เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/558418

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

โดยสมาน สุดโต

เรื่องราวประวัติศาสตร์ในวัดสามปลื้ม หรือ วัดจักรวรรดิราชาวาส เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร มีให้ติดตามหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเขตพุทธาวาส มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ด้วยว่าเป็นวัดที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่รัชกาลที่ 3 ทรงเรียกว่าพี่บดินทร์ เป็นผู้ปฏิสังขรณ์ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงที่เขตพุทธาวาสมีอนุสาวรีย์ เจ้าพระยาบดินทรเดชาประดิษฐานอยู่อนุสาวรีย์นั้นเป็นรูปหล่อ นั่งในท่าวางอำนาจ เรียกว่า ราชลีลาสนะ (Rajalila asana) ประดิษฐานในศาลาทรงงาม ข้างมณฑปพระพุทธบาท ท่านเจ้ามา ติดกับสระจระเข้ ที่มีอยู่ 2 ตัวในปัจจุบัน

หนังสือประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก และแม่ทัพใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์และชื่อค่าย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ของ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 2 อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2527 เล่าความเป็นมาของการสร้างรูปหล่อนี้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรุงเทพฯ เมื่อองค์หริรักษ์ (นักองค์ด้วง) พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ทราบว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ถึงอสัญกรรมแล้ว องค์หริรักษ์ระลึกถึงบุญคุณที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา ได้เคยช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตร ทั้งช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเก่าเขมร) แล้วให้พระภิกษุชาวเขมรช่างปั้นฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น ปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ด้วยปูนเพชร และกอปรการกุศล มีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้ง ที่เก๋งนี้ ชาวเขมรเรียกว่า “รูปองค์บดินทร์” ตลอดมาจนบัดนี้รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. 2392

ส่วนรูปหล่อที่วัดจักรวรรดิราชาวาส นั้น พระพุฒาจารย์ (มา) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส เมื่อยังเป็นพระมงคลเทพมุนี ได้ให้คนไปวาดเขียนถ่ายอย่างรูปปั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองเขมร มาให้นายเล็กช่างหล่อจัดการหล่อขึ้น

ขณะที่ปั้นหุ่นรูปได้อาศัยช่างเขียน และท่านทองภรรยาเจ้าพระยายมราช (แก้ว) ซึ่งมีอายุทันได้เห็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ช่วยกันติชมแก้ไขจนเห็นว่าเหมือนเจ้าพระยาบดินทรเดชาแล้ว จึงได้จัดการหล่อขึ้น ประจวบกับพระพุฒาจารย์มีอายุครบ 5 รอบ (60 ปี) จึงได้รวมทำพิธีฉลองอายุในคราวเดียวกัน รูปนี้หล่อขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2441 กับ พ.ศ. 2447

ในด้านศาสนานั้น นอกจากปฏิสังขรณ์วัดสามปลื้ม ปัจจุบันคือ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ปฏิสังขรณ์วัดพรหมสุรินทร์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายก (กรุงเทพมหานคร) ปฏิสังขรณ์วัดช่างทอง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงฟักผู้เป็นมารดาได้สร้างไว้ อยู่ที่เกาะเรียน จ.พระนคร ศรีอยุธยา ปฏิสังขรณ์วัดวรนายกรังสรรค์ (เขาดิน) จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างวัดตึก ปัจจุบันคือ วัดเทพลีลา พระอารามหลวง ย่านรามคำแหง ยกที่บ้านถวายเป็นวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญเสนาสนะพร้อม มีชื่อว่าวัดชัยชนะสงคราม แต่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าวัดตึก (สี่แยกวัดตึก กรุงเทพมหานคร)จนทุกวันนี้

ปีที่กลับจากเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง 71 ปี แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 ก็ถึงแก่อสัญกรรมที่บ้านริมคลองโอ่งอ่าง (บริเวณเชิงสะพานหันกับบ้านดอกไม้) ด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้นรุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2393 จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ

ในเขตพุทธาวาส ยังมีพระวิหารที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่ถึงรัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ส่งคืนกลับไปยังหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ. 2409 วิหารนั้นปัจจุบันจึงเป็นที่ประดิษฐานพระนาก

นอกจากนั้นก็มีพระอุโบสถ และวิหารถัดออกไปด้านหลังจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธฉาย อันพระพุทธฉายนี้ มีผู้ท่องเที่ยววัดโพสต์ข้อความในพันทิปดอตคอม (หลายปีมาแล้ว) ว่า

ต่อเนื่องจากพระวิหารเจดีย์เป็นภูเขาพระฉาย เป็นเขาจำลองขนาดย่อม ลักษณะเดียวกับเขามอ ใช้ตุ่มไหเป็นแกนโบกปูนทับ เป็นที่สักการะพระฉาย ที่ผนัง ลักษณะพระฉายทำเป็นเงาพระพุทธรูปยืนสีดำเว้าเข้าไป

(โดย) เขียนองค์พระพุทธรูปลงบนกระจกที่เคยเป็นกระจกเงาบานใหญ่สำหรับใช้ในการแต่งกายของเจ้าพระยายมราช

ผู้ที่โพสต์ในพันทิปดอตคอม บ่นว่า สถานที่ที่กล่าวมานั้น ขาดการดูแล กลายเป็นที่เก็บของ ดูรกรุงรัง ไม่น่าดู ผม(ผู้ที่โพสต์) พยายามเก็บภาพส่วนที่ดูไม่รกนักมาให้ดูกัน จึงดูพระฉายยังมีสีสมบูรณ์

เมื่อผู้เขียนเข้าไปต้นเดือน ก.ค. นี้ บางส่วนของพระฉายถูกปิดทอง จนเสียศิลปะ ความงาม ส่วนความสกปรกยังเหมือนเดิม

สรุปง่ายๆ ว่าขาดการดูแล และการทำความสะอาด ถ้าเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่บูรณะวัดให้งดงามมาเห็น จะรู้สึกอย่างไรหนอ เชื่อว่าเจ้าอาวาส พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา) คงให้คำตอบได้

วัดทองบน วัดเล็กๆ แต่อบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/558367

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

วัดทองบน วัดเล็กๆ แต่อบอุ่น

โดย วรธาร ทัดแก้ว

อยากเขียนถึง “วัดทองบน” ตั้งแต่ช่วงวิสาขบูชาที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้เขียนเลย วันนี้คิดว่าได้โอกาสแล้ว เหตุผลที่อยากเขียนถึงวัดเล็กๆ แห่งนี้ เพราะมีโอกาสได้ไปทำบุญตักบาตรที่วัดในวันวิสาขบูชา วันที่ 29 พ.ค. และตอนค่ำก็ไปเวียนเทียน รู้สึกประทับใจหลายๆ อย่างและชอบบรรยากาศการทำบุญที่วัดทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ

วันนี้เลยขอย้อนความประทับใจในการทำบุญที่วัดทองบนในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา เพราะบรรยากาศแบบนี้กำลังจะมาถึงอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. 2561 นั่นคือ วันอาสาฬหบูชา ที่เชื่อว่า วัดทองบน ถนนพระราม 3 วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา ใกล้สี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ จะมีชาวพุทธเดินทางมาทำบุญเนืองแน่นเช่นเดิม

ภาคเช้าวันนั้นมีพิธีตักบาตรที่ศาลาอเนกประสงค์ของวัด ศาลาขนาดใหญ่ 2 ชั้น แต่จัดทำบุญที่ชั้นล่าง พื้นที่กว้างขวาง โอ่โถง ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาว บรรยากาศเย็นสบาย มีเก้าอี้รองรับผู้มาทำบุญราวๆ 300 ตัวด้านหน้าเป็นโซฟาสำหรับใครก็ได้ที่อยากนั่งนุ่มๆ สบายๆ หรือใครชอบนั่งกับพื้นก็ตามอัธยาศัยไม่มีใครว่า

สำหรับชั้น 2 ใช้เป็นที่เรียนนักธรรมและบาลีของพระเณร และใช้เป็นที่พักทำวัตรสวดมนต์ของอุบาสกอุบาสิกาที่มารักษาศีลอุโบสถในวันพระช่วงเข้าพรรษาและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตลอดวันสำคัญอื่นๆ ที่วัดจัดกิจกรรม เช่น จัดปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศลในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

คำนวณผู้มาทำบุญด้วยสายตาราวๆ 400 คน อยู่จนจบพิธีราวๆ 300 คน เรียกว่า เก้าอี้ทุกตัวที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ไม่มีที่ว่าง ทุกคนพอเข้ามาในศาลาก็เปลี่ยนถ่ายสำรับอาหารใส่ภาชนะที่วัดจัดเตรียมไว้ ส่วนข้าวก็ใส่บาตร ธูปเทียนที่เตรียมมาก็นำไปบูชาพระ เสร็จแล้วนั่งฟังพระสวดถวายพรพระ ถวายภัตตาหาร ฟังเทศน์ รับพร กลับบ้าน

บรรยากาศการทำบุญต้องบอกว่าชวนให้นึกถึงวัดในชนบทหรือวัดต่างจังหวัด ที่พอถึงวันพระและวันสำคัญทางศาสนาชาวบ้านก็จะจูงมือลูกฉุดมือหลานเตรียมอาหารหวานคาว ดอกไม้ธูปเทียนลงไปวัด ทำบุญตักบาตร สมาทานศีล ฟังเทศน์กัน เสร็จแล้วกลับบ้าน พอตอนเย็นก็นำดอกไม้ธูปเทียนมาเวียนเทียนที่วัดอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่ประทับใจ คือ วัดทองบน เวลามีงานวัดกลับเนืองแน่นด้วยชาวพุทธ ทั้งที่วัดไม่ได้ตั้งอยู่ในชุมชน หน้าวัดติดถนนพระราม 3 ฝั่งตรงข้ามถนนพระราม 3 เยื้องไปอีกหน่อยก็เป็นวัดดอกไม้ ส่วนด้านข้างวัดเป็นคอนโดมิเนียมสูงระฟ้า อีกฝั่งเป็นบริษัทเอกชน นอกจากนี้วัดก็ไม่ได้โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งที่จะเป็นจุดดึงคนเข้าวัดเหมือนอย่างวัดปริวาสราชสงครามที่อยู่ไม่ไกลกันแต่เป็นวัดเกจิดังในอดีตและเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็เป็นพระสายเกจิด้วย แต่เวลามีงานบุญวันสำคัญทางศาสนาผู้คนมาจากทั่วสารทิศพื้นที่วัดที่กว้างขวางก็ดูแคบลง

พระมหาอาทิตย์ อมโร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นมหาเปรียญ 7 ประโยค จบปริญญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บอกว่า คนมาทำบุญและร่วมกิจกรรมที่วัดทองบนส่วนใหญ่มาจากย่านถนนสาธุประดิษฐ์ ถนนพระราม 3 แถวบางคอแหลม บางโคล่ และยานนาวา

“ความที่วัดมีความเงียบสงบ สะอาด อากาศเย็นสบาย ร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาอากาศดีมาก ลมเย็น แถมมีต้นไม้ตั้งเรียงรายให้ร่มเงาหลายต้น ตอนเย็นๆ ผู้คนมักจะขับรถพาลูกหลานมานั่งกินลมชมวิวสองฝั่งเจ้าพระยาและให้อาหารปลาตรงเขื่อนของวัด ซึ่งเขื่อนนี้สร้างขึ้นในสมัยพระครูสุทธิธรรมรักษ์ (รส อุ่มเพชร) เจ้าอาวาสรูปก่อนเนื่องจากสมัยก่อนวัดทองบนถูกน้ำท่วมตลอดเลยท่านจึงสร้างเขื่อนป้องกัน”

ความประทับใจอย่างหนึ่ง คือ วัดทองบนมีการเลี้ยงอาหาร น้ำดื่มประชาชนที่เดินทางมาทำบุญและร่วมกิจกรรมที่วัดทุกวันสำคัญทางศาสนา เรียกได้ว่าใครมาวัดทองบนนอกจากมาทำบุญแล้วยังอิ่มท้องด้วย

“การทำอาหารเลี้ยง เริ่มต้นมาจากหลวงพ่อพระครูสิทธิธรรมรักษ์ ท่านจะให้เงินแม่ครัวไปซื้อขนมจีนมาเลี้ยงญาติโยมในช่วงออกพรรษาทอดกฐิน ทำทุกปี ตอนหลังญาติโยมที่มาทำบุญเห็นหลวงพ่อให้เงินแม่ครัวไปทำอาหารเลี้ยงคนเลยขอทำบุญด้วย จากนั้นมาพอถึงวันสำคัญที่วัดจัดกิจกรรมต่างๆ ญาติโยมก็จะมาแจ้งความประสงค์บริจาคเงินเพื่อทำอาหารเลี้ยงคนตามศรัทธาโดยที่วัดไม่ได้บอกบุญแต่อย่างใด”

