เยี่ยมอาณาจักรฟูนัน ที่มุมหนึ่งของไซ่ง่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/601677

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

เยี่ยมอาณาจักรฟูนัน ที่มุมหนึ่งของไซ่ง่อน

โดยกรกิจ ดิษฐาน

ไซง่อน หรือนครโฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา เคลื่อนไหวอย่างดุดัน รถราบนท้องถนนเหมือนจะไม่เคยหยุด (และจะไม่หยุดให้คนข้ามถนน ยกเว้นเราจะข้ามเอาเองด้วยความมั่นใจว่ารถจะไม่ชน) ท่ามกลางความจอแจของเมืองนี้ มีหลายมุมที่สงบร่มเย็น นครโฮจิมินห์เต็มไปด้วยต้นไม่สูงใหญ่และแผ่ร่มเงากว้าง ดังนั้นในบางครั้งเราจึงรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในสวน

นครโฮจิมินห์มีชื่อเดิมในภาษาเขมรว่า ไพรนคร เพราะเป็นป่าดงพงไพรมาก่อน และชื่อไซ่ง่อนในภาษาเวียดนามน่าจะหมายถึงต้นนุ่นที่มีอยู่มากมาย ที่นี่จึงเป็นเมืองแห่งแมกไม้อย่างแท้จริง

สิงโตดินเผา ศิลปะฟูนัน ภาพ

มุมต้นไม้ที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของนครโฮจิมินห์คือสวนสัตว์และสวนพฤษศาสตร์ไซง่อน (Saigon Zoo and Botanical Gardens) ตั้งอยู่ในเขตที่ 1 สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1865 ในพื้นที่นี้มีทั้งสวนสัตว์ สวนพฤษศาสตร์ มีช้างสำริดที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ชาวเวียดนาม และมีพิพิธภัณฑ์ชั้นเยี่ยม นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เวียดนาม (Museum of Vietnamese History)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1926 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อโอกุสต์ เดอลาวัล (Auguste Delaval) มีรูปแบบสถาปัตยกรรมลูกผสมระหว่างอาร์ตเดโคแบบตะวันตกและศิลปะแบบเวียดนาม โดยเฉพาะโดมกลางที่มียอดหลังคาแบบเวียดนาม

โคมสำริดศิลปะฟูนัน ภาพ

พิพิธภัณฑ์นี้มีชื่อเสียงในเรื่องคอลเล็กชั่นศิลปะวัตถุของอาณาจักรโบราณที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม เช่น อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรจามปา และวิถีชีวิตของชาวเวียดนามทางภาคใต้ที่ร่ำรวยและมั่งคั่งมากกว่าทางตอนเหนือ แต่สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์จริงๆ การมาเยือนที่นี่หมายถึงการมาชมโบราณวัตถุสมัยฟูนันเสียมากกว่า

พระพุทธรูปไม้แกะสลักอายุนับพันปี ศิลปะฟูนันราวศตวรรษที่ 4 – 6 ภาพ

อาณาจักรฟูนันเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมเขมรโบราณ จุดศูนย์กลางของอาณาจักรนี้คาดว่าอยู่ทางตอนใต้ของกัมพูชาและตอนใต้ของเวียดนาม แต่มีการขุดค้นพบสิ่งของสำคัญเป็นอันมากในเวียดนาม โดยเฉพาะในเขตดินโคลนปากแม่น้ำโขง ที่มีคุณสมบัติเก็บรักษาไม้แกะสลักได้เป็นอย่างดี ที่นี่จึงมีงานประติมากรรมไม้ที่มีอายุกว่า 1,500 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เพราะงานไม้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักจะมีอายุแค่ไม่กี่สิบปี เนื่องจากสภาพอากาศในดินแดนนี้มีความชื้นสูง

พระพุทธรูปไม้แกะสลักอายุนับพันปี ศิลปะฟูนันราวศตวรรษที่ 7 ภาพ

แม้จะมีงานศิลป์ที่น่าชมมากมายแต่สิ่งที่ควรชมอย่างมากคือ ห้องจัดแสดงพิเศษ หรือโดมกลาง มีการจัดแสดงเครื่องทองของชาวฟูนันไว้ที่จุดนี้ (ห้องที่ 18) ส่วนจัดแสดงต่อมาเกี่ยวกับฟูนันคือห้องด้านหลังสุด (ห้องที่ 7) ซึ่งมีทั้งสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับฟูนัน เช่น ลูกปัด เงินเหรียญ และเครื่องประดับอาคารไม้และดินเผา และยังมีศิลาจารึกที่สำคัญมากเพราะเอ่ยชื่อกษัตริย์เขมรโบราณองค์แรกๆ ในพระนามภาษาสันสกฤต

พระพุทธรูปไม้แกะสลักอายุนับพันปี ศิลปะฟูนันราวศตวรรษี่ 3 – 4  ภาพ

ไฮไลท์คือส่วนจัดแสดงพระพุทธรูปไม้แกะสลักฟูนัน ซึ่งมีอายุราวค.ศ. ที่ 400 – 700 อยู่ในสภาพที่หลากหลาย ทั้งเกือบสมบูรณ์และที่ถูกกาลเวลาทำให้สึกกร่อนจนเหลือแต่เค้าโครง ถือเป็นกลุ่มโบราณวัตถุชิ้นเอกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พระพุทธรูปไม้แกะสลักอายุนับพันปี ศิลปะฟูนัน ภาพ

การใช้เวลาอยู่ในห้องจัดแสดงศิลปะฟูนัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอารยะธรรมโบราณนี้ คือความภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฟูนันไม่ใช่แค่จุดกำเนิดของวัฒนธรรมเขมรโบราณ และไม่ใช่แค่มีดินแดนอยู่ในเวียดนามปัจจุบัน (โดยเฉพาะที่เมืองอ็อก แอว) แต่รูปแบบศิลปะยังคล้ายกับศิลปะทวารวดีที่พบในไทย และบันทึกของจีนเกี่ยวกับฟูนันยังเอ่ยถึงเกี่ยวข้องกับดินแดนของประเทศไทย

