เรื่องเล่า เมื่อเรา “บวชพระ” คืนที่ 3 ตอน ตี 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470393

เรื่องเล่า เมื่อเรา”บวชพระ”คืนที่ 3 ตอน ตี 3

14 มิถุนายน 2564 – 16:00 น.

ความเชื่อเรื่อง”บวชพระ หรือ อุปสมบท” นั้นถูกเล่าขานปากต่อปาก เมื่อชายหนุ่มอายุครบ 20 ปี และพึงให้คนใกล้บวชได้ระมัดระวังตัวกัน เพราะเชื่อว่าการได้บวชศึกษาพระธรรม ปฏิบัติธรรมใต้ร่มกาสาวพัสตร์ นั้นคือบุญใหญ่มักจะมีสิ่งไม่ดีมาขัดขวาง 

เรื่องเล่าเกี่ยวการ”บวชพระ หรือ อุปสมบท”สำหรับบุรุษที่เข้าศึกษาพระธรรมใต้ “ร่มกาสาวพัสตร์” น่าจะมีให้เห็น ให้อ่าน ได้ฟังกันพอสมควร แต่เรื่องนี้ผู้เขียนก็ประสบด้วยตัวเอง เมื่อเรามีความเชื่อตั้งมั่น การปรุงแต่งมะโนจิตก็จะเห็นชัด ด้วยเป็นเด็กต่างจังหวัด ความเชื่อที่บ่มเพาะมาจึงติดตรึงถึงปัจจุบัน ทุกคนย่อมมีเจ้ากรรมนายเวร สิ่งเหล่านี่มักจะมาทั้งในรูปร่างต่าง ๆ ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น 

ในขณะที่ผู้เขียนครองผ้าเหลืองนั้น กุฏิที่เราได้ใช้จำวัดตลอดเวลา 15 วันคือ กุฏิไม้เก่าท้ายวัดใกล้เมรุ มีทั้งหมด 5 ห้อง ห้องเราอยู่ริมสุดใกล้ห้องน้ำกลาง ส่วนห้องริมอีกด้าน เป็นพระอีกรูปที่จำพรรษาที่นี่นานแล้ว ด้วยผู้เขียนเป็นคนพื้นถิ่น เรื่องเล่า มีความคุ้นชิน จึงทราบดีว่าที่วัดแห่งนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

เรื่องเล่า เมื่อเรา"บวชพระ"คืนที่ 3 ตอน ตี 3

คืนแรก เราสวดมนต์ก่อนจำวัดปกติ เวลาประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง ที่วัดนี้ก็มืดแล้ว โดยรอบทีแต่ต้นไม้ใหญ่มองไปขวามือเจอเมรุ และต้นไม้ที่ปลูกรายเรียงแทนเจดีย์เก็บอัฐิ ปกติตอนไม่ครองผ้าเหลือง เราจะห้องพระเครื่องต่าง ๆ ติดตัวตลอด แต่พอได้เข้ามาศึกษาพระธรรมแล้ว พระเครื่องก็ถอดแขวนไว้หัวเตียง เพื่อความอุ่นใจ คืนนั้นกี่โมงไม่ทราบ แต่เราได้ยินเสียงสุนัขเห่าเรียงรายตั้งแต่ทางเข้าวัด แล้วก็เงียบไป จนถึงเวลาบิณฑบาตพระรุ่นพี่ พระพี่เลี้ยง ก็มารุมตรวจจีวรว่าเราห่มเรียบร้อยมั้ยเกรงเดิน ๆ ไป จะหลุดรายทาง

ประมาณ 7 โมงเศษ พระทุกรูปที่ออกบิณฑบาต ก็พร้อมกันโรงฉันแล้ว ก็คุยตามประสาพระ และเอ่ยถึงเสียงสุนัขเห่าหอน แค่ว่าได้ยินมั้ย ปกติก่อนที่พระจะบวช ไม่มีเลยนะ ในใจก็คิดว่าคงจะเป็นการรับพระใหม่ คุยแกล้ง ๆ แต่อีกมุมเราก็สัมผัสได้ว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องเจอ ความรู้สึกนี้เก็บไว้ไม่เอ่ยกับใคร 

คืนที่สอง กิจวัตรเดิมก่อนจำวัดไหวพระสวดมนต์ แผ่เมตตาปกติ หลังจากหลับไปเริ่มได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คือใกล้กว่าเดิม ประมาณกุฏิพระพี่เลี้ยง และพระรูปอื่น ๆ ที่อยู่ก่อน เช้าตรู่เวลาเดิมที่ต้องบิณฑบาต ก็ยังคงก้าวย่างด้วยความสำรวม และเมื่อกลับมาโรงฉัน ประเด็นสุนัขเห่าหอนถูกพูดถึงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พระรูปอื่น ๆ ละแวกที่เสียงสุนัขเห่าสิ้นลงเอ่ยประมาณว่า เหมือนว่ามีใครมา หรืออะไรมา เพียงแต่เป็นการกระซิ๊บคุยกัน แต่ด้วยระยะไม่ไกลมากเราจึงได้ยิน ในใจก็คิดว่าคืนนี้ผู้เขียนต้องเตรียมตัวแล้ว น่าจะมาหาเราแน่ ๆ นั่นคือสิ่งที่คิด 

คืนที่สาม ของการบวชและแล้วสิ่งที่คิดก็เกิดขึ้น ในคืนนั้นแปลกที่ห้องว่างข้าง ๆ มีลูกศิษย์วัดรุ่นเก๋า แก่กว่าลุง เราเรียกตาไปแล้วท่านใจดีมากรู้จักตั้งแต่เราจำความได้ มานอนที่ห้องข้าง ๆ เราก็ไม่ได้คิดอะไร พอมาถึงช่วงเวลาคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเดิม เสียงสุนัขเห่าหอน มาจบลงที่หน้ากุฏิที่เราจำวัด รู้แต่ลืมได้ตาไม่ได้ ในภวังค์ ประหนึ่งหนังผีที่เราเห็นในภาพยนตร์ หรือยิ่งกว่าไปอีก มีชายร่างใหญ่ตัวดำ สัมผัสได้ถึงความโกรธเคืองต่าง ๆ นานา มายืนตรงที่ประตูเข้าห้อง แล้วมองลอดช่องลมด้านบนเพื่อหาอะไรสักอย่างแต่รู้ว่าคือต้องมาหาเราแน่ ๆ ความกดดันตรงนั้นในภวังค์ทำให้เราทำอะไรไม่ถูก ท่องบทสวดมนต์ ทำอะไรต่าง ๆ ชายร่างใหญ่ก็ไม่ได้ไปไหนเลย กระทั้งประตูห้องได้เปิดออกมา ประหนึ่งเขาจะพยายามมาทำร้าย

