เรื่องน่ารู้เทศกาลกินเจ ข้อปฏิบัติและการละเว้นของคนกินเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601520

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 14:29 น.

เรื่องน่ารู้เทศกาลกินเจ ข้อปฏิบัติและการละเว้นของคนกินเจ

เทศกาลกินเจปีนี้ ตรงกับวันที่ 28 กันยายน-7 ตุลาคม 2562 ตลอด 9 วัน 9 คืน นับแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนกระทั่งขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ธงสีเหลืองตัวหนังสือสีแดงจะปรากฏตามห้าง ร้าน บ่งบอกให้รู้ถึงช่วงเวลาของการละเว้นเนื้อสัตว์

ตลอดระยะเวลา 9 วัน ช่วงเทศกาลกินเจ หรือเทศกาลถือศีลกินผัก มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการถวายสักการะพระราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์ คือการให้สาธุชนตั้งปณิธานในการละเว้นของคาว และอาหารที่มีกลิ่นฉุนซึ่งทำให้ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายแปรปรวน รวมไปถึงอาหารรสจัดทั้งเค็มจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัดพร้อม รักษาศีล 8 ทั้งกาย วาจาใจ เว้นจากการเอาชีวิตสัตว์มาบำรุงชีวิตตน เว้นจากการเอาชีวิตสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน และเว้นจากการเอาชีวิตสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน ละเว้นจาการเบียดเบียนชีวิต ถือเป็นการทำบุญและรักษาศีลไปพร้อมกัน

กินเจเพื่ออะไร

กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจนับเป็นอาหารประเภทชีวจิตที่อุดมด้วยโปรตีน เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ควรปรุงแต่งให้น้อย ไม่มัน ไม่เน้นแต่แป้ง เพิ่มผัก เห็ด ถั่ว เต้าหู้ เพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์

กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวันประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรม และมีจิตสำนึกอันดีงาม ย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อจิตใจ และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา

กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกิน ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเรา เป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อได้ทราบถึงเรื่องกฎแห่งกรรมนี้แล้ว จึงควรหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

การปฏิบัติตัวในช่วงเทศกาลกินเจ

  • งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์
  • งด นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์
  • งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก
  • งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน
  • รักษาศีล 5
  • รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่
  • ทำบุญ ทำทาน
  • นุ่งขาว ห่มขาว

ข้อห้ามของการกินเจ

  • ห้ามกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา) งดสูบบุหรี่และกินเหล้าในช่วงที่ถือศีล กินเจ
  • ห้ามกินเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนใด ส่วนหนึ่งจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์ ไข่ และเลือด
  • ห้ามกินอาหารรสจัด
  • ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
  • ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
  • ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ส่อเสียด หรือพูดจาเพ้อเจ้อ
  • ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ตลอดช่วงเวลา 9 วัน
  • ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่อื่นที่จัดงานถือศีลกินเจ (จะมีการจุดตะเกียงทั้ง 9 ดวงเอาไว้ตลอดวันตลอดคืน จึงต้องมีคนเฝ้าไม่ให้ตะเกียงนั้นดับ)

รวมเทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนฉบับสาวหลัก 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

รวมเทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนฉบับสาวหลัก 4

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

10 วิธีกินเจซ่อมไตไม่กินเค็ม ไม่กินเจ(ก็)ไม่เค็ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/567813

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

10 วิธีกินเจซ่อมไตไม่กินเค็ม ไม่กินเจ(ก็)ไม่เค็ม!

เตรียวตัวกินเจให้ได้บุญได้สุขภาพ เจปีนี้ลดเค็ม หยุดเติมเค็มให้เต็มไตกินอย่างไร

1.กินเจแบบคลีนๆ อย่าหนักแป้ง เนื้อสัตว์เทียม และลดหวาน มัน เค็ม แต่ถึงจะเลิกเจแล้วก็ถอดสูตรความคลีนมาได้เช่นกัน กล่าวคือ ไม่หนักแป้ง ลดแป้ง ลดเนื้อสัตว์ และลดหวานมันเค็มลงให้น้อยที่สุด รวมทั้งซอสปรุงรสทุกชนิด ใส่เท่าที่จำเป็น

2.เน้นรับประทานผัก ผลไม้ปลอดภัย ผักและผลไม้ทุกชนิดต้องล้างให้สะอาด หาความรู้เรื่องการล้างผักและผลไม้แต่ละชนิด ซึ่งวิธีล้างไม่เหมือนกัน แต่อาศัยความทุ่มเทและความเข้าใจ (ในการล้าง) เหมือนกัน

3.ถั่ว เต้าหู้ ใช้วิธีปรุงแบบต้ม อบ หรือนึ่งก็ได้ แต่ไม่ทอด (น้ำมันท่วม) ไม่เพียงเฉพาะอาหารประเภทถั่วหรือเต้าหู้ แต่ผัดผักหรืออื่นๆ ก็กินด้วยวิธีต้ม อบ นึ่ง ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าการทอดเยอะ

4.บางคนกินเจแล้วไม่อยู่ท้อง เวลาหงุดหงิดขึ้นมา มองซ้ายมองขวาหาของประทัง ก็ขอให้เลือกเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ถั่วแดง กุยช่าย ฯลฯ ออกเจแล้วก็ใช้กติกาเดียวกัน คือ ไม่เอาของว่างที่เต็มไปด้วยแคลอรี หากเลือกผลไม้ (ที่ไม่หวาน) กล้วย มันม่วง แก้วมังกร ฝรั่งดิบ ซึ่งกินอร่อย และแก้หิวได้ชะงัด

