ผ้าขาวม้าที่หายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559412

  • วันที่ 01 ส.ค. 2561 เวลา 11:52 น.

ผ้าขาวม้าที่หายไป

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

ผ้าผืนบางลายตารางอันแสนคุ้นตาที่เรียกว่า “ผ้าขาวม้า” นั้น บางครั้งก็ถูกคนไทยหลงลืมไป ด้วยลวดลายการถักทอที่มีเอกลักษณ์ สวยงาม และใช้สอยได้สารพัดประโยชน์ ผ้าขาวม้ามีคุณค่ามากพอที่เราจะกลับมาระลึกถึงกันอีกครั้ง

ผ้าขาวม้ามาจากไหน

ความเป็นมาของผ้าขาวม้านั้นเก่าแก่ช้านานจนยากที่จะสืบค้น แต่พอจะมีหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏชัดเจนว่าผ้าขาวม้านั้นมีการใช้สมัยเชียงแสนหรือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ผู้ชายในยุคสมัยนั้นใช้ผ้าขาวม้าสำหรับคาดเอวหรือนำมาพาดไหล่

หากจะกล่าวกันจริงๆ แล้วผ้าขาวม้าอาจมีความเก่าแก่ยาวนานกว่านั้นมากนัก เพราะมนุษย์รู้จักการทอผ้ามาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ ทั้งที่ทำจากเส้นใยพืช เส้นใยไหม และหนังสัตว์ มีการเดินทางแลกเปลี่ยนสินค้าและเทคโนโลยีกันมาอย่างช้านาน

อีกทั้งผืนผ้าลายตารางแบบนี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้านของเรา และต่างประเทศก็มีผืนผ้าลายสกอตนี้เช่นเดียวกัน และเดิมทีเราอาจจะไม่ได้ใช้ชื่อว่าผ้าขาวม้า แต่นิยมเรียกผ้าเคียนเอวมากกว่า

ส่วนคำว่าผ้าขาวม้าที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จากงานวิจัยเรื่อง “ผ้าขาวม้า” ของ อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง ระบุว่า “ผ้าขาวม้าไม่ใช่คำไทยแท้ แต่เป็นภาษาเปอร์เซีย ที่มีคำเต็มว่า “กามาร์ บันด์” (Kamar Band)” แล้วแผลงเป็นคำว่าผ้าขาวม้าจนถึงปัจจุบัน คำนี้นิยมเรียกใช้สิ่งที่ใช้คล้องรัดเอว อาจจะเป็นผ้าหรือเครื่องประดับสำหรับคาดเอวก็ได้ ผ้าเคียนเอวก็จัดอยู่ในกลุ่มของ กามาร์ บันด์ ตามภาษาของชาวเปอร์เซียด้วยเช่นกัน

อีกสายหนึ่งก็เอ่ยถึงที่มาของคำว่าผ้าขาวม้า มาจากคำว่าผ้าขมา หมายถึงผ้าที่ใช้ในการขอขมา แล้วเพี้ยนมาเป็นคำว่าผ้าขาวม้าในที่สุด

ฟื้นฟูผ้าขาวม้าไทย

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT กล่าวว่า “ปัจจุบันคนไทยเรารู้จักผ้าขาวม้ากันน้อยมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่แทบจะไม่เคยเห็นผ้าขาวม้าเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่สมัยก่อนผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทย ทั้งใช้ใส่นุ่งอาบน้ำ เช็ดตัว ห่อของ คาดเอว ใช้เป็นผ้าปัดไล่แมลงและอีกสารพัดประโยชน์

แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่มีผ้าจากต่างประเทศเข้ามา บทบาทของผ้าขาวม้าของไทยเราก็ลดน้อยถอยลงไป แต่ในต่างจังหวัดผ้าขาวม้ายังเป็นที่นิยมของคนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน บ้างก็ใช้เป็นผ้ามอบให้เป็นของขวัญที่มีค่าแก่กัน

เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ในครอบครัว ในวัฒนธรรมของแต่ละภาคจะมีความแตกต่างกัน อีสานจะมีวัฒนธรรมการทอผ้าขาวม้าด้วยผ้าไหม มีผ้าขาวม้าประจำตระกูล ทางภาคกลางก็จะทำจากผ้าฝ้ายเป็นส่วนใหญ่

บทบาทของผ้าขาวม้าก็เปลี่ยนไปมากหลังจากประเทศไทยเริ่มมีการใช้ห้องน้ำกันมากขึ้น จากเมื่อก่อนเวลาเราอาบน้ำเราจะอาบกันกลางทุ่ง อาบกันริมคลอง แต่พอมีห้องน้ำบทบาทของผ้าขาวม้าก็ลดลงไป ไม่จำเป็นต้องนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำกันอย่างแต่ก่อน

จนเมื่อปี 2507 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริพระราชทานอาชีพการทอผ้าขาวม้าให้กับชุมชนบ้านเขาเต่า เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ผ้าขาวม้าเอาไว้ ทำให้ผ้าขาวม้าบ้านเขาเต่ากลายเป็นผ้าขาวม้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ

นอกจากนี้ ก็ยังมีความพยายามจากหลายๆ หน่วยงาน ด้วยการนำผ้าขาวม้ามาใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น นำผ้าขาวม้ามาทำเป็นกระเป๋า เอามาตัดเป็นเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ก็ทำให้ผ้าขาวม้ายังคงคุณค่าร่วมสมัยมากขึ้น

หรือในวันนี้ก็มีนโยบายจากรัฐบาลในการส่งเสริมจำหน่ายผ้าขาวม้า เพื่อเป็นของขวัญของฝากในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะแขกต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยเหมือนกับเป็นสินค้ามีค่า อันมีเอกลักษณ์ประจำชาติ

ทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศเอง ก็ต้องการส่งเสริมผ้าขาวม้าในแต่ละท้องถิ่น เช่นผ้าขาวม้าร้อยสี ผ้าขาวม้าห้าสี ผ้าขาวม้าเขาเต่า และผ้าขาวม้าอีกหลายท้องถิ่น ให้กลับมาเป็นที่นิยมใช้กันมากขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ เช่น จากเดิมที่เราเอามาขาวม้ามาห่อเป็นของขวัญ ก็เปลี่ยนมาใช้ผ้าขาวม้าพับเป็นรูปทรงอื่นเพื่อให้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ แทน

มีการคิดประยุกต์นำผ้าขาวม้ามาใช้ในการออกกำลังกายแอโรบิก หรือเล่นโยคะที่มีการใช้ผ้าเป็นเครื่องมือช่วยออกกำลังกาย รวมทั้งส่งเสริมการใช้ผ้าขาวม้าใน 2 รูปแบบก็คือ แบบแรกนำผ้าขาวม้ามาใช้บางส่วน เช่น เอามาตัดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือส่วนหนึ่งของเครื่องใช้

แบบที่สองคือนำมาใช้ทั้งผืนเหมือนกับที่เราคนไทยใช้กันเหมือนสมัยก่อน อาจจะใช้เป็นผ้าพันคอกันหนาวในสำนักงาน ใช้เป็นผ้าปูโต๊ะ หรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ตามต้องการ เพราะผ้าขาวม้าผืนหนึ่งราคาไม่ได้สูงมากนัก น้ำหนักเบา แห้งง่าย ใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ดี”

คิดใหม่ให้ผ้าขาวม้า

ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์ชื่อดังและเจ้าของแบรนด์ Hook’s ได้ออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ที่มีส่วนผสมของผ้าขาวม้าได้อย่างน่าสนใจ เขาแสดงทัศนะเกี่ยวกับผ้าขาวม้าก่อนที่จะออกแบบไว้ว่า

“เมื่อได้โจทย์จากทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศให้ออกแบบผ้าขาวม้าและผ้าฝ้ายออกมาใหม่ เราก็สนใจ เพราะผ้าขาวม้าเป็นเหมือนกับสิ่งที่ใกล้ตัวคนไทยมานานแล้ว เหมือนทุกคนก็คงรู้สึกว่าเป็นของใกล้ตัว เลยไม่คิดว่าจริงๆ แล้วผ้าขาวม้าจะเอาไปทำอย่างอื่นที่มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมได้

เลยคิดว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย สำหรับดีไซเนอร์ที่จะนำผ้าขาวม้าของดีของไทยมาทำเป็นเสื้อผ้าให้คนรู้สึกอยากสวมใส่ และเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าผ้าขาวม้านั้นทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

ภาพแรกในการออกแบบของผมเมื่อนึกถึงผ้าขาวม้า เราจะนึกถึงคนต่างจังหวัด ดูซื่อ มีความน่ารัก สดใส เราไม่อยากเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรตรงจุดนั้น แต่เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับผ้าขาวม้าใหม่