เรื่องเล่า เมื่อเรา"บวชพระ"คืนที่ 3 ตอน ตี 3

เมื่อเราหลับตาลงนึกถึงครูบาอาจารย์พระเกจิ และพ่อที่เสียไปแล้ว ชั่วครู่จำได้ว่าที่หัวเตียงมีพระเครื่องชุดหนึ่งที่เราห้อยไว้ แล้วเราก็ปาไปยังประตู หลังจากปาเสร็จเสียงร้องลั่นดังเฮือก…ของเราก็ปลุกให้เราตื่นขึ้น พร้อม ๆ กับเสียงตะโกนถามจากคุณตาห้องข้าง ๆ ว่าเป็นอะไร เรานิ่งไปครู่หนึ่งบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ทั้งตัวเหงื่อไหลพรากประหนึ่งหน้าร้อน แล้วนั่งทบทวนความฝัน กับภวังค์ที่เราได้เห็น จำได้ทุกฉากไล่เรียงมาจนกระทั้งหันไปเห็นสร้อยพระเครื่องที่ก่อนนอนแขวนไว้บนหัวเตียง ไปกองอยู่ตรงหน้าประตูเหมือนในภวังค์ราวกับเกิดขึ้นจริง ตอนนั้นเวลาประมาณตี 3 กว่า ๆ หลังจากเก็บพระเครื่องมาแขวนจุดเดิม ก็หลับไปกระทั้งนาฬิกาปลุก เพื่อบิณฑบาต ได้ดังขึ้น

เรื่องเล่า เมื่อเรา"บวชพระ"คืนที่ 3 ตอน ตี 3

เช้าวันต่อมา ณ โรงฉันที่เดิมพระมีเพียงไม่กี่รูปเหลือเพียงผู้เขียน พระพี่เลี้ยง และพระรุ่น ๆ เดียวกัน ประเด็นสุนัขเห่าหอน ไม่ได้ถูกถามขึ้น แต่สิ่งที่ถูกถาามจากพระพี่เลี้ยงคือ “เจอแล้วใช่มั้ย”เราก็หันไปทันที พร้อมถามว่ายังไง พระพี่เลี้ยง และพระรูปอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า เป็นเรื่องปกติของพระบวชใหม่ บางรูปก็จับไข้ บางรูปก็ต้องหิ้วเสื่อไปนอนกับพระรูปอื่น ๆ บางรูปคืนแรกก็เจอเลย แต่สำหรับเราก็ถือว่าดีแล้วที่ทำตัวปกติได้ท่านก็หัวเราะ พระพี่เลี้ยงเล่าต่อว่าทราบตั้งแต่สุนัขเห่าคืนแรกแล้ว แต่ไม่อยากพูดอะไรให้กลัว

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีว่าการบวชของเราครั้งนี้ได้ผลจริง ไม่ได้บวชส่ง ๆ จากนี้ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ ภาวนา อย่าลืมกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้กับสิ่งต่าง ๆ ด้วยทั้งคนที่ช่วย พ่อ แม่ เจ้ากรรมนายเวร แล้วเราก็เล่าฉากแห่งภวังค์ให้พระในโรงฉันฟังทั้งหมด ส่วนอีก 11 คืน ที่เหลือแทบจะไม่ฝันอะไรอีกเลย นอกจากคืนสุดท้ายก่อนจะลาสิกขาไว้ผู้เขียนมาเล่าต่อให้ฟังกันอีก 

เรื่องเล่า เมื่อเรา"บวชพระ"คืนที่ 3 ตอน ตี 3
เรื่องเล่า เมื่อเรา"บวชพระ"คืนที่ 3 ตอน ตี 3

สายสุขภาพกำลังฮิต “ผงผักออแกนิค” คุณประโยชน์ล้นหลาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470368

สายสุขภาพกำลังฮิต “ผงผักออแกนิค” คุณประโยชน์ล้นหลาม

14 มิถุนายน 2564 – 15:20 น.

ใครที่ไม่ชอบกินผักแต่อยากได้สารอาหารจากผักต้องลอง “ผงผักออแกนิค” ที่ตอนนี้สายสุขภาพกำลังฮิต ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนี้ “แพทย์หญิงวิภาวัณย์” ได้มาเผยถึงการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพอย่างยั่งยืน ในบทความนี้อีกด้วย

ผักเป็นสารอาหารเบื้องต้น อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำจึงทำให้ผักเป็นตัวเลือกสำคัญที่ถูกแนะนำให้บริโภคให้ครบตามสัดส่วนในแต่ละวัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการรับประทานผัก 400 กรัม เหมือนจะเป็นปริมาณที่ไม่มากแต่การกินให้ครบนั้นไม่ง่ายเลย เพราะทุกคนมีความชอบในการกินที่ไม่เหมือนกัน และด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้เกิดการบริโภคสารอาหารไม่สมดุลครบถ้วน เป็นปัญหาพื้นฐานของคนในยุคปัจจุบันส่งผลทำให้ภูมิต้านทาน ระบบต่างๆ ในร่างกายก็ถดถอยลง งานนี้เหล่าคนรักสุขภาพก็ต่างหาตัวช่วยจนสุดท้ายได้ “ผงผักสกัดออแกนิค” มาเพิ่มเติมเต็มและทดแทนสารอาหารพื้นฐานที่ขาดหายไป ทำให้การกินผักกลายเป็นเรื่องที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีความพิถีพิถันในการเลือกปรับประทานอาหาร หันมาใส่ใจ และรักสุขภาพกันมากขึ้น

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

“ผงผักออแกนิค” อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย คุณภาพเทียบเท่าน้ำผักคั้นสด ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารแบบวีแกน (VEGAN) หรือรอว์ฟู้ด (RAW) ก็สามารถทานได้ โดยมีส่วนผสมหลักจากผัก 4 ชนิด ประกอบไปด้วย หญ้าบาร์เล่ย์ (Barley) อุดมไปด้วยวิตามินบี, บี2, บี12, วิตามินซี, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก, แมกนีเซีม, แคโรทีน และกรดอะมิโนจำเป็น ที่ช่วยขจัดและลดสารพิษในร่างการ ลดคลอเลสเตอรอล มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก SOULGREEN สามารถซ่อมแซ่มดีเอ็นเอ (DNA) และยังช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้, หญ้าโอ๊ต (Oat) ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านริ้วรอยและการป้องกันโรคหัวใจ ช่วยชะลอกระบวนการแก่ชรา ลดผลกระทบจากภาวะเครียดที่เกิดจากการออกซิเดชัน อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลรอบประจำเดือน การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ดูดซึมของเสียในระบบย่อยอาการ ไม่ก่อให้เกิดอาการท้องผูกและยังช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีในลำไส้อีกด้วย

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

“ผงผักออแกนิค”  SOULGREEN นอกจากนี้ยังมี วีทกลาส (Wheat grass) พืชที่ให้สารคลอโรฟิลล์สูง รวมถึงวิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนมากมาย มีส่วนช่วยลดคลอเลสเตอรอล และเพิ่มคลอเลสเตอรอลดี (HDL) อีกทั้งช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากวีทกลาสมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่สูง สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทาการอักเสบ ช่วยป้องกันร่างกายจากการบาดเจ็บและการติดเชื้อ และยังมีส่วนผสมจาก อัลฟัลฟ่า (Alfalfa) พืชตระกูลถั่วขนาดเล็กที่นิยมใช้ในการแพทย์แผนโบราณเพื่อรักษาปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย อุดมไปด้วยวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ วิตามินเอ, วิตามินบี1, วิตามินบี6, วิตามินบี12, วิตามินซี, วิตามินดี, วิตามินอี, วิตามินเค, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมงกานีส, แมกนีเซียม, เหล็ก, โซเดียม และสังกะสี ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ให้ประโยชน์ในการรักษาโรคเบาหวาน, คลอเลสเตอรอลสูง, โรคไขข้อ, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, ปรับสภาพผู้หญิงวัยทอง, บรรเทาอาการภูมิแพ้ และบำรุงผิวพรรณ

