สัญญาณเสี่ยงส่อแวว ‘มนุษย์ไร้เงินเก็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/565692

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

สัญญาณเสี่ยงส่อแวว ‘มนุษย์ไร้เงินเก็บ’

“การเงินมีปัญหาถึงเวลาต้องปฏิวัติ” มาปลดแอกชีวิตการเงินแบบเดิมๆ ยกเครื่องใหม่ทั้งในเรื่องความคิด ไปจนเรื่องสร้างวินัย ทำในสิ่งที่แตกต่างเพื่ออนาคตการเงินที่ดีขึ้นกว่าเดิม

…บางคนอายุ 30 กว่าๆ แล้ว ยังไม่มีเงินเก็บ ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรือไม่เคยมีเงินเดือนเหลืออยู่ถึงสิ้นเดือน

มีใครเป็นแบบนี้บ้าง!?!

วันเงินเดือนออกเงินเหลืออยู่ 10-20% ซึ่งการมีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น ถ้ามองในด้านการเงินถือว่าเสี่ยงมากๆ หากเรามีเงินไม่พอใช้ทุกๆ เดือน และไม่มีวี่แววว่ามันจะดีขึ้น นั่นหมายถึงว่า นอกจากคุณจะเก็บเงินไม่อยู่แล้ว ยังมีเงินไม่พอใช้จ่ายอีกด้วย

หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ก็บอกว่ารายได้น้อย แต่อยากให้ลองดูพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่ มีใครเข้าข่ายอะไรบ้าง

ทนเห็นป้ายเซลไม่ได้

ป้ายสีแดงๆ ที่เขียนว่า Sale มันสุดสะดุดตาและดึงดูดเราให้รี่เข้าร้านไปโดยรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงเอยด้วยการซื้อของชิ้นนั้นกลับมาด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็ของมันลดราคา” การตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเสียดายโอกาส กลัวว่าการเซลครั้งยิ่งใหญ่ 80-90% ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก(ทั้งที่มันก็มีปฏิทินเซลประจำทุกปี) แต่ความกลัวพลาดชิ้นเด็ดที่หมายตาไว้ รีบซื้อเลยดีกว่า แบบนี้ก็คงไม่มีเงินเก็บแน่นอน

แล้วจะมีวิธีแก้ไขนิสัยช่างซื้อแบบนี้อย่างไร ก็แค่คุณกำหนดงบประมาณไว้ในการช็อปปิ้ง 10% ทุกๆ เดือน เซลครั้งใหญ่ก็ซื้อได้ในงบ (ที่จำกัด) เอาน่า… อย่างไรก็ได้ชิ้นใหม่

คนเดือนชนเดือน เพราะชอบซื้อแบบนี้ เงินเก็บไม่มี ควรสร้างหนี้เป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่น ผ่อนคอนโด ทาวน์เฮาส์ ให้เป็นภาคบังคับให้เราต้องจ่าย วันหนึ่งผ่อนหมดก็จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

เงินเดือนออกแล้วติดหรู

บางคนยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นแบบนี้ สิ้นเดือนก็ต้องนั่งแท็กซี่ต้องไปดูหนัง ต้องหาของกินร้านอร่อยๆ ชีวิตก็เลยอยู่มันไปแบบนี้แหละ ไม่มีเงินเก็บแต่มีหนี้ ใช้เงินเก่งแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีการวางแผนเรื่องเงินเลย แต่วางแผนไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละหลายหมื่นบาทไปจนแสนบาทด้วยบัตรกดเงินสด

คิดว่ามีเงินก็ใช้หาความสุขเงินเดือน 4-5 หมื่นบาท สิ้นเดือนก็จ่ายบัตรเครดิต (มีแทบทุกธนาคาร) สร้างหนี้ใหม่มาอีกไม่จบไม่สิ้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ยังมีช่วงชีวิตหรูหราไว้ให้จดจำ แต่เคยคิดถึงอนาคตบ้างไหมว่า ชีวิตของคุณกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” มาบรรจบกันเมื่อไร?

ไม่เคยบังคับตัวเอง

ใครไม่เคยทำ ลองทำ วิธีนี้โดยกันเงินใช้รายวันแลกธนบัตร 100 บาทเอาไว้เลย ใช้วันละ 200 บาท ใส่ถุงซิปไว้ 30 วัน แต่ละวันก็เอาออกมาใช้ทีละซอง เมื่อก่อนไม่ได้ทำแบบนี้ต้องมากลุ้มใจจะใช้เงินพอถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า ส่วนเงินเก็บเปิดบัญชีเงินฝากแบบฝากทุกเดือน ปีที่ได้ขึ้นเงินเดือนมาก ก็เปิดเพิ่มอีก 1 บัญชี โดยตั้งใจว่าจะพยายามเก็บเงินให้ถึงตามเป้าหมาย

รักความเสี่ยง (ด้านลบ)

การพนัน แทงหวย แทงบอล ถ้าไม่ได้มีองค์ประจำตัวหรือแหล่งเลขเด็ดที่จะทำให้คุณร่ำรวยได้จากช่องทางนี้ เอาเงินและเวลาของคุณไปสร้างธุรกิจด้วยมือของคุณจะน่ายั่งยืนและภูมิใจกว่ามาก

ติดใช้แบรนด์เนม

ข้อนี้คงโดนใจสาวๆ หลายคน กับเหตุผลของการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบราคา 6 หลักนั้น มันขายต่อได้ ราคาไม่ตก แต่ในวงการซื้อขายกระเป๋าเพื่อเอากำไร นอกจากราคากระเป๋า 5-6 หลักแล้ว ยังจะต้องมีอุปกรณ์เสริมไว้ดูแลกระเป๋าอีก ทั้งสเปรย์กันน้ำ ทั้งชุดทำความสะอาด แม้กระทั่งพากระเป๋าไปทำสปาครั้งละหลายพันบาท

หากคุณผู้หญิงเปลี่ยนใจจากการเสพติดกระเป๋ามาเป็นเสพติดการลงทุนแทน นอกจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิกแล้วยังมีโอกาสทำให้เงินต้นงอกเงยอีกด้วย

หากใครยังเลือกใช้ชีวิตที่ไม่มีเงินเก็บ ด้วยไลฟ์สไตล์ดังกล่าวมา จะทำให้ติดกับดักวงจรชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดท้ายชีวิตในวัยทำงานแบบหนูถีบจักรก็จะหมดลง พร้อมกับสมุดเงินฝากที่มีเงินเก็บอันน้อยนิดจนไม่เพียงพอสำหรับเกษียณตัวเอง ชีวิตแบบนี้คือชีวิตเสี่ยงที่สุดแล้ว

How to ทำอย่างไรให้ได้งาน…แม้ประสบการณ์น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599660