อีกความประทับใจคือ ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา วัดทองบนจะเต็มไปด้วยจิตอาสาที่มาช่วยงานวัดมากมาย เช่น ช่วยขายดอกไม้ ธูปเทียน อำนวยความสะดวกให้กับคนที่มาทำบุญ หลังจากเวียนเทียนเสร็จแล้วก็ช่วยเก็บดอกไม้ธูปเทียน ทำความสะอาดสถานที่ เก็บของร่วมกับพระเณรเป็นภาพที่เห็นแล้วประทับใจ

จะสังเกตเห็นว่าจิตอาสาส่วนใหญ่เป็นชาวพม่ามากกว่าคนไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะย่านสาธุประดิษฐ์นั้นมากไปด้วยชาวพม่า และคุณลักษณะที่เด่นชัดของชาวพม่าอย่างหนึ่งที่คนไทยต่างรู้จักดีคือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเขาก็ใส่ใจในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกสาธุชน วัดนี้แม้จะชื่อทองบนแต่ก็ไม่ได้เป็นวัดที่มีเงินเหมือนวัดอื่นๆ แต่ที่วัดพัฒนามาขนาดนี้เพราะบารมีของเจ้าอาวาสรูปก่อน (รูปที่ 7) คือ พระครูสิทธิธรรมรักษ์ (รส อุ่มเพชร) ด้วยเหตุนี้ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้เห็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของท่านที่มีต่อวัด จึงได้สร้างศาลาอุ่มเพชรลักษณะคล้ายมณฑปเพื่อเป็นอนุสรณ์และบูชาคุณ โดยข้างในจะประดิษฐานรูปหล่อของท่านเพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้

พระธรรมทายาท พระนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/557619

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

พระธรรมทายาท พระนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

สองสามวันมานี้นอกจากมีข่าวดีที่สังคมไทยและสังคมโลกได้ร่วมมือร่วมใจช่วยหนูๆ หมูป่า อะคาเดมี่ พร้อมกับผู้ช่วยโค้ช ออกจากถ้ำได้สำเร็จ อันนับว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจระดับโลก ก็มีข่าวดีเรื่องดีทางพระพุทธศาสนามาแบ่งปันให้ทุกท่านได้ทราบและอนุโมทนา เรื่องดีข่าวดีที่ว่า คือ เรื่องของพระทำงานเพื่อสังคมในนาม “พระธรรมทายาท”การอบรมพระธรรมทายาท เริ่มกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2524 อันเกิดจากการดำริของ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ได้ปรารภเรื่องการเผยแผ่ธรรมะของพระสงฆ์ไทยในการที่จะให้ประชาชนเข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาถูกหลัก รู้จักนำมาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันเท่าทันยุคสมัย จึงดำริให้จัดอบรมพระนักเผยแผ่เพื่อนำความรู้ไปอบรมคุณธรรมแก่ประชาชน โดยใช้ชื่อว่า “โครงการอบรมพระธรรมทายาท” โดยได้ทำการอบรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2524-2543 รวม 20 รุ่น มีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้

1.เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาให้แจ่มแจ้ง 2.เพื่อนำหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติให้เกิดผล 3.เพื่อเผยแผ่หลักธรรมที่ศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้องแก่ชาวโลก 4.เพื่อสงเคราะห์และอนุเคราะห์ชาวโลกให้พ้นจากความทุกข์ 5.เพื่อฝึกอบรมพระภิกษุให้เป็นธรรมทายาทที่สมบูรณ์

หลักสูตรอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทาน รังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จัดฝึกอบรมทั้งภาควิชาการ ภาคกรรมฐาน และภาคสนาม ใช้ระยะเวลาอบรมหลักสูตร 70 วัน จากการอบรมตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ได้รวบรวมสถิติพระสงฆ์ที่ได้เข้าโครงการธรรมทายาท เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนา ปรับปรุง วางแผนการทำงาน เพื่อให้การปฏิบัติศาสนกิจเป็นไปอย่างมีคุณภาพและมีพลังในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา 4 ภาค มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จึงสานต่องานพระธรรมทายาทด้วยโครงการสร้างพระธรรมทายาทนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ ประกาศสัจธรรม เพื่อเป็นอาจริยบูชาปัญญานันทภิกขุ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร “สร้างพระธรรมทายาทนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ” โดยอาศัยกรอบแนวคิดการอบรมพระธรรมทายาทที่ผ่านมา

การดำเนินงานโครงการสร้างพระธรรมทายาทนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ เป็นกระบวนการที่เกิดจากการระดมธรรมพระธรรมทายาทและการพัฒนาหลักสูตรฯ ในการสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ โดยอาศัยแนวคิดการอบรมพระธรรมทายาทของพระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) ภายใต้เป้าหมายสำคัญ คือ 1.พัฒนาองค์ความรู้ด้านการเสริมสร้างสังคมสุขภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเผยแผ่-พัฒนาระบบ กลไกการจัดการเพื่อให้เกิดการเทศนาสั่งสอนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ 2.การพัฒนาพระธรรมทายาทส่งเสริมสุขภาวะ ที่มีความสามารถปฏิบัติศาสนกิจที่สอดคล้องกับสภาพสังคม สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย แก้ปัญหาสังคมตามบริบทพื้นที่ของตนเอง และสร้างสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน

โครงการสืบเนื่องมาจะครบ 2 ปีแล้ว มีการดำเนินการทั้งทางวิชาการและการปฏิบัติตามขั้นตอน โดยมีดังนี้ 1.การระดมธรรมโดยธรรมทายาททั่วประเทศรุ่น 1-20 จัดเวทีพูดคุยชี้แจง เตรียมการร่วมกับเครือข่าย จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อวางแผนรวบรวมข้อมูล ระดับภูมิภาค 5 ภาค ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจัดทำข้อมูลของพระธรรมทายาท 2.จัดเวทีระดมธรรม ธรรมทายาทสืบสาน ปณิธานปัญญานันทภิกขุระดับภาค ทำการค้นหา คัดเลือกพระธรรมทายาทต้นแบบ 5 ภาค 3.จัดทำหลักสูตรพระนักพัฒนาธรรมทายาทส่งเสริมสุขภาวะ มีการระดมธรรมถอดบทเรียนพระธรรมทายาท รุ่น 1-20 ใน 5 ภาค รวม 106 รูป ประชุมคณะกรรมการเพื่อจัดทำหลักสูตร 5 ภาค และผลิตสื่อสิ่งพิมพ์