ส่วนของว่างประเภทของขบเคี้ยว ขนมทอด หรือน้ำดื่มอัดลม ขอให้เลิกไปเลยจะดีกว่า ของว่างประเภทนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักที่ควบคุมได้ยาก ที่แย่กว่านั้นคือพฤติกรรมเคยชิน ติดการบริโภค

5.อาหารเจส่วนหนึ่งทำจากแป้งล้วนๆ และเนื้อเทียม กุ้งเทียม ปลาเทียม ซึ่งอันตรายเพราะแป้งเยอะ ใครที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะโรคเบาหวาน หากบริโภคมากจะส่งผลต่อโรคที่เป็นอยู่ ออกเจแล้วก็อย่าหลงลืม บริโภคแป้งมาก (เกินไป) ไม่ดีไม่ว่าเมื่อไหร่

6.อาหารเจจานด่วนที่เห็นกันตามสตรีทฟู้ด บางทีไม่ได้ปรุงเอง ก็ควบคุมไม่ได้หรอกเรื่องปริมาณโซเดียมที่ไม่เหมาะสม บางทีเห็นเป็นซุปเป็นต้ม ไม่ได้ทอดน้ำมันหรือไม่ได้ใส่น้ำมันก็จริง แต่โซเดียมเกินเพียบ ใครเป็นโรคหัวใจ โรคไต ก็ต้องระวังจงหนัก

หลักในเรื่องการทำอาหารกินเองนี้ ดีตรงที่เราเองสามารถควบคุมปริมาณโซเดียม ซอสปรุงรสต่างๆ ได้ อยากกินแค่ไหนก็แค่นั้น บางคนเหยาะซีอิ๊วแบบไม่ได้เหยาะ เห็นแล้วเท่มาก ออกเจแล้วขอเชิญให้ลองหันกลับมาทำอาหารกินเองกันดีกว่า กินได้…เท่ด้วย

7.เมนูแนะนำคงยึดเมนูผลไม้สดและสลัดผัก ต้มจับฉ่ายช่วงกินเจ ก็สามารถขยับขยายกินได้แม้ออกเจไปเช่นกัน กำกับปริมาณให้ได้น้ำหนัก 400 กรัมต่อวันก็แล้วกัน เป็นไปภายใต้คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

8.กินให้ครบหมู่ จะเข้าเจหรือออกเจ ก็ต้องกิน 5 หมู่ให้ครบ รวมทั้งระมัดระวังเรื่องความสะอาด แนะนำให้ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำเปล่า ทั้งล้างแบบน้ำไหลผ่าน หรือกรณีแช่ล้างก็ต้องล้างให้ถูกวิธี โดยมาตรฐานทั่วไป ขอให้แช่ผักผลไม้ในน้ำส้มสายชูอย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างน้ำเปล่าตาม เพื่อช่วยลดสารเคมีตกค้างหรือยาฆ่าแมลง

9.กินอาหารรสชาติธรรมดา หรือคงสูตร ไม่หวานจัด ไม่เค็มจัด ไม่มันจัด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมปรุงรสอาหาร กินเจหรือกินคลีน แต่กินรสจัด กินมันจัดหวานจัด โซเดียมคงตกค้างในร่างกาย ภาวะน้ำตาลเกิน ยากถึงยากมากในการรักษาสมดุลร่างกาย

10.เลือกซื้ออาหารปลอดภัย ซื้อจากแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ ไม่มีสารเคมีตกค้าง ศึกษาเรื่องการอ่านฉลาก โดยอ่านฉลากก่อนซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง อาหารหรือเครื่องปรุงหลายชนิดนิยมใส่สี ใส่กลิ่น ใส่สารชูรส ทั้งหมดเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าหน้าเจหรือหน้าไม่เจ

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/516273

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 14:58 น.

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

งานวิจัยเผยไขมันจะออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การเผาผลาญไขมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอย่างสูง ทั้งต้องออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร แต่ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่าไขมันที่หายไปทุกครั้งที่เราลดน้ำหนักนั้น มันหายไปไหน ละลายหายไปเหรอ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหรอ หรือมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้วไขมันออกจากในร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์!

จากการศึกษาของ UNSW Australia พบว่า มวลไขมันส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษยังเผยอีกว่า ไขมัน 10 กิโลกรัม จะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.4 กิโลกรัม และน้ำอีก 1.6 กิโลกรัม โดยที่ร่างกายของเราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นออกตอนที่เราหายใจออก และขับน้ำออกผ่านทางปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การหายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจะทำให้เราผอมได้ง่ายๆ เพราะร่างกายก็ยังต้องอาศัยขั้นตอนการเผาผลาญ เพื่อแปลงไขมันให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียก่อนที่จะกำจัดมันออกไปจากร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดกระบวนการนั้นขึ้น ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำ และการวางแผนโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ที่มา: metro

วัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601135

  • วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 06:10 น.

วัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง

ปรับตัว กลับใจ เลือกกินอาหารที่ใช่ ช่วยลดอารมณ์วัยทอง

คนทำงานหลายคนที่อยู่ในช่วงวัย 45-50 ปี โดยเฉพาะกับสุภาพสตรี มักมีอาการแปลกๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล หลายอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่งผลถึงอารมณ์จนทำให้คนใกล้ตัวเริ่มไม่อยากเข้าใกล้ ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” ซึ่งฟังแล้วเจ็บปวดสำหรับผู้หญิงบางคน แต่อย่าคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากรู้เท่าทันและรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้มีความสุขได้

วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุลด้วยสาเหตุจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง จนส่งผลถึงสุขภาพร่างกายภายนอก หากผู้หญิงคนไหนมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่ายละก็ อาการเหล่านี้เป็นอาการเบื้องต้นที่มีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโดยตรง ดังนั้น การกินอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้อย่างเอสโตรเจน ก็สามารถช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน

หลักการบริโภคอาหารในวัยทอง

อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองในระยะเริ่มต้นและระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดี ไม่แห้งแตก รวมถึงป้องกันโรคที่อาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน

อาหารที่ควรรับประทาน

เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศองคนวัยนี้ลดลง อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำจึงเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น

เต้าหู้ และน้ำเต้าหู้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองทุกชนิด ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นี่แหละคืออาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจนระดับสูง ขณะเดียวกันยังมีไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในรูปของเหลว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ  วัยทองยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน มีโอกาสที่จะกระดูกแตกหักง่าย จึงควรรับประทานอาหารอุดมด้วยแคลเซียม เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ ผักใบเขียวและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีธาตุโบรอน ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ รวมถึงแอปเปิ้ล องุ่น และส้ม ทั้งนี้ผักในตระกูลกะหล่ำอุดมด้วยธาตุโบรอน ได้แก่ บล็อกโคลี แขนงผัก ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า เป็นต้น

ผักและผลไม้ การเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นยังช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับร่างกาย รวมถึงกากใยยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยให้สบายตัว ทั้งนี้ ในผักผลไม้ยังอุดมด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการวัยทองลงได้

น้ำมะพร้าว ผลไม้เพื่อสุภาพสตรีที่หาซื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นน้ำมะพร้าว มีสรรพคุณช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติที่อัดแน่นไปด้วยปริมาณเอสโตรเจน และยังมีสารจำพวกคอลลาเจนและอิลาสตินที่จะช่วยให้ผิวสตรีวัยทองเปล่งปลั่งดุจสาวแรกรุ่นด้วยเช่นกัน

ข้าวสาลีและธัญพืช อาหารเพื่อสุขภาพอย่างข้าวสาลีและธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสีนี่ก็ถูกพูดถึงกันมากในกลุ่มอาหารสุขภาพ อันอุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากธรรมชาติ ชนิดไอโซฟลาโวน มีคุณสมบัติในการปรับฮอร์โมนเอสโตรเจนภายในร่างกายสุภาพสตรีทั้งหลายให้สมดุลด้วยเช่นกัน

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยัง เป็นสารซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน และเป็นศูนย์รวมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับสภาพผิว ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นผลไม้กลุ่มที่กินแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้ภาวะวัยทองมีอาการมากขึ้นได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทั้งนี้การดื่มชา กาแฟเป็นประจำยังส่งผลทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ผู้ที่อยู่ในภาวะวัยทองควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อน ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และอาหารแปรรูป เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง อ้วนได้ง่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวาน

พิษจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า คร่าชีวิตนักสูบรายที่ 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599140

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 12:35 น.

พิษจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า คร่าชีวิตนักสูบรายที่ 7

ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตรายที่ 7 ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นชายวัย 40 ปี จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ใครยังคิดเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดอัตราความอยากสูบบุหรี่ ลองอ่านงานวิจัยที่เรารวมมาให้แล้วคิดใหม่ก่อนตัดสินใจซื้อ

ข้อมูลจาก CDC พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคปอด 380 คน ใน 36 รัฐทั่วอเมริกา ซึ่งพบว่ามีประวัติการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่ทางการสหรัฐฯ รายงานผู้เสียชีวิตด้วยโรคปอดที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายแรกในอเมริกา ที่รัฐอิลลินอยส์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และยังพบว่ามีผู้ป่วยด้วยอาการที่คล้ายกันและมีความเชื่อมโยงกับบุหรี่ไฟฟ้าใน 11 ประเทศทั่วโลก

ล่าสุด พบผู้เสียชีวิตรายที่ 7 จากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ด้าน CDC ยกระดับการตรวจสอบกรณีผู้ป่วยโรคปอดจากการสูบบุหรี่ทางเลือกชนิดนี้ ตามรายงานของ CNN ผู้เสียชีวิตรายที่ 7 ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นชายวัย 40 ปีจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 2 ในรัฐนี้ ล่าสุดทางผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศแผนโฆษณา 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อเตือนถึงพิษภัยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งจะตรวจสอบนโยบายภาษีบุหรี่ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันยังถือว่าน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปที่จำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนีย

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือการพยายามนำเสนอว่าการหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า โดยหยิบยกงานวิจัยต่างๆ ที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้าง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือการสูบหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชนการที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ซึ่งทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยและคิดว่าเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบไปแล้วว่า “อย่าไปทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่”  โดยงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา เผยการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้คนเคยสูบบุหรี่ที่เลิกสูบมานานแล้วกลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่ และในวัยรุ่นที่ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุของการลองสูบบุหและติดบุหรี่ธรรมดามากขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยงานวิจัยโดยทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports เมื่อ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจระยะยาวจำนวน 26,446 ราย เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2557 และ 2557-2558 ผลการศึกษาพบว่า “บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มานานแล้วกลับเข้ามาสูบบุหรี่ใหม่ โดยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้ว หากลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ใหม่เพิ่มเป็น 3.3 เท่า และหากใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะกลับไปเป็นผู้ที่ติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 5.2 เท่าของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วแต่ไม่ไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ถ้าเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 4 เท่าของผู้ที่ไม่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย และพบว่าผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 6.6 เท่า มีโอกาสติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย

ทางด้านองค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมให้มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปกป้องการเข้าถึงของเยาวชน องค์การอนามัยโลกยังชื่นชมประเทศที่มีการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาด พร้อมย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะสนับสนุนว่าผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เหล่านี้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม

ส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice

บุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid หรือ E-Juice) ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับเก็บน้ำยาเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการทำความร้อนก่อนกลายเป็นไอที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูบเข้าไปในปอด โดยส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ได้แก่

นิโคติน (Nicotine) เป็นสารสกัดจากใบยาสูบและเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป นิโคตินจะทำให้ร่างกายเสพติดการใช้บุหรี่ และจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ ระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ เปอร์เซ็นต์ มิลลิกรัม และระดับความเข้มข้น ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ

โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างไอหรือหมอกสำหรับเวทีการแสดงต่าง ๆ แต่เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ดวงตาและปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

กลีเซอรีน (Glycerine) เป็นสารที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่มีรสชาติหวานเล็กน้อย องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล

สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วไป มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น สารไดอะซิติล (Diacetyl) ที่พบมากในเนยสำหรับทำป็อปคอร์น อาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและปอด

นอกจากนี้ ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น

ผลงานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปสูงถึง 95% และมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ สาเหตุสำคัญคือในบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของใบยาสูบ มีเพียงนิโคตินที่เป็นสารเสพติดแต่ให้โทษน้อยกว่าใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เสพติดนิโคติน

องค์การอาหารและยา พบร่องรอยของสารพิษ 0.1% ในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) และสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ปากแห้ง ระคายเคืองในลำคอ ไอแห้ง เป็นต้น

นักวิจัยโรงเรียนสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า มีโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส โครเมียม และแคดเมียม และสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระดับสูง จึงทำให้องค์การอาหารและยา (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบโดยเรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าส่งรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่า ร้อยละ 85 ในไอหรือหมอกจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ไปทำลายเซลล์ในปาก โดยเฉพาะในผิวชั้นบนสุด รวมไปถึงเหงือกและฟัน

อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา สหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับปริมาณนิโคตินที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากการติดฉลากผิดบนบรรจุภัณฑ์น้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จากการสำรวจพบว่าปริมาณนิโคตินในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice กับปริมาณที่ระบุบนฉลากไม่ตรงกัน คิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งร้อยละ 34 มีปริมาณนิโคตินต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากและร้อยละ 17 มีปริมาณนิโคตินสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก

นักศึกษาภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเกี่ยวกับระบบการทำงานของเซลล์ในปอดที่ลดลง เนื่องจากมาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด

จากข้อมูลในปัจจุบัน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปคือ ไม่พบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมาก หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับปริมาณนิโคตินเกินขนาด หรือมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับนิโคตินเหลว หรือเป็นช่องทางการใช้สารเสพติดชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานการผลิต อันตรายที่อาจเป็นไปได้อีกข้อคือ นิโคตินเหลวในบรรจุภัณฑ์หากเก็บรักษาไม่ถูกต้องหรือเก็บไว้นานอาจมีเชื้อราหรือเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ทำให้ผู้สูบได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในขณะใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่อาจเริ่มต้นทดลองด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เสพติดนิโคตินเหลว และอาจนำไปสู่การสูบบุหรี่ปกติทั่วไปในอนาคต

 

 

ภาพ freepik.com

ชิคุนกุนยา vs ไข้เลือดออก ต่างกันตรงไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601126

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ชิคุนกุนยา vs ไข้เลือดออก ต่างกันตรงไหน?

สำรวจความต่างของสองโรคที่เกิดจากวายร้ายที่เรียกว่า “ยุงลาย” โรคชิคุนกุนยา และโรคไข้เลือดออก

รู้จักกับโรค

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue) ที่แพร่สู่ร่างกายคนจากการกัดของยุงลายตัวเมีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการป่วยรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา ยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคเป็นยุงที่ออกหากินเฉพาะในตอนกลางวัน ชอบอาศัยอยู่ในแถบอากาศร้อนชื้น จึงพบได้มากในประเทศเขตร้อนในทวีปเอเชีย แอฟริกา อเมริกากลางและใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก จากการแพร่ระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ไข้เลือดออกจึงเป็นหนึ่งในโรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความสนใจ และประกาศให้เป็นโรคที่ควรเฝ้าระวัง