พระพุทธรูปไม้แกะสลักอายุนับพันปี ศิลปะฟูนันราวศตวรรษที่ 4 ภาพ

บันทึกของจีนเอ่ยถึงอาณาจักรผันผัน ที่คาดว่าคือพุนพิน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกล่าวว่ากษัตริย์องค์แรกของฟูนัน คือเกาฑิณยะเดินทางมาจากอินเดีย แวะที่อาณาจักรผันผัน ก่อนที่จะได้นิมิตให้เดินทางมาปกครองแผ่นดินฟูนัน หากมองจากแผนที่ก็คือเดินทางจากแถวอ่าวบ้านดอนมายังแหลมญวนเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก โดยเฉพาะช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ประติมากรรมประดับอาคารที่ยังเหลือสีสันแลการปิดทอง ศิลปะฟูนัน ภาพ

ฟูนันสถาปนาขึ้นเมื่อค.ศ. 50 หรือ 68 แล้วล่มสลายลงในปีค.ศ. 550 หลังจากนั้นอารยธรรมของชาวเขมรโบราณก็ถอยร่นขึ้นไปตอนบน กลายเป็นอาณาจักเจินล่า (Chenla) และกลายเป็นจักรวรรดิเขมรในที่สุด ส่วนศิลปวัตถุของฟูนันนั้นถูกโคลนเลนของปากแม่น้ำโขงกลบฝังยาวนานนับพันปี พวกมันจึงยังอยู่ในสภาพที่ดีอย่างเหลือเชื่อ ผิดกับงานไม้ยุคเจินล่าและเขมรโบราณที่แทบหาชมไม่ได้

แต่งานไม้ของฟูนันยังมีอยู่ และพบได้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เวียดนาม ในเมืองแห่งแมกไม้ที่ชื่อว่าไซ่ง่อน

เสาไม้สมัยฟูนันที่ยังหลงเหลืออยู่  ราวศตวรรษที่ 4 – 5 ภาพ

ความลับของตรอกเต๊าที่ซ่อนในซอกหลืบของเยาวราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/600995

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 19:28 น.

ความลับของตรอกเต๊าที่ซ่อนในซอกหลืบของเยาวราช

ประวัติศาสตร์ยุคต้นกรุงที่ยังมีชีวิตชีวา ในวัดโบราณที่ถูกครอบด้วยตึกเก่าคลาสสิก โดย กรกิจ ดิษฐาน

ในตรอกเต๊า เยาวราชซอย 8 มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการค้าประเวณี แต่ปัจจุบันไม่มีโรงหญิงรับชำเราบุรุษอีกต่อไป ที่ปากตรอกเข้ามาไม่ไกล มีร้านอาหารรุ่นลายครามอยู่ร้านหนึ่งชื่อไท้เฮง ขายสุกี้สูตรเก่ากับข้าวมันไก่

ไท้เฮงขึ้นชื่อเรื่องไก่กับสุกี้ แต่ตรงกันข้ามไท้เฮงกลับเป็นที่อยู่ของผู้ที่ถือศีลกินเจ คือวัดจีนนิกายที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกทรงวินเทจ หากเกินเข้ามาโดยไม่ทันสังเกตจะไม่รู้ว่านี่คือวัด

วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สร้างมาตั้งแต่บางกอกเพิ่งจะเมืองหลวงของไทยมาหมาดๆ ทุกวันนี้ตัววัดในอาคารทรงจีน ถูกตึกทรงคลาสสิกรุ่นก่อนสงครามโลกสร้างคลุมไว้ ด้านนอกจึงคล้ายบ้านตึกของคหบดีเยาวราชยุคเก่า แต่ด้านในคือวัดดีๆ นี่เอง

วิหารหลักของวัด

วัดนี้มีชื่อว่าวัดบำเพ็ญจีนพรต ตามประวัติกล่าวว่า เดิมเป็นวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ร้าง ชื่อ “ย่งฮกอำ” (หย่งฝูอัน) มีป้ายชื่อลงปีรัชกาลเฉียนหลง แห่งสมัยราชวงศ์ชิง ตรงกับ พ.ศ. 2338 หรือในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

ต่อมามีพระภิกษุชาวจีน ชื่อพระอาจารย์สกเห็ง เดินทางจาริกมาจากประเทศจีนถึงประเทศสยาม ราวก่อนปี พ.ศ. 2414 และพำนักอยู่ ณ สถานที่นี้ ท่านได้ปฏิสังขรณ์วิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น “ย่งฮกยี่” (หย่งฝูซื่อ) มีป้ายจารึกไว้ว่าทำขึ้นในรัชกาลกวงซวี่ แห่งราชวงศ์ชิง ปีที่ 13 ตรงกับ พ.ศ. 2430 ตรงกับสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

หลังคาวิหารเก่าที่ถูกอาคารยุควินเทจสร้างคลุมไว้

เมื่อพระอาจารย์สกเห็งสร้างวัดแล้ว ก็แล้วกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานนามวัดว่า “วัดบำเพ็ญจีนพรต” โดยปัจจุบันยังมีป้ายพระราชทานนามวัดประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอุโบสถ และโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระอาจารย์สกเห็งเป็นพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรก

เมื่อเข้าไปในตึกที่สร้างคลุมวัด จะเห็นผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมตรงกลางเปิดโล่ง ในพื้นที๋โล่งนั้นคือวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือ “ย่งฮกอำ” (หย่งฝูอัน)

ป้ายเก่าของวัดเขียนว่า ย่งฮกอำ ทำขึ้นสมัยเฉียนหลงแห่งต้าชิง

มาถึงตอนนี้ต้องอธิบายก่อนว่า คำว่า อำหรืออัน (An) แปลว่าสำนักสงฆ์หรือศาลประดิษฐานพระปฏิมาในพุทธศาสนา ส่วนคำว่า ยี่หรือซื่อ (Si) แปลว่าพระอารามที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

นี่คือจุดเด่นของวัดบำเพ็ญจีนพรตที่หาชมได้ยาก เพราะตัววัดเป็นตึกเก่าแบบตะวันตก สร้างล้อมวิหารจีนแบบศิลปะจีนภาคใต้ตามสกุลช่างจีนแต้จิ๋ว มีความงดงามแบบสถาปัตยกรรมจีนแต้จิ๋วในไทยยุคแรก จึงงามแบบคลาสสิก สีสันไม่ฉูดฉาดแต่กลมกลืน ลงรักปิดทองแต่ครั้งโบราณ สีทองจึงดูขลังแต่ยังมลังเมลืองสวยจับตามาก