4.ฝึกอบรมพระธรรมทายาทเพื่อเสริมสร้างสังคมสุขภาวะ ด้วยหลักสูตรพระธรรมทายาทเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ ฝึกภาคทฤษฎีและภาคสนาม ลงพื้นที่ปฏิบัติการเทศน์สอนและทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนและโรงเรียน 5.เผยแผ่ผลงานของพระธรรมทายาทต้นแบบ 106 รูป ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติฯ WBTV 6.สนับสนุนและพัฒนากลไก การบริหารจัดการหลักสูตรพระนักพัฒนาธรรมทายาท โดยสนับสนุนและพัฒนากลไกการพัฒนาพระธรรมทายาทระดับภาค และระดมธรรมสรุปบทเรียน ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง

จะเห็นได้ว่างานที่ทางโครงการได้ทำมานั้นได้มาบรรจบกับงานที่มหาเถรสมาคมร่วมกับรัฐบาลในการถวายงานแด่คณะสงฆ์เรื่องการขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนาตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งคงกล่าวได้ตรงนี้ว่า พระท่านทำงาน ท่านปฏิรูปตัวเองมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะได้รับแรงหนุนจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมเช่นในปัจจุบัน ในวันที่ 17 ก.ค.นี้ ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จะมีการจัดงานมหกรรม “จุดเทียนปัญญา เพื่อสืบสานปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” ขึ้น ซึ่งได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม เป็นประธานเปิดงานและมอบโล่พระธรรมทายาทต้นแบบ พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานพระธรรมทายาทและกล่าวสัมโมทนียกถา ในหัวข้อ “พระธรรมทายาท กับบทบาทสาธารณสงเคราะห์”

ต่อด้วยบรรยายพิเศษ เรื่อง “พระธรรมทายาทกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย” โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในช่วงบ่ายมีการเสวนาในหัวข้อ “เส้นทางและรูปธรรมการสร้างเสริมสังคมสุขภาวะของพระธรรมทายาท” โดยผู้แทนพระธรรมทายาทในแต่ละภาค

กล่าวได้ว่างานพระพุทธศาสนานั้นพระสงฆ์องค์เณรได้ทำตามกำลังสติปัญญาความสามารถมาอย่างเต็มกำลังตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยได้รับการอุปัฏฐากบำรุงจากญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาตลอดมา จนมาถึงยุคนี้ ที่ว่ากันว่าเป็นยุค 4.0 จะทำอะไรก็ต้องมีแผน มียุทธศาสตร์ มีโครงการ ซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือกันทั้งฝ่ายรัฐบาล คณะสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกา ร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย ช่วยกันผลักดันคนละไม้ละมือ ก็จะเป็นพลังหมุนล้อแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าไปอย่างมีสุขภาวะได้อย่างยั่งยืน

หยิบกล้องส่องพระ ‘สกลธี ภัททิยกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556973

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 12:46 น.

หยิบกล้องส่องพระ ‘สกลธี ภัททิยกุล’

เรื่อง : เอกชัย จั่นทอง ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เลาะเวียนมาย่านเสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร หลังจากนัดหมายแหล่งข่าวคนสำคัญเพื่อมาเปิดอกเปิดใจ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวส่วนตัวควบคู่กับชมพระเครื่องของรักของหวงกัน สำหรับแหล่งข่าวคนสำคัญที่ว่าไม่ใช่ใครอื่นไกล “สกลธี ภัททิยกุล” หรือ “จั้ม” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าหลายคนรู้จักคุ้นผู้ชายคนดีอย่างดี โดยเฉพาะในแวดวงนักการเมืองประเทศไทย สวมบทบาทโดดเด่นบนเส้นทางการเมืองไม่น้อย

ชีวิตการทำงานของ “สกลธี” เริ่มต้นด้วยการเข้ารับราชการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จนกระทั่งในเวลาต่อมา จรัญ ภักดีธนากุล สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ชักชวนให้ สกลธี มาเป็นเลขานุการส่วนตัว จนกระทั่งเดือน ต.ค. 2550 สกลธีก็ตัดสินใจลาออกจากราชการและลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ คลุกคลีทำงานการเมืองมานาน ก่อนรัฐประหารปี 2557 ผู้ชายคนนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะแกนนำกลุ่ม กปปส. ปัจจุบันรับตำแหน่งสำคัญรองผู้ว่าฯ กทม.

สกลธี เล่าว่า ส่วนตัวเคารพนับถือพระหลวงปู่ทวด แขวนพิมพ์อาปาเช่ ปี 2505 วัดช้างให้ จ.ปัตตานี เป็นพระเครื่องที่พกพาติดไปเสมอ ไม่ว่าทำงานเดินทาง เนื่องจากมีความรู้สึกว่า ทุกครั้งที่ได้แขวนหลวงปู่ทวดรู้สึกอุ่นใจเป็นองค์ที่แขวนอยู่ในช่วงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ด้วย

“รู้สึกมีผู้ใหญ่เมตตา อุ่นใจเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากพุทธคุณของหลวงปู่ทวดทุกคนทราบดีอยู่แล้ว มีความโด่งดังเรื่องความปลอดภัยแคล้วคลาด และเมตตาอยู่แล้ว อีกทั้งปกติตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะสวดมนต์อยู่เสมอ ดังปัจจุบันนี้ยังสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน รวมถึงวันสำคัญต่างๆ จะเข้าวัดทำบุญอยู่เสมอ”

นอกจากนี้ ทุกเช้าจะไหว้พระโต๊ะหมู่บูชาที่บ้านเป็นประจำก่อนออกไปทำงาน อธิษฐานขอให้การดำเนินการทำงานต่างๆ ตลอดทั้งวันราบรื่นด้วยดี ประสบความสำเร็จ ครั้งเวลามีอะไรเหตุการณ์สำคัญๆ มักจะอธิษฐานขอพรให้การทำงานทุกอย่างราบรื่นไร้ปัญหาอุปสรรคเหมือนกับคนทั่วไป”

รองผู้ว่าฯ กทม. สำทับอีกว่า เนื่องจากทางครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ชอบไปทำบุญในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จึงได้มีโอกาสติดตามไปร่วมทำบุญจนซึมซับชื่นชอบการทำบุญตลอดมา ส่วนเรื่องการแขวนพระส่วนตัวมองว่า ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ ส่วนตัวในฐานะพุทธศาสนิกชน คิดว่าพระเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ส่วนทางพุทธคุณเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้แต่ว่ามีความรู้ทุกครั้งที่แขวนพระอย่างน้อยก็อุ่นใจ ในการไปปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงเรื่องการเดินทางที่คิดว่ารู้สึกปลอดภัยทุกครั้ง

