จิระ ด่านบวรเกียรติ ล้างมือ (ในอ่างทองคำ) ในวัยขึ้นเลขสี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558993

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

จิระ ด่านบวรเกียรติ ล้างมือ (ในอ่างทองคำ) ในวัยขึ้นเลขสี่

โดย ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อุปมาวรรคเด็ดที่คนรอเกษียณ รอคอย “ล้างมือในอ่างทองคำ” ซึ่งมีความหมายในการวางมือจากกิจการที่บุกเบิก การก่อร่างสร้างสมความมั่นคงมาอย่างยาวนาน และในวันนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับกลุ่มเจ้าสัวเพียงเท่านั้น

กลุ่มคนเจนวาย (Generation Y -กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2523-2543) “ฟลุค” จิระ ด่านบวรเกียรติ ที่มีโอกาสเป็นทั้งศิลปิน และกุมบังเหียนเจ้าของธุรกิจความงาม ขอกล่าวถึงอนาคตด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ ในฐานะการเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ ที่ขอวางแผนเกษียณอายุในวัยแตะเลขสี่

นั่นจึงแสดงว่า จิระ นับถอยหลังเวลาบริหารงานที่เซ็นทรัลคลินิก และงานหน้าจอโทรทัศน์อาชีพนักร้อง-นักแสดงสังกัดช่อง 8 การเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานได้ในช่วงเวลา อีกราว 10 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งสำหรับบางคนอาจคือวัยเริ่มต้นสร้างความมั่นคงด้วยซ้ำ

แต่สำหรับพระเอกหนุ่มหน้าใส กลับเป็นภาพของการวางมือจากงานหนักหน่วง สิ่งแรกที่จะทำคือออกไปท่องเที่ยวตะลุยโลกกว้าง

“ผมอายุ 33 ปียังไม่มีทริปยาวๆ ลุยๆ ในแบบเที่ยวรอบโลกเลยครับ มีเพียงทริปสั้นๆ เล็กๆ ญี่ปุ่น ยุโรป ไปไม่กี่วัน เที่ยว ช็อปปิ้งกับภรรยา ไปเที่ยวแล้วก็ต้องรีบกลับมาทำงานกันต่ออีก ในวัยเลขสาม ผมคิดว่าเราต้องทำงานให้หนักกันไว้ก่อน หลายๆ คนในวัยเดียวกับผมทุกคนก็ต้องคิดแบบนี้นะครับ”

ถ้าชีวิตเดินตามรูปตามรอยแถมโรยกลีบกุหลาบ ก็ต้องนับคู่นี้ไว้ด้วย จิระ คบหาดูใจเป็นคู่รักร่วม 10 ปี กับ “แอปเปิ้ล” สีสะเหงียน สีหาราช พิธีกรและนักแสดงสาวชาวลาว ระฆังวิวาห์ลั่นไปเมื่อปีที่แล้ว สร้างเรือนหอหรูหรากว่า 100 ล้านบาท ในช่วงปีนี้จึงเป็นวันก่อร่างสร้างครอบครัวให้มั่นคงก้าวไปอีกขั้น

“ด้านการงานผมมี 2 บทบาท สิ่งที่คนทั่วไปรับรู้ คือ สวมบทพระเอกละคร ช่อง 8 ละครแนวดราม่าเรื่องที่เพิ่งจบไป เรื่อง ใจลวง รับบท เทวา ผมเล่นละครกับอาร์เอสตั้งแต่เป็นเคเบิลทีวี ปี 2554 สมัยเป็นนักร้องบอยแบนด์วงซีควินท์ ก็ได้รับโอกาสเป็นพระเอกละครเรื่องแรก เรื่อง เขยรสข่า พ่อตารสขิง เล่นละครมาหลายปีแล้วครับ”

ส่วนอีกบทบาทของเขา คือนักธุรกิจเจ้าของเซ็นทรัลคลินิก ซึ่งเป็นคลินิกความงามที่มีผลิตภัณฑ์ด้านดูแลผิวพรรณครบวงจร จิระ บอกถึงความแตกต่างของสองบทบาทนี้ว่า

“การรับงานพระเอกละคร เป็นงานหน้าจอ ซึ่งต้องแบกภาระไว้มากกว่าเพียงรับค่าจ้าง แล้วไปเล่นละครหล่อๆ แต่เรารับความคาดหวังเรื่องความนิยม เรื่องเรตติ้งละครเอาไว้ด้วยนะครับ หุ่นต้องดี หน้าต้องใส ฝีมือการตีบทเล่นก็ต้องดี เข้าคู่กับนางเอกได้ และเข้าใจสารที่ผู้กำกับการแสดงให้ได้ด้วย

ผมเข้าวงการบันเทิง ตั้งแต่ผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เริ่มต้นที่มีแมวมองติดต่อให้ไปเคสติ้งโฆษณา มันเป็นความท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไปแข่งกับคนที่มาแคสติ้ง บางชิ้นแข่งกันนับ 100 คน ผมได้โฆษณาดังๆ หลายชิ้นครับ

พอคร่ำหวอดอยู่ในวงการนานๆ เข้าก็เริ่มมีเขี้ยวเล็บ (หัวเราะ) ชักชวนเพื่อนๆ น้องๆ ไปแคสติ้ง โดยผมเป็นโมเดลลิ่งทำโฟรไฟล์เก็บนายแบบกลุ่มเพื่อนพี่น้องนี่แหละครับ ส่งให้เอเยนซีแล้วหักเปอร์เซ็นต์ มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก อยากร่ำรวย อยากมีเงิน”

งานนักร้องนักแสดง จิระ บอกว่าเขาไปไกลกว่าฝัน และเป็นฝันที่ใหญ่ขึ้น จึงต้องเลิกธุรกิจโมเดลลิ่งไป แล้วในช่วงนั้นกำลังเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรียนไปด้วยทำงานในวงการบันเทิงไปด้วย การเรียนก็ยากมากครับกว่าจะจบ แล้วต่อปริญญาโทอีกใบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จบเกรดเฉลี่ย 3.75 เกียรตินิยมอันดับ 2

“นี่คือนิสัยผมเลยครับ เลือกทำในสิ่งที่ยากเอาไว้ก่อน เป็นดาราเพราะอยากเป็นนักร้อง และอยากรวย (บอกพลางยิ้ม) ผมก็ได้รู้ว่าอาชีพนี้ถ้ามีชื่อเสียง ก็รับเละงานเยอะ แล้วมันก็จะมีวันที่ไม่มีรายได้เลยอีกด้วย ต้องประหยัด ต้องเก็บเงิน ธุรกิจความงามจึงเกิดขึ้นตามมาอีก 1 อาชีพ

แล้วเป็นอีกอาชีพที่สอดคล้องกับงานดารา ที่ขายความสวยความหล่อ ผมเริ่มเซ็นทรัลคลินิก โดยเปิดคลินิกเวชกรรมเสริมความงาม เมื่อ 5 ปีก่อน อยู่ในกลุ่มนำเทรนด์เฮลธ์แอนด์บิวตี้ที่กำลังมาแรง การเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเอสพละนาด รัชดาฯ ได้ผลตอบรับลูกค้าชาวจีนจำนวนมาก”

จิระ บอกว่า คืนเงินลงทุนได้ในปีแรกทันที โดยเน้นมาตรฐานมีแพทย์ประจำคลินิก ครบทั้ง 7 วัน ใครมาเมื่อไรก็เจอหมอแน่นอน

“ความโดดเด่นเรื่องบริการ บรรยากาศร้านหรูสวยงาม และใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โดยภรรยา แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นอิฟลูเอนเซอร์สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ทำให้มีเซเลบชาวลาวเข้ามาใช้บริการคลินิกที่ จ.อุดรธานี

ตอนนี้มี 3 สาขา ซึ่งผมตั้งเป้าไว้ไม่เกิน 10 สาขา ทั้งในกรงุเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่ขยายเกินไปกว่านี้ครับ เพราะจะยากสำหรับการบริหารในมาตรฐานที่ได้คุณภาพ”

สอดคล้องนโยบายบริษัทที่ตั้งไว้คือ เติบโตและมั่นคง จิระ กล่าวว่าสู้มาตั้งแต่อายุแตะๆ เลข 3 ใครอาจมองว่าก้าวไปเร็ว แต่สำหรับคนคลุกวงในก็ได้สัมผัสมาแล้ว ทุกๆ ปัญหา ตั้งแต่ปีแรกที่อ่อนประสบการณ์ เจอปัญหาพนักงานยกทีมลาออกทั้งคลินิก ทำให้เจ้าของต้องเปิดปิดไฟ กวาดเช็ดคลินิกเองทั้งหมด เรียกว่าอะไรหนักๆ เจอมาหมดแล้ว

“งานคลินิกความงามที่มีการแข่งขันสูง หัวใจคืองานบริการ ประสบการณ์ครั้งนั้นผมจึงกลับมาบริหารคนให้มากขึ้น สนับสนุนส่งไปเข้าคอร์สอบรมต่างๆ เพิ่มความรู้ให้กลุ่มคนทำงาน สร้างคนทำงานมีคุณภาพ ส่วนตัวผมก็ตั้งเป้าไว้ว่า อายุ 40 ปี จะไม่ลงไปคลุกงานหนักๆ แต่จะสร้างระบบขับเคลื่อนด้วยพนักงานให้ธุรกิจก้าวไปได้โดยอัตโมมัติ

ทุกวันนี้ 3 สาขาก็ใช้ระบบนี้แล้วครับ ซึ่งไม่ต้องขยายสาขา 4-5-6 อีกต่อไปก็ได้ แต่ผมตัดสินใจทำต่อไป เพราะมีพนักงานของเราคอยเติบโต มีไฟรอทำงานอยู่เยอะนะครับ ส่วนตัวผมแทบไม่มีอะไรให้ทำแล้ว”

จิระ กล่าวประโยคสุดท้ายพร้อมรอยยิ้ม และย้ำความหมายของการเกษียณอายุ ก็ย่อมไม่เหมือนกันเสมอไป บางคนการเกษียณอายุถือเป็นการตัดสินใจในขณะที่ยังแข็งแรง เพราะต้องการใช้เวลากับครอบครัว และคนที่รักให้มากขึ้น สำหรับเขาคือการออกไปท่องเที่ยวทั่วโลก และรับส่งลูกที่จะต้องมาเติมเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตคู่

การเกษียณอายุถือเป็นขั้นสำคัญของชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะคำนึงถึงเหตุผลใดๆ และการวางแผนก็ถือเป็นกุญแจของการเตรียมพร้อม สำหรับช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง เพื่อสู่การล้างมือในอ่างทองคำ วรรคทองของชีวิตที่ใครก็อยากไปให้ถึงได้เร็วที่สุด 

ความจำไม่ดีไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558844

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 11:42 น.