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

ด้านแพทย์หญิง “วิภาวัณย์ อรรณพพรชัย” เผยถึงการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพอย่างยั่งยืนว่า “ปัจจุบันจะเห็นว่าการดูแลตัวเองโดยเน้นแบบดูแลสุขภาพด้วยธรรมชาติเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำเองได้ง่าย โดยจะเป็นการเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิถีดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการทางเวชศาสตร์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าวิถีชีวาเวชศาสตร์ (Lifestyle Medicine) หรือวิถีชีวิตบำบัด ซึ่งจะเป็นการปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างสมดุลแห่งสุขภาพ ผ่านชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

อย่างเช่น การบริโภคอาหารสุขภาพ, การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ, ดูแลจิตใจไม่ให้มีความเครียด, ไม่มีภาวะอักเสบติดเชื้อ, ไม่สะสมสารพิษ และมลพิษในร่างกาย เพื่อป้องกันโรคภัยและส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน โดยสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั้นคือการมีสุขภาพสมบูรณ์  (Health span) อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างดีที่สุดเท่าที่ร่างกายของแต่ละคนจะทำงานได้ ไม่ใช่เพียงแค่การมีอายุยืน (Life span) อย่างเดียวเท่านั้น โดยแต่ละคนจะมีความเป็นอยู่ที่ดี ( well-being) ไม่ต้องกินยา ไม่เจ็บป่วยง่าย ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ไม่ต้องนอนติดเตียง ช่วยละลอความแก่ทั้งภายในและภายนอก

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

การบริโภคอาหารถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของเราได้มากที่สุด ระบบภายในร่างกายของเราจะทำงานได้ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เราบริโภคเข้าไป อาหารที่ดีมีประโยชน์ร่างกายก็สามารถสะสมไว้เป็นพลังงานที่ดีต่อร่างกาย อาหารที่ไม่ดีมีไขมันสูงเมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายจะสะสมแต่ของไม่ดี เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานานก็อาจทำให้ร่างกายเจ็บป่วย เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

ดังนั้นการรับประทานอาหารในแต่ละวันจึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ อย่างหลักง่ายๆ คือบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนที่มีมากในเนื้อสัตว์, คาร์โบไฮเดรตในข้าว แป้ง น้ำตาล, แร่ธาตุวิตามินจากผักผลไม้ และไขมัน ก็ควรการบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมและพอดี โดยเฉพาะการบริโภคผักผลไม้ในแต่ละวันควรบริโภคให้ได้ในปริมาณ 400 กรัม ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็แนะนำให้ทานผัก ถึง 1 ใน 3 ของจาน เพราะในผักแต่ละชนิดมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเช่น ผักใบเขียว มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา หรือผักตระกูลกะหล่ำอย่างบร็อคโคลีมีประโยชน์ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศได้ดี

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

หรือธัญพืชอย่างข้าวโอ๊ตมีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นแล้วในผักยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง เซลล์แก่ช้า ชะลอวัยให้ดูอ่อนเยาว์ รวมถึงยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ เพราะในผักมีกากใยสูง ช่วยทำให้แบคทีเรียในลำไส้ทำงานได้ดี และยังสร้างภูมิคุ้มกันสมดุล ลดอาการผื่นแพ้ผิวหนัง ลดการอักเสบในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการดูแลตัวเองจากภายในด้วยการกินจะช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน”

สายสุขภาพกำลังฮิต "ผงผักออแกนิค"  คุณประโยชน์ล้นหลาม

ขอบคุณข้อมูลจาก  SOULGREEN

“ริดสีดวง” รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (THD) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470428

“ริดสีดวง” รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (THD)

14 มิถุนายน 2564 – 14:14 น.

“ริดสีดวง” รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (THD)

แม้การรักษา “ริดสีดวง” จะมีหลายวิธี หากเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากผ่าตัด ด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดแผลเล็ก (Advanced Minimal Invasive Surgery) ผนวกกับความชำนาญของศัลยแพทย์ด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก  ได้พัฒนาเทคนิคใหม่ในการรักษาริดสีดวงแบบไม่ต้องผ่าตัดด้วยวิธี เย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (Transanal Hemorrhoidal Dearterialization – THD) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษา และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

ศ.(พิเศษ) ดร.นพ.อัฑฒ์ หิรัณยากาศ ผู้อำนวยการคลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ  กล่าวว่า ริดสีดวงเกิดจากหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง โดยสามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ ริดสีดวงทวารภายใน และริดสีดวงทวารภายนอก การเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (Transanal Hemorrhoidal Dearterialization – THD) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจหาตำแหน่งของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงริดสีดวงทวาร จากนั้นแพทย์จะทำการเย็บผูกเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวริดสีดวงและเย็บรั้งหัวริดสีดวงกลับเข้าไปด้านในทวารหนัก ทำให้หัวริดสีดวงทวารที่ยื่นออกมากลับเข้าที่และขณะเดียวกัน ขนาดของริดสีดวงก็จะค่อยๆ ยุบและฝ่อลงโดยไม่จำเป็นต้องตัดเนื้อเยื่อจึงไม่มีแผลผ่าตัดบริเวณทวารหนัก หรือกล้ามเนื้อหูรูด

ซึ่งวิธีการเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (Transanal Hemorrhoidal Dearterialization – THD) เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นริดสีดวงทวารภายใน ระยะที่ 3 ซึ่งหัวริดสีดวงทวารจะออกมานอกทวารหนัก ต้องใช้นิ้วมือดันจึงจะกลับเข้าที่ และระยะที่ 4 หรือริดสีดวงโผล่ยื่นออกมาค้างอยู่บริเวณด้านนอกทวารหนัก และไม่สามารถดันกลับให้เข้าที่ได้ ทั้งนี้ เพื่อผลการรักษาอันเป็นเลิศ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ข้อดีของการรักษาริดสีดวงแบบเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง (THD) คือ ไม่มีการตัดเนื้อเยื่อริดสีดวงออก ทำให้ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัด เจ็บน้อย เสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวเร็ว อาจไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลภายหลังการรักษา สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และผลข้างเคียงหลังการรักษา โดยอาการมีข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ อาทิ ปัสสาวะขัดชั่วคราว หรืออาจมีอาการปวดหลังทำหัตถการได้  

ปัญหาที่พบบ่อยอีกอย่างหนึ่งคือภาวะริดสีดวงแตก หากเป็นริดสีดวงแล้วไม่ควรปล่อยให้เลือดคั่งจนริดสีดวงแตก ภาวะริดสีดวงแตกมักเกิดจากริดสีดวงทวารภายนอกที่มีลิ่มเลือดคั่งอยู่ด้านใน อาการที่สังเกตได้ชัดเจนหากริดสีดวงแตก คือ ผู้ป่วยสามารถคลำได้ก้อนแข็งบริเวณขอบทวารหนักนำมาก่อน และอาจมีเลือดไหลเรื่อย ๆ ไม่หยุด หรืออาจมีเลือดไหลปริมาณมาก ร่วมกับมีอาการปวด และแสบบริเวณรูทวารหนัก เมื่อริดสีดวงแตกแล้วมีเลือดไหลอย่าวางใจ หากไม่รีบรักษา อาจทำให้เลือดไหลปริมาณมาก จนมีอาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติได้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเลือดที่ออกจากทวารหนักมาจากริดสีดวงหรือจากสาเหตุอื่น 

