เขมือบยกเล้า ชาวบ้านผวาทั้งหมู่บ้าน งูเหลือมบุกกินไก่หมดเล้า แมวหายอีก 7 ตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เขมือบยกเล้า ชาวบ้านผวาทั้งหมู่บ้าน งูเหลือมบุกกินไก่หมดเล้า แมวหายอีก 7 ตัว

12 กรกฎาคม 2563 – 15:58 น.

ชาวบ้านหมู่ 13 ในตำบลศาลาลำดวน จังหวัดสระแก้ว หวาดผวากันไปทั้งหมู่บ้าน ต้องคอยระมัดระวังดูแลบุตรหลานไม่ให้คลาดสายตา หลังพบว่า ช่วงนี้ ไก่ในเล้าที่เลี้ยงไว้ ถูกงูเหลือมขนาดใหญ่บุกเข้าไปกินจนหมดเล้า รวมถึงแมวในละแวกหมู่บ้านหายไปถึง 7 ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มชาวบ้านหนองผูกเต่าพัฒนา หมู่ 13 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว ต้องช่วยกันจับงูเหลือขนาดใหญ่ตัวนี้ ออกมาจากสวนมะนาว ของนางสาวเครือวัลย์ ศรีเนาว์ อายุ 52 ปี หลังจากชาวบ้านกำลังจะเข้าไปถางป่า แต่พบงูเหลือมขนาดใหญ่ ยาวเกือบ 3 เมตรตัวนี้ นอนขดตัวอยู่ในพงหญ้า หลังจากบุกเข้าไปกินไก่ในเล้าของชาวบ้านไปแล้วถึง 4 ตัว  

ขณะที่นางสาวเครือวัลย์ ศรีเนาว์ ชาวบ้านหนองผูกเต่าพัฒนา หมู่ 13 เจ้าของสวนมะนาวที่พบงูเป็นคนแรก เล่าว่า เมื่อวานนี้เข้าไปถางป่าในสวนมะนาว พบเห็นงูเหลือมขนาดใหญ่ตัวนี้ขดตัวอยู่ในพงหญ้า รู้สึกตกใจและกลัวมาก จากนั้น จึงได้แจ้งเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างสระแก้ว ให้เข้าไปช่วยจับงูเพื่อปล่อยคืนสู่ป่าใหญ่  นางสาวเครือวัลย์ฯ ยังเล่าอีกว่า ก่อนหน้านี้ แมวในละแวกบ้านค่อยๆ หายไปทีละตัว รวมทั้งหมด แมวหายไปแล้วถึง 7 ตัวด้วยกัน รวมถึงไก่ที่เลี้ยงไว้ในเล้าอีกเกือบ 10 ตัว ก็ถูกงูเหลือมกินไปหมด นอกจากนั้น ชาวบ้านยังกลัวอีกว่า งูเหลือขนาดใหญ่ที่พบเห็นบ่อยๆ ในช่วงหน้าฝน อาจจะทำร้ายลูกหลานเด็กเล็ก ที่มีอยู่ประมาณ 3 ถึง 4 คนอีกด้วย เพราะเด็กๆ มักจะเดินผ่านหรือเข้าไปเล่นกันในสวนมะนาวข้างบ้านอยู่เป็นประจำติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จากนั้น เจ้าหน้าที่และกลุ่มชาวบ้าน จะนำงูเหลือมตัวนี้ไปส่งให้เจ้าหน้าที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าช่องกล่ำบน เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมทั้งแจ้งเตือนครอบครัวที่มีบุตรหลานตัวเล็กๆ ให้ระมัดระวัง อาจถูกงูเหลือมทำร้ายได้ในช่วงหน้าฝน เพราะปกติแล้ว จะพบเห็นงูหลากหลายชนิด มักจะเข้าไปกินสัตว์เลี้ยง หรือเข้าบ้านอยู่บ่อยครั้ง

นายยุทธนา พึ่งน้อย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสระแก้ว

ชาวบ้านวอนหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณะยุ้งข้าวพระราชทานฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านวอนหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณะยุ้งข้าวพระราชทานฯ

ชาวบ้านวอนหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณะยุ้งข้าวพระราชทานฯ 12 กรกฎาคม 2563 – 12:07 น.

ชาวบ้านวอนหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณะยุ้งข้าวพระราชทานฯ ชาวบ้านโคกสว่าง วอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยบูรณะยุ้งข้าว ฉางข้าวหรือธนาคารข้าวพระราชทานฯ ให้ปรับปรุงให้ดีกว่านี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 63  ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายไพโรจน์ วงศ์ละคร อายุ 59 ปี  บ้านเลขที่ 88 หมู่ 6 บ้านโคกสว่าง ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ว่ายุ้งข้าวหรือฉางข้าวพระราชทาน ฯ ได้ปล่อยปะละเลยไว้เป็นเวลานาน จนมีเถาวัลย์ และวัชพืชขึ้นเต็มบริเวณพื้นที่ดังกล่าว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและปรับปรุงให้สวยงาม

นายไพโรจน์ วงศ์ละคร เล่าว่า ประมาณ พ.ศ.2525 ได้รับงบพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ เนื่องในโอกาสวันสำคัญ จำนวน 7,000 บาท เพื่อมาซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างยุ้งข้าว ส่วนแรงงานชาวบ้านได้ช่วยกันทำ เพื่อให้เป็นธนาคารข้าวส่วนกลาง เอาข้าวมารวมกันไว้คนไหนเดือดร้อนให้มายืมกิน พอถึงฤดูการเก็บเกี่ยวก็เอามาส่งคืน ทั้งต้นทั้งดอกก็ว่ากันไปตามกำหนด เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่ก่อนก็ดำเนินการมาเรื่อย ๆติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายไพโรจน์ วงศ์ละคร  เล่าอีกว่า ผ่านไป 20 ปี ก็ไม่ได้ใช้ยุ้งข้าวอีกเลย ได้ปล่อยปะละเลย ก็ไม่มีการดำเนินการต่อของคณะกรรมการ ปล่อยให้รกร้างมาเป็นเวลานาน ช่วงหลัง ๆ ไม่มีการมาดูแล ชาวบ้านที่อยู่ใกล้นาน ๆ ก็มาทำความสะอาด ปล่อยให้เครือเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมไปหมด เวลาฝนตกน้ำท่วมขัง พวกไก่ เป็ด และสัตว์ต่างเข้ามาอาศัยอยู่ใต้ถุน เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และสร้างความลำคาญ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณะยุ้งข้าว หรือฉางข้าวพระราชทานแห่งนี้ ถ้าบูรณะไม่ได้เพราะผุพังก็ให้รื้อออกไป และปรับที่เพราะมันเป็นของส่วนรวม จะสร้างประโยชน์อะไรก็ได้ ก็จะได้แก้ปัญหาความเดือดร้อนกับผมที่บ้านอยู่ติดกับยุ้งข้าว บางวันมีงูมีพิษ และสัตว์อื่นๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เพราะว่ามันรกมากมันน่ากลัว และยุ้งข้าวก็ผุพัง ไม่รู้วันไหนมันจะพังลงมา บางวันมีเด็ก ๆ เข้ามาวิ่งเล่นซ่อนแอบกันในบริเวณนี้ ตัวอาคารปลวกกัดกิน บริเวณข้างในไม้หมดสภาพ ส่วนพื้นก็ทะลุเป็นรูหมดแล้ว หลังคา ฝา ก็ผุพังหมด ถ้าวันไหนมรพายุมาอาจจะล้มลงได้ เพราะหมดสภาพ ส่วนเสาก็ขาดเกือบหมดทุกต้น

ถ้าเป็นไปได้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอนุรักษ์ไว้ จริง ๆ แล้วก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ได้กรุณามอบทุนให้มาสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แก้ไขความอดอยาก ถ้าจะอนุรักษ์ก็อยากให้มาเสริมสร้างให้มันแข็งแรงขึ้น และสวยงามดูดีขึ้นกว่านี้ ปรับภูมิทัศน์ให้ดีกว่านี้ ไม่ให้มันเป็นแบบนี้ ถ้าไม่รื้อไม่ถอนก็ควรปรับปรุง ถ้ารื้อถอนมีขั้นตอนอะไรบ้างก็สุดแล้วแต่ทางฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องถิ่น แต่ในขณะนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร จะอนุรักษ์ไว้ก็ดีเหมือนกัน เป็นเสาหลักของหมู่บ้าน และเป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้านก็ได้เหมือนกัน แต่ขอให้มีการปรับปรุงพัฒนาขึ้น..

