เงาะเมืองเลย รสชาติดี สร้างรายได้ปีละกว่า ครึ่งล้านบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เงาะเมืองเลย รสชาติดี สร้างรายได้ปีละกว่า ครึ่งล้านบาท

เงาะเมืองเลย รสชาติดี สร้างรายได้ปีละกว่า ครึ่งล้านบาท25 กรกฎาคม 2563 – 20:18 น.

จ.เลย   เกษตรกรพลิกผืนดินพืชไร่ 6  ไร่มาปลูกเงาะป้อนตลาดสร้างรายได้ปีละ 600,000บาท

จ.เลย   มีสภาพภูมิประเทศที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ทั้งภูมิอากาศที่เย็นและหนาวถึงหนาวตัดในหน้าหนาว ภูมิประเทศในสภาพป่า  ภูเขา หุบเขา  จำนวนมาก ความสมบูรณ์ของดินและน้ำที่เอื้อต่อการเกษตรพืชมืองร้อนและพืชเมืองหนาว ไม้ดอก ไม้ผล พืชไร่ พืชสวน แต่ด้วยเหตุหลายพื้นที่ที่ต้องประสบกับภัยธรรมชาติและราคาผลผลิตตำต่ำ เกษตรกรคุ้มกับการลงทุน   ประชาชนหลายพื้นที่ต้องปรับเปลี่ยนการเกษตรของตนเองมาพลิกฟื้นที่ดินมาปลูกไม้ผลป้อนตลาดสร้างรายได้ที่มั่นคง  เช่นเดียวกับ

นายมา  วินากร   อายุ 62  ปี   บ้านภูสวรรค์ หมู่ที่ 4 ต.เสี้ยว อ.เมืองเลย จ.เลย หนึ่งในเกษตรกรกล่าวว่า  เมื่อก่อนตนปลูกพืชไร่แต่ต้องประสบกับปัญหาด้านราคาที่ตำต่ำ ผลผลิตก็ไม่ดีด้วยเหตุจากธรรมชาติความแห้งแล้ง ขาดน้ำ ในปี 2534  ตนและครอบครัวจึงปรับเปลี่ยนจากพืชไร่มาปลูก” เงาะ”  จำนวน 6 ไร่  ปลูก 400  ต้น  เพราะเห็นว่าสภาพดินเมืองเลยเหหมาะสมมากและตลาดยังเปิดกว้าง   อีกอย่าง “เงาะ”   เป็นไม้ผลเมืองร้อนขนาดกลางเหมาะกับทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยทั่วไปเงาะเป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้ดี ในบริเวณที่มีความชื้นค่อนข้างสูง เงาะในประเทศไทย  ตนใช้เงาะพันธุ์โรงเรียนและพันธุ์สีทอง  ช่วงแรก เริ่มลงมทือขุดหลุมลึก ประมาณ 1 เมตร กว้างและยาวประมาณ 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอกกับเปลือกถั่วรองก้นหลุม ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดนต่อน้ำท่อพีวีซีขึ้นจากลำห้วยภายในหมู่บ้าน   โดยใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูเงาะระบบชีวภาพผลิตขึ้นเองจากมูลไก่ผสมการหมักจากพืช    ศัตรูมีทั้งด้วงเจาะร่องลำต้น  แมลงเจาะผลและใบ  ใช้น้ำหมักชีวภาพ หน่อกล้วย  ฮอร์โมนไข่ป้องกันแมลง ส่วนเคมีใช้เฉพาะช่วยผลยังเล็กเท่านั้น   ใช้กับดักแมลงวันทอง    ด้านสรรพคุณที่ลูกค้านิยมเงาะเมืองเลยคือรสชาติอร่อย  กรอบ ล่อน หวาน ไม่แฉะ  เก็บรักษาได้นานถึง 5 วัน หากไม่แดดและลมโดยใช้ผ้าเปียกคลุมไว้   

นายมา  นากร  กล่าวอีกว่า    ผลผลิตจะออกสู่ตลาดคือช่วยเดือน มิ.ย.-ส.ค.  จะไม่สุกพร้อมกันแต่ละพวงและแต่ละต้น  ตลาดนั้นไม่เป็นห่วงเพราะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงสวนในราคาขายส่ง 27 บาท-กก.  หากวางขายหน้าบ้านริมถนนก็ราคา 3 กก/ 100  บาท   หากเป็นมัดๆละ 1 กก.  ผลผลิตเฉลี่ย 8,000 กก./ปี    จึงทำให้มีรายได้จาการขายเงาะอยู่ที่ 5-600,000   บาท/ปี    ปัจจุบันเป็นผลไม้ของดีเมืองเลยของต.เสี้ยวไปแล้ว  เสริมงาน อาชีพที่มั่นคงสร้างรายได้สู่ความเข้มแข็ง

บุญชู  ศรีไตรภพ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เลย

“ด้วงทอดสมุนไพร”พร้อมกิน ส่งเสริมการขายทางออนไลน์ ต่อยอดจากการเลี้ยงด้วงสาคูส่งขายเพื่อเป็นรายได้เสริม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ด้วงทอดสมุนไพร”พร้อมกิน ส่งเสริมการขายทางออนไลน์ ต่อยอดจากการเลี้ยงด้วงสาคูส่งขายเพื่อเป็นรายได้เสริม

"ด้วงทอดสมุนไพร"พร้อมกิน ส่งเสริมการขายทางออนไลน์ ต่อยอดจากการเลี้ยงด้วงสาคูส่งขายเพื่อเป็นรายได้เสริม25 กรกฎาคม 2563 – 19:51 น.