ตีความก่อนว่า ผ้าขาวม้า ผ้าฝ้าย หรือทุกอย่างที่เป็นผ้าไทย นั่นก็คือผ้าชนิดหนึ่ง เราจะต้องตีความว่าเขาเป็นผ้าปกติเหมือนกับผ้าชนิดอื่นๆ ที่เราใช้โดยทั่วไป หาซื้อได้ง่าย ถ้าเกิดเราบอกว่าเป็นผ้าขาวม้า เป็นผ้าไหม ถ้าเรารู้สึกว่ามันแปลกหรือพิเศษกว่าผ้าอื่นๆ เรารู้สึกว่าจะใช่เหรอ จะดีไหม เราต้องบรรจงตัดหรือว่าเราต้องทำอะไรก็ได้ที่ต้องทะนุถนอมเพราะว่ามันคือผ้าไหม มันคือผ้าขาวม้า จะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นได้ยาก ถ้าคิดแบบนี้เราก็จะทำงานตรงนี้ออกมาให้สวยงามได้ยาก

เพราะฉะนั้นเราจึงคิดแค่ว่าผ้าขาวม้าก็เป็นแค่ผ้าผืนหนึ่ง เราจะตัดจะปรับอย่างไรก็ได้ หลุดพ้นจากความคิดผ้าที่ใช้ทั้งผืนออกไปให้หมด เราอยากจะตัดตรงไหนเราก็ตัด อยากให้เป็นรูปทรงอะไรเราก็ทำ แต่สิ่งหนึ่งที่คิดไว้แต่แรกก็คือเราไม่อยากไปเปลี่ยนแปลง ความใสซื่อ ความไร้จริตของผ้าขาวม้าให้เป็นอย่างอื่น เราจึงดึงตัวตนผ้าขาวม้าออกมาตรงๆ

โดยการนำมาเป็นวัสดุหนึ่งที่นำมาใช้ประกอบในงานดีไซน์ที่ผสมทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ายีนส์ และผ้าขาวม้าออกมาเป็นงานร่วมสมัย แล้วก็ให้ดูสวมใส่ง่าย”

นอกจากแบรนด์ Hook’s ที่นำผ้าขาวม้ามาดีไซน์ใหม่แล้ว อีกแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าขาวม้าในระดับสากลก็คือแบรนด์ Pakamian ที่มีเจ้าของคือ กฤติน ทวีผลจรูญ และ ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์ เจ้าของร้าน ที่มองผ้าขาวม้าในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม คนมักจะคิดว่าผ้าขาวม้านั้นดูเชย ทั้งผ้า สี และลาย

ทั้งที่ความจริงแล้วหากเราตัดคำว่าผ้าขาวม้าออกไป ก็เป็นเพียงแค่ผืนผ้าลายสกอตที่นิยมใช้กันทั่วโลก สิ่งที่พวกเขาทำก็คือดีไซน์ผ้าขาวม้าแบบใหม่ให้เป็นลายที่ออกแบบโดย Pakamian ดูมีสีสันสวยงาม น่าใช้น่าซื้อหา ขายทั้งที่เป็นผ้าผืนและผ้าขาวม้าที่ถูกนำไปทำเป็นหมอนอิง เบาะรองนั่งหลากสี สมุดโน้ต กระเป๋าโน้ตบุ๊ก ย่าม เสื้อยืด และของตกแต่งอื่นๆ ทำทั้งลายคลาสสิกและลายที่ดูนุ่มนวลน่ารัก สามารถตีตลาดลูกค้าต่างประเทศในยุโรปและเอเชียได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การที่เราจะทำให้ผ้าขาวม้า ผ้าสารพัดนึกของไทยให้กลับมาเป็นที่นิยมนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งเสริมการผลิต แต่ต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับผ้าขาวม้าเสียใหม่ ไม่ใช่ผ้าที่ใส่แล้วดูเชย แต่เป็นผ้ามหัศจรรย์ที่ถักทอเรื่องราว ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชนไทยผ่านผ้าขาวม้าผืนนี้

อย่าได้มองข้าม โรคกระดูกพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559309

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

อย่าได้มองข้าม โรคกระดูกพรุน

เรื่อง วรธาร ภาพ เอเอฟพี

โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่มีการสลายของเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ถือเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะในผู้สูงวัย เนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่าปี 2562 ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก (ผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9%) ปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (มีประชากรสูงวัยมากกว่า 20%) และปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

ศ.พ.อ. (พิเศษ) ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยถือเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีผู้หญิงสูงวัยมากกว่า 7 แสนคน ประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก อัตราการตาย 20-25% ในปีแรก ขณะคนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป คาดการณ์ว่าปี 2593 ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะมีประมาณ 6.25 ล้านคน เฉพาะเอเชียประมาณ 3.25 ล้านคน

สำหรับในประเทศไทยมีข้อมูลสถิติอัตราการตายภายหลังกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุน จ.เชียงใหม่ ปี 2541 จำนวน 289 คน/แสนคน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 367 คน/แสนคน/ปี ในปี 2546 ส่วนใหญ่กระดูกสะโพกหักเกิดจากล้มจากการยืนระดับปกติเท่านั้น และในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 2-3 แสนคน

นพ.ทวี กล่าวว่า กระดูกในร่างกายคนเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น กระดูกสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนแข็งปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสอันเป็นแร่ธาตุสำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญหลายอย่างในร่างกาย และแคลเซียมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็ง ทำให้กระดูกจำเป็นที่ต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานตามหน้าที่ที่ดี

“มีกรณีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 65 ปี คนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบร่วมกับมีอาการปวดหลังอันเป็นสัญญาณบอกเหตุโรคกระดูกพรุน แพทย์ให้แค่ยาระงับปวดมากิน ไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องโรคกระดูกพรุน หลังจากผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้กลับมาหาหมอด้วยกระดูกสะโพกหักเนื่องจากล้ม ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ซึ่งผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องแต่แรก อย่าลืมว่าการผ่าตัดดามกระดูกที่หักหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้”

ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่ากระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชราไม่มีทางรักษาได้ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ถึงแม้จะทำให้หายขาดไปเลยไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน การให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและให้ได้รับวิตามินดีที่เพียงพอ รวมทั้งการออกกำลังกายที่เหมาะสม ถ้าจำเป็นสามารถใช้ยาบางอย่างในการช่วยเพิ่มมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้

ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุน คืออายุที่มากขึ้นและผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย บางคนมีประวัติกระดูกหักมาก่อน มีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่ การขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน มีการใช้ยาสเตียรอยด์ บริโภคแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม และขาดการออกกำลังกาย สำหรับแนวทางการรักษาปัจจุบันมียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้แพทย์จะมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดโรคมากกว่า คือ ให้ผู้สูงวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่เพียงพอ แต่ไม่ใช่ไปหาซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

“อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และรับประทานโปรตีนมากเกินพอดี เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป” รศ.พญ.วิไล กล่าว

ออมเงิน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559308

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:12 น.

ออมเงิน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

แนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับประชาชนคนไทยนั้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับคนทุกระดับชั้น ทั้งระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องทางสายกลาง ไม่ตึง หรือหย่อนจนเกินไป ปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งเรื่องการออมก็เช่นกัน  ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การออมเงินที่ดี  หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 นั้น นอกจากจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต หรือการจัดสรรที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมแล้ว ยังสามารถนำมาปรับใช้ในการออมเงินสู่การออมเงินอย่างยั่งยืนได้อีก ด้วยการออมเงินมีดังนี้

1.การจัดทำบัญชีครัวเรือน

การจัดทำบัญชีครัวเรือนเป็นวิธีที่ในหลวง รัชกาล 9  ทรงริเริ่มเพื่อแก้ไขปัญหาเมื่อครั้งที่ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจ โดยเป็นการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน การจัดทำบัญชีครัวเรือนในที่นี้ คือ การจัดทำบัญชีหรือรายรับรายจ่าย รวมถึงการบันทึกข้อมูลด้านอื่นๆ ในชีวิตและครอบครัวที่สามารถจดบันทึกได้ เพื่อนำมาปรับใช้และวางแผนในการดำรงชีวิตในอนาคต เช่น บัญชีทรัพย์สิน บัญชีพันธุ์พืช บัญชีความรู้ ความคิด บัญชีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้รู้ในชุมชน บัญชีเด็กและเยาวชน บัญชีภูมิปัญญาด้านต่างๆ การจัดทำบัญชีหรือรายรับรายจ่าย ทั้งประจำวัน และประจำเดือน เป็นวิธีการบริหารเงินอย่างหนึ่งที่จะช่วยประเมินการใช้จ่ายของเราว่ามีประโยชน์และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อของที่ไม่จำเป็นและฟุ่มเฟือยได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปเก็บไว้เป็นเงินออม เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินได้