อนุศักดิ์ เสาวภา แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร

นทท.นับพันแห่เที่ยว สกายวอร์คเชียงคาน หลังเปิดทดลอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นทท.นับพันแห่เที่ยว สกายวอร์คเชียงคาน หลังเปิดทดลอง

นทท.นับพันแห่เที่ยว สกายวอร์คเชียงคาน หลังเปิดทดลอง12 กรกฎาคม 2563 – 10:29 น.

นทท.นับพันแห่เที่ยว สกายวอร์คเชียงคาน หลังเปิดทดลอง โดยแลนด์มาร์คแห่งใหม่ “สกายวอล์คเมืองเชียงคาน” เสร็จสมบูรณ์  นทท.นับพันคนจากทุกภาคทดลองเที่ยว

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 11 ก.ค.2563 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปชมบรรยากาศการ ทดลองเที่ยว”สกายวอล์คเมืองเชียงคาน แลนด์มาร์คแห่งใหม่เมืองเชียงคาน” ตั้งอยู่ที่พระใหญ่ภูคกงิ้ว บ้านท่าดีหมี หมู่ 4 ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ. เลยฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหืองชายแดนไทย-สปป.ลาว  หรือที่เรียกว่า ”ดินแดนแม่น้ำสองสี” คือแม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองเลย 70 กม. และห่างจาก อ.เชียงคาน 19 กม.บนถนนชายโขง หรือเส้นทางยุทธศาสตร์ ลาดยางการเดินทางสะดวกตลอดเส้นทาง ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย อุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ หนองคาย และ จ.เลย  โครงการสนับสนุนพัฒนาท่องเที่ยวแห่งใหม่ ดำเนินการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเลย  ด้วยงบประมาณ 28,698,000 บาท บนความสูงจากแม่น้ำโขง 80 เมตร ความยาว 100 เมตร กว้าง 2 เมตร ส่วนยื่นจากพื้นดิน 80 เมตร.

สกายวอร์คแลนด์มาร์คแห่งใหม่เมืองเชียงคาน เป็นจุดที่มองเห็นแม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำ 2 สี ที่ชัดเจน เป็นจุดชมวิว ชมดวงอาทิตย์ตกและธรรมชาติแม่น้ำ ป่า ภูเขาทั้งไทยและลาว ที่สวยงามทุกฤดูกาล แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสูงในขณะนี้ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างใหม่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งไทยและลาว โดยเฉพาะถนนเส้นดังกล่าวนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้หลายแห่งและระยะทางไม่ไกลนัก ของ อ.เชียงคาน ทั้ง ภูทอก แก่งคุดคู้ ถนนคนเดินหรือชุมชนบ้านไม้เก่า ต.เชียงคาน  หาดนางคอย และสกายวอร์ค ต.ปากตม  ต่อถึงสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว ที่ อ.ท่าลี่ ได้สะดวกอีกด้วยติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายเจษฏาภรณ์ สอนเสียง ผู้ใหญ่บ้านท่าดีหมี เปิดเผยว่า การทดลองเปิดท่องเที่ยวเพื่อให้ทราบถึงปัญหาข้อติดขัดซึ่งก็มีอยู่ประมาณ 10  ประเด็นต้องปรับปรุง เมื่อเสร็จทดลองก็จะประชุมใหญ่ทันที ด้านขั้นตอนการท่องเที่ยวเริ่มจากการเดินทางเข้าสู่บ้านท่าดีหมี 2 ก.ม.ก็ถึงจุดจอดรถที่มีสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวภูพระใหญ่บริการคัดกรอง วัดอุณหภูมิ สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าและไทยนะ จากนั้นมีรถบริการขึ้นถึงจุดท่องเที่ยวอีก 1 กม. นทท.จะได้รับบัตรสีเพื่อต่อคิวขึ้นเที่ยว และไหว้พระใหญ่พระพุทธรูปปรางลีลาประทานพร สูง 19 เมตร จากการทดลองเมื่อวันที่  5 ก.ค.2563 มี นทท.จำนวน 3,000 คน และช่วงที่ 2 วันที่ 10 600 คน วันที่ 11 ก.ค.นี้ 2,000 คน  และอีกวันคือวันที่ 12 ก.ค.563  บริหารจัดการโดยชุมชนคือกลุ่มท่องเที่ยวภูพระใหญ่ แบบลงหุ้นขณะนี้มีทุนเรือนหุ้นแล้ว 400,000 บาท จาก 2 ปีที่ดำเนินการมา หุ้นละ 100 บาท รายละไม่เกิน 50 หุ้น การบริการท่องเที่ยวสกายวอร์คนั้น ทุกคนต้องได้รับบัตรสีหรือบัตรคิว กลุ่มละไม่เกิน 50 คน เที่ยวได้ไม่เกิน 15  นาที และบริการตั้งแต่ 07.00-18.00 น.ทุกวัน ส่วนรถที่บริการเป็นรถปิคอัพตอนเดียวมีหลังคาและโครงเหล็กกั้นในสภาพใหม่ทุกคัน ขณะนี้สมาชิกจองซื้อแล้ว 40 คัน บริการคนละ 20 บาททุกขั้นตอน ส่วนเด็กสูงต่ำกว่า 140 ซม. และผู้อายุ 80 ขึ้นไปบริการฟรี

ผู้ใหญ่บ้านท่าดีหมี กล่าวอีกว่า จาการทดลองเที่ยวมา 3 วันทราบว่ามีข้อยังไม่สมบูรณ์ที่สำคัญ คือ ห้องน้ำห้องสุขาที่น้ำไหลไม่สะดวกก็จะมีทางนายอำเภอเชียงคานและหอการค้าจังหวัดเลยมาแก้ไขเป็นระบบสูบน้ำขึ้นจากแม่น้ำโขงให้ ส่วนที่จอดรถ 20 ไร่ก็มี อบต.ปากตมคุยกับเจ้าอาวาสวัดแล้วตกลงเรียบร้อยรอเพียงทำประชาคมไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แล้วทาง อบต.ปากตมจะมาปรับพื้นที่ให้ และการทาสีพระใหญ่ใหม่ต้องใช้เงิน 1 ล้านทางผู้ว่าราชการจังหวัดเลยจะทำการจัดผ้าป่าการกุศล รวมทั้งฝ่ายทหารที่มาสร้างพระพุทธรูปไว้ให้ นอกนั้นเป็นประเด็นเล็กๆน้อย สามารถปรับปรุงพัฒนาขึ้นได้ และได้รับความร่วมมือจากกรรมการหมู่บ้านและสมาชิกทั้ง 8 หมู่บ้านของ ต.ปากตม ร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มฯ และร่วมกันพัฒนาด้วยทั้งการ จัดร้านค้า ร้านกาแฟและ  อาหาร สินค้า บริการที่พัก  เพื่อรองรับ นทท.ด้วย ส่วนกำหนดเปิดเป็นทางการของสกายวอร์ค  ทางจังหวัดเลยแจ้งว่าต้องให้พร้อมทุกด้านคือ ประมาณเดือน ต.ค. 2563  นี้     

บุญชู  ศรีไตรภพ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เลย

วิถีชีวิตใหม่ชาวทับคล้อพิจิตรรวมใจทอดผ้าป่าหาทุนซื้อเครื่องมือแพทย์บริการชาวบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วิถีชีวิตใหม่ชาวทับคล้อพิจิตรรวมใจทอดผ้าป่าหาทุนซื้อเครื่องมือแพทย์บริการชาวบ้าน

12 กรกฎาคม 2563 – 09:16 น.