“ด้วงทอดสมุนไพร”พร้อมกิน ส่งเสริมการขายทางออนไลน์ ต่อยอดจากการเลี้ยงด้วงสาคูส่งขายเพื่อเป็นรายได้เสริม เสียงตอบรับดีมาก ยังหาเวลาเป็นวิทยากรแนะนำวิธีการเพาะเลี้ยงด้วงหรือจะมาศึกษาดูงานที่ฟาร์มได้อีกด้วยเพื่อเป็นช่องทางสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนที่สนใจ

นายอิสระ เพชรสุทธิ์ เจ้าของกิจการอิสระฟาร์ม อายุ 26 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 10 ต.โคกสะบ้า  อ.นาโยง จ.ตรัง ได้ใช้พื้นที่ว่างหลังบ้านประมาณ 1 ไร่ สร้างโรงเรือนเพาะเลี้ยงด้วงสาคูและตัวแมงหวังพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อจำหน่าย ชื่อว่าอิสระฟาร์ม โดยปกติที่ผ่านมาไม่มีอาชีพหลัก รับ้างทั่วไป เช่น จะรับเหมาเสิร์ฟอาหารตามงานเลี้ยงต่าง ๆ เป็นพนักเกรฟฟู๊ด  จนวันหนึ่งได้เดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราชเห็นวิธีการเพาะเลี้ยงด้วงสาคูจึงเกิดความสนใจและมองว่าวัตถุดิบในพื้นที่ข้างบ้าน จังหวัดตรังมีต้นสาคูมีมาก จึงได้ทดลองเพาะเลี้ยงเริ่มจากไม่กี่กะละมังก็ประสบผลสำเร็จ จึงขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ปัจจุบันในโรงเรือน มีจำนวนที่เพาะเลี้ยงมีตั้งแต่ 300-500 กะละมัง มีเพาะพันธุ์แมงหวังเพื่อเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จำหน่าย ขายคู่ละ 8 บาท  ส่วนตัวด้วงสาคูขายราคากิโลกรัมละ 200 บาท ราคาขายส่งอยู่ที่ 160-180 บาท หนึ่งกิโลกรัมอยู่ที่ 180-210 ตัว ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดมีความต้องการมาก ยอดจำหน่ายต่อวัน ขายสดวันละ  3 กิโลกรัม  ต่อวัน

ส่วนการนำด้วงสาคูมาแปรรูปนั้น เนื่องจากตัวเองเป็นคนชอบกิน จึงนำมาทดลองทำ ลองผิดลองถูกกว่าจะลงตัวได้เมนูนี้ขึ้นมา ปรากฏว่าเสียงตอบจากนักชิมได้เป็นอย่างดี 

วิธีการทำ นำด้วงสาคูมาล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นนำมาลวกกับน้ำร้อน นำขึ้นไปแช่แข็ง  เมื่อนำมาปรุง วางให้ตัวด้วงคลายความเย็นจากนั้นตัดปากตัวด้วงออกเพื่อป้องกันตัวด้วงปะทุแตกตอนทอดโดยไม่ต้องปรุงแต่งรสชาติแต่อย่างใด  เตรียมพริกแห้ง และใบมะกรูดหั่นหยาบ ตั้งกระทะด้วยไฟปานกลาง ใส่น้ำมันพอประมาณ(ใช้น้ำมันปาล์มในการใช้ทอดเพื่อทำให้สีของตัวด้วงเหลืองสวย)รอให้น้ำมันร้อน น้ำใบมะกรูดและพริกแห้งลงไปทอดให้กรอบ ตักขึ้นตั้งให้สะเด็ดน้ำมัน ใบมะกรูดจะทำให้น้ำมันมีความหอม จากนั้นนำตัวด้วงลงไปทอด รอให้ตัวด้วงเหลืองสวยตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน  เคล็ดลับ ทอดเร็วเกินไปด้วงจะตัวไม่อ้วน ทอดช้าด้วงตัวจะไหม้สีไม่สวยไม่อ้วนน่ารับประทาน จากนั้นนำมาบรรจุกล่องน้ำหนักอยู่ที่ 3 กรัม ราคา 69 บาท หรือจะสั่งพิเศษกล่องละ 89 บาท มียอดออเดอร์สั่งวันละ 5-10 กล่อง

