มีเซ็นเซอร์คอยวัดอุณหภูมิความชื้น ก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ และความเข้มแสง ที่โชว์เป็นภาพกราฟใช้ควบคุม ดูการทำงาน และวิเคราะห์สภาวะที่เหมาะสมในการเพาะเห็ด ระบบนี้สามารถบอกช่วงเวลาเก็บเห็ด การพ่นหมอก และการให้น้ำบนพื้น โดยผู้ใช้งานดูการทำงานต่างๆ ได้ผ่านแอฟพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ทุก 1 ชั่วโมง

"สมาร์ทฟาร์มเห็ด" อัจฉริยะ ฝีมือคนไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วันประชา นวนสร้อย อาจารย์มหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัยวิทยาลัยรัตนภูมิ หัวหน้าโครงการวิจัย บอกว่า เทคโนโลยีนี้ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ขณะนี้พยายามต่อยอดทดลองเพาะเห็ดหลินจือ โดยจะมีการเพิ่มกล้องวงจรปิด และอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เทคโนโลยี โดยนักวิจัย หวังว่าระบบนี้จะทำให้ผู้เพาะเห็ดสามารถนำไปใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งการติดตั้งและการใช้งาน มีความเสถียรสูงสุดและเกิดปัญหาน้อยที่สุด

เทคโนโลยีเกษตรเข้ามาช่วยให้เกษตรกรไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับการส่งเสริม ขยายให้ทั่วถึง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเรื่องทุนวิจัย รวมถึงการเปิดใจของเกษตรกรผู้ใช้เองด้วย ผลผลิตทางเกษตรของไทย มีชื่อเสียงอยู่แล้วในตลาดโลก ถ้ายิ่งได้มาตรฐานได้ มีคุณภาพสูง ได้หน่วยงานรัฐช่วยทำตลาดดีๆ ยิ่งกอบโกยเงินจากต่างประเทศได้สบายๆ

ที่มา : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 

สุดทึ่ง อาชีพอันตรายจับ “งูเห่า” ขายได้หลักแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471814

สุดทึ่ง อาชีพอันตราย จับ”งูเห่า”ขายได้หลักแสน

25 มิถุนายน 2564 – 19:48 น.

เปิดอาชีพสุดทึ่ง จับ”งูเห่า”ขาย รู้ว่าเสี่ยงแต่รายได้หลักแสน ไม่น่าเชื่อทำกันมาร่วม100ปีสืบทอดตั้งแต่รุ่นปู่ย่า แต่เจอพิษโควิด-19 ระบาด 3 รอบ แทบอยากจะเลิก เพราะไม่มีลูกค้า แต่ด้วยใจรักทำให้เลิกไม่ได้ ห่วงไม่มีใครสืบทอดวิชาจับงู

ที่ อ.ดอนพุด จ.สระบุรี  ซึ่งเป็นอำเภอที่ทำให้จังหวัดสระบุรีมีหน้ามีตา ขึ้นชื่ออำเภอหนึ่งในเรื่องการจับงูเห่าเลี้ยงชีพ มานานร่วม 100 ปี ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าจนถึงรุ่นหลานเหลน ได้ถ่ายทอดการเลี้ยงชีพจับงูเห่าเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้มาโดยตลอด จนมาถึงปัจจุบันนี้ ผู้สื่อข่าวได้พาไปรู้จัก นายขวัญเมือง อรทัด อายุ 37 ปี และ น.ส.รัตนา ทองแก้ว อายุ 38 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ 6 ต.ดอนทอง อ.หนองโดน จ.สระบุรี  2 สามีภรรยา ซึ่งมีใจรักอาชีพในการจับงูเห่าเพื่อหาเลี้ยงในครอบครัว มา 20 กว่าปีแล้ว จนทำให้หลายๆจังหวัดในประเทศไทย แม้แต่ต่างประเทศได้รู้จักคำว่า งูเห่า ซึ่งมีเพียง 1 เดียว ในจังหวัดสระบุรี ที่อยู่ใน อ.ดอนพุด 

สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน
สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน

นายขวัญเมือง อรทัด และ น.ส.รัตนา ทองแก้ว 2 สามีภรรยา  เล่าให้ผู้สื่อข่าวถึงที่มาที่ไปในอาชีพจับงูเห่า ว่าตนและภรรยามีอาชีพจับงูเห่าเพื่อเอาไว้ขาย ซึ่งได้ฝึกการหาจับงูเห่ามาจากพ่อ เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว เป็นอาชีพที่บริสุทธิ์และไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร  งูเห่า ที่จับได้จะส่งขายให้กับลูกค้าต่างจังหวัดที่มาจองออเดอร์ไว้ เพื่อนำไปประกอบอาหารขาย รวมทั้งจากต่างประเทศที่ได้มีการสั่งจองเข้ามา จนหารายได้เป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละวันต้องหาได้ไม่ต่ำกว่า 7-10 กิโล และนำไปขังไว้ในบ่อปูนจนกว่าจะจับงูเห่าได้จนครบออเดอร์ที่มีลูกค้าสั่งจองเข้ามา ซึ่งมีจำนวนหลายร้อยกิโลกรัมต่ออาทิตย์ โดยขายในราคากิโลกรัมละไม่ตำกว่า 400 บาท ทำรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าหลักแสนขึ้นไป จึงทำให้ตนกับภรรยา ขยันสู้แดดสู้ฝน ออกไปหาจับงูเห่าให้กับลูกค้าเป็นชีวิตประจำวัน

สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน
สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน
สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน

แต่มาในระยะนี้ ที่เกิดโรคไวรัสโควิด-19 ทุกอำเภอในจังหวัดสระบุรีได้รับผลกระทบ  รายได้ที่เคยได้ก็ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ จากออเดอร์ที่รับกิโลละ 400 บาท อาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 400 – 500 กิโล ก็ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ จนต้องมาเหลือกิโลละ 300 บาท  ช่วงที่โควิด-19 ระบาดครั้งที่ 2 ก็ได้ลดลงมาเรื่อยๆอีก จนทำให้เศรษฐกิจหรือการใช้จ่ายในครอบครัวได้เกิดฝืดเคืองไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว จนมาระบาดรอบที่ 3 ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก จากการที่พอเคยมีการสั่งออเดอร์ มาถึงตอนนี้ไม่มีสั่งแม้แต่สักเจ้าเดียว ทั้งลูกค้าต่างจังหวัด หรือแม้แต่จ่ากต่างประเทศ ก็ไม่มีใครสั่งเลย  เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รอบ 3 นี้ เข้าอย่างจัง จนไม่มีจะกินหรือใช้จ่ายในบ้าน เนื่องจากไม่มีคนสั่งงูเห่าเลย จะออกไปจับมาก็ไม่มีคนสั่ง จะมาขายปลีกแต่ละวันคนกินก็น้อยลง เพราะทุกคนได้รับผลกระทบจากโควิดไปตามๆกัน วันไหนที่ไม่มีเงินจุนเจือในครอบครัวก็ ต้องออกไปหาจับงูเห่า เพื่อเอางูมาแลกกับเงิน ต้องไปหาขายตามบ้านเรือนอ้อนวอนให้เขาช่วยซื้อกับคนที่เคยกิน ในราคา 200 บาท แต่ที่จับงูเห่ามาแต่ละตัวมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่ากิโลละ 3 ขีด ทุกตัว จึงมีการแถมให้เขาไปภายในตัวอีกด้วย ตนอยากจะเลิกอาชีพจับงูเห่า ไปหางานทำ แต่ก็เลิกไมได้เพราะรักอาชีพนี้เป็นชีวิตจิตใจ จึงอยากจะหาคนมาถ่ายทอดวิธีการจับงูเพื่ออนุรักษ์ในอาชีพการจับงูเห่า ของ อ.ดอนพุด จ.สระบุรี ที่มีชื่อเสียงในประเทศและต่างประเทศอยู่แล้วให้คงไว้ตลอดไป

สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน
สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน
สุดทึ่ง อาชีพอันตราย  จับ"งูเห่า"ขายได้หลักแสน

ขอบคุณ..เกียรติยง อัศวราศี ผู้สื่อข่าวจังหวัดสระบุรี

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง “ปากคลองตลาด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471789

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง “ปากคลองตลาด”

25 มิถุนายน 2564 – 16:41 น.