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

How to ทำอย่างไรให้ได้งาน...แม้ประสบการณ์น้อย

อยากได้งานแต่เพิ่งเรียนจบ กลัวถูกปฏิเสธเพราะไร้ประสบการณ์ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปด้วย 9 เทคนิคทำอย่างไรให้ได้งาน สำหรับ “เด็กจบใหม่” ที่เรานำมาฝากกัน

1.ฝึกงานเพื่อเพิ่มประสบการณ์

หากคิดว่ายังมีประสบการณ์ไม่มากพอ อาจเริ่มด้วยการฝึกงานหาประสบการณ์ก่อน ถ้าผลงานเข้าตาก็จะเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับการทำงานในอนาคต

2.เลือกบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่สนใจ

ควรหางานจากบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่สนใจ และรู้สึกว่าเหมาะกับตนเอง จากนั้นจึงหาตำแหน่งงานที่ตรงกับความสามารถ เพื่อยื่นใบสมัครต่อไป

3.จัดทำแฟ้มผลงาน (Portfolio)

แฟ้มผลงาน (Portfolio) จะช่วยเพิ่มโอกาสได้งานมากขึ้น เพราะนายจ้างเห็นว่าที่ผ่านมาคุณมีผลงานอะไรบ้าง และถนัดด้านใดเป็นพิเศษ

4.สร้างความแตกต่างด้วย “เรเซูเม่”

เรซูเม่เป็นด่านแรกที่นายจ้างจะได้รู้จักตัวตนของคุณ และพิจารณาว่าจะรับเข้าทำงานหรือไม่ หากเรซูเม่ดูน่าสนใจ และแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น

5.ใส่ประสบการณ์สมัยเรียนในเรซูเม่

การเขียนประสบการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำสมัยเรียนลงในเรซูเม่ จะช่วยให้นายจ้างเห็นความสามารถของคุณ แม้ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน

6.วางตำแหน่ง Executive Summary ไว้บนสุด

นอกจากทำเรซูเม่ให้น่าสนใจแล้ว ควรวางตำแหน่ง Executive Summary ที่เป็นบทสรุปโดยย่อเกี่ยวกับตัวคุณไว้บนสุด เพราะเป็นตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน

7.ชี้ให้เห็นว่าทักษะที่มีอยู่เป็นประโยชน์ต่องาน

ควรอธิบายให้นายจ้างเห็นว่าทักษะที่คุณมีอยู่ ส่งผลดีหรือเป็นประโยชน์ต่อตำแหน่งที่สมัครอย่างไร เหตุใดบริษัทจึงควรจ้างคุณมากกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ

8.ทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทที่สมัคร

เมื่อถูกเรียกสัมภาษณ์ อย่าละเลยเรื่องการทำการบ้าน ด้วยการศึกษาข้อมูลของบริษัทให้มากที่สุด และเตรียมคำถามไปด้วยกรณีที่มีข้อสงสัยใด ๆ

9.สร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์

นอกจากการแต่งกายที่เหมาะสมแล้ว บุคลิกภาพที่ดูมั่นใจ และการตอบคำถามที่ชัดเจน ฉะฉาน สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ได้เช่นกัน

 

ภาพ freepik

How to ทำงานอย่างไรให้ได้งาน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599659

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

How to ทำงานอย่างไรให้ได้งาน?

พบกับ 10 วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพ

1.ทำงาน “สำคัญที่สุด” ตอนเช้า

ควรเริ่มทำงานที่สำคัญที่สุด หรือจำเป็นที่สุดตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้การเริ่มต้นเช้าวันใหม่ของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะใช้เวลาไปกับการนั่งเช็กอีเมล ท่องโลกออนไลน์ หรือนั่งคุยเล่นกับเพื่อน เพราะช่วงเช้าเป็นเวลาที่สมองตื่นตัวและพร้อมทำงานมากที่สุด

2.จัดลำดับ “ความสำคัญ” ของงาน

การจัดลำดับความสำคัญของงานด้วยแนวคิด Eisenhower Box จะช่วยให้รู้ว่างานชิ้นไหนควรทำก่อนหรือหลัง ซึ่งแบ่งเป็น 1.งานเร่งด่วนและสำคัญ (ทำทันที) 2.งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (ทำทีหลังได้) 3.งานเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ (ให้คนอื่นทำแทนได้) และ 4.งานไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ (ตัดทิ้งได้)

3.ไม่ทำงาน “หลายอย่าง” พร้อมกัน

สมองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าประสิทธิภาพในการทำงานของคนเราจะลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน จึงควรโฟกัสงานใดงานหนึ่งให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปทำงานอื่นต่อ

4.ควร “หยุดพัก” ให้เป็นเวลา

การทำงานเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีการหยุดพักเลย จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จึงควรหยุดพักเป็นช่วงสั้น ๆ ในระหว่างทำงาน เพื่อให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายบ้าง และหากเป็นไปได้ควรจัดตารางพักให้เป็นเวลาในทุกวันนอกเหนือจากเวลาพักเที่ยง

5.ปฏิเสธเข้า “ประชุม” บ้าง

บ่อยครั้งที่หลายบริษัทเจอปัญหาประชุมในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ หรือประชุมแล้วไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้น หากมีทางเลือกใดที่ได้ประสิทธิผลกว่าก็ควรลองดู เช่น คุยออนไลน์ผ่าน Group Chat ของบริษัท แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทำให้การประชุมเข้าประเด็นที่สุด และได้ข้อสรุปเร็วที่สุด เพื่อจะได้เสียเวลาน้อยที่สุด

6.กำหนด “Deadline” ของงาน

การกำหนด “Deadline” ของงานแต่ละชิ้น จะช่วยให้คุณจดจ่อกับการทำงานนั้น ๆ ได้มากขึ้น และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะรู้กำหนดของงานว่าควรเสร็จเมื่อใด ซึ่งดีกว่าการทำไปเรื่อย ๆ โดยไร้เส้นตาย จนทำให้งานเสร็จล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

7.ตั้งเวลา “เช็กอีเมล” เป็นระยะ

แทนที่จะเช็กอีเมลตลอดเวลา หรือเช็กทุกครั้งที่มี ข้อความแจ้งเตือนเข้ามา ให้เปลี่ยนมาปิดการแจ้งเตือน และตั้งเวลาว่าจะเช็กอีเมลในช่วงเวลานั้น ๆ แทน เพื่อจะได้จดจ่อกับการทำงานมากขึ้น โดยไม่มีเสียงแจ้งเตือนมาทำให้คุณต้องเสียสมาธิในการทำงาน

8.เตรียม “To-do List” วันถัดไป

การเขียน To-do List (สิ่งที่จำเป็นต้องทำ) เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เพราะจะช่วยให้คุณจัดการงานต่าง ๆ หรือโฟกัสงานได้ถูกจุด โดยอาจใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือก่อนเข้านอนลิสต์สิ่งที่จะต้องทำสำหรับวันถัดไป และอย่าลืมจัดลำดับความสำคัญงานเหล่านั้นด้วย