2.การออมเงินด้วยความพอเพียง

การออมเงินเป็นวิธีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มใช้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทำให้พระองค์ท่านมีเงินสะสมส่วนพระองค์จนสามารถซื้อรถจักรยานและกล้องถ่ายรูปได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งการออมเงินให้เกิดผลสำเร็จนั้น นักออมเงินต้องมีวินัยและความตั้งใจอย่างแท้จริงในการออมเงิน  นอกจากนี้นักออมเงินควรยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในขณะออมเงินด้วย คือ การออมเงินแบบพอดีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น หากคุณมีรายรับน้อยก็ควรเริ่มการอดออมด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก และไม่กระทบต่อการใช้จ่ายของคุณ รวมถึงการนำเงินที่ได้จากการอดออมไปใช้จ่ายอย่างมีประโยชน์ ใช้จ่ายในสิ่งของที่จำเป็น และใช้จ่ายให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้มากที่สุด

3.ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการใช้จ่ายโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไม่ถูกต้องและไม่ถูกวิธี โดยถือคติเพียงว่าต้องใช้จ่ายให้ประหยัดมากที่สุด ซึ่งความเป็นจริงแล้วการใช้จ่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้จ่ายบนทางสายกลาง การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า โดยเลือกจากความจำเป็นและคุณภาพของสิ่งของ เช่น การเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แม้สินค้าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าราคาประหยัด นับเป็นการใช้จ่ายบนเส้นทางสายกลางอย่างชาญฉลาด เพราะคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าราคาประหยัดที่ไม่มีคุณภาพ และไม่ทนทานต่อการใช้งาน ซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องเสียทั้งเงิน และเวลาในการกลับไปซื้อสินค้าเดิมอยู่เป็นประจำ

4.การเลือกใช้งานอย่างคุ้มค่า

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของการเลือกใช้งาน สิ่งของ ด้วยความพอเพียงให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การไม่โปรดการใช้ปากการาคาแพง หรือการใช้ดินสอของพระองค์ ที่ทรงใช้จนกว่าดินสอจะสั้นกุดและทรงเบิกดินสอใช้เพียงปีละ 12 แท่งเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่ยึดติดกับค่านิยมและวัตถุของพระองค์อีกด้วย ซึ่งเราสามารถนำหลักการและแนวคิดของพระองค์ท่านไปปรับใช้ให้เหมาะสมในการดำรงชีวิตของได้

5.พอเพียงอย่างพอดี

การยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการดำรงชีวิตนั้นไม่มีหลักการและกฎเกณฑ์ที่ตายตัว เพราะการยึดหลักความพอเพียงที่ต้องเลือกปรับใช้ให้เหมาะสมแก่การดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งมักมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้อย่างถูกต้องนั้น จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเรา เช่น การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยการขึ้นรถเมล์ แต่ทำให้ต้องไปทำงานสาย การกระทำนี้แม้จะถือเป็นความพอเพียง แต่ก็ไม่ใช่ความพอเพียงที่พอดีและไม่ถูกต้องตามจุดประสงค์ของพระองค์ท่าน การออมเงินโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 นั้น เป็นสิ่งที่นักออมเงินมือใหม่ รวมถึงประชาชนชาวไทยควรนำไปปรับใช้ในการออมเงินเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้การออมเงินของเราประสบความสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยให้การใช้จ่ายด้วยเงินออมเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์มากที่สุด

อ่อนมารยาทสังคม ปัญหาของคนเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559306

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:07 น.

อ่อนมารยาทสังคม ปัญหาของคนเมืองใหญ่

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร ภาพ  Pixabay

ปรากฏการณ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดมากขึ้นในสังคมเมืองใหญ่ๆ คาดว่าจะเป็นอาการที่รักษายาก อยู่ที่ไหนก็ลำบากเพราะถ้าเป็นแล้วไปอยู่ที่ไหนใครๆ ก็ไม่รักเพราะจะทำให้คนอยู่ด้วยเอือมระอาทำตัวน่าเบื่อ เป็นคนมารยาททางสังคมบกพร่อง เคยไหมที่สละที่นั่งบนรถไฟฟ้าให้แต่ไม่มีคำขอบคุณ มีคนเดินเฉี่ยวคุณแต่ไม่มีคำขอโทษ หรือมีคนเดินก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือเดินมาชนแล้วทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แซงคิวแบบหน้าตาเฉย บอกให้กดชั้นในลิฟต์ให้แล้วก็ไม่ขอบคุณ

มาทำความรู้จักอาการมารยาททางสังคมบกพร่องที่กำลังระบาดหนักในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่กลุ่มประชากรวัยรุ่น และวัยทำงานในเขตเมืองใหญ่ ที่ต่างประเทศพบมากในเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ เช่น นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก โตเกียว และปารีส

ผศ.พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า อาการนี้ขั้นแรกๆ ผู้ป่วยจะมีอาการนิ่งเฉย ไม่ตอบสนองต่อการมีปฏิสัมพันธ์ปกติจากคนรอบข้าง เช่น การทักทาย การขอบคุณ หรือความช่วยเหลือจากภายนอก แต่ระบบประสาทของผู้ป่วยจะมีความไวเป็นพิเศษหากเจอสิ่งเร้าในทางลบ หรือสิ่งกระตุ้นที่ตนเองไม่พอใจ โดยจะมีอาการตอบสนองอย่างรุนแรงทันทีที่ไม่ถูกใจบางสิ่งเรียกสั้นๆ ว่า “เหวี่ยง” นั่นเอง

ในขั้นกลางของโรค ผู้ป่วยจะไม่สามารถแสดงออกถึงมารยาทพื้นฐานเช่น การขอบคุณ การขอโทษ การรับการทักทาย การยิ้ม การตอบคำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือการให้ความร่วมมือกับงานของส่วนรวมได้ และไม่สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจ  มีน้ำใจต่อผู้อื่นได้หากปราศจากผลประโยชน์ตอบแทน แต่ในทางตรงข้ามจะพบความสามารถในการแสดงออกอย่างก้าวร้าว ด่าทอ นินทาว่าร้าย เรียกร้องความสนใจ แย่งซีนชาวบ้านมากขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าของคนปกติ

สุดท้ายจะมีอาการต่อต้านสังคมอย่างเห็นได้ชัด เหตุและผลจะหายไป โดยสัญชาตญานของความเห็นแก่ตัวจะเข้ามาแทนที่ อาการภายนอกเห็นได้จากหน้าตาที่บูดบึ้งโกรธเคืองตลอดเวลาในทุกสถานการณ์ บางรายมีท่าเดินที่ดูแปลกผิดปกติ อันเกิดจากบุคลิกภาพที่เสื่อมไปจากการไม่แคร์ภาพลักษณ์ของตัวเอง จะมีแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงที่จะต่อต้านกติกามารยาทของสังคม หรือต้องการแสดงวาจาก้าวร้าวต่อผู้อื่นโดยไม่มีสาเหตุอันควร รวมถึงการแสดงความดูถูก เหยียดหยาม พูดจาตอกหน้าต่อผู้อื่นด้วยความตั้งใจ โดยเฉพาะกับคนที่ทำดีต่อตนเองก่อน เช่น เปิดประตูให้ ลุกให้ที่นั่งบนรถประจำทาง กล่าวคำทักทาย นำของขวัญมาให้ หรือแสดงความเป็นมิตรความใส่ใจห่วงใยต่อผู้ที่มีอาการนี้ และบางรายมักเกิดความพึงพอใจเมื่อได้ค่อนขอดคนที่ทำดีในสังคมว่า สร้างภาพบ้าง โลกสวยบ้าง

ผู้เข้าข่ายของอาการนี้ คือคนที่มีอาการคิดว่าตัวเองสำคัญที่สุดในโลก คือมองว่าตนเองสำคัญเกินกว่าจะต้องลดตัวเองไปทำดีกับใคร ตัวเองสำคัญจนไม่จำเป็นต้องเคารพกติกามารยาทกาลเทศะใดๆ ในสังคม เพราะเป็นหน้าที่ของคนรอบข้างที่ต้องคอยมาเอาอกเอาใจตัวเองมากกว่า  ส่วนกลุ่มที่สองมักมีปมด้อยดูถูกตัวเองอย่างสุดขีด จึงเกิดแรงผลักดันที่จะผลักไสความรู้สึกแย่ของตนไปให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ทรมานด้วยเพื่อความสะใจลึกๆ หรือชอบอวดตัวเองอย่างบ้าๆ บ๊องๆ ขายความเป๋อสร้างความรำคาญ แบบอนาถใจแก่ผู้พบเห็น

ความร้ายแรงของอาการนั้น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดผลร้ายแรงจนใครๆ อาจไม่รัก หรือไม่มีใครคบตลอดชีวิตได้ สังคมรังเกียจ ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย ในรายที่เป็นหนักหนามากอาจถูกมองด้วยสายตาอันขยะแขยงรังเกียจได้

การรักษาในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นและปานกลาง แก้ไขอาการของโรคให้ทุเลาลงได้ด้วยการ ฝึกยิ้มบ่อยๆ หัดพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษครับหรือไม่เป็นไร อย่างจริงใจให้เป็นนิสัย พยายามนึกถึงใจเขาใจเราให้มากขึ้นว่าถ้าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไร้มารยาทบ้างจะรู้สึกแย่อย่างไร เพื่อจะได้ไม่ทำกับคนอื่น แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเดียวกัน ให้ลองใช้เทคนิคขั้นสูงที่เรียกว่าการช่างมันเถอะ เพื่อป้องกันการดราม่าอันอาจนำไปสู่การติดต่อของโรค สุดท้ายลองฝึกนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาที่เรานับถือสามารถลดความรุนแรงของอาการได้

ในผู้ที่มีอาการรุนแรง แนะนำให้งดหรือลดการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กลงสักช่วงหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้นิสัยชิงดีชิงเด่น เรียกร้องความสนใจและพฤติกรรมก่อกวนสังคมเกิดกำเริบลุกลาม และออกไปมีเพื่อนจริงๆ ที่ไม่ประสาทบ้าง แต่หากในครึ่งปีอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยควรไปพบจิตแพทย์ วิธีป้องกันและการรักษา ก็คือหัดยิ้มให้คนรอบข้างด้วยความเป็นมิตร หัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา หัดพูดคำว่าขอบคุณ ขอโทษ ไม่เป็นไร อย่างจริงใจ หัดเป็นผู้ให้และรู้จักให้อภัย และเปลี่ยนจากคำว่ายอม เป็นคำว่าเข้าใจ

เห็นอาการแบบนี้แล้วน่ากังวลใช่ไหม คนเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจกลายเป็นคนที่สังคมรังเกียจ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม และใช้ชีวิตในสังคมอยู่ยาก แต่หากพบว่ามีความผิดปกติขั้นจริงจัง ควรจะรีบพบและปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรึกษาหาทางออก การเริ่มต้นสอนให้เด็กๆ รู้จักกับมารยาทพื้นฐาน อันได้แก่ การมีสัมมาคารวะ มีความสุภาพ อ่อนน้อม ความมีวินัยและพฤติกรรมต่างๆ ที่ปรากฏแก่สายตาต่อผู้อื่น เพื่อให้เติบโตมาเป็นที่รักและคนที่ดีได้ในสังคมอนาคต

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาส จิตแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเรียน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอยู่ในคนหมู่มาก ต้องอาศัยทักษะทางสังคม หรือความฉลาดทางสังคม เป็นความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสังคมรอบข้างได้เป็นอย่างดี

สถาบันเทคโนโลยีคาร์เนกี ได้ติดตามสถิติของคนที่มีไอคิวดี ที่มีการฝึกอบรมทางด้านสมอง รวมทั้งมีทักษะความสามารถในการทำงานดี พบว่าคุณสมบัติดังกล่าวทำให้คนประสบความสำเร็จเพียง 15% แต่อีก 85% มาจากปัจจัยด้านบุคลิกภาพ และการปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือที่เรียกว่า การพัฒนาทักษะความฉลาดทางสังคม หากมองให้ดีการที่คนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ที่คอยอบรมเลี้ยงดูลูกมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งการใกล้ชิดของพ่อแม่ลูก จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักการคิด ตอบสนองกับทุกเรื่อง และกับทุกคนที่นอกเหนือจากพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว

ทางกลับกันในปัจจุบันพ่อแม่มักไม่มีเวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับลูกมากเท่าที่ควร การที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกๆ มากเท่าที่ควรจะเกิดความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะยิ้มทักทาย พูดคุยกัน ต่างคนต่างอยู่ และมีน้ำใจให้กันน้อย ผลพวงของปัจจัยเหล่านี้เป็นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ เกิดอาการมารยาทสังคมบกพร่องกันมาก

คนที่มีลักษณะแบบนี้ โดยเฉพาะกับเด็ก หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก อาจส่งผลให้คนในสังคมรังเกียจ ไม่มีใครอยากคบ อยากพูดคุยด้วย ไม่มีเพื่อน และอาจถูกมองว่าเป็นขยะทางสังคมได้ในอนาคต  มารยาททางสังคมบกพร่อง สามารถแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิดได้ ด้วยการได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ การได้รับการอบรมสั่งสอนให้แสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง สอนให้เข้าใจกฎกติกามารยาททางสังคม สอนให้รู้จักมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่มองแต่ตัวเองเป็นสำคัญ การที่พ่อแม่ได้ใกล้ชิดกับลูก เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น และได้ซึมซับแต่สิ่งที่ดีจากพ่อแม่ ก็จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคมารยาททางสังคมบกพร่องลงได้

“ถือเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่แพร่ระบาดไปมากในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งต้องช่วยกันรณรงค์แก้ไข คนไทยเป็นประเทศที่มีน้ำใจ ร่ำรวยวัฒนธรรม มีความเอื้ออาทร อย่าให้ข้อดีนี้สูญหายไป ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หัดทำอยู่เสมอคือ การไหว้ ไม่ใช่ไหว้แค่คนที่รวยกว่าหรือแก่กว่าเท่านั้น เราไหว้แม้ป้าแม่บ้านที่เอาผ้ามาเช็ดน้ำที่เราทำหก ก็ควรไหว้หรือขอบคุณเพราะมาช่วยทำดีเพื่อเรา อย่าคิดว่าต้องเสียเกียรติที่ต้องไปไหว้แม่บ้าน ยิ่งทำตัวให้อ่อนโยนน่ารักด้วยการยิ้มแย้ม ทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ อยู่เสมอจะทำให้มีจิตใจอ่อนโยนน่ารักมีน้ำใจเป็นที่รัก ตัวเราเองก็จะมีความสุขมากขึ้น

หากทำตัวแข็งกระด้างแห้งแล้งไหว้ใครไม่เป็น ขอโทษ ขอบคุณใครก่อนไม่ได้ คุณจะกลายเป็นคนเย็นชาไม่น่ารัก แล้วก็จะมีความสุขในชีวิตได้ยากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสียเงิน ลองเริ่มจากหัดขอบคุณตัวเอง ขอบคุณคนในบ้าน คนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน ฝึกบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย หัวใจคุณจะอ่อนโยนนุ่มนวลยิ่งขึ้น คนไทยมีความโดดเด่นเรื่องความมีน้ำใจ ควรรักษาสิ่งนี้เอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ”

เคลื่อนไหวบริหารร่างกายไปกับ ‘พิลาทิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559185

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

เคลื่อนไหวบริหารร่างกายไปกับ ‘พิลาทิส’

โดย  มีนา ภาพ ฟิลิป เวน

ฟิลิป เวน คลับ ดูแลเรื่องรูปร่างและความงาม มีคำแนะนำการออกกำลังกายสไตล์ “พิลาทิส” (Pilates) อีกหนึ่งตัวช่วยดีๆ ที่นอกจากจะช่วยจัดระเบียบร่างกาย พร้อมกับปรับบุคลิกภาพให้สง่างามขึ้นแล้ว ยังช่วยยืดคลายกระชับกล้ามเนื้อ ปรับยืดกระดูกสันหลัง ลดอาการปวดตึง และเผาผลาญไขมันได้อย่างดีอีกด้วย

ผู้หลงใหลในการออกกำลังกายด้วยพิลาทิส นกฮูก-ณกมล บวรวิญญานันท์ หนึ่งในสมาชิก “ฟิลิป เวน” รักการเล่นพิลาทิส เพราะสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือน พิลาทิสช่วยแก้ปัญหาของเธอในเรื่องอาการไหล่ห่อได้ดีอีกด้วย

“ก่อนหน้านี้ นกฮูกเป็นคนไหล่ห่อ หลังงอ ยิ่งเราเป็นผู้หญิงดูแล้วเสียบุคลิกมากๆ จนได้มีโอกาสตามคุณแม่มาออกกำลังกาย ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ ฟิลิป เวน ว่าการเล่นพิลาทิสสามารถช่วยแก้ปัญหาของเราได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นกฮูกเริ่มหันมาสนใจคลาสพิลาทิส โดยแต่ละสัปดาห์นกฮูกจะออกกำลังกาย อย่างน้อย 5 วัน ในแต่ละวันจะวิ่งและคาร์ดิโอ 2 ชั่วโมง จากนั้นจะเข้าคลาสพิลาทิสต่ออีก 1 ชั่วโมง”

นกฮูกเล่าต่อว่า ปกตินกฮูกจะเป็นคนค่อนข้างแอ็กทีฟ เลยชอบพิลาทิสตรงที่ร่างกายของเธอได้เคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งครูก็จะเน้นท่าที่ทำแล้วช่วยเปิดหน้าอก สะบัก และไหล่ พร้อมยืดกระดูกสันหลัง ปรับสรีระโครงสร้างของเธอให้ดูสง่า