Farm to Table, Organic Cafe “ปากคลองตลาด” คาเฟ่เล็กแค่ขนาดแต่มากด้วยความรู้สึกหากได้ลองเข้าไปสัมผัส ลิ้มลองอาหารเมนูโฮมเมด เครื่องดื่มคุณภาพ 

     ในวันที่ท้องฟ้าสีหม่น แสงแดดพยายามสอดแทรกก้อนเมฆ บนถนนรถวิ่งกันขวักไว่ ในเมืองมหานคร ที่แสนวุ่นวาย ยิ่งในยามนี้ผู้คนเงียบเหงาจับเจ่าอยู่กับบ้าน คนที่เคยออกไปทำงานนอกบ้าน วันนี้บางรายกลับต้องนั่งทำงานที่บ้าน อาจทำให้จิตใจห่อเหียว 

      สังคมเมืองวันนี้แลดูเปลี่ยนไป การใช้ชีวิตของผู้คนเมืองต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ในขณะที่การทำงานยังคงต้องดิ้นรนแข่งขันกันเช่นเดิม ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ 

     ฉะนั้นหลายคนมองหาสิ่งที่จะช่วยขัดเกลาความรู้สึก จัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ทำให้ชีวิตรื่นรมย์และสดชื่นได้บ้าง 

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     ร้านคาเฟ่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับใครหลายคนที่มักจะแวะเวียนไปนั่งกินกาแฟ เครื่องดื่ม รวมไปถึงอาหารทั้งคาวและหวาน     

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     ในเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร มีคาเฟ่มากมาย แต่จะมีสักกี่คาเฟ่ที่จะคงอยู่ในหัวใจคุณ ไปแล้วอยากกลับไปอีก คาเฟ่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นแหล่งฟอกความรู้สึกให้กับตัวเราได้ด้วย 

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     “Farm to Table, Organic Cafe” ร้านคาเฟ่จิ๋ว เล็กแค่ขนาดแต่มากด้วยความรู้สึกหากได้ลองเข้าไปสัมผัส 

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     “Farm to Table, Organic Cafe” บอกตัวตนของตัวเองไว้ว่า เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าฟาร์มจิ๋ว โดยเจ้าของร้านเกิดและโตมากับปากคลองตลาด เห็นปากคลองตลาดตั้งแต่ยังคึกคัก ผ่านการกาลเวลาเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบมากมาย จนทุกวันนี้ปากคลองตลาดมีรถไฟฟ้าใต้ดิน เพิ่มความสะดวกสบาย

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     “Farm to Table, Organic Cafe” ภายในร้านมีที่นั่งประมาณ 10 ที่นั่ง  อยู่ที่ปากซอยตลาดส่งเสริมเกษตรไทย ฝั่งเลียบคลองหลอด เยื้องกรมที่ดิน เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น.     

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"
Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     สำหรับอาหารและเครื่องดื่มในร้านมีทั้งของคาวและหวาน โดยร้านจะมีอาหารที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพและเป็นออร์แกนิคที่สุดเท่าที่ฤดูกาลและตลาดเอื้ออำนวย ไม่ได้เป็นเมนูคลีน เรียกว่าเป็นเมนูโฮมเมด มีเมนูให้เลือกไม่มาก แต่รับรองเรื่องคุณภาพอร่อยแน่นอน โดยเฉพาะแซนวิชอร่อยจนต้องบอกต่อ ส่วนเครื่องดื่มและไอศกรีมเจลาโต้ทำจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเช่นนมสดและผักผลไม้ตามฤดูกาลเช่นกัน

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"
Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     การเดินทางมา “Farm to Table, Organic Cafe” ง่ายแสนง่าย นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลงสถานีสนามไชย ออกทางออกที่ 4 แล้วเดินข้ามสะพานข้ามคลองมาที่ร้านได้เลย หรือจะเป็นเรือด่วนเจ้าพระยามานั่งมาลงที่ท่าเรือยอดพิมานก็ได้เช่นกัน

Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"
Farm to Table, Organic Cafe ฟาร์มจิ๋วแห่ง "ปากคลองตลาด"

     ปากคลองตลาด ดินแดนแห่งดอกไม้ ถนนสายนี้ไม่เคยทำให้ผู้มาเยือนผิดหวัง ปากคลองตลาดจุดรวมความหลากหลายของชีวิตคน มีทั้งเรื่องราวความเก่าแก่ ผสมผสานกับความทันสมัยลูกหลานปากคลองตลาดที่กลับมาช่วยเติมแต่งให้ปากคลองตลาดให้ดูมีชีวิตชีวาเฉกเช่นเดิม

ขอบคุณข้อมูล FarmToTableOrganicCafe 

ขอบคุณภาพ มานี่จะไปไหน 

ต้านเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งคุณประโยชน์จาก “เนย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471777

ต้านเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งคุณประโยชน์จาก”เนย”

25 มิถุนายน 2564 – 14:48 น.

“เนย” ผลิตภัณฑ์จากนม   ส่วนประกอบสำคัญในการปรุงรสอาหาร  ด้วยความเข้าใจว่า เนยเป็นอาหารที่ให้ไขมันสูง  ทำให้อ้วนง่ายแต่ความจริงแล้ว   เนยมีประโยชน์ต่อสุขภาพ   หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

ด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่หลายชนิด “เนย”จึงช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคบางชนิดได้  รวมถึงป้องกันโรคมะเร็ง ทั้งนี้มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการเติบโตผิดปกติของเซลล์   ทำให้เสียชีวิตได้ หากลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ  อาทิ มะเร็งเต้านม , มะเร็งปอด และมะเร็งผิวหนัง 

 “เนย” ซึ่งได้จากน้ำนมของวัว ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติ  เป็นแหล่งของ CLA (Conjugated Linoleic Acid) คอนจูเกเตดไลโนเลอิก   กรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณสมบัติคือลดการเกิดเนื้องอก และต่อต้านมะเร็ง    ดังนั้นการบริโภคเนยจึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้  ,บำรุงกระดูกให้แข็งแรง  เนยแท้ จากธรรมชาติที่ไม่ใช่มาการีนหรือเนยประดิษฐ์  จะมีแร่ธาตุสูง  คือ   สังกะสี ,แมงกานีส, เซเลเนียม และทองแดง

คุณค่าทางโภชนาการเหล่านี้  มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เช่น การผลิตเซลเม็ดเลือด (แมงกานีส) เสริมสร้างความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน (เซเลเนียม) และทุกตัวมีส่วนบำรุงกระดูก ช่วยซ่อมแซมหรือเสริมสร้างกระดูก ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนและข้ออักเสบ    วิตามินเอ ใน“เนย”ยังช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา ทำให้มองเห็นในที่มืดได้ดี

วิตามินเอ  จากเนย  มีส่วนเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย  ทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง ลดการอักเสบภายใน ความสำคัญของวิตามินเอ คือดีต่อสุขภาพผิว ทำให้ผิวแข็งแรง    ช่วยต่อระบบทางเดินอาหารส่วนลำไส้  ไขมัน ในเนย จะมีกรดไขมัน glycospingolipids ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อลำไส้คือทำให้แบคทีเรีย  เข้าไปเกาะหรือโจมตีผนังลำไส้ได้ยาก  ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับลำไส้

บำรุงระบบเจริญพันธุ์  วิตามินเอและดี หาได้จากอาหารหลายแหล่ง แต่ผลวิจัยระบุวิตามินเอและดี ที่พบในเนย มีคุณสมบัติคือ  ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นหมัน  เสริมสร้างสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด   ทั้งนี้โรคหัวใจและหลอดเลือด เกี่ยวข้องกับการหดตัวของหลอดเลือดหรือถูกปิดกั้น ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหัวใจวาย เจ็บหน้าอก หรือโรคหลอดเลือดสมองได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในปัจจุบัน

ต้านเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งคุณประโยชน์จาก"เนย"
ต้านเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งคุณประโยชน์จาก"เนย"

เนย มีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ในขณะเดียวกันหากทานปริมาณมากอาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี   ด้านการควบคุมน้ำหนัก  เพราะเนยอุดมไปด้วยกรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิก  ช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ จึงมีประสิทธิภาพช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก

ต้านเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งคุณประโยชน์จาก"เนย"

“เนย”ผลิตภัณฑ์จากนม ที่มีไขมันนมไม่น้อยกว่า 80% (ของน้ำหนัก) เกิดจากการเขย่าครีมหรือนม เพื่อแยกไขมันออกมาจากนม   ที่มาของเนย  มีทั้งจากนมวัว  ,นมแพะ  , นมแกะ  เนยจะถูกนำไปผ่านกระบวนการในอุณหภูมิต่ำ จนแข็งตัวกลายเป็นก้อน   ให้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันไป  “เนย”ที่ได้จากวัวที่กินหญ้า จะมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่าเนยชนิดที่ได้จากวัวที่กินธัญพืช ทั้งยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์อย่างกรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิกและบิวไทเรต

เนย 1 ช้อนโต๊ะ จะให้พลังงาน 101 แคลอรี่ โดยส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ได้จากไขมัน ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันทรานส์ รวมไปถึงกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดอย่างวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินบี 12 และวิตามินเค 2

การรับประทานเนยในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้ร่างกายได้รับไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลในปริมาณที่มากเกินไป โดยมีงานวิจัยที่พบว่าไขมันอิ่มตัวและระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการบริโภคเนย ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัดและพอเหมาะ 

ต้านเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งคุณประโยชน์จาก"เนย"

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ 5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471764

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

25 มิถุนายน 2564 – 13:44 น.

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

วันหยุดสุดสัปดาห์สิ้นเดือนนี้ หลายคนคงอยากออกไปเที่ยว รีเฟรชร่างกายจากความเหนื่อยล้า หนีฝุ่น หนีมลพิษ ในเมืองหลวง ออกไปพักผ่อน สูดอากาศสดชื่น  ดีกว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ และคงกำลังมองหาที่เที่ยวบรรยากาศชิลล์ๆ แบบที่หาไม่ได้จากเมืองกรุง วันนี้จะพาไปชม 5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร ที่เดินทางง่ายและใช้เวลาไม่นาน ไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ หรือจะค้างคืนก็ได้ ตามสะดวก การได้ไปเที่ยว สูดอากาศ อยู่กับธรรมชาติเนี่ย ช่างเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ได้ดีจริงๆ 

หาดบางแสน เป็นชายหาดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากๆ เดินทางแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ เสน่ห์ของหาดบางแสนคือเก้าอี้ผ้าใบริมชายหาดให้เราได้นั่งชิลล์รับลมทะเลฟินๆ บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาที่รีแลกซ์ในวันหยุดแบบไม่อยากเดินทางไกลๆ ลองมาปักหมุด เชคอิน สั่งอาหารทะเลฉ่ำๆ มานั่งกินริมชายหาดฟังเสียงคลื่นพร้อมรับลมทะเลกันที่นี่เลย

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

เกาะล้าน ที่เที่ยวสุดฮิตที่พูดถึงแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่เสน่ห์ของน้ำใสๆ และทรายขาวๆ ของที่นี่ก็ยังดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเที่ยวอย่างมากมาย และที่สำคัญเกาะล้านยังเดินทางจากกรุงเทพฯ สะดวกและใช้เวลาไม่นาน ที่เกาะล้านมีหาดสวยๆ มากมายหลายหาดแต่หาดสุดฮิตก็คือ หาดตาแหวน ที่ใครมาก็ต้องมาเล่นน้ำทะเลที่หาดนี้หรือจะไปถ่ายรูปกับสะพานไม้ชิคๆ ที่ หาดสังวาลย์ และยังมี หาดนวล หาดเทียน ที่มีน้ำใสและทรายละเอียดบอกเลยสายเฟลฟี่ห้ามพลาด หรือจะไปชมวิวกังหันลมที่ หาดแสม ก็ฟินไปอีกแบบ บอกเลยว่าที่นี่เหมาะกับหยุดยาวนี้สุดๆ 