ป้ายอันงดงามที่ทำขึ้นในรัชสมัยกวงซวี่แห่งราชวงศ์ชิง เขียนว่า หลงเทียนยงฮู่ แปลว่า นาคะและเทพและค้ำชู

กล่าวกันว่า เป็นวัดบำเพ็ญจีนพรตมีพุทธวิหารพระรัตนตรัยเล็กที่สุดคือ กว้าง 7.80 เมตร ยาว 10.20 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2338 คำว่า “วิหารพระรัตนตรัย” หมายถึงวิหารหลักของวัด ในภาษาจีนเรียกว่า ต้าสยงเป่าเตี้ยน ตามปกติแล้ววัดจีนไม่ได้มีอุโบสถทุกแห่ง แต่จะต้องมีวิหารพระรัตนตรัยทุกแห่งเป็นอาคารหลัก และจะต้องมีขนาดใหญ่โตมาก แต่ที่วัดนี้มีขนาดเล็ก เพราะเป็นอาคารดั้มเดิมมาตังแต่เป็นวิหารเดี่ยวๆ ยุครัชกาลที่ 1

แม้จะมีขนาดย่อม แต่มีสิ่งที่น่าชมมาก คือ พระประธานทั้ง 3 คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้าตรงกลาง ทางขวาของพระศากยมุนีคือพระอมิตาภะพุทธเจ้า และทางซ้ายของพระศากยมุนีคือ พระไภษัชยะคุรุพุทธเจ้า เป็นพุทธเจ้าทั้ง 3 ตามคติมหายาน เป็นพุทธปฏิมาแบบจีนรุ่นเก่าสมัยราชวงศ์ชิงที่หาชมได้ยาก

18 อรหันต์ทำจากผ้าป่าน

ที่ด้านข้างของพระประธานคือพระอรหันต์ 18 องค์ ทำจากผ้าป่านทาบรักลงรักปิดทอง อาขารย์เศรษพงษ์ จงสงวน กล่าวว่า พระอาจารย์สกเห็ง สั่งสร้างจากประเทศจีนในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นศิลปะที่เรียกว่า ทัวไท (ถอดแบบ) หรือทัวซา (ถอดแบบหุ่นทราย) แต่มีชื่อทางการว่า เจี๋ยจูฝอเซี่ยง แปลว่า วิธีสร้างพระปิดทับผ้าป่าน

นอกจากวิหารหลักแล้ว ด้านข้างยังมีบันไดดีไซน์วินเทจ พาขึ้นไปบนชั้นอื่นๆ ของตึกแบบฝรั่ง บนชั้นต่างๆ นอกจากจะเป็นกุฏิพระแล้ว ยังมีโถงประดิษฐานพระโพธิสัตว์ ห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่าๆ และห้องเก็บป้ายวิญญาณของพุทธศาสนานิกชนที่ล่วงลับ ชั้นบนสุดในห้องโถงบูชาพระ เป็นที่เก็บป้ายชื่อเก่าของวัด คือป้ายย่งฮกอำ นับเป็นของล้ำค่าอย่างหนึ่งทางประวัติศาสตร์

ห้องโถงของชั้นบนอาคารเก่า มีป้ายเดิมของวัดเขียนว่า ย่งฮกยี่ เขียนขึ้นในรัชสมัยกวงซวี่ แห่งราชวงศ์ชิง

ความเงียบ อาคารเก่า และเงาที่อึมครึม เกิดบรรยากาศเหมือนกับบางฉากในเรื่องลี้ลับของเหม เวชกร ราวกับย้อนไปสู่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตรงกันข้ามกับความจอแจของเยาวราชที่ห่างไปไม่กี่เมตร

วัดบำเพ็ญจีนพรตไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่สำหรับคนที่อยากรู้จักกรุงเทพให้มากขึ้น ที่นี่คือประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตชีวามาตั้งแต่ยุคต้นกรุง

หรอยแรงแกงใต้ ที่ห้องอาหารพระยา คิทเช่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/600758

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

หรอยแรงแกงใต้ ที่ห้องอาหารพระยา คิทเช่น

เต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์อาหารพื้นเมืองปักษ์ใต้และซีฟู้ด 12 ชนิด ณ ห้องอาหารพระยา คิทเช่น

สาวกอาหารใต้ต้องไม่พลาดบุฟเฟ่ต์อาหารไทย ที่ห้องอาหารพระยา คิทเช่น โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ จัดเสิร์ฟอาหารใต้รสจัดจ้านและซีฟู้ด 12 ชนิด ทุกวันพฤหัสบดีมื้อค่ำ ตลอดเดือน ก.ย. และ ต.ค. 2562

เรียกว่าเป็น 2 เดือนแห่งความสุข ที่ห้องอาหารพระยา คิทเช่น จัดให้หนักเครื่องถึงรสถึงชาติ กับเอกลักษณ์อาหารพื้นเมืองปักษ์ใต้ นำทีมโดย เชฟสมคิด เกตุแก้ว ที่ขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสแกงปักษ์ใต้รสเผ็ดร้อนหนักเครื่องเทศ เช่น พล่าปลาทูน่า ปลาน้ำดอกไม้แกงเหลือง หอยหลอดผัดฉ่า

ส่วนคนไม่กินเผ็ดมีเมนูปลาทรายแดงทอดขมิ้น แต่เตี้ยมภูเก็ตหลากชนิด อย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับอาหารทะเลสดใหม่ตามฤดูกาล 12 ชนิดบนซีฟู้ดวอลล์ (Seafood Wall) อาทิ กุ้งแม่น้ำ กั้งกระดาน ปูม้า หอยแมงภู่ และปลาหมึกให้เลือกใส่หม้ออวยสีสดใสเพื่อนำไปให้เชฟปรุงสด ไม่ว่าจะเป็นผัดผงกระหรี่ ผัดพริกไทยดำ ผัดกระเทียม หรือเผาได้ตามใจแบบไม่อั้น

ตามไปลิ้มลองความอร่อยแบบนี้ได้ที่ ห้องอาหารพระยา คิทเช่น บนชั้น 3 โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ทุกมื้อค่ำวันพฤหัสบดี ตลอดเดือนกันยายน และเดือนตุลาคมนี้ ในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ อิ่มไม่อั้น เพียงท่านละ 1,388++บาท เด็กอายุระหว่าง 6-12 ขวบ รับส่วนลด 50% และหนูๆ ต่ำกว่า 6 ขวบทานฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-088-5666 หรือ www.bangkokmarriottsurawongse.com