วิถีชีวิตใหม่ New Normal ชาวอำเภอทับคล้อที่รักสุขภาพรวมพลังทอดผ้าป่าสามัคคีขอรับบริจาคจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อให้พอเพียงแก่การบริการชาวบ้าน

วันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2563 ที่บริเวณตลาดทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร นายภูดิท อินสุวรรณ์ สส.พปชร.พิจิตรเขต 2, นายวิศิษฐ์  เบญจพิทักษ์กุล นายอำเภอทับคล้อ,  นายแพทย์กิตติกุล ปิตะวชิรกุล ผอ.รพ.ทับคล้อ, นายมาโนช  วัฒนประสิทธิ์ สจ.เขต อ.ทับคล้อ, นายธวัชชัย รัตนพุก ประธานสภาทนายความจังหวัดพิจิตร, นายบดินทร์ มีลาภ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนล่าง 2 พร้อมด้วยทีมงานจิตอาสาของ รพ.ทับคล้อรวมถึง อสม. จำนวนกว่า 30 คน  ได้รวมตัวกันออกเดินเรี่ยไรขอรับบริจาคเงินจากพ่อค้าคหบดีและร้านค้ารวมถึงประชาชนทั่วไปเพื่อเชิญชวนบริจาคเงินตามโครงการทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลทับคล้อ ซึ่งจากการเดินขอรับบริจาควันนี้เป็นวันแรกมีผู้ร่วมทำบุญและบริจาคเงินเป็นจำนวนถึง 112,677 บาท นอกจากนี้ก็มีพ่อค้าคหบดีที่มีฐานะร่ำรวยแจ้งความประสงค์จะขอบริจาคเงินมาแล้วจำนวนเกือบ 4 ล้านบาท ซึ่งจะทำพิธีมอบในวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2563 และจะจัดให้มีการทำบุญทอดผ้าป่าในช่วงเวลา 09.00 น. พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง, เวลา 10.00 น. ทอดผ้าป่าสามัคคี, เวลา 11.00 น. พิธีมอบเงินบริจาคครุภัณฑ์การแพทย์ให้กับ รพ.ทับคล้อ

ในส่วนของนายภูดิท อินสุวรรณ์ สส.พปชร.พิจิตรเขต 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวอำเภอทับคล้อ ได้กล่าวว่า ชาวทับคล้อเป็นผู้มีจิตใจงดงามและเป็นคนใจบุญ ที่ผ่านมาทำบุญบำรุงพระพุทธศาสนาและวัดวาอารามต่างๆ เจริญรุ่งเรืองได้เป็นพระอารามหลวง แต่ในครั้งนี้เป็นการรวมพลังเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยไว้บริการประชาชนต่อไปอีกด้วย

นอกจากนี้ นายแพทย์กิตติกุล  ปิตะวชิรกุล  ผอ.รพ.ทับคล้อ ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ทับคล้อ เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง  ซึ่งแพทย์-พยาบาลมีภาระหน้าที่ต้องดูแลประชากรชาวอำเภอทับคล้อที่มีประมาณ 4 หมื่นคนเศษ  แต่ปีที่ผ่านมาให้บริการประชาชนไปแล้วกว่า 8 หมื่นครั้ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากชาวบ้านที่อยู่อำเภอข้างเคียง เช่น อ.วังทรายพูน  อ.ดงเจริญ  อ.ชนแดน ก็มาใช้บริการดังนั้นหากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครบถ้วนก็จะสามารถบริการพี่น้องประชาชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนการทอดผ้าป่าหาเงินในครั้งนี้ก็เพื่อจะนำไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นรวม 13 รายการ เช่น เครื่องควบคุมให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ , เครื่องอัลตร้าซาวด์ , เครื่องวัดออกซิเจนในร่างกาย ,  เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า(defibrillatior)ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

สำหรับท่านใดอยากร่วมทำบุญซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ รพ.ทับคล้อ สามารถร่วมทำบุญด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี  ชื่อบัญชี โครงการทอดผ้าป่าสามัคคีเพ่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์โรงพยาบาลทับคล้อ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 612-0-24837-4 หรือโทร ผอ.รพ.ทับคล้อ  086-9266654,  คุณอารีย์  เสงี่ยมจิตร โทร 081-5345577, คุณววรณนภา  ด่านธนวานิช  โทร 089-1832597  ในวันและเวลาราชการ

สิทธิพจน์ เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พิจิตร

จะไล่อย่างไร วอนผู้รู้ช่วยแนะนำ ฝูงค้างคาวบุกวัด จนทำกิจของสงฆ์ไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จะไล่อย่างไร วอนผู้รู้ช่วยแนะนำ ฝูงค้างคาวบุกวัด จนทำกิจของสงฆ์ไม่ได้

จะไล่อย่างไร วอนผู้รู้ช่วยแนะนำ ฝูงค้างคาวบุกวัด จนทำกิจของสงฆ์ไม่ได้11 กรกฎาคม 2563 – 20:38 น.

จะไล่อย่างไร วอนผู้รู้ช่วยแนะนำ ฝูงค้างคาวบุกวัด จนทำกิจของสงฆ์ไม่ได้ ฝูงค้างคาวบุกวัดเก่าโบราณ ริมแม่น้ำสงคราม เจ้าอาวาสใช้ภูมิปัญญาแก้ไขได้ระดับหนึ่ง สัตว์มีหูหนูมีปีกยังมึน วอนผู้รู้ช่วยแนะนำ

วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาส เดินทางไปที่วัดโพธิ์ไชย หมู่ 7 ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสงคราม หลังทราบจากนายศรีสุวรรณ ยศไชยวิบูลย์ อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ 7 ต.ไชยบุรี ว่าทางวัดมีการปรับปรุงหลังคาศาลาการเปรียญบางส่วนใหม่ จากเดิมบริเวณใต้หลังคาเคยมีค้างคาวมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มีมูลค้างคาวอยู่เต็มบริเวณศาลาชั้นสอง และส่งกลิ่นเหม็นรบกวนจนไม่สามารถทำกิจของสงฆ์ได้ จึงต้องย้ายสิ่งของลงมาชั้นล่างของศาลาฯ

ต่อมาพระมหาปรัชญา ธีรปัญฺโญ เจ้าคณะตำบลท่าจำปา เขต 2 /เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ไชย และพระอธิการบุญทวี จิตตมโล ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดรวมพรรัศมีธรรม ต.พนอม อ.ท่าอุเทน จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนหลังคาจากเดิมเป็นแบบทึบทั้งหมด เปลี่ยนเป็นแบบแผ่นใสในบางจุด เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบแสง และออกหากินตอนกลางคืน ผลที่ได้สามารถลดจำนวนค้างคาวที่มาอาศัยอยู่ภายใต้หลังคาได้ แต่ยังคงมีค้างคาวบางส่วนที่ยังคงเข้ามาอยู่อาศัยและถ่ายมูลทิ้งไว้ ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโดยแท้ จากเดิมทั้งพระ เณร และฆราวาสต้องช่วยกันกวาดมูลค้างคาวทุกวัน มาเป็นกวาดเก็บอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น และทางด้านเจ้าอาวาสยังกล่าวว่า หากมีใครที่มีวิธีที่สามารถป้องกันการเข้ามาอาศัยของค้างคาวได้ อยากให้ลองเข้ามาดูและแนะนำการให้กับทางวัด เพราะทางวัดจะได้มีพื้นที่ไว้ทำกิจวัตรเพิ่มขึ้นอีก โดยโทรศัพท์ให้รายละเอียดที่ได้เบอร์ 095-4985990,083-4952819