ถ้าริดสีดวงแตก และมีเลือดออกมาก แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก มีโอกาสกลับเป็นซ้ำน้อย การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยอาจเลือกไม่นอนพักในโรงพยาบาลได้ (Day Surgery) โดยผ่าตัดเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้ ฟื้นตัวไว ทั้งนี้ การหลีกเลี่ยงภาวะริดสีดวงแตกสามารถทำได้ ไม่ควรเบ่งอุจจาระแรง อย่านั่งโถส้วมนานเกินไป ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 – 10 แก้ว เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่นรับประทานผัก และผลไม้ 

โรคริดสีดวงทวารหนักหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ ชะล่าใจปล่อยไว้ไม่รักษา ทั้งที่ความจริงแล้วหากได้รับการรักษาโดยเร็วและถูกวิธี ย่อมมีโอกาสหายและลดความรุนแรงของโรคได้ หากสงสัยหรือมีอาการถ่ายเป็นเลือด ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาก่อนโรคจะลุกลามมากยิ่งขึ้น 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ  แอดไลน์ : @bangkokhospital

เคล็ด (ไม่) ลับ “10 อาหาร” ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470334

เคล็ด(ไม่)ลับ “10 อาหาร” ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

14 มิถุนายน 2564 – 11:00 น.

บอกเคล็ด(ไม่)ลับ “10 อาหาร” กินแล้วช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายๆ แถมดีต่อสุขภาพ

ในทุกๆวันเราต้องเจอกับมลภาวะต่างๆที่คอยทำร้ายผิว การใช้สกินแคร์ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่เป็นเกราะเสริมผิวให้แข็งแรง หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็จะส่งผลให้ผิวพรรณสวยเปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอกได้ วันนี้แอดเลยจะมาแนะนำ 10 อาหารที่ช่วยป้องกันการแก่ก่อนวัย ซึ่งมีดังนี้

1. ถั่ว : ถั่วถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย วิตามินบีสูง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยลดคอเลสเตอรอล ถั่วที่อยากแนะนำให้รับประทานเป็นประจำ ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ เป็นต้น

2. น้ำมะพร้าว : น้ำมะพร้าวช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ และยังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้เป็นอย่างดี

เคล็ด(ไม่)ลับ "10 อาหาร" ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

3. เต้าหู้ : เต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลือง ซึ่งในถั่วเหลืองมีทั้งคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินมากมาย และยังมี “เลซิตินหรือฟอสโฟไลปิด” เป็นสารบำรุงสมอง และที่สำคัญคือมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับของเซลล์ผิวของเรา เมื่อนำมาสกัดเป็นเนื้อครีม ก็จะทำให้เนื้อครีมซึมเข้าผิวได้ดี ทำให้ผิวเนียนนุ่มนั่นเอง

4. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ : เบอร์รี่อุดมไปด้วย “กรดเอลลาจิก” ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี อีกทั้งยังช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ แถมยังมีวิตามินซีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว

เคล็ด(ไม่)ลับ "10 อาหาร" ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

5. ทับทิม : เป็นผลไม้ที่มีมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวและไวน์แดง และยังมีวิตามินซีสูงมาก จึงช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ปราศจากริ้วรอยก่อนวัย

เคล็ด(ไม่)ลับ "10 อาหาร" ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

6. แครอท : ผักสีส้มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น เบตาแคโรทีน แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก รวมถึงวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ธาตุ และยังมีสารสำคัญคือสาร “ฟอลคารินอล” ซึ่งช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็งด้วย

7. ธัญพืชไม่ขัดสี : คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งมีสารต่อต้านความชราอย่างโพลีฟีนอลและแคโรทีนอยด์อยู่มาก รวมถึงเส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไฟโตนิวเทรียนต์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และช่วยป้องกันท้องผูก

เคล็ด(ไม่)ลับ "10 อาหาร" ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

8. ปลาแซลมอน : มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง จึงช่วยกักเก็บและสร้างความชุ่มชื้นให้ผิวอยู่เสมอ และวิตามินดีในปลาแซลมอนจะปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวีที่เป็นอันตราย ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ง่าย

9. อะโวคาโด : อุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดดีและกรดไขมันเชิงเดี่ยว ให้ความชุ่มชื่นกับผิวได้เป็นอย่างดี รวมถึงเป็นแหล่งรวมวิตามินต่อผิวที่สำคัญอย่าง อย่างวิตามินเอ ดี และ อี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยเรื่องริ้วรอยได้อีกด้วย

เคล็ด(ไม่)ลับ "10 อาหาร" ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

10. แตงโม : ภายในแตงโมมีไลโคปีนสูง ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรง และยังมีประโยชน์ต่อผิวมากมาย เช่น เพิ่มความชุ่มชื่น แก้ปัญหาผิวที่แห้งกร้าน พร้อมดูดซับความมันบนใบหน้า แถมยังเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนัก

เคล็ด(ไม่)ลับ "10 อาหาร" ช่วยชะลอวัย หาทานได้ง่ายแถมดีต่อสุขภาพ

อ่านข่าว เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ “อาหารทำร้ายผิว” ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

เคล็ดลับสุขภาพดี ต้องทำ 7 สิ่งนี้ หลังตื่นนอนตอนเช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470384

เคล็ดลับสุขภาพดี ต้องทำ 7 สิ่งนี้ หลังตื่นนอนตอนเช้า

14 มิถุนายน 2564 – 09:16 น.

คมชัดลึกออนไลน์ในวันนี้เอาใจคนรักสุขภาพ สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพดี แต่ยังไม่รู้ว่าจะปฎิบัติตัวอย่างไรให้ถูกต้องเริ่มตั้งแต่หลังจากที่ตื่นนอนตอนเช้ามาแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง มาดูเคล็บลับดีๆกันได้เลย

การจะมีสุขภาพดีนั้นต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงตื่นนอน ดูแลตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหาร สุขลักษณะอนามัยต่างๆ คมชัดลึกออนไลน์มีเคล็ดลับดีๆมาฝากไปดู 7 สิ่งที่ควรกระทำในตอนเช้าช่วงหลังตื่นนอนกัน ว่ามีอะไรบ้างที่ทำแล้วจะสุขภาพดี

เคล็ดลับสุขภาพดี ต้องทำ 7 สิ่งนี้ หลังตื่นนอนตอนเช้า

1. ควรตื่นนอนทันทีที่นาฬิกาปลุกดังขึ้น หลายคนได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกแล้วรีบกดปิดเพื่อนอนต่อ นั่นเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าคุณนอนไม่พอ และการทำแบบนี้จะยิ่งทำให้ง่วงหนักกว่าเดิมในระหว่างวันและควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อให้นอนเต็มอิ่มได้มากขึ้น เช่น งดกินกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงที่ใกล้เวลาเข้านอน ที่สำคัญควรเข้านอนให้เร็วขึ้น และหลับให้สนิท เพื่อให้ครบ 7-8 ชั่วโมงค่ะ