ห้องอาหาร The Oasis บุฟเฟ่ต์นานาชาติอิ่มคุ้ม อร่อยครบ ใจกลางทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/600258

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

ห้องอาหาร The Oasis บุฟเฟ่ต์นานาชาติอิ่มคุ้ม อร่อยครบ ใจกลางทองหล่อ

โพสต์ทูเดย์พาชิมบุฟเฟ่ต์อินเตอร์ อิ่มอร่อยคุ้มค่าในราคาเพียง 700 บาท++ ที่ห้องอาหาร The Oasis All Day Dining ในโรงแรมคุณภาพสัญชาติญี่ปุ่น Nikko Hotel Bangkok พร้อมชมวิวชิลสบายสไตล์ทองหล่อ

ครั้งนี้เราขออาสาพาไปเอร็ดอร่อยชนิดอิ่มหมีพีมันกับ International Lunch Buffet ที่ “ห้องอาหาร The Oasis All Day Dining” บนชั้น 6 ของโรงแรม Nikko Hotel Bangkok ในซอยทองหล่อ ชวนสัมผัสประสบการณ์มื้ออาหารในห้องอาหารที่มาในคอนเซ็ปต์ความอุดมสมบูรณ์ตามชื่อ “โอเอซิส” บรรยากาศภายในโอ่โถงปลอดโปร่ง ตกแต่งสวยงามตามสไตล์ญี่ปุ่น มีเคาน์เตอร์หินอ่อน โต๊ะเก้าอี้ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ภายนอกร่มรื่นด้วยต้นไม้และพื้นที่สีเขียว มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง และเคาน์เตอร์บาร์ให้ลั้ลลาสร้างสีสัน

ด้านอาหารมื้อกลางวันจัดเป็นธีมบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ครบครันทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ซีฟู้ดออนไอซ์ และของหวานให้เลือกลิ้มรสกันยาวๆ ตั้งแต่ 12.00-14.30 น. (วันอาทิตย์ 12.00-15.30 น.) เริ่มต้นกันที่โซนสเปเชียลเมนูซึ่งเป็นไฮไลท์ในแต่ละเดือน เช่น iberico ham Station แฮมสเปนนำเข้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เชฟรังสรรค์คู่กับมะม่วงสุก เติมรสเปรี้ยวหวานด้วยวัตถุดิบธรรมชาติ เสิร์ฟเป็นคำๆ ตามด้วยพิซซ่าอิตาเลียนแป้งบางกรอบที่กินได้ไม่จำกัดจำนวน

ติดกันเป็นโซน Pasta Live Station หลากเมนูพาสต้าและสปาเก็ตตี้ที่เราสามารถ Customize ได้เองใน 3 Step เริ่มที่ Step 1 Pasta selection คัดสรรเส้นตามชอบ ไม่ว่าจะ Spaghetti, Penne, Fusilli และ Squid Ink ต่อด้วย Step 2 Meat selection เลือกใส่เนื้อสัตว์ อาทิ Shrimp, Bacon, Squid, Ham และ Mussel สุดท้าย Step 3 Sauce selection คลุกเคล้ากับซอส Carbonara, Aglio, Tomato, Hot Basil, Bolognese หรือะ Mentaiko Cream ซิกเนเจอร์ซอสสูตรเด็ดเฉพาะของ Nikko

พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงกับโซน Japanese Live Station จุใจกับเมนูที่ทุกโต๊ะต้องมี!! อย่าง Kaisen Don ข้าวหน้าปลาดิบออนท็อปเครื่องตู้มๆ พาเหรดมาทั้งแซลมอน มากุโร่ หนวดปลาหมึกยักษ์ ไข่ปลาแซลมอน ไข่กุ้ง ไข่หวาน ปูอัด ทำสดใหม่ถ้วยต่อถ้วย ตามด้วยซูชิ 8 หน้าต่อวัน ข้าวแกงกะหรี่ ซุปมิโซะ

จัดใหญ่ในโซน  Seafood On Ice  ที่ยกความสดมาให้เลือกคีบเต็มสตรีมทั้งหอยนางรมนำเข้าจากเกาหลี หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้งขาว กุ้งลวก ที่มีทั้งแบบมาพร้อมเปลือกและแกะเปลือกให้แล้ว กินคู่กับน้ำจิ้มหลากสไตล์ อาทิ  Spicy Sauce, Crispy Fried Shallots, Cocktail Sauce,  Shallot Red Wine Vinegar แนะนำน้ำจิ้มซีฟู้ดที่พิสูจน์รสชาติมาจากคนทั้งโรงแรมแล้วว่า เด็ด!!!

ใครยังไม่อิ่มแวะไปได้ที่โซน Western style พบกับเมนูที่ใช้เนื้อสัตว์หลายประเภทสลับสับเปลี่ยนกันไป โดยเชฟผู้ชำนาญจะเตรียมเนื้อสัตว์นานาชนิด อาทิ เนื้อวากิว เนื้อแกะ ปลาหมึก ปลาแซลมอน ปลาค้อด และเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ  มาปรุงเป็นเมนูไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อาทิ เนื้อผัดน้ำมันหอย แกงเขียวหวาน ผัดฉ่า เนื้อออสเตรเลียอบซอสไวน์แดง แซลมอนครีมซอส ยังมีน้ำพริก ติ่มซำ ขนมจีบ ซาลาเปา ตามด้วยโซนผักสดสลัดบาร์

จบด้วยของหวานในโซน  Dessert เบเกอรี่สไตล์ Western Japanese สูตรโฮมเมด อาทิ กรีนทีบัน โงมจิ ช็อกโกแลตบราวนี่  Red Velvet Cake, Cheese Cake นอกจากนี้ ยังมีไอศกรีมรสต่างๆ เช่น รสมนฮอกไกโก ชาไทย วานิลลา ชาเขียว ตบท้ายกันด้วยชา กาแฟ และผลไม้

อยากลิ้มลองมื้อเที่ยงเริ่ดๆ แบบนี้แวะมาได้ที่ห้องอาหาร The Oasis All Day Dining โรงแรม Nikko Hotel Bangkok เปิดให้บริการทุกวัน

มื้อเช้า : เวลา 06.30-10.30 น. ราคา 650++

มื้อกลางวัน : เวลา 12.00-14.30 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์) ราคา 700++

มื้อค่ำ : เวลา 18.00-22.30 น. ราคา 780++

มื้อสายวันอาทิตย์ : เวลา 12.00-15.30 น. ราคา 1,590++

พิเศษ! สำหรับสมาชิกบัตรฮาร์โมนี่ รับส่วนลด 10% สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองโต๊ะได้ที่โทร. 02-080-2111

จิบชาในสวนลับกับหมู่มวลดอกไม้ @The Blooming Gallery

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/600284

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 19:19 น.