ฟิลิป เวน มีท่าพิลาทิสยืดเหยียดข้อต่อร่างกายได้ง่ายๆ แม้อยู่ที่บ้านมาฝาก เพราะถึงแม้การเล่นพิลาทิสเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์ และมีครูผู้เชี่ยวชาญในการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ท่าพิลาทิสเบื้องต้นที่ช่วยในการยืดเหยียดข้อต่อร่างกาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น และยังเป็นท่าที่สาวๆ สามารถปรับเปลี่ยนมาเล่นกับอุปกรณ์เครื่องใช้ที่บ้าน อย่างโซฟา หรือเบาะเตี้ยๆ ได้

ท่า Push Thru With Feet

อุปกรณ์ : โซฟาหรือปลายเตียง

1.นอนราบกับพื้น ปลายเท้าทั้งสองหันเข้าหาโซฟา (ต้องมีระยะเพียงพอให้นอนแล้วเหยียดปลายเท้าได้)

2.ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นแล้วเอาปลายเท้าพาดโซฟาไว้

3.เกร็งหน้าท้อง ใช้กำลังทั้งหมดยกก้นขึ้น ให้ทำมุม 45 องศากับโซฟา โดยที่มือทั้งสองข้างวางระนาบกดแนบไปกับพื้น

4.ค่อยๆ ถอนปลายเท้าข้างหนึ่งออก ยกเข่าเข้าหาลำตัวช้าๆ ทำค้างไว้สัก 5-10 วินาที จากนั้นค่อยๆ วางกลับที่เดิม จากนั้นทำแบบเดิมซ้ำ แต่เปลี่ยนข้าง

ท่า Mermaid-Short box with ring

อุปกรณ์ : เก้าอี้นวมหรือเบาะเตี้ยๆ/ขวดน้ำเล็กๆ

1.นั่งลงบนเก้าอี้ มือสองข้างถือขวดน้ำเล็กๆ ให้มั่นคง

2.ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นยืดเอวโค้งไปด้านซ้าย ปลายศีรษะเอนตามจนสุด พักขาซ้ายไว้กับพื้นเก้าอี้ โดยเกร็งที่ก้นทั้งสองฝั่งให้ติดเก้าอี้ไว้ตลอด

3.เหยียดขาขวาออกไปให้สุด แล้วออกแรงดันพื้นไว้ (อาจตั้งเก้าอี้ไว้ใกล้ๆ ผนังแล้วออกแรงดันปลายเท้าไปติดผนังก็ได้)

4.ทำซ้ำ Step เดิมแต่สลับข้าง

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559184

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

โดย  กั๊ตจัง ภาพ : Pixabay

การฟังเป็นทักษะการสื่อสารแรกและสำคัญที่สุดของมนุษย์ ไม่มีใครพูดได้คล่องจากการอ่านและไม่มีใครอ่านหนังสือได้คล่องหากไม่รู้จักการฟัง ดังนั้นทักษะการฟังเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกและพัฒนา เพราะจะสามารถทำความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้อง ลดความผิดพลาดในการทำงานจากการจับประเด็นที่ผิดพลาด วันนี้เรามาดูกันว่าทักษะการฟังนั้นจะฝึกฝนพัฒนาได้อย่างไรบ้าง

1.ฝึกสมาธิกับสิ่งที่ฟัง

การมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังฟังอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนและการทำงาน วิธีการฝึกเริ่มต้นจากการนั่งสมาธิให้ได้นานที่สุด โดยค่อยๆ เพิ่มเวลาจาก 5 นาที เป็น 10 นาทีและค่อยๆ เพิ่มจนถึงระดับชั่วโมงในที่สุด แต่เพียงแค่ 30 นาที ก็จัดว่าเพียงพอกับการเรียนและการทำงานทั่วไปแล้ว

ปกติคนเราจะมีสมาธิในการทำงานอยู่เพียงแค่ 15 นาที ก่อนที่จะหยุดคิดเรื่องอื่นเวลาใช้เวลาอีกประมาณ 2 – 5 นาที ในการรวบรวมสมาธิกลับมา ดังนั้นการฝึกสมาธิจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราตั้งใจฟังสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน โดยไม่คิดหยิบสมาร์ทโฟนออกมาดูข้อความหรือใจลอยออกไปนอกหน้าต่าง

2.ฝึกจับใจความ

หลายครั้งที่การประชุมหรือการเข้าฟังในงานสัมมนามักจะมีเนื้อหาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลือคือโฆษณาและพรรณนา ดังนั้นการฝึกแยกแยะเนื้อและน้ำในหัวข้อการฟังคือสิ่งสำคัญ ปัญหาก็คือเมื่อผู้พูดหรือผู้บรรยายพูดออกมานั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญไปเสียทุกอย่าง

เคล็ดลับก็คือจำเฉพาะหัวข้อเรื่องที่เขากำลังพูด ขั้นตอน ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา จดจำเป็นประโยคสั้นที่สามารถขยายความเข้าใจออกมาโดยง่ายเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

3.รู้จักการตัดบทสนทนา

ไม่มีใครที่สามารถทนฟังเรื่องเดิมๆ วนซ้ำเป็นชั่วโมง สัปดาห์ละหลายครั้ง การตั้งใจฟังเป็นสิ่งที่ดีแต่การบอกให้ผู้พูดรู้จักการกระชับเนื้อหานั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราประหยัดเวลาในการฟังโดยได้เนื้อหาครบถ้วน แต่ยังช่วยให้ผู้พูดรู้ตัวว่าไม่ควรพูดเยิ่นเย้อ ต้องรู้จักกระชับเนื้อหาก่อนพูด

เทคนิคในการตัดบทที่มักจะได้ผลเสมอก็คือการเริ่มต้นด้วยคำว่าขอโทษครับ (นะคะ) แล้วตัดเข้าคำถามสำคัญในเนื้องาน หรืออ้างว่ากำลังมีธุระช่วยกระชับเนื้อหาให้ได้หรือไม่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะตัดบทสนทนาก็ต้องดูเนื้อหาที่กำลังคุยก่อนว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไร หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับความคืบหน้าเราสามารถตัดบทได้โดยไม่เสียงาน

หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต้องฟังถึงปัญหาตั้งแต่ต้นให้จบ ตัดบทเท่าที่จำเป็นและถามหาแนวทางการแก้ไข ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นความทุกข์ใจของเพื่อน คนรัก และคนในครอบครัวการตัดบทเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

4.รู้จักมารยาทในการฟัง

มารยาทในการฟังเป็นอีกสิ่งที่เราควรรู้ ผู้ฟังที่ดีต้องทำให้ผู้พูดรู้สึกว่ากำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดต้องการบอก ไม่เหม่อมองไปทางอื่นในขณะที่เขากำลังพูด ไม่รับโทรศัพท์ในทันทีหากมีสายเข้ามา หากเป็นสายไม่จำเป็นควรตัดสายทิ้งแล้วสนทนาต่อ หากเป็นสายสำคัญจากเจ้านายควรกล่าวขออภัยผู้พูดว่าเป็นสายสำคัญ แล้วจำเนื้อหาสุดท้ายก่อนรับสาย อย่ารับสายในทันทีที่มีสายเรียกเข้า

เมื่อรับสายเสร็จแล้วให้กลับมาเข้าเนื้อหาสนทนาต่อด้วยการเอ่ยถึงข้อความล่าสุดที่เพิ่งพูดกันไป บางครั้งเรารับสายนานไปก็ทำให้ผู้พูดและผู้ฟังลืมเนื้อหาสนทนาไปได้เหมือนกัน

ไม่ควรล้วงแคะแกะเกาต่อหน้าผู้พูด นิดหน่อยพอได้แต่ถ้ามากไปเราเองจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นให้ขอตัวไปทำธุระในห้องน้ำให้เสร็จแล้วกลับมา อย่าเผลอหลับในห้องประชุม หรือนั่งเอนหลังจนเกือบนอนบนเก้าอี้

รู้จักเก็บอารมณ์ระหว่างฟัง อย่าเผลอแสดงอาการโกรธ สงสัย เครียด หรือสีหน้าที่แลคล้ายดูหมิ่นความคิดผู้พูด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเอาไว้ ในโลกการทำงานแม้เราจะไม่ชอบใจในความคิดของใคร แต่วันข้างหน้าเราอาจจะมีโอกาสได้กลับมาทำงานด้วยกันอีก

ที่สำคัญในการฟังก็คือรู้จักเลือกฟังแต่เรื่องที่ดี ในโลกการทำงานมีทั้งคนที่มักพูดแต่เรื่องดีๆ และคนที่พูดแต่เรื่องร้ายๆ การให้ความสำคัญกับการฟังเรื่องดีๆ เข้าหาคนที่พูดแต่เรื่องดีๆ จะช่วยให้เรามีพลังในการทำงานมากขึ้น

KMUTT Chorus ประสานเสียงสู่ความเป็นหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559183

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

KMUTT Chorus ประสานเสียงสู่ความเป็นหนึ่ง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน, มจธ.