นายอิสระ กล่าวว่า ตนเองหันมาเพาะเลี้ยงด้วงสาคูได้ 2 -3 ปีแล้ว ผลตอบรับออกมาดีมาก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวบ้านธรรมดาและมาจากสื่อออนไลน์ ทางเฟสบุ๊ค ซึ่งสูตรวิธีการเลี้ยงด้วงตนได้มาจากเพื่อนที่นครศรีธรรมราช ตลาดด้วงสาคูค่อนข้างดีตลาดเปิดกว้าง ซึ่งยอดการผลิตต่อวันอยู่ที่ 4-5 กิโลกรัม มองว่าอนาคตการตลาดสดใสขายได้ราคาดี ขายได้ดีทุกวัน ซึ่งตอนนี้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาดและลูกค้า ทั้งนี้ หากสินค้าไม่พอก็จะไปรับซื้อจากชาวบ้านในชุมชนที่เพาะเลี้ยงอีกด้วย สำหรับลูกค้าที่สั่งด้วงทอดสมุนไพร ต้องสั่งล่วงหน้า สั่งเช้าจะส่งให้เย็น สั่งตอนเย็นจะส่งให้เช้า เนื่องจากโดยปกติแล้วตนเองจะรับงานนอกด้วย อย่างช่วงเวลาว่างก็จะไปเป็นพนักงานเกรฟฟู๊ด หรือรับเหมาเสิร์ฟอาหารตามงานต่าง ๆ และไปเป็นวิทยากรให้คำแนะนำวิธีการเพาะเลี้ยงด้วงสำหรับคนที่สนใจ จึงต้องหาจังหวะเวลา แต่รับรองว่าสามารถบริการทำส่งถึงที่ทุกคนและรับรองถึงความอร่อยสดใหม่ เพราะทำเองทุกขั้นตอน  โดยอนาคตมีโครงการขยายโรงเรือนเพื่อเพาะเลี้ยงด้วงสาคูเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ห่วงเรื่องวัตถุดิบหากต้นสาคูไม่มีสามารถใช้มันสำปะหลังแทนได้  สนใจสามารถติดต่อได้ทาง เฟสบุ๊ค อิสระฟาร์ม  โทร.080-8672590

ภาพ/ข่าว ถนอมศักดิ์ หนูนุ่ม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดตรัง

นาทีประทับใจ ลูกเรือประมง ช่วยชีวิตเต่ากระ ติดกระสอบลอยคอกลางทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นาทีประทับใจ ลูกเรือประมง ช่วยชีวิตเต่ากระ ติดกระสอบลอยคอกลางทะเล

นาทีประทับใจ ลูกเรือประมง ช่วยชีวิตเต่ากระ ติดกระสอบลอยคอกลางทะเล25 กรกฎาคม 2563 – 16:23 น.

นาทีประทับใจ ลูกเรือประมง ช่วยชีวิตเต่ากระ ติดกระสอบลอยคอกลางทะเล แต่ด้วยความสงสาร และคิดว่าถ้าปล่อยไว้มันคงไม่รอด จึงตัดสินใจบอกให้ใต้ก๋งเรือเลี้ยวเรือกลับไป และช่วยกันปลดเชือกกระสอบออกแต่เศษกระสอบรัดแน่น จึงต้องเอามีดมาตัด

ชื่นชมหนุ่มลูกเรือประมงกระบี่ เจอเต่ากระหนัก 6 กก. ติดกระสอบปุ๋ยลอยกลางทะเลบริเวณทะเลแหวก ขอให้ไต้ก่งเลี้ยวหัวเรือกลับไปช่วยตัดเชือกกระสอบออก ก่อนปล่อยคืนสู่ทะเล เผยมีบาดแผลที่ขาหน้า คาดติดอยู่นานหลายชั่วโมง

วันที่ 25 ก.ค.63 คลิปวีดีโอที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ขณะลูกเรือประมง อวนล้อมจับกำลังช่วยชีวิตเต่ากระ น้ำหนักประมาณ 6 กก. ขณะติดกระสอบปุ๋ยลอยกลางทะเล บริเวณเกาะคู่ ห่างจากทิศตะวันออกของทะเลแหวก ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยลูกเรือพยายามแกะ เชือกกระสอบปุ๋ยออก ที่ติดครีบคู่หน้าออก แต่รัดแน่น จนต้องใช้มีดมาตัดออก ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ก็สามารถช่วยได้สำเร็จ

ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบริเวณครีบขาหน้าซ้าย มีรอยเชือกจากเศษกระสอบปุ๋ยรัดจนเป็นแผลลึกแต่ก็ยังเคลื่อนไหวได้ ก่อนปล่อยคืนสู่ทะเล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นภาพที่ประทับใจชาวโลกออนไลน์ และแสดงความชื่นชมกันเป็นจำนวนมาก ที่พยายามช่วยชีวิตเต่าไว้ได้ จากการสอบถามนายเชาวลิต บำรุง อายุ 29 ปี ลูกเรือประมงที่ช่วยชีวิตเต่ากระดังกล่าว ทราบว่า เมื่อช่วงเช้าวานนี้ ขณะที่ตนและลูกเรือคนอื่นๆ กำลัง เดินทางไปวางอวนในทะเลกับเรือสิทธิประมง ซึ่งเป็นเรือประมงอวนล้อมจับ ระหว่างทางเมื่อถึงเกาะคู่ พบว่ามีเต่าตัวหนึ่งติดกระสอบปุ๋ยลอยตะคุ่มๆ อยู่กลางทะเล มันพยายามดิ้นเอาตัวรอดแต่กระสอบรัดแน่น

ขณะที่เรือวิ่งเลยจุดที่พบเต่าไปแล้ว แต่ด้วยความสงสาร และคิดว่าถ้าปล่อยไว้มันคงไม่รอด จึงตัดสินใจบอกให้ใต้ก๋งเรือเลี้ยวเรือกลับไป และช่วยกันปลดเชือกกระสอบออกแต่เศษกระสอบรัดแน่น จึงต้องเอามีดมาตัด และพบว่าที่ครีบหน้าซ้ายมีรอยแผลลึกจากกระสอบรัดเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ก่อนนำคลิปวีดีโอที่บันทึกเอาไว้โพสต์ในโลกออนไลน์

ข่าว/ภาพ บัญฑิต รอดเกิด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. กระบี่

รวบ 3 บังคลาเทศ ลักลอบเข้าไทย อ้างติดโควิด-19 กลับประเทศไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รวบ 3 บังคลาเทศ ลักลอบเข้าไทย อ้างติดโควิด-19 กลับประเทศไม่ได้

รวบ 3 บังคลาเทศ ลักลอบเข้าไทย อ้างติดโควิด-19 กลับประเทศไม่ได้25 กรกฎาคม 2563 – 15:53 น.