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ประวัติการสร้างวัดโพธิ์ไชย สร้างเมื่อ พ.ศ.2416  ซึ่งเป็นเอกสารที่พระครูไชยบุรีคุณาธร หรือหลวงปู่คำตัน วราโก อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 3 ได้ส่งต่อกรมการศาสนา แต่ตามจดหมายเหตุของขุนหลวงชำอุเทนดิษฐ์ (บันทึกตำนานเมืองไชยบุรี) บันทึกไว้ว่า “เมื่อปีชวดสัมฤทธิศก พ.ศ.2371 เจ้าอนุวงค์เมืองเวียงจันทน์ ได้กลับจาเมืองญวน มาทำการกบฏต่อกรุงทพมหานครอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งนี้คิดการใหญ่มาก แต่ก็พ่ายแพ้กลับไปเมืองญวนอีก ฝ่ายกองทัพไทยก็ติดตามจับตัวมาได้ ส่งตัวลงไปกรุงเทพมหานคร แล้วเจ้าพญาบดินทร์ได้จัดให้พระวิชิตสงคราม เป็นแม่ทัพกองหนึ่งคุมไพร่พลเมืองอุบล เมืองยโสธร 180 คน ไปตั้งรักษาปากน้ำสงครามที่เมืองไชยสุทธิ์อุตตมะบุรี (ก่อนหน้านี้เคยเป็นเมืองร้างมา 1 ปี)  เมื่อการศึกสงครามกับเมืองลาวสงบราบคาบแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้ราชวงศ์เสนเมืองอุบล มาเป็นเจ้าเมืองไชยสุทธิ์อุตตมะบุรี มีคณะกรรมการเมืองซึ่งมาจากเขมราฐ เมืองอุบล เมืองยโสธร อีกจำนวนมาก ร่วมกันปฏิสังขรณ์วัดวาอารามและบ้านเมืองที่ทรุดโทรมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นลำดับ ต่อมาก็ได้สร้างวัดขึ้นอีก 3 วัด คือ วัดศรีบุญเรือง วัดยอดแก้ว และ วัดโพธิ์ชัย (ปัจจุบันทั้งวัดศรีบุญเรืองและวัดยอดแก้วกลายเป็นวัดร้าง) คงเหลือแต่วัดโพธิ์ชัยที่มีพระภิกษุจำพรรษาตลอด

ข่าว/ภาพ ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

คืนอุปกรณ์ทำกิน 3 ยายเก็บเห็ด ตร.เสนอสั่งไม่ฟ้อง พร้อมมอบไข่เพื่อปลอบขวัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คืนอุปกรณ์ทำกิน 3 ยายเก็บเห็ด ตร.เสนอสั่งไม่ฟ้อง พร้อมมอบไข่เพื่อปลอบขวัญ

11 กรกฎาคม 2563 – 20:37 น.

คืนอุปกรณ์ทำกิน 3 ยายเก็บเห็ด ตร.เสนอสั่งไม่ฟ้อง พร้อมมอบไข่เพื่อปลอบขวัญ เผยต่อไปจะระมัดระวังในการออกไปหาเก็บเห็ดและจะไม่เข้าไปในเขตที่มีการหวงห้ามอย่างเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากกรณีที่ นางปราณี โยแก้ว อายุ 63 ปี นางบุญมี อิทธิเดช อายุ 59 ปี และนางทัศศอร  โยแก้ว อายุ 36 ปี ทั้ง 3 อยู่ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ที่ถูกนายประธาน ตันรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีหนังสือมอบหมายเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้มาแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากทั้ง 3 คนได้บุกรุกเข้าไปในพื้นที่บริเวณสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่เขต ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ และลักลอบเก็บเห็ดโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 8 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา โดย นางทัศศอร โยแก้ว อายุ 36 ปี  ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุพวกตนทั้ง 3 คนได้พากันอาศัยรถของเพื่อนบ้านเพื่อออกตระเวนหาเก็บเห็ดขมยูคาลิปตัสที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติใต้โคนต้นยูคาลิปตัส เพื่อจะได้นำมาเป็นอาหารประทังชีวิตในครอบครัว เนื่องจากพวกตนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจะไปทำงานหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวได้ โดยได้พากันไปหาเก็บเห็ดที่ป่าบ้านหนองม่วงหนองสวง ต.หนองครก อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้เห็ดขมมาคนละประมาณ 7-10 ดอก และหลังจากตระเวนหาเก็บเห็ดแล้วไม่มีเห็ดขมให้เก็บได้อีก จึงได้พากันอาศัยรถของเพื่อนบ้านเพื่อพากันมาหาเก็บเห็ดที่ป่ายูคาลิปตัสอยู่ริมถนนทางไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ แต่ยังไม่ได้เก็บเห็ดมาโดนจับกุมก่อน และต่อมานายประธาน ได้ไปถอนแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 3 คนแล้ว ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 63 พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ขณะนี้ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้สรุปสำนวนการสอบสวนคดีนี้เรียบร้อยแล้ว โดยได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามคน และได้ดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 1002/2563 ไปยังพนักงานอัยการ ซึ่งพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตนได้มอบของกลางประกอบด้วยเสียม จำนวน 3 เล่ม ตะกร้า จำนวน 3 ใบ เห็ดจำนวนหนึ่ง คืนให้กับทั้ง 3 คนไปแล้ว  และเพื่อเป็นการปันสุขให้กับชาวบ้านทั้ง 3 คน ตนจึงได้มอบไข่ไก่ให้กับชาวบ้านทั้ง 3 คนๆ ละ 3 ถาด เพื่อนำไปเป็นอาหารเลี้ยงตนเองและครอบครัวอีกด้วยติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ทางด้าน นางปราณี โยแก้ว อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 85/3 หมู่ 7 บ้านบัวระรมย์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณ ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้ความกรุณาช่วยเหลือตนกับพวกในครั้งนี้  ต่อไปตนจะระมัดระวังในการออกไปหาเก็บเห็ดและจะไม่เข้าไปในเขตที่มีการหวงห้ามอย่างเด็ดขาด

ศิริเกษ หมายสุข  ผู้สื่อข่าว จ.ศรีสะเกษ

ไอเดียเจ๋ง เด็กอนุบาลทำพานไหว้ครูยุคโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไอเดียเจ๋ง เด็กอนุบาลทำพานไหว้ครูยุคโควิด

ไอเดียเจ๋ง เด็กอนุบาลทำพานไหว้ครูยุคโควิด11 กรกฎาคม 2563 – 20:29 น.

ไอเดียเจ๋ง เด็กอนุบาลทำพานไหว้ครูยุคโควิด น้องปันปัน ไอเดียเจ๋ง โดยพานที่ทำมานั้นทำเป็นเค้กรูปนักเรียนหญิงถักเปีย สวมชุดนักเรียน ลักษณะคล้ายกับน้องปันปัน ใส่หน้ากากอนามัยปิดปาก และมีข้อความว่าCOVID 19

วันที่ 9 ก.ค.2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีเพชรบูรณ์ อ.เมืองเพชรบูรณ์ ได้มีการจัดพิธีไหว้ครูเพื่อสืบทอดพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นการแสดงความเคารพครู อาจารย์ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับปีนี้ซึ่งมีการระบาดของโรคโควิด 19 รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโดยเฉพาะในโรงเรียนที่เพิ่งจะมีการเปิดเทอมมาไม่กี่วันนี้ โรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีเพชรบูรณ์จึงได้จัดรูปแบบการไหว้ครูแบบใหม่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