ดําดิ่งสู่บรรยากาศ และดื่มด่ำกับสัมผัสแห่งความผ่อนคลาย ที่ได้จากการรับฟังเสียงประสานจากวงคอรัสไทยที่เพิ่งคว้ารางวัล เหรียญเงิน Silver Grade Iจากการแข่งขันระดับนานาชาติ 11th Orientale Concentus International Choral Festival Singapore 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์ นั่นคือคณะประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี-มจธ. (KMUTT Chorus)

โต๊ด-นนท์วริศ รุ่งอริยธนาพงษ์ จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วัย 25 ปี คอนดัคเตอร์หรือวาทยกร วันนี้นำทีมน้องๆ อีก 2 คนซึ่งเป็นตัวแทนของวงประสานเสียงนักศึกษา ได้แก่ อ้ำ-คณิน สังวร วัย 18 ปี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม กับตอง-จิตราภรณ์ อยู่สุข วัย 19 ปี จากคณะคุรุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา น้องๆ ยิ้มสดใสขณะเล่าถึงสิ่งที่ทำ

โต๊ดเล่าว่า มจธ.เด่นด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากการเป็นวาทยกรนำทีมวงประสานเสียงของที่นี่ ก็พิสูจน์ให้เขาได้เห็นว่า สมองซีกซ้ายและซีกขวาสามารถทำงานร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกันได้ เป็นเรื่องดีและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง

ความสามารถในการใช้ทักษะหลายอย่างพร้อมกัน สำหรับโต๊ดแล้วเป็นทักษะที่จำเป็นของคนรุ่นใหม่ เพราะขณะที่สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในการใช้ตรรกะเหตุผล สมองซีกขวาทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี และการมีจินตนาการในการดำเนินชีวิต

“สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ยุคใหม่ ก็คือ เราทำในสิ่งที่เราสนใจ และสิ่งนั้นสนับสนุนในความเป็นตัวเรา สนับสนุนในมิติอื่นๆ ของตัวเรา” โต๊ดเล่า

ด้าน อ้ำ เล่าว่า มีความชอบดนตรีมาก่อน เมื่อได้โอกาสศึกษาต่อที่ มจธ.จึงเข้าร่วมในชมรมวงประสานเสียงของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 6 สนุกกับการฝึกซ้อม ได้ฝึกทักษะใหม่ๆ และได้พบเพื่อนๆ ต่างคณะ เพื่อนหลายคนมาค้นพบตัวเองที่ชมรมฯ ได้เรียนดนตรีควบคู่ไปด้วย

“สมาชิกวงประสานเสียงฯ มีจำนวนทั้งหมดประมาณ 30-40 คน ที่ชมรมฯ พวกเราจะร้องเพลงประสานเสียงกัน ถึงเวลานั้นพวกเราจะลืมหมดทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือตัวโน้ต รุ่นพี่ทุกคนในวงประสานเสียงมหาวิทยาลัยฯ เป็นไอดอลหรือต้นแบบที่ผมมองอยู่ อยากร้องเก่งให้ได้อย่างรุ่นพี่ แต่ไม่ใช่เทียบชั้นรุ่นพี่นะคร้าบบบ”

สำหรับตอง มองถึงความต้องการทำในสิ่งที่รัก ความมีสีสัน ความแปลกใหม่ และความมีชีวิตชีวา การร้องประสานเสียงให้ทุกสิ่งที่เธอต้องการ ปัจจุบันตองใช้เวลากับชมรมประสานเสียงมหาวิทยาลัยสัปดาห์ละ 3 วันช่วงเย็น เธอซ้อมและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เด็กสาวมีวินัยมาก โดยเฉพาะในช่วงท้ายก่อนการเข้าประกวดแข่งขันบนเวทีระดับชาติที่สิงคโปร์

“มจธ.คว้ารางวัล 1 เหรียญเงิน Silver Grade I ในการแข่งขันประเภทแชมเบอร์ ด้วยระดับคะแนน 78.7” ตองเล่า

สำหรับการแข่งขัน Orientale Concentus International Choral มีการแข่งขันทั้งหมด 14 ประเภท โดยมีคณะนักร้องประสานเสียงเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 55 คณะ จาก 16 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย เมียนมา นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สหรัฐ เวเนซุเอลา และไทย

สุทธิพงษ์ เรืองจันทร์ อาจารย์ที่ปรึกษาคณะประสานเสียง แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า ได้มีการพัฒนานักศึกษาให้มีศักยภาพด้านการขับร้องประสานเสียงกระทั่งเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศได้สำเร็จ ซึ่งการเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ KMUTT Chorus เป็นคณะนักร้องประสานเสียงคณะเดียวของไทยที่เข้าร่วมในรายการนี้

ก่อนหน้านี้ KMUTT Chorus ได้รับชัยชนะมาแล้วถึง 3 เหรียญทองจากเวทีอินเตอร์แนชันแนลหลายเวที แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่แตกต่างออกไป สำหรับ 3 เพลงที่ใช้ในการประกวดครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.Jadlied / Felix Mendelssohn (1843) 2.Sai Fon/Atichai Tragoondet (2017) และ 3.Fajar dan senja / Ken steven(2014) การแข่งขันกดดันไม่น้อย ด้วยเกณฑ์การให้คะแนนที่ต้องบอกว่าหินมาก

“เป็นเหรียญที่พวกเราทั้งหมดภูมิใจมาก ทั้ง 3 เพลงถือว่าเราทำได้เต็มที่กับวงประสานเสียง 24 คนและนักเปียโน 1 คน”

โต๊ดเล่าต่อไปว่า จุดอ่อนของคณะประสานเสียง มจธ.คือ การทำความรู้จักกับดนตรีที่ช้ากว่านักประสานเสียงวงอื่นๆ นักศึกษาหลายคนไม่มีพื้นฐานทางดนตรีมาก่อนเลย นั่นหมายถึงการมีระยะเวลาที่จำกัดมากในการพัฒนาน้องๆ ในวง ขณะเดียวกันก็คือความท้าทายที่จุดประกายให้สู้

สำหรับการทำหน้าที่คอนดัคเตอร์ประจำวงประสานเสียง โต๊ดบอกว่า เขาจริงจังกับการทำหน้าที่ของตัวเอง รู้ดีถึงพันธกิจในการนำวงและการสอดร้อยเสียงประสานที่เป็นหนึ่ง นั่นหมายถึงการฝึกซ้อมอย่างหนักและการสร้างความไว้วางใจในตัววาทยากร

“มองตาก็รู้ใจ นักร้องประสานเสียงกับผู้นำวงต้องเป็นอย่างนั้น รวมทั้งครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของผมที่พาน้องๆ ไปสู่เวทีสากล เหมือนพวกเราได้ปลดล็อกศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ หากที่สุดของที่สุดคือความภูมิใจและตื้นตันใจที่เราฝ่าฟันมาด้วยกัน นี่เป็นก้าวที่สำคัญของพวกเรา”

ก้าวที่สำคัญของคณะประสานเสียงแห่ง มจธ. กับจุดประกายที่จะไปต่อบนเส้นทางของการขับร้องประสานเสียงระดับโลก นั่นคือ การเข้าแข่งขันในรายการเวิลด์ไควร์เกมส์ การแข่งขันวงคอรัสหรือการขับร้องประสานเสียงที่นักประสานเสียงทุกคนต้องไป กำหนดระยะเวลาในอีก 2 ปีข้างหน้าที่ประเทศเบลเยียม

“2 ปีจากนี้ เราคงต้องเตรียมตัวกันอีกเยอะ และฝึกซ้อมกันอย่างหนัก” โต๊ดเล่า ปัจจุบันเขายังเป็นสมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูที่โด่งดัง

ส่งท้ายด้วยตองที่เล่าว่า การร้องเพลงประสานเสียงในวงมหาวิทยาลัย ช่วยให้พบอีกด้านหนึ่งของตัวเอง รวมทั้งช่วยให้พบด้านดีงามของเพื่อนๆ พี่น้องทุกคนในวง ทั้งหมดคือพลังที่ได้จากการเปล่งเสียงประสาน พลังจากเสียงที่กึกก้องและเป็นหนึ่งเดียวนี้ เหมือนช่วยให้หนักแน่นในจุดที่ยืน ไม่เครียดและผ่อนคลายเสมอ

ปลดปล่อยตัวของตัวด้วยเสียงประสาน พลังที่ได้รับ…ยิ่งใหญ่

หมื่นรู้…มิสู้ปล่อยวาง วีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559101

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:58 น.