9.หาเวลา “ออกกำลังกาย” บ้าง

การออกกำลังกายส่งผลดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ อีกทั้งช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังสมองอย่างต่อเนื่องด้วย จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ ดังนั้น หากมีเวลาออกกำลังกายยามเช้าก่อนเข้าทำงาน ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ร่างกายและสมองพร้อมสำหรับการทำงานมากขึ้น

10.ไม่ต้อง “Perfect” เสียทุกอย่าง

การพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ หรือ Perfect มีแต่จะทำให้เกิดความเครียด และไม่มีความสุขในการทำงาน เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด จึงควรเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่การทำงานให้เต็มกำลังความสามารถของคุณแทน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่า

 

ภาพ freepik

6 หนังสือสองภาษาน่าอ่าน ผลงานนักเขียนสตรีรางวัลชมนาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599419

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

6 หนังสือสองภาษาน่าอ่าน ผลงานนักเขียนสตรีรางวัลชมนาด

แนะนำหนังสือน่าอ่าน 6 เล่มเด่น ท้าให้พิสูจน์เต็มอิ่มทั้งด้านอรรถรสและความงดงามทางวรรณศิลป์ บนเรื่องราวที่หลากหลายรสชาติ

กระแสเฟมินิสต์ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง ในงานวรรณกรรมก็เช่นกัน ในตลาดงานหนังสือวรรณกรรมต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา หนังสือแปลผลงานของสตรีได้รับความสนใจจากสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หลายเจ้า โดยเฉพาะถ้ามีรางวัลการันตีคุณภาพ

ล่าสุดในงานประกาศรางวัลชมนาด ครั้งที่ 8 ประเภทนวนิยาย แม้ว่าปีนี้จะไม่มีผลงานที่เหมาะสมกับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ แต่แวดวงคนอ่านงานวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมแปลภาษาต่างประเทศ ปีนี้มีข่าวดีกับการตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่มใหม่ A Physician was Branded a Murderer ผลงาน “อู๋ฮุ่ยเซียง” และ One Life Before Sunset ผลงาน “สิริญรำไพ”

A Physician was Branded a Murderer ถ่ายทอดจาก “เขาตราหน้าว่าหมอฆ่าคน” การันตีคุณภาพด้วยรางวัลชมนาด ระดับดีเด่นประจำปี 2557-2558 ที่ผู้เขียนถอดบทเรียนชีวิต ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปี 2550 ในฐานะแพทย์ที่ถูกฟ้องร้องกล่าวหาว่าเป็น “ฆาตกร” เนื่องจากทำคลอดให้หญิงสาวรายหนึ่ง และเธอเสียชีวิตลงทว่า ในความเคราะห์ร้ายก็ยังมีความโชคดี เธอได้กำลังใจจากลูกๆ ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในวงการแพทย์ อัยการ นิติกร และมิตรภาพจากมิตรสหาย เป็นพลังที่ฉุดให้เธอลุกขึ้นสู้อีกครั้ง A Physician was Branded a Murderer แม้ว่าจะใช้เวลาในการแปลนานถึง 4 ปี แต่ พญ.สุดานี บูรณเบญจเสถียร ซึ่งจับไฟล์ทบินมาร่วมงานตั้งแต่เช้า บอกว่า ได้ผลงานที่ออกมาตรงใจ การเลือกใช้คำไม่ได้เป็นศัพท์แพทย์เกินไป แต่สามารถสื่อทางด้านอารมณ์และด้านกฎหมายให้ผู้อ่านทุกคนเข้าใจกันได้ “ฉบับภาษาไทยจนถึงทุกวันนี้ผลตอบรับดีมาก ทำให้เกิดกระแสของสังคมแพทย์เริ่มเข้าใจคนไข้มากขึ้น และสิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ คนไข้ก็เริ่มเข้าใจแพทย์ กลุ่มแกนนำที่ไม่เข้าใจแพทย์ก็เริ่มมาทำงานด้วยกันใหม่” หมอเซียงบอก

อีกเล่มที่เพิ่งสำเร็จเสร็จสิ้นออกมาก่อนหน้าไม่นาน One Life Before Sunset จากบทประพันธ์เรื่อง “ก่อนสิ้นรุ่งอรุณแห่งฝัน” ผลงานของ สิริญรำไพ (มาเรีย) ประพันธุ์ทวี รางวัลชมนาดดีเด่น ปี 2554-2556 เป็นบทบันทึกชีวิตการต่อสู้ทั้ง “ใน” และ “นอก” ของหญิงไทยใจแกร่ง ที่ถ่ายทอดมาจากชีวิตและประสบการณ์จริงของเธอเอง ลูกอีสานคนหนึ่งที่พยายามค้นหาความหมายของชีวิตของตนกับสังคมและผู้คนรอบข้าง ดังที่เธอบอกว่า ความตายของตา ทำให้เธอได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญที่ว่า… “…สมบัติมากมายที่ดิ้นรนค้นหาแทบตาย สุดท้ายก็ไม่มีใครนำติดตัวกลับไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว!”

“ก่อนสิ้นรุ่งอรุณแห่งฝัน” เป็นบทประพันธ์รางวัลชมนาดระดับดีเด่น ในการประกวดครั้งที่ 3 ร่วมกับ “พฤกษามาตา” หรือ Preuksa Mata ผลงาน ชัญวลี ศรีสุโข เรื่องราวจริงของ “แม่” หลากหลายมิติชีวิตจากปลายปากกาของสูตินรีแพทย์ ที่สัมผัสชีวิตแม่มามากมายราวกับได้ดูละครโรงใหญ่ จึงอุปมากับต้นไม้ เช่น แม่ “ต้นไผ่” ที่ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตตนเองเพื่อให้กำเนิดลูกน้อย จึงได้รับคำชื่นชมในแง่ของการถ่ายทอดคุณค่าแห่งสารัตถะในเชิงสังคมวิทยาได้อย่างเอกอุ

อีกเล่มที่บันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์รางวัลชมนาดคือ “รอยวสันต์” หรือ Walking Through the Spring วรรณกรรมเล่มแรกที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อ 12 ปีก่อน ด้วยภาษาที่ละเมียดละไม แฝงปรัชญาชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวของสี่สาวชาวจีนที่เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านให้กับผู้มีฐานะ จนผ่านไปหลายสิบปีทั้งสี่คนที่อยู่ในวัยสูงอายุได้กลับมารวมตัวกัน เรื่องราวที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความรัก ความผูกพันจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผ่านการบอกเล่าของทั้งสี่คนให้คนรุ่นหลานฟัง