2. ตื่นนอนขึ้นมาควรดื่มน้ำเปล่าทันที 1 แก้ว วิธีนี้ถือเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกายตั้งแต่ตื่นนอน นอกจากจะดีต่ออวัยวะภายในร่างกายแล้ว ยังดีต่อผิวพรรณเหมือนกับต้นไม้ได้รับการรดน้ำกลับมาสดชื่นได้ตลอดวัน

3. ควรออกกำลังกายตอนเช้าเหยุดข้อสงสัยว่าออกกำลังกายตอนเช้าดีจริงหรือแต่ที่แน่ๆการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ แนะนำให้ออกกำลังกายในตอนเช้าก็เพราะว่า มันจะไม่ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องการออกกำลังกาย ตื่นมาก็ออกเลย ถ้าปล่อยให้ถึงช่วงเย็น เราอาจจะเหนื่อยล้าจากงาน จนผลัดไปก่อนก็ได้ และยังช่วยเพิ่มพลัง ความแอคทีฟในการใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดี ต้องทำ 7 สิ่งนี้ หลังตื่นนอนตอนเช้า

4. ห้ามอดมื้อเช้า และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อให้จะไม่หิวหรือกำลังลดน้ำหนักก็ไม่ควรอดอาหาร เพราะมื้อเช้าเป็นมื้ออาหารที่สำคัญมากร่างกายเราไม่ได้กินอะไรมาทั้งคืน ก็ต้องการพลังงานและสารอาหารเข้าไปบำรุง อาหารที่เราขอแนะนำก็คือ ผัก เนื้อปลา ข้าว ที่อุดมไปด้วยวิตามินที่บำรุงผิวพรรณ บำรุงประสาท หรือถ้าอยากเพิ่มพลังให้กับร่างกาย แนะนำให้ทานวิตามินเสริมเข้าไปหลังจากทานอาหารเช้าค่ะ

5.ห้ามเช็กมือถือหลังตื่นนอน 1 ชั่วโมงในช่วงเช้าๆ เรายังไม่ควรรีบตื่นขึ้นมาแล้วเช็กข้อความหรืออีเมลในมือถือ หรือพวกข้อความในโลกโซเชียลต่างๆ ควรให้ตื่นมาแล้ว 1 ชั่วโมงค่อยกลับไปเช็ก เพราะว่าการไม่เช็กมือถือจะช่วยทำให้สมองเราปลอดโปร่ง ผ่อนคลายความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้แบบที่เราไม่รู้ตัว

6. ต้องคิดและพูดสิ่งดีๆกับตัวเอง สร้างพลังบวกควรพูดให้ตัวเองมีสุขภาพใจที่ดีแล้วสุขภาพกายก็จะดีตาม เช้าๆควรทำเรื่องดีๆสร้างพลังให้แกตัวเองจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

เคล็ดลับสุขภาพดี ต้องทำ 7 สิ่งนี้ หลังตื่นนอนตอนเช้า

7. หมั่นใส่ใจดูแลผิวพรรณให้มากขึ้นนอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว เรื่องสุขภาพผิวเราก็ต้องให้ความสำคัญด้วย เพื่อจะได้ดูดีทั่วเรือนร่าง ทั้งล้างหน้าให้สะอาด บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ป้องกันผิวจากแสงแดด รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ผิวพรรณสวยจากภายใน

เคล็ดลับสุขภาพดี ต้องทำ 7 สิ่งนี้ หลังตื่นนอนตอนเช้า

ถ้าหากคุณผู้อ่านทำได้ทั้ง 7 ข้อนี้ รับรองว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน หากมีเคล็ดลับสุขภาพดีๆแบบนี้อีกคมชัดลึกออนไลน์จะนำมาฝากคุณผู้อ่านอีกนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : id SKIN EXPERT
ขอบคุณภาพประกอบ Facebook :  Ple Phatchudakan Saetung

ทำไม “ธงสีรุ้ง” ต้อง 6 สี สู่สัญลักษณ์ Pride Month #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470382

ทำไม “ธงสีรุ้ง” ต้อง 6 สี สู่สัญลักษณ์ Pride Month

14 มิถุนายน 2564 – 08:29 น.

เปิดที่มา-ความหมายของ “ธงสีรุ้ง” สัญลักษณ์ของเดือนมิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ

ตั้งเริ่มต้นเดือนมิถุนายน จะเห็นหลายสื่อหลายคนเปลี่ยนเป็นโปรไฟล์ที่มีสัญลักษณ์ของธงสีรุ้ง (Rainbow Flag) สัญลักษณ์ของ Pride Month เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+)

แต่มีใครทันสังเกตหรือไม่ว่า “ธงสีรุ้ง” นั้นมี 6 สี ไม่ใช่ 7 สี และความจริงต้นกำเนิดของธงสีรุ้งก็มีสีมากกว่านี้…

คนไทยเราคุ้นชินกับ “รุ้งกินน้ำ” (Rainbow) ซึ่งมี 7 สี แบบที่ท่องง่ายๆ คือ ม่วง, คราม, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, แสด (ส้ม), แดง แต่ “ธงสีรุ้ง” (Rainbow Flag) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) นั้นปัจจุบัน เป็นธงที่มี 6 สี

ทำไม "ธงสีรุ้ง" ต้อง 6 สี สู่สัญลักษณ์ Pride Month

ความหมายของธงสีรุ้ง คือ

– สีแดง คือ ชีวิต (LIFE)

– สีส้ม คือ การเยียวยา (HEALING)

– สีเหลือง คือ แสงอาทิตย์แห่งความหวัง (SUN)

– สีเขียว คือ ธรรมชาติ (NATURE)

– สีฟ้า คือ ความสามัคคี (HARMONY)

– สีม่วง คือ จิตวิญญาณ (HUMAN SPIRIT)

ผู้ออกแบบ “ธงสีรุ้ง” ผืนแรกของโลก คือ “กิลเบิร์ต เบเกอร์” (Gilbert Baker) ศิลปินชาวอเมริกัน เพื่อใช้ในงานเดินขบวนรณรงค์สิทธิความเท่าเทียมกัน Gay Freedom Day ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปีค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521)

ธงสีรุ้ง ต้นแบบที่เบเกอร์ ลงมือเย็บด้วยตนเอง มี 8 สี ได้แก่ 1. สีชมพู (เพศวิถี) 2. สีแดง (ชีวิต) 3. สีส้ม (การเยียวยา) 4. สีเหลือง คือ (แสงอาทิตย์) 5. สีเขียว (ธรรมชาติ) 6. สีคราม (เวทมนตร์) 7.สีฟ้า (ความสามัคคี) 8. สีม่วง (จิตวิญญาณ) โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก ธงชาติสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ฉลองครบ 200 ปี เมื่อค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519)

แต่ปัจจุบันธงสีรุ้งไม่ได้มี 8 สี แต่เป็น 6 สี เนื่องจากปีถัดมาเบเกอร์ได้ตัด 2 สีออก คือ สีชมพูและสีคราม เนื่องจากสมัยก่อนสีชมพูเป็นสีที่ผลิตยาก และเขายังเห็นว่าดีที่สุดที่ธงจะใช้สี 6 สี คือ แดง, ส้ม, เหลือง, เขียว, ฟ้า และม่วง เพื่อแสดงออกถึงความสุข ความงดงามและพลังของพวกเรา