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

เขาใหญ่ อีกหนึ่งที่เที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์สุดๆ ที่นี่เป็นอุทยานขนาดใหญ่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลาย อากาศของที่นี่เย็นสบายทั้งปี แถมยังได้เห็นสัตว์ป่าตัวเป็นๆ อีกด้วย ใครที่ชอบเที่ยวธรรมชาติป่าและเขาอยากพักผ่อนแบบเป็นส่วนตัว มาเป็นครอบครัว มากับคู่รัก หรือมากับแก๊งค์เพื่อน บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์สุดๆ 

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

ตลาดน้ำอัมพวา ชื่อที่หลายๆ คนคงคุ้นหูเป็นอย่างดีและหลายๆ คนคงเลือกที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อที่จะได้สัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตริมคลองและบ้านเรือนแบบดั้งเดิม ตลาดน้ำอัมพวาเป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยๆ บอกได้เลยว่าบรรยากาศของที่นี่ชิลล์สุดๆ โดยเฉพาะบรรยากาศยามเย็นของตลาดน้ำอัมพวาที่มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือมาขายของ รวมไปถึงร้านค้าที่อยู่ด้านบนของทั้ง 2 ฝั่งคลอง บอกเลยว่าฟินสุดๆ วันหยุดนี้ลองไปกันดู…รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

กาญจนบุรี อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งที่เที่ยวธรรมชาติ และที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ และยังขึ้นชื่อเรื่องรีสอร์ทที่พักริมน้ำบรรยากาศสุดชิลล์ เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนในวันหยุดจริงๆ บรรยากาศของธรรมชาติที่นี่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวที่อยากจะหยุดเวลามาพักผ่อนใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์บอกที่ต้องที่นี่ แล้วคุณจะรู้ว่ากาญจนบุรีมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด

วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้
วันหยุดนี้เที่ยวไหนดี ..แนะ5 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สุดชิลล์ ไม่ต้องวางแผนก็ไปเที่ยวได้

เช็กให้ดีก่อนคิด “เสริมหน้าอก” ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471696

เช็กให้ดีก่อนคิด “เสริมหน้าอก” ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

25 มิถุนายน 2564 – 11:05 น.

เช็กให้ดีก่อนคิด “เสริมหน้าอก” ซิลิโคนต้องเลือกแบบไหน ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้มีอะไรบ้าง

วันที่ 25 มิ.ย. 2564 อ. นพ.กิดากร กิระนันทวัฒน์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลการเลือกชนิดของซิลิโคนเสริมหน้าอก ว่า

เช็กให้ดีก่อนคิด "เสริมหน้าอก" ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

การเลือกชนิดของซิลิโคนเสริมหน้าอก ควรจะต้องคิดตัดสินใจและปรึกษาหารือกับศัลยแพทย์ตกแต่งให้เข้าใจ เพื่อจะได้สามารถเลือกซิลิโคนที่เหมาะสมกับตนเองได้ เนื่องจากซิลิโคนเสริมเต้านมนั้นมีหลายแบบ แต่ละแบบล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน จึงควรคํานึงถึงคุณภาพของซิลิโคนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.) ชนิดของถุงซิลิโคนว่าเป็นแบบเติมน้ำเกลือ หรือแบบเติมซิลิโคนเหลว ขนาดของซิลิโคนขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสม รูปร่างของถุงซิลิโคนรูปครึ่งทรงกลม หรือถุงซิลิโคนรูปหยดน้ำ ผิวของถุงซิลิโคนเป็นชนิดผิวเรียบ หรือถุงซิลิโคนผิวทราย

นอกจากนั้นยังควรเลือกตําแหน่งของแผลผ่าตัด ซึ่งมีอยู่ 4 ตําแหน่งหลัก คือ แผลผ่าตัดในรอยย่นใต้เต้านม, แผลผ่าตัดรอบปานนม, แผลผ่าตัดที่รักแร้ และแผลผ่าตัดบริเวณสะดือ ซึ่งอย่างสุดท้ายไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากทํายากและผลการผ่าตัดไม่ดี