จนท.รวบบังคลาเทศลักลอบเข้าไทยทหารพรานกองร้อยทหารพรานที่ 1201 รวบ 3 บังคลาเทศ ลักลอบเข้าไทย อ้างติดโควิด-19 ในกัมพูชานานกว่า 4 เดือนและไม่มีงานทำ

เมื่อเวลา 05.00. วันที่ 25 ก.ค. 2563  พันเอกชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา สั่งการให้ พันเอกเอกพงษ์  กฤตยาเกีรยติชุติ ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา, พันตรีชาญ ว่องไวเมธี ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1201 ประสานความร่วมมือ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระแก้ว, สถานตำรวจภูธรคลองลึก สนธิกำลังร่วมกันออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจป้องกันสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  ตามช่องทางธรรมชาติริมคลองลึก ซึ่งเป็นคลองกั้นพรมแดนไทย-กัมพูชา  อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ที่อาจติดมากับแรงงานต่างด้าวและชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทย

ต่อมาขณะ จนท.ชุดปฏิบัติการร่วมที่ออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมคลองลึก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา ได้ตรวจพบชายชาวต่างชาติต้องสงสัยไม่ทราบสัญชาติ จำนวน 3 คน กำลังเดินลัดเลาะป่าละเมาะริมคลองกั้นพรมแดนฯ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แล้วเดินลุยน้ำข้ามคลอง เข้ามาในฝั่งไทย จนท.จึงนำกำลังเข้าควบคุมตัวไว้ได้ จำนวน 3 คน ตรวจสอบเบื้องต้นทั้ง 3 คน มีหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) สัญชาติบังคลาเทศ แต่ไม่มีรอยตราประทับเข้าประเทศไทย และพูดภาษาไทยไม่ได้ จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาทำการสอบสวนที่ กองร้อยทหารพรานที่ 1201

จากการตรวจสอบทั้ง 3 คนตามหนังสือเดินทางระบุชื่อนายโซเฮล พาร์เวซ  อายุ 40 ปี สัญชาติบังคลาเทศ, นายเอ็มดี  บิลเลี่ยน  เมียร์  อายุ 27 ปี สัญชาติบังคลาเทศ และนายอับดุล คาริม อัลซาด อายุ 33 ปี สัญชาติบังคลาเทศ  ทั้งนี้ จนท.ได้ทำการสอบสวนโดยผ่านล่าม ชาวบังคลาเทศทั้ง 3 คน อ้างว่าได้โดยสารเครื่องบินจากประเทศอินเดีย  มาที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อมาท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชา แต่มาติดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดและประเทศกัมพูชาประกาศปิดประเทศ ทำให้ต้องติดอยู่ในประเทศกัมพูชามานานกว่า 4 เดือน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ อีกทั้งไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ ทำให้คิดถึงบ้านเกิดเป็นอย่างมาก จึงได้ชักชวนกันลักลอบเข้าประเทศไทย เพื่อที่จะได้มาหางานทำประเทศไทยและ จะได้ไปติดต่อสถานทูตบังคลาเทศในประเทศไทยให้ส่งกลับบ้าน จึงนำเงินก้อนสุดท้ายว่าจ้างนายหน้าชาวเขมรพาลักลอบข้ามพรมแดนฯ ในราคาคนละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ  รวม 3 คน เป็นเงิน 600 ดอลล่าร์ฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 18,000 บาท โดยนายหน้าชาวเขมรพาให้เดินลุยน้ำข้ามคลองกั้นพรมแดนตามช่องทางธรรมชาติจากฝั่งปอยเปตฯเข้าประเทศไทย แต่มาถูก จนท.ไทยจับกุมได้เสียก่อน 

จากนั้น จนท.ได้ดำเนินการวัดอุณหภูมิร่างกายแล้วอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 37.5 องศา และจึงควบคุมตัวชายชาวบังคลาเทศทั้ง 3 คน ให้ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

นายยุทธนา พึ่งน้อย ผู้สื่อข่าวจังหวัดสระแก้ว

อนุโมทนา เจ้าอาวาสวัดดังสุโขทัย ระดมทุนซื้อเตียงปันสุข ช่วยผู้ป่วยยากไร้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อนุโมทนา เจ้าอาวาสวัดดังสุโขทัย ระดมทุนซื้อเตียงปันสุข ช่วยผู้ป่วยยากไร้

อนุโมทนา เจ้าอาวาสวัดดังสุโขทัย ระดมทุนซื้อเตียงปันสุข ช่วยผู้ป่วยยากไร้25 กรกฎาคม 2563 – 11:22 น.