สำหรับสาเหตุที่สนใจสะสมพระเครื่อง รองผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า เริ่มต้นสนใจศึกษาพระเครื่องประมาณปี 2547 หลังเข้าอุปสมบทที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ทางเจ้าอาวาสขณะนั้นชอบดูพระและมีหนังสือพระจำนวนมาก จึงหยิบขึ้นมาอ่านศึกษาในช่วงจำวัด จนเริ่มชื่นชอบสนใจ เนื่องจากเห็นว่าพระเครื่องแต่ละองค์มีเสน่ห์ กระทั่งสึกออกมาจึงไปเดินดูพระเครื่องที่ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน

กระทั่งประมาณปี 2549 ได้รู้จักกับ “พี่ธนา” หรือธนา ชีรวินิจ อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ชื่นชอบพระเครื่องเช่นกัน ได้พูดคุยรู้จักกัน “พี่ธนา” เลยชักชวนให้ลงสู่สนามการเมืองระดับประเทศ ก่อนปรึกษาครอบครัวคิดทบทวนอยู่นานนับเดือน ผนวกกับทางครอบครัวสนับสนุนเต็มที่ ที่สำคัญโดยส่วนตัวชอบการเมืองเป็นทุนเดิม ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากราชการ ซึ่งขณะนั้นสังกัดอยู่ดีเอสไอ กระทั่งปี 2550 ได้ตอบตกลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์สู่สนามการเมืองระดับชาติ ซึ่งทุกวันนี้ยังคลุกคลีอยู่กับวงการพระเครื่องเช่นเดิม

“ส่วนใหญ่พระเครื่องต่างๆ จะได้รับมรดกตกทอดจากสมัยคุณตาคุณพ่อ และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือให้มา บางองค์ที่ชอบก็อาจเช่าไว้เอง ที่เข้าวงการการเมืองได้เพราะวงการพระเครื่องเลย เนื่องจากไปเดินดูพระเครื่องที่ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน”

ท้ายที่สุดสำหรับการทำงาน สกลธี ยอมรับว่า จะปฏิบัติงานในฐานะรองผู้ว่าฯ กทม.อย่างเต็มที่ สิ่งใดเรื่องใดเร่งด่วนจะเข้าไปสั่งการแก้ไขให้ทันที ไม่ว่าเรื่องจะยากแค่ไหนยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ เป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งปัญหาทางเท้า ขยะ มลพิษ ฯลฯ ทางกรุงเทพฯ ต้องดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.

ตั้ง มส.ตามพระราชอัธยาศัย คือคำตอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556964

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

ตั้ง มส.ตามพระราชอัธยาศัย คือคำตอบ 

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

ผ่านการพิจารณาและการลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเรียบร้อยด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 127 เสียง สำหรับร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ขั้นตอนต่อไปประธาน สนช.ก็จะส่งร่างฯ ไปให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

โดยร่างกฎหมายดังกล่าว สาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์คงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)

ขณะที่องค์ประกอบของ มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุ ซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

แม้ร่างกฎหมายนี้จะผ่าน สนช.ไปแล้ว แต่ประเด็นการแต่งตั้ง มส. ที่ให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั้น เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั้นชาวพุทธและพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยยังต้องการความชัดเจนจากนักกฎหมายเพื่อจะได้หายกังวล เพราะตัวหนังสือในกฎหมายสามารถตีความได้ต่างๆ

“ผมขอตั้งคำถามถึงท่านรองฯ วิษณุ หรือนักกฎหมายทั้งหลายว่า กรณีเช่นนี้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะไม่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้หรือไม่” น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตั้งคำถามถึงนักกฎหมายทั้งหลาย

น.อ.ทองย้อย กล่าวว่า ที่ถามเช่นนี้ไม่ได้ตีรวน แต่ต้องการความแน่ใจและความชัดเจน เพราะตามความเป็นจริงกฎหมายจะมีผลก็ต่อเมื่อมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจึงต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก่อน แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเกิดยึกยักเล่นแง่ ยังไม่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะเป็นไปได้ไหม

“อยากถามนักกฎหมายหรือผู้รู้ว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะไม่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้หรือไม่ หรือว่ามีหลักกำหนดแน่นอนว่านายกฯ ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการสถานเดียว ไม่ลงนามมิได้ ตรงนี้อยากให้ผู้รู้กฎหมายชี้ชัดไปเลย ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วนายกฯ ต้องลงนามสถานเดียว ไม่ลงไม่ได้ อย่างนี้ผมและชาวพุทธก็สบายใจ เพราะเราสามารถคาดหวังถึงความเจริญของพระพุทธศาสนาในอนาคต เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะอยู่แล้ว อีกทั้งทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกด้วย

ดังนั้น การที่พระองค์จะทรงแต่งตั้งใครมาทำหน้าที่ ถือว่าทรงมีพระราชวินิจฉัยและกลั่นกรองมาดีแล้ว อีกทั้งในกฎหมายพระองค์จะทรงปรึกษากับสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ก็ได้ ซึ่งถ้าทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราชองค์ประมุขสงฆ์ก็อาจจะถามความเห็นจากคณะสงฆ์ก็เป็นได้ แต่ที่สุดแล้วการแต่งตั้งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยขึ้นกับพระองค์เอง ถ้าอย่างนี้เราชาวพุทธเคารพและไว้วางใจในพระราชอัธยาศัยของพระองค์เสมอ” น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กล่าวทิ้งท้าย

วัดสามพระยา เมื่อไม่มีเจ้าคุณเอื้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556963

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

วัดสามพระยา เมื่อไม่มีเจ้าคุณเอื้อน 

โดย…สมาน สุดโต

วัดสามพระยา ที่เคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาและปกครองคณะสงฆ์ กำลังเงียบ วังเวง เมื่อไม่มีพระพรหมดิลก (ดร.เอื้อน กลิ่นสาลี ป.ธ.9 Ph.D.) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าสำนักเรียนวัดสามพระยา ที่ต้องถูกจองจำ เมื่อศาลท่านปฏิเสธที่จะให้ประกันตัว แต่ก่อนทุกอย่างจะเป็นอดีต ท่านสั่งเสียพระที่วัดสามพระยาด้วยความเป็นห่วงว่าอย่าทิ้งสำนักเรียนบาลี