ความจำไม่ดีไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณจะลืมว่าวางแว่นสายตาไว้ที่ไหน หรือวันนี้กินยาหลังอาหารเช้าแล้วหรือยัง เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า การลืมบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องธรรมดา และอาจทำให้คุณสมาร์ทกว่าเดิม

วารสารเกี่ยวกับประสาท (Neuron) ได้ตีพิมพ์รายงานของ พอล แฟรงแลนด์ และเบลก ริชาร์ดส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ระบุว่า การเป็นคนที่มีความจำดีไม่ใช่การถ่ายทอดข้อมูลที่แม่นยำตลอดเวลา แต่เป็นการจดจำสาระสำคัญและลืมส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ไป

“เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะให้สมองลืมรายละเอียดยิบย่อยและจดจำแต่ส่วนสำคัญ เพื่อใช้มันในการตัดสินใจในชีวิตจริง” เบลก กล่าว

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า สมองจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ในสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ ซึ่งเซลล์สมองที่สร้างขึ้นใหม่นี้ จะทำเกิดความทรงจำใหม่ที่ไปแทนที่ความทรงจำเดิม ทำให้คนอาจจดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้

นอกจากนี้ สมองยังช่วยลบเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงในอดีต แต่จะเก็บไว้เฉพาะภาพใหญ่ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าความทรงจำในภาพกว้างนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ และเป็นสิ่งที่คนสามารถหยิบมาใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้

“ปัจจุบันเราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้สมองไม่ต้องจดจำทุกอย่าง เช่น เบอร์โทรศัพท์หรือข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ในกูเกิล สมองคนยุคนี้จึงมีพื้นที่ว่างมากกว่า ซึ่งจะทำให้คุณจดจำได้ดีกว่าเดิม” เบลกเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เขายังได้แนะนำวิธีทำความสะอาดระบบความทรงจำด้วยการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัส ซึ่งจริงอยู่ว่ามันอาจไปทับความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่สำคัญ แต่เมื่อมันเป็นความทรงจำที่ไม่จำเป็นแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงดีต่อการใช้ชีวิตต่อไป

หลักการบริหารหนี้ ที่(ทุกคน)ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558843

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 11:39 น.

หลักการบริหารหนี้ ที่(ทุกคน)ต้องรู้

เรื่อง บีเซลบับ / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เรื่องราวของคณะครูที่ประกาศพักการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสินเมื่อเร็วๆ นี้ สร้างความตระหนกแก่สังคมไม่น้อย หลายคนวิพากษ์ไปในทางที่ว่าไม่เหมาะสม จะเหมาะควรหรือไม่อย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสังคมที่จะมองหรือให้คุณค่ากันต่อไป แต่เรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ “ครูส่วนหนึ่ง” (ไม่ใช่ทุกคน) ไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการหนี้

เพราะถ้าครูมีความรู้ หรือบริหารจัดการกระเป๋าซ้ายขวาของตัวเองได้ ก็คงไม่ถลำเถลือกหรือเตลิดเปิดเปิงมาจนถึงขั้นนี้!

สร้างหนี้ได้ ก็สางหนี้ได้

1.ในต่างประเทศ ความรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้กันตั้งแต่ยังเล็ก โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น จะขวนขวายหาเงินค่าขนม รับจ๊อบหรือหารายได้พิเศษ โดยเงินที่ได้ถือเป็นรายได้ที่เด็กๆ ต้องบริหารจัดการ นัยหนึ่งคือการเรียนรู้ไปในตัว

2.วัยรุ่นในต่างประเทศ ส่วนใหญ่โตขึ้นมาแล้วไม่มีปัญหา เพราะได้เจอกับปัญหามาตั้งแต่ทำงานหาเงินได้สมัยวัยรุ่น รู้จักวางแผนทางการเงิน รู้จักตั้งเป้าหมายทางการเงิน รู้จักการลงทุนในรูปแบบต่างๆ  รู้จักเขียนแผนเงินกู้ และเมื่อกู้แล้วก็จัดระเบียบทางการเงินจ่ายหนี้ตามแผนที่วางไว้

3.เรื่องการจัดการเงินหรือกระเป๋าของตัวเองนั้น เริ่มต้นจากการมีทัศนคติที่ดี มีมุมมองเป็นบวก สร้างตัวสร้างฐานะ รวมทั้งสร้างหนี้อย่างมีระบบ (มีความรู้)

4.การวางแผนทางการเงินเป็นเครื่องมือนำชีวิตสู่ความมั่นคงทางการเงิน ควรเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อบ่มเพาะวินัยทางการเงิน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นต้องรู้วิธีการวางแผนการจัดสรรรายได้ให้เพียงพอกับการออมเงินตามเป้าหมายและรายจ่ายอย่างเหมาะสม

5.จำไว้ว่าการวางแผนทางการเงินหรือการมีวินัยทางการเงินต้องอยู่กับเราจนชั่วชีวิต เมื่อมีครอบครัวก็ต้องดูแลคนในครอบครัว มีความรับผิดชอบและภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้น กระทั่งเมื่อเกษียณอายุ หากไม่มีการวางแผนที่ดีก็อาจเกิดปัญหาได้

​​​​​6.การสร้างหนี้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะบางครั้งเราอาจต้องซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือการลงทุนเพื่ออนาคต สิ่งที่สำคัญคือหลักการสร้างหนี้ ควรเลือกก่อหนี้ที่ดี ได้แก่ หนี้ที่สร้างอนาคตหรือความมั่นคงระยะยาว หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน เช่น หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค สินค้าฟุ่มเฟือย เป็นต้น

7.เมื่อมีหนี้ก็พึงเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการหนี้ นั่นคือ ต้องวางแผนและบริหารจัดการรายได้ เพื่อชำระคืนหนี้ให้ตรงตามนัด ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ไม่สร้างภาระหนี้​จนเกินตัว โดยมาตรฐานการชำระหนี้ พึงให้มีสัดส่วนการผ่อนชำระทั้งหมดในแต่ละเดือน ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้รวม

8.จะก่อหนี้ทั้งที ต้องทำการบ้าน ควรหาข้อมูลจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง เพื่อใช้เปรียบเทียบสินเชื่อที่เหมาะกับความต้องการและได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เช่น เงื่อนไขการกู้ยืม ระยะเวลาผ่อนชำระ สิทธิพิเศษ อัตราดอกเบี้ย และวิธีคิดดอกเบี้ย รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องไม่ลืมว่า ห้ามก่อหนี้นอกระบบเด็ดขาด

9.ก่อนทำหรือลงนามในนิติกรรมสัญญา ต้องอ่านสัญญากู้รวมทั้งเอกสารประกอบให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วน เรื่องนี้สำคัญ ไม่ใช่ว่าเซ็นไปแล้ว พอรู้ตัวอีกทีก็จะขอพักชำระหนี้ อย่างนี้ก็ยากที่จะขอความเข้าใจหรือเห็นใจ ในเมื่อก่อนเซ็นเอกสาร คู่สัญญาย่อมไม่มีข้ออ้างที่จะไม่อ่านหรือละเลยเงื่อนไขที่ต้องผูกพัน

ส่งท้ายด้วยความเห็นใจ เข้าใจและเห็นใจจริงๆ กับผู้มีอาชีพเป็นเรือรับจ้าง ที่ยุคนี้เอาตัวรอดจากหนี้ได้ยาก บางคนกู้ยืมจากแหล่งหนึ่งเพื่อโปะ(หนี้)อีกแหล่งหนึ่ง กลายเป็นงูกินหาง ที่ถูกกินกลางตลอดตัว เป็นอย่างนี้เพราะไม่มีความรู้เรื่องหนี้สิน ไร้ภูมิคุ้มกันและไร้ความสามารถจัดการหนี้ของตัวเอง

ถึงเป็นคุณครูก็เป็นนักเรียนได้ เพราะจริงๆ แล้วคนทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะเรื่องหนี้ ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและอิสรภาพทางการเงินให้กับคุณครู(และ)ทุกคน

นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้มีมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558840

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 11:26 น.

นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้มีมูลค่า

เรื่อง ภาดนุ

ปัญหาขยะล้นเมืองเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องให้ความใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติกที่กำจัดได้ยาก ทำยังไงก็ไม่หมดไปจากโลกนี้สักที เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยตระหนักถึงพิษภัยของมันที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ รวมทั้งชีวิตมนุษย์และสัตว์

หากจะกำจัดพลาสติกให้ลดน้อยลงหรือค่อยๆ หมดไป นอกจากจะต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิถีการบริโภคและวิธีกำจัดขยะอย่างถูกต้องแล้ว เรายังต้องร่วมมือกันเพื่อคิดค้นนวัตกรรมในการแก้ปัญหาวิกฤตจากขยะพลาสติกกันอย่างจริงจังซะที

เหมือนอย่างที่ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ร่วมกับบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) พัฒนาวัสดุก่อสร้างจากพลาสติกที่ใช้แล้ว เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือศูนย์ RISC (Research & Innovation for Sustainability Center) ที่ได้ประกาศความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมในการกำจัดขยะพลาสติกแบบถาวรและนำไปใช้ประโยชน์ได้ขึ้นมา

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) เผยว่า ที่ผ่านมา MQDC มุ่งมั่นที่จะหาวิธีการใหม่ๆ ที่สามารถใช้วัสดุแปรรูปจากพลาสติกใช้แล้ว ตลอดจนเศษวัสดุต่างๆ จากท้องทะเลมาใช้ในโครงการอสังหาฯ ประเภทบ้านและคอนโดอยู่แล้ว

“นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง (Upcycling) เป็นวิธีการแก้ปัญหาพลาสติกเหลือทิ้งที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ โดยการนำขยะมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยทำให้เป็นวัสดุใหม่ที่สามารถนำมาใช้ได้ในรูปแบบใหม่ๆ โดยไม่สร้างขยะกลับคืนสู่วงจรขยะพลาสติกอีกครั้ง ซึ่งกลยุทธ์การจัดการขยะพลาสติกนี้สอดคล้องกับปรัชญาของเราที่ว่าด้วยนวัตกรรมยั่งยืนเพื่อคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน (Sustainnovation for all well-being) ซึ่งหมายรวมถึง มนุษย์ สัตว์ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ดังนั้น MQDC ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรกที่มุ่งมั่นในการนำวัสดุจากขยะพลาสติกมาใช้ในการพัฒนาโครงการของเราทุกๆ แห่งทั่วโลก จึงหวังว่าความร่วมมือระหว่าง MQDC และ GC นี้จะช่วยปลุกกระแสให้มีการนำวัสดุใหม่นี้มาใช้ในรูปแบบต่างๆ อย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้ได้”

วราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร GC ให้ความเห็นว่า วัสดุก่อสร้างอัพไซคลิ่งจะเป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางต่อไปในอนาคต…“GC ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน โดยให้ความสำคัญต่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และริเริ่มโครงการ Upcycling Plastic Waste ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการแปรรูปขยะพลาสติกให้กลายเป็นวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่ม เป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้กับขยะพลาสติกอีกครั้งหนึ่ง

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของจีซีสู่ธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งช่วยจุดประกายและสร้างความตื่นตัวให้กับสังคม ด้วยคุณสมบัติของวัสดุที่คงทน แข็งแรง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราจึงหวังว่าผู้ประกอบการด้านอสังหาฯ รายอื่นๆ จะหันมาสนใจใช้วัสดุนี้กันมากขึ้น”