ถ้าเปรียบวรรณกรรมกับอาหาร จานที่จัดจ้านที่แทบทุกคนจะต้องรู้จักเมื่อเอ่ยถึงรางวัลชมนาด “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” หรือ I am ERI My Experience Overseas ผลงานของ ธนัดดา สว่างเดือน ที่เปลือยด้านมืดของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่ไปต้องขายตัวในต่างแดน เพื่อหาเงินส่งมาให้ครอบครัวที่เมืองไทย ทำให้ชีวิตของเธอต้องถลำลึกลงอยู่ในวงจรสีเทา “ฉันคือเอรี่” ติดอันดับหนังสือขายดี ได้รับการตีพิมพ์นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมากระทั่งปัจจุบันเป็นครั้งที่ 14-15 แล้ว ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไม่เพียงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ยังมีทั้งภาษาจีน เวียดนาม และมาเลเซีย

และแล้ว ปี 2559 บนแผงหนังสือก็ได้ต้อนรับวรรณกรรมเจ้าของรางวัลสารคดียอดเยี่ยมเรื่องใหม่ “ขังหญิง” หรือ Caged : Women’s Voices from a Bangkok Prison จากนักประพันธ์หญิงคนเดียวกัน ภายใต้นามปากกา “นวกันต์” แต่ครั้งนี้เป็นการนำเสนอประสบการณ์ตรงที่ต้องถูกจองจำอยู่หลังกำแพงนานกว่า 3 ปี “…เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงไทยที่ไปค้าบริการ ส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่ปลูกบ้านหลังใหญ่ ทำให้มองกันว่าขายตัวสิ มีสามีฝรั่งสิ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ที่ต้องเจอ ทั้งถูกตบตี บางคนติดยา ติดผู้ชาย แต่สุดท้ายกลับมาแบบไม่เหลืออะไร ดิฉันจึงลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเพื่อเปิดเผยด้านมืด เพื่อเตือนว่า อย่าเข้ามาเลย เพราะมันไม่ได้สบายอย่างที่คิด เมื่อเข้ามาแล้วมันออกไปยาก”

สองท่าพื้นฐานบริหารเบื้องต้นแก้อาการปวดคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/562233

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

สองท่าพื้นฐานบริหารเบื้องต้นแก้อาการปวดคอ

เมื่อพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่คือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงทั้งวัน ย่อมทำให้เสี่ยงที่จะเกิดการปวดตึงกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ ก่อนพัฒนาไปเป็นออฟฟิศซินโดรม

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมก้มหน้า พฤติกรรมของคนวัยทำงานซึ่งส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องทั้งวัน ประกอบกับการอยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งคอยื่นไปด้านหน้า ก้มหน้า ฯลฯ ล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่

ซึ่งพบว่าคนที่รักษาอาการปวดของร่างกาย ส่วนใหญ่เกือบ 80% มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ บางคนลามไปปวดที่ศีรษะและกระบอกตา ยิ่งปล่อยเรื้อรังจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่า จากสถิติที่พบนั้น คนที่เคยปวดแม้จะรักษาหาย อาการก็มักวนกลับมาเป็นอีก

“เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขหรือรักษานั้นมักจัดการให้หายปวดเฉพาะบริเวณที่มีอาการ แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของอาการปวดที่เป็น ยกตัวอย่าง คนที่มีอาการปวดคอ เมื่อตรวจประเมินแล้วส่วนใหญ่สาเหตุมาจากแกนกลางกระดูกสันหลังคด สะโพกบิด ไหล่งุ้ม กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงหลัง สะโพก และขา หากแก้ไขเพียงกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาจทำให้สบายขึ้นเพียงชั่วคราว การแก้ที่ต้นตอที่จะให้หาย โดยไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นได้อีก

จึงควรแก้ที่ต้นตอของอาการ โดยอาจต้องรักษากระดูกค่อม และคด คลายกล้ามเนื้อด้านหน้าอก ที่มีจุดเกาะมาจากคอหดเกร็งจากที่เรานั่งก้ม สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่อง สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อมัดลึก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อในการดึงให้กระดูกสันหลังตั้งต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและเส้นประสาท สร้างกำลังกล้ามเนื้อสะโพก เพื่อแก้ไขอาการบิดของเอวให้สมดุล (เพราะสะโพกที่ฐานของกระดูกสันหลัง)”

สำหรับใครที่มีอาการปวดคอ เพ็ญพิชชากร มีท่าพื้นฐานในการบริหารเบื้องต้นเพื่อแก้ไขอาการปวดคอด้วยตัวเองง่ายๆ มาแนะนำ เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตทำงานและออกกำลังกายได้ตามปกติ ซึ่งรายละเอียดของท่าออกกำลังกายมีดังนี้

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1

ประสานมือด้านหน้า หายใจเข้า กระดกข้อมือ เหยียดแขนไปด้านหลังให้สุด แขม่วท้องเล็กน้อย หายใจออก ค่อยๆ วาดแขนไปด้านหลัง ทำซ้ำ วนมาด้านหน้า ท่านี้จะเป็นท่าที่ยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าอก หน้าหัวไหล่ เนื่องจากการนั่งก้มคอและหลังงุ้ม กล้ามเนื้อส่วนนี้จะตึงรั้ง และกระตุ้นอาการปวดคอ และอาจเป็นสาเหตุให้มือชา เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนและมือ

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2

หงายมือ เหยียดแขนไปด้านหลัง พร้อมลู่ไหล่ลง ค่อยๆ เอียงคอไปด้านซ้าย เอียงคอไปทางขวา ทำสลับข้างไปมา ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อด้านข้างของคอและตลอดแนวแขนกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านช่วงคอไปศีรษะไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดคอ ปวดศีรษะได้ดี

 

ภาพ: freepik / คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ

สาเหตุที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/590926

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 15:00 น.

สาเหตุที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร

บทความจากแพทย์ เผยสาเหตุที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร และการรักษาอาการปวดศีรษะที่ถูกต้อง

โดย…นพ.ไอยวุฒิ ไทยพิสุทธิกุล  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เคยปวดศีรษะข้างเดียว เป็นๆ หายๆ เดือนสองเดือนครั้ง แต่ช่วงหลังปวดเกือบทุกวัน”

ข้อความข้างต้นนี้เป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์อยู่บ่อยๆ หรือผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจประสบปัญหานี้ด้วยตัวเอง

บทความนี้จะกล่าวถึง ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็น “โรคปวดศีรษะไมเกรน” แล้วพบว่าอาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้ปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร และการให้การรักษาอาการปวดศีรษะที่ถูกต้อง

เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนอยู่แต่เดิม ทำไมช่วงหลังเป็นบ่อยขึ้น…

ปวดศีรษะไมเกรน มักเริ่มเป็นในคนหนุ่มสาว ลักษณะสำคัญคือปวดศีรษะข้างเดียวได้บ่อย แต่อาจเป็นสองข้างก็ได้ อาการอาจเป็นอยู่หลายชั่วโมงจนถึงสองสามวัน

เวลาปวดมากมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อาการปวดอาจเกิดตามหลังประจำเดือน แสงแดด อาหาร กลิ่นบางอย่าง หรือความเครียด บางคนเป็นปีละไม่กี่ครั้ง แต่บางคนเป็นเดือนละหลายครั้ง หลายคนเป็นน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ผู้ป่วยโรคไมเกรนที่มาพบแพทย์เฉพาะทางส่วนมากจะมีอาการมาแล้วหลายปี ผ่านการรักษาด้วยตัวเอง ปรึกษาพี่เภสัชกรร้านยา หรือได้รับการรักษากับแพทย์ทั่วไปมาก่อน

แต่ในที่สุดอาการปวดที่เป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น จนกลายเป็นปวดเกือบทุกวัน ก็ต้องหาทางพบแพทย์เฉพาะทาง

คำถามสำคัญคือ ในเมื่อเรารับประทานยาที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้ทุกครั้ง ทำไมอาการถึงเป็นมากขึ้นทุกวัน… คำตอบกว้างๆ มีอยู่ 3 อย่าง

1) ตัวกระตุ้นมีมากขึ้น เช่น ต้องทำงานกลางแดดบ่อยขึ้น หรือกลิ่นจากการตกแต่งที่ทำงานใหม่

2) เป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่ไมเกรน ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องตรวจให้แน่ใจ

3) การรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป อันนี้พบบ่อยที่สุด

ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดการปวดศีรษะมากขึ้นจากการใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไปนั้นพบได้ทั่วโลก ยาแก้ปวดเกือบทุกชนิด ถ้าเราใช้มากเกินไปอาจทำให้อาการปวดเป็นบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

กลไกในการเกิดภาวะนี้ยังไม่แน่ชัด แต่ผมมักใช้คำอธิบายเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ตอนนี้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากขึ้นจากการ “ติดยาแก้ปวด” หากยิ่งปวดบ่อย ก็ยิ่งรับประทานมากขึ้น ก็จะยิ่งปวดบ่อยขึ้น เราจะถลำติดอยู่ในวังวนนี้และรักษายากมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าปวดศีรษะบ่อย แต่ไม่ให้รับประทานยาแก้ปวดจะให้ทำอย่างไร

การรักษาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสมอไป การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอาจมีประโยชน์มากกว่าการใช้ยา

แต่ตัวกระตุ้นหลายอย่างนั้นหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เราไม่สามารถเปลี่ยนที่ทำงานได้ตามใจนึก หากตัวกระตุ้นนั้นเกี่ยวกับงานประจำที่ทำอยู่ เมื่ออาการปวดเป็นบ่อย (ส่วนมากจะนับว่ามากกว่าสัปดาห์ละครั้ง) ควรจะต้องมีการใช้ยา “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดอาการปวด ซึ่งจะต้องรับประทานทุกวัน

เมื่อยาป้องกันเริ่มได้ผล การใช้ยาแก้ปวดก็จะน้อยลงตามไปด้วย ข้อเสียของยาป้องกันคือการต้องรอระยะเวลาที่ยาจะออกฤทธิ์ ซึ่งโดยมากอาจต้องรอหลายสัปดาห์

แพทย์ทั่วไปที่ให้การดูแลจึงต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า เมื่อติดยาแก้ปวดแล้ว เราต้องพยายามลดการใช้ยาแก้ปวด และรอเวลาที่ยาป้องกันจะแสดงประสิทธิภาพในการรักษา ไม่มีทางลัด คล้ายกับการพยายามเลิกบุหรี่หรือเลิกเหล้า ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน

ยาที่ใช้สำหรับป้องกันอาการปวดนั้นมีมากกว่า 10 ชนิด การเลือกใช้ยาชนิดใดขึ้นกับความเหมาะสมของโรคประจำตัว ผลพวงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากยา รวมถึงราคายาที่เหมาะสมกับเศรษฐฐานะของผู้ป่วย

เมื่ออาการปวดดีขึ้นแล้ว โดยมากผู้ป่วยควรจะรับประทานยาป้องกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลาทั้งหมดอย่างน้อย 4-6 เดือน หรือในบางรายอาจต้องรับประทานนานกว่า 1 ปี

ท่านผู้อ่านที่ปวดศีรษะบ่อยๆ ลองสังเกตอาการตัวเองดูนะครับ ว่ากำลัง “ติด” ยาแก้ปวดอยู่หรือไม่

ถึงเวลาหรือยังที่เราควรได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ไลฟ์สไตล์ก่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ มีอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/563110

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

ไลฟ์สไตล์ก่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ มีอะไรบ้าง

สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย คือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมาจากไลฟ์สไตล์ผิดๆ ที่ทำให้คนไทยเสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น

โรคหัวใจและหลอดเลือด นับเป็น 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย นอกจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ เนื่องจากโรคหัวใจเรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็น และไม่เคยเข้ารับการตรวจหรือการรักษามาก่อน ยังไม่นับรวมการที่โรคหัวใจมักเป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง โดยโรคหัวใจที่คนไทยเป็นมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง

ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด จนเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย และมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยในอดีตมักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ในปัจจุบันจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม อาหารไขมันสูง ไปจนถึงการทานบุฟเฟ่ต์หรือปิ้งย่างเป็นประจำ ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ มีความเครียดสูง รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้มีกลุ่มผู้อายุต่ำกว่า 40 ปี มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น

คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉลี่ยวันละ 150 คน อุบัติการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นทุกปี โดยส่วนมากเป็นประชากรในช่วงอายุระหว่าง 40-60 ปี นับเป็นอันดับต้นๆ และหากมองถึงสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของคนทั้งประเทศ อาจกล่าวได้ว่าสูงถึงเฉลี่ย 150 คน/วัน โดยส่วนใหญ่เป็นอาการแบบเฉียบพลัน ซึ่งคาดว่าเกิดจากการที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงและไม่เคยเข้ารับการตรวจรักษา หรือการตรวจคัดกรองใดๆ และยังคงใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ได้ระมัดระวังหรือป้องกันแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที และการรักษาแบบต่อเนื่อง

การปรับพฤติกรรมการกิน งดละอาหารเค็ม มัน ปิ้งย่าง ลดเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ จะเป็นตัวช่วย “พฤติกรรมการกินเป็นสิ่งแรกที่ควรปรับให้เหมาะสม เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการกินมาก แต่เป็นการให้ความสำคัญกับการกินที่อร่อย ไม่ใช่การกินที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นของปิ้งย่าง อาหารรสเค็มจัด หวานจัด ขนม หรือเครื่องดื่มหวานมัน ไปจนถึงการทานบุฟเฟ่ต์ในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย”

ดังนั้น ควรหันกลับมาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทานให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ทานมากไปหรือน้อยไป และลดอาหารที่มีความเสี่ยง เช่น ประเภทปิ้งย่าง หรือประเภทที่มีไขมันสูงๆ ต่อมาควรหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายที่หนัก เน้นที่การออกกำลังกายเบาๆ แต่ต่อเนื่องอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง อย่างการเดิน วิ่ง แกว่งแขน เต้นแอโรบิก หรือไทเก๊กก็ได้ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของการทำงานของหัวใจ

คนไทยเข้าใจผิดคิดว่ากินเข้าไปมากๆ เดี๋ยวไปออกกำลังกายหนักๆ เบิร์นเอาเดี๋ยวก็หมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะอาหารที่มีไขมันสูงหรือปริมาณมากเหล่านี้ เมื่อกินเป็นประจำจะไปสะสมเป็นไขมันบนผนังหลอดเลือด ซึ่งการออกกำลังกายไม่สามารถไปสลายไขมันบนผนังหลอดเลือดได้ หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือแม้แต่นักกีฬาที่ออกกำลังกายมากๆ ก็จะคิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรง แต่บางครั้งร่างกายแข็งแรงแต่หัวใจอ่อนแอก็ได้ หากเรายังมีพฤติกรรมการกินที่ผิดๆ และไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จึงเห็นได้ว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันระหว่างการวิ่ง หรือการออกกำลังเป็นจำนวนมากเช่นกัน

สัญญาณของโรคหัวใจคือ อาการแน่นหน้าอกตรงกลางในลักษณะของการเจ็บจุก บางครั้งอาจมีการเจ็บร้าวไปถึงกราม หรือร้าวไปที่หลังและแขนทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับการเหนื่อยหอบ เหงื่อแตกและใจสั่น ซึ่งหากมีอาการครบทั้ง 3 ประการ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและตรวจสุขภาพหัวใจโดยด่วน นอกจากนั้นหากมีอาการวูบหรือเป็นลมไปโดยไม่มีสาเหตุ และฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจเช่นกัน

“ข้อแนะนำสำหรับทั้งผู้ที่ยังไม่ป่วย และผู้ป่วยที่ได้ทำการรักษาไปแล้ว คือการดูแลตัวเองในด้านหลักๆ 3 ด้าน ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายที่ถูกต้อง และการลดปัจจัยลบต่อร่างกายต่างๆ อาทิ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสภาวะความเครียดต่างๆ และสำหรับผู้สูงอายุที่มักมีโรคเรื้อรังอื่นๆ ร่วมด้วย ยิ่งต้องดูแลตัวเองอย่างดี และรับประทานยาที่แพทย์ทุกคนสั่งให้ครบตามเวลาที่กำหนด เพราะสุดท้ายแล้วหมอสามารถรักษาได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือตัวผู้ป่วยเองต้องช่วยรักษาด้วย กันไว้ดีกว่าแก้คือการตรวจหัวใจประจำปี”

หมอแนะนำ 8 ผลไม้ไทยหวานชะลอวัย แถมช่วยชาวสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599922

  • วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

หมอแนะนำ 8 ผลไม้ไทยหวานชะลอวัย แถมช่วยชาวสวน

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำ 8 ผลไม้ไทยหวานชะลอวัย แถมได้ช่วยชาวสวน

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า หลายคนคงเคยได้ยินมาว่ากินหวานแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ เราจึงเห็นภาพการสั่งอาหารและเครื่องดื่มของคนในยุคนี้ที่มักต้องขอต่อด้วยว่า “ขอไม่หวาน” เพราะไม่ว่าจะรับประทานกาแฟ,น้ำปั่น,ชาไข่มุกไปจนถึงก๋วยเตี๋ยว-ข้าวแกงก็อาจมีเสียงกำชับนี้ตามมา แต่ความจริงหวานแบบดีก็มีมาก อย่างหวานจาก “ผลไม้สด” เป็นต้นการกินผลไม้สดๆที่หวานทั้งลูกนั้นแม้จะได้น้ำตาลก็จริงแต่ก็มีสิ่งที่มีประโยชน์แถมช่วยไม่ให้น้ำตาลหวาน “เข้าเลือด” เร็วเกินไปนัก โดยเฉพาะผลไม้แบบไทยๆ

นายแพทย์กฤษดา กล่าวต่อว่า สิ่งที่ผลไม้ไทยมีในเรื่องช่วยสุขภาพนั้นมีอยู่หลักๆดังนี้ ได้แก่ 1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่างกลูโคสและฟรุกโตส 2. วิตามิน เช่น วิตามินเอ,แคโรทีนอยด์,วิตามินซี,กรดโฟลิกและสารต้านสนิมแก่ทั้งหลาย 3.แร่ธาตุ อย่างแมกนีเซียม,แคลเซียม,เซลีเนียมและแมงกานีส 4. น้ำ เป็นส่วนประกอบหลักในผลไม้ไทยหลายชนิด 5. ไฟเบอร์ มีทั้งเส้นใยแบบละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ

“ผลไม้ไทยหลายชนิดกินแล้วอิ่มออกชื่นใจเหมาะกับคนที่ควบคุมน้ำหนักด้วยเพราะมีอิทธิฤทธิ์ชวนให้อิ่มเต็มกระเพาะเร็วแบบไม่ทำให้อ้วนเกิน ยกตัวอย่างฝรั่งหรือสับปะรด หรือแม้แต่ผลไม้ที่ดูหวานจนหลายท่านกลัวเช่นทุเรียนหรือกล้วยนั้นถ้ารู้วิธีกินให้เหมาะก็จะไม่อ้วนเลยแถมยังช่วยลดไขมันเสียด้วยซ้ำ” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าว

สำหรับผลไม้ไทยที่ช่วยเรื่องชะลอวัยนั้น นายแพทย์กฤษดา ได้ยกตัวอย่างไว้ 8 ชนิดได้แก่ 1. ลองกอง เนื้อใสเป็นแก้ว กินแล้วสบายเพราะมีทั้งน้ำตาลให้พลังงาน,วิตามินและเส้นใยอาหารครบ การรับประทานลองกองนั้นจะกินสักช่อหนึ่งงามๆแล้วตามด้วยสับปะรดก็ช่วยเพิ่มเส้นใยอาหารอีกทั้งช่วยควบคุมน้ำตาลที่ห่วงว่าจะเกินได้ด้วย 2. เงาะ รับประทานเงาะงามๆจากบ้านเรา กินเงาะให้อร่อยชื่นใจขอให้ลองแช่เย็นแล้วค่อยรับประทานสำหรับท่านที่กลัวน้ำตาลจากเงาะจะกระทบสุขภาพขอให้ลดปริมาณข้าวหรือแป้งที่กินเป็นมื้อหลักลง เลี่ยงรับประทานเงาะกระป๋องเพราะน้ำตาลสูงและให้รับประทานเงาะในปริมาณที่เหมาะสม 3. มังคุด ของดีอยู่ที่เปลือกด้วย อย่างน้ำมังคุดนี้ทำให้เราได้รับประทานของดีสีม่วงคือ Anthocyanins จากเปลือกมังคุด ช่วยหยุดความชรา พาให้อนุมูลอิสระลด เพราะมังคุดมีของดีที่ช่วยทั้งลดการอักเสบแล้วยังมีฤทธิ์เย็นที่ช่วยดับร้อนให้ร่างกายด้วย