สำนักเรียนบาลีวัดสามพระยา มีชื่อเสียงมานานว่ามีนักเรียนทั้งพระภิกษุ-สามเณร มีศักยภาพสอบบาลีได้ทุกปี บางปีมีสามเณรสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่ออุปสมบทได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ให้เป็นนาคหลวง เป็นเกียรติแก่สำนักตลอด ที่มีผลงานระดับนี้ เพราะวัดสามพระยา เป็นทั้งสำนักเรียนและเป็นศูนย์กลางอีกหลายอย่างของคณะสงฆ์ไทย เริ่มมาจากอดีตเจ้าอาวาสหลายองค์ และที่ไม่มีใครลืมคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนคณะสงฆ์ทั้งการปกครอง และการศึกษา และเจ้าอาวาสรูปต่อมาคือพระพรหมดิลก ได้สานเจตนานั้นมาตลอด จนกระทั่งต้องมาตกเป็นผู้ต้องหา และต้องสละเพศสมณะโดยไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2561

เปิดเฟซบุ๊กวัดสามพระยา พบข้อความวันที่ 24 พ.ค. 2561 ที่คณะศิษย์บรรยายว่า

ขอพระไตรรัตน์ พระทั้งสาม พระพุทธรัตน์ เป็นประธานให้ท่านสู้ ความหดหู่ในใจไปให้พ้นธรรมรัตน์ ส่องสว่างทางชีวิตจงพิชิตสัพพะภัยให้ห่างหายรัศมีพระธรรมนำท่านไปสู่จุดหมายที่หวังอย่างอาจองค์สังฆรัตน์ จงปัดป้องคุ้มครองท่านให้ย่างทานกาลเวลา สง่าหงส์ให้แข็งแรงด้วยแรงสู้อยู่ดำรงถือธงชัยชนะนั้นมาครองหากใจดีมีธรรมประจำจิตใครจะคิดจะตอบมอบความเศร้าจิตไม่มองเพราะมีธรรมตามดั่งเงาธรรมจะเฝ้าเป็นเกราะเพชรเผด็จมาร

สิ่งใดที่อดีตเจ้าอาวาสเคยทำไว้ รุ่นหลังได้สานต่อ แม้กระทั่งการใส่บาตรทุกวันพระ ดังบทกลอนที่ศิษย์เขียนถึง (วันที่ 12 มิ.ย. 2561)

วันนี้เป็นวันพระแรม 14 ค่ำ จำได้ขึ้นใจถึงวันพระครั้งใดท่านออกมาใส่บาตรหนาพระหนุ่มเณรน้อยได้ก็เปรมปรีดิ์แสนดีใจถึงแม้จะแลเห็นแต่เงา พวกเราก็ยังอุ่นใจ

ผู้เขียนไปในวัด ช่วงบ่ายวันที่ 3 ก.ค. พบว่าบรรยากาศทั่วไปค่อนข้างเงียบเหงา หอพักสงฆ์ หรือโรงแรมพระสงฆ์จากภูมิภาค 2 อาคารที่เคยมีชีวิตก็ซบเซา เพราะไม่มีผู้พักอาศัย ในบริเวณกุฏิที่เป็นอาคารทรงไทยโบราณ ตั้งอยู่อย่างสงบ เมื่อมาที่ศาลาอบรมสงฆ์ ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นหอประชุมอเนกประสงค์ ถูกปิดล็อกทุกด้าน

ข้อมูลทางวัดเขียนไว้ว่า ศาลาอบรมสงฆ์หลังนี้สร้าง พ.ศ. 2495 ในสมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) มีขนาดความยาว 41 เมตร กว้าง 22 เมตร เป็นอาคารอเนกประสงค์ชั้นเดียวศาลานี้มีคุณประโยชน์มากมายนับแต่เริ่มสร้าง โดยใช้เป็นที่อบรมสงฆ์ทั่วประเทศ เช่น อบรมพระสังฆาธิการตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ตำบล อำเภอ จังหวัด และภาค เป็นต้น และยังใช้เป็นสนามสอบบาลีประโยค ป.ธ.7-8 และ 9 ที่ตรวจข้อสอบบาลี และประกาศผลสอบธรรมสนามหลวง และบาลีสนามหลวง เป็นประจำทุกปี

ศาลาอบรมสงฆ์หลังนี้ยังสร้างประวัติศาสตร์แก่คณะสงฆ์อีกหลากหลาย เช่น เป็นที่ตั้งสำนักอบรมครูวัดสามพระยา ที่มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระปริยัติโสภณ เป็นผู้อำนวยการ เพื่อสร้างพระสงฆ์ให้ได้รับความรู้ ความฉลาด ความสามารถ และความประพฤติดี โดยมีวิทยากรที่ทรงความรู้ในยุคนั้นมาประสิทธิ์ประสาทความรู้

บทบาทของสำนักอบรมแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาล จึงสร้างอาคารหลังหนึ่งชื่อว่า รัฐธัมมูปถัมภ์ แต่ความรุ่งเรือง มาสะดุดเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำในการอุปถัมภ์ ถูกรัฐประหาร  เมื่อ พ.ศ. 2500

เมื่อเดินไปที่อาคารเรียนที่พระพรหมดิลก สั่งเสียว่าอย่าทิ้งสำนักเรียนบาลี ด้านหน้ามีป้ายใหญ่ติดไว้ให้กำลังใจแก่ผู้เข้าอบรมว่า เก้า ก้าวเพื่อเปรียญเก้า และ พระราชกระแสเกี่ยวกับเรียนของพระสงฆ์ในรัชกาลที่ 10 ที่พระราชทานแก่ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ว่า “พัฒนาความรู้และคุณภาพพระสงฆ์ ให้เป็นหลักทางใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย”

ขึ้นไปที่ชั้น 2 ก็พบห้องเรียน ป.ธ.7 ป.ธ.8 และ ป.ธ.9 ที่หน้าห้องมีประกาศชื่ออาจารย์ผู้สอน รายชื่อนักเรียน และตารางเรียน เช่น ชั้น ป.ธ.9 มีอาจารย์สอน 2 รูป คือ พระศรีปริยัติดิลก และพระมหามนูญธมฺมธโร กำหนดเวลาเรียนเป็น 2 ช่วง คือ ภาคเช้า เวลา 09.00-10.15 น. และภาคค่ำ เวลา 19.00-21.00 น. ส่วนนักเรียน ป.ธ.9 มี 5 รูป ในจำนวนนั้นเป็นพระ 4 รูป สามเณร 1 รูป

ผู้เขียนไปเยี่ยมชมเวลา 14.00 น. ไม่มีนักเรียนเหลือ นอกจากพระมหาสมศักดิ์สุขเวสโก ที่ฝึกฝนวิชาแปลไทยเป็นมคธอย่างขะมักเขม้น เพราะสอบตก ป.ธ.9 มาหลายปี แต่ก็ไม่ท้อ โดยท่านฝึกแปลพระธรรมเทศนาเรื่อง มงคลวิเสสคาถาที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ถวายเนื่องในวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เมื่อ ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อนหาสธมฺโม) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2539-24 พ.ค. 2561

วันที่ 13 ก.ค.นี้ เป็นวันเกิดปีที่ 72 ถ้ายังมีอำนาจวาสนา วัดสามพระยาจะแน่นด้วยพระเถระและสัปปุรุษ

21 ก.ค. วันสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช (ป๋า)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556962

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 11:12 น.

21 ก.ค. วันสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช (ป๋า)

โดย…พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.)

วันเสาร์ที่ 21 ก.ค.เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เนื่องด้วยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณฺณสิริ ป.ธ.6) หรือสมเด็จป๋า อธิบดีสงฆ์แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2515 ทางวัดจึงจัดงาน “วันมูลนิธิสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร)” ณ หอประชุมสงฆ์ น.16 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

การเยือนสำนักวาติกันนั้น พระเทพวีราภรณ์ (สีนวล ป.ธ.9) อธิบดีสงฆ์องค์ปัจจุบัน เล่าในคำปรารภ หนังสือ สู่สำนักนิกสัน พิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในวันดังกล่าวว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) (30 มี.ค. 2439-7 ธ.ค. 2516) เป็นผู้ยึดมั่นในพระธรรมวินัยและขนบธรรมเนียมประเพณี มีความสง่าผ่าเผย เมื่อพบปะสนทนากับชาวต่างชาติ ผู้นำต่างศาสนา

ในการเดินทางเป็นพระสมณทูตผู้แทนคณะสงฆ์ไทย ตามคำอาราธนาของสำนักเลขาธิการ องค์การศาสนาวิเทศสัมพันธ์ แห่งนครรัฐวาติกัน เมื่อปี 2515 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 ณ สำนักวาติกัน เจ้าประคุณสมเด็จพระองค์นั้น ขณะยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต ก่อนสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในเดือนเศษต่อมา มีเหตุการณ์บันทึกไว้เป็นประจักษ์พยานสำคัญชิ้นหนึ่งเป็นภาพวาดภาพสีน้ำมันที่ประตูเข้าสมณสภา นครรัฐวาติกัน แสดงภาพพระองค์ทรงห่มผ้าจีวรหนีบเรียบร้อย ไม่ทรงใส่ถุงเท้าและสวมพระบาททั้งๆ ที่ภูมิอากาศแตกต่างจากประเทศไทย เพื่อแสดงถึงความเคารพอย่างยิ่งต่อศาสนสถานและชนต่างศาสนากัน

อนึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จ ทรงเป็นนักปกครอง วางพระองค์เสมอต้นเสมอปลาย ให้คติคำสอนว่า อำนาจก็ต้องรักษา ปฏิปทาก็ไม่ให้ติหรือเสียหายได้ จึงเป็นที่เคารพรักและเคารพนับถือของศิษยานุศิษย์ทั้งเพศบรรชิตและคฤหัสถ์ยิ่งนัก นับได้ว่าเป็นสง่าราศีแก่ประเทศชาติ และแก่พระศาสนา โดยเฉพาะแก่วัดพระเชตุพนฯ ผลงานที่ทำให้พระองค์ยังสถิตอยู่ในความทรงจำของเราท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน นอกจากคำสั่งสอนทางพระธรรมเทศนา การวางพระองค์ ที่รับทราบกันดีภายในหมู่ลัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก และศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดแล้ว ผลงานด้านการประพันธ์หนังสือนับได้ว่าเป็นอมตนิพนธ์ ที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี มีสารประโยชน์ในการน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ต่อมาเมื่อวันพุธที่ 16 พ.ค. 2561 คณะผู้แทนจากไทย ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม และพระสงฆ์จากไทย (วัดพระเชตุพนฯ) ได้เฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เป็นการส่วนพระองค์ที่ ณ นครรัฐวาติกัน เพื่อถวายพระคัมภีร์พระมาลัย อันเป็นคัมภีร์โบราณ ที่คณะสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ ปริวัตรจากภาษาขอมเป็นบาลีและไทย เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกทั้งสองศาสนา ที่มีอยู่อันยาวนานให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มีพระดำรัสขอบใจ และรำลึกถึงการพบปะเสวนาระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 กับเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (ปุ่นปุณฺณสิริมหาเถร) (เมื่อ พ.ศ. 2515) ซึ่งภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ของท่านเจ้าประคุณ สามารถเห็นได้ ณ ประตูทางเข้าของสมณสภา ในขณะนี้

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน รูปหล่อพิมพ์นิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556279

  • วันที่ 01 ก.ค. 2561 เวลา 12:54 น.

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน รูปหล่อพิมพ์นิยม

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ครั้งที่แล้วชมรูปหล่อพิมพ์ขี้ตาของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ไปแล้ว วันนี้มาชมรูปหล่อ พิมพ์นิยมหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ที่เป็นพระเครื่องรูปหล่อที่แพงที่สุด ในประวัติบันทึกว่า หลวงพ่อเงินท่านได้จ้างช่างจากบ้านช่างหล่อกรุงเทพฯ คือ นางวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา เป็นผู้ออกแบบและหล่อพระรูปหล่อพิมพ์นิยม และเหรียญพิมพ์จอบใหญ่ เหรียญพิมพ์จอบเล็ก โดยประมาณปีที่สร้างอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2451-2459 ปัจจุบันค่านิยมของพระรูปหล่อพิมพ์นิยมอยู่ที่หลักล้านปลายจนถึงแปดหลักสำหรับสภาพสวยสมบูรณ์ องค์ที่นำมาให้ชมเป็นรูปหล่อพิมพ์นิยมไม่มีมือรองนั่ง

รูปหล่อพิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ได้รับความนิยมสูงสุดเพราะจำนวนพระมีน้อยและหายากกว่าพิมพ์ขี้ตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพิมพ์สวยงามกว่าพิมพ์ขี้ตา องค์พระจะอวบอิ่ม พิมพ์นิยมเป็นพระเทหล่อแบบช่อโดยต่อสายนำน้ำโลหะเข้าทางใต้ฐาน เมื่อโลหะเย็นตัวลงจึงตัดก้านชนวนใต้ฐานจึงมีรอยแต่งตะไบทุกองค์และในส่วนที่สำคัญ เช่น หน้าผาก โหนกแก้มจะมีความนูนอย่างชัดเจน ริ้วจีวรจะคมชัดอ่อนช้อย เนื้อโลหะซึ่งอายุ 100 ปีขึ้นจะมีประกายสุกสว่างไม่ซีดหม่นและผิวพระจะปรากฏรูพรุนคล้ายตามดละเอียด

รูปหล่อพิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ คือ 1.พิมพ์นิยมไม่มีมือรองนั่ง 2.พิมพ์นิยมมีมือรองนั่ง (มือที่ประสานมีเส้นนูนรองอีกเส้นหนึ่ง) จุดพิจารณาของพิมพ์นิยมไม่มีมือรองนั่ง คือ จะเห็นการวางมือซ้ายขวา ปลายมือทั้งสองไม่จรดเชื่อมต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันและไม่ปรากฏนิ้วชี้รองรับ (บางองค์อาจเห็นรางๆ) และในริ้วจีวรด้านตรงปลายด้านซ้ายมือของหลวงพ่อ ที่ติดกับข้อมือซ้าย ชายจีวรจะแยกเป็น 2 เส้นเรียงไม่ติดกัน และตรงริ้วจีวรปลายเท้าซ้ายของหลวงพ่อจะมีเนื้อเกินนูนขึ้นมา และปลายเท้าซ้ายเรียวอ่อนพลิ้ว มีรอยขยักของส้นเท้า

และที่ปลายสังฆาฏิจะเว้าเข้าในทั้งสองมุม เนื้อหน้าอกด้านขวามีกล้ามเนื้อนูนเต่งไม่แบนราบ มีเนื้อนูนย้อยใต้ข้อมือขวา ศีรษะด้านบนกลมมน ตาด้านขวาจะสูงกว่าตาซ้ายเล็กน้อยและเปลือกตายื่นออกมาเหมือนหมวกแก๊ป เส้นขอบสังฆาฏิช่วงกลางมีรอยคอดเว้าเล็กน้อย ถือเป็นจุดสังเกตที่สำคัญอีกจุดของพิมพ์นิยม และริ้วจีวรฝั่งซ้ายมีความคมชัดอ่อนพลิ้ว

มีบันทึกวิธีการสร้างพระหลวงพ่อเงิน (จากหนังสืออนุสรณ์งานศพคุณสุจิตรา แสงเดือน ซึ่งเป็นหลานคุณยายวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา) ว่า การหล่อพระหลวงพ่อเงินนั้นจะทำรูปปั้นขี้ผึ้งขึ้นมาหลังจากแก้ไขพิมพ์จนพอใจแล้วจึงนำมาถอดแบบสร้างแม่พิมพ์ด้วยตะกั่วแข็ง แม่พิมพ์ที่ได้มาเพื่อจำลองหุ่นเทียน ซึ่งมีส่วนผสมระหว่างขี้ผึ้งและชัน และเมื่อขี้ผึ้งแข็งตัวก็จะถอดแม่พิมพ์นำมาแต่งหุ่นเทียนอีกครั้งอันเป็นสาเหตุที่ทำให้พระหล่อมีลักษณะต่างกัน

เมื่อได้หุ่นเทียนตามต้องการแล้วจะติดแท่งเทียนกลมๆ เข้าที่ฐานเพื่อทำเป็นสายชนวนให้ทองที่เทเข้าสู่หุ่นขี้ผึ้งได้สะดวก จากนั้นก็นำหุ่นขี้ผึ้งทั้งหมดมาติดกับแกนชนวนตัวแม่ ซึ่งมีความหนาและใหญ่เป็นพิเศษเพื่อเป็นทางให้น้ำทองแล่นถึงหุ่นพระ จากนั้นนำน้ำมูลโคมาทาพอกหุ่นพระหลายครั้งและใช้ดินผสมทรายหยาบพอกทับเข้าไปและใช้ลวดพันทับเพื่อไม่ให้หุ่นเทียนแตกและทาดินพอกอีกก่อนนำไปตากแห้ง

เมื่อหุ่นแห้งก็จะนำหุ่นไปสำรอกขี้ผึ้งโดยความร้อนซึ่งต้องใช้ความชำนาญเพื่อสำรอกขี้ผึ้งออกให้หมดไม่อย่างนั้นในพิมพ์องค์พระจะเกิดรอยขรุขระขึ้น จากนั้นถึงเททองลงในช่อผ่านไปตามชนวนเข้าสู่หุ่นองค์พระทุกซอกทุกมุมแล้วปล่อยให้เย็นก่อนจะนำมาทุบดินหุ่นเอาพระภายในออกมาเพื่อตัดเดือยชนวนแล้วนำมาแต่งตะไบต่อไป ด้วยเหตุนี้เนื้อองค์พระซึ่งเป็นเนื้อทองเหลือง ตามซอกองค์พระมักจะมีคราบขี้เบ้าสีออกน้ำตาลอันเป็น สีสนิมที่เกิดจากธรรมชาติ และที่จะมีเม็ดดินสีดำเล็กๆ ฝังอยู่ตามผิวองค์พระอันเกิดจากการเทหล่อด้วยดินไทยนั่นเอง นอกจากเนื้อโลหะผสม ยังปรากฏการสร้างเป็นเนื้อเงินอีกจำนวนหนึ่งด้วย

ฉะนั้นประการสำคัญที่สุดคือต้องแม่นพิมพ์ จำเนื้อให้ได้ เพราะอายุของพระจนถึงปัจจุบันก็ร้อยปีแล้ว หรือศึกษาเทียบเคียงองค์พระหลายองค์จากแหล่งหนังสือที่เชื่อถือได้ สังเกตหาจุดที่เหมือนกันเพื่อเป็นจุดสังเกตของพิมพ์เฉพาะตัวเราเองครับ

ร่าง พรบ.สงฆ์ บนความกังวลของชาวพุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556275

  • วันที่ 01 ก.ค. 2561 เวลา 12:46 น.

ร่าง พรบ.สงฆ์ บนความกังวลของชาวพุทธ

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