ด้าน รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์ RISC และผู้อำนวยการศูนย์ Scrap Lab มก. ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาฉลาก Upcycle ของประเทศไทย เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการร่วมสร้างประสบการณ์ครั้งสำคัญให้กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และยังช่วยให้วัสดุที่ผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเมืองไทย ที่สำคัญยังนำไปใช้ในงานออกแบบโดย Scrap Lab คณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อีกด้วย

“นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง คือการให้ชีวิตใหม่กับของเหลือทิ้ง โดยการแปรรูปให้เป็นวัสดุที่นำมาใช้งานได้ใหม่ในรูปแบบอื่นๆ เมื่อก่อนเราได้รู้จักคำว่า ‘รียูส’ กับ ‘รีไซเคิล’ กันมาแล้ว ซึ่งการรียูสก็คือการใช้ซ้ำ ส่วนรีไซเคิลคือการนำกลับมาใช้ใหม่ แต่อัพไซคลิ่งจะเป็นการผสมผสานระหว่างการรียูสกับรีไซเคิล ซึ่งการรียูสนั้นคุณภาพของวัสดุจะไม่ต่ำลง แต่การรีไซเคิลนั้นคุณภาพของวัสดุที่ได้มามีโอกาสต่ำลงจากเดิมมาก ดังนั้นนวัตกรรมอัพไซคลิ่งซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสองวิธีนี้จึงเกิดขึ้น จึงช่วยทำให้คุณภาพของวัสดุที่ได้มาดีขึ้นกว่าเดิม และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุให้แพงขึ้นด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันประเทศเรามีการสร้างเมืองใหม่ คอนโด และหมู่บ้านกันเยอะมาก แถมยังใช้วัสดุมหาศาล ฉะนั้นบทบาทสำคัญของศูนย์ RISC ก็คือ มีหน้าที่ลดผลกระทบจากการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ โดยมีนักวิชาการเข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีมูลค่าขึ้นมา แล้วเราพบว่าขยะจากท้องทะเลนั้นมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก โฟม หรือไนลอน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นขยะสะอาด ฉะนั้นในฐานะที่ RISC เป็นศูนย์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรใหญ่อย่าง MQDC เราจึงมองว่าศูนย์นี้มีศักยภาพที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง”

รศ.ดร.สิงห์ บอกว่า ขยะที่นำมาเข้ากระบวนการอัพไซคลิ่งนี้ สามารถทำเป็นอิฐบล็อกที่ใช้ตามพื้นถนนหรือขอบถนนตามทางเข้าหมู่บ้าน เฟอร์นิเจอร์ แท็งก์น้ำ ม่าน พรม ฝ้าเพดาน กระเบื้องยางปูพื้น ฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันเสียง และวัสดุอื่นๆ อีกสารพัด ซึ่งวัสดุเหล่านี้จะมีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก

“นอกจากการนำขยะพลาสติกมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กับวิศวกรรมศาสตร์แล้ว ยังต้องพึ่งพาการออกแบบควบคู่กันไปด้วย เพราะหากทำออกมาแล้วหน้าตาวัสดุที่ได้ดูไม่สวย ไม่น่าใช้ ก็สร้างมูลค่าให้กับวัสดุนั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องทำให้ทั้งสวยและคุณภาพดีไปพร้อมกัน

เราจึงร่วมมือกันหลายฝ่าย โดยมี GC ทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อเพิ่มการรับรู้ด้านการจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทางอย่างถูกต้อง และร่วมพัฒนากระบวนการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพลาสติกเหลือใช้หรือเก็บขยะจากท้องทะเลมาแปรรูปอยู่แล้ว ในขณะที่ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ, ศูนย์ RISC, มทร.ธัญบุรี, ศูนย์นวัตกรรม และ CSC (Customer Solution Center) ของ GC จะร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมในการแปรรูปขยะ จากนั้นทาง MQDC ก็จะนำวัสดุที่ได้มาใช้ในโครงการก่อสร้างคอนโดและหมู่บ้านอีกที ซึ่งการร่วมมือกันของทุกฝ่ายนี้จะช่วยสร้างมิติใหม่ในการกำจัดขยะพลาสติกเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพิทักษ์ระบบนิเวศของเราไปด้วยในตัว”

รศ.ดร.สิงห์ เสริมว่า นอกจากองค์กรต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในอนาคตเขาอยากเห็นบริษัทเอกชนซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการสร้างบ้านและคอนโดหันมาให้ความร่วมมือกับศูนย์ RISC ด้วยเช่นกัน

“ลองคิดดูว่า ถ้าบริษัทเอกชนทุกแบรนด์หันมาร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมอัพไซคลิ่งต่อไป ก็น่าจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้เยอะเลย ยิ่งถ้าได้ความร่วมมือจาก กทม.เสริมเข้าไปด้วยนะ ผมคิดว่าผลจะต้องออกมาดีกว่านี้แน่นอน

สำหรับโครงการ Upcycling Plastic Waste ที่เราร่วมมือกันทำนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยลดขยะพลาสติกลงเท่านั้น แต่จำนวนพลาสติกเหลือใช้ยังมีอีกมหาศาล เราจึงอยากให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันตั้งแต่การกำจัดขยะพลาสติกให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าทุกคนลงมือทำ ผมเชื่อว่าปัญหาขยะพลาสติกในบ้านเราต้องดีขึ้นแน่ๆ ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนจะร่วมมือกันมั้ยเท่านั้น”

รศ.ดร.สิงห์ ทิ้งท้ายว่า RISC คือศูนย์วิจัยและให้ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปสามารถเดินเข้ามาได้ทุกเมื่อ ถ้าต้องการคำปรึกษาหรือต้องการความช่วยเหลือ หรือถ้าใครมีไอเดียสร้างสรรค์ด้านการทำธุรกิจก็สามารถเข้ามานำเสนอโครงการหรือนำเสนอไอเดียได้ เพราะที่ศูนย์นี้จะมีนักวิจัยที่มีความรู้คอยดูแลและให้คำปรึกษาอยู่เสมอ

สำหรับ ประชุม คำพุฒ ผู้อำนวยการหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา บอกว่า ความร่วมมือนี้จะทำให้วัสดุใหม่ซึ่งแปรรูปจากขยะพลาสติกเกิดขึ้นในท้องตลาดได้อย่างเป็นจริง

“นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง มีกระบวนการที่เริ่มจากการนำขยะพลาสติกที่ได้จากทะเลและในชุมชนมาทำความสะอาดก่อน จากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการบดย่อยด้วยเครื่อง แล้วกรองผ่านตะแกรงขนาด 4 มม. หรือ 8 มม.ภายในโรงงาน จนได้ขนาดพลาสติกที่เหมาะสมเพื่อนำไปแทนมวลโดยรวมของหินในการทำอิฐบล็อก แต่อาจต้องใช้พลาสติกบดในปริมาณที่มากสักหน่อย (แทนที่หินมากกว่าครึ่ง) เนื่องจากมีน้ำหนักเบา โดยนำมาผสมกับทราย ซีเมนต์ และน้ำในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ก็จะสามารถนำมาผลิตเป็นอิฐบล็อก (รักษ์โลก) ได้

เท่าที่ผ่านมา เราสามารถผลิตได้ทั้งอิฐบล็อกซึ่งเป็นวัสดุเอาต์ดอร์ ต่อไปก็อาจจะพัฒนาเป็นผนังภายในอาคารบ้านเรือนได้ หรือหากบดให้ละเอียดมากๆ ก็อาจนำไปทำไม้อัดเทียมได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งคนทั่วไปอาจจะมองว่าวัสดุเหล่านี้เป็นขยะพลาสติกนะ แล้วมันจะทนทานเหรอ? แต่รู้มั้ยว่าในมุมมองของการก่อสร้างแล้ว พลาสติกเหล่านี้เมื่อนำไปผสมกับทราย หิน ซีเมนต์แล้ว มันก็จะเป็นคอนกรีตเสริมเส้นใยโพลีเมอร์ดีๆ นี่เอง แล้วจะมีความทนทาน ความเหนียว และมีโมเลกุลที่ยึดเหนี่ยวได้ดีขึ้น แถมน้ำหนักยังเบากว่าอิฐที่ผสมด้วยหินและทรายเท่านั้นอีกด้วย”

ประชุม เสริมว่า สำหรับการร่วมมือกันครั้งนี้ GC จะเป็นผู้สนับสนุนขยะพลาสติกที่ได้มาจากชุมชนและท้องทะเลเป็นหลัก โดยมีพาร์ตเนอร์เป็นโรงงานผลิตวัสดุอัพไซคลิ่งซึ่งอยู่แถวรังสิต คลอง 5 เป็นผู้ผลิตให้อีกที

“ในมุมมองของผมแล้ว นวัตกรรมอัพไซคลิ่งนี้นอกจากจะใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกทั่วไปได้แล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ในการกำจัดขยะพลาสติกอีก 20% ที่เหลือซึ่งไม่สามารถรีไซเคิลได้อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฉลากหรือฟิล์มพลาสติกข้างๆ ขวดน้ำ ซึ่งเราสามารถนำมาเข้าในกระบวนการอัพไซคลิ่งได้ แล้วผลพลอยได้อีกอย่างก็คือ สามารถช่วยลดปริมาณการใช้หินและใช้ปูนซีเมนต์ลงได้ แล้วตอนนี้ มทร.ธัญบุรี ยังสามารถนำขยะพลาสติกบางส่วนมาผ่านกระบวนการทดลองแปรรูปให้เป็นน้ำมันสำหรับเติมรถยนต์ได้อีกด้วย

สำหรับโครงการ Upcycling Plastic Waste ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันนี้ แม้จะไม่สามารถช่วยกำจัดขยะโดยเฉพาะพลาสติกให้หมดไปได้ในตอนนี้ แต่ผมยังเชื่อว่าจะสามารถสร้างความตระหนักในเรื่องของการปรับพฤติกรรมการทิ้งขยะของคนเราได้มากขึ้น เรียกว่าเป็นโครงการที่ช่วยเสริมการรณรงค์จากภาคส่วนอื่นๆ อีกที แม้คนจะทิ้งขยะพลาสติกโดยไม่แยกชนิดเลยก็ตาม แต่ถ้านำมาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งเมื่อไร ก็จะสามารถนำมาบดและผสมให้เป็นอิฐบล็อกหรือทำเป็นผนังในอาคารต่างๆ ในอนาคตได้

ให้นึกถึงขวดน้ำ 1 ขวดซึ่งเราไม่ต้องเสียเวลามาแยกทิ้งฝาและตัวขวดออกจากกัน เพราะสามารถนำมาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งได้เลย ซึ่งในอนาคตยังสามารถส่งเสริมให้ทำในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปซะใหม่ว่า วัสดุเหล่านี้ไม่ใช่ขยะอีกต่อไปแล้วนะ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีสารพิษตกค้างและเป็นอันตราย เพราะเมื่อผ่านกระบวนการทำเป็นอิฐหรือผนังอาคารแล้ว วัสดุเหล่านี้ยังมีคอนกรีตอีกชั้นที่กั้นอยู่ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”

Bye Bye ไขมันทรานส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558736

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 10:56 น.