กราบหัวใจ “พระครูสุวิมล เจ้าอาวาสวัดเชิงคีรี” ป่วยเบาหวาน ตาพร่ามัว เท้าเจ็บถึงขั้นตัดนิ้วก้อยทิ้ง แต่สู้ไม่ถอย ระดมทุนซื้อเตียงปันสุข ช่วยผู้ป่วยยากไร้ 9 อำเภอในจังหวัดสุโขทัย

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดเชิงคีรี หมู่ 2 ต.นาเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย และพบกับพระครูสุวิมล สีลบรรพต เจ้าอาวาสวัดเชิงคีรี ซึ่งกำลังถูกกล่าวถึงด้วยความชื่นชมและศรัทธาของชาวบ้านทั่วทั้งจังหวัด หลังได้เริ่มโครงการเตียงปันสุข รวบรวมเงินบริจาคและเงินส่วนตัวไปซื้อเตียงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ทั้งที่ตัวท่านเองก็ป่วยโรคเบาหวานมานานกว่า 10 ปี สุขภาพไม่แข็งแรง สายตาพร่ามัว เท้าขวาเจ็บเป็นแผลถึงขั้นต้องตัดนิ้วก้อยทิ้ง แต่ท่านก็ยังลงพื้นที่ขนเตียงไปให้ผู้ป่วยถึงที่บ้านทุกครั้ง

พระครูสุวิมล สีลบรรพต เจ้าอาวาสวัดเชิงคีรี บอกว่า โครงการนี้เริ่มจาก “พระเยี่ยมโยม” ลงพื้นที่แล้วพบผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องนอนอยู่กับพื้น คนดูแลก็ลำบาก ต้องคอยอุ้ม คอยดึง คอยยกพลิกตัว ไม่มีอะไรช่วยทุ่นแรง เห็นแล้วรู้สึกสงสารทั้งคนป่วยและคนที่ต้องคอยดูแล ก็เลยคิดจะซื้อเตียงมาให้ผู้ป่วยได้ยืมใช้ที่บ้าน จนกว่าอาการจะดีขึ้นหรือเสียชีวิตจากกันไป แล้วค่อยเอาเตียงกลับคืนเพื่อให้ผู้ป่วยรายอื่นได้ยืมใช้ต่อ

โครงการเตียงปันสุข อาตมาทำมาได้ 1 ปี 6 เดือนแล้ว ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 เตียง มอบช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้ว 3 อำเภอ คือ คีรีมาศ กงไกรลาศ และบ้านด่านลานหอย ใครมีรถก็มาขนเอาเตียงไปได้ แต่ถ้าไม่มีทางวัดก็ยินดีเอาไปส่งให้ถึงบ้าน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และจะทำตลอดไป แม้อาตมาสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ก็มีใจสู้เพื่อญาติโยม

ส่วนใครที่อยากทำบุญร่วมกัน ก็บริจาคได้ทั้งเตียงใหม่ เตียงมือสอง หรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่ รถเข็นวีลแชร์ และวอล์คเกอร์ 4 ขา ก็ได้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่วัดเชิงคีรี ต.นาเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย โทร 086-9377778 (พระครูสุวิมล) และ 081-6042054 (พระยุทธนา)

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

30ปี ที่รอคอย “แฟนหงส์แดงเพชรบูรณ์” ร่วมแห่ถ้วยจำลองฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

30ปี ที่รอคอย “แฟนหงส์แดงเพชรบูรณ์” ร่วมแห่ถ้วยจำลองฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก

30ปี ที่รอคอย "แฟนหงส์แดงเพชรบูรณ์" ร่วมแห่ถ้วยจำลองฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก

25 กรกฎาคม 2563 – 09:45 น.

เพชรบูรณ์ – สาวก”หงส์แดง” ชาว อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ร่วมกันแห่ถ้วยฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกของสโมสรลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2019/2020 สร้างความคึกคักไปทั่วบริเวณตลาดซับสมอทอง

วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 เวลาประมาณ 17.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณตลาดสดซับสมอทอง อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ได้มีเหล่าบรรดาสาวก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จำนวนหนึ่งได้พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อทีมหงส์แดงมาร่วมเฉลิมฉลองการครองแชมป์พรีเมียร์ลีก ของลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2019/2020 หลังจากที่รอคอยกันมายาวนานมากว่า 30 ปี ต่างแสดงความดีใจ ชื่นมื่นกันทุกคนที่ทีมหงส์แดงได้แชมป์ในครั้งนี้

สำหรับบรรยากาศขบวนแห่ขบวนในครั้งนี้ ได้มีการจัดแบบเรียบง่าย โดยมีขบวนเป็นรถยนต์กระบะ รถจักรยานยนต์ จากนั้นได้เคลื่อนขบวนแห่ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกจำลอง รอบตลาดซับสมอทอง พร้อมโบกธงสัญลักษณ์ทีมหงส์แดง เพื่อให้บรรดาสาวกของทีมลิเวอร์พูล และบุคคลทั่วไปได้ชมขบวนแห่ พร้อมทั้งมีการเปิดเพลงเชียร์ทีมลิเวอร์พูล สร้างความคึกคักไปทั่วบริเวณตลาดสดซับสมอทอง

ด้านนายบุญลือ สีดา อายุ 58 ปี กล่าวว่า จุดประสงค์ในการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการฉลองแชมป์ให้กับทีมลิเวอร์พูล ที่พวกตนรัก และถึงแม้ว่าสาวกลิเวอร์พูลที่มาร่วมกันในวันนี้ จะมีจำนวนไม่มาก แต่ทุกคนต่างก็มีความรู้สึกเดียวกัน คือดีใจที่ทีมที่ตัวเองรักและชื่นชอบ สามารถคว้าแชมป์ในครั้งนี้มาได้ หลังจากที่เฝ้ารอคอยมายาวนานกว่า 30 ปี

บุรฉัตร ศิริวัฒนาเกษม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/438147/40012/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/438147/40013/news

มหกรรมอาหารซีฟู้ด กระตุ้นรายได้ชาวประมง จากปลาทูทะเลอันดามัน สู่เมนูเด็ด หากินยาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มหกรรมอาหารซีฟู้ด กระตุ้นรายได้ชาวประมง จากปลาทูทะเลอันดามัน สู่เมนูเด็ด หากินยาก

มหกรรมอาหารซีฟู้ด กระตุ้นรายได้ชาวประมง จากปลาทูทะเลอันดามัน สู่เมนูเด็ด หากินยาก 25 กรกฎาคม 2563 – 00:29 น.

จากปลาทูทะเลอันดามัน สู่เมนูเด็ด หากินยาก ปลาทูต้มน้ำอ้อย คั่วกลิ้งปลาทู พุงปลาแห้ง พุงปลาอื้อ (เผ็ดมาก) อาหารพื้นบ้านโบราณรสเด็ด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่งาน มหกรรมซีฟู้ด จังหวัดตรัง TRANG SEAFOOD FESTIVAL บริเวณลานจอดรถห้างโรบินสันตรัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกระจายสินค้าสัตว์น้ำทางทะเล จัดโดย สำนักงานพานิชย์จังหวัดตรัง ร่วมกับหอการค้าจังหวัดตรัง โดยมีผู้ประกอบการร้านอาหารทะเลเปิดบู๊ทจำหน่ายอาหารต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นอาหารทะเลสด ๆ จากทะเลแปรรูปมาจำหน่าย มีทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก ฯลฯ มาปรุงกันแบบสดใหม่ที่ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้เข้ามาชิม ชม ช๊อป เพื่อกระจายรายได้สู่ชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเริ่มงานตั้งแต่  24-28 กรกฎาคม 2563

ทั้งนี้ภายในงานมีบู๊ทหนึ่งที่เดินผ่านแล้วต้องสะดุดเพราะกลิ่นหอมจากเครื่องเทศสมุนไพรแตะจมูกจนต้องแวะเข้าไปอุดหนุน ซึ่งเป็นร้านของนางธัญชนก บัวขวัญ อายุ 58 ปี เจ้าของต้นตำหรับปลาทูเมนูพื้นบ้าน ร้านปลาทูต้มน้ำอ้อย ที่เปิดจำหน่ายมากว่า 23 ปี อยู่บริเวณถนนคลองมวล ใกล้กับถนนพาดรถไฟ อ.รัษฎา จ.ตรัง นอกจากจะขายหน้าร้านแล้วยังนำสินค้าออกบู๊ทจำหน่ายตามงานต่าง ๆ ปลาทูต้มน้ำอ้อย คั่วกลิ้งปลาทู พุงปลาแห้ง พุงปลาอื้อ ซึ่งอาหารทุกเมนูเรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว

ซึ่งนางธัญชนก  กล่าวว่า ที่หันมาทำอาหารที่ทำจากปลาทูทั้งหมด เพราะมองว่าหลายคนไม่กินเนื้อหรือสัตว์ใหญ่ จึงอยากให้ทุกคนได้มีตัวเลือกที่จะรับประทานในเมนูเดียวกัน ที่เลือกนำปลาทูมาทำอาหารนั้นเพราะว่าปลาทูสามารถนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ปลาแดดเดียว ปลาเค็ม ส่วนปลาทูตัวเล็กอาจจะยากต่อการทำอาหารเพราะมีก้างมาก  จึงนำมาแล่เอาแต่เนื้อมาทำคั่วกลิ้ง แทนคั่วกลิ้งเนื้อเพราะบางคนไม่กินเนื้อวัวจึงใช้เนื้อปลาทูมาทำคั่วกลิ่งแทน แต่ทั้งกลิ่น รสชาติ หรือความเผ็ด เหมือนกับคั่งกลิ่งหมู หรือเนื้อวัวทุกอย่าง

โดยคั่วกลิ้งปลาทู ส่วนผสมก็จะมีเครื่องแกงกะทิ ใส่พริกไทยเยอะ ๆ นำมาผัดกับเนื้อปลาให้แห้งใส่ใบมะกรูด ก็จะได้คั่วกลิ้งที่รสชาติอร่อยจัดจ้านเผ็ดกำลังดี เหมาะกับคนใต้ที่ชอบกินอย่างหารรสจัดอย่างยิ่ง  

สำหรับส่วนของไส้หรือพุงปลาทำความสะอาดแล้วนำมาหมัก 2 เดือน แล้วเอามาต้มกรองเอาแต่น้ำ นำมาทำเมนูอื้อพุงปลา ส่วนผสม ตะไคร้ซอย มะม่วงซอย หอมซอย พริกซอย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และใบมะกรูด ซึ่งที่ไปที่มาของชื่อเมนูพุงปลาอื้อ มาจากคนสมัยก่อนที่รับประทานแล้วไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร แต่ด้วยรสชาติและความเผ็ดมาก (เผ็ดจนหูอื้อ) จึงตั้งว่า อื้อพุงปลา อื้อ มาจาก เผ็ดหูอื้อนั่นเอง ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้าน แบบโบราณจริง ๆ และปัจจุบันมีเจ้าเดียวในจังหวัดตรัง 

ส่วนทางด้าน นางรมิดา สารสิทธิ์ เจ้าของร้านครัวทะเลเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ที่ได้นำอาหารทะเลสด ๆ อย่าง หอยครางตัวขนาดใหญ่ หอยชักตีน หอยแครง หอยแมลงภู่ นำมาลวกและน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเด็ดมาจำหน่าย กล่าวว่า การที่หน่วยงานมาจัดงานกิจกรรมแบบนี้จากการที่ตนเองประเมินจากวันนี้ซึ่งเป็นวันแรก ที่ก่อนหน้านี้อาหารทะเลขายไม่ได้เลยเพราะติดช่วงโควิด ขายได้ก็ราคาถูก มาวันนี้ 90%อาหารทะเลขายได้ สามารถกระจายรายได้ให้ชาวประมงที่หาปลาและผู้ประกอบการด้วย  ซึ่งมองว่าถ้าเป็นไปได้อยากให้จัดงานกิจกรรมอย่างนี้ให้บ่อยขึ้นเดือนละ 2 ครั้งก็ยังดี ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่ขายของ จากวิกฤตโควิดทำให้อาหารทะเลราคาตกต่ำปลาอินทรีย์ในพื้นที่กิโลกรัมละ 250 บาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละ 100 กว่าบาทเท่านั้น

ภาพ/ข่าว ถนอมศักดิ์ หนุนุ่ม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดตรัง

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 25 กรกฎาคม 2563 – 00:00 น.

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา  ภาพเรื่อง-ประเสริฐ เทพศรี

วันนี้พาทุกท่านมาท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท หลังจากรัฐบาลเปิดให้ท่อง้ที่ยวได้ ไปไหว้พระพุทธเจ้าประทับนอนในหีบพระบรมศพ  (พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพ) มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่วัดสรรพยาวัฒนาราม ตำบลสรรพยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท 

ประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูป เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 7 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา เป็นวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้น เมื่อเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วนได้ประกอบพิธีบูชาขึ้น มีการเวียนเทียนเป็นต้น แต่ไม่ทั่วไปทั่วราชอาณาจักร โดยจะประกอบพิธีในบางวัดเท่านั้น ตามแต่ความศรัทธาของท้องถิ่น 

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 
ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 

ไหว้พระเสร็จเดินออกมาจากวัดเดินมาเจอชุมชนสรรพยาเป็นชุมชนเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทเป็นที่ตั้งของตลาดเก่าสรรพยา ตลาดถนนคนเดินตลาดสรรพยา เปิดขายทุกวันทุกเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือน กลับมาเปิดขายตามปกติแล้วด้วยการจัดร้านค้าจำนวนน้อยลงให้มีระยะห่าง มีระบบ New Normal ร้านค้าต่างๆ จะมีแผงกั้นฉากกั้นมีเฟชชิลของแต่ละร้านด้วยเป็นมาตรการของเขาสินค้ายังมีคุณภาพ อาหารอร่อย ราคาไม่แพง เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์หลากสีสันที่ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างงดงาม

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 
ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 


เดินต่อมานั่งพีกที่โรงพักเก่าสรรพยา ตั้งอยู่บริเวณตลาดเก่าสรรพยา อาคารโรงพักของตำรวจมีลักษณะอาคารเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ทรงปั้นหยา ยกใต้ถุนสูง เสาทำจากไม้เต็ง ฝาเป็นไม้กระยาเลย ส่วนพื้นเป็นไม้ตะแบก เป็นโรงพักที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2444 ในสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี และถือว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็นสถานที่แสดงเรื่องราวประวัติศาตร์ท้องถิ่น เพื่อให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมและศึกษา และได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2561 (เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2561) โดยคณะกรรมการได้คัดเลือกอาคารที่ทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่ได้รับการบำรุงรักษา และอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี นับว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวครั้งนี้ได้รับรู้ประวัติศาสตร์เก่าๆของ อำเภอสรรยา จังหวัดชัยนาทได้อีกด้วย

ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 
ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 
ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 
ไหว้พระพุทธรูปปรางกราบพระบรมศพชมโรงพักเก่า ที่สรรพยา 

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต25 กรกฎาคม 2563 – 00:00 น.

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายพร้อมกัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ภูมิแพ้ เป็นโรคยอดฮิตที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย เป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายพร้อมกัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต


พญ.ลินน่า งามตระกูลพานิช แพทย์ด้านภูมิแพ้และหอบหืด ศูนย์ภูมิแพ้และหอบหืด รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) คือ อาการภูมิแพ้ที่มีปฏิกิริยารุนแรงอย่างเฉียบพลัน เมื่อร่างกายได้รับสารกระตุ้นบางอย่าง เช่น อาหาร หรือยาบางชนิด แมลงกัดต่อย หรือสารอื่นๆ เนื่องจากระบบภูมิต้านทานของบุคคลนั้น ไวต่อสารกระตุ้นดังกล่าวมากกว่าคนปกติ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายพร้อมกัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะช็อก อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้แบบ Anaphylaxis ที่พบได้ อาทิ การแพ้อาหารบางชนิด เช่น ถั่ว อาหารทะเล แพ้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน ยาแก้ปวด แพ้แมลงสัตว์กัดต่อย หรือแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำยางของพืช เช่น ถุงมือยาง ลูกโป่ง เป็นต้น        