ธงสีรุ้ง ถูกนำมาใช้แสดงออกในเดือนมิถุนายนของทุกปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น Pride Month จากเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots) ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในคืนวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1969 (พ.ศ. 2512) ระหว่างที่กลุ่มชาวเกย์รวมตัวอยู่ในบาร์ มีตำรวจมาตรวจค้นตามปกติ

แต่ครั้งนั้นผู้คนในบาร์ต่างขัดขืนและไม่ยอมต่อการเลือกปฏิบัติของตำรวจจนเกิดเป็นการจลาจล โดยเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนของหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ไม่เพียงในอเมริกาเท่านั้น ยังเกิดเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของชาว LQBTQ+ ทั่วโลก

และปีต่อมา (ค.ศ. 1970) ในวันที่ 28 มิถุนายน ที่เมืองนิวยอร์กและอีก 3 เมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก และชิคาโก ได้ถือกำเนิด Pride Parade การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศครั้งแรก เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สโตนวอลล์ และมีการจัดงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

อ้างอิงข้อมูล : https://edition.cnn.com/2015/06/30/us/rainbow-flagmaker-gilbert-baker/index.html

ทำไม ดื่ม “เบียร์” แล้วอ้วนลงพุง อันตรายจากการดื่ม “เบียร์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470378

ทำไม ดื่ม”เบียร์”แล้วอ้วนลงพุง อันตรายจากการดื่ม”เบียร์”

14 มิถุนายน 2564 – 07:32 น.

ไขข้อสงสัย ทำไม ดื่ม”เบียร์”แล้วอ้วนลงพุง อันตรายจากการดื่ม”เบียร์”

หลายคนที่ดื่มเบียร์เป็นประจำ เคยสังเกตตัวเองกันมั้ยว่ามีพุงน้อย ๆ ค่อย ๆ ยื่นออกมาหรือเปล่า ใครไม่มีก็ถือว่าโชคดีไป หรือคุณอาจจะดื่มในปริมาณที่กำลังดี ไม่หักโหมเกินไป เพราะจริง ๆ แล้ว การดื่มเบียร์นั้นจะส่งผลต่อไขมันในร่างกาย ทำให้อ้วนลงพุงได้จริง ๆ 

 ทำไม ดื่ม"เบียร์"แล้วอ้วนลงพุง อันตรายจากการดื่ม"เบียร์"

ทำไม ดื่มเบียร์แล้วอ้วนลงพุง

เบียร์มีแคลอรี่สูง
มีงานวิจัยที่ระบุว่าการดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกอยากอาหารด้วย และยิ่งคนที่ดื่มเบียร์เหมือนดื่มน้ำ ไม่ได้คิดว่ามีแคลอรี่สูง และยังกินอาหารเท่าเดิมก็จะยิ่งเพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกายมากขึ้นไปอีก

แคลอรี่ในเบียร์
เบียร์แต่ละประเภทมีปริมาณแคลอรี่แตกต่างกัน โดยเบียร์ขนาดมาตรฐาน 355 มิลลิลิตรที่มีค่า ABV 4 เปอร์เซ็นต์ จะให้พลังงานประมาณ 153 แคลอรี่ และเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงแคลอรี่ก็จะยิ่งสูง เพราะแอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงานถึง 7 แคลอรี่

เบียร์ขัดขวางการเผาผลาญไขมัน
ในการย่อยแอลกอฮอล์นั้นจะเกิดของเสียที่เรียกว่าอะซิเตทและอะซีตัลดีไฮด์ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สมองสั่งการให้ร่างกายหยุดเผาผลาญไขมัน และสั่งให้แปลงของเสียที่ย่อยจากแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปให้กลายเป็นไขมันด้วย แต่ก็มีบางงานวิจัยที่ระบุว่า การดื่มเบียร์น้อยกว่า 500 มิลลิลิตรต่อวัน อาจไม่ส่งผลต่อการเพิ่มของไขมัน เพราะฉะนั้นควรดื่มแต่พอดีจะดีที่สุด

เบียร์มีสารไฟโตเอสโตรเจน
ไฟโตเอสโตรเจนเป็นสารที่ถูกสร้างขึ้นโดยพืช มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน การดื่มเบียร์จึงอาจส่งผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายของเพศชาย ทำให้หนุ่ม ๆ ที่ดื่มเบียร์อาจเกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ที่เพิ่มความเสี่ยงให้อ้วนลงพุงได้

 ทำไม ดื่ม"เบียร์"แล้วอ้วนลงพุง อันตรายจากการดื่ม"เบียร์"

นอกจากจะทำให้อ้วนลงพุงแล้ว เบียร์ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกหลายอย่าง

โรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน
เบียร์มีน้ำตาลและแอลกอฮอล์ ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจส่งผลให้เส้นเลือดในสมองโป่งพองและแตกได้ ยิ่งการดื่มยิ่งการดื่มเบียร์ในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงหรือวันที่ร้อนจัดยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

โรคเหน็บชาเรื้อรัง
เบียจะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการมึนชาตามร่างกาย ที่สำคัญกล้ามเนื้อกลุ่ม Datal และ Proximal อ่อนแรง ที่เป็นสาเหตุของอาการมึนชาเรื้อรังและจะฟื้นตัวหรือหายขาดยากมาก ถึงจะเลิกดื่มเบียร์ก็ตาม

เสี่ยงต่อโรคตับแข็ง
การดื่มเบียร์ก็เหมือนการรับสารพิษเข้าร่างกาย และเมื่อรับสารพิษเข้าร่างกายมาก ๆ บ่อย ๆ ตับก็ต้องทำงานหนัก จนเกิดเป็นการสะสมสารพิษและทำให้ตับแข็งได้

ส่งผลเสียต่อสมอง และอาจทำให้สมองฝ่อ
แอลกอฮอล์มีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง เมื่อดื่มเบียร์เข้าไปในปริมาณมากจะเกิดอาการมึนและควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ได้ และถ้าหากแอลกอฮอล์ในเลือดมากเกินไป อาจถึงขั้นเกิดความผิดปกติของเยื้อหุ้มในสมอง และทำให้เกิดโรคทางสมองได้

 ทำไม ดื่ม"เบียร์"แล้วอ้วนลงพุง อันตรายจากการดื่ม"เบียร์"

ขอบคุณข้อมูลจาก: sukkaphap-d, pobpad

“การัง” (Garang) จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว “เมืองพังงา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470316

“การัง”(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว”เมืองพังงา” 

13 มิถุนายน 2564 – 20:00 น.