จิบชาในสวนลับกับหมู่มวลดอกไม้ @The Blooming Gallery

The Blooming Gallery ชวนจิบชาในคาเฟ่เรือนกระจกบรรยากาศสวนที่อบอวลด้วยหมู่มวลดอกไม้ ในสาขาใหม่ใจกลางสยามสแควร์

ฉลองเปิดสาขาใหม่ในสยามสแควร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “The Blooming Gallery” คาเฟ่สุดเก๋ของดาราสาวสวย เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร ที่ครั้งนี้มาในรูปแบบร้านที่ดูเด็กลง แต่ยังคงบรรยากาศความสวยงามและอบอวลไปด้วยเหล่ามวลหมู่ดอกไม้ พร้อมเอาใจลูกค้าด้วยเมนูไฮไลต์ในตำนานของสาขาทองหล่อ

ร้านนี้เป็นคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ Sweet Rustic ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสไตล์ Impressionism ของศิลปินชาวฝรั่งเศส ชื่อ Oscar Claude Monet ภาพวาดของศิลปินท่านนี้จะเกี่ยวกับธรรมชาติและผู้หญิงในแนวฟุ้งๆ ชวนฝัน ทำให้บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสดชื่น โอบล้อมไปด้วยต้นไม้และดอกไม้หลากหลายพันธุ์สีสันสดใส ภายใต้คอนเซ็ปต์เรือนกระจกภายในสวนลับใจกลางเมืองที่รอคอยให้ทุกคนมาพักผ่อนภายในพื้นที่ส่วนตัว โดดเด่นด้วยขนม เครื่องดื่ม และอาหารโฮมเมด อีกทั้งยังมีชาที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งบรรจงคัดสรรชาและนำเข้าชาคุณภาพจากประเทศต่างๆ มารวมไว้ที่นี่อย่างหลากหลาย แต่ละเมนูเน้นวัตถุดิบคุณภาพและทำสดใหม่ในทุกๆ วัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมทั้งครีเอทและตกแต่งเมนูในแต่ละจานให้มีสีสันสดใสสวยงาม

พร้อมพบกับเมนูไฮไลท์ในตำนานแห่งย่านทองหล่ออย่าง The Original Mousse Soft Cheesecake ซึ่งในครั้งนี้มาในรูปแบบถ้วยใหญ่เสิร์ฟในถ้วยหินอ่อน พิเศษไปด้วยถ้วยเล็กในรูปแบบ Take Away ตามเสียงเรียกร้องจากลูกค้าทั้ง 7 รสชาติยอดนิยม และพบกับเมนูใหม่ อย่าง Snow flake บิงซูเส้นสายไหมรสโฮจิฉะ (Hojicha) และแตงโมอีกด้วย อีกทั้งยังมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มอันพิถีพิถันที่รอให้ทุกคนได้มาสัมผัส

ส่วนเมนูไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ยกให้ขนมสุดครีเอทอย่าง A Path in the forest : Matcha Mousse Soft Cheesecake (380 บาท) มัทฉะมูสที่แบ่งเลเยอร์ออกเป็นหลายชั้ เพื่อเพิ่มรสสัมผัสให้กับตัวขนม โดยชั้นด้านล่างสุดเป็นชีสเค้ก ถัดขึ้นมาเป็นมัทฉะมูส ตามด้วยครัมเบิลกรุบกรอบและวิปครีมสดชั้นบนสุด ก่อนจะโรยด้วยผงมัทฉะคุณภาพที่ส่งตรงจากเกียวโต เสิร์ฟลงบนถ้วยหินอ่อนสีดำที่สามารถควบคุมอุณภูมิความอร่อย พร้อมช้อนไม้น่ารัก นอกจากนี้ ยังมีอีก 6 รสชาติยอดนิยม อาทิ Hojicha, Thai Tea, Oreo, Strawberry, Mango Sticky Rice และ Blueberry ให้คุณได้สัมผัสความนุ่มละมุนของเนื้อมูสในรสชาติที่ชื่นชอบ พร้อมความกรุบกรอบของครัมเบิลที่ผสานกันได้อย่างลงตัว

แวะเติมพลังหลังช็อปปิ้งย่านสยามกันได้ที่ร้าน The Blooming Gallery ชั้น 1 โครงการลิโด้ คอนเน็คท์ สยามสแควร์ ซ.3 แหล่งแฮงก์เอาท์แห่งใหม่ใจกลางเมือง พิเศษไปด้วยดนตรีแจ๊ซที่มาช่วยเติมเต็มบรรยากาศในทุกเย็นวันพุธ ศุกร์ และเสาร์ เวลา 18.00-20.00 น. ให้ทุกคนได้ดื่มด่ำความสุขได้อย่างเต็มอิ่มกับพื้นที่แห่งนี้ไปพร้อมกัน เอ็กซ์คลูซีฟไปด้วยกิจกรรมฉลองเปิดสาขาใหม่กับ “ชิม-แชะ-เช็ค-แชร์” ถ่ายมาดีมีรางวัล พาไปดู F1 กับเมย์พิชชี่!! เพียงซื้อมูสซอฟท์ชีสเค้กภายในร้าน The Blooming Gallery รสใดก็ได้ ถ่ายรูปและเช็คอินที่ The Blooming Gallery at Siam เปิดโพสต์เป็นสาธารณะและแฮชแท็ก #thebloominggallery #thebloominggallerysiam #BloomingF1withMayPitchy พร้อมแชร์ไปที่เพจเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม thebloominggallery ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-สิงคโปร์ พร้อมที่พัก 3 วัน 2 คืน และตั๋วชมการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (F1) ในวันที่ 22 กันยายน 2562 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง สามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้-15 กันยายนนี้เท่านั้น ประกาศผลวันที่ 16 กันยายน 2562 รีบตามมาลิ้มรสมูสซอฟต์ชีสเค้กสุดฟิน แล้วลุ้นบินไปสิงคโปร์พร้อมกัน!

เคล็ดลับคนสูงวัย กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601525

  • วันที่ 28 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

เคล็ดลับคนสูงวัย กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี

วันนี้ล้างท้องกันแล้ว เริ่มต้นเทศกาลกินเจ 2562 กับช่วงเวลาแห่งการสร้างบุญสร้างกุศล งดบริโภคเนื้อสัตว์รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์ แม้ว่าอาหารเจจะเป็นอาหารสุขภาพ แต่หากกินไม่ถูกหลักโภชนาการก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

รู้ไหม? ผู้สูงวัยทานกากใยมาก…อาจเกิดปัญหาท้องอืด

ในกลุ่มผู้สูงอายุควรจะต้องระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ เพราะมักมีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นพื้นฐานเดิมตามวัยอยู่แล้ว ดังนั้น หากทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากจนเกินไป ก็จะทำให้มีปัญหาเรื่องท้องอืดมากขึ้นกว่าเดิมได้ จึงอยากแนะนำให้ผู้สูงอายุเลี่ยงการรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากๆ รวมไปถึงการทานผักสดๆ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดหอม หากจะรับประทานควรนำมาปรุงให้สุกก่อน

หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ไขมันสูง และหวานเค็มจัด

สำหรับผู้สูงอายุที่ชอบรับประทานอาหารเจจำพวกผัด ทอด หรือมีส่วนผสมของแป้งและนำไปทอดในน้ำมันปริมาณมาก แน่นอนว่า…ร่างกายจะได้รับสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่สูงเกินความจำเป็น ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงปัญหาโรคไขมันในเลือดสูงอีกด้วย และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมา ดังนั้น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้ง หรือรสชาติหวานมันมากเกินไป เช่นเดียวกันกับผู้สูงอายุที่เป็นโรคไต ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารเจที่มีรสเค็ม

หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด

การรับประทานอาหารเจสำหรับผู้สูงวัย ควรได้รับสารอาหารครบถ้วนและมีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะ เน้นรับประทานอาหารเจจำพวก ต้ม นึ่ง ย่าง ยำ หลีกเลี่ยงอาหารทอด หรือผัด ร่วมกับการรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีทั้งกายและใจตลอดช่วงเทศกาลกินเจ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.อยุทธินี สิงหโกวินท์ แพทย์หัวหน้าศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลพญาไท 2

How to การล้างสารเคมีเกษตรอันตรายที่ตกค้างในพืชผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601809

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 07:24 น.

How to การล้างสารเคมีเกษตรอันตรายที่ตกค้างในพืชผัก

ช่วงเทศกาลกินเจเรามักกินพืชผักมากกว่าช่วงปกติ มาดูวิธีการล้างสารพิษทางการเกษตรที่ตกค้างเพื่อบริโภคอย่างมั่นใจ ได้บุญ ได้สุขภาพ

จากกรณี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแนวทางชัดเจนในการยกเลิกใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันตราย ได้แก่ “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ที่ใช้ด้านเกษตรกรรมป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ในหลายๆ ประเทศ ได้มีการยกเลิกใช้อย่างถาวร

กรมอนามัย ได้สนับสนุนนโยบายยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันตรายดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เกษตรกร และอนามัยสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำช่วงกินเจให้ล้างผักทุกครั้งก่อนกิน-ปรุงอาหาร

หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลถึงผลกระทบจากสารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันตราย โดยภาคส่วนต่างๆ อาทิ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และนักวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเปิดเผยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลว่า “สารเคมีอันตรายเหล่านี้ยังส่งผลต่อทารกในครรภ์”

สำหรับประเทศไทยจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดล พบการตกค้างของพาราควอตในสะดือทารกแรกเกิดและซีรั่มของแม่มากถึงร้อยละ 20 พบในขี้เทาเด็กทารกแรกเกิดสูงถึงร้อยละ 54.7 ส่วนคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต พบในซีรั่มของแม่และสะดือทารกเด็กแรกเกิดสูงถึงร้อยละ 50.7 และพบการปนเปื้อนในน้ำนมแม่ร้อยละ 41.3 นอกจากนี้ ยังพบการตกค้างของพาราควอตในพืชผักอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อลดการสะสมของสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ให้มีมากเกินไปในร่างกาย ขอความร่วมมือเกษตรกรงดใช้สารเคมีดังกล่าว ทางเกษตรกรรม เนื่องจากทุกวันนี้การเพาะปลูกของประเทศไทยในหลายพื้นที่ยังคงมีการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชและยังมีการตรวจพบการตกค้างของสารเคมีอยู่ในพืชผักอยู่เสมอ

โดยเฉพาะผักสด 10 ชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาด ที่พบว่ามีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่สูง ได้แก่ กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักบุ้งจีน มะเขือ และผักชี

วิธีการล้างพืชผักก่อนกินหรือนำมาปรุงอาหาร สามารถทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ให้ล้างผ่านน้ำก๊อกที่ไหลนาน 2 นาที
  • แช่ในน้ำผสมเกลืออัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง
  • น้ำผสมน้ำส้มสายชูอัตราส่วนครึ่งถ้วยตวงต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง
  • น้ำผสมโซเดียม ไบคาร์บอเนต (เบคกิ้งโซดา) อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง

สำหรับผักบางชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำ ถั่วฝักยาว หากมีคราบขาวจับที่กาบใบหรือฝักมากเกินไปล้างน้ำหลายๆ ครั้ง และคลี่ใบถูหรือล้างด้วยการเปิดน้ำไหลผ่านอย่างน้อย 2 นาที เพื่อความปลอดภัยและลดการปนเปื้อนของสารเคมี

ในช่วงเทศกาลกินเจ พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารเจที่ปรุงประกอบจากผักเป็นจำนวนมาก จึงต้องเฝ้าระวังความสะอาดปลอดภัยของสารเคมีในผักให้มากขึ้น สำหรับผู้บริโภคที่ปรุงอาหารเจกินเองในครอบครัว ในช่วงนี้ไม่ควรกินผักนอกฤดูกาล เนื่องจากมีแนวโน้มของการใช้สารเคมีมากกว่าผักตามฤดูกาล ก่อให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างและเป็นอันตรายมาก เมื่อได้รับสารนี้ในปริมาณมากจะทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด ท้องร่วง อาจเกิดหัวใจวายและเสียชีวิตได้ แต่ถ้าได้รับในปริมาณน้อยๆ ค่อยๆ สะสมในร่างกายจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาว

 

 

ภาพ : freepik

10 เรื่องของไข่ ที่ใครบางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/517337

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 07:19 น.

10 เรื่องของไข่ ที่ใครบางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รวมเกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับวัตถุดิบที่เราคุ้ยเคยกันดีอย่าง “ไข่”

“ไข่” เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่หลายคนคุ้นเคย และมีติดตู้เย็นกันแทบทุกครัวเรือนอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับไข่ เราเลยขอนำเสนอ 10 เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับวัตถุดิบชนิดนี้มากขึ้นกัน

1. ชาวอเมริกันทานไข่เฉลี่ยคนละ 250 ฟองต่อปี นั่นหมายความว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีค่าเฉลี่ยการบริโภคไข่เป็นจำนวน 76.5 พันล้านฟองต่อปีเลยทีเดียว

2. ไอโอวาเป็นรัฐที่ผลิตไข่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นจำนวน 15 พันล้านฟองต่อปี

3. สีของเปลือกไข่แต่ละฟองจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแม่ไก่ตัวนั้นๆ หากแม่ไก่เป็นพันธุ์ที่มีขนสีขาว ไข่ไก่ที่ได้ออกมาก็จะมีสีขาว แต่หากเป็นแม่ไก่พันธุ์ที่มีขนสีแดง ไข่ไก่ที่ได้ออกมาจะเป็นสีน้ำตาล

4. สีของไข่แดงขึ้นอยู่กับการกินอาหารของไก่ แม่ไก่ที่กินผักเป็นอาหารจะให้ไข่แดงที่มีสีเหลืองเข้ม แต่หากแม่ไก่ตัวไหนกินข้าวบาร์เลย์หรือข้าวสาลี จะให้ไข่ไก่ที่มีสีอ่อนลงมา

5. อายุของแม่ไก่มีผลต่อขนาดของไข่ไก่ที่จะได้มา หากแม่ไก่มีอายุมากก็จะให้ไข่ไก่ที่ฟองใหญ่ขึ้น

6. วันที่ที่ระบุบนกล่อง ไม่ใช่วันหมดอายุ แต่คือวันที่ผลิต ซึ่งโดยปกติแล้วไข่ไก่สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์หลังจากวันที่ผลิต

7. ไข่สองฟองจะให้คอเลสเตอรอลที่เพียงพอสำหรับหนึ่งวัน เนื่องจากไข่หนึ่งฟองให้ปริมาณคอเลสเตอรอลประมาณ 186 มิลลิกรัม และ USDA (The United States Department of Agriculture) ได้แนะนำว่าควรจำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน

8. ด้วยสารอาหารอย่างโอเมก้า 3 สังกะสี วิตามินบี และไอโอไดด์ในไข่ สามารถช่วยต่อสู้กับความอ่อนล้าได้ รวมไปถึงโคลีนที่พบในไข่ยังสามารถช่วยบำรุงสมอง ช่วยเพิ่มความจำได้อีกด้วย

9. แท้จริงแล้วแป้งคุกกี้ดิบสามารถทานได้ หากทำจากไข่พาสเจอร์ไรส์ ซึ่งปราศจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Salmonella

10. ไข่เหมาะจะนำไปทำไข่ต้มมากที่สุด คือไข่ไก่ที่มีอายุอย่างน้อย 10 วัน เนื่องจากไข่สดนั้นจะปอกยากกว่าไข่ที่ทิ้งไว้สักพักแล้ว

 

 

ที่มา: insider

กินไว้! ก่อนหัวระเบิดเพราะไมเกรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601572

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

กินไว้! ก่อนหัวระเบิดเพราะไมเกรน

ไมเกรนรุนแรงกว่าที่คิด ข่าวมีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะอุทาหรณ์จากการซื้อยากินเอง ข่าวเรียกคืนยาไมเกรนที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย คุ้มมั้ย? ที่ต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับการกินยาไปตลอด ลองเปลี่ยนวิถีการกิน มาเลือกกินสิ่งที่ดีมีประโยชน์เพื่อช่วยลดอาการไมเกรนที่แสนทรมานกันดีกว่า

แมกนีเซียมที่จำเป็น มีการวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นไมเกรนมักมีระดับแมกนีเซียมต่ำ ซึ่งอาจทำให้สมองมีความไวเป็นพิเศษต่อการเกิดไมเกรน การเสริมแมกนีเซียมจึงช่วยป้องกันไมเกรนได้ อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงอย่างในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักเคล เคลไดโนเสาร์ ผักโขม ปวยเล้ง บรอกโคลี และยังมีในอัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง งา ควินัว อะโวคาโด ตลอดจนปลาทูและปลาทูน่า

กินปลาแล้วดี นอกจากเป็นอาหารที่ย่อยง่ายแล้ว แหล่งอาหารธรรมชาติชนิดนี้ยังมีประโยชน์ดีๆ ต่อร่างกาย โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกที่มีน้ำมันปลาหรือกรดโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ที่ช่วยทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น บำรุงระบบประสาท ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของไมเกรนน้อยลง

ธาตุเหล็กก็สำคัญ หนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหัวบ่อยๆ อาจมาจากการขาดธาตุเหล็ก จึงต้องเสริมด้วยอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นปลา เป็ด ไก่ ตับ ม้าม อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่แดง รวมถึงผักใบเขียวเข้มทุกชนิด เช่น ใบตำลึง ผักโขม ตลอดจนถั่วดำ ถั่วแดง และข้าวโอ๊ต

วิตามินบีก็ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะวิตามินบี 6 และบี 2 ที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักเป็นไมเกรนจากการเเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน ควรกินอาหารที่มีวิตามินบีเป็นประจำจะช่วยลดอาการไมเกรนลง 50% ซึ่งพบมากในธัญพืช ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ไข่ ตับ ปลา แคนตาลูป มันฝรั่ง

อย่ามองข้ามสมุนไพร พืชสมุนไพรใกล้ตัวหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพและยังมีสรรพคุณช่วยพิชิตไมเกรนได้อีกทาง สามารถนำมาชงดื่มได้ เช่น ชามะตูม น้ำขิง ชาเก๊กฮวย น้ำกะเพราแดง น้ำใบบัวบก หรือใช้ปรุงในอาหาร เช่น พริกไทยดำ ดอกแค และกระเทียม ที่สำคัญราคาไม่แพงและหาง่ายอีกต่างหาก

อย่าขาดน้ำเชียวนะ ไม่ว่าจะเป็นไมเกรนหรือไม่ก็ตาม การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันเป็นสิ่งที่คนรักสุขภาพควรทำอยู่แล้ว นอกจากนี้การกินผลไม้ฉ่ำน้ำยังช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อีกทาง ไม่ว่าจะเป็นแตงโม แอปเปิ้ล สาลี มะพร้าว แก้วมังกร ฯลฯ จะกินสดๆ ก็อร่อยหรือทำน้ำผลไม้คั้นสกัดเย็นก็ยิ่งสดชื่น แถมได้ไฟเบอร์และวิตามินด้วย ถึงแม้ว่าสาเหตุการเกิดไมเกรนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักถูกกระตุ้นได้จากความเครียดถึง 80% รองลงมาคือ ฮอร์โมน กลิ่น แสง ความร้อน รวมถึงอาหารบางชนิด เช่น เบคอน ไส้กรอก ฮอตดอก ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผงชูรส จึงควรเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นเป็นดีที่สุด

สำหรับใครที่ไม่อยากพึ่งยาเคมีเพื่อรักษาไมเกรนตลอดชีวิต ลองมากินอาหารสุขภาพเพื่อช่วยบำบัดไมเกรนดูสิ ที่ร้านฌานา ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพแนวใหม่ได้คัดสรรวัตถุดิบปลอดภัยไร้สารเคมีจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ของไทย อาทิ ผักเคล เคลไดโนเสาร์ เก๊กฮวย มะพร้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องอินทรีย์น้ำตาลต่ำ ตลอดจนพืชผักสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการไมเกรนได้ นำมาสร้างสรรค์เมนูสุขภาพน่ากิ๊นน่ากินมากมาย รับรองอร่อยจนลืมเจ้าไมเกรนไปเลย!!

Top 5 สตรีทฟู้ดเมืองไทยที่พบเชื้ออีโคไลมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601536

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

Top 5 สตรีทฟู้ดเมืองไทยที่พบเชื้ออีโคไลมากที่สุด

อร่อยแค่ไหนก็อย่าไว้ใจเชื้ออีโคไล สาเหตุโรคท้องร่วง หลังพบ “ข้าวหมูแดง-หมูกรอบ -ข้าวมันไก่-ข้าวขาหมู-ส้มตำไทย” Top 5 อาหารริมบาทวิถีที่ตรวจพบเชื้ออีโคไลมากที่สุด

กรุงเทพมหานคร เป็นสวรรค์ของคนรักสตรีทฟู้ด หรือร้านอาหารตามสองข้างทาง ซึ่งผูกพันกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ จึงมีโครงการ “การพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ”  เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาอันเนื่องมาจากการค้าขายอาหารสตรีทฟู้ดในทุกมิติ

ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นอุปนายกสมาคมฯ และหัวหน้าโครงการ “การพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ” ภายใต้การดูแลของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนสนับสนุนจาก กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการสตรีทฟู้ด หรืออาหารริมบาทวิถี พัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีที่สร้างเสริมสุขภาพ และเพื่อเผยแพร่ความรู้ อันจะเป็นประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคของประชาชนและการพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการ

ซึ่งกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษา ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ใช้กฎหมาย โดยศึกษาจากอาหารริมบาทวิถี จากพื้นที่ที่ศึกษา 6 เขตในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์-เยาวราช เขตสาทร-สีลม และเขตบางกอกน้อย จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพทางจุลชีววิทยา ตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์เกินค่ามาตรฐานถึง 21 ตัวอย่าง (42%) โดยเชื้อที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือ เชื้ออีโคไล (E.coli) จำนวนถึง 19 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน ก่อนการจัดเสิร์ฟ โดยข้าวหมูแดง-หมูกรอบ และข้าวมันไก่ เป็นชนิดของอาหารริมบาทวิถีที่ตรวจพบเชื้ออีโคไลมากที่สุด รองลงมาคือ ข้าวขาหมู และส้มตำไทย

สำหรับโรคท้องร่วงจากเชื้ออีโคไล ยังเป็นโรคติดเชื้อติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เป็นเชื้อที่อยู่ในอุจจาระ ไม่ควรจะมาอยู่ในอาหาร ซึ่งบางคนที่ไม่มีภูมิต้านทานจะมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง เพราะสูญเสียเกลือแร่ อ่อนเพลีย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุหรือเป็นเด็กเล็ก ก็จะอันตรายกว่าผู้ใหญ่ด้วย เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าอาหารริมบาทวิถี หรือสตรีทฟู้ด ไม่สะอาดปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ยังคงรับประทานกัน ดังนั้น เหตุผลที่ได้ริเริ่มทำโครงการนี้ นอกจากจะทำเพื่อสุขภาพอนามัยสำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารประเภทนี้แล้ว ยังทำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศด้วย เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านเรา ไม่ได้มีภูมิต้านทานเหมือนคนไทย จึงควรมีการวิจัยเพื่อรณรงค์ สร้างจิตสำนึกร่วมกันในการทำให้อาหารริมบาทวิถีสะอาดปลอดภัยอย่างจริงจัง

จากข้อมูลผู้บริโภคอาหารริมบาทวิถีในพื้นที่ศึกษา พบว่าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน/นักศึกษา และพนักงานเอกชน สถานภาพโสด รายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท โดยมีการใช้จ่ายเป็นค่าอาหารริมบาทวิถีวันละไม่เกิน 100 บาท มีความถี่ในการบริโภค 7 ครั้ง/สัปดาห์ นิยมซื้อบริโภคเป็นอาหารมื้อเย็น ซึ่งอาหารริมบาทวิถีที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยที่สุด ได้แก่ อาหารปิ้ง/ย่าง/เผา และอาหารตามสั่ง เหตุผลหลักในการเลือกซื้ออาหาร คือ สะดวก/เข้าถึงง่าย และราคาถูก