เซอร์ดาเมียน ปิยวรรณ  วงศ์วณิชย์เจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเผยว่าโรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีเพชรบูรณ์ อ.เมืองเพชรบูรณ์เป็นโรงเรียนเอกชนมีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนประมาณ 1,300 คน ซึ่งหลังจากเปิดการเรียนการสอนหลังจากสถานการณ์โรคโควิดได้คลี่คลายไปแล้ว แต่โรงเรียนก็ยังมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการแพร่ระบาดดังกล่าว หนึ่งในวิธีการนั้นคือในช่วงที่มีพิธีไหว้ครู ซึ่งโรงเรียนได้จัดเป็นประจำทุกปี เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความเคารพครู อาจารย์ ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา โดยในแต่ละปีจะจัดรวมทุกระดับชั้นภายในโดมของโรงเรียนในวันและเวลาเดียวกัน แต่ในปีนี้เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนรวมเป็นกลุ่มใหญ่จึงให้นักเรียนแต่ละห้องจัดพิธีไหว้ครูภายในห้องของตนเอง ส่วนพิธีการต่าง ๆ ก็ได้ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม แต่ยังคงความขั้นตอนหลักคือการการร้องเพลงวันไหว้ครู การนำดอกไม้ ธูปเทียน ดอกเข็ม ดอกมะเขือ ข้าวตอก และหญ้าแพรก นำไปไหว้ครูตามที่เคยปฏิบัติกันมา

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากธูปเทียนและดอกไม้ดังกล่าวข้างต้น ก็จะมีตัวแทนห้องจัดพานดอกไม้ พานธูปเทียน เพื่อเป็นตัวแทนห้องในการไหว้ครู ซึ่งก็จะมีการตกแต่งพานอย่างสวนงาม แต่ที่สะดุดตาและเป็นที่ชื่อชอบของเพื่อนในห้องมากนั่นคือ ด.ญปัญญารัตน์ หิรัณยเอกภาพ  หรือ น้องปันปัน อายุ 8 ขวบ ชั้น ป.2/2 ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนจัดทำพานไหว้ครู โดยพานของน้อง ปันปัน จัดทำมานั้นทำเป็นเค้กรูปนักเรียนหญิงถักเปีย สวมชุดนักเรียน ลักษณะคล้ายกับน้องปันปัน ใส่หน้ากากอนามัยปิดปาก และมีข้อความว่าCOVID 19 ซึ่งจากการสอบถามทราบว่าน้องปันปัน เป็นลูกสาวของร้านขนมเค้กชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองเพชรบูรณ์ ส่วนรูปแบบนั้นน้องปันปันบอกแม่ว่าอยากได้พานเป็นเค้กต่อต้านโควิด จึงขอให้แม่ช่วยทำ ส่วนน้องปันปันเป็นคนออกแบบ ซึ่งน้องปันปันกล่าวว่าเป็นเค้กไหว้ครูที่สวยที่สุดเล้ย

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

เปิดวาร์ปเจ้าพ่อไก่แจ้ตัวเป็นๆ คู่บารมีไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดวาร์ปเจ้าพ่อไก่แจ้ตัวเป็นๆ คู่บารมีไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก

11 กรกฎาคม 2563 – 17:25 น.

เปิดวาร์ปเจ้าพ่อไก่แจ้ตัวเป็น ๆ คู่บารมีไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ อ.แว่น เจ้าอาวาสให้อาศัยในศาลาโรงธรรมท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านแต่ไม่ตื่นกลัวแม้แต่น้อย-คอหวยไม่พลาดแห่ตีเลขเด็ด 195,197,295,297 เสี่ยงโชคคึกคัก

วันที่ 11 ก.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่ช่วงวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษาที่ผ่านมา จนกระทั้งถึงวันนี้ 11 ก.ค. 2563 ซึ่งเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต่อเนื่องอีก 2 วัน ได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากแห่เดินทางมายังวัดเจดีย์ ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เพื่อกราบไหว้ขอพรไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์สุดยอดกุมารเทพในยุคนี้ แม้เส้นทางคมนาคมจะค้นอข้างยากลำบาก โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักจากบ้านต้นเหรียง ต.เสาเภา -ไปยังถึงวัดเจดีย์ ระยะทางประมาณ 8 กม. ที่ถนนคับแคบชำรุดทรุดโทรมอย่างหนักทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก โดยทางวัดต้องจัดเจ้าหน้าที่อาสาจราจรมาคอยระบายการจราจรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางมายังวัดเจดีย์ ในขณะที่สองข้างทางมีการก่อสร้างอาคารร้านค้า ร้านจำหน่ายสินค้าที่ใช้สำหรับการบนบานหรือแก้บนไอ้ไข่ รวมทั้งร้านอาหาร ร้านน้ำชา-กาแฟ เรียงรายตลอดสองข้างทาง ทำให้บรรยากาศตลอดทั้ง 4 เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่วัดเจดีย์ เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากประชาชนและนักท่องเที่ยวถือโอกาสแวะลงจับใช้จ่ายสอย เลือกซื้อสิ่งของเซ่นไหว้ เตรียมไปบนบานและแก้บน เช่น ลูกประทัด ตุ๊กตาไก่ ชุดทหาร และอื่น ๆ สร้างรายได้ให้กับทุกร้านวันละหลายหมื่นบาท

โดยเฉพาะหลายร้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงวัดเจดีย์จะขายดีเป็นพิเศษ แต่ร้านที่ขายดีที่สุดคือร้าน “บ่าวเอประทัด” ซึ่งเป็นร้านขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาร้านที่จำหน่ายสินค้าเซ่นไหว้แก้บนได้ไข่วัดเจดีย์ ตั้งอยู่ริมถนนตรงข้ามกับทางเข้าวัดเจดีย์พอดีบริเวณร้านยาวกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าทุกชนิดครบวงจรและราคาถูกกว่าร้านอื่น ๆ  ทำให้มีลูกค้าแห่เข้าไปซื้อมากที่สุด โดยมีนายวุฒิชัย ใจห้าว นางวรทยา ใจห้าว สองสามีภรรยาเจ้าของ “ร้านบ่าวเอประทัด” คอยให้บริการลูกค้าด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส

นายวุฒิชัย ใจห้าว กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษาวันที่ 4-8 ก.ค. 2563 มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ไอ้ไข่วัดเจดีย์รวมแล้วไม่น้อยกว่า 150,000 คน และในช่วงวันวันที่ 9 -10 ก.ค. แม้จะเป็นวันทำงานหลังหยุดยาว 4-5 วันแต่ยังมีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ไอ้ไข่วัดเจดีย์วันละไม่น้อยกว่า 10,000 คน และในวันนี้ (11 ก.ค.) ตั้งแต่เช้าตรู่มีผู้คนหลั่งไหลมายังวัดเจดีย์ เพื่อกราบไหว้ขอพรไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ สุดยอดกุมารเทพ คาดว่าในช่วงวันที่ 11-12 ก.ค.ซึ่งเป็นวันหยุดกเสาร์-อาทิตย์จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาวัดเจดีย์ไม่ต่ำกว่าวันละ 30,000 คน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นอกจากผู้คนจะแห่เดินทางมากราบไหว้ขอพระไอ้ไข่วัดเจดีย์ ภายในวัดเจดีย์ยังมีต้นตะเคียนยักษ์ยืนต้นตาย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตะเคียนตายพรายW ซึ่งเชื่อกันว่ามีวิญญาณเจ้าแม่ตะเคียนสิงสถิตอยู่ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านกราบไหว้บูชาคู่กันกับรูปปั้นไอ้ไข่ โดยเฉพาะยิ่งใกล้วันหวยออกทั้งชาวบ้านและคอหวยจากทั่วทุกสารทิศแห่กันมากราบไหว้ไอ้ไข่และใช้แป้งทาลูบหาเลขเด็ดจากท่อนตะเคียนตายพราย เพื่อขอเลขเด็ดไม่ขาดสายตลอดทั้งวันซึ่งต่างก็ได้เลขเด็ดกันไปต่าง ๆ นา ๆ ตามความเชื่อและโชคลาภของแต่ละคน