“พังงา”นอกจากจุดหมายปลายทางของกิจกรรมว่ายน้ำดูปะการัง ล่องเรืออาบแดดแล้ว ใครที่เป็นสายชิวชอบร้านกาแฟต้องไม่พลาดร้านนี้ “การัง(garang)”ที่ถูกตกแต่งอย่างน่าสนใจ พร้อมมีกิจกรรมให้เล่นมากมาย  

จังหวัดพังงา เขาหลัก แม้ว่าจะเป็นจุดเช็คอิน และเป้าหมายในการเดินทางท่องเที่ยวทริปทะเล ของนักกระเตงเป้หลาย ๆ คน แต่ด้วยสังคมที่เพิ่มความสะดวกสบาย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลายของคนในปัจจุบัน เหล่าค่าเฟ่น้องใหม่ก็ถูกเนรมิตขึ้นมาให้เช็คอินกันเพียบ ด้วยรูปลักษณ์และความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละร้านอย่าง คาเฟ่น้องใหม่ริมหาด “การัง”( Garang Artisan Ice Cream )

"การัง"(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว"เมืองพังงา" 

ร้านการัง(garang)  หรือ Garang Artisan Ice Cream น่าจะมาจากชื่อเต็มว่า “ปะการัง”แต่ด้วยสำเนียงพื้นถิ่นทางใต้ที่มักจะเรียกชื่อ สั้น ๆ เขาใจง่าย คำว่า #garang จึงเป็นชื่อที่สื่อถึงความเป็นชาวเขาหลัก พังงา ที่ติดทะเล และอุดมไปด้วยความงามของปะการัง ทัศนนียภาพของชาวเล ได้เป็นอย่างดี “กังรัง”Garang ถูกได้ออกแบบให้พื้นที่เกือบทุกอนูได้เป็นมุมถ่ายภาพ ตอบโจทย์เหล่าสายแฟ คนที่ชอบเช็คอิน ด้วยโทนสีขาว-แดงของอาคารที่เด่นเป็นหลัก ตัดกับเขียว ฟ้าของธรรมชาติ ทำให้ร้านดูโดดเด่นทันตา ดูโมเดิร์น ประหนึ่งลูกค้าอยู่ในร้านคาเฟ่ริมหาด ไมอามี่ สหรัฐอมเริกา เลยทีเดียว 

ไอศครีม และของหวานหลากรสชาติ คือซิกเนเจอร์ของ”ร้านการัง(garang)  หรือ Garang Artisan Ice Cream” ที่ลูกค้าปักหมุดมาที่นี่เพื่อแวะชิมฝีมือเมนูหวานที่ขึ้นชื่อ เพราะเป็นสูตรเฉพาะไม่เหมือนใครหลายรีวิวของผู้มาเยือนบอกเป็นเสียงเดียวว่าละมุนลิ้น ละลายในปปาก แถมราคายังไม่แพง บรรยากาศก็ดี๊ดี มีมุมถ่ายรูปเพียบ ด้านเมนูเครื่องดื่มประเภท กาแฟ โกโก้ อิตาเลี่ยนโซดา จะบอกว่าเหมาะมากกับการออเดอร์มาเพื่อ เพิ่มอรรถรสในช่วงวันหยุดพักผ่อน เพิ่มพลังชีวิตด้วยการทานของหวานประโลมความเหนื่อยล้า และหลีกนีบรรยากาศของทะเล ที่ยังได้กลิ่นไอทะเล 

"การัง"(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว"เมืองพังงา" 

ในพื้นที่ติดกันของ Garang Artisan Ice Cream  ยังมีสเปชสำหรับคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาอย่าง “Bangsak Beach Skate Park by Garang – บางสักบีชสเก็ตพาร์ค-การังคาเฟ่” ที่เป็นแหล่งศูนย์รวม โชว์ลีลาของนักกีฬามือเก๋า และสมัครเล่นได้เพลิดเพลินกัน ส่วนด้านมาตรการป้องกันโควิด-19 นั้นเรียกว่าได้รับมาตรฐานสร้างความมั่นใจแค่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

"การัง"(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว"เมืองพังงา" 

สำหรับ Garang Artisan Ice Cream เป็นคาเฟ่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดบ้านได้ไม่ถึงปี ตั้งอยู่บริเวณหาดบางสัก ในพื้นที่ตำบลบางม่วง ริมถนนเพชรเกษมสายท้ายเหมือง-ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เกิดขึ้นเพียงเพราะอยากแบ่งปันไอศกรีมรสเยี่ยมที่ทำมาจากวัตถุดิบพื้นเมือง และหวังเป็นสเปซดีๆ สำหรับคนรักเซิร์ฟสเกต นักเซิร์ฟ และนักเดินทางที่แวะมาเยือนพังงา ซึ่งใครที่อยากได้พื้นที่พักผ่อนเก่ พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศทะเล “การัง”(Garang Artisan Ice Cream)ก็คืออีกหนึ่งเป้าหมาย

"การัง"(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว"เมืองพังงา" 
"การัง"(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว"เมืองพังงา" 
"การัง"(Garang)จุดเช็คอินคาเฟ่น้องใหม่ ของนักท่องเที่ยว"เมืองพังงา" 

ขอบคุณภาพ : Garang Artisan Ice Cream 

ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์ “รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470358

ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์ “รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่”

13 มิถุนายน 2564 – 19:54 น.

คมชัดลึกออนไลน์วันนี้จะพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับคาเฟ่แนวสวนบรรยากาศดีๆมีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม แถมยังบริการแบบNew normal ห่างไกลโควิด19 นั่นก็คือที่ “รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่” จ.กาญจนบุรี

เชื่อว่าช่วงโควิด19แพร่ระบาดทำให้หลายคนกลัวที่จะออกไปข้างนอกบ้าน แต่อีกใจคงอยากหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจจิบน้ำหวานๆ กินขนมเค้กนุ่มๆ กับบรรยากาศเย็นๆ ซึ่งคมชัดลึกออนไลน์จะพามารู้จัก “รักษ์กาญจน์การ์เด้น คาเฟ่” จ.กาญจนบุรี

ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์   "รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่"

หากวันไหนคุณผู้อ่านมีโอกาสเดินทางไปที่ จ.กาญจนบุรี อย่าลืมไปแวะจิบชา กาแฟ และอาหารอร่อยๆกันได้ที่“รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่”  สำหรับที่ตั้งของร้าน ตั้งอยู่ ต.ลาดหญ้า อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี  เมื่อไปถึงร้านรักษ์กาญจน์ฯจะมีพนักงานมารอรับออเดอร์ตั้งแต่หน้าร้าน  ก่อนที่จะให้เราเดินไปเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ ซึ่งที่นั่งของคาเฟ่แห่งนี้มีหลายโซนให้เลือกสรรและแน่นอนว่ามีจุดให้หนุ่มๆสาวๆได้ถ่ายรูปสวยๆด้วย และมีการเว้นระยะห่างทางสังคมตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่รออาหารมาเสริฟ ก็สามารถเดินเล่นถ่ายภาพตามจุดต่างๆของร้านที่มีลักษณะเป็นสวนชายทุ่งบรรยากาศดีมาก เครื่องดื่มที่อยากแนะนำก็คือน้ำมะพร้าวปั่น รสชาติหอมหวานกำลังดี กินกับเครปเค้กรสสตอเบอร์รี่ รสชาติเปรี้ยวนิดๆหวานหน่อยๆไม่เลี่ยนเกินไป

ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์   "รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่"

นอกจากเครื่องดื่มและเค้กแล้ว ยังมีอาหารหลักอย่างผัดซีอิ๊วกุ้ง ห่อหมก และอีกหลากหลายเมนูให้เลือก ราคาก็ไม่แพงมากคุ้มค่ากับบรรยากาศดีๆที่เราได้สัมผัสแน่นอน จะมาเป็นคู่รักหรือพาครอบครัวมาด้วยก็ได้ สำหรับจ.กาญจนบุรียังมีคาเฟ่ที่เป็นทุ่งนาป่าเขาอีกมากมายหลายร้าน ถ้าหากใครมีโอกาสไปเที่ยวกาญจนบุรีก็สามารถ หาร้านคาเฟ่แนวนี้เช็คอินไปได้ตลอดทางเลยค่ะ

ทางร้านพร้อมรองรับการบริการยุค New Normal ด้วย พื้นที่โปร่งโล่ง สบาย ห่างไกล โควิด19 พื้นที่ไม่แออัดกับผู้คน ที่นั่งห่างกันมากกว่า 5 เมตรเพราะร้านมีพื้นที่กว้าง และห่างไกลจากในเมือง ผู้คนไม่พลุกพล่าน แถมยังปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขฯ อย่างเคร่งครัด ปลอดภัย คลายกังวล ใครอยากไปก็สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ ร้านเปิดเวลา 9.00-18.00 น. หยุดเฉพาะวันพุธวันเดียวเท่านั้นจ้า

ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์   "รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่"
ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์   "รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่"
ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์   "รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่"
ดื่มนม ชมวิว นั่งชิลล์   "รักษ์กาญจน์ การ์เด้น คาเฟ่"

ตอบทุกข้อสงสัย “บุหรี่ไฟฟ้า” สินค้าต้องห้าม อันตรายกว่าที่คิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470342

ตอบทุกข้อสงสัย “บุหรี่ไฟฟ้า” สินค้าต้องห้าม อันตรายกว่าที่คิด

13 มิถุนายน 2564 – 17:23 น.

หลังจากรัฐบาลมีการประกาศห้ามการนำเข้าและครอบครอง “บุหรี่ไฟฟ้า” ได้มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขอรวบรวมข้อสงสัยต่างๆ รวมทั้งพิษภัย จากข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อเพื่อตอบคำถามที่ค้างคาใจ  

หากจะบอกความหมายของ “บุหรี่ไฟฟ้า” ว่าคืออะไร? มีคำอธิบายสั้นๆ ที่น่าจะเข้าใจได้ว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” เป็นอุปกรณ์สูบบุหรี่ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำที่ประกอบไปด้วยสารเคมีต่างๆ โดยไม่มีควันจากกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป ประกอบด้วย แบตเตอรี่  ตัวทำให้เกิดไอและความร้อน (Atomizer) และ น้ำยา

ตอบทุกข้อสงสัย "บุหรี่ไฟฟ้า" สินค้าต้องห้าม อันตรายกว่าที่คิด

ถ้ากล่าวถึงเฉพาะส่วนของน้ำยาที่จะถูกทำให้เป็นไอและเข้าสู่ร่างกายของผู้สูบ จะประกอบด้วยสารประกอบหลักๆ คือ  นิโคติน ซึ่งเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป เป็นสารที่ทำให้ร่างกายเสพติดการสูบบุหรี่ โพรไพลีนไกลคอล เป็นส่วนประกอบในสารสำหรับการทำให้เกิดไอ กลีเซอรีน เป็นสารเพิ่มความชื้นที่จะผสมผสานกับสารโพรไพลีนไกลคอล  องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล
อีกส่วนประกอบหนึ่งก็คือ สารแต่งกลิ่นและรส เป็นสารเคมีที่ใช้กับอาหารทั่วๆ ไป ซึ่งมีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอีกเช่นกันว่า เมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย 

มีคำถามตามมาอีกว่า “บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายหรือไม่?” ข้อนี้แน่นอนว่า สารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่พบในน้ำยาสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น นิโคติน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร และตับอ่อน นอกจากนี้นิโคตินยังกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งสารนี้ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของการเป็นโรคเบาหวาน  นิโคตินกระตุ้นให้จำนวนเซลล์ผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นเลือดตีบ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง สำหรับหญิงตั้งครรภ์นิโคตินส่งผลต่อการพัฒนาของสมองทารกในครรภ์ การได้รับสารนิโคตินในระดับที่สูง (60 mg. ในผู้ใหญ่ และ 6 mg ในเด็กเล็ก) เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ตอบทุกข้อสงสัย "บุหรี่ไฟฟ้า" สินค้าต้องห้าม อันตรายกว่าที่คิด

โพรไพลีนไกลคอล และสาร Glycerol/Glycerin 
เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ดวงตา และปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

นอกจากนี้ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น จากการวิจัยยังพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคหัวใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ DNA ในเซลล์ปอด หัวใจ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

 มาถึงคำถามยอดฮิตอีกข้อคือ เทียบกับบุหรี่ธรรมดาแล้วบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าหรือน้อยกว่า?
เป็นความจริงที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีกลไกการทำงานที่ไม่มีกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ธรรมดา ทำให้ผู้สูบลดความเสี่ยงที่จะได้รับสารที่เป็นอันตรายจากการเผาไหม้บางตัวเช่นน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

ตอบทุกข้อสงสัย "บุหรี่ไฟฟ้า" สินค้าต้องห้าม อันตรายกว่าที่คิด

แต่จากที่กล่าวมาข้างต้นสารประกอบอื่น ๆ ที่พบในบุหรี่ไฟฟ้าก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมีบางงานวิจัยที่ระบุว่า ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีขนาดอนุภาคที่เล็กกว่าบุหรี่ธรรมดา ทำให้สามารถถูกสูดเข้าไปในปอดส่วนลึกได้มากกว่า อนุภาคที่เล็กนี้จะจับเข้ากับเนื้อเยื่อปอดและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วและยากที่กลไกธรรมชาติของร่างกายจะขับออกมาได้

บุหรี่ไฟฟ้าเสพติดหรือไม่? อันนี้แน่นอนว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติด ดังนั้นการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงทำให้ผู้สูบ “ติด” ได้ไม่ต่างจากบุหรี่ธรรมดา นอกจากนี้รูปแบบและขั้นตอนในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความใกล้เคียงกับการสูบบุหรี่ธรรมดามาก ทำให้ผู้สูบยังคงติดในพฤติกรรมการสูบเหมือนบุหรี่ธรรมดา

ตอบทุกข้อสงสัย "บุหรี่ไฟฟ้า" สินค้าต้องห้าม อันตรายกว่าที่คิด

การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือน ๆ กัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชน การที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ (ไม่ว่าจะเริ่มจากชนิดไหน) ท้ายที่สุดก็จะมีการแลกเปลี่ยน ทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยกับทุก ๆ รูปแบบ เพราะเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศห้ามอย่างเป็นทางการมิให้บริษัทบุหรี่โฆษณาว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดาได้ เพราะขัดกับข้อมูลจากการวิจัยอย่างชัดเจน

ส่วนคำถามสำคัญอีกข้อ…บุหรี่ไฟฟ้าผิดตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร?

บุคคลที่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในความครอบครอง ถือว่ามีความความผิดทั้งผู้นำเข้า ผู้ขาย และผู้ใช้ เมื่อเจ้าหน้าที่พบเห็นความผิดซึ่งหน้าสามารถเข้าจับกุมได้  กรณีเป็นผู้นำเข้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่นำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจำหน่ายจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีผู้สูบหรือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง ถือว่ามีความผิดในฐานครอบครองสิ่งที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.จตุภัคร คุณสงค์ ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