Bye Bye ไขมันทรานส์

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

หลังจากที่หลายประเทศในยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้ออกกฎหมายให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) หรือที่เรียกว่าไขมันทรานส์ (Trans Fatty) รวมถึงอาหารที่ใช้น้ำมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว และขีดเส้นตายให้อุตสาหกรรมอาหารของตนต้องไม่มีไขมันทรานส์ในระบบการผลิตอาหารภายใน 3 ปี โดยเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้ครบกำหนดที่ไขมันทรานส์ได้หายไปจากสหรัฐ

จากอวสานของไขมันทรานส์ในสหรัฐ คราวนี้ก็มาถึงสัญญาณอวสานไขมันทรานส์ในประเทศไทยบ้าง เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์ในประเทศไทย ในประกาศระบุว่าโดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่ากรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ประกาศดังกล่าวลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีผลใช้บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เท่ากับว่าประมาณเดือน ม.ค. 2562 ไขมันทรานส์ก็จะหายไปจากระบบการผลิตอาหารประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง

ระหว่างนี้จึงเป็นช่วงที่ประชาชนและผู้ประกอบการผลิตอาหารที่ใช้ไขมันทรานส์ จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

ทันทีที่ข่าวไขมันทรานส์ถูกตีแผ่ออกไปตามหน้าสื่อต่างๆ ประชาชนและสังคมหันมาสนใจเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย จำนวนไม่น้อยก็เกิดความสงสัยและตื่นตระหนกกับเรื่องนี้ บางคนถึงขนาดเข้าใจผิดว่าน้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันอื่นๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทุกสิ่งมีส่วนของไขมันทรานส์ไปแล้ว

รูปแบบของทรานส์แฟต

สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ อธิบายเกี่ยวกับไขมันทรานส์ว่าไขมันทรานส์ คือ การเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชเป็นบางส่วน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Partially Hydrogenation เป็นไขมันที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมเพราะมีราคาถูก เก็บไว้ได้นาน ไม่เหม็นหืน อีกทั้งพอผสมลงไปในอาหาร ก็ทำให้รสชาติหอมอร่อยเหมือนไขมันสัตว์ที่เกิดจากธรรมชาติ

“พอเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช ก็จะกลายเป็นไขมันทรานส์ที่อยู่ในรูปของมาร์การีน (Margarine) หรือเนยเทียม เนยขาว (Shortening) ครีมเทียม และวิปครีม ทั้ง 4 ชนิดนี้มีไขมันทรานส์อยู่ และพอเอาทั้งสี่อย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งไปใส่หรือเป็นส่วนประกอบอาหารหรือขนมอะไรก็ตาม อาหารหรือขนมชนิดนั้นก็จะมีทรานส์แฟตหรือไขมันทรานส์ผสมอยู่และไม่ควรกิน”

อย่าตระหนกเกินไป

นักโภชนาการชื่อดังย้ำว่าไขมันทรานส์อันตรายแน่นอน ถ้ากินอาหารที่มีไขมันทรานส์ประจำ ย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ตามมา แต่สิ่งที่อยากจะบอกให้ทุกคนได้รู้คือ ตอนนี้ความสับสนได้เกิดขึ้นในสังคม ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าน้ำมันพืชที่เราใช้ประกอบอาหารทุกวันนี้นั้นเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งไม่ใช่เลย อยากให้สื่อได้สื่อสารกับประชาชนได้เข้าใจถูกต้อง ไม่อยากให้ประชาชนสับสนในเรื่องนี้

“ขอบอกว่าน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น ที่บรรจุอยู่ในขวดวางขายตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น ไม่มีส่วนผสมไขมันทรานส์ สามารถใช้ต่อไปได้ แต่ต้องใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูก คือ อย่าใช้มากจนเกินไปและอย่ากินบ่อย มิเช่นนั้นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ มีสิทธิถามหาได้เช่นกัน อย่าคิดว่าการจะเป็นโรคพวกนี้ได้ต้องกินแต่ไขมันทรานส์เท่านั้นไม่ใช่ต้องเข้าใจให้ถูก”

บอกตรงๆ ไม่อยากให้ผู้บริโภคสะพรึงกลัว หรือตื่นตระหนกเรื่องไขมันทรานส์มากจนเกินไป เพราะก่อนที่จะมีประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ เขาได้มีการเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ผลิตไขมันทรานส์ เนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม วิปครีม ตลอดจนบริษัทที่ผลิตอาหารหรือขนม เช่น เบเกอรี่  โดนัท เค้ก คุกกี้  บิสกิต เฟรนช์ฟรายส์ รายใหญ่มาตกลงและเตรียมตัวกันมาก่อนเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่บริษัทเหล่านั้นมีการปรับตัวและมีการเปลี่ยนแปลงกันไปแล้ว

จะเห็นว่าสำนักโภชนาการ กรมอนามัยได้ออกไปสำรวจล่าสุด ก็พบว่าไขมันทรานส์ที่ปนอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ลดลงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลมากกับไขมันทรานส์ แต่สิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเอง ถ้าชอบกินอาหารมัน อาหารเค็ม ของหวานต้องลด แล้วเพิ่มผักผลไม้มากขึ้น แล้วออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดินทางสายกลางสายนี้ดีที่สุด ไม่ต้องกลัวโรค และไม่ต้องไปเสียเงินรักษาโรค” สง่า กล่าว

กินให้ห่างไกลไขมันทรานส์

ในช่วง 6 เดือนที่กฎหมายฉบับนี้ยังไม่บังคับใช้ แน่นอนว่าคนไทยเราอาจจะต้องเจอ และรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ เนื่องจากอาหาพวกนี้ดูจะเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆ คน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัฐมาพร หงส์สุวรรณ ผู้จัดการแผนกโภชนาการและน้ำดื่ม โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำว่า ความจริงก็ไม่อยากให้ทุกคนตื่นกลัวไขมันทรานส์จนเกินเหตุ เพราะอาหารที่มีไขมันทรานส์ หรือมีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบนั้นมักใช้ในอาหารบางกลุ่ม เช่น พวกเบเกอรี่ คุกกี้ เค้ก เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท เป็นต้น แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะบางผลิตภัณฑ์เจ้าของได้ประกาศออกมาแล้วว่าไม่ได้ใช้ส่วนประกอบของไขมันทรานส์

“สิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าที่เราไม่รู้ว่าสินค้านั้นมีไขมันทรานส์หรือไม่ ก็คือต้องอ่านฉลากโภชนาการก่อนเสมอ ถ้าในฉลากโภชนาการระบุไว้ว่ามีส่วนประกอบของครีมเทียม เนยเทียม หรือมาร์การีนอยู่ในสัดส่วนเท่าใดก็แล้วแต่ ถือว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นมีไขมันทรานส์อยู่ควรหลีกเลียง ถ้าผลิตภัณฑ์ใดไม่มีฉลากก็ยิ่งควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน”

สง่า ดามาพงษ์ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการอ่านฉลากโภชนาการเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องใส่ใจ ถ้าเดินไปร้านสะดวกซื้อ สมมติจะซื้อขนมกรุบกรอบ ขนมถุงที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกหรือในรูปแบบกล่อง ขอให้ผู้บริโภคหยิบกล่องหรือถุงบรรจุภัณฑ์นั้นขึ้นมาอ่านก่อน

“ถ้าระบุว่ามีเนยเทียม ครีมเทียม มีเนยขาว หรือวิปครีมอยู่เท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ามีไขมันทรานส์อยู่ ซึ่งถ้ามีและมีไม่เกิน 0.5 ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคถือว่าปลอดภัย ถ้าเกิน 0.5 ต่อหน่วยบริโภคเมื่อไรไม่ปลอดภัย หนึ่งหน่วยบริโภคจะระบุไว้ในฉลาก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บังคับ ให้อาหารที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ระบุว่า 1 ซอง 1 กล่องต้องกินกี่ครั้ง ถ้ากินครั้งเดียวหมดแสดงว่ากิน 1 หน่วยบริโภค ถ้ากิน 2 ครั้ง 2 ซอง เรียกว่ากิน 2 หน่วยบริโภค แต่ถ้าเป็นซองใหญ่ๆ 2 หน่วยบริโภค กิน 1 ซองก็ถือว่าคุณเกินแล้ว”

สง่าย้ำว่า ในอาหารที่ไม่ได้อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตถูกต้องชัดเจนตามที่ อย.รับรอง เช่น โดนัท เค้ก ขนมปัง คุกกี้ เฟรนช์ฟรายส์ มันฝรั่งทอด ที่วางแบขายอยู่ เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเป็นไขมันทรานส์หรือไม่ ดมกลิ่นก็ไม่รู้ ดูด้วยตาเปล่าก็ไม่ได้ สีก็บอกไม่ได้ ต้องเอาไปเข้าห้องแล็บอย่างเดียวจึงจะรู้

“เมื่อเป็นเช่นนี้เราสามารถเลือกรับประทานอาหารอย่างอื่นได้ เช่น พวกผัก ผลไม้ หรืออาหารจำนวนไขมันที่ดี เช่น ไขมันจากสัตว์ ไขมันจากกะทิ ไขมันจากน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น แต่ต้องกินพอดีและจำกัดความถี่ จึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้ากินมากให้โทษเหมือนกัน ไม่ว่าอาหารนั้นจะมีไขมันทรานส์หรือไม่มีก็ตาม ถ้าคุณกินอาหารที่มีการทอดหรือผัดบ่อยๆ ร่างกายก็มีสิทธิอ้วนและมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แน่นอน

เพราะฉะนั้น ทางที่ดีควรลดอาหารรสเค็ม ลดหวาน และลดมัน แล้วกินผักผลไม้เยอะๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แค่นี้ก็สุขภาพดีแล้ว ไม่ต้องกลัวเป็นโรค ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล แต่สิ่งที่ห่วงคือหลังจากบังคับใช้กฎหมายแล้ว ไขมันทรานส์หายไปประเทศไทยแล้ว ผมกลัวคนไทยจะคิดแต่ว่าพอไม่มีไขมันทรานส์จะกินอะไรแบบไหนก็ได้ ขอแค่ไม่มีไขมันทรานส์เป็นใช้ได้ ถ้าคิดอย่างนี้อันตรายต่อสุขภาพ”

กันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์ ทำธุรกิจยิ่งให้ก็ยิ่งได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558607

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

กันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์ ทำธุรกิจยิ่งให้ก็ยิ่งได้

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

สุภาษิตจีนมีคำกล่าวไว้ว่า นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน  นั้นจะทำธุรกิจอะไรก็ยากที่จะเจริญงอกงาม จะเห็นได้ว่าคนจีนให้ความสำคัญกับเพื่อนฝูงพี่น้อง ถ้ายุคปัจจุบันก็คือการมีสายสัมพันธ์ที่ดี มีคอนเนกชั่นที่หลากหลาย นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ในการทำธุรกิจเช่นเดียวกับเขาคนนี้ ชายหนุ่มวัย 30 กว่าๆ หน้าตายิ้มแย้มใจดี

กันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาวเวอร์ คอนเน็คชั่นดี เริ่มทำงานมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย  เพราะฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย จึงต้องทำงานเร็วกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน และมีเป้าหมายในชีวิตว่าต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเองให้ได้ มีเงินดูแลคุณย่าและป้าให้สุขสบาย

เขาจึงมุ่งมั่นทำงานหนักหวังสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้ผู้มีพระคุณของเขาสุขสบาย เขาเริ่มงานแรกด้วยการทำคอลเซ็นเตอร์ให้กับบริษัททางด้านการเงินแห่งหนึ่งและขยายงานไปเรื่อยๆ คร่ำหวอดในแวดวงนี้มาหลายปีจนพัฒนางานไปสู่ด้านที่ปรึกษาการเงินทั้งด้านการขายและสินเชื่อมากว่า 10 ปี  และความตั้งใจของเขาก็ส่งผลในเวลาไม่นานเขาก็เปิด บริษัท พาวเวอร์ คอนเน็คชั่นดี เพื่อรับงานที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ก็คือการประมูลงานให้กับภาครัฐ เช่น การส่งอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ทั้งเครื่องกีฬา อุปกรณ์การเรียนการสอน แบบเรียน โต๊ะเก้าอี้ ทุกอย่างที่โรงเรียนทั่วประเทศ ต้องใช้  อีกส่วนหนึ่งก็คือประมูลงานให้กับประชารัฐ หรือกองทุนหมู่บ้านต่างๆ

อีกส่วนก็คือการนำเข้าและผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ส่งให้กับโมเดิร์นเทรด ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กซี โลตัส แม็คโคร เซเว่นอีเลฟเว่น รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาในการหาช่องทางให้กับผู้ที่มีสินค้าอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะนำเข้าไปจำหน่ายให้กับโมเดิร์นเทรดหรือร้านค้าย่อยได้อย่างไร

“เราเป็นตัวกลางในการให้คำปรึกษาทุกอย่างว่าสินค้าคุณมีอะไร มีแพ็กเกจอย่างไร มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร และช่วยกันอุดรอยรั่วเหล่านั้นและทำให้สินค้าดูดีน่าสนใจมีจุดแข็งจนเข้าไปจำหน่ายในช่องจำหน่ายสินค้าต่างๆ ให้ ซึ่งเราดูแลให้ตั้งแต่การตั้งชื่อแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ สต๊อกสินค้า คุณแค่ผลิตแล้วนำมาส่งเราที่บริษัทเท่านั้นที่เหลือเราจัดการให้หมดตอนนี้มีผู้สนใจให้เราหาตลาดให้ 50 กว่ารายปิดการขายไปได้แล้ว 12 ราย ภายปีนี้เราตั้งเป้าไว้ 50 รายภายใน 3 เดือนนี่เราเพิ่งเปิดมา 2 เดือน” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ในปีนี้เขาตั้งเป้านำเข้าสินค้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดให้ได้ 100 ราย และผลิตสินค้าเป็นภายใต้แบรนด์ของตัวเองอีก 2-3 แบรนด์ภายในสิ้นปีนี้

เขาบอกว่าที่เขาทำงานจนประสบความสำเร็จมาได้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากการทำงานอย่างทุ่มเทจริงจัง มีจรรยาบรรณ มีเครดิตที่ดีแล้ว  อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือการมีสายสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานกับแวดวงต่างๆ โดยปีนี้เขาตั้งยอดรายได้จากงานทั้งหมดที่มาจาก 3 ส่วนหลักของเขานั้นให้ได้ 2,000 ล้านบาท

เขาเล่าถึงหลักในการบริหารงานว่าการทำธุรกิจให้ดีก็คือต้องมีความจริงใจซื่อสัตย์กับคู่ค้าของตัวเองในทุกระดับ รักษาเครดิตทางการเงินให้น่าเชื่อถือมีสัจจะในคำพูดของตัวเอง ไม่เอาเปรียบ อย่าลืมที่จะแบ่งปันในสิ่งที่ดีๆ ให้กับคู่ค้าทางธุรกิจด้วย เขาเชื่อว่ายิ่งให้ยิ่งได้ สิ่งดีๆ ควรมีไว้แบ่งปันการสร้างมิตรในวงการธุรกิจนั้นดีกว่าการไปสร้างศัตรู

เมื่อชีวิตเจอปัญหาอุปสรรคเขาจะไม่ท้อ ล้มได้ก็ลุกได้ ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ที่สำคัญก็คือต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ อย่าอคติอย่าคิดลบ ทุกปัญหามีทางออกเสมอแม้จะใช้เวลาบ้างก็ต้องยอมรับมัน

นอกจากนี้ เขายังนำหลักธรรมะมาใช้ในการดูแลชีวิตจิตใจอีกด้วย เนื่องจากเขาเห็นอาม่าอาโกของเขาสวดมนต์ไหว้พระมาตั้งแต่เด็ก เขาเชื่อเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ทั้งยังเชื่อว่าเวรกรรมนั้นมีจริงใครทำอะไรมักได้อย่างนั้น เวลาที่เขาเจอปัญหาอะไรจะพยายามนำหลักธรรมมากำกับจิตใจให้เบาบางลง

“ทุกวันนี้ผมสวดมนต์ ไหว้พระทุกเช้า และซื้อบ้านหลังใหญ่ให้อาม่าอากง เพื่อให้ท่านเปิดบ้านให้คนนอกเข้ามาปฏิบัติธรรม อาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 คน และทำของว่างเลี้ยง ผมก็เป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ท่าน แต่ละอาทิตย์ก็จะนิมนต์พระมาเทศมาบรรยายธรรม อาม่าอยากทำเมื่อก่อนไม่ค่อยมีเงิน ตอนนี้พอมีจึงอยากทำให้ท่านมีความสุขเราก็สนับสนุนท่านก็ได้บุญอิ่มใจไปด้วยเช่นกัน การให้ธรรมะเป็นทานนั้นถือว่าเป็นการให้ที่ดีที่สุดซึ่งเขาเปิดบ้านมา 5 ปีแล้ว และจะทำต่อไปเรื่อยๆ” เขากล่าวอย่างมีความสุข

โรลโมเดลในการทำงานของเขาก็ คือ แจ็ค หม่า เพราะเขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่เริ่มต้นธุรกิจมาด้วยตัวเองจนประสบความสำเร็จ ไม่ได้มาจากคนรวยที่มีเงินมากมายหรือเป็นทายาทนักธุรกิจ คือเติบโตมาด้วยสองมือสองขาของตนเองอย่างแท้จริง

ทุกวันนี้เขายังเติมเต็มความรู้อยู่เสมอด้วยการอ่านและฟังให้มาก  โดยเขาจะชอบอ่านหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องการบริหารงาน ประวัติชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จว่ามีเส้นทางมาถึงวันนี้ได้อย่างไร  ถ้าไม่มีเวลาอ่านเขาจะโหลดหนังสือเสียงมาฟังตอนเช้าหรือตอนขับรถ เช่น คิดเป็นเห็นทางรวย  อุปนิสัยที่ 7 พ่อรวยสอนลูก  เพราะคิดว่าความรู้นั้นเรียนกันไม่มีวันหมดสิ้น  จึงต้องเติมเต็มกันอยู่เสมอ และการได้อ่านงานดีๆ เหมือนได้เดินทางลัด ไม่ต้องลองถูก ลองผิด ด้วยตัวเองตลอดเวลา เอาบทเรียนต่างๆ ของผู้มีประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้

สำหรับตัวเขาเองนั้นเขามองภาพในอนาคตอันใกล้นี้ว่าก็ยังทำงานต่อไป อย่างมีความสุขและขยายงานอื่นๆ ตามที่โอกาสจะอำนวย  ซึ่งเขากำลังจะร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจและเพื่อนนักแสดงอีก 2 คนเปิดตัวครีมกันแดด เพราะคิดว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นเพราะประเทศไทยแดดแรง

“เราทำราคาไม่แพงมากและเน้นขายผ่านตัวแทนจำหน่าย คือทำสินค้าที่จำเป็นคนจำนวนมากซื้อหาได้ ทำธุรกิจจากเรื่องใกล้ตัวสัมผัสจับต้องได้ไม่เพ้อฝันมากไม่ต้องหรูหราจนสัมผัสไม่ได้ทำเรื่องง่ายๆ” เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

จัดการสุขภาพให้ดี สร้างโอกาสทำมาหากิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558603

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10:47 น.

จัดการสุขภาพให้ดี สร้างโอกาสทำมาหากิน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ อีพีเอ-อีเอฟอี/เอพี

ที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นกันมากมายว่าหลายคนที่คร่ำเคร่งกับการทำงานหนักมาตลอดชีวิตเพื่อหาเงินและหาเงิน ในที่สุดก็ได้เงินมาสมใจ

น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสจะเสวยสุขจากเงินที่เขาหามาได้ เพราะเงินก้อนที่เก็บได้ทั้งหมดนั้นต้องนำมาเป็นค่ารักษาพยาบาลของตัวเองจากการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง ที่เกิดจากความเครียดในการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ การกินอาหารไม่ระมัดระวังเพราะไม่มีเวลาหรืออีกหลายโรคที่อาจมาเยือน เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

เงินไม่มีใครไม่อยากได้ แต่ทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่เพื่อหาเงินได้นานๆ และมีความสุขกับการใช้เงิน ที่เราสู้อุตส่าห์หามาด้วยความเหนื่อยยาก เราทำเพื่ออะไร เพื่อชีวิตบั้นปลายที่มีความสุข เพื่อจะได้อยู่กับครอบครัวอย่างเป็นสุข เพื่อพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า หรือเพื่อลูกๆ จะได้มีอนาคตที่ดี

เราจะมีความสุขอยู่ได้อย่างไร ถ้าสุขภาพไม่ดี มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน เราจะต่อสู้กับงานหนักได้อย่างไร ถ้าสุขภาพเราไม่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ให้ลองกลับมาพิจารณาดูว่า เราใช้ร่างกายสมบุกสมบันเกินไปหรือเปล่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้เงินดูแลสุขภาพร่างกายของเราบ้าง

ไปดูกันว่าเราจะใช้เงินดูแลสุขภาพร่างกายของเราได้อย่างไรบ้าง

หาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเป็นสมาชิกเฮลท์คลับที่ไหนสักแห่ง อาจจะเลือกสถานที่ที่ใกล้กับที่ทำงานหรือใกล้ที่บ้านก็ได้ อย่างน้อยเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็ยังดี ซึ่งเราต้องบังคับตัวเองให้ได้

หาเวลาเข้าสปาบ้าง เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานหนัก หรือการนั่งทำงานนานๆ คุณอาจจะซื้อสมาชิกนวดแอนด์สปาที่ไหนสักแห่งที่บริการดีมีคุณภาพ เพราะเป็นเรื่องที่เราควรลงทุนเพื่อสุขภาพของเราจริงๆ