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ โดยผู้ป่วยมักมีไข้และปวดข้อต่อ ซึ่งอาการของโรคนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง จึงไม่มีวิธีรักษาที่เฉพาะเจาะจง แต่จะมุ่งไปที่การบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สาเหตุของโรค

ไข้เลือดออก เกิดจากยุงลายเพศเมียที่เป็นพาหะของโรคดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ จากนั้นไวรัสเดงกี่จะเติบโตภายในท้องของยุงลาย เมื่อยุงลายกัดคนอื่นต่อไป เชื้อไวรัสนี้ก็จะแพร่เข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกกัดไปด้วย

ชิคุนกุนยา เกิดจากการถูกยุงลายตัวเมียที่มีเชื้อไวรัสกัด โดยเป็นยุงชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกและโรคไข้ซิกา ซึ่งมักพบยุงชนิดนี้ได้ในเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่และช่วงบ่ายคล้อย โรคชิคุนกุนยาเป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่าย แต่มีโอกาสน้อยมากที่ทารกจะได้รับเชื้อจากมารดาที่เป็นโรคนี้อยู่ และยังไม่พบรายงานการติดเชื้อของทารกที่กินนมแม่หรือผู้ที่ติดเชื้อจากการถ่ายเปลี่ยนเลือด

อาการของโรค

ไข้เลือดออก อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้สูง ตัวร้อน ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย แต่ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการแสดงที่รุนแรงกว่า คือมีไข้สูงมาก ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วลำตัว ในบางรายอาจคลื่นไส้อาเจียน อาจพบผื่นแดงหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนังทั่วตัว หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น มีเลือดออกตามเนื้อเยื่อในร่างกายในรายที่ร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ

ชิคุนกุนยา อาการที่พบได้บ่อยคือ มีไข้และปวดข้อต่อ ผู้ป่วยอาจอ่อนเพลีย ปวดหัว คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อบวม และมีผื่นขึ้นด้วย ซึ่งอาการอาจเกิดขึ้นหลังจากโดนยุงที่ติดเชื้อกัด 3-7 วัน และอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน แบบกึ่งเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง โดยอาการของโรคมักคล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่

การวินิจฉัยโรค

ไข้เลือดออก สังเกตอาการด้วยตนเอง หากมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัว หรือมีผื่นแดงหรือห้อเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะตรวจวัดความดันโลหิต สังเกตลักษณะอาการที่แสดง พร้อมกับการซักประวัติผู้ป่วย เพื่อดูความเสี่ยงและโอกาสว่าผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่มีการระบาดของไข้เลือดออกหรือไม่ และอาจตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดร่วมด้วย

ชิคุนกุนยา แม้อาการของโรคชิคุนกุนยาอาจคล้ายกับอาการของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้ซิกา แต่หากผู้ป่วยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ อาศัยอยู่ในแหล่งที่โรคนี้ระบาด ร่วมกับมีอาการคล้ายเป็นโรคนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา โดยแพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัส ส่วนประกอบของยีนที่พบในไวรัส หรือภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยที่มีต่อไวรัสชนิดนี้

การรักษาโรค

ไข้เลือดออก การรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออกนั้นยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค เป็นเพียงการรักษาประคับประคองตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีไข้สูงมากและปวดหัวรุนแรง เบื้องต้นจึงใช้ยาระงับอาการ คือ Acetaminophen หรือพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ซึ่งจะมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือด อาจกระทบต่อภาวะที่มีเลือดออกซึ่งทำให้อาการแย่ลง ในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนและอ่อนเพลียจากไข้ แพทย์จะให้น้ำเกลือเพื่อชดเชยการเสียน้ำในร่างกาย นอกจากนี้เป็นการรักษาตามอาการที่ป่วยและเฝ้าระวังการเกิดอาการแทรกซ้อน

ชิคุนกุนยา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน ยา หรือวิธีรักษาโรคชิคุนกุนยาแบบเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ป่วยอาจบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคนี้ได้ด้วยการดื่มน้ำเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงรับประทานยาเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้น เช่น ยาพาราเซตามอล ยาไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาแอสไพรินหรือยาต้านการอักเสบจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ได้เป็นไข้เลือดออก เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากกำลังรับประทานยาชนิดอื่นอยู่

ภาวะแทรกซ้อนของโรค

ไข้เลือดออก อาจพัฒนาความรุนแรงไปสู่ภาวะโรค Dengue Hemorrhagic Fever ซึ่งจะทำให้มีไข้สูงขึ้น อาการปวดหัวรุนแรงขึ้น อาจมีภาวะเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน และ Dengue Shock Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่เสียเลือดมาก พลาสมารั่ว ความดันโลหิตต่ำ นำไปสู่การช็อกที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

ชิคุนกุนยา ผู้ป่วยอาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น มีแผลตุ่มน้ำที่ผิวหนัง มีเลือดออก เป็นต้น โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในหลายเดือนต่อมา เช่น ปวดข้อ ข้ออักเสบ เอ็นหุ้มข้ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่อาจรุนแรงแต่พบได้น้อย เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอักเสบ ไตอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองและไขสันหลังอักเสบ เส้นประสาทสมองเป็นอัมพาต และกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร เป็นต้น

อายุยิ่งมาก โคคิวเท็นยิ่งลด ร่างกายยิ่งเสื่อมถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601066

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 14:40 น.