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต

โดยทั่วไป ร่างกายจะมีกลไกป้องกันสิ่งแปลกปลอมด้วยการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี (Antibody) เพื่อช่วยกำจัดสารต่างๆ ที่คาดว่าเป็นอันตราย จากนั้นเนื้อเยื่อตามส่วนต่างๆ ของร่างกายจะตอบสนองด้วยการหลั่งสารฮิสตามีนและสารเคมีตัวอื่นทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้หรืออาการแพ้ตามมา แต่ระบบภูมิคุ้มกันในบางคนนั้น มีความไวต่อสารเหล่านี้มากกว่าคนอื่น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันแบบ Anaphylaxis ได้ เนื่องสภาพร่างกายของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มีอาการแพ้สิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันไป อาการที่บ่งบอกว่าเป็นภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน ได้แก่ 1.เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง ลมพิษ มีอาการคัน ผิวหนังแดงหรือซีด 2.มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย 3.ความดันโลหิตลดต่ำลง 4.ลิ้น ปาก หรือคอบวม หายใจติดขัดและอาจมีเสียงดังหวีดๆ รู้สึกเหมือนมีสิ่งอุดตันในลำคอ กลืนลำบาก 5.แน่นหน้าอก ใจสั่น 6.ชีพจรอ่อน หัวใจเต้นเร็ว 7.ไอ จาม น้ำมูกไหล โดยการแพ้แบบ Anaphylaxis ในเด็กมักมีสาเหตุมาจากการแพ้อาหารเป็นหลัก ส่วนในผู้ใหญ่มักเกิดจากการแพ้ยารวมถึงสาเหตุอื่นๆ

ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต


การรักษาหลักๆ ยังคงเป็นการใช้ยา Epinephrine ซึ่งปกติจะใช้วิธีฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อต้นขา ร่วมกับประเมินอาการของผู้ป่วยตามหลัก ABC ส่วนวิธีรักษาอื่นๆ ขึ้นอยู่กับอาการแพ้และการตอบสนองของผู้ป่วย กรณีที่เคยมีอาการแพ้ในระดับที่ไม่รุนแรงมาก่อน ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ ผู้ที่มีประวัติแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากสารนั้นๆ เพื่อไม่ให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น ผู้ที่แพ้อาหารควรอ่านฉลากส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หรือสอบถามคนขายก่อนซื้อมารับประทานเสมอ ส่วนผู้ที่เสี่ยงมีอาการแพ้ หรือต้องการทราบความเสี่ยงในการแพ้สารใดๆ อาจป้องกันได้โดยเข้ารับการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย 

ทั้งนี้ ศูนย์ภูมิแพ้เเละหอบหืด รพ.กรุงเทพ มีความพร้อมในการดูแลคนไข้ โดยมีกุมารแพทย์และอายุรแพทย์ที่มีความชำนาญด้านโรคภูมิแพ้เเละหอบหืด อาทิ การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test)  Patch Test  การเจาะเลือด (Blood Test)  เเละที่สำคัญคือการทำ Challenge อาหาร (Oral food Challenge) เเละยา (Oral drug challenge) และการทดสอบทุกชนิด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-310-3000 02-3103221 หรือ Call Center โทร.1719

ชาวหัวหินแห่รับ “ไอ้ไข่” ใหญ่สุดในโลก ถึงวัดห้วยมงคลพร้อมปลุกเสก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวหัวหินแห่รับ “ไอ้ไข่” ใหญ่สุดในโลก ถึงวัดห้วยมงคลพร้อมปลุกเสก

ชาวหัวหินแห่รับ "ไอ้ไข่" ใหญ่สุดในโลก ถึงวัดห้วยมงคลพร้อมปลุกเสก24 กรกฎาคม 2563 – 22:23 น.

ชาวหัวหินแห่รับ “ไอ้ไข่” ใหญ่สุดในโลกสูง 3 เมตรถึงวัดห้วยมงคลพร้อมปลุกเสก

วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 พระพิศาลสิทธิคุณหรือท่านเจ้าคุณไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์และประชาชนจำนวนมากต่างนำดอกไม้ธูปเทียนร่วมอัญเชิญ “ไอ้ไข่” หรือ “ตาไข่” ศิษย์หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จำลองสร้างจากไม้ตะเคียนอายุเก่าแก่พันปีใหญ่สุดในโลก สูงขนาด 3 เมตร และขนาด 2 เมตรอีก 2 รูป จาก จ.แพร่ นำไปตั้งไว้ภายในศาลาด้านข้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ เพื่อรอเข้าพิธีบวงสรวงเชิญดวงวิญญาณ “ไอ้ไข่” พร้อมกับพิธีพุทธาภิเษกเหรียญรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ พระพิศาลสิทธิคุณ ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้

“ การปลุกเสกมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับพระเกจิชื่อดังใน จ.เพชรบุรีและ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นจะนำ “ไอ้ไข่” ทั้งหมดตั้งไว้ที่วัดห้วยมงคล เพื่อให้ประชาชนได้กราบขอโชคลาภ

พร้อมกันนี้ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.09 น. เป็นต้นไป วัดห้วยมงคลจะแจกเหรียญเนื้อว่านที่ระลึก “ไอ้ไข่” ทำจากเนื้อว่านมงคล 9 ชนิดด้านหน้าเป็นรูปไอ้ไข่ ด้านหลังเป็นยันต์มงคลเศรษฐี มั่งมีมหาศาล ร่ำรวยตลอดกาล มอบให้กับประชาชนทุกคนที่เดินทางไปทำบุญที่วัดห้วยมงคล “ พระพิศาลสิทธิคุณ กล่าว

พอใจ  ฉันทนา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ประจวบคีรีขันธ์