หาโอกาสเดินทางพักผ่อนกับครอบครัวตามสถานที่ต่างๆ ที่มีธรรมชาติสวยงามบ้าง เอาแค่ในประเทศไทยเราก็ท่องเที่ยวไม่ทั่วแล้วไม่ต้องไปไกลถึงเมืองนอก เพราะเป็นการสิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษ หากเป็นข้าวก็ต้องเป็นข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีต ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ก็ให้เน้นเนื้อปลา นอกจากนี้ก็ต้องรับประทานวิตามินเสริมด้วย เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน

ตรวจสุขภาพทุก 6 เดือนหรือทุกปี ขึ้นอยู่กับอายุ เพื่อจะได้ป้องกันหรือรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ห้ามเสียดายเงิน ให้ซื้อคอร์สการตรวจสุขภาพตามช่วงอายุ ถึงแม้ที่บริษัทจะมีสวัสดิการการตรวจสุขภาพประจำปีให้แล้วก็ตาม แต่อาจจะไม่ละเอียดพอ เราจึงควรตรวจสุขภาพโดยละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะโรคที่คนในครอบครัวเคยเป็น เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

เป็นสมาชิกหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ บางครั้งการที่เราได้รับความรู้จากหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพหรือเว็บไซต์ต่างๆ จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้ดี และรู้จักระมัดระวังสุขภาพตัวเองมากขึ้น

พักผ่อนให้เพียงพอ ข้อนี้ไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่สิ่งที่คุณต้องทำก็คือหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ มองโลกและคิดในแง่บวก สวดมนต์ และฝึกนั่งสมาธิเพื่อทำจิตใจให้สงบ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพจิตดีแล้วยังช่วยในเรื่องการทำงานด้วย

เงินซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นซื้อชีวิตไม่ได้ แต่เงินสามารถช่วยดูแลชีวิตเราให้ยืนยาวได้ หากรู้จักใช้เงินในทางที่ถูกที่ควร เมื่อคุณใช้ร่างกายหาเงินแล้ว ก็จงใช้เงินที่ได้มาดูแลร่างกายของตัวเองบ้างล่ะ

‘ไตรกีฬา’ บททดสอบคนหัวใจแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558602

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10:43 น.

‘ไตรกีฬา’ บททดสอบคนหัวใจแกร่ง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อีพีเอ

“ไตรกีฬา” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในด่านมหาหิน ที่ไม่ใช่ใครๆ ก็จะก้าวข้ามผ่านไปได้ เพราะเป็นการรวมการออกกำลังกายสุดทรหดถึง 3 อย่างไว้ด้วยกัน ได้แก่ วิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานทางไกล และว่ายน้ำระยะไกล เพราะฉะนั้นผู้กล้าที่จะผ่านเกมกีฬานี้ไปได้ แค่ต้องอาศัยทักษะการออกกำลังกายที่ดีถึง 3 อย่าง แต่ยังต้องอาศัยความอึดและเทคนิคสารพัดเพื่อพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย และที่ขาดไม่ได้คือหัวใจนักสู้ที่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยลอง ทั้งที่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความยากลำบาก และกล้าที่จะท้าทายตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น โดยลบคำว่า “ยอมแพ้” ออกจากพจนานุกรมในสมอง

เพื่อเป็นกำลังใจให้ใครที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่ากล้าพอไหม หรือใจสู้พอหรือยัง จากนี้คือ 2 ตัวแทนผู้กล้าที่รับคำท้าเข้าร่วมโครงการ Exclusive Triathlon Training season 2 by CIMB Preferred เพื่อก้าวผ่านความกลัวหรืออุปสรรคในใจเพื่อพาตัวเองไปอีกขั้น โดยทั้งคู่จะลงชิงชัยในการแข่งไตรกีฬาสนามในชีวิตในวันที่ 5 ส.ค.นี้

“ผมจะเป็นนักไตรกีฬาผู้พิการทางสายตาคนแรกของเมืองไทย”

อำนาจ ศรีสังข์ หรือ อู๊ด OZEEOOS แร็ปเปอร์หนุ่มวัย 16 ปี ที่เคยทำให้คนไทยเซอร์ไพรส์และประทับใจกับลีลาการแร็ปอันแสนดุดันมาแล้วในรายการเดอะแร็ปเปอร์ (The Rapper) เขาจะกลับมาทำให้ทุกคนทึ่งในตัวเขาอีกครั้ง ด้วยการพาตัวเองไปจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ในฐานะนักไตรกีฬาผู้พิการทางสายตาคนแรกของประเทศไทย

“ผมเริ่มออกกำลังกายมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบแล้วครับ เล่นกีฬาหลายอย่าง เป็นนักกีฬาว่ายน้ำและนักวิ่งของโรงเรียน เคยไปร่วมรายการวิ่งมามากมาย พิชิตฮาล์ฟมาราธอนแรกในงานกรุงเทพมาราธอน ตอนอายุ 13 ปี และยังเคยติดนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย เพื่อไปแข่งเอเชียนพาราเกมส์ ที่มาเลเซีย แต่สุดท้ายผมสละสิทธิ เพราะตอนนั้นความฝันที่เคยอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติตามรอยอาของผมเริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มหันมาสนใจงานเพลงมากกว่า เลยตัดสินใจขอมาตามความฝัน”

ด้วยความที่เป็นเด็กรักเรียนและมีแพสชั่นแน่วแน่ หลังจากพักความฝันในวงการกีฬา เขาตั้งหน้าตั้งตาตามฝัน เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่ 10 ขวบ หัดเล่นกีตาร์ กระทั่งได้มาออกรายการเดอะแร็ปเปอร์ แม้จะไม่ได้ที่ 1 มาครอง แต่อู๊ดก็ชนะใจกรรมการ ชนะใจแฟนๆ และชนะใจตัวเอง ที่ก้าวผ่านสิ่งที่หลายคนอาจมองว่าเป็นอุปสรรคจนได้นามสกุลเดอะแร็ปเปอร์ มาเปิดประตูแห่งโอกาสในวงการเพลงมากมาย

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเดินตามเส้นทางนักดนตรีที่รัก อู๊ดก็ได้รับโจทย์แสนท้าทายอีกครั้งที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนที่ผมย้ายจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กปกติ มีอาจารย์มาชวนว่าผมสนใจไปแข่งไตรกีฬาไหม ตอนนั้นผมคิดในใจ Oh my god จะได้เหรอ ต้องอายุ 18 ปีหรือเปล่า สำหรับผมไตรกีฬาดูเป็นกีฬาที่หนักมากๆ ต้องทั้งวิ่ง-ปั่น-ว่ายในคราวเดียว แต่ผมก็คิดว่าน่าจะลองดู เลยตัดสินใจตอบรับอาจารย์ไปแบบไม่ต้องคิดนาน เพราะผมมีความเชื่อว่า คนเราเวลามีแพสชั่นจะทำอะไร ต้องทำได้เลย ไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่ไปประกวดในรายการเดอะแร็ปเปอร์” อู๊ดบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมเผยว่า

“ไตรกีฬาครั้งนี้เหมือนเป็นบททดสอบที่จะพาผมก้าวผ่านขีดจำกัดไปอีกขั้น ที่สำคัญยังไม่เคยมีคนแบบพวกเราพิชิตไตรกีฬามาก่อน ผมจะเป็นคนแรกและเป็นผู้บุกเบิกพิชิตไตรกีฬาสนามแรกในชีวิตให้ได้”

จากเด็กหนุ่มที่พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด พอจะมองเห็นรางๆ จึงจะช่วยตัวเองได้บ้าง ทุกวันนี้อู๊ดบอกว่า เขาตั้งใจฟิตซ้อมอย่างเต็มที่ โชคดีที่มีพื้นฐานออกกำลังมาตั้งแต่เด็ก วันแรกๆ อาจจะเหนื่อยมาก แต่สักพักก็อยู่ตัว

“ผมไม่เคยเสียใจที่เกิดมาเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ ด้วยความที่เราเป็นแบบนี้ ทำให้เราต้องพยายามมองหาทัศนคติที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราเป็น การที่เราเป็นแบบนี้ ทำให้ผมโตไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ได้ผ่านบททดสอบยากๆ มาก่อนคนอื่น ทำให้มีภูมิคุ้มกัน และต่อให้หนทางข้างหน้าจะต้องเจออะไรก็ไม่หวั่น เพราะผ่านมาหมดแล้ว (หัวเราะ)” อู๊ดกล่าวทิ้งท้าย

บททดสอบที่ทำให้ชีวิตก้าวไปอีกขั้น

เพราะหลงใหลในโลกอาหารและเพลิดเพลินกับการชิมของอร่อย ทำให้ แก้ม-วศินี อัคคชาติกุล สาวสวยเจ้าของคาเฟ่สุดชิกอย่างแกรม (Gram) จำเป็นต้องเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย เพราะเธอบอกกับตัวเองแล้วว่าในเมื่อไม่อยากหันหลังให้ไลฟ์สไตล์ที่ชอบ ก็ต้องสร้างสมดุลให้การใช้ชีวิต เธอเริ่มต้นจากการวิ่ง จากนั้นจึงเริ่มต่อยอดสู่การปั่นจักรยาน

“แก้มไม่ชอบออกกำลังกายเลย แต่อย่างที่บอกว่าพอเอนจอยการกินบวกกับอายุเพิ่มน้ำหนักก็เพิ่มเติม เลยต้องหาวิธีเบิร์นบ้าง หลังจากวิ่งและปั่นจักรยานมาเรื่อยๆ เป้าหมายของแก้มเริ่มเปลี่ยน แก้มค้นพบความสุขจากการที่ได้วิ่งและปั่นได้สองขาไปยังสถานที่ต่างๆ ที่อยากไป ได้เห็นธรรมชาติสวยๆ ที่เราไปด้วยสองขาของเรา มันเป็นความเหนื่อยที่รู้สึกภูมิใจ และทำให้อยากจะรักษากำลังขาของเราเอาไว้พาตัวเองไปที่ที่อยากไปนานๆ”

อย่างไรก็ตาม ถึงแก้มจะรักในการปั่นจักรยานและการวิ่งขนาดไหน แต่เธอกลับไม่เคยคิดจะอัพเลเวล เพิ่มทักษะการว่ายน้ำ แล้วตีตั๋วไปแข่งไตรกีฬาสักครั้ง

“แก้มไม่เคยคิดจะเล่นไตรกีฬามาก่อน และไม่คิดจะเริ่มต้นด้วยถึงจะมีเพื่อนชวน หรือคนรู้จักเล่น เพราะแก้มคิดว่ากิจกรรมที่ทำอยู่ทั้งการวิ่ง ปั่นจักรยาน รวมไปถึงกิจกรรมแอดเวนเจอร์อย่างปีนผา แคมปิ้ง ก็กินเวลาแก้มมากแล้ว ยิ่งไตรกีฬาต้องว่ายน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้มเคยมีประสบการณ์ไม่ดี เพราะเคยเกือบจมน้ำตอนเด็ก แก้มไม่เอาดีกว่า”