4. สละ ผลไม้รสหวานหอมมีกลิ่นชื่นใจ ให้วิตามินซีและเอดีมากๆ ถ้าอยากรับประทานสละให้อร่อยลองค่อยๆคว้านเม็ดออกให้รับประทานง่ายหรือเอามาปั่นดูกับน้ำผึ้งก็จะเป็นเครื่องดื่มที่ชุ่มคอแก้เหนื่อยได้ดี 5. เสาวรส ถ้าพอสะดวกหาเสาวรสสดๆมากินได้ขอแนะนำให้บรรจุไว้ในมื้ออาหารประจำวันด้วย เพราะเสาวรสมีเส้นใยอาหารช่วยระบายท้องและวิตามินซีที่เหมาะกับการสร้างคอลลาเจน ถ้าใครมีอาการเจ็บคอเริ่มเป็นหวัดขอให้จัดเสาวรสสดผ่าครึ่งไว้ตักรับประทานด้วย  6. ฝรั่งสด ผลไม้ไทยที่หาได้ง่ายในบางฤดูกาลราคาถูกแสนถูก อุดมไปด้วยวิตามินซี,เส้นใย,โฟเลต,วิตามินเอ,โพแทสเซียม,ทองแดงและแมงกานีส สารต้านอนุมูลอิสระในฝรั่งช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นเส้นใย “เพ็กติน” ของฝรั่งที่เหมือนกับในแอปเปิลยังช่วยปกป้องลำไส้ใหญ่จากความเสี่ยงมะเร็งด้วย 7. แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่ให้ความอิ่มสูงมากจากการที่มีเส้นใยเยอะ เหมาะกับผู้ที่อยากคุมน้ำหนักเพราะแคลอรี่ต่ำแต่วิตามินสูง โดยเฉพาะสารดีๆอย่างแคโรทีนอยด์และเบตาเลนส์(Betalains)ที่มีการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าช่วยต้านอนุมูลอิสระที่ทำเสี่ยงมะเร็งกับยับยั้งเซลล์มะเร็งได้  8. มะละกอ มีสารสำคัญช่วยต่อมลูกหมากและลดเสี่ยงมะเร็งหลายจุดคือ “ไลโคปีน” เป็นสารเดียวกับที่มีในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ชอบกินมะเขือเทศก็เลือกมะละกอเพราะนอกจากสารที่ว่ายังมีวิตามินซี,โพแทสเซียมและโฟเลตที่เหมาะกับคนเลือดจาง ส่วนมะละกอดิบในส้มตำแสนอร่อยยังมีเอนไซม์ “ปาเปน” ที่ช่วยย่อยได้

‘กระษัย 4 ศาสตร์’ นวดแก้ปัญหาสมรรถภาพทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599878

  • วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

'กระษัย 4 ศาสตร์' นวดแก้ปัญหาสมรรถภาพทางเพศ

ศาสตร์นวดยุคใหม่ในวงการนวดไทย “กระษัย 4 ศาสตร์” การนวดที่แก้ปัญหาการเสื่อมของร่างกาย ช่วยผู้ชายนกเขาไม่ขัน

ชมรมช่วยเหลือหมอนวดไทย โดย อ.ศรัญญา คงจักร์ ยกระดับศักยภาพการนวดแผนไทย เปิดตัว “กระษัย 4 ศาสตร์” ศาสตร์การนวดแห่งการฟื้นฟู แก้ไขปัญหาการเสื่อมของร่างกายที่ประยุกต์รวมศาสตร์การนวดทั้ง 4 แบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ แบบไทย, จีน, อินเดีย และตะวันตก แถมช่วยแก้ปัญหาชายไทยนกเขาไม่ขัน แก้ปัญหาเซ็กส์เสื่อม ผู้หญิงตายด้าน สร้างความสัมพันธ์ให้ชีวิตคู่ ลดปัญหาการหย่าร้าง พร้อมเปิดสอนนวดกระษัย 4 ศาสตร์ สร้างรายได้ช่วยยกระดับชีวิตหมอนวดไทย

สำหรับคำว่า “กระษัย” มีความหมายว่า การเสื่อมของร่างกาย โดยการเสื่อมนี้ถูกนับรวมตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอยลง อาการป่วย ร่างกายอ่อนแอ ไปจนถึงการเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศทั้งชายและหญิง ซึ่งในยุคโบราณ การนวดกระษัยจะช่วยในการแก้อาการปวดหลัง เอว ปัสสาวะติดขัด รวมไปถึงโรคต่างๆ ที่เกิดจากในอวัยวะทั้ง 6 ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอด ลำไส้ ซึ่งจะมีทั้งกระษัยเส้นและกระษัยโอปปาติกะ และตนได้ประยุกต์เอาศาสตร์การนวดกระษัย 4 แบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ แบบไทย, จีน, อินเดีย และตะวันตก จนได้เกิดเป็น “กระษัย 4 ศาสตร์” เพื่อดึงเอาข้อดีและหลักการตามวิชาการ มาก่อให้เกิดคุณค่าของการนวด ตอบสนองให้เกิดความประทับใจและสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับผู้ป่วยได้ทุกชนชาติ

สำหรับหลักการที่แท้จริงของกระษัย 4 ศาสตร์ คือการนวดเพื่อฟื้นฟูต้นเหตุของปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศ โดยพบว่าชายไทยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ส่งผลให้นกเขาไม่ขัน หมดอารมณ์ทางเพศ ผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวถึงขั้นหย่าร้าง และยังส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพทำให้เกิดโรคเสื่อมต่างๆ ตามมา อาทิ โรคซึมเศร้า ไม่มีความรู้สึกทางเพศ โรคกระษัย เบาหวาน โรคอ้วน ต่อมลูกหมากโต จนถึงขั้นเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้ชายไทยมากสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปอด

ซึ่งหากจะให้นับอาการนกเขาไม่ขันในหมู่ชายไทย พบว่าอาการนี้จะเริ่มพบตั้งแต่อายุ 26-36 ปี เป็นส่วนน้อยประมาณ 15% อายุ 37-48 ปี เป็นประมาณ 25% อายุ 49-60 ปี เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50% และอายุ 61 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพดีอยู่ที่ประมาณ 10% และไม่ใช่เฉพาะในหมู่ชายไทยเท่านั้นที่มีปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศ เพราะในกลุ่มเพศหญิงก็พบปัญหาเหล่านี้ได้ เช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลต่อการปวดประจำเดือน ต่อมไร้ท่อทำงานหย่อนยาน อาการเหล่านี้จะนำมาซึ่งปัญหามากมาย

สำหรับขั้นตอนการฟื้นฟูร่างกายด้วยการนวดกระษัย 4 ศาสตร์ จะใช้ระยะเวลารักษาไม่นาน โดยการรักษาแต่ล่ะครั้งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย โดยขั้นตอนการนวด จะเริ่มจากการนวดแก้เส้นประสาทด้านหลังในคู่ที่เกี่ยวข้อง ขยายหลอดเลือดส่วนหลัง ปรับโครงสร้างตามความจำเป็น แก้ไขบริเวณเอวสะโพก ขอบกระดูกเชิงกรานเกลียวข้างและสลักเพชรใน ถัดมา จะเป็นขั้นตอนการแก้เส้นขาด้านหลัง ใต้ก้นย้อย และแก้เส้นในขาตะเกียบ ต่อจากนั้น จะเป็นการกดจุดบริเวณกับกบ กดจุดสะท้อนไปยังระบบของอวัยวะเพศ และหลังจากนั้น ก็จะมีการนวดท้องด้วยศาสตร์จีนที่เรียกว่า “ชี่เนยจังประยุกต์” เพื่อแก้ไขปัญหาอวัยวะภายในช่องท้องเพื่อปรับสมดุลตามแบบแผนจีน เสริมด้วยการเลาะพังผืดตามหัวเหน่าขาหนีบ ฝีเย็บ จนจบด้วยการตรวจและเคลียร์ปัญหาต่างๆ เป็นอันเสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังมีการนวดเสริมรูปแบบอื่นอีกมากมาย ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยที่เข้ามาฟื้นฟู

แม้ปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศจะเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชายและหญิง แต่ต้องยอมรับว่ากว่า 99% ของผู้ที่มารับการฟื้นฟูมีเฉพาะเพศชาย ซึ่งผู้ป่วยเพศหญิงอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอาย และไม่สำคัญ ซึ่งนี่เป็นความคิดที่ผิด เพราะเรื่องการเสื่อมของเซ็กส์เป็นสิ่งปกติที่พบได้ในทุกคน ทุกเพศ และทุกที่

สำหรับกระษัย 4 ศาสตร์นั้นนับเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ซึ่งในปัจจุบันมีหมอนวดไทย เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เรียนรู้ศาสตร์นี้ ดังนั้นชมรมช่วยเหลือหมอนวดไทยได้เขียนตำรา “การนวดกระษัย 4 ศาสตร์ ฉบับชะลอการหลั่งและแข็งไม่เต็มที่” ราคาเล่มละ 500 บาท เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้กับหมอนวดไทย และยังเปิดสอนให้สำหรับหมอนวดที่สนใจ เนื่องจากการนวดชนิดนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับหมอนวดและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับอาชีพหมอนวดได้

8 อาหารลดความดัน กินง่ายได้สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599876

  • วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

8 อาหารลดความดัน กินง่ายได้สุขภาพ

อาหารประเภทใดที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง?

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงดูแลสุขภาพโดยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเสียใหม่ หันมารับประทานอาหารแดช (DASH Diet) หรืออาหารที่ช่วยให้ควบคุมความดันโลหิต ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม จากคำแนะนำของสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา คนทั่วไปไม่ควรได้รับโซเดียมเกินวันละ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา

แต่สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไม่ควรได้รับเกินวันละ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยอาหารแดชจะแนะนำให้ผู้ป่วยลดการบริโภคเกลือโซเดียมในแต่ละมื้อ และรับประทานอาหารที่หลากหลายซึ่งอุดมไปด้วยสารโภชนาการสำคัญ อันมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมงกานีส เป็นต้น

8 ตัวอย่างอาหารลดความดันโลหิตสูง ได้แก่

ผักใบเขียว ผักใบเขียวมักมีโพแทสเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเไตขับโซเดียมออกมาผ่านทางปัสสาวะ และปรับปริมาณโซเดียมภายในร่างกายให้เกิดความสมดุล ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ โดยผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม เช่น ผักกาด คะน้า ปวยเล้ง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตรุนแรงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากร่างกายได้รับโพแทสเซียมในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเสมอ

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่นั้นมีสารอาหารที่สำคัญอย่างสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า การบริโภคผลไม้ดังกล่าวอาจช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และลดระดับความดันโลหิตลง

นมพร่องมันเนยและโยเกิร์ต เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี และมีไขมันต่ำ โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า ผู้หญิงที่รับประทานโยเกิร์ต 5 หน่วยบริโภคขึ้นไปต่อสัปดาห์ อาจไปลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปบนฉลากบนบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง เนื่องจากการเติมน้ำตาลในปริมาณมากอาจกลายเป็นโทษต่อร่างกายแทน

เมล็ดพืชและถั่ว เมล็ดพืชอย่างเมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดฟักทองแบบไม่โรยเกลือเต็มไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม ใยอาหาร รวมถึงสารพฤกษเคมีต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนั้น ถั่วพิสตาชิโอยังถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีสรรพคุณในด้านนี้ด้วย

ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ปลาแซลมอนและปลาแมคเคอเรลอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งอาจช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

ดาร์กช็อกโกแลต เป็นช็อกโกแลตที่ประกอบไปด้วยโกโก้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำตาลน้อยกว่าปกติ จากการศึกษาวิจัย พบว่า ผู้บริโภคดาร์กช็อกโกแลตมีระดับความดันโลหิตตัวบนลดลงโดยเฉลี่ยถึง 3 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตตัวล่างลดลงโดยเฉลี่ยถึง 2 มิลลิเมตรปรอท ดังนั้น ดาร์กช็อกโกแลตจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ โดยควรบริโภคไม่เกิน 100 กรัมต่อวัน

น้ำมันมะกอก เป็นไขมันดีที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตลดลง อย่างไรก็ตาม แม้น้ำมันมะกอกจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แต่หากบริโภคมากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

กระเทียม นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยมีการค้นคว้าสรรพคุณในการลดความดันโลหิตของกระเทียมแล้วผลปรากฏว่า สมุนไพรดังกล่าวเพิ่มปริมาณสารไนตริกออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นหลอดเลือดให้เกิดการขยายตัว อาจส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง