‘ความสุขคือการได้มองเข้าไปในจิตใจตนเอง’ ภาณุพงศ์ พูลทวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559090

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:33 น.

‘ความสุขคือการได้มองเข้าไปในจิตใจตนเอง’ ภาณุพงศ์ พูลทวี

โดย วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ช่างเป็นนิยามการใช้ชีวิตที่ลึกซึ้งและน่าทึ่งมากๆ สำหรับนักบริหารระดับหัวกะทิ ภาณุพงศ์ พูลทวี Assistant Business Development and Marketing Director  ดูแลในส่วนของทรูมันนี่-ดิจิทัล คอนเทนต์ โดยเขามีศัพท์บัญญัติการใช้ชีวิตคือ การจัดสมดุลระหว่างชีวิตทำงาน ครอบครัว และการพักผ่อนได้อย่างลงตัว และเกิดความสุขในใจที่จริงแท้

“สิ่งที่นอกเหนือไปจากการทำงานที่จริงจังของผม คือ ความสุขการได้ใช้ชีวิตช้าๆ และสิ่งที่สวยงามที่สุดคือ การได้อยู่นิ่งได้มองเข้าไปหาในใจตัวเอง เพราะตลอดชีวิตการทำงานของผมค่อนข้างประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งการวิ่งหาแต่สิ่งที่อยู่ภายนอก มีแต่เปลือก และมีวันสิ้นสุด เพราะมีคนที่เก่งกว่าเรามาทดแทนได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราอยู่นิ่งเราได้กลับมามองที่ตัวเอง เราจะเรียนรู้ว่า บางอย่างที่เป็นความสุขเล็กๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีพลังต่อไปได้ เช่น ได้รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร เราต้องการอะไร บั้นปลายชีวิตของเราหรือเราเกิดมาเพื่ออะไร ซึ่งตอนนี้ผมหาคำตอบได้แล้วว่า ผมเกิดมาเพื่อเป็นชีวิตผลักดัน ดูแล สั่งสอน ให้ลูกได้เติบโตเป็นคนดี นี่คือคำตอบ ว่าผมเกิดมาทำไม”

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ขอบข่ายการทำงานของภาณุพงศ์คือดูแลในส่วนของทรูมันนี่ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด ดูแลในส่วนของดิจิทัล คอนเทนต์ ประกอบไปด้วย เกม โทรศัพท์มือถือ ออนไลน์ แอพสโตร์ เพลย์สโตร์ต่างๆ โดยเขามีหน้าที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มคอนเทนต์ที่เขาเอ่ยมาได้เข้ามาใช้บริการทางการเงินของทรูมันนี่ให้ได้เยอะที่สุด 5 ปีแล้วที่เขาทำงานร่วมกันทรูมันนี่

ผลงานในช่วงตลอดหลายปีอยู่ที่ระดับเป็นที่น่าพอใจ เช่น ช่วง 2 ปีแรก เขาและทีมงานสามารถทำให้บัตรเงินสดทรูมันนี่กลายป็นบัตรเติมเงินอันดับ 1 ของประเทศ โดยมีกิมมิกมาส่งเสริมด้านการขายที่กิ๊บเก๋ดึงดูดใจลูกค้าได้ตลอดเวลา เช่น การคิดคำว่า เทพ ทรู คือหากเติมเงิน ฉันภูมิใจ จนเกิดเป็นคำเก๋ๆ คือ เทพทรูแท้ เป็นต้น ทำให้เขาประสบความสำเร็จด้านมาร์เก็ตแชร์ในตลาดได้มากถึง 80% ในช่วง 3 ปีแรกที่เข้ามาลุยในตลาดการเติมเงินแบบออนไลน์ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

นาน 18 ปีแล้วที่ภานุพงศ์คลุกคลีอยู่ในแวดวงดิจิทัล ซึ่งย้อนไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน คำว่าดิจิทัลยังใหม่มากสำหรับสังคมไทย

“เมื่อก่อนผมทำงานผมยังตอบครอบครัวไม่ได้ว่า ผมทำงานด้านดิจิทัลคืออะไร จริงๆ ผมจบด้านมนุษยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และผมโชคดีตอนฝึกงานได้ฝึกทำเว็บไซต์ของญี่ปุ่น ช่วยเขียนคอนเทนต์เป็นภาษาไทย และอยู่ในแวดวงดิจิทัลมาโดยตลอด”

แรงบันดาลใจการใช้ชีวิตแบบช้าๆ

ด้วยหน้าที่การงานการทำงานด้านการตลาดเกี่ยวกับดิจิทัลที่ต้องฉับไว บางครั้งอาจสร้างภาวะเครียดให้เขาได้ง่ายๆ สิ่งที่เขาทำอยู่เหมือนเขาอยู่หัวคลื่นย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำเว็บไซต์ก็เหมือนอยู่หัวคลื่นที่ไม่รู้ว่าเว็บไซต์จะจบ และก้าวไปทิศทางใด

“พอมาดิจิทัล ผมก็อยู่หัวคลื่น คือต้องเป็นผู้นำ แล้วเราไม่มีตำรา เราต้องบุกเบิกซึ่งจะนำสูตรการตลาดของเมืองนอกมาใช้ก็ไม่ได้ 100% ดิจิทัลเมืองไทยแตกต่างจากเมืองนอกสิ้นเชิง ดิจิทัลเมืองไทยกลัวอะไรที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ 5 ปีผมทำงานที่ยากที่สุดคืออี-ไฟแนนเชียล คือทำให้ทุกคนเปลี่ยนพฤติกรรมจากสังคมเงินสดเป็นสังคมเงินดิจิทัลทั้งหมด คือให้คนใช้เงินดิจิทัลให้มากที่สุด ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ซึ่งยากเพราะการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนเป็นเรื่องที่ยากมาก อีกทั้งคนไทยชอบถือเงินสด แต่ทีมงานเราทำได้ เพราะทีมงานทำให้เราเป็นกระเป๋าเงินอันดับหนึ่งของคนในเมืองไทย ตอนนี้เรามีแอ็กทีฟยูสเซอร์ประมาณ 5 ล้านยูสเซอร์ และมีคนลงทะเบียนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของเราอยู่ที่ 10 ล้านคน ในอนาคตเราจะขยายเข้าไปเป็นตอบโจทย์การเงินในเซาท์อีสเอเชีย เพราะเรามีสาขาเฮดควอเตอร์ในเมืองไทย และกำลังขยายไปอินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ เป็นต้น”

แม้การทำงานจะเครียด แต่ภานุพงศ์ก็มีวิธีในการจัดชีวิตให้สมดุลก็คือ เขาชื่นชอบทั้งสร้างสรรค์เขียนคำกลอนและบทประพันธ์ ร่วมทั้งชอบเขียนรูป ซึ่งถือเป็นวิธีที่ช่วยคลายเครียดของเขาไปได้มาก

“ตั้งแต่ผมเรียนหนังสือ ได้มีโอกาสคลุกคลีกับศิลปินนักเขียน เช่น อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ กวีซีไรต์เรื่องก่อกองทราย และพี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผมเองก็อยู่ในวงการนักเขียน ผมชอบเขียนหนังสือและวาดรูปมาก ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่ในสังคมแบบนั้น เดิมผมค่อนข้างต่อต้านสิ่งอะไรที่ใหม่ๆ เกินไป แล้วเราจะค้นหาคำตอบ ค่านิยม ปรัชญาชีวิต เราพยายามหาตัวตนของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่การงานของผม ณ ปัจจุบันค้านกับสิ่งที่ผมชอบมากๆ เพราะชีวิตด้านหนึ่งผมธุรกิจจ๋ามาก แต่อีกมุมหนึ่งผมชอบวาดรูปฟรีแฮนด์ที่บ้านผมมีภาพวาดฝีมือผมประดับเต็มไปหมด บางรูปสร้างสรรค์ 3 ชั่วโมงเสร็จ บางรูปใช้เวลาวาด 3 เดือน ผมเขียนหนังสือบทกวี บางบทกวีผมใช้เวลาเขียน 3 ปีเสร็จ แต่บางบทกวีเขียน 10 นาทีเสร็จ” ดังนั้นเขาจึงใช้ชีวิตสมดุลมาโดยตลอด

แต่มีช่วงหนึ่งที่เขาเลยจากจุดเป็นเพียงพนักงานธรรมดาตัวเล็กๆ แล้วก้าวขึ้นสู่นักบริหาร ช่วงนั้นทำให้เขาต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งระหว่างงาน ครอบครัวและสิ่งที่ชอบ สุดท้ายเขาเลือกหน้าที่งานที่ก้าวขึ้นสู่ผู้บริหารในวัยเพียง 26 ปี ปัจจุบันในวัย 38 ปี เขาถือเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยและมีเงินค่าตอบแทนเดือนละหลักแสนบาท

วิถีชีวิตชาวสวน

การเป็นผู้บริหารทำให้เขาค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งแห่งการใช้ชีวิตทำงานว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว เพราะความเป็นนักธุกริจจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ และในวงธุรกิจค่อนข้างเลือดเย็น และเขาพูดอย่างจริงใจว่า สิ่งที่เขาทำไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อ เราล่าเต็มที่ สมมติปีนี้เราล่าได้ 10 เท่า ปีต่อไปต้องคิดไปที่ 20 เท่า และไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีทางเติมเต็มให้กับธุรกิจ เพราะเงินทาร์เก็ตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาต้องกลับไปสิ่งที่ปลดปล่อยความเครียด ซึ่งเขาต้องมี

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในวันเสาร์อาทิตย์ผมจะมีบิ๊กไบค์ขี่ไปต่างจังหวัดเพื่อตัดขาดจากโลกการทำงาน ผมขี่ไปวาดรูป เขียนหนังสือ เที่ยวดูธรรมชาติฟังเสียงลมเสียงคลื่นไปเรื่อยๆ แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วผมได้สร้างครอบครัว ปัจจุบันเรามีลูกชาย (ด.ช.ไทยกล้า) วัย 2 ขวบ ซึ่งภรรยาของผมพื้นเพทำเกษตรกรรมทำสวนกล้วยที่ปทุมธานี พอมีลูกทำให้ชีวิตผมอยู่เป็นที่เป็นทางมากขึ้น คือ เสาร์อาทิตย์ผันตัวเองไปทำสวน โดยใช้หัวธุรกิจคำนวณพืชสวนพืชไร่ 3 ปี คำนวณราคาปลูกอะไรที่ให้ราคาดี ชีวิตก็ชิลดี สุดท้ายปลูกสลับไปเรื่อยๆ แล้วแต่ฤดูกาล เวลาปลูกต้นไม้ผมมีความสุขมาก ได้รดน้ำได้ตัดหญ้า ผมได้อยู่อากาศดีๆ ได้พักผ่อน หยุดคิดเรื่องการงาน ผมจะไปสวนในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ ทำสวนอยู่ อ.หนองเสือ อยู่ตรงรังสิต นครนายก คลอง 9 อากาศดีหายใจได้เต็มปอด ตอนนี้พื้นที่ 25 ไร่ ผมลงตะไคร้เอาไว้ ตอนนี้กำลังทำสวนต้นสักเป็นกำแพงรอบๆ 25 ไร่ ทำไว้ให้ลูกพอ 20 ปีน่าจะมีหลายล้านบาท”

วิถีชาวสวนนอกจากปลูกตะไคร้ เขายังมีความสุขกับการตัดแต่งกิ่งไม้ ดูแลดอกไม้หอม มะนาว ฯลฯ

“วิถีชาวสวนของผมคือ ตื่น 6 โมงเช้ามารดน้ำต้นไม้ แดดร้อนก็พักเล่นกับลูก ถ้าร่มๆ ก็กลับเข้าสวนอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า และเข้านอนเร็วประมาณ 2 ทุ่ม นอนเร็วร่างกายก็ดี ในสวนมีท้องร่องผมก็นำปลาช่อนมาเลี้ยง หรือไม่ก็ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานิล เราจะจับปีละครั้ง เลี้ยงแล้วให้กินพืชสวนที่เราปลูกแล้วตัด พวกนี้กำไรดีกว่าฝากแบงก์อีก ลงทุน 1 หมื่นแต่ปีหนึ่งได้กำไร 6 หมื่นบาท เลี้ยงในพื้นที่ เช่น ปลา โดยให้เขาโตช้าๆ”

การใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาตินี้ จากเป็นคนเครียดกับการทำงาน มักนอนไม่หลับ นอนๆ อยู่ฝันไอเดียการตลาดผุดในหัวก็ต้องลุกขึ้นมาจด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ กินเพื่อคลายเครียด ส่งผลให้กลายเป็นหนุ่มเจ้าเนื้อ ทุกวันนี้เขาจึงต้องหันกลับมาดูแลตัวเอง เพื่อให้ชีวิตเขายืนยาวจะได้อยู่กับบลูกนานๆ

“ผมจะพูดกับเพื่อนกับครอบครัวเสมอๆ ว่าอย่าใช้วิธีทำธุรกิจมาใช้กับครอบครัว เพราะครอบครัวไม่ต้องการผลกำไร ครอบครัวไม่ได้ต้องการเอาชนะคู่แข่งที่ไหน แต่ครอบครัวใช้คำเดียวคือ ให้ เช่น ให้เวลา ให้หัวใจ ให้ความรู้สึก ให้ความจริงใจ คือเป็นสิ่งที่ผมคิดตลอดและบอกทุกคน ผมเข้าใจว่า เป้าหมายชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน แต่ขอให้เขาจัดสมดุลชีวิตให้ได้ ใครทำงานเยอะเพื่อเงินทองก็ขอให้ทำไปสำหรับมนุษย์งาน ผมจึงต้องจัดสมดุลด้านการเงินและการงาน และสิ่งให้ผมรัก ผมอยากให้ทุกคนหาสมดุลและต้องหาให้เจอว่าตัวเองชอบจริงๆ มีความสุขของแนวทางตัวเองจริงๆ สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่สมดุลกับความรักครับ”

น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์ อดีตซีล ฮีโร่คนสุดท้ายปิดถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559089

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์ อดีตซีล ฮีโร่คนสุดท้ายปิดถ้ำหลวง

โดย….มัลลิกา นามสง่า / ภาพ…วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาคือคนสุดท้ายที่ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ในภารกิจวันสุดท้ายช่วยหมูป่าออกมา และในช่วงเกือบสิ้นสุดภารกิจก็เกิดวิกฤตเครื่องปั๊มน้ำหยุดทำงานทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จนมิดถ้ำในวินาทีสุดท้ายที่เขาออกมาพอดี และเขาคืออดีตหน่วยซีลที่อายุมากที่สุดในทีม

เขาชื่อ “น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์” วัย 60 ปี อดีตหน่วยซีล หรือหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (รุ่นที่ 11 ปี 2522)

นับเป็นปฏิบัติการเขย่าโลก เมื่อนักฟุตบอลกับโค้ชทีมหมูป่า ทีนทอล์ค อะคาเดมี่ 13 คน ติดในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2561 จัดเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ (Mission Impossible) เพราะอุปสรรคหลายทางทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปได้ยากยิ่ง หากแต่ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ สามารถสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของหลายชาติทั่วโลก จนสามารถช่วยเหลือออกมาได้ครบในวันที่ 10 ก.ค. 2561

เลือดซีลเข้มข้น

ตำแหน่งก่อนเออร์ลี่รีไทร์ปี 2559 คือ ประจําแผนกส่งกําลังและซ่อมบํารุง กอง สน.นสร.กร. หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ

ช่วงที่ออกจากราชการในช่วงแรกยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับการบริหารที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง (เขาจบการศึกษาปริญญาโท Internet & E-Commerce Technology มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปี 2547) แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมและการจราจรที่เป็นอัมพาตทุกช่วงเวลาของเมืองหลวง เขาจึงเลือกมุ่งหน้าไปยังป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทำไร่

น.ท.ไชยนันต์ ได้น้อมนำพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” นอกจากนั้นยังทดลองปลูกทุเรียน น้อยหน่า มะนาว ขุดบ่อเลี้ยงปลา พืชผักที่ไร่ไร้สารเคมี

“ทุกวันผมตื่นมาฟ้ายังมืดอยู่ ใจก็คิดเมื่อไรจะเช้า อยากให้เช้าเร็วๆ อยากลงไปดูสวน ไปพรวนดิน ตัดใบไม้ วันๆ หนึ่งทำทุกอย่าง พักกินข้าวแล้วก็ลงไปทำต่อ ได้ออกกำลังกายตลอดเวลาเพราะทำเองหมด”

23 มิ.ย. 2561 ข่าวเด็กติดถ้ำเป็นที่สนใจของผู้คน เขาติดตามข่าวตามช่องทางต่างๆ เหมือนประชาชนทั่วไป จนเมื่อภารกิจนี้มีหน่วยซีลเข้าไปร่วม อดีตซีลยังได้รับรู้ข่าวอีกทางจากเพื่อนฝูงและรุ่นน้องที่อยู่ในพื้นที่

ชีวิตยังดำเนินไปเหมือนเช่นทุกวัน ตื่นมาดูแลไร่สวน หิวอยากกินเมนูปลาก็หาปลาในบ่อที่เลี้ยงไว้ เด็ดผักมาล้างกินได้อย่างสบายใจ พร้อมติดตามสถานการณ์หมูป่าเป็นระยะ

จนเมื่อเสียงปลายสายจากถ้ำหลวง เล่าสถานการณ์และขอให้ไปช่วย ในร่างที่มีเลือดซีลสูบฉีดอยู่ ไม่รั้งรอใดๆ เก็บกระเป๋าบินด่วนลงในบ่ายของวันที่ 29 มิ.ย. ทันที และเขาไม่ได้บอกคนในครอบครัวเลยแม้แต่ผู้เดียว

“เรามีกลุ่มซีลที่คุยกัน น้องรุ่น 16 17 โทรมา ครูครับครูอยู่ไหน มาช่วยหน่อย มาเป็นกำลังใจก็ยังดี ผมก็ออกจากไร่เลย ถ้างานไม่หนักหนาเขาคงไม่ถามเรา ไม่ชวนเราด้วย เราติดตามรู้ข่าวเหมือนประชาชนว่ายังไม่เจอ แต่อุปสรรคไม่รู้ ก็คิดว่าคงไม่ธรรมดาเพราะธรรมดาจบไปนานแล้ว ไม่สาหัสเขาก็ไม่โทรหาเรา

ไม่ได้บอกลูกเมีย เขารู้ว่าเราอยู่ไร่ ไม่จำเป็นต้องรู้ ถ้าบอกก็ต้องมานั่งอธิบาย ไม่มีเวลา ช่วงที่อยู่ไม่ได้ติดต่อครอบครัว เพื่อนฝูงไม่ได้ติดต่อใครเลย ที่เคยส่งกู๊ดมอร์นิ่งกันทุกเช้าก็ไม่ได้ส่ง

ไปถึงเข้าที่พัก เช้ามาดูสถานที่ ไปถึงปุ๊บพวกมนุษย์กบก็ดีใจ ช่วงนั้นต่างชาติเริ่มมา เราก็ดูแนวทางปฏิบัติว่าเขาทำอะไรกันไปแล้ว คุยกับ ผบ.หน่วยซีล (พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว) ตอนนั้นวางไลน์เชือกไปอีก 500 เมตร ก็จะถึงเนินนมสาวที่คาดว่าเด็กอยู่

วันที่เจอเด็กเราก็วางแผน ผมตัดสินใจอยู่ในทีมช่วยค้นหา ดำน้ำด้วย จับคู่บัดดี้มีทั้งต่างชาติและซีล ผมอยู่ในทีมฝรั่งเขาต้องการคนแปล เราก็ช่วยเหลือให้ทำงานราบรื่น มันยากที่ว่า ระยะทางไกล ดำน้ำทวนกระแสน้ำ ไปค้นหาไม่ได้ง่าย เอาเชือกไปด้วย เชือกของไทยเส้นใหญ่แบกใส่กระสอบ ของต่างชาติแค่ 4 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเอาเข้าไปได้ขนาดยาวกว่า ไลน์เชือกหมดต้องผูกกับอะไรไว้แล้วย้อนกลับมา คู่ต่อไปก็ไปผูกอีก”

คู่ของ น.ท.ไชยนันต์ จะต้องดำน้ำไปวางไลน์เชือกต่อจากคู่ของชาวอังกฤษ คือ ริชาร์ด สแตนตัน และ จอห์น โวลันเธน ที่เป็นคนพบเด็ก

“หลังจากเจอเด็กแล้วท่านผู้ว่าฯ (ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย) แถลงการณ์ห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง ผมกลับมาถึงที่พักราวเที่ยงคืนก็โทรหาลูกสาว (นุ่น-ณัชชานันท์ พีระณรงค์ ดีเจคลื่น 88.5 EDS) ส่งรูปถ้ำไปให้ดู บอกพ่อเพิ่งออกมาจากในถ้ำ เขาก็ดีใจที่เจอเด็กๆ เขาก็จะถามอะไรต่อ แต่ผมบอกพ่อหนาวเหลือเกิน เพราะดำน้ำไม่กี่ชั่วโมงก็จริงแต่พอขึ้นบกเราอยู่ในชุดที่เปียกตลอด”

น.ท.ไชยนันต์ ให้เหตุผลที่ไม่บอกทางครอบครัวว่า “ในสถานการณ์นั้นเราเครียด ความรู้สึกไม่ต่างจากคนไทย ทุกสายตาความคิดจดจ้องมาที่เรา เราทำอะไรทุกวินาทีมีความหมาย มาเล่นๆ ไม่ได้ ตอนนั้นเจอเป็นเจอตายก็ได้ แต่ต้องเจอ ไม่เจอไม่กลับบ้าน ไม่อยากคุยกับใคร”

วันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ เขาร่วมประชุมกับทีมค้นหา เพื่อวางแผนช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำ จนได้ข้อสรุปวิธีให้เด็กสวมหน้ากากแบบเต็มใบ

ชีวิตซีล ทุกภารกิจมีคนรอ

หลังจากสำเร็จนักเรียนจ่าทหารเรือ ไปเป็นเจ้าหน้าที่พลาธิการ ประจำเรือหลวง ท่าจีน พอกลับจากราชการเรือก็เป็นนักประดาน้ำชั้นต้น แล้วเข้าไปฝึกหน่วยซีล เมื่อปี 2522 รุ่นที่ 11

“เมื่อก่อนทหารใหม่เห็นรุ่นพี่เป็นหน่วยรบพิเศษก็อยากเป็นอย่างเขา ตอนนั้นอายุ 21 ปี ยังไม่แต่งงาน ไม่มีภาระอะไร

คัดเลือกจากร้อยกว่าคนเหลือ 60 คน มีเสียชีวิตไป 2 คน รุ่นผมจบเหลือ 21 คน ก่อนเข้าไปเรียนก็พอรู้ว่าโหด เสี่ยงชีวิต มีคนตายด้วย แต่เขาไม่ได้บังคับ คนเข้าไปเรียนถือว่าอาสานะ ตาย บาดเจ็บ ไม่มีสิทธิเรียกร้อง เราเข้าใจตรงนี้ดี ไม่ได้กลัวอะไร เมื่อรุ่นพี่ทำได้เราก็น่าจะทำได้

ฝึก 6 เดือน เป็นเบสิกเท่านั้นเอง ด้านร่างกาย จิตใจ ให้รู้ว่าสมรรถภาพร่างกายพร้อมตามที่เขากำหนด ฝึกพื้นฐานของการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในการทำภารกิจ การใช้อาวุธ การลาดตระเวน เป็นพื้นฐานของการจะเป็นหน่วยรบพิเศษในอนาคต

การทดสอบมีหลายอย่าง วิ่ง ว่ายน้ำ มัดมือมัดเท้าโยนลงทะเล ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่คุ้นเคย ความรู้สึกผมตอนนั้นไม่ได้มีอะไรโหดสุด เพราะเราฝึกแก้ปัญหาตามโจทย์ที่มีมาตลอด 6 เดือน ไม่ว่าจะการวิ่งที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ไหวแล้วแต่หยุดไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เขาทำให้เราที่คิดว่าจะทำไม่ได้แต่ต้องทำให้ได้

ว่ายน้ำไกลออกไปเรื่อยๆ ให้ร่างกายเราพัฒนา อดอาหารก็เป็นเรื่องการดำรงชีพให้หากินเอง มีน้ำกระติกเดียวปล่อยทิ้งไว้ทั้งในป่าในทะเล พอจบแล้วได้บรรจุเป็นนักทำลายใต้น้ำจู่โจม พอหลังๆ มาเรียกว่าหน่วยซีล เพราะมาตรฐานเดียวกันกับซีลอเมริกัน”

หลังจากนั้นได้รับการฝึกอีกหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็น ส่งกําลังทางอากาศนาวิกโยธิน รุ่นที่ 3 (Airborne) การรบพิเศษนาวิกโยธิน รุ่นที่ 16 รบพิเศษสะเทินน้ำสะเทินบก (Recon) นักทําลายใต้น้ำจู่โจมชั้นสูง (Seal) หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ, Parachute wings of The United State of America, จู่โจม สม. ทบ.(Ranger), Foreign Advance Clearance Diving & EOD. At Diving School RAN. Australia และการบรรเทาสาธารณภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย เป็นต้น

ได้รับเหรียญพระราชทาน เหรียญพิทักษ์เสรีชน ตน. เจ้าหน้าที่พิเศษ กอ.รมน./จ.อ. เหรียญจักรมาลา ตน. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ 4 ชื่อ จัตุรถาภรณ์ และเหรียญตรา UN เจ้าหน้าที่ UNGCI ประเทศอิรัก

“ถามว่าเชี่ยวชาญทุกอย่างไหม ซีลทุกคนมีพื้นฐานเหมือนกัน แต่เรามีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกัน ผมเชี่ยวชาญด้านการดำน้ำ แต่ในถ้ำในชีวิตนี้เพิ่งเคยเจอ”

ยังเป็นครูฝึกซีลอีก 10 รุ่น นับตั้งแต่ปี 2524 แต่ซีลรุ่น 13 ไม่มีผู้ผ่านการฝึกสักคน ดังนั้นซีลจึงมีไล่มาตั้งแต่ 1-12, 14 ไล่ไปจนถึงปัจจุบันคือรุ่นที่ 45

“ระหว่างเป็นหน่วยซีลในการทำงานก็เป็นด้านยุทธวิธีสงครามนอกแบบ ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ต่อต้านการก่อการร้าย รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญทั้งทางลับ ลาดตระเวนไปชายแดน ที่ไปก็มีภารกิจสำคัญเยอะ เป็นภารกิจทางทหารก็ไม่ได้ออกข่าวว่าทำอะไร”

ชีวิตวัยหนุ่มทำงานรับใช้ประเทศชาติเต็มที่ จนปี 2526 แต่งงาน และปี 2533 มีลูกสาว สิ่งที่ครอบครัวรู้เสมอมาคือ สามีไปราชการ พ่อไปโดดร่ม พ่อไปดำน้ำ แต่ในรายละเอียดของงานนั้นมิอาจล่วงรู้ได้

“ที่ผ่านมามีเพื่อนฝูงเสียชีวิตบ่อยๆ เขาก็เข้าใจว่าเราทำงานเสี่ยง อยู่กันด้วยความเข้าใจ พอมีลูกเราก็ห่วงแต่เราเลือกไม่ได้ เพราะเป็นคนเดินเข้าไปหน่วยนี้เอง แต่ในความรู้สึกของเราคิดว่าจะทำยังไงสอนลูกให้ช่วยเหลือตัวเองได้ให้เร็วที่สุด

เคยคุยกับแฟน ถ้าวันหนึ่งผมเกิดโชคร้าย ลูกยังเล็กเราก็ห่วง แต่ถ้าเราสอนเขาให้เข้าใจในปัญหาต่างๆ เรียนรู้วิธีแก้ไข อยู่ในสังคมได้ ถ้าเราเป็นอะไรไปเขาก็อยู่ได้ เราก็ไปทำงานได้อย่างมีความสุข เขาก็รู้แค่ว่าพ่อไปราชการ เขาไม่มีอารมณ์เด็กติดพ่อ ที่สำคัญทางญาติคุณแม่ช่วยดูแล ทำให้เรารู้สึกมั่นใจ ครอบครัวมีพี่น้องคอยดูแล เราไปทำงานโดยไม่ต้องห่วงข้างหลัง”

ระหว่างรับราชการมีย้ายสังกัดบ้าง แต่เมื่อกลับมาที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ทุกๆ 6 เดือนจะมีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายเสมอ

หากช่วง 2 ปีที่หยุดทำงานราชการ ออกมาเป็นชาวไร่ชาวสวน เขาก็ยังมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้ภารกิจหนักๆ ได้เช่นเคย เพราะการถือจอบ ถือมีดดายหญ้า การงานในไร่นั้นก็ฝึกฝนร่างกายได้

การไปช่วยหน่วยซีลร่วมค้นหาหมูป่าที่ถ้ำหลวง เขาเป็นบุคคลที่อายุมากที่สุดในอดีตซีล แต่อย่าถามความฟิต เพราะข่มรุ่นน้อง ลูกศิษย์ได้สบายๆ

“เรื่องห่างจากการดำน้ำไม่ได้เป็นอุปสรรคกับผม เรามีความคุ้นเคยการทำงานใต้น้ำมาตลอด แต่ไม่ได้ประมาท เรื่องสุขภาพรู้สึกว่าฟิตมากกว่าตอนอยู่ที่หน่วย เพราะตอนนั้นเราแค่ฟิตตามสกอร์ แต่ปัจจุบันเราทำไร่ เราทำเองทุกอย่าง เหมือนได้ออกกำลังกายทุกวัน รู้สึกเฟรชตลอด มั่นใจในสุขภาพ”

ถูกฝึกให้รับความเสี่ยง

“ครู ผมว่าไม่ง่ายแล้ว ยากกว่าตอนค้นหาอีก” ต้นเสียงมาจากถ้ำหลวง หลังจากเขากลับมานอนบ้านได้เพียงคืนเดียว แน่นอนว่าเขาไม่หยุดคิดใดๆ แต่คราวนี้ได้บอกคนในครอบครัวก่อนเดินทาง

“ถ้ำหลวงเป็นวิกฤตที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เครื่องบินตกในทะล เรือจม กู้ชีวิต กู้ศพอะไรเราก็ทำได้หมด แต่วิกฤตถ้ำหลวง เราไม่เคยมีความรู้เรื่องการดำน้ำในถ้ำ อุปกรณ์ก็ไม่มี

จากประสบการณ์ที่เคยอยู่ชายแดน ดำน้ำในแม่น้ำโขงก็ขุ่นมาก น้ำเป็นสีชาสีกาแฟก็มี แต่ในถ้ำน้ำขุ่นและมืด คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะดำไปโผล่ตรงไหน ชนอะไร ดำน้ำต้องมือคลำตลอด บางจุดไฟฉายแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ คือเส้นทางอันตรายกับนักดำน้ำ

ผมได้คุยกับทีมฝรั่ง กับทางหน่วยซีล หลังจากพบเด็ก ผมเสนอไปให้ใช้ฟูลเฟสแมสเด็กไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะจากปากถ้ำถึงโถง 3 ก็ยากมาก โถง 2 มาโถง 3 มีจุดแคบ บางช่วงไม่มีน้ำ แต่การเดินแทบไม่ได้ ต้องปีนหินขึ้นไป เหมือนเหวประมาณ 100 เมตร ต้องทำลวดสลิงเอาอุปกรณ์ไปทางเชือก สรุปทุกคนในกลุ่มก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ การตัดสินใจไม่ใช่เรา ผบ.หน่วยซีลต้องนำไปรายงานอีกที เพราะการนำออกมาเหมือนชี้เป็นชี้ตาย”

การกลับไปช่วยนำหมูป่าออกจากถ้ำหลวง เขาเป็นหัวหน้าชุดรับผิดชอบพื้นที่ระหว่างโถง 3 กับโถง 2 ซึ่งมีพื้นที่เป็นตัวยู (U)

“เราฐานะเคยเป็นหน่วยซีลมั่นใจเอาออกมาทางน้ำ แต่ทางอื่นเราไม่เชี่ยวชาญ พอแซมเสียชีวิต (จ.อ.สมาน กุนัน-ยศขณะปฏิบัติภารกิจ) ก็ปรับมาเอาแผนนี้อย่างเร่งด่วน เพราะออกซิเจนในถ้ำลดลง พยากรณ์อากาศฝนจะมา น้ำจะขึ้น

ก็วางแผนจัดกำลังทุกคนมีหน้าที่เข้าไปทำยังไง ทดลองกันทั้งข้างนอก-ในถ้ำ ทดลองทุกส่วน 100 เมตรนี้มีอุปสรรคอะไร ผมอยู่ระหว่างโถง 3 มา 2 สูบน้ำออกเพื่อให้เพดานสูงมีช่องให้หายใจ แต่ต้องคลานออกไปไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย

วันแรกทุกคนค่อนข้างเครียด แต่มั่นใจถ้าทำตามแผนที่วางไว้ตามที่ได้รับมอบหมายในเซ็กชั่นของเรา มีความยากง่าย บางเซ็กชั่นต้องใช้แขวนเชือกร่วงลงมาก็ตายเหมือนกัน

ก่อนถึงปากถ้ำก็ลอยน้ำ 2 เมตรก่อน ทำยังไงให้ลอยอยู่ในแพ ของผมอยู่ในจุดชักรอก นักดำน้ำต้องถอดอุปกรณ์ เอานักดำขึ้นมา แล้วเอาเด็กใส่รอกขึ้นมา วันที่ 2 ทุกคนมีความมั่นใจ ทุกคนรู้หน้าที่กลับไปทำเหมือนเดิม”

วันที่ 3 หลังจากทีมหมูป่าออกจากถ้ำครบ ระหว่างที่หมอภาคย์ (พ.ท.ภาคย์ โลหารชุน) และหน่วยซีลอีก 3 นายกำลังออกมาถึงโถง 3 ได้เกิดเหตุปั๊มสูบน้ำระหว่างโถง 3 กับ 2 ขัดข้อง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูง 50 เซนติเมตร ใน 20 นาที ในพื้นที่นั้นมีเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและต่างชาติอยู่ราว 30 คน

“พอปั๊มน้ำดับเราให้คนทยอยออก ต้องคลานออกไป เพราะยังมีเวลาที่ออกไปตัวเปล่าได้ ถ้าน้ำมาเต็มก็ออกได้แต่เสียเวลาต้องใส่อุปกรณ์ดำออกไป ตอนนั้นทีมแพทย์ นักดำน้ำต่างชาติเขาก็ไม่ทิ้งเรา เขารอจนหน่วยซีลออกมาครบ

ผมเป็นหัวหน้าชุดอยู่โถง 3 กับ 2 ก็ตะโกนให้ถอนตัว เอาไฟฉายส่องดูแล้วตะโกน เพราะทางในถ้ำซับซ้อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครหลงเหลือ ทีมหมอภาคย์ออกไปแล้ว เหลือผมกับทีมชาวจีน 6 คน เขาขอเวลาเก็บอุปกรณ์รอกในถ้ำ เราเป็นเจ้าภาพก็อยู่ด้วย

ตอนผมออกมาน้ำในช่องเต็มแล้ว มีสำลักน้ำนิดหน่อย บริเวณนั้นลักษณะเหมือนตัวยู เวลาจะไปโถง 3 ต้องสไลด์ตัว คลานออกมา นักดำน้ำถอดอุปกรณ์แล้วต้องให้คนดึงขึ้น นาทีนั้นน้ำก็มิดเราแล้ว ยังปีนขึ้นไปทัน ถ้าช้าอีกหน่อยไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ภารกิจอาจเสร็จสว่าง”

หลังจากช่วยทีมหมูป่าออกมาได้ครบ หลังเที่ยงคืนถึงได้โทรกลับไปหาครอบครัว ซึ่งแน่นอนว่าทุกๆ ครั้งที่เขาเงียบไปหลายวันเวลาที่ส่งเสียงไป หรือกลับบ้านให้เห็นหน้า คือของขวัญของครอบครัว และคือความภาคภูมิใจที่มีต่อผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าสิ่งที่เขาไปทำมาจะคืออะไรก็ตาม คนข้างหลังรับรู้ได้ว่าเพื่อประเทศชาติ

บ้านเล็กในป่าใหญ่

ในวันที่หมดภารกิจเพื่อชาติ เขาได้ปักหลักชีวิตในบ้านเล็กที่โอบล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี ที่ความสุขอยู่ทั่วทุกผืนดินที่เท้าย่ำกราย

“ผมไปทำไร่ที่ป่าละอู พี่ชายทำไร่อยู่ก่อนแล้ว และมีคุณแม่อายุ 90 เราก็ได้กลับไปดูแลคุณแม่ด้วย ผมนึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อยากลองทำ ก็ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ปีกว่าที่ทำมีความสุข ได้อยู่กับธรรมชาติ

ความสุขเราหาได้ตลอดเวลา อยู่ที่เราจะเข้าใจ ทำงานในหน่วยซีลก็เป็นความสุข แบบนี้ก็เป็นความสุข เราผ่านเราเจอมาเยอะแล้ว วันนี้เราให้กับตัวเอง ความสุขแบบง่ายๆ”

นอกจากอยู่ในไร่ บางครั้งก็ไปบวช หรือไปทัวร์แสวงบุญนานหลายสัปดาห์ หากแต่เมื่อไรที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตและต้องการความช่วยเหลือที่อดีตซีลจะทำได้ เขาพร้อมเสมอ

“ความรู้สึกเราถูกสร้างมาให้ทำงานกับความเสี่ยง มีเหตุการณ์ที่คิดว่าเราทำได้เราก็ต้องทำ ถึงแม้จะต้องตายเราก็ยินดี ถ้าเราทำแล้วมันประสบความสำเร็จ สูญเสียก็ไม่ได้เสียดาย เราถูกฝึกมาแบบนี้ เราทำงานภายใต้สภาวะเสี่ยง เหตุการณ์ที่ทำให้ซีลเสียชีวิตเราเจอกันจนชิน เราไม่ได้ประมาท ยิ่งมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา เราทำดีที่สุดแล้ว ทุกคนต้องตาย ก็ไม่ได้กลัว แต่ถ้าไม่มีอะไรก็อยู่กับสวน”

ในวันวัยที่รับราชการผ่านดงระเบิดฝ่าห่ากระสุนมาก็เยอะแล้ว ถึงวันวัย 60 ปี น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์ เลือกใช้ชีวิตอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า และมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ ที่จะดำเนินรอยตามพระบาท ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และอุทิศตนทำความดีเพื่อแผ่นดินตราบเท่าที่แรงกายและความสามารถมี 

Yoga Asana with Piriformis Syndrome ท่าโยคะอาสนะ กับอาการพิริฟอร์มิส ซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559014

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 11:28 น.

Yoga Asana with Piriformis Syndrome ท่าโยคะอาสนะ กับอาการพิริฟอร์มิส ซินโดรม

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

พอดีมีนักเรียนคนหนึ่งมาถามคำถามว่า สามีของเธอมีอาการปวดด้านข้างของก้นแล้วร้าวลงขา คุณหมอได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นพิริฟอร์มิส ซินโดรม (Piriformis Syndrome) จึงอยากให้คุณครูแนะนำท่าอาสนะโยคะที่จะช่วยเยียวยาอาการให้ที แล้วด้วยความที่ครูก็ไม่ใช่หมอ แต่พอจะใช้ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์แบบงูๆ ปลาๆ ผสมผสานกับท่าอาสนะแนะนำไปได้บ้างพอกล้อมแกล้ม วันนี้จึงขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่านอื่นๆ ค่ะจากข้อมูลที่ค้นหามา (จากบล็อกของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์) อาการดังกล่าวเกิดจากเส้นประสาทไซอาติก ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า ไซอาติก้า (Sciatica) ได้รับผลกระทบในบริเวณของกล้ามเนื้อที่มีชื่อว่า Piriformis กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส ซึ่งครูได้เขียนถึงกล้ามเนื้อนี้เมื่อฉบับก่อนๆ ไปบ้างแล้ว ซึ่งก็คืออยู่บริเวณแก้มก้น เป็นกล้ามเนื้อที่เชื่อมระหว่างขาและกระดูกสันหลัง จะเกาะตัวอยู่ด้านหน้าของกระเบนเหน็บ (Sacrum) ไปจนถึงกระดูกต้นขาซึ่งกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และอยู่ลึกลงไป โดยมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ชื่อ Gluteus Maximus คลุมเอาไว้

ดังนั้น วิธีการเยียวยาก็ต้องยืดกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสด้วยการเคลื่อนไหวที่สะโพก เวลาฝึกท่านี้จึงมีอาการตึงจี๊ดแถวบริเวณก้นเป็นธรรมดา (โดยเฉพาะท่านอนที่ครูจะแนะนำ) แล้วเนื่องจากสามีของนักเรียนไม่ค่อยได้ฝึกโยคะครูจึงแนะนำอาสนะที่นอนทำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถใช้เชือก ผ้าพันคอหรือเข็มขัดที่บ้านเป็นอุปกรณ์ช่วยได้ในกรณีที่ขาตึงมากๆ ค่ะ

ท่าอาสนะโยคะที่แนะนำจะมีท่าสามเหลี่ยม Trikonasana

ท่านั่งบิดตัว Ardha Matsyendrasana

ท่านอนกอดเข่ามาหาอก Supta Ardha Apanasana

ท่า Eye of the Needle Pose (Sucirandhrasana)

และท่านอนหงายยืดขามือถึงเท้าแบบบิด Parivrtta Supta Padangustasana

อันที่จริงในแต่ละอาสนะจะมีรายละเอียดและขั้นตอนการเข้าท่าและออกจากท่า แต่วันนี้ครูแนะนำท่าแบบรวมๆ ไม่ได้บอกวิธีฝึก หากอยากทราบวิธีฝึกลองค้นหาขั้นตอนการฝึกโดยถามจากผู้รู้อย่างละเอียด หรือหาอ่านได้ที่คอลัมน์เก่าๆ ย้อนหลังของครูดูนะคะ

ขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

ป้องกันไว้ก่อน ไข้เลือดออกระบาดอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559013

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 11:21 น.

ป้องกันไว้ก่อน ไข้เลือดออกระบาดอีกแล้ว

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 มิ.ย. 2561 ประเทศไทยมีผู้ป่วยแล้ว 17,302 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 21 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ได้รับแจ้งและอยู่ระหว่างตรวจสอบ 9 คน

จากข้อมูลการป่วยและเสียชีวิตตามกลุ่มอายุ พบว่าอัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กวัยเรียนอายุ 10-14 ปี รองลงมาอายุ 5-9 ปี แต่เมื่อพิจารณาการเสียชีวิตพบว่าในปี 2561 นี้ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกลับเป็นกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 14 ราย

เมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาชี้แจงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกระบาดว่า ในช่วงนี้เป็นฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูระบาดของโรคไข้เลือดออก จึงต้องดำเนินการและติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับสังคมโซเชียลในยุคดิจิทัล เปิดกลุ่มไลน์แอด “@AtiYung” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ และสอบถามทุกข้อสงสัยที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกจากทีมเฉพาะกิจพิชิตยุง

พร้อมแนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการตนเองและคนในครอบครัว หากมีอาการไข้สูงมากโดยฉับพลัน ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ถ้ามีไข้สูง 2-3 วันไม่หายหรือไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไข้ ไม่ควรไปฉีดยาลดไข้หรือซื้อยากินเอง และขอให้ดูแลเป็นพิเศษในผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัวและผู้สูงอายุ เพราะหากป่วยแล้วมีโอกาสรุนแรงกว่าปกติได้

นอกจากนี้ ยังให้ยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะใส่น้ำต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรคในคราวเดียวกัน คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3.ไข้ปวดข้อยุงลาย

ข้อมูลเกี่ยวกับไข้เลือดออกจาก พญ.ฉัฐฐิมา เสาวภาคย์ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ หอบหืด ภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ สถานการณ์โรคไข้เลือดออกของประเทศไทย ในปี 2561 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ส่วนอาการป่วยขึ้นอยู่กับว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ ซึ่งหากพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกอาการมักไม่รุนแรง โดยอาการของผู้ป่วยหลังได้รับเชื้อไข้เลือดออก จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันเวลา แต่อาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อติดเชื้อครั้งที่สองด้วยสายพันธุ์ที่ต่างไป ซึ่งจะทำให้มีภาวะเลือดออกและช็อกได้

ทั้งนี้ พญ.ฉัฐฐิมา แนะนำว่าควรเน้นตั้งแต่ต้นเหตุ คือการดำเนินการไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในฐานพื้นที่ 6 ร. คือ โรงเรือน โรงเรียน โรงแรม โรงงาน โรงธรรม และโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลเองนับว่าเป็นสถานที่สำคัญที่ต้องทำให้เป็นโรงพยาบาลสะอาดปราศจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย (Green and Clean Hospital) เพื่อปราศจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และปลอดลูกน้ำยุงลาย เพราะโรงพยาบาลเป็นสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นสถานที่สาธารณะที่ประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

พญ.ฉัฐฐิมา ย้ำว่าสำหรับการระบาดของไข้เลือดออก การป้องกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยการปฏิบัติตามหลัก 5 ป. และ 1 ข. ได้แก่ ป.ปิด คือ ปิดภาชนะน้ำให้มิดชิด ป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ ป.เปลี่ยน เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกๆ 7 วัน เพื่อตัดวงจรลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุง ป.ปล่อย ปล่อยปลาหางนกยูงให้กินลูกน้ำในภาชนะ ป.ปรับ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ปลอดโปร่ง โล่งสะอาดลมพัดผ่าน ไม่เป็นที่เกาะพักของยุงลาย ป.ปฏิบัติ ปฏิบัติจนเป็นนิสัย

ส่วน 1 ข. ขจัดไข่ยุงลาย รวมถึงการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถป้องกันและห่างไกลจากภัยเงียบไข้เลือดออกได้ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่ดีในกลุ่มผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกมาก่อน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะพิจารณารับวัคซีนทุกครั้ง

เพราะฉะนั้นในช่วงฤดูฝนแบบนี้ การเพาะพันธุ์ของยุงลายสามารถเกิดได้ง่าย เมื่อจำนวนพาหะมีมากขึ้นโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้เลือดออกก็มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหากเกิดกับช่วงวัยเด็กหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่มีภาวะโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ก็มีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด โดยโรคไข้เลือดออกสามารถป้องกันและลดจำนวนลงได้ ถ้าทุกคนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป 

ธัญญาพาร์ค ใส่ใจ แบ่งปัน รักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559012

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 11:10 น.

ธัญญาพาร์ค ใส่ใจ แบ่งปัน รักษ์โลก

โดย ไรเฟิลเบิร์ด

หลายองค์กรทั่วโลกได้ให้ความสำคัญเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่เพียงหยิบยกมาเป็นเทรนด์ทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้สวยหรู แต่ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจของการพัฒนาระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก ที่ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญ

ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ก็เป็นหนึ่งองค์กรที่นำแนวคิด “Eco & Sustainable” มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน สุนันทา สมบุญธรรม ประธานกรรมการบริหาร บอกว่า ถ้าสังเกตทั้งประเทศไทยและต่างประเทศต่างต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งปัญหาขยะ อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น มลพิษ พายุฝน และอีกมากมาย จึงก่อให้เกิดเป็นการจัดทำแผนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขึ้น

“การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แผน 15 ปี (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยสหประชาชาติ เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านต่างๆ รวมถึงการนำหัวข้อเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไปสอดแทรกในการกำหนดเทรนด์โลกเป็นประจำทุกปี และการจัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

เห็นได้ว่าแนวความคิดเรื่อง Eco ไม่ได้เป็นเทรนด์ที่แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เป็นหัวใจของการพัฒนาโลกให้เกิดความอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง”

การวางคอนเซ็ปต์เป็นศูนย์การค้ารักษ์โลก หรือ Eco Shopping Mall เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือประเทศไทยในการอนุรักษ์พลังงานและเป็นต้นแบบองค์กรสีเขียว ไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรจากการลงทุนมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ต้องการให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานที่สถาบันการศึกษา หน่วยงานต่างๆ และทุกคนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้

อีกทั้งต้องการให้เป็นศูนย์การค้าที่ช่วยปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์พลังงานแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ได้นำแนวคิด “Eco & Sustainable” มาใช้เป็นหัวใจหลักในการบริหารศูนย์การค้า แบ่งแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 คือ ด้าน “โครงสร้างอาคาร” (Structure) หรือออกแบบให้เป็นอาคารสีเขียว (Green Building) ถือเป็นกระบวนการคิดตั้งแต่การวางผังอาคารบนพื้นที่กว่า 7 หมื่น ตร.ม. ออกแบบให้มีการวางอาคารแบบกระจายตัว เพื่อเปิดช่องรับลมธรรมชาติ ทำให้มีกระแสลมผ่านตัวอาคารตลอดทั้งปี

พร้อมทั้งนำนวัตกรรมประหยัดพลังงานเข้ามาใช้ในการก่อสร้าง อาทิ กระจก Low – E ลดปริมาณความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร การจัดสวนแนวตั้ง ลดการรับแสงแดดและการสะท้อนของแสงช่วงกลางวัน และภายในตัวอาคารทั้งหมดจะถูกควบคุมและตรวจสอบด้วยนวัตกรรมการจัดการพลังงาน ที่คอยคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แต่ละช่วงเวลาของวัน

รวมถึงการนำนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี (Nano Technology) มาใช้ในโถปัสสาวะชายเพื่อลดการใช้น้ำแบบ 100% ควบคู่ไปกับนวัตกรรมการบำบัดน้ำเสียและบ่อกักเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้ในการดูแลสวนและงานภายนอกทั่วไป พร้อมด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แสงสว่างยามค่ำคืนหลังปิดให้บริการ