จากหญิงสาวที่บอกตัวเองมาตลอดว่าชีวิตนี้ไม่ขอเล่นไตรกีฬา วันหนึ่งเธอกลับตัดสินใจจะพิชิตไตรกีฬาในชีวิต เพียงเพราะอยากปลดล็อกตัวเอง ทำในสิ่งที่คิดว่าคงทำไม่ได้ เพื่อพาตัวเองก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น

“ที่ผ่านมาใจเราคิดอยู่เสมอว่าเราทำไม่ได้ เราไม่มีเวลา และที่สำคัญคือไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ดังนั้นพอมีโอกาสที่จะได้ฝึกวิ่ง-ปั่น-ว่ายกับโค้ชมืออาชีพ เหมือนได้ท้าทายตัวเอง แก้มก็อยากจะลอง ซึ่งโจทย์ที่หนักที่สุดของแก้ม คือ การว่ายน้ำ วิ่งกับปั่นแก้มไม่ห่วง แต่ทักษะการว่ายน้ำของบางคนอาจจะอยู่ที่ศูนย์ แต่ของแก้มคือติดลบ เราไม่ใช่แค่ทำได้ไม่ดี แต่เราทำไม่ได้ สิ่งที่ทำให้แก้มไม่ยอมแพ้ทุกครั้งที่ลงสระ คือ กำลังใจจากคนรอบข้างที่เชื่อมั่นในตัวแก้ม ทำให้แก้มบอกตัวเองว่ายิ่งต้องตั้งใจทำให้ดี คิดบวกว่าสิ่งที่เรากำลังพยายามทำก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นของชีวิต”

มาถึงวันนี้แก้มยังไม่กล้าเรียกว่าตัวเองเป็นนักไตรกีฬา แต่มองว่าไตรกีฬาเข้ามาเปลี่ยนมายด์เซตบางอย่างในการใช้ชีวิต

“ไตรกีฬาทำให้แก้มรู้ว่าเวลาที่เจอกับอะไรที่เป็นอุปสรรคหรือเป็นจุดอ่อนในชีวิต อย่าวิ่งหนีหรือคิดว่าทำไม่ได้ แต่ต้องศึกษาและให้เวลากับสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้น”

‘นิราศ’ เชื่อมอดีตไว้กับปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558488

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

‘นิราศ’ เชื่อมอดีตไว้กับปัจจุบัน

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“เด็กอักษร” เขาว่ามีของเยอะ พร้อมปล่อยให้โลกรับรู้ได้อย่างไม่มีบันยะบันยัง คำกล่าวนี้ก็ไม่ได้เกินจริง กับผลงานที่โชว์ออกมาได้แบบมีไอเดีย สไตล์เด็กยุค 4.0 ผลงานของนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งกลุ่มทำงานที่ชื่อ “กาลอัคคี” มีสมาชิก 5 คน ครีเอตงานกลุ่มปิดท้ายการเป็นนิสิตปี 1 ประจำรายวิชาวรรณคดีไทย ทำหนังสือแต่งเป็นกลอนนิราศฉบับล่าสุด ใช้ชื่อเรื่องว่า “นิราศนิรันดร์” สร้างเรื่องราวย้อนกาลเวลาจากอดีต ผ่านตัวละครย้อนยุค “เทียดหนู” ให้เชื่อมโยงกับปัจจุบัน “นิด” สาวน้อยเจนวายที่จะพานักอ่านออกไปท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟฟ้า

“นิราศนิรันดร์” เผยแพร่สู่สายตานักอ่านผ่านคอลัมน์ “Thaiฤทธิ์” เผยแพร่ทาง minimore.com ในนาม “READTHINKWRITE” และทางเพจเฟซบุ๊ก“อ่าน-คิด-เขียน” และ “เอกภาษาไทย อักษรฯ จุฬาฯ” ได้ตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ ที่มีคอนเทนต์รวบรวมผลงานเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับวรรณคดีไทย ผลงานของคนอักษรฯ เลือดใหม่เหล่านี้ หลายๆ เรื่องลืมกันไปได้เลยว่าวรรณคดีไทย หรือ Thai Literature เป็นเรื่องพ้นยุคสมัย ยิ่งคนหลงใหลวรรณคดีไทยที่เข้ามาอ่าน ก็รับรู้ได้ว่าโคลงกลอนเหล่านี้ “มีอิทธิฤทธิ์” ปานใดในโลกยุคดิจิทัล

นิราศพาออกเดินทางไปกับรถไฟฟ้า

สมาชิกกลุ่มกาลอัคคีทั้ง 5 คน “เอิร์น” ปสุตา นุชนิตย์ “เก้า” บินยา กนิษฐ์โรจน์ “พิม” ปุณยาพรสุข ศาลาสุข “ทูเทิล” สิริโชค โกศัลวิตร “นิดหน่อย” สุพิชญา วรธำรง และหนุ่มหนึ่งเดียว “ภู” ภูริทัต หงษ์วิวัฒน์ เล่าที่มาที่ไปผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ มาจากคลาสเรียนวิชา “วรรณคดีไทยในสื่อและสังคมร่วมสมัย” ซึ่งอาจารย์ประจำรายวิชาวรรณคดีไทย มอบหมายให้นิสิตไปค้นคว้าข้อมูลตามความถนัด นำเสนอผลงานที่ขึ้นอยู่กับความสนใจ ภูมิหลัง โดยหาแนวทางในแบบฉบับของทีม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานตอบโจทย์คำว่าร่วมสมัยให้ได้มากที่สุด

สองตัวละครอยู่ในร่างเดียวกัน เทียดหนู-นิด พาคนอ่านออกเดินทางออกไปเที่ยวกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟฟ้า สาวแว่นหน้าใสลุคเด็กเรียน “นิดหน่อย” สุพิชญา สวมบทบาทนี้ เริ่มต้นเล่าถึงการครีเอทตัวละครสนุกๆ บทนี้ขึ้นมา

“โจทย์คือการสร้างงานวรรณคดีกับสื่อร่วมสมัย กลุ่มเราก็มาหาข้อสรุปร่วมกันค่ะ ว่าจะแต่งเรื่องราวออกมาในรูปแบบไหน แล้วก็ได้คำตอบบนรถไฟฟ้าตอนเดินทางกลับบ้าน ภู รับหน้าที่แต่งนิราศเรื่องนี้ก็หันมาถามค่ะว่า เธอจะลงสถานีไหน? นิดหน่อยก็บอกลงบางหว้า เขาก็แต่งกลอนสดๆ ให้เราฟังตรงนั้นเลย (หัวเราะ) ก็รู้สึกทึ่งว่า ..สนุกดีนะ

โครงเรื่องวางพล็อตก็คิดได้ทันทีตอนนั้นเลยค่ะ ว่าเราเล่นเรื่องการย้อนเวลาอดีตสู่ปัจจุบัน โดยใช้นิราศบนรถไฟฟ้า กิมมิกนี้ทุกๆ คนก็ขานรับทันทีค่ะ”

แรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญของกวี “ภู” ภูริทัต มือแต่งกลอนคุณภาพคับแก้วไม่ได้น้อยตามวัย หนุ่มน้อยคนนี้จัดเป็นกวีมือฉมัง ชื่นชอบการแต่งกลอนไปประกวดเวทีต่างๆ ทั่วประเทศ

“ไอเดียที่ได้จากรถไฟฟ้าบีทีเอส คำตอบจึงกลายเป็นนิราศ ขนบนิราศคือการคร่ำครวญยามเมื่อต้องเดินทางห่างไกลจากคนรัก แต่ถ้าบิดจากความรักของหนุ่มสาว ให้มาเป็นความรักในถิ่นกำเนิด ผมนึกถึงก็คือป้อมมหากาฬเป็นสิ่งแรกครับ ผมเคยได้ไปเข้าค่ายกับเพื่อนที่มีบ้านอยู่ที่นี่ เมื่อเราได้คุยกัน ก็รู้เลยครับว่าสภาพจิตใจเขาย่ำแย่มากๆ กับบ้านที่อยู่มายาวนานหลายช่วงอายุคน ตั้งแต่รุ่นก่อนปู่ย่าตายายด้วยซ้ำไป ต้องถูกรื้อทิ้ง ต้องย้ายออกไปจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยมายาวนาน โครงเรื่องจึงคิดตัวละครจากอดีตที่หลงยุคมาปัจจุบัน การตามค้นหาบ้านที่ป้อมมหากาฬ

คนสวมบทบาท ‘นิด’ ก็ยกหน้าที่ให้ ‘นิดหน่อย’ มีการคิดรูปประกอบเรื่องเป็นภาพถ่าย โดยพาขึ้นบีทีเอสลงสถานีสยาม แล้วพาเดินย้อนมาขึ้นเรือที่ท่าประตูน้ำ ไปลงท่าผ่านฟ้า เดินไปที่ป้อมมหากาฬ แต่ก็หาบ้านไม่เจอแล้ว

ผมต้องการสื่อให้สังคมเห็นครับว่า หน่วยงานในบ้านเรา ไม่ว่าภาครัฐ หรือเอกชน จัดการมรดกในอดีตได้ไม่มีประสิทธิภาพนัก การอนุรักษ์ของเก่าไม่ใช่แค่เพียงนำไปตั้งไว้ในพิพิธภัณฑ์ ผลงานชิ้นนี้ต้องการสื่อในเรื่องชุมชนโบราณที่สูญหายไป ผมไปดูสถานที่บ้านเรือนไม้เก่าแก่ถูกรื้อทิ้งจนเหี้ยนเลยนะครับ ซึ่งมันคือการแยกอดีตออกจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วการอดีตเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน นั้นคือการอนุรักษ์อย่างถูกทางที่สุดนะครับ”

ผลงานเด็กๆ ยุคเจนวายก็ต้องสนุกสนาน และตอบโจทย์คำว่าร่วมสมัยได้ชัดเจน “เก้า” บินยา อธิบายการทำงานที่ช่วยกันนำเสนอไอเดีย คิดฉากเริ่มต้นที่ “นิด” ใช้ชีวิตปกติไปเดินเล่นสยามแถวๆ ร้านซ่อมนาฬิกาโบราณ แล้วความไม่ปกติก็เริ่มขึ้น วิญญาณตัวละคร “เทียดหนู” ที่สิงอยู่ในเรือนนาฬิกา ถูกปลุกจากหลับใหลให้ออกมาสิงสู่ในร่างสาวน้อยวัยรุ่นแทน สองคนในร่างเดียวกัน พาออกเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เพื่อค้นหาถิ่นกำเนิดที่ผูกพัน

“อดีตและปัจจุบัน จะพาเราเดินก้าวต่อไปสู่อนาคตค่ะ พวกเราก็พยายามช่วยกันคิดผูกเรื่องราวให้ลงตัวที่สุด ขนบนิราศเดิมคือการคร่ำครวญก็ยังอยู่ค่ะ แต่ไม่ใช่เรื่องความรัก หากเป็นการคร่ำครวญถึงสิ่งที่หลุดลอยไปจากความทรงจำ อีกความตั้งใจของทีมเรา ก็คืออยากให้คนหันกลับมาอ่านนิราศ อ่านวรรณดคีไทย แล้วถ้ามีการค้นคว้าต่อไปก็คือครบจุดประสงค์ของการทำงานครั้งนี้ด้วยค่ะ”

สนุกไหม…บรรยากาศห้องเรียน“เอกไทย”

การร่ำเรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกวิชาภาษาไทย นิสิตกลุ่มนี้โชว์ความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ที่พร้อมบ่มเพาะ สร้างความรัก และมั่นคงกับการเติมความรู้กับขนบทางภาษาไทยให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ให้สมกับเป็นต้นกล้าใหม่ในโครงการ “สู่ความเป็นเลิศด้านภาษาไทย” มีทุนการศึกษาดึงเด็กรุ่นใหม่เข้าสู่โครงการภาษาไทยมากขึ้น

ใครคิดว่าคลาสเรียนวิชาวรรณคดีไทย เด็กๆ คงนั่งสัปหงกกันทั้งห้อง คงต้องคิดเสียใหม่ วัยรุ่นกลุ่มกาลอัคคี ขอโหวตความสุข สนุกอันดับ 1 ที่สุดของความฮิต ให้แก่การเรียนเรื่อง “เงาะป่า” วรรณคดีไทยประเภทบทละครร้อยกรอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วรรณคดีเรื่องล่าสุดที่เพิ่งเรียนกันไปหมาดๆ เมื่อเทอมที่ผ่านมา

“ทูเทิล” สิริโชค บอกขอเลือกเป็น “ทีมฮเนา” ไม่ต่างจากเพื่อน “เอิร์น” ปสุตา “พิม” ปุณยาพรสุข สาวอักษรฯ พากันยกใจให้ตัวร้ายในวรรณคดีเรื่องนี้กันทั้งนั้น

“เรื่องนี้มีจุดจบโศกนาฏกรรม ก็แล้วแต่ค่ะว่าจะเลือกให้ใครเป็นพระเอก ซึ่งถ้าอ่านตามเนื้อเรื่อง ก็ต้องยกบทพระเอกให้ ‘ซมพลา’ นางเอกคือ ‘ลำหับ’ ต้วร้ายที่หมั้นหมายกับนางเอกคือ ‘ฮเนา’ แต่พระเอกกับนางเอกก็ลักลอบรักกัน และหนีตามกันไป ฮเนาตามมาชิงตัวลำหับกลับไป และสุดท้ายพระเอกต่อสู้กับตัวร้ายไม่ได้ ซมพลาเสียชีวิต ลำหับฆ่าตัวตายตาม ฮเนารู้สึกผิดบาปมากฆ่าตัวตายตามไปอีกคน

เนื้อหาวรรณคดีไทยเรื่องนี้ ได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษของฮเนาได้ชัดเจนมาก เขาได้เข้าหอแต่งงานกับลำหับไปแล้วนะคะ แต่เมื่อรู้ว่าผู้หญิงไม่รัก ไม่มีใจให้ เขาก็ไม่แตะต้องเนื้อตัวนางเอกเลยด้วยซ้ำค่ะ เพื่อนๆ ที่ประทับใจวรรณคดีไทยเรื่องนี้มากๆ ก็สร้างทีมทำควิซเด็กดี ‘คุณเป็นใครในละครเรื่องเงาะป่า?’ (หัวเราะ) เป็นอีกคอนเทนต์ที่สนุกมากๆ เลยค่ะ” สาวน้อย  “ทูเทิล” สิริโชค เล่าถึงการเรียนที่ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลย”

“พิม” ปุณยาพรสุข บอกว่า งานวรรณคดีไทยต้องนำมาสร้างงานใหม่ ให้มีความสดใส บนพื้นฐานการเล่าเรื่องราวในรูปแบบกลอน นิราศ ซึ่งยึดขนบเดิมไว้ และดึงดูดความน่าสนใจให้คนอยากหยิบขึ้นมาอ่าน

วิถีชีวิตปัจจุบันก็นำมาปรับเข้ากับวรรณคดี ได้ไม่มีขัดเขิน “เอิร์น” ปสุตา อธิบายถึงการสร้างสรรค์ภาพประกอบของหนังสือนิราศนิรันดร์ ผลงานที่น่าภาคภูมิใจชิ้นนี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะดั้งเดิม ให้เข้ากันได้กับชีวิตคนยุคใหม่

“ภาพประกอบทำให้คนอยากหยิบหนังสือของเราขึ้นมาอ่านค่ะ ตอนแรกทีมเราคิดว่าจะสร้างเป็นคลิป แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ภู ก็บอกว่าเรารักหนังสือ อยากทำเป็นหนังสือมากกว่า และหนังสือก็สื่อสิ่งที่เราต้องการได้ทุกๆ เรื่อง มีข้อจำกัดน้อยกว่า ก็ลองทำดูค่ะ ทีมพวกเราช่วยกันถ่ายรูป เลือกนิดหน่อยให้สวมบทบาทเป็นตัวละครพาคนไปเที่ยวทั่วกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟฟ้า

นอกจากหนังสือ ก็มีการนำเสนอผ่านออนไลน์ด้วยค่ะ คลิกเข้าไปอ่าน แล้วเดินทางท่องเที่ยวตามบทกลอนนิราศที่ภูแต่ง รับรองเลยค่ะว่าไม่หลงทางแน่นอน และมีรายละเอียดที่แต่ละคนอาจมีความรู้สึกร่วมด้วย เพราะคือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนที่ต้องใช้รถสาธารณะด้วยรถไฟฟ้า ทุกๆ วันครบรสค่ะ”

คอกวีทั้งหลาย ฟังแล้วคงปลาบปลื้มตื้นตันแถมด้วยความอุ่นใจด้วยว่า วรรณคดีไทยไม่ตายในยุคนี้แน่ๆ อยู่แล้ว เด็กยุค 4.0 กลุ่มนี้มุ่งมั่นสู่ความเป็นกวีมือฉมังในอนาคต

ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย ‘ฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เอฟเอ็กซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558486

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 10:22 น.

ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย ‘ฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เอฟเอ็กซ์’

เรื่อง พุสดี

เทรนด์การดูแลสุขภาพที่ยังแรงดีไม่มีตก เปิดโอกาสให้คนรักสุขภาพมีทางเลือกมากมายในการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่น่าเบื่อ หนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายแนวใหม่เชื่อว่าต้องถูกใจเหล่ามนุษย์ออฟฟิศ คือการออกกำลังกายแนวใหม่ที่เรียกว่า ฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เอฟเอ็กซ์ (Functional Training FX) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่เน้นพัฒนาร่างกายให้ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นด้านพละกำลัง ความสมดุล ความอึด และความยืดหยุ่นของร่างกาย รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และส่งเสริมให้สามารถทำกิจกรรมและเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เน้นตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาววัยทำงานที่ประสบปัญหาออฟฟิศซินโดรม

หลักการสำคัญของฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เอฟเอ็กซ์ คือ การประยุกต์การออกกำลังกายแบบองค์รวม ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนทำงานอย่างสัมพันธ์กันมากกว่าการฝึกหรือออกกำลังกายแบบเน้นแยกกล้ามเนื้อออกเป็นส่วนๆ โดยจะนำท่าออกกำลังพื้นฐานอย่างท่า Squats และการ Push & Pull ซึ่งฝึกโดยเลียนแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวันมาใช้ เพื่อช่วยปรับท่วงท่าของผู้ออกกำลังให้สมดุลและแข็งแรงมากขึ้น รวมถึงช่วยแก้ไขอาการเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งทำงานในออฟฟิศติดกันหลายชั่วโมงได้มากกว่าการยกน้ำหนักหรือการวิ่งบนลู่วิ่งเพียงอย่างเดียว

สำหรับมือใหม่หัดเล่นอย่าเพิ่งใจร้อนเล่นจนหักโหมเล่นแบบผิดวิธี ใครที่สนใจแวะมาประลองความฟิตกันก่อนได้ที่ เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เพราะคลาสฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เอฟเอ็กซ์ ของที่นี่มีเทคนิคและอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ออกกำลังสามารถเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกายเพื่อการใช้งานจริง เน้นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อและข้อต่อทุกส่วน ทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นทั้งร่างกาย ผนวกกับช่วยเพิ่มความสมดุล และปรับการจัดวางท่าทางการนั่ง การเดิน ให้ดูทะมัดทะแมง มีการทรงตัวที่ดี และเสริมบุคลิกภาพ ที่สำคัญยังให้ความสนุกสนาน ท้าทาย ไม่ซ้ำซากจำเจ และเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในกลุ่ม มีอุปกรณ์หลายชนิดให้เลือกใช้ประกอบ และเป็นการฝึกกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เทรนเนอร์สามารถเข้าถึงและกระตุ้นให้ผู้ออกกำลังทุกคนแอ็กทีฟตลอดเวลา

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ใครๆ ก็หลงรักการบริหารร่างกายแบบนี้ คือ ไม่จำกัดอยู่ในทิศทางเดียวเหมือนการใช้เครื่อง ใช้กล้ามเนื้อหลายๆ มัดในเวลาเดียวกัน เน้นสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่วงลำตัว (Core Muscles) อีกทั้งทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวและรักษาความสมดุลได้ดี ช่วยให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ท่าออกกำลังกายที่เป็นท่าพื้นฐาน และเน้นการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา นอกจากเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว ยังเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและปอดอีกด้วย

“สำหรับคลาสฟังก์ชันนัล เทรนนิ่ง เอฟเอ็กซ์ ของเจ็ทส์จะใช้ท่าออกกำลังกายที่เป็นท่าพื้นฐาน และเน้นการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (Interval) สำหรับแต่ละเซตเพื่อคุมระดับความล้าของผู้เล่น เช่น ออกกำลังท่าที่หนัก 20 วินาที สลับกับท่าที่เบา 60 วินาที หรือออกกำลังกาย 30 วินาที พัก 10 วินาที รวมกัน 6-8 รอบขึ้นไป แล้วแต่การออกแบบของครูผู้สอน ดังนั้นนอกจากเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว ยังเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและปอดอีกด้วย นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัย คลาส FX ของเจ็ทส์ได้จำกัดการใช้ท่าที่มีแรงกระแทก และเน้นการออกกำลังกายที่ใช้ Full ROM (Range of Motion) ทำให้เพิ่มความยืดหยุ่นและการทรงตัวดีขึ้น และเพราะว่าเราสามารถเคลื่อนไหวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจึงลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากกิจกรรมที่เราทำทุกวันได้” เดน เค็นท์เวล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง ให้คำแนะนำ

ใครที่กำลังมองหาการออกกำลังกายที่ไม่ใช่แค่ช่วยเบิร์น แต่ทำให้ฟังก์ชั่นการเคลื่อนไหวร่างกายดีขึ้น อย่ามองข้ามการออกกำลังกายแนวใหม่นี้