อายุยิ่งมาก โคคิวเท็นยิ่งลด ร่างกายยิ่งเสื่อมถอย

เภสัชกรชี้โคคิวเท็นยิ่งลด ความเสื่อมของเซลส์ในร่างกายยิ่งเพิ่ม พร้อมแนะนำเคล็ดลับการเพิ่มโคคิวเท็นให้ร่างกายช่วยชะลอวัย

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินโฆษณาเกี่ยวกับ “โคคิวเท็น” มาบ้างแล้ว และเชื่อว่าการรับรู้ของหลายๆ คนถึงประโยชน์ของโคคิวเท็น คงหนีไม่พ้นเรื่องของการช่วยลดความหย่อนคล้อยของผิวหนังในผู้ที่เริ่มสูงวัย ไม่ว่าจะสารเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า ผิวกาย รวมไปถึงเครื่องดื่มอาหารเสริมที่จะต้องระบุว่ามีส่วนผสมของ “โคคิวเท็น” อยู่ด้วยเสมอ จนโคคิวเท็นกลายเป็นสัญลักษณ์สิ่งที่ช่วยชะลอวัย

โคคิวเท็นคืออะไร?

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย” โคคิวเท็นจะพบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ

โคคิวเท็น มี 2 รูปแบบคือ ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) และ ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน (Active form) ซึ่ง เป็นรูปแบบหลักของโคคิวเท็นที่ร่างกายต้องการ

ทำไมร่างกายต้องมียูบิควินอล โคคิวเท็น

ทีมเภสัชกรบริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวว่า ยูบิควินอล โคคิวเท็น เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่

  • ประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ช่วยเพิ่มพลังงานให้เซลส์กล้ามเนื้อหัวใจให้มีความแข็งแรง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพิ่มพลังงานให้กับเซลส์ ช่วยให้เซลส์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะเซลส์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น หัวใจ ผิวหนัง ไต ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉงมากขึ้น
  • ชะลอวัย (Anti-aging) ช่วยปกป้องทุกเซลส์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะเสื่อมถอยของเซลส์ในร่างกาย
  • ดีต่อผิวหนัง ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลส์ผิว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างสดใส
  • ลดผลข้างเคียงจากยาลดไขมันในเลือด กลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor ช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor โดยอาการข้างเคียงที่พบคือการอักเสบเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

สาเหตุที่ทำให้โคคิวเท็นลดลง

โดยปกติแล้ว ยูบิควินอล โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการลดลงของโคคิวเท็นอีกด้วย ได้แก่ ภาวะความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ครบ 5 หมู่ ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง การรับประทานยาลดระดับไขมันในเลือดกลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor ที่ไม่ได้ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลงเท่านั้น แต่ยังทำให้โคคิวเท็นลดลงอีกด้วย

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโคคิวเท็นลดลง

หากโคคิวเท็นในร่างกายลดลง อาการเริ่มแรกที่จะสังเกตได้ก่อนคืออ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีแรง เป็นโรคที่เกี่ยวกับเหงือก กระบวนการคิดช้าลง รวมถึงอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อ่อนแรง เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ แต่หากขาดโคคิวเท็นในปริมาณที่รุนแรงมาก อาจก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ประสิทธิภาพในการมองเห็นหรือได้ยินลดลง รวมทั้งอาจเกิดภาวะไตวายได้

เคล็ดลับการเพิ่มโคคิวเท็นให้ร่างกาย

ทีมเภสัชกรบริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโคคิวเท็นให้กับร่างกายว่า โดยปกติแล้วร่างกายจะได้รับโคคิวเท็นจากการรับประทานอาหารอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภท เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ รวมถึงในผลิตภัณฑ์จำพวกถั่ว ธัญพืช และผักต่างๆ แต่เราจำเป็นต้องทานอาหารดังกล่าวในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัมถึงจะได้โคคิวเท็นเท่ากับ 100 มิลลิกรัม ประกอบกับจะมีข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุก็คือ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโคคิวเท็นที่มาจากอาหารเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้นั้นน้อยลงมาก ดังนั้น วิธีที่สะดวกและได้ผลมากที่สุดคือ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำพวกโคคิวเท็นอย่างน้อยวันละ 30 มิลลิกรัม ก็น่าจะตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโคคิวเท็นให้กับร่างกายแล้ว

ระดับฮอร์โมน AMH วัดความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600953

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ระดับฮอร์โมน AMH วัดความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก

‘แต่งงานเร็ว สุขภาพแข็งแรง’ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบปัญหา ‘มีบุตรยาก’ ตรวจความพร้อมของร่างกายให้ชัวร์ เพิ่มโอกาสในการมีเจ้าตัวน้อยมาวิ่งเล่นในบ้านให้มากขึ้น

นพ.ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร รพ.พญาไท 2 เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีคู่แต่งงานที่ประสบปัญหาการมีบุตรยากถึง 40% ส่วนใหญ่เรามักจะไม่พบสาเหตุ ซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ตามสถิติระบุว่าคู่สมรสที่ประสบภาวะมีบุตรยากที่ทราบสาเหตุมักจะมีสาเหตุจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในอัตราเท่า ๆ กันนั่น คือ ฝ่ายหญิง 40% และฝ่ายชาย 40% มีสาเหตุจากทั้งสองฝ่าย 20%

“การมีบุตรยากในผู้หญิงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรม การฉายรังสีที่อาจส่งผลให้รังไข่ทำงานผิดปกติ รวมไปถึงวิถีชีวิตปัจจุบันที่เกิดภาวะความเครียดได้ง่าย อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญของการมีบุตรยาก คือ เรื่องของอายุของฝ่ายหญิง เนื่องจากในปัจจุบันคนแต่งงานกันช้าลง กว่าจะพร้อมมีลูกก็ตอนที่อายุมากแล้ว ปกติแล้วผู้หญิงเรามีไข่ในรังไข่จำกัด ไข่เหล่านี้ไม่สามารถเพิ่มจำนวนหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีไข่เพียง 3-4 แสนฟอง และในแต่ละเดือนจะมีไข่หลายใบโตขึ้นเพื่อแข่งขันกัน และตกออกมาใช้งานเพียง 1 ฟองเท่านั้น พออายุมากขึ้น จำนวนไข่จึงเริ่มน้อยลง คุณภาพก็ด้อยตามลงไป จึงเป็นผลให้ผู้หญิงช่วงวัย 40-49 ปีขึ้นไป ประสบปัญหาการมีบุตรยาก และเมื่ออายุ 49-50 ปีจะเป็นช่วงเข้าสู่วัยทอง รังไข่หยุดทำงาน ประจำเดือนหมด และจะไม่สามารถมีลูกได้”

แต่สาวๆ ที่แต่งงานเร็วก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ! เพราะมีโอกาสจะเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด (Premature Ovarian Insufficiency: POI) หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีบุตรยากได้เช่นกัน โรคนี้พบในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี ที่รังไข่ทำงานลดน้อยลงหรือเหลือปริมาณไข่ในรังไข่น้อย จึงทำให้คุณผู้หญิงเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก สาเหตุของภาวะดังกล่าวอาจเกิดจากโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โรคทางพันธุกรรม การรับคีโมหรือฉายรังสีเพื่อรักษาโรค และเรายังพบว่ามีคนไข้จำนวนมากที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดเช่นกัน ที่สำคัญก็คือในระยะเริ่มต้นของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดจะไม่มีการแสดงอาการแต่อย่างใด และจะส่งสัญญาณประจำเดือนมาไม่ปกติ เมื่อรังไข่เริ่มเสื่อมไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามคุณผู้หญิงสามารถรู้ว่าตัวเองเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดได้นั้น เราอาจใช้การตรวจฮอร์โมน AMH ในการตรวจคัดกรองได้ แนะนำว่าผู้ที่มีความต้องการจะมีบุตรตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรีบตรวจให้แน่ใจ แม้จะไม่ได้มีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติก็ตาม

นพ.ธีรยุทธ จงวุฒิเวศย์

AMH คืออะไร? ทำไมคุณผู้หญิงถึงควรเข้ารับการตรวจ?

AMH หรือ Anti-Mullerian hormone เป็นฮอร์โมนหนึ่งของผู้หญิง จะมีปริมาณสัมพันธ์กับจำนวนไข่ใบเล็ก ๆ (antral follicles) ในรังไข่ แพทย์จึงใช้ฮอร์โมนนี้ในการตรวจวัดปริมาณของไข่ในรังไข่ได้ ซึ่งการตรวจ AMH นี้เป็นการตรวจแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ด้วยความแม่นยำในการตรวจที่มากกว่าการตรวจด้วย FSH: Follicle-Stimulating hormone หรือการทำอัลตราซาวน์นับฟองไข่ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน มีวิธีการตรวจง่าย ๆ เพียงแค่เจาะเลือดเพื่อตรวจหา

ระดับ Anti-Mullerian hormone (AMH) และส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องแล็บ ซึ่งจะทราบผลการตรวจได้ภายใน 1-2 วัน หากระดับ AMH สูง แสดงว่าไข่มีปริมาณมาก ถ้าระดับค่า AMH ต่ำก็แปลว่าไข่เหลือในปริมาณน้อย การตรวจดังกล่าวจะทำให้รู้ว่าเราต้องรีบเร่งที่จะมีลูกในเวลาอันรวดเร็ว หรือจะปล่อยให้มีแบบไปเรื่อย ๆ ได้อีกนาน เนื่องจากผลตรวจดังกล่าวจะทำให้เรารู้ว่ารังไข่ทำงานเป็นอย่างไร ปกติหรือไม่ จะได้วางแผนการมีบุตรต่อไปได้อย่างวางใจ นอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถใช้ AMH ในการทำนายการตอบสนองของรังไข่ว่าจะตอบสนองมากน้อยเพียงใดหากเข้ารับการกระตุ้นรังไข่ในกระบวนการของเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร และใช้ทำนายการตอบสนองรังไข่ว่าจะมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปหรือไม่ได้อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณผู้หญิงควรรีบมาตรวจ AMH เพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์ต่อไป

หมดกังวลหากตรวจพบเป็นภาวะรังไข่เสื่อมเสี่ยงมีบุตรยาก

อย่างไรก็ตามภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดไม่ถือเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะไม่ได้หมายความว่าหากเป็นโรคนี้แล้วจะไม่สามารถมีลูกได้ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อค้นหาต้นเหตุเพื่อทำการรักษาไม่ให้อาการแย่ลง หรือในกรณีที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แพทย์แนะนำให้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ไข่ตกเพื่อให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากที่สุด แต่หากยังไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถใช้เทคนิคเข้ามาช่วยในการมีบุตรได้เช่นกัน ทั้งการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการปฏิสนธินอกร่างกาย ซึ่งความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอายุและสุขภาพของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ด้วย ปัจจุบันภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาของคู่แต่งงานหลายคู่ แต่ด้วยเทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้นก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การมีบุตรไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ดังนั้น คู่รักที่วางแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้าสำหรับการมีบุตรต่อไป

25 ตำรับยาพาราเซตามอลที่เพิกถอน เพราะอะไร มีอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600951

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 17:17 น.

25 ตำรับยาพาราเซตามอลที่เพิกถอน เพราะอะไร มีอะไรบ้าง

รู้แล้วหรือยัง อย.แก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยา เรื่องขนาดการรับประทานยาพาราเซตามอล จากเดิมที่เขียนว่า “รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง” เป็นรับประทานตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย คือทุก 50 กิโลกรัม รับประทาน 1 เม็ด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยา

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 780/2562 เพิกถอนทะเบียนตํารับยาพาราเซตามอล 25 ตำรับ เนื่องจากปัจจุบันพบปัญหาจากการใช้ยาพาราเซตามอลมากขึ้น โดยพบทั้งอาการไม่พึงประสงค์ในลักษณะการแพ้ยา และอาการผลข้างเคียง เช่น การเกิดพิษต่อตับ จากการใช้ยาไม่เหมาะสม การได้รับยาซ้ำซ้อน การใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ หรือการใช้ยาร่วมกับการดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้ยา

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยาพาราเซตามอลที่ขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย. มีมากกว่า 100 ตำรับ ซึ่งจากการเดินหน้าเรื่องความปลอดภัยในการใช้ยาและการใช้ยาอย่างสมเหตุผล จึงได้มีคำสั่งให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ายาพาราเซตามอลให้แก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยาในเรื่องของขนาดการรับประทานยาพาราเซตามอล จากเดิมที่เขียนไว้ว่า “รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง” ให้เปลี่ยนมาเป็นรับประทานตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย คือทุก 50 กิโลกรัมรับประทาน 1 เม็ด อย่างคนที่น้ำหนัก 75 กิโลกรัม ก็รับประทาน 1 เม็ดครึ่ง เป็นต้น ที่กำหนดเช่นนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาพาราเซตามอล เพราะการรับยาพารายาเซตามอลมากเกินไป มีรายงานว่าจะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้

หลังจากมีคำสั่งให้แก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยาพาราเซตามอล ผู้ผลิตและผู้นำเข้าได้มายื่นแก้ไขเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงยาพาราเซตามอล 25 ตำรับดังกล่าวที่ออกประกาศที่ไม่ได้มีการแก้ไข เนื่องจากเป็นยาที่ไม่ได้มีการผลิตแล้ว แต่ยังไม่หมดอายุทะเบียนตำรับยา จึงได้มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนดังกล่าว ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ยาทั้ง 25 ตำรับนั้นอันตรายหรือตัวยาอันตรายต่างจากยาพาราเซตามอลตำรับอื่นๆ เพียงแต่เมื่อไม่ได้มาเปลี่ยนเอกสารกำกับยาและฉลาก หากให้ใช้ต่อไปอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกังวลในเรื่องนี้

สำหรับยาพาราเซตามอลทั้ง 25 ตำรับ ที่เพิกถอนทะเบียนประกอบด้วย

  1. V-COLDTAC ทะเบียน 2A 501/27
  2. SALICAP ทะเบียน 2A 158/31
  3. V-COLDTAC ทะเบียน 2A 228/44
  4. ORPHENTA ทะเบียน 2A 4/52
  5. PARADROP ทะเบียน 1A 516/41
  6. PHENACOLD ทะเบียน 2A 108/32
  7. PONY SYRUP ทะเบียน 2A 31/38
  8. PARANIC TABLETS ทะเบียน 2A 2/41
  9. MICOLD ทะเบียน 2A 178/50
  10. REDDY TABLET ทะเบียน 1A 65/46
  11. UPCOPAN ทะเบียน 2A 32/38
  12. CETAMOL ทะเบียน 1A 1234/27
  13. CODAMOL TABLETS (WHITE) ทะเบียน 1A 1511/30
  14. CODAMOL TABLETS ทะเบียน 1A 1786/30
  15. PARACETAMOL 325 MG. TABLETS ทะเบียน 1A 175/37
  16. PARACETAMOL 325 MG. TABLETS (WHITE) ทะเบียน 1A 953/42
  17. PARACETAMOL 325 MG. TABLETS (GREEN) ทะเบียน 1A 955/42
  18. PARITER ทะเบียน 1A 125/48
  19. CODAMOL ทะเบียน 1A 663/50
  20. DAY TEMP PARACETAMOL 500 ทะเบียน 1A 51/55
  21. DAY TEMP PARACETAMOL 500 ทะเบียน 1A 66/55
  22. FARMARS(R) PARACETAMOL 500 ทะเบียน 1A 30/57
  23. CODARIN – A ทะเบียน 2A 250/27
  24. CODATAB ทะเบียน 2A 416/28
  25. KALA – SYRUP DROPS ทะเบียน1A 284/54