หมื่นรู้...มิสู้ปล่อยวาง วีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล

“หมื่นตา” การ์ตูนธรรมะ ที่เรื่องและภาพ แต่งและวาดโดย “กะว่าก๋า” นามปากกาของวีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล วัย 43 ปี ผู้ตีแตกธรรมะจาก Bloggang ยอดนิยม ที่มีผู้ติดตามอ่านและส่งต่อกันอย่างนับไม่ถ้วน “หมื่นตาธรรมะ” เป็นเล่ม 2 ในหนังสือชุดหมื่นตาทั้งหมด 4 เล่ม สำนักพิมพ์ A Thing รวบรวมและเรียบเรียงตอนที่เกี่ยวข้องกับธรรมะของการ์ตูนสุดฮิต ที่ท้าทายผู้อ่านว่า อ่านแล้วจะทุกข์น้อยลง

หมื่นตา คือ เรื่องราวของตัวการ์ตูนหัวกลมตาเดียว ที่ถือกำเนิดขึ้นในโลกของ Blog จากการที่ “คุณหมอเบส” เจ้าของ Blog : Dr.Manta ที่ถามทักมาถึงเรื่องความรัก วีรกิจซึ่งเป็นเจ้าของบล็อก kawaka นึกถึงชื่อตัวละครแล้วดัดแปลงชื่อคุณหมอแมนต้าให้กลายเป็นหมื่นตา ชื่อหมื่นตาทว่ามีตาเดียว หมายถึง ดวงตาที่มองและรู้จักตัวเอง

“หมื่นตาธรรมะ สะท้อนนัยของความรู้ ที่ให้อยู่กับรู้ แต่มิยึดหมายในรู้ เพราะหมื่นรู้มิสู้ปล่อยวาง”

ชื่อบล็อกและนามปากกากะว่าก๋า มาจากคำว่าก๋ากั่น เจ้าตัวเล่าว่า กะจะก๋ากั่น เป็นชื่อบล็อกที่กะว่าจะกวนๆ หน่อย (ฮา) วีรกิจใช้พื้นที่บล็อกแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิด บอกเล่าความรู้สึก แสดงตัวตน ผ่านงานเขียนแนวบทกวี ภาพถ่าย ภาพวาด การ์ตูน เพลง ศิลปะ และการท่องเที่ยว บล็อกก่อกำเนิดในปี 2550 เขียนมาแล้ว 5,000 บล็อก

“ส่วนบล็อกธรรมะเขียนอย่างจริงจังได้ 2-3 ปี จากการที่น้องๆ ในบล็อกเริ่มตั้งคำถามเข้ามา จึงเกิดเป็นหมื่นตาธรรมะ โดยส่วนตัวมิได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง แต่อ่านหนังสือ 200-300 เล่มต่อปี ซึ่งรวมหนังสือแนวปรัชญาและศาสนา ทั้งหมดที่เขียนมาจากมุมมองและวิธีคิดที่อยากแบ่งปัน”

วีรกิจเล่าว่า หมื่นตาไม่ได้ชี้ชัดคำตอบหรือบอกคำตอบแก่ใครตรงๆ หากจะใช้วิธีนั่งอยู่ข้างๆ เพื่อรับฟัง หรือบางครั้งก็ช่วยมองในมุมต่างๆ เป็นการเปิดตาเปิดใจมองให้เห็นปัญหาในมุมใหม่ๆ แล้ววิธีแก้มาเอง ไม่เคยตอบแบบชี้นำ เพียงให้แง่คิดกลางๆ เพื่อนำไปคิดต่อ ข้อดีของหมื่นตาคือการเป็นการ์ตูนที่ทำให้เนื้อหาหนักๆ สามารถอ่านง่าย เข้าถึงง่าย

ทุกครั้งที่เขียนบล็อกหรือเขียนหนังสือ วีรกิจถามตัวเองว่า คนอ่านจะได้ประโยชน์อะไร หลายครั้งที่ผู้อ่าน “ตัวเป็นๆ” ขับรถมาหาถึงบ้าน บอกเล่าความรู้สึกความประทับใจ บางคนกำลังจะฆ่าตัวตาย แต่ได้อ่านและได้คิด จึงหยุดความตายไว้ได้

งานประจำเป็นการสืบทอดธุรกิจครอบครัว ร้านขายเครื่องหนังนิวบุญครอง ตั้งอยู่ที่ถนนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ งานหลักเคยเป็นความทุกข์ หากในวันหนึ่งที่ได้ปลดเปลื้อง มองและเห็นตัวเองในแบบที่ไม่เคยมองและเห็นมาก่อน วีรกิจจบคณะครุศาสตร์ สถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ใฝ่ฝันอยากเป็นครูหรือสถาปนิก หากในความจริงต้องลาออกมาช่วยงานที่ร้าน

“ฝันสลาย ทุกข์มาก ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ก็ทำใจยาก ไม่รัก ไม่อยากที่จะรักใครอีกต่อไป วันหนึ่งผมเดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองจีน วินาทีที่ยืนเบื้องหน้าภูเขาใหญ่สูงตระหง่าน ผมรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงไปเรื่อยๆ กระทั่งวินาทีที่ร่างกายหายไปเลย ตาสว่างในวินาทีนั้น”

ชีวิตเหมือนพลิกกลับใหม่ เมื่อก่อนทุกข์เพราะไปขยายความทุกข์ให้มันใหญ่ ขยายตัวเองให้มันใหญ่ ทั้งที่ความจริงตัวของเราเล็กกระจิริด จากที่ทุกข์มาก ก็ไม่ทุกข์อีก ทั้งๆ ที่ก็ยังเป็นคนคน เดิม ทำงานเดิมๆ เพียงแต่ทัศนคติเปลี่ยนไป 2-3 ปีจากนี้ก็เข้าพิธีแต่งงาน มีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข

หมื่นตา การ์ตูนที่ยังโลดแล่น วีรกิจใช้เวลาว่างทุกเมื่อที่ต้องการในการเขียนงานและบล็อกต่างๆ ปัจจุบันเขียนตามความสนใจของตัวเองเป็นหลัก ล่าสุดอยู่ระหว่างการทำหนังสือทำมือ รวมบทกวีความรัก สนใจติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kawaka.nalanta หรือ http://kawaka.bloggang.com

มนุษย์กับธรรมชาติผ่านเลนส์ ลูคัส ฟอเกลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559098

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

มนุษย์กับธรรมชาติผ่านเลนส์ ลูคัส ฟอเกลีย

โดย อฐิณป ลภณวุษ  ภาพ : ลูคัส ฟอเกลีย

พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย (The Museum of Contemporary Photography) ณ โคลัมเบีย คอลเลจ ในชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Lucas Foglia : Human Nature ตั้งแต่วันนี้-30 ก.ย. แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านมุมมองของช่างภาพอเมริกัน ลูคัส ฟอเกลีย ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายชนิดที่แสดงสัญลักษณ์ให้ขบคิด ขณะที่อีกหลายภาพก็บ่งบอกถึงปัญหาการทำลายธรรมชาติของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) หรือสภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งหลายต่างพยายามรณรงค์ พร้อมทั้งหาทางแก้ปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องมา ไม่ว่าจะเป็น การพร่องของทรัพยากรโลก ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลง ประชากรล้นโลก และการสูญพันธุ์ของสัตว์หลายชนิด ส่วนใหญ่จะได้บทสรุปว่า มนุษย์เรานี่เองที่เป็นตัวการทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ที่ว่ามาทั้งหมด

หลังจากได้ทำร้ายธรรมชาติไปแล้วมากมาย กระทั่งเริ่มเห็นผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติ มนุษย์บางส่วนเริ่มตระหนักในเรื่องการฟื้นฟูสิ่งที่เสียหาย ตั้งแต่การปฏิบัติตัวใหม่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดลองหาวิถีทางในการพลิกฟื้นสิ่งที่สูญหาย

ลูคัส ฟอเกลีย ให้ความสนใจในประเด็นนี้มาก เขาให้ความเห็นบ่อยๆ ว่า มนุษย์กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยากจะลงรอยกันได้จริงๆ โดยเขาได้ริเริ่มโปรเจกต์ภาพถ่าย Human Nature มาตั้งแต่ปี 2006 เพื่อที่จะพิสูจน์ความเชื่อดังกล่าวของตัวเอง รวมทั้งต้องการจะหาวิธีที่จะตอบแทนคุณธรรมชาติอีกด้วย

ลูคัส อาศัยต้นทุนความเป็นช่างภาพ ที่ถ่ายรูปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่างๆ ผสมผสานกับอารมณ์ขันส่วนตัว ถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มภาพนิ่ง ออกมาเป็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ทำกิจกรรมต่างๆ ท่ามกลางธรรมชาติ รวมทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยส่วนใหญ่เป็นภาพแลนด์สเคปพื้นที่ธรรมชาติอันห่างไกล ยากจะไปถึง

ช่างภาพหนุ่มอเมริกัน ปักหมุดการทำงานของเขาตามผลวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์กับธรรมชาติ ที่ออกมาว่า มนุษย์เรามักจะอาศัยประโยชน์จากธรรมชาติ ทั้งด้านอารมณ์ ด้านร่างกาย และด้านที่ส่งผลกระทบถึงสติปัญญา แต่ละภาพถ่ายของลูคัส ฟอเกลีย แสดงให้เห็นว่า ธรรมชาตินั้นช่วยให้มนุษย์ลดทอนด้านลบของจิตใจและความรู้สึกลงได้มากมายขนาดไหน

ภาพถ่ายของลูคัส แสดงให้เห็นชัดเจนเรื่องความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์เรา นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดการขบคิดเข้าไปถึงเนื้อแท้ของความเป็นคน ที่ไม่ต่างอะไรจากสัตว์โลกหนึ่งชนิด ที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ภาพเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่า ธรรมชาตินั้นเชื่อมโยงกับทุกชีวิตบนโลกอย่างแยกจากกันไม่ได้ ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าพวกเรา ธรรมชาติช่วยเยียวยากายและใจ อีกทั้งมอบความสุขให้กับทุกชีวิต อย่างที่ ลูคัส ฟอเกลีย มักทิ้งท้ายไว้ว่า… ให้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก (ในธรรมชาติ) “เพราะมันดีสำหรับคุณ”

นิทรรศการ Lucas Foglia : Human Nature มี คาเรน เออร์วิน รองผู้อำนวยการและหัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย โคลัมเบีย คอลเลจ เป็นภัณฑารักษ์ ทำงานร่วมกับกลุ่มช่างภาพมิดเวสต์ View Finder : Landscape and Leisure in the Collection ที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายแลนด์สเคปจากศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบันของสหรัฐเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ แอนเซล อดัมส์ เดวิด เอวิสันมาริลีน บริดเจส ฯลฯ ซึ่งกำลังจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วย 

กีฬาร่มร่อนล่องนภาท้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559096

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

กีฬาร่มร่อนล่องนภาท้าใจ

โดย กั๊ตจัง  ภาพ : เอเอฟพี

บนจี้จัมพ์ กระโดดหอ เครื่องเล่นท้าใจเหล่านี้สนุกแค่ไหนก็ต้องหลบทางให้กับร่มบิน กีฬาร่มร่อนเป็นหนึ่งในกีฬาท้าความสูง แต่ก็เป็นกีฬาที่ให้ความสุขกับการท่องเที่ยวไปในตัว มีคนกล่าวว่าไม่มีกีฬาชนิดไหนในโลกที่จะให้ความรู้สึกอิสระ เหมือนนกที่โผบินได้เท่ากับร่มร่อนอีกแล้ว

หากจะย้อนประวัติศาสตร์กีฬาร่มบินก็น่าจะย้อนไปเมื่อประมาณ พ.ศ. 2523 เมื่อชาวอังกฤษได้ทดลองปรับปรุงรูปแบบร่มชูชีพแบบใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วพบว่าร่มทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้าสามารถต้านแรงลมและยกตัวเองขึ้นมาได้ ร่วมทั้งสามารถร่อนบินไปได้ไกลกว่าร่มชูชีพทรงกลมแบบเดิมที่เคยใช้เป็นแค่ร่มชะลอความเร็วในการตก จึงพัฒนารูปทรงและวัสดุที่ใช้จนมีรูปแบบที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล

ประมาณปี 2537 เริ่มมีการใช้ร่มร่อนในประเทศไทยในลักษณะกิจกรรมกีฬาครั้งแรกที่ จ.ระยอง จากนั้นกีฬาร่มร่อนจึงเริ่มแพร่หลายในกลุ่มคนเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม และพัฒนารูปแบบมาเป็นกีฬาร่มบิน (พารามอเตอร์) และแฮงไกล์ดิ้ง (เครื่องร่อนปีกสามเหลี่ยม) ที่มีลักษณะคล้ายเครื่องบินเล็ก

ธนวรรณ์ ชูศรี นักกีฬาร่มร่อนที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เล่าถึงเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ว่าหากเทียบกับกีฬาทางอากาศชนิดอื่นๆ ร่มร่อนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อันที่จริงแล้วหากจะเปรียบเหมือนการถ่ายรูป กีฬาร่มร่อนก็คือการถ่ายรูปด้วยระบบแมนวล ส่วนร่มบิน และแฮงไกล์ดิ้ง เป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ แม้จะไม่มีแรงลมช่วยก็สามารถบินได้

ในขณะที่ร่มร่อน เป็นการใช้ร่มชูชีพร่อนไปตามกระแสลม ผู้เล่นต้องรู้จักวิธีการบังคับ การแก้ไขปัญหา รู้จักการดูทิศลมการสังเกตสภาพอากาศจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เสน่ห์ของร่มร่อนก็คือการที่เราได้ใช้กระแสลมช่วยในการบินเหมือนเป็นนกที่บินได้จริง มีความเงียบสงบได้อยู่กับความสวยงามของธรรมชาติมากกว่า

แต่ยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่มีต้นทุนสูงทั้งในแง่ของอุปกรณ์ ค่าขนย้ายเดินทาง และเวลาที่จะต้องฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยในการเล่นของตัวเอง

เริ่มจากอุปกรณ์ที่ใช้ก็คือร่มร่อนที่มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน แต่อาจจะลดต้นทุนได้ด้วยการใช้ของมือสองบางอย่างที่มีอายุใช้งานยาวนาน ไม่เสียหายง่าย ส่วนตัวร่มร่อนและสายต่างๆ แนะนำให้ใช้มือหนึ่ง ต่อมาคือการหาครูฝึกสอนซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก ฝึกจนกว่าจะชำนาญแล้วจึงต้องไปขอใบอนุญาตการบิน เพราะจัดเป็นอากาศยานขนาดเบา

สมัยก่อนร่มร่อนยังไม่แพร่หลายการบินจำกัดเฉพาะคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่เมื่อมีการบินกันมากขึ้นก็จำเป็นต้องมีการคุมกำกับดูแล เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับประชาชน รวมทั้งละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเหมือนกับปัญหาการใช้งานเครื่องโดรนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ในเรื่องอุปกรณ์การบินก็มีอายุการใช้งานและต้องได้รับการตรวจสอบเหมือนกับเครื่องบิน ที่สำคัญที่สุดก็คือร่มร่อนอายุใช้งานประมาณ 300 ชั่วโมงบิน หลังจากนี้ก็จะเริ่มตั้งลำยาก ควบคุมบังคับได้ไม่ดีควรทิ้งแล้วซื้อใหม่เพื่อความปลอดภัย

ส่วนมากแล้วร่มร่อนเป็นกีฬาที่มีความปลอดภัยสูง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติทางการบิน ไม่ต่างจากเครื่องบิน ที่ต้องมีทีมช่างดูแลให้เครื่องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน นักบินต้องมีความรู้ความสามารถตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการพักผ่อนร่างกายและดูแลตัวเองให้ดีพอ เลือกร่มที่เหมาะสมกับตัวเอง

ห้ามบินในเขตห้ามบิน เช่น สนามบินเขตฐานทัพทหาร ห้ามบินเกินความสูง 500 ฟุต หรือบินในวันที่สภาพอากาศเลวร้ายเช่น มีฝนตก หมอกลง ทัศนวิสัยไม่ปกติ บินตอนกลางคืน ห้ามบินหากสภาพร่างกายและอุปกรณ์ไม่พร้อมไม่มีวิทยุติดต่อสื่อสาร หรือบินเพียงลำพัง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เล่นร่มร่อนต้องตระหนัก โดยเฉพาะสภาพลมหากแรงเกินไปก็ไม่สามารถเล่นได้ ไม่เหมือนกับร่มบินและแฮงไกล์ดิ้ง ที่สามารถบินได้แม้จะมีกระแสลมแรงเกิน 40 กม./ชม.

แต่ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเวลาเล่นมักจะเล่นกันเป็นกลุ่ม เวลามีปัญหาจะได้ช่วยเหลือกันได้ รวมทั้งมีทีมช่วยเหลืออยู่ด้านล่าง เช่น ขับรถมาส่งบนภูเขาแล้วมีทีมงานรับอยู่ด้านล่าง กำหนดจุดร่อนและจุดแลนดิ้งที่ชัดเจน

หากทำได้เช่นนี้กีฬาร่มร่อนก็พร้อมเปิดรับให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ด้านการบินด้วยตัวเอง และยังได้ความรู้เอาไปต่อยอดการเล่นกีฬาทางอากาศอื่นๆ เช่น ร่มบิน สำหรับการบินระยะไกลได้อีกด้วย