ส่วนการเลือกตําแหน่งชั้นของเนื้อเยื่อที่จะใส่ซิลิโคนสามารถเลือกได้ทั้ง ใต้เนื้อเต้านมเหนือกล้ามเนื้อ, ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก, ใต้กล้ามเนื้อหน้าอกบางส่วน และใต้เนื้อเต้านมบางส่วน

อ. นพ.กิดากร ระบุถึงความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดเสริมหน้าอก ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าการทําหัตถการทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยงเสมอ ไม่มากก็น้อย การผ่าตัดเสริมหน้าอกก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่คิดจะทำควรรู้ว่าสิ่งต่อไปนี้สามารถเกิดขึ้นได้ถึงแม้จะได้รับการผ่าตัดเป็นอย่างดี ตัวอย่างผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น แผลเป็นที่มองเห็นชัด แผลเป็นนูน เลือดออก หน้าอกเขียวช้ำ มีภาวะติดเชื้อที่แผลผ่าตัดหรือติดเชื้อรอบซิลิโคน

เช็กให้ดีก่อนคิด "เสริมหน้าอก" ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

บางคนมีความรู้สึกว่าหัวนมเปลี่ยนแปลงหรือชา ซึ่งภาวะนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่สามารถพบแบบถาวรได้ในผู้ป่วยบางราย ภาวะพังผืดหดรัดตัวซึ่งอาจทําให้เต้านมผิดรูป ซิลิโคนเหลวหรือน้ำเกลือแตกรั่วออกจากถุงซิลิโคน การย่นตัวเป็นคลื่นของผิวหนังเต้านม ความเสี่ยงจากการดมยาสลบ ความปวดจากการผ่าตัด ซึ่งส่วนมากจะค่อยๆลดลงจนหายไปภายในไม่กี่สัปดาห์หลังผ่าตัด แต่สามารถพบผู้ป่วยได้บ้างที่ปวดแผลนานกว่าปกติ ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดในหลอดเลือดดําที่ขาจับตัวเป็นลิ่ม ซึ่งในบางรายสามารถหลุดไปที่ปอดได้ เป็นความเสี่ยงที่พบได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ต้องนํามาพิจารณาร่วมด้วยในการพิจารณาผ่าตัดเสริมหน้าอก เช่น ซิลิโคนของทุกบริษัทไม่ได้รับการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ดังนั้นผู้ที่คิดจะเสริมหน้าอกอาจต้องเตรียมใจเผื่อไว้สําหรับการผ่าตัดในอนาคตเพื่อเปลี่ยนซิลิโคนคู่ใหม่ และรูปโฉมของเต้านมอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา หรือภาวะอื่นๆ เช่น การตั้งครรภ์ การลดน้ำหนัก รวมไปถึงช่วงเวลาที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงหลังจากประจําเดือนหมด เป็นต้น

อ. นพ.กิดากร ระบุเพิ่มเติมว่า รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจ โอกาสในการเกิดภาวะดังกล่าวข้างต้นไม่ได้มากมาย แทบทุกชนิดมีหนทางรักษาและเยียวยาได้ การรู้รายละเอียดของความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจะช่วยให้คุณสามารถรู้เท่าทันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น อันจะนําไปสู่การแก้ไขที่ทันท่วงที ดังตําราโบราณที่กล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

“ถ้าเปรียบการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งแล้ว ศัลยแพทย์ตกแต่งคงเปรียบเหมือนศิลปิน แต่เนื่องจากเป็นศิลปะบนเนื้อหนังของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากมายกับกระดาษหรือผืนผ้าใบ ดังนั้นจึงมีปัจจัยจํานวนมากที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งศัลยแพทย์ตกแต่งที่ดีจะต้องนําวิทยาศาสตร์ทางด้านการแพทย์มาร่วมคิดวิเคราะห์เพื่อให้ได้ผลทางศิลปะตามที่คาดหมาย เช่น ความรู้เรื่องการสมานของแผล กลไกการบวม การอักเสบ การติดเชื้อ การเกิดแผลเป็น”

เช็กให้ดีก่อนคิด "เสริมหน้าอก" ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้