“อย่างไรก็ตามมีชาวต่างประเทศจำนวนหลายรายที่เคยเดินทางมาบนบานไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ได้ถือโอกาสพระครูพุทธเจติยาภิมณฑ์ หรืออาจารย์แว่น  เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่)โดยเจ้าอาวาสจะออกมานั่ง ในศาลาโรงธรรมข้างโบสถ์เพื่อต้อนรับและสั่งเกตุการณ์ อำนวยการการให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยผู้คนต่างแปลกใจที่ภายในศาลาโรงธรรมดังกล่าวมีไก่แจ้ตัวหนึ่ง เพศผู้ อายุประมาณ 5-6 ปี สีแดงสลับดำ มีหงอนสีแดง ขนาดใหญ่ เดือย 2 ข้างแหลมและยาวกว่า 1 นิ้ว จะเดินเล่นวนเวียนอยู่ในศาลโรงธรรมและมักจะเดินตามพระครูพุทธเจติยาภิมณฑ์ หรือ”พระอาจารย์แว่น”ไม่ยอมห่างและไม่มีท่าทีตื่นกลัวผู้คนแม้แต้น้อย”

ในขณะที่พระครูพุทธเจติยาภิมณฑ์ หรืออาจารย์แว่น  เจ้าอาวาสวัดเจดีย์(ไอ้ไข่)กล่าวว่า คาดว่าเจ้าไก่แจ้ตัวดังกล่าวเป็นไก่แจ้ที่มีคนนำมาแก้บนแล้วปล่อยไว้ในวัด มันจึงเข้ามาอาศัยอยู่ในศาลาโรงธรรมข้างโบสถ์แห่งนี้ เท่าที่ตรวจสอบพบว่ามันค่อยข้างจะคุ้ยเคยกับผู้คน ไม่แตกตื่นตกใจแม้ในแต่ละจะมีผู้คนเดินทางเข้ามาในวัดจำนวนมาก เชื่อว่าเดิมทีเจ้าไก่แจ้ตัวนี้เจ้าของเดิมคงเลี้ยงไว้สำหรับการขึ้นราวแข่งขันและน่าจะเคยลงสนามแข่งขันมาแล้วหลายครั้ง เพราะที่ขาขวายังมีเชือกถักบ่วงผูกติดอยู่  อาตมาจึงอนุญาตให้มันอาศัยอยู่ตามประสาของมันมานาน 4-5 ปีแล้ว แม้มันจะเดินพ่านพ่านไปทั่วแต่ก็ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวเลย มันน่ารักอีกต่างหาก รูปร่างรูปทรงและสีสันต์สวยสง่าดูน่าเกรงขาม

“ผลกระทบจากเจ้าไก่แจ้ตัวนี้มีอยู่อย่างเดียวคือมันจะถ่ายขี้อออกมาตามจุดต่าง ๆ อาจจะดูสกปรกเรี่ยราด จนเจ้าหน้ที่ของวัดพยายามจะนำเจ้าไก่แจ้ไปล่อยในจุดอื่นๆ แต่มันจะเดินกลับมาอาศัยอยู่ในศาลาโรงธรรมเหมือนเดิม อาตมาจึงแจ้งกับเจ้าหน้าที่ปล่อยให้มันอยู่อาศัยในศาลาโรงธรรมแห่งนี้ตามสบายและตามธรรมชาติของมัน พร้อมสั่งห้ามไม่ต้องไปหยิกไล่มันอีก ทุกวันนี้ไก่แจ้ตัวนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวัดเจดีย์ไอ้ไข่ หรือ “ไก่แจ้คู่บารมีได้ไข่” ไปโดยปริยาย ส่วนปัญหาเรื่องขี้ไก่ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ อาตมาและเจ้าหน้าที่ก็คอยเอากระดาษทิชชู่คอยเช็ดออก ก็ไม่ได้สร้างความลำบากยากเย็นอะไรมากนัก” พระอาจารย์แว่นกล่าวอย่างเมตตาสงสาร

คอหวยในพื้นที่คนหนึ่ง กล่าวว่า ไก่แจ้ตัวนี้มีความพิเศษหลาย ๆ อย่างที่ไม่เหมือนกับไก่แจ้ทั่ว ๆ ไป มันจะเดินวนเวียนอยู่ภายในศาลาโรงธรรมอย่างไม่ตื่นกลัวผู้คน ไม่สะทกสะท้าน และดูทระนงองอาจ เหมือนกับว่ามันเป็นเจ้าของโรงธรรมโดยมันดูจะให้เคารพย่ำเกรงพระครูพุทธเจติยาภิมณฑ์ หรืออาจารย์แว่น เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) มากกว่าพระภิกษุ สามเณรหรือเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ และจะชอบไปยืนหน้าภาพถ่ายพระครูเจติยาภิรักษ์ หรือ พระอาจารย์เทิ่ม อดีตเจ้าอาวาสผู้จัดสร้างเหรียญไอ้ไข่เด็กดวัดเจดีย์ รุ่นแรก และภาพไอ้ไข่ที่วางอยู่หลังพระพุทธรูป และไก่แจ้ตัวนี้มันจะไม่ขันพร่ำเพรื่อเหมือนไก่แจ้ทั่วๆไป แต่หากเป็นวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ หรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามันจะโก่งคอขันเสียงไพเราะเพราะพริ้งอย่างมาก  จนหลายคนเชื่อว่าไก่แจ้งตัวนี้เป็นไก่แจ้คู่บารมีไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์อย่างแท้จริง และสอดคล้องกับความเชื่อและความนิยมที่มีการนำตุ๊กตาไก่มาถวายแก้บนไอ้ไข่ จนตุ๊กตาไก่ขนาดต่าง ๆ หลายแสนตัววางเรียงรายเต็มพื้นที่วัดนับ 100 ไร่ ในขณะที่บรรดาคอหวยเคยนับจำนวนเสียงที่ไก่แจ้ตัวนี้ขันไปเสี่ยงโชคซื้อลอตเตอรี่และหวยใต้ดินถูกกันมาหลายครั้งแล้ว สำหรับในงวดนี้มีคนที่เดินทางมาที่วัดเจดีย์ ในช่วงเทศกาลอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ที่ผ่านมาตีเลขเด็ดไก่แจ้ตัวนี้ เช่น เลข 195,295 197,297 เป็นต้นนำไปเสี่ยงโชคอย่างคึกคักเช่นกัน”.

ภาพ/คลิป ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ยุทธนะ  เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 11 กรกฎาคม 2563 – 00:00 น.

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 

ช่วงก่อนวันเข้าพรรณษา นางจิรารัตน์ มีงาม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรีร่วมกับ อาจารย์เอมมี่ เทพนิมิตต์ จัดกิจกรรมในวันนี้เป็นเส้นทางบุญครั้งที่ 26 ของอาจารย์เอมมี่ เทพนิมิตต์ เรามาที่จังหวัดชัยนาทภายใต้ concept ที่ว่า “ถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดีที่จังหวัดชัยนาท”


นางจิรารัตน์ มีงามผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรีเปิดเผยว่าจังหวัดชัยนาทเป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคกลางเป็นจังหวัดเล็กๆแต่จริงๆ มีความเป็นมาอันยาวนานทางประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าวัดวาอารามมีจำนวนมากไม่แพ้จังหวัดใดในภาคกลาง  แต่ยิ่งกว่านั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างที่อาจารย์เอ็มมี่ไปสำรวจมาแล้วจะรู้ว่าแต่ละแห่งมีจุดเด่นมีความสำคัญไม่เหมือนกันหลายคนอาจจะรู้จักวัดเพียงไม่กี่วัดที่มีชื่อเสียง  แต่จริงๆ มีวัดที่เล็กๆ วัดที่สำคัญกระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ มากมายแล้วก็มีความโดดเด่นแตกต่างกันด้วยถ้ามีโอกาสอย่างไรก็ตามนะคะ ถ้าเราสามารถเที่ยวได้ ไปชมได้ ไปสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ทุกวัดเลยก็ยิ่งดีค่ะ มาคราวนี้อาจารย์เอ็มมี่พาไปทั้งหมด 6 วัด เป็นวัดที่สำคัญทั้งสิ้นซึ่งก็มีวัดอื่นๆ อีกในเส้นทางบุญครั้งที่ 26  ครั้งนี้เพิ่งมาจังหวัดชัยนาทเป็นครั้งแรกและจะมีครั้งต่อไปอีกเพราะว่ามีวัดอื่นๆ อีกมากมาย

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


กิจกรรมในครั้งนี้เราเน้นการให้คนได้เข้าวัดวาอาราม ได้รู้จักหลักธรรมของศาสนา ได้รู้จักศิลปะตามยุคตามสมัย เพราะจังหวัดชัยนาทเป็นจังหวัดที่เก่าแก่ที่แฝงซ่อนเร้นไปด้วยอารยธรรมหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมลพบุรี อารยธรรมอยุธยา และอารยธรรมสุโขทัย แต่ละวัดมีความก่าแก่ที่ซ่อนลึกมาก ซึ่งจะต่างจากจังหวัดอื่นตรงที่ว่าจังหวัดชัยนาทมีศิลปะลึกและซ่อนไว้อยู่ “ถ้าเป็นจังหวัดอื่นเขาจะมีเส้นทางที่เปิดเผย” แต่จังหวัดชัยนาทเป็นเมืองเล็กๆ ก็จะเป็นที่เส้นทางที่ไม่ถูกเปิดเผยยิ่งนัก แต่ว่าตอนนี้จังหวัดชัยนาทนี้ได้เริ่มที่จะเปิดและหันมาโปรโมตจังหวัดตัวเองให้คนมาท่องเที่ยวในเชิงศาสนามากขึ้น แล้วก็วัตถุมงคลจากเกจิดังๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อหลายๆ วัด อาทิ หลวงพ่อย้อย-วัดทรงเสวย, หลวงปู่ศุข-วัดปากคลองมะขามเฒ่า,หลวงปู่นะ-วัดหนองบัว

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


วัดที่เรามาในวันนี้เก่าๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “วัดป่าสัก” เป็นวัดแรก เกจิอาจารย์ชื่อดังนั่นก็คือ “หลวงพ่อกำจัด” ตอนนี้ท่านยังคงมีชีวิตอยู่ มาวัดที่สองคือ “วัดพระบรมธาตุ” พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นคณะจังหวัดเป็นพระเถรานุเถระใหญ่ที่ผู้คนนับถือมาก แล้วมาวัดที่สาม “วัดทรงเสวย” ซึ่งเป็นวัดตามรอยประพาสต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ที่ได้เคยเสด็จประพาสต้นและค้างอ้างแรมที่นี่และทรงเสวยพระกระยาหารร่วมกับพระราชโอรสและข้าราชบริพารที่นี่ เขาจึงเรียกว่า “วัดทรงเสวย” คนจึงนิยมมาที่วัดทรงเสวยเพราะมีความเชื่อกันว่าถ้าได้มากินอาหารที่วัดทรงเสวยเมื่อกลับไปจะได้มีความสุข ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


เสวยสุขอิ่มหมีพีมัน อายุมั่นขวัญยืน ที่วัดก็จะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่หมายถึงอายุวัฒนะอายุมั่นขวัญยืน จากนั้นวัดที่สี่เป็น “วัดพระแก้ว” วัดพระแก้วเป็นโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากนะครับ เรียกว่าเป็นราชินีของเจดีย์ในเอเซียอาคเนย์ได้ “หลวงพ่อพระฉาย” เป็นหลวงพ่อพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิิ์ เป็นศิลปะร่วมสมัยขอมที่เข้าสู่อู่ทอง จะมีการสลัก “ทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในภาพกลับหัว” เพราะว่าการที่ทรงช้างเอราวัณของพระอินทร์ เพราะมีความเชื่อกันว่าพระอินทร์ทรงบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง เจดีย์องค์นี้หมายถึงเจดีย์เก็จแก้วมณี

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


ผู้คนเดินทางมาขอที่นี่มักจะขอเรื่องอาชีพหน้าที่การงาน การเงิน ขอพรแล้วมักจะจะสำเร็จ “หลวงพ่อพระฉาย”  จะให้ตามความต้องการ ที่วัดพระแก้วแห่งนี้ถ้าเราย้อนรอยไปดูอาณาจักรหริภุญชัยในสมัยเจ้าแม่จามเทวี จะเห็นได้ว่าเจดีย์จะคล้ายกันมาก


จากนั้นมาต่อวัดที่ 5 “วัดมหาธาตุ” จะสังเกตได้ว่าชื่อวัดมหาธาตุจะมีอยู่ทุกจังหวัด สังเกตได้ง่ายว่าจังหวัดไหนที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่มักจะมีชื่อวัดมหาธาตุอยู่ในจังหวัดนั้น

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


นั่นก็คือเป็นวัดที่มีพระบรมสารีริกธาตุอันยิ่งใหญ่เขาจึงเรียกว่าวัดมหาธาตุ ที่วัดแห่งนี้จะมี “หลวงพ่อพระหมอ” เป็นหลวงพ่อที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บคนเป็นโรคภัยไข้เจ็บอะไรมาบนบานสานกล่าวหรือมาขอพรจากท่านแล้ว มีความเชื่อกันว่ามักจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ชาวชัยนาท อำเภอสวรรคบุรี ต่างมีความเชื่อและนับถือเป็นอย่างมาก


ที่วัดแห่งนี้เป็นโบราณสถานที่ร่วมสมัย โดยผสมผสานอารยธรรมลพบุรี อู่ทองและสุโขทัยมารวมกันอยู่ที่นี่ หากคุณได้มาที่วัดมหาธาตุ อำเภอสวรรคบุรี จังหวัดชัยนาท คุณจะนึกว่าคุณได้กลับไปอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยน้อยๆ เลยนะครับ ที่ด้านหลังจะมีวิหารคล้ายกับที่จังหวัดสุโขทัย พอเราขอพรจากหลวงพ่อพระหมอเสร็จ เราก็มาเข้าสู่ “วัดโพธาราม” เป็นวัดที่ 6 ซึ่งวัดโพธารามจะอยู่ตรงกันข้ามกับวัดมหาธาตุ เรียกว่าอยู่คนละซอย แต่ว่าอารยธรรมไม่ทิ้งกันเลยเพราะว่าที่นี่ได้ขุดค้นพบ “พระหิน” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะทาวารวดีอันเก่าแก่มีอายุเป็นพันปี ซึ่งเชื่อกันว่า มีสักการะที่พระหินองค์นี้จะทำให้เรามีจิตใจที่กล้าแกร่งใครที่มีความทุกข์ มีความน้อยเนื้อต่ำใจ ให้มาขอพรท่านจะเกิดความมุมานะเกิดขึ้น และเขาเชื่อกันว่า “หลวงพ่อหิน” จะบันดาลโชคขอพรสิ่งใดมักจะประสบความสำเร็จ เป็นที่เลื่องลือในเรื่องความประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณจะต้องมาสัมผัสเอง

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


นอกจากหลวงพ่อหินแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ “หลวงพ่อผอม”เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่า “หลวงพ่อผอม” แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านละแวกนี้ได้ประจักษ์จากคนใกล้จะเสียชีวิตเข้าโรงพยาบาลในอาการโคม่า เขาเชื่อกันว่าหลวงพ่อผอมไปเข้าฝันและรักษาคนๆ นั้นจนหาย และหากใครมาบนบานสานกล่าวกับหลวงพ่อผอมก็หายป่วย นั่นก็เลยเป็นที่มาที่ไปว่า ใครได้มาขอพรจาก “หลวงพ่อผอม” ก็จะมีแต่ความสุขและมีสุขภาพที่แข็งแรงอายุมั่นขวัญยืน อาจารย์เอมมี่อยากจะบอกว่าทริปเส้นทางบุญครั้งที่ 26 ครั้งนี้เป็นทริปแห่งสุขภาพ อย่างวัดพระบรมธาตุ-มีบ่อน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนเชื่อกันว่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะเป็นบ่อน้ำทิพย์ที่มีอายุมากกว่า 1,100 ปี เพราะสร้างตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย อยากจะบอกว่าทริปครั้งนี้เป็นทริปเส้นทางบุญเพื่อตามรอยอารยะแห่งพุทธะและเพื่อสุขภาพ หรือที่เรียกว่า “พุทธะเทวะวารีบำบัด” นั่นเอง


ในทริปครั้งต่อไปอาจารย์เอมมี่ เทพนิมิตต์คิดว่าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนกันยายนจะทำทริปไปไหว้พระที่จังหวัดลพบุรีเพราะมีวัดที่อยู่นอกเมืองลพบุรีแต่มีความสำคัญมาก แล้วถัดจากนั้นก็จะมีทริปต่อไปที่จังหวัดเพชรบุรีเป็นทริปแห่งการถือศีลกินเจ ซึ่งก็จะเป็นทริปเพื่อสุขภาพอีกนั้นแหละ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นทริปของอาจารย์เอมมี่เป็นการทำบุญไหว้พระเสริมสิริมงคลตามความเชื่อแล้ว

ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 
ได้เที่ยวได้บุญกับการถวายพระประทีปและผ้าอาบพรรษามหามงคล เพื่อรับความสุขแบบนี้ดี๊ดี 


เรายังเน้นในเรื่องเพื่อสุขภาพอีกด้วย ให้จับต้องได้ในทริปที่เราทำเส้นทางการท่องเที่ยวแห่งนี้ นอกจากจะได้รับความสุขกายสุขใจแล้วเรายังได้รับความรู้ด้านอารยธรรมประวัติศาสตร์เพราะฉะนั้นผู้ที่ร่วมทริปกับอาจารย์เอมมี่ จะได้รับพลังความรู้ พลังแห่งความเชื่อ พลังแห่งสุขภาพ ซึ่งครบครันลงตัวกับชีวิตมากเลยครับ
#ชัยนาทเมืองน่ารัก #เที่ยวภาคกลาง

เฮงยิ่งกว่าถูกหวย ตำรวจน้ำดีเก็บกระเป๋าเงินร่วมแสน ส่งคืนเสี่ยรับเหมาหลังทำตกหาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เฮงยิ่งกว่าถูกหวย ตำรวจน้ำดีเก็บกระเป๋าเงินร่วมแสน ส่งคืนเสี่ยรับเหมาหลังทำตกหาย

เฮงยิ่งกว่าถูกหวย ตำรวจน้ำดีเก็บกระเป๋าเงินร่วมแสน ส่งคืนเสี่ยรับเหมาหลังทำตกหาย10 กรกฎาคม 2563 – 22:13 น.

เฮงยิ่งกว่าถูกหวย ตำรวจน้ำดีเก็บกระเป๋าเงินร่วมแสน ส่งคืนเสี่ยรับเหมาหลังทำตกหาย และได้นำพระเครื่องหลวงพ่อนาค วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและเหรียญพญาครุฑ ของหลวงพ่อวราห์ วัดโพธิ์ทอง มามอบให้เพื่อเป็นสินน้ำใจ

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 10 ก.ค. 63. ขณะที่ ร.ต.ต.ประยงค์ ตรีอินทอง รอง สว.จร.งานสายตรวจ3 กก.1 บก.จร. (คู่ขนานลอยฟ้า) รหัสหมวก ธน 1-55 กำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรอยู่บริเวณทางขึ้นคู่ขนานลอยฟ้า (ตลิ่งชัน) มุ่งหน้าฝั่งพระนคร มีประชาชนที่ใช้ทางแจ้งว่าพบสิ่งของตกอยู่บนถนนเชิงทางขึ้น จึงรุดไปตรวจสอบพบกระเป๋าหนังแบบยาว สีดำ ภายในมีธนบัตรโผล่ออกมาด้านนอก จึงได้ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนเก็บมาตรวจสอบพบว่าภายในมีธนบัตรอยู่จำนวนมาก จึงได้นำเข้ามาที่ สน.คู่ขนานลอยฟ้า เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดโดยพบว่ามีธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท มีสายรัดเรียบร้อย จำนวน 70,000 บาท นอกจากนี้ยังธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 500 บาท และ 100 บาท อีก 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 80,000 บาท อยู่ในกระเป๋าโดยพบบัตรประชาชนและใบอนุญาตขับขี่เจ้าของ ทราบชื่อคือ นายพงศ์ศักดิ์ อุดมศิริโภคศัย อายุ 39 ปี ที่อยู่ ซอยเทอดไท 19 แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กทม. จึงรีบติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อแจ้งให้มารับทรัพย์สินดังกล่าวคืน

ต่อมาเมื่อเวลา 12.30 น. วันเดียวกัน นายพงศ์ศักดิ์ เจ้าของกระเป๋าได้เดินทางมาที่ สน.คู่ขนานลอยฟ้า เพื่อเเสดงตนรับทรัพย์สินคืน โดยเจ้าตัวกล่าวว่า ตนเองทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวานเดินทางติดต่อกับลูกค้าหลายเจ้าจนกลับถึงบ้านยามดึกพบว่ากระเป๋าเงินหายไป ทีแรกพยายามคิดย้อนกลับไปว่าตลอดทั้งวันได้เดินทางไปที่ไหนมาบ้าง แต่คิดไม่ออกและไม่คาดว่าจะได้ทรัพย์สินทั้งหมดกลับคืนมาแล้ว กระทั่งช่วงเช้าวันนี้มีตำรวจโทรศัพท์มาบอกให้มารับกระเป๋าคืนก็ดีใจมาก จากพิกัดที่ตำรวจเก็บได้เชื่อว่ากระเป๋าน่าจะหล่นตอนสามทุ่ม ซึ่งก่อนหน้านั้นตนคงคุยโทรศัพท์และลืมนำกระเป๋าเงินวางไว้ท้ายกระโปรงรถยนต์ก่อนขึ้นรถขับขึ้นทางคู่ขนานลอยฟ้าทำให้ทรัพย์สินตกหล่นบนเส้นทางการจราจรดังกล่าว “ตนเองรู้สึกดีใจมากๆ และรู้สึกดีที่ประเทศของเรามีคนดีๆ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดีๆ อยู่อีกมากมาย ตนเองขอขอบคุณผู้ที่แจ้งตำรวจและขอบคุณพี่ตำรวจท่านนี้อย่างมาก  โดยตนได้นำพระเครื่องหลวงพ่อนาค วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและเหรียญพญาครุฑ ของหลวงพ่อวราห์ วัดโพธิ์ทอง มามอบให้เพื่อเป็นสินน้ำใจและให้กำลังใจกับพี่ตำรวจท่านนี้ด้วย” นายพงศ์ศักดิ์ กล่าวติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ด้าน ร.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า “ตนเองถือคติว่า สิ่งของใดที่ไม่ใช่ของเราอย่าไปอยากได้ และ เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ที่ผ่านมาชอบทำงานปิดทองหลังพระมากกว่า ใช้ชีวิตกินอยู่อย่างเรียบง่ายซึ่งจากนี้ จะมอบทรัพย์สินคืนให้เจ้าของ”  โดยมี ร.ต.ต.วิวัฒน์ กาญจนโรมนต์ รอง สว.(สอบสวน) งาน 3 กก.1 บก.จร.(คู่ขนานลอยฟ้า) ทำการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานต่อไป.

ชุติเดช ม่วงใจรักษ์ ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก กทม.