“องค์กรมีแผนดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์การค้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการอนุรักษ์พลังงานอย่างเต็มที่ ล่าสุดเตรียมเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าทั้งศูนย์การค้าจากหลอดประหยัดพลังงาน T5 มาเป็นหลอดประหยัดพลังงาน LED เพื่อเพิ่มแสงสว่างและลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า ทั้งสิ้นจำนวน 6,100 หลอด ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณค่าไฟฟ้าของแสงสว่างได้เพิ่มถึง 60-65% จากเดิมต้องชำระค่าไฟฟ้า 2.75 ล้านบาท/ปี เหลือเพียง 9.6 แสนบาท/ปี”

แนวทางที่ 2 คือ “กิจกรรม” (Event) ตลอดทั้งปีศูนย์การค้าจะมีกิจกรรมทางการตลาดทั่วไปประมาณ 40% และอีก 60% จะเป็นกิจกรรมในรูปแบบ Eco & Sustainable สอดแทรกข้อมูลและเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และความยั่งยืนของชุมชน โดยมุ่งเน้นให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้มาร่วมงานได้ประโยชน์

ยกตัวอย่าง “อโกรา ฟาร์เมอร์ส มาร์เก็ต” การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ปราศจากยาฆ่าแมลง กิจกรรม “ธัญญาพาร์ค ฟรุตตามิน เฟสติวัล” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรไทยนำผลไม้ปลอดสารเคมีมาจำหน่ายตรงกับผู้บริโภคในราคาหน้าสวน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนเกษตรกรไทยให้ทำการเกษตรอย่างยั่งยืนไม่พึ่งพาสารเคมีในการเพาะปลูก

กิจกรรม “ฟาร์มเด็ก ฟาร์มดี” เป็นกิจกรรมวันเด็กที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะมีการสอดแทรกเนื้อหาเรื่องเกษตรพอเพียงให้เยาวชนในเมืองหลวงได้เรียนรู้และลองลงมือทำ ทั้งการทำนา การเลี้ยงสัตว์ และกิจกรรม “Gardeners Market” เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ได้นำ ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ เมล็ดพืชพันธุ์ และอุปกรณ์สำหรับจัดสวนและการเกษตรมาจำหน่าย พร้อมทั้งภายในงานได้สอดแทรกเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สุนันทา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคกับการเลือกใช้สินค้าและบริการไม่ได้พิจารณาแค่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาไปถึงนโยบายขององค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ ทั้งการอนุรักษ์พลังงาน สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชุมชน เพราะการเลือกสินค้าหรือบริการเปรียบเสมือนการได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสิ่งดีๆ ที่องค์กรนั้นได้ปฏิบัติด้วย 

แคปซูลชะลอวัย เพื่อคนไทยหน้าใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559008

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

แคปซูลชะลอวัย เพื่อคนไทยหน้าใส

โดย โยโมทาโร่

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ใครๆ ก็หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและศาสตร์แห่งการชะลอวัยกันมากขึ้น และผลงานล่าสุดของคนไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและประชาชนที่เข้ามาร่วมงาน ไทยแลนด์เทคโชว์ 2018 ปรากฏว่าผลงาน “ดรีมเดอร์มา” (Dream Derma) ไมโครแคปซูลชะลอวัย ของ ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้รับรางวัลผลงานที่น่าลงทุนมากที่สุด

นักวิจัยไบโอเทค เปิดเผยภายหลังได้รับรางวัลว่า งานวิจัยนี้เป็นผลงานที่มีโอกาสทางธุรกิจและการตลาดมากๆ เพราะ สวทช.เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศและเป็นหน่วยงานที่เปิดให้ทั้งนักลงทุนและประชาชนที่สนใจสินค้านวัตกรรม

“จุดเด่นต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ดรีมเดอร์มา ทั้งเรื่องการใช้สารออกฤทธิ์จากพืชตามธรรมชาติ รวมทั้งการควบคุมการออกฤทธิ์ผ่านไมโครแคปซูล ที่ช่วยทำให้สารออกฤทธิ์ค่อยๆ ทำงานทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยทำให้ได้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งกระบวนการผลิตสารต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและเข้ากับแนวโน้มของประเทศและของโลกได้เป็นอย่างดี”

ดรีมเดอร์มา เป็นนวัตกรรมไมโครแคปซูลแบบหลายชั้น ประกอบด้วยโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติเข้าได้กับเนื้อเยี่อของร่างกาย โดยไมโครแคปซูลดังกล่าวสามารถกักเก็บและปลดปล่อยสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการเลียนแบบการทำงานของเอปิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์ จึงช่วยชะลอริ้วรอยจากอายุที่เพิ่มขึ้น ดร.สรวง เล่ากระบวนการของการทำงานนี้ว่า

“ผ่านกระบวนการกระตุ้นการสร้างสารจำพวกคอลลาเจนและอีลาสติน จึงไปช่วยเสริมการเจริญเติบโตของเส้นเลือด ช่วยสมานแผลและฟื้นฟูจากเซลล์ที่ถูกทำลายจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ ทำให้ออกฤทธิ์คล้ายกับช่วยชะลอวัย สารธรรมชาติที่เลียนแบบการทำงานของเอปิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์ในไมโครแคปซูลยังถูกควบคุมการปลดปล่อยได้อย่างยาวนานมากขึ้น

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารเข้าสู่ร่างกาย และลดอาการแพ้ ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ โดยเทคโนโลยีการผลิตช่วยทำให้มั่นใจว่าปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ และยังช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ การออกฤทธิ์ของโมเลกุล และลดอาการแพ้ได้อีกด้วย”

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ผลงานวิจัย ดร.สรวง ชี้ว่าดรีมเดอร์มาเป็นผลงานที่โดนใจนักลงทุนจนได้รับผลโหวตมากที่สุดและเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากปัจจุบันผู้คนใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพกันมาก เมื่อรวมกับแนวโน้มการก้าวเข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัย (Anti-Ageing) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากไปด้วย

สินค้าและบริการกลุ่มเวชสำอางเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี ประเมินกันว่าเวชสำอางในหมวดนี้มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 โดยผู้บริโภคนิยมผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มาจากสารธรรมชาติมากกว่า สำหรับประเทศไทยกำลังเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเอจจิ้ง โซไซตี้ (Aging Society) แล้ว ทำให้โอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์เวชสำอางประเภทชะลอวัยเปิดกว้างออกด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าต่อไปคนไทยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวดูแลสุขภาพจากต่างประเทศอีก เพราะสินค้าของคนไทยทุกวันนี้ได้มีการคิดค้นพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับในตลาดได้มาตรฐานสากลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘หัวใจสำคัญไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นระยะเวลาของครอบครัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559005

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:35 น.

‘หัวใจสำคัญไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นระยะเวลาของครอบครัว’

โดย ฤดูกาล ภาพ : ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์

คุณแม่ลูกสองและเจ้าของธุรกิจ คือ บทบาทหน้าที่ของ “ก้อย” ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์แบรนด์ ซอนเดอร์ ลิฟวิ่ง ผู้นำเข้าแฟรนไชส์ ฟาสแทรคคิดส์ เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็ก และยังเป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน บลูเวล แอสเซท โดยเธอกล่าวว่า แม้ต้องทำงานมากแค่ไหน ก็ยังยกให้หน้าที่ “แม่” เป็นที่หนึ่ง โดยเฉพาะการให้เวลากับลูกๆ ผ่านการท่องเที่ยว

เธอเล่าว่า หลังจาก 3 เดือนแรกของลูกๆ ก็เริ่มพาเขาไปเที่ยวในประเทศก่อน สำหรับลูกชายคนโต น้องต้นศล (7 ขวบ) เริ่มต้นที่ทะเลหัวหิน ส่วนลูกสาวคนเล็ก น้องข้าวสวย (ย่าง 4 ขวบ) ประเดิมทริปแรกที่เชียงใหม่ แต่ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลคุณแม่ก็ต้องเตรียมของใช้สำหรับเด็กเล็กให้ครบถ้วน

“การพาเด็กเล็กออกเดินทางต้องเตรียมของให้ครบ ที่สำคัญคือ นม ผ้าอ้อม ยา เทอร์โมมิเตอร์ อาหาร และเสื้อผ้าต้องจัดให้เหมาะกับสภาพอากาศ ซึ่งต้องเตรียมให้มากกว่าปกติ 1-2 วัน เพราะของใช้สำหรับลูกเป็นสิ่งเฉพาะที่อาจหาซื้อไม่ได้ตามร้านทั่วไป”

จากนั้นเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน เธอได้พาไปต่างประเทศครั้งแรกที่ญี่ปุ่น โดยเลือกไปในช่วงเวลาที่อากาศดีประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค. ก่อนเดินทางเธอจะพาลูกไปพบคุณหมอก่อน เพื่อตรวจให้มั่นใจว่าลูกสามารถเดินทางไกลได้ นอกจากนี้เธอยังมองว่า การพาลูกน้อยไปเที่ยวจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากในบ้านและในห้องเรียน

“การเดินทางตั้งแต่เด็กทำให้ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เช่น เวลาขึ้นเครื่องบินเขาต้องทำยังไงให้ไม่หูอื้อ ได้ลองกินอาหารใหม่ๆ หรือหากเขาไปเจอสิ่งที่ไม่ชอบ เขาจะจัดการหรือเรียนรู้มันอย่างไร รวมถึงเขาจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร การค้นพบเหล่านี้เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเท่านั้น”

การเดินทางยังทำให้เธอเห็นพัฒนาการของลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนรู้จากสิ่งใหม่ๆ ด้านร่างกายที่จะได้หยิบจับเดินวิ่งอย่างเต็มที่ ด้านอารมณ์จากการอยู่ในภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน ด้านสังคมที่ลูกจะได้เรียนรู้การเข้าสังคม ด้านความอดทนในการรอคอยก่อนถึงจุดหมาย รวมถึงด้านมุมมองชีวิตเพราะการเดินทางจะเปิดโลกของลูกให้กว้างขึ้น

“การท่องเที่ยวทำให้เรา 4 คน ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีที่แน่นแฟ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับลูกๆ เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาก็จะแข็งแรง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ครอบครัวมั่นคงและมีความสุข” เธอกล่าวทิ้งท้าย

“เวลาของครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก้อยจึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อทำให้มีเวลาไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน และพยายามหาเวลาให้เราทั้ง 4 คน พ่อแม่ลูกได้อยู่ด้วยกัน อย่างการไปเที่ยวก็เป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวต่างประเทศหรือไปไหนไกลๆ เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นระยะเวลาของครอบครัว” 

วิทิดา ตรังอดิศัยกุล + เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา 2 พี่น้องความต่างที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559001

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:11 น.

วิทิดา ตรังอดิศัยกุล + เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา 2 พี่น้องความต่างที่ลงตัว

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

2 ศรีพี่น้อง ที่มีนิสัยต่างขั้วกันอย่างชัดเจน เพราะพี่สาว “เมธ์” เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บางกอก แคปปิตอล ดีกรีปริญญาโทถึง 2 ใบ จากคณะบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกี (University of Wisconsin-Milwaukee) และปริญญาโทด้านการเงิน ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนมือฉมัง

ส่วนน้องสาว “มิ้ง” วิทิดา ตรังอดิศัยกุลดีกรีศึกษาจบปริญญาตรีด้านการตลาด และปริญญาโทด้านอินเตอร์เนชั่นแนล บิซิเนส แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกี สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน วิทิดา คือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกิดจากความชอบส่วนตัว ได้แก่ ทำเครื่องประดับผมแบรนด์ เทด อะ พอร์ตเตอร์ และกระเป๋าปักชื่อสวยงามว่า เนมเทค ที่โด่งดังในหมู่เซเลบริตี้

ทั้งสองมีนิสัยแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะพี่สาวนอกจากเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่เก่ง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก ในทางกลับกันน้องสาวมีความเป็นอาร์ติสต์มากกว่า ใช้ชีวิตแบบชิลมาก และมีการยึดหลักธรรมะคือความสุขอยู่ ณ ปัจจุบัน

วิทิดา เล่าด้วยรอยยิ้มที่สดใสว่า พี่เมธ์อายุมากกว่าเธอ 4 ปี และเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันมาตลอดคือ มาแตร์เดอีวิทยาลัย ที่กำลังจะจัดงาน “MD Run 2018 วิ่งเพื่อครู” จัดโดยโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย สมาคมนักเรียนเก่า และสมาคมผู้ปกครองและครูจัดงานฉลองครบรอบ 90 ปี ในวันที่ 19 ส.ค.นี้

แม้เรียนโรงเรียนเดียวกันและเป็นพี่น้องกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน กล่าวคือ พี่เมธ์จะมีการคิดที่เป็นระบบระเบียบมากกว่า ในทางกลับกันน้องมิ้งจะไม่ค่อยชอบวางแผนในระยะยาวมากนัก

“ตอนเด็กๆ ครูชอบมาฟ้องพี่สาวว่า มิ้งอยู่โรงรียนชอบทำผิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วยังฝากพี่สาวไปบอกคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ แล้วมิ้งก็จะโดนพี่สาวดุ มิ้งก็มักคิดว่าทำไมพี่สาวดุจัง เพราะเขาก็คิดว่าทำไมน้องทำอย่างนี้นะ

แล้วเวลาพี่เมธ์นำเรื่องความซนของมิ้งไปรายงานให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง มิ้งก็คิดว่าเรื่องแค่นี้เอง ทำไมพี่ต้องมาบอกท่านด้วย แต่มิ้งเข้าใจว่าด้วยความเป็นพี่ จะได้หาวิธีแก้ไข แต่ตอนนั้นมิ้งยังเด็ก ก็คิดว่าเรื่องแค่นี้ช่วยกันปิดก็ได้” วิทิดา เล่า

ฝ่ายพี่สาวเล่าบ้างว่า ถ้าไม่นำความไปบอกคุณพ่อคุณแม่ หากคุณครูรู้ เธอก็โดนดุน่ะสิ แต่น้องสาวคิดว่าทำไมพี่เมธ์ขี้ฟ้อง เอะอะก็ฟ้อง

นั่นคือเรื่องราวตอนเด็กๆ แต่วีรกรรมเด็ดๆ ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อครั้งที่เมธ์วดีต้องไปศึกษาต่อปริญญาโทยังสหรัฐอเมริกา ตัวเองกลัวเหงาก็เลยชวนน้องสาวที่ศึกษาจบชั้นมัธยมปลายพอดี และกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาตรีไปเรียนด้วยกันที่สหรัฐอเมริกา เพราะด้วยความที่ทั้งคู่สนิทกันมาก เพื่อนพี่สาวก็เหมือนเพื่อนน้องสาว ตัวติดกันตลอด พี่สาวไปไหน น้องไปด้วย

คุณพ่อคุณแม่จึงส่งทั้งคู่พ้นอ้อมอกไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รถพังไปทั้งคัน แต่ด้วยความแสบเมื่อวัยรุ่นทั้งคู่ช่วยกันปกปิดเป็นความลับมานานถึง 20 ปี แต่เพิ่งเผยความจริงเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมานี่เอง จะสนุกสนานแค่ไหน ไปอ่านต่อได้เลย

“พี่เมธ์เป็นซูเปอร์วูแมน”วิทิดา ตรังอดิศัยกุล

วิทิดา เล่าว่า เธอได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อเมริกา เพราะต้องตามพี่สาวไปเรียนด้วยกันที่นั่น โดยเมธ์วดีติดต่อโรงเรียนให้ทั้งหมด และทำหน้าที่พี่ที่ดีช่วยแก้ไขปัญหาให้น้องได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเลย โดยไม่ต้องปรับพื้นฐานภาษาก่อน รวมทั้งขับรถไปรับไปส่งน้องเป็นอย่างดี

“ระยะแรกๆ ที่มิ้งไปอยู่อเมริกาที่วิสคอนซิน อากาศหนาวมาก มิ้งก็ป่วยมาก พี่เมธ์ดูแลทำข้าวต้มให้น้องกิน ดูแลน้องดีมากๆ เพราะกลัวน้องขอกลับบ้าน แล้วพี่จะเหงา (หัวเราะ) อยากให้อยู่เป็นเพื่อนกัน พี่เมธ์พาน้องลุยหิมะกลับบ้าน มิ้งจำได้ว่าวันแรกที่ไปถึง พี่เมธ์ไปรับที่สนามบิน พอกลับบ้านเจอซูชิ มีขนมหวานวางอยู่บนโต๊ะเต็มไปหมด เพื่อเป็นแรงดึงดูดให้น้องอยากอยู่กับพี่

เธอเล่าต่ออย่างสนุกว่า จนพี่เมธ์เรียนจบปริญญาโทหนึ่งใบแล้ว ต้องไปเรียนต่อโทอีกใบในอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งซึ่งอยู่มิชิแกน

“พี่เมธ์ก็พามิ้งกับเพื่อนพี่อีก 3 คนไปช็อปปิ้งกันที่เอาต์เล็ต ต้องขับรถกันไปไกลมาก ระหว่างทางเกิดพายุหิมะถนนก็เต็มไปด้วยหิมะ พี่เมธ์ขับรถอยู่ดีๆ รถก็หมุน ทีนี้เวลารถหมุนเขาห้ามเบรก แต่พี่เมธ์คงตกใจแล้วก็เบรก รถเลยหมุนอยู่บนถนน รถเทรลเลอร์ที่ตามมาข้างหลังเลยชนอย่างรุนแรง ชนแรงขนาดรถต้องทิ้งทั้งคันซ่อมไม่ได้เพราะรถเละ แต่น่าแปลกใจมากที่พวกเราไม่เป็นอะไร แค่ตกใจ

ทั้งตัวมิ้งเต็มไปด้วยบลูเบอร์รี่สีแดงกับสีม่วง เพราะขณะเกิดอุบัติเหตุมิ้งนั่งอยู่เบาะหลังกำลังกินบลูเบอร์รี่พายอยู่ พอคลานออกจากรถ ทุกคนเห็นมิ้งก็ตกใจนึกว่าเป็นอะไร คิดว่าเลือดเต็มตัว แต่เปล่า โดนบลูเบอร์รี่สาดทั้งตัว (หัวเราะ) แต่ทุกคนไม่เป็นอะไร แล้วเพื่อนพี่เมธ์ก็ขับรถมารับไปช็อปปิ้งต่อ เหมือนกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น แล้วพวกเราก็ต้องนั่งรถไฟกลับ”

อุบัติเหตุครั้งนั้น กลายเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเมือง เพราะมีรถหลายคันชนกัน แต่กลุ่มเด็กไทยถึงกับต้องทิ้งรถ และซื้อรถคันใหม่ขับ โดยช่วยกันบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ขายรถยนต์คันเก่าทิ้งแล้วต้องเพิ่มเงินเล็กน้อยเพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่ความลับที่ปิดไว้นาน 5 ปีเพิ่งแตกเมื่อไม่นานมานี้เอง และกลายเป็นวีรกรรมที่พวกเธอไม่เคยลืมเลย

ช่วงชีวิตที่อยู่อเมริการะหว่างพี่กับน้อง ยังมีวีรกรรมเด็ดอีกหลายเรื่อง เช่น เมธ์วดีอยากให้น้องเรียนรู้โลกกว้าง พาน้องสาวที่อายุไม่ถึง 20 ปีเข้าผับ จนเป็นที่ขนานนามของบอดี้การ์ดประจำผับว่า สาวๆ กลุ่ม “เฟก ไอดี” มาแล้ว

หากให้ วิทิดา นิยามความเป็น เมธ์วดีเธอขอเรียกพี่สาวว่าชีเป็นซูเปอร์วูแมน พี่สาวเก่งทุกอย่าง แถมยังเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินที่ดีมากอีกด้วย

“ตอนเด็กๆ คิดว่าทำไมพี่ดุจัง แต่พอโตขึ้นรู้ว่าพี่หวังดี เวลามิ้งมีปัญหาในทุกด้าน พี่สาวจะช่วยหาทางออก 1 2 3 ให้เสมอ มันจะช่วยซอฟต์ปัญหาได้ เพราะพี่เมธ์จะมีระบบคิดวางแผนที่ดี ทั้งเรื่องการทำธุรกิจ การลงทุน รวมทั้งการหาโรงเรียนให้ลูก พี่เมธ์แนะนำโรงเรียนให้หลานว่า ให้ลูกเรียนอ่านภาษาอังกฤษแบบโฟร์นิกส์สิ เพราะลูกๆ พี่เมธ์เรียนโรงเรียนนานาชาติ แล้วโรงเรียนสอนการอ่านแบบโฟร์นิกส์ ซึ่งจะทำให้เด็กๆ รู้หลักการผสมคำ และอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องท่องจำเหมือนการเรียนการสอนในโรงเรียนไทยทั่วไป”

ไม่เพียงเป็นที่ปรึกษาที่ดีเมื่อตอนโตมีครอบครัวเท่านั้น เมธ์วดียังเป็นที่ปรึกษาที่ดีตอนเรียนหนังสืออยู่ต่างบ้านต่างเมืองด้วย

“ย้อนกลับไปตอนเรียน มิ้งไม่ชอบเรียนบัญชี แต่พี่เมธ์เก่งด้านบัญชีมาก มิ้งเรียนปริญญาตรีต้องทำการบ้านวิชาบัญชีซึ่งตัวเองไม่ถนัด ขณะนั้นพี่เมธ์ต้องไปเรียนปริญญาโทอีกใบที่อีกเมืองหนึ่ง พี่เมธ์บอกว่าให้ส่งแผ่นดิสเกตไปทางไปรษณีย์ แต่พอแผ่นดิสเกตในสมัยนั้นซึ่งเป็นบางๆ พอมันไปถึงพี่เมธ์แผ่นกลับแตกหมดเลย พี่เมธ์จึงให้เพื่อนคนไทยชื่อบ็อบบี้ช่วยเอาไฟล์งานที่อยู่ด้านในของแผ่นที่แตกออกมาให้หน่อย ก็กู้ข้อมูลได้แล้วพี่เมธ์ก็ช่วยทำการบ้านวิชาบัญชีแล้วส่งกลับมาให้มิ้งได้ ตอนสอบแม้มิ้งทำคะแนนวิชาบัญชีไม่ดี แต่ได้พี่เมธ์ช่วยทำการบ้านมิ้งจึงผ่านมาได้”

แม้เป็นพี่น้องที่นิสัยต่างขั้ว แต่ทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หลายอย่างคือ รสนิยมดี และชอบช็อปปิ้งเหมือนกัน แค่มองตากันก็รู้ไปถึงใจ เพราะทั้งคู่จะรู้ความชอบส่วนตัวของกันและกัน จึงเป็นเพื่อนคู่คิดด้านช่วยกันช็อปปิ้งฝากกันซื้อของได้เป็นอย่างดี

“อย่างที่บอกว่าพี่เมธ์เป็นซูเปอร์วูแมน คือพี่เมธ์เก่งทุกอย่าง ทั้งทำอาหารทำขนมก็เก่ง ส่วนมิ้งไม่ได้เลย (หัวเราะ) ซึ่งลูกๆ ของมิ้งชอบให้ป้าเมธ์ทำขนมกับอาหารให้กินมากๆ เพราะป้าเมธ์เห็นรายการขนมทำมิลค์เชกอร่อย เลดี้เมธ์ก็สามารถหาวัตถุดิบแล้วทำให้หลานกินได้เลย แล้วอร่อย หลานๆ จึงเรียกป้าเมธ์ว่า ป้าเมธ์ แคน ดู ซึ่งการทำอาหารอร่อยจะไม่เกิดขึ้นกับแม่ (หัวเราะ)”

“มิ้ง แฮปปี้ โก ลักกี้”เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา

ถึงคราวพี่สาวพูดถึงน้องสาวบ้างว่า มิ้งเป็นผู้หญิงที่ แฮปปี้ โก ลักกี้ มากๆ เพราะน้องไม่ค่อยคิดอะไร แต่เขาก็ประสบความสำเร็จและมีความสุขในแบบของเขา น้องมีพรสวรรค์หลายอย่าง เช่น งานศิลปะ สามารถเปลี่ยนความคลั่งไคล้ในการช็อปปิ้งมาพัฒนาเป็นเงินได้ จนพี่สาวอย่างเธอรู้สึกทึ่ง

“เมธ์เป็นคนที่ทำอะไรต้องดีแบบมืออาชีพ โปรเฟสชั่นแนล ซึ่งเมื่อเมธ์เกษียณก็อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเหมือนที่น้องสาวได้ทำนะคะ เช่น ทำอาหาร หรือออกกำลังกาย ในทางกลับกันน้องสาวมีสิ่งที่เขามีความสุขในสิ่งที่เขาทำทุกโมเมนต์ ซึ่งเมธ์ยังไม่มี น้องจะปล่อยวางได้ง่ายมากๆ จนเมธ์รู้สึกทึ่ง เช่น น้องโดนบ่นบางเรื่องเยอะมาก เมธ์ถามน้องว่าแล้วแกคิดไง น้องบอก ไม่คิด ฉันไม่สนใจ ฉันมีข้าวกิน มีบ้านอยู่ก็พอแล้ว แต่บางเรื่องเมธ์ก็แนะนำมิ้งว่า ชิลไปไม่ได้นะ เช่น การวางแผนทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง เราต้องรู้บ้าง เราต้องมองไปถึงอนาคต เช่น การลงทุนหรือการเก็บสตางค์ เหมือนเตือนสติน้อง เพราะน้องไม่รู้เรื่องไฟแนนซ์เลย เมธ์ก็แนะว่าต้องรู้บ้างนะ เช่น เก็บเงินรูปแบบไหนอย่างไรถึงดี เพราะเมธ์จะเป็นคนวางแผนชีวิต เช่น เราควรมีเงินเก็บใช้ยามฉุกเฉิน ซึ่งมิ้งก็รับฟัง แล้วบอกว่าพี่เมธ์แนะนำดีมากๆ”

แม้เมธ์จะทำอะไรอย่างมีแบบมีแผน แต่อีกมุมหนึ่งเมธ์ก็มีเรื่องเล่าที่สนุกๆ มาเล่าให้กันฟังในหมู่พี่น้องอยู่เสมอๆ โดยทั้งสองสามารถหัวเราะในเรื่องเดียวกัน โดยไม่ต้องคุยกันได้

“บ้านเราเป็นคนเกตมุข ทุกคนชอบรีแลกซ์ ชอบเผากัน มีเรื่องเราตอนเด็กๆ ซึ่งขำมากๆ แม้เวลาทำงานพี่ๆ จะเคร่งเครียด แต่เวลาเราอยู่ด้วยกันในครอบครัวเราผ่อนคลาย หัวเราะ เราจะขำเรื่องบ้าๆ บอๆ แซวกันแบบทุกคนมีฉายากันหมด บางครั้งขำกันในหมู่ญาติพี่น้องจนหายใจไม่ออก”

สิ่งที่เมธ์วดีเป็นห่วงน้องสาวก็คือ น้องต้องคอนโทรลชีวิตตัวเองบ้าง อย่ารีแลกซ์มากเกิน เพราะชีวิตไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

“เมธ์อยากให้น้องทำอะไรแล้ววางแผนหลายๆ สเต็ป เพราะน้องชอบอยู่กับตัวเอง เช่น ทำธุรกิจ น้องก็มุ่งมั่นทำแต่งานแฮนด์เมดทั้งหมด เมธ์ก็เตือนน้องว่า ถ้าในอนาคตคนเย็บไม่สบายทำไง หรือทำแล้วได้ยอดขายเท่านี้พอเหรอ สานฝันตัวเองได้แต่เราต้องไปไกลกว่านั้นหน่อยดีไหม แต่มิ้งชอบเชื่อมั่นว่าบางสิ่งจะอยู่กับเขาไปตลอด ซึ่งมันไม่ได้ เพราะเราไม่รู้อนาคต

อย่างกระเป๋าแฮนด์เมดทุกชิ้น เมธ์ก็แนะนำว่าบางชิ้นทำเป็นแมสได้ไหม เพราะมิ้งสามารถทำกระเป๋าได้เดือนละใบเท่านั้นเอง ซึ่งเมธ์จะดูในเชิงธุรกิจ แต่น้องอาร์ติสต์ล้วนๆ เมธ์เป็นห่วงน้องเรื่องนี้ แต่น้องจิตใจดีโลกสวย น้องชอบมองว่าวันนี้แฮปปี้ แต่เมธ์คิดว่าอีกสิบปีจะแฮปปี้แบบนี้หรือไม่ ทำไมน้องไม่คิดให้ใหญ่กว่านี้ เพราะเมธ์ชอบพุชตัวเอง เช่น การออกกำลังกายก็ต้องเล่นหนักๆ ไม่เจ็บไม่ปวดคือไม่เรียนรู้ ชอบทำอะไรยากๆ เมธ์ชอบมาก แต่น้องชอบชิลๆ ชอบอยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ประมาณนี้”

2 พี่น้องจึงกลายเป็นความต่างที่ลงตัว เพราะช่วยเหลือเติมเต็มในสิ่งที่แต่ละคนขาด 

วิชิต พยุหนาวีชัย ‘ขอขูดขี้วัวอย่างมีความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558998

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:54 น.

วิชิต พยุหนาวีชัย ‘ขอขูดขี้วัวอย่างมีความสุข’

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

พูดถึงคนแวดวงการเงินไทยแล้ว วิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จัดได้ว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ระดับแถวหน้าของเมืองไทย และหากดูนามสกุลแล้วก็อาจจะคุ้นๆ หูอยู่บ้าง ก็เพราะวิชิตเป็นน้องชายของ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นพี่น้องที่มีดีกรีด้านการเงินไม่แพ้กันทีเดียว

วิชิต บอกว่า งานที่เขารับผิดชอบอยู่นั้น จะคอยให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้กับลูกค้ารายย่อยทั่วไป ซึ่งแน่นอนต้องเกี่ยวข้องกับตัวเลขและเป้าหมายต่างๆ การทำงานในแต่ละวันจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

แต่เมื่อถึงวันหยุดพักผ่อนแล้ว เขาจะแปลงร่างเป็นเกษตรกรเต็มตัวทีเดียว ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่ติดธุระสำคัญหรือเดินทางท่องเที่ยวไปไหน จะเห็นเขานั่งรีดนมวัว จากฟาร์มโคนมด้วยตัวเอง

“ผมมีความสุขมากกกกก” เป็นคำพูดที่มาพร้อมกับสายตาที่เปล่งประกายให้เห็นว่ามีความสุขจริงๆ เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในงานอดิเรกของวิชิตที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการเป็นเจ้าของฟาร์มโคนม “ไร่ภูนับดาว” ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

วิชิต เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีก่อนว่า เขาได้ไปไถ่ชีวิตวัวมา 4 ตัว และฝากคนอื่นเลี้ยงไว้ที่อยุธยา แต่ตอนหลังมีปัญหาถูกเอาที่ดินคืน จึงต้องหาที่เลี้ยงวัวใหม่ ซึ่งเดิมตั้งใจว่าจะเอาไปเลี้ยงที่บ้านพักตากอากาศที่มวกเหล็ก ที่ซื้อไว้เพื่อพักผ่อนนานแล้ว เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนชอบอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว

“เพียงแต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ไปบ่อย จึงคิดว่าจะเอาวัว 4 ตัว ไปเลี้ยงที่นั่น แต่คิดแล้วคงไม่เหมาะ ดังนั้น จึงได้หาพื้นที่ใหม่แถวมวกเหล็ก และนำวัวที่ไถ่มาไปเลี้ยงได้ ซึ่งช่วงแรกก็ยังไม่คิดว่าจะทำฟาร์มโคนม คิดว่าจะปลูกแค่ปลูกผัก ปลูกผลไม้เฉยๆ แต่คิดไปคิดมา ศึกษาดูแล้ว ถ้าปลูกแค่ผักผลไม้อย่างเดียว คงมีแต่รายจ่าย และมีรายได้ไม่เพียงพอมาเลี้ยงฟาร์มแน่ๆ จึงคิดว่าไหนๆ ก็ชอบทางด้านนี้อยู่แล้ว ก็ควรจะทำในสิ่งที่ชอบและต้องมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ด้วย”

วิชิต ขยายภาพว่าเมื่อศึกษาหาข้อมูลหลายๆ ด้านแล้ว ในที่สุดก็มาลงตัวที่ฟาร์มโคนมเหมาะที่สุด จึงเริ่มทำฟาร์มโคนมอย่างจริงจังเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะโดยส่วนตัวก็มีพื้นฐานด้านนี้มาบ้างและชอบอยู่แล้ว เนื่องจากเขาเคยเรียนที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรีได้ 1 เทอม แต่พอรุ่นพี่บอกว่าเรียนจบมาตอนนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นพนักงานขายอาหารสัตว์ เขาเลยไม่ชอบ และเบนเข็มมาเรียนด้านการเงิน จนเข้าทำงานในวงการเงินมาถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันฟาร์มโคนมของเขา มีพื้นที่อยู่ประมาณ 68 ไร่ เลี้ยงโคนมอยู่ 300 ตัว เมื่ออยู่ในฟาร์มเขาจะทำหน้าที่เป็นเกษตรกรเต็มตัว เขาบอกว่าต้องตื่นตี 4 มารีดนม ให้อาหาร และขูดขี้วัวทำความสะอาดคอกด้วยตัวเอง

“เพราะวัวตัวไหนจะสุขภาพดีหรือไม่นั้น จะสามารถดูได้จากขี้วัว รวมถึงกำหนดผสมพันธุ์วัวเองอีกด้วย เลยมีความรู้สึกว่าได้กลับมาทำในสิ่งที่ชอบ เป็นสิ่งที่มีความสุขอีกครั้ง”

เมื่อถามว่า ทำไมต้องต้องตื่นตี 4 มารีดนม วิชิตตอบทันทีว่าก็เพราะต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากโรงนมจะเปิดรับนมตั้งแต่ 7 โมงเช้า ปิด 5 โมงเย็น

“ฟาร์มโคนมแถวนั้นจึงรีดนมและส่งนมให้โรงนมได้ 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้ากับเย็นเท่านั้น เพราะต้องเว้นช่วงเวลาด้วย ในขณะที่ต่างประเทศจะมีความพร้อมมากกว่า โดยรีดนมได้ 3 ครั้ง ทุก 8 ชั่วโมง

ส่วนขั้นตอนการรีดนมนั้น ก็ต้องมีการล้างเต้านม ต้องอาบน้ำทำความสะอาดวัวก่อนถึงรีดได้ เริ่มต้นตี 4 ทำเสร็จก็ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งปัจจุบันรีดได้วันละ 2,000 กิโลกรัม ก็จะรีบขับรถไปส่งนมดิบเอง เพราะนมดิบจะมีคุณภาพและได้ราคาดีที่สุด ก็ต่อเมื่อออกจากเต้าแล้วต้องไม่เกิน 3 ชั่วโมง”

วิชิต กล่าวว่า เขาเลี้ยงวัวแบบเอาความสุขเป็นที่ตั้ง เลี้ยงด้วยความรัก ให้กินอาหารที่มีคุณภาพดี ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องต้นทุนมากนัก จึงส่งผลให้วัวเขาผลิตน้ำนมดิบคุณภาพได้ 20 กิโลกรัม/ตัว/วัน ขณะที่ฟาร์มโคนมอื่นได้แค่ 14 กิโลกรัม/ตัว/วันเท่านั้น

“ไร่ภูนับดาว” จึงกลายเป็นฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในมวกเหล็กขณะนี้ เมื่อปัจจุบันเขาขายน้ำนมดิบได้ถึงเดือนละ 1.1 ล้านบาท จากการรีดนมวัวเพียง 95 ตัวเท่านั้น หากดูยอดขายแล้วอาจเห็นว่ามีรายได้มาก แต่ความจริงแล้วถือว่าไม่มากเลย เมื่อต้องจ่ายกับค่าอาหารวัวคุณภาพถึงเดือนละ 7 แสนบาท และยังไม่รวมค่าใช้จ่าย น้ำ ไฟ ค่าคนงานอื่นๆ อีก

จากการที่เขาลงมือทำฟาร์มโคนมด้วยตัวเองอย่างเต็มตัวนี้ ทำให้ วิชิต ได้เห็นปัญหาและเข้าใจเกษตรกรมากขึ้นว่า ทำไมเกษตรกรไทยจึงมีปัญหาเรื่องรายได้น้อยอยู่ อย่างนมดิบจากฟาร์มของเขา เขาจะเลือกส่งให้กับโรงนมเอกชนมากกว่า เพราะจะได้ไม่ถูกกดราคา

“แต่ถ้าเป็นเกษตรกรทั่วไป จะส่งนมให้กับโรงนมเอกชนไม่ได้ เพราะเกษตรกรมีเงินกู้กับองค์กรนั้นอยู่แล้ว ซึ่งคิดดอกเบี้ยแพงมาก ฉะนั้น เวลาส่งนมไป เกษตรกรก็จะถูกกดราคานม และยังถูกบังคับให้ซื้ออาหารที่แพง คุณภาพต่ำอีก เช่น ที่ฟาร์มเขา จะซื้อข้าวโพดหมักทั่วไปถุงละ 25 กิโลกรัม ก็แค่ 40 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเกษตรกรซื้อก็ต้องถูกบวกเข้าไปอีกเป็น 60 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลตรงนี้ด้วย เพื่อเกษตรกรไทยเจริญก้าวหน้าได้

ผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว มันเป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมีกำลังเพียงพอก็อยากทำให้ความฝันเป็นจริง ซึ่งตอนนี้ผมมีความสุขมาก เป็นงานอดิเรกแบบยั่งยืนได้ และน่าจะเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำได้หลังผมเกษียณอายุแล้ว ตอนนี้ผมจึงถือว่าผมเป็นเกษตรกรเต็มตัวก็ว่าได้” วิชิต กล่าวทิ้งท้าย

รศ.วรณพ วิยกาญจน์ + รศ.สุชนา ชวนิชย์ 2 นักวิทย์ไทยสำรวจใต้ทะเลขั้วโลกเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558995

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

รศ.วรณพ วิยกาญจน์ + รศ.สุชนา ชวนิชย์ 2 นักวิทย์ไทยสำรวจใต้ทะเลขั้วโลกเหนือ

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ

การเปลี่ยนแปลงของสภาวะสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพายุที่ก่อตัวทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี นำไปสู่เหตุการณ์น้ำท่วม แผ่นดินไหว โลกร้อน หรือแม้กระทั่งปัญหาสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อาจต้องเผชิญหน้ากับความสูญสิ้น ทั้งหมดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการปล่อยมลพิษทางอากาศและทิ้งขยะจำนวนมหาศาลสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ไม่ได้สลายสูญหายไปไหน แต่กลับล่องลอยไปตามกระแสลม-กระแสน้ำขึ้นไปสะสมในเขตขั้วโลกเหนือ ดินแดนธรรมชาติแห่งความหนาวเย็นและน้ำแข็งยักษ์ให้ละลายลงทุกวินาที จึงเป็นที่มาของการตั้งทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปสำรวจวิจัยขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการดำน้ำสำรวจใต้ทะเล เก็บตัวอย่างตะกอนดิน สิ่งมีชีวิต และขยะขนาดเล็กเพื่อนำมาศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใต้ทะเลขั้วโลกเหนือชุดนี้มีหัวหอกนำทีม 2 คน คือ รศ.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.สุชนา ชวนิชย์ หัวหน้าภาคและอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อยอดการวิจัยหลังจากได้ไปสำรวจที่ทะเลแอนตาร์กติกดินแดนขั้วโลกใต้ เรื่องผลกระทบต่อทางสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และประเทศนอร์เวย์ ให้การสนับสนุนเงินทุนไปสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย

เริ่มที่ประสบการณ์ทำงานของ รศ.วรณพ จบการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ด้านอาหารสัตว์น้ำ และได้เข้ามาทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2537 มุ่งเน้นทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นต้นมา ขณะที่ รศ.สุชนา จบด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล จากนั้นไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาปริญญาโทและเอก ด้านการอนุรักษ์ทางทะเล ก่อนเข้ามาทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2544 ทั้งคู่จึงได้ตั้งทีมวิจัยเรื่องการเพาะพันธุ์ปะการัง ศึกษาระบบนิเวศทางทะเล ทำงานร่วมกับกองทัพเรือที่เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สามารถขยายพันธุ์ปะการังในพื้นที่เสื่อมโทรมได้เป็นผลสำเร็จ

เป็นที่มาของการศึกษาต่อยอดวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ กระทั่งได้มีโอกาสไปขั้วโลกใต้จึงจับเอางานวิจัยสิ่งแวดล้อมนี้มาขยายถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งใบ อันเกิดจากปัญหาขยะพลาสติก ส่งผลกระทบต่อสัตว์หลายชนิดในทะเล ซึ่งปะการังคือสัตว์ที่บอกถึงสภาพการเปลี่ยนเป็นทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการต่อยอดงานวิจัยไม่สิ้นสุด เริ่มต้นจากปะการังในไทยไปจนถึงสัตว์น้ำใต้ทะเลขั้วโลกเหนือนับจากนี้

วรณพ เล่าว่า การไปขั้วโลกเหนือจะเดินทางด้วยเรือสลับกับเครื่องบิน เข้าสู่พื้นที่เมือง “สวาลบาร์ด” เป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรอาร์กติก ตั้งอยู่ที่ละติจูด 79-90 องศาเหนือ เรียกได้ว่าเป็นจุดบนสุดของโลก เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนอร์เวย์ กำหนดการเดินทางจะเริ่มในวันที่ 24 ก.ค.-12 ส.ค.นี้ และเมื่อถึงเมืองสวาลบาร์ดแล้ว ยังต้องเดินทางขึ้นเหนือต่อไปที่ศูนย์วิจัยนานาประเทศ มีเป้าหมายไปเก็บตัวอย่างตะกอนดิน สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและขยะพลาสติกขนาดจิ๋ว เพื่อหาการปนเปื้อนทั้งในน้ำทะเล น้ำแข็ง สัตว์น้ำ สัตว์บก มากน้อยเพียงใด เพราะทั้งหมดสามารถบอกถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้

ปัจจัยที่เป็นความกังวลอันดับแรก คือ สัตว์น้ำขนาดใหญ่ เช่น แมวน้ำ ตัววอลรัส รวมถึงหมีขาว แม้ว่าเขาจะไม่ได้มาทำร้ายแต่หากพุ่งชนเข้ากับอุปกรณ์ถังอากาศก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นการสำรวจจะเน้นที่บริเวณชายฝั่งประมาณ 20 เมตรที่ไม่ลึกมากและปลอดภัย

สุชนา ขยายความเสริมว่า จากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ มีสิ่งน่าสนใจอยู่ที่ขนาดของน้ำแข็งหดตัวลงอย่างต่อเนื่องหรือแตกตัวออก สวนทางกับสิ่งที่ควรเป็นในฤดูหนาวที่น้ำแข็งต้องขยายตัวแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น สร้างความตื่นกลัวให้กับทั่วโลก จึงนิยามว่า “ขั้วโลกเหนือเป็นภาชนะรองรับของเสียจากทั้งโลก” เนื่องจากทุกกิจกรรมของมนุษย์ ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทุกประเทศ ซึ่งก๊าซเหล่านี้ไม่ได้สะสมอยู่แค่ในประเทศของตัวเองเท่านั้น หากแต่ได้ลอยตามกระแสลมและการหมุนของโลกพัดผ่านไปสะสมอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ เมื่อนักวิทยาศาสตร์วัดค่าคาร์บอนไดออกไซด์จึงพบว่าค่าคาร์บอนไดออกไซด์มีระดับที่สูงมาก ทั้งที่บริเวณนั้นแทบไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย

“สิ่งที่คาดว่าจะเจอนอกจากขยะขนาดไมโครบีดส์ คือพฤติกรรมของสัตว์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะเคยมีนักวิจัยจากประเทศจีน พบเห็นลูกหมีกำลังกัดกินขยะพลาสติกที่อยู่บนน้ำแข็ง แสดงว่าอาหารไม่มีอะไรจะกินแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้เริ่มพบเห็นบ่อยขึ้น ซึ่งมีผลต่อไปยังเรื่องการสืบพันธุ์ สุดท้ายแล้วนำไปสู่การสูญพันธุ์ ทั้งหมดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น” สุชนา กล่าว

สำหรับผลงานวิจัยศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อมขั้วโลกเหนือ จะถูกนำมาวิเคราะห์รับมือผลกระทบทางธรรมชาติในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามา สุชนา กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยมาก จึงต้องศึกษาตั้งรับกับปัญหาที่กำลังจะเกิด เช่น พายุใหญ่ฝนตกหนักน้ำท่วม น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น รวมถึงเหตุการณ์สึนามิ เพราะนิสัยคนเราต้องเผชิญกับเรื่องร้ายก่อนจึงจะตื่นตัว ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงต้องลงพื้นที่ไปเห็นจุดเริ่มต้นของปัญหาก่อนอย่ารอให้สายเกินไป แม้ว่าในอดีตได้เกิดผลกระทบทางธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง ทว่ามนุษย์ยิ่งไปเร่งให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นอีก

ด้าน วรณพ เสริมว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่องานวิจัยมากขึ้นกว่านี้ อย่ามองแต่มุมเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แล้วมาเมินคุณค่าของสิ่งแวดล้อม สังคม ทุกวันนี้ประเทศไทยนี้มุ่งเน้นด้านการท่องเที่ยว แต่ไม่เคยลงไปดูว่าการท่องเที่ยวจริงๆ มีการป้องกันรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งมนุษย์เราเก่งเรื่องการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือมนุษย์ไม่สามารถทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับคืนมาเหมือนเดิมได้ ผลสุดท้ายมนุษย์ก็จะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ทำลงไปนั่นเอง

สุชนา เล่าว่า มีคนเคยถามว่าต่างชาติไปศึกษามาแล้ว ทำไมประเทศไทยจึงต้องไปศึกษาอีกในเรื่องเดียวกัน นั่นเป็นเพราะต่างชาติเขาไม่ได้บอกเราทั้งหมด เช่น กรณีที่สหประชาชาติบอกว่าโลกใบนี้ไม่ควรให้อุณหภูมิสูงเกิน 5 องศา แต่ล่าสุดได้มีการแจ้งอีกครั้งว่าอุณหภูมิโลกได้เกิน 5 องศาไปนานแล้ว นี่คือการไม่ส่งข้อมูลระหว่างกัน ฉะนั้นประเทศไทยจึงควรเข้าเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออกให้ต่างประเทศเห็นว่าเราก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโลกเช่นกัน

วรณพ อธิบายว่า เมื่อสากลประเทศเห็นว่าไทยใส่ใจปัญหานี้ แน่นอนว่าเขาย่อมให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นด้วย แม้ว่าผลงานวิจัยจะเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กก็ตาม แต่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลก เสมือนเหตุการณ์ช่วยทีมนักฟุตบอลเยาวชนหมูป่า ที่หลายประเทศส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามากู้ภัย นั่นคือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบอย่างสมัครใจร่วมกัน

สำหรับการเตรียมความพร้อมทางร่างกายที่ต้องลงดำน้ำท่ามกลางอุณหภูมิศูนย์ถึงลบหนึ่งองศา วรณพ กล่าวว่า ด้วยอายุที่มากขึ้นจึงต้องออกกำลังกายให้แข็งแรง ฝึกว่ายน้ำเป็นหลัก ฝึกใส่ชุดดำน้ำพิเศษ ซึ่งเป็นการดำน้ำแห้งที่ตัวจะไม่เปียกและในการดำน้ำครั้งนี้จะดำได้ไม่เกินระยะเวลา 30 นาที ไม่เช่นนั้นร่างกายจะสูญเสียความร้อน อาจทำให้มีอาการช็อกได้ จึงต้องฝึกจิตใจให้หนักแน่นด้วย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ

“สัญญาณของของร่างกายที่ต้องสังเกตให้ดีเมื่ออยู่ใต้ทะเลน้ำเย็นจัด เริ่มจับสัญญาณความเย็นที่มือเป็นอันดับแรก เมื่อเริ่มมีอาการชามือแล้ว ในช่วงระยะเวลาหนึ่งความเย็นจะเริ่มถ่ายทอดลงมาที่เท้า จากนั้นจะเริ่มมีอาการชาวิ่งเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว ควรรีบขึ้นจากน้ำทันที สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ระยะเวลาการทำงานใต้น้ำไม่ควรเกิน 30 นาทีถือว่าสุดขีดของร่างกายแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือเรายังไม่รู้ว่าทัศนวิสัยการมองจะเห็นสิ่งต่างๆ หรือไม่ เห็นได้ไกลเท่าไหร่ รวมถึงทีมนักดำน้ำสนับสนุนเขาจะทนต่อสภาพความเย็นได้แค่ไหนอีกด้วย”

สุชนา กล่าวว่า จากประสบการณ์จากขั้วโลกใต้ ทำให้รู้ว่าเมื่อเข้าสู่เขตน้ำแข็ง เป็นกังวลเรื่องของคลื่นมากที่สุด เพราะคลื่นจะสร้างความลำบากต่อภารกิจดำน้ำมาก อีกส่วนหนึ่งคืออุปสรรคด้านความหนาวเย็น จึงต้องออกกำลังกายเตรียมพร้อมกับภารกิจนี้อย่างหนัก เนื่องด้วยร่างกายเป็นผู้หญิงไม่เหมือนผู้ชายที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังต้องแบกถังอากาศน้ำหนักมากจึงต้องอดทนให้ได้ หากทำงานนี้ได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ แม้จะต้องเหนื่อยยากอันตรายแค่ไหนก็คุ้มค่ากับประสบการณ์ชีวิตและเป็นย่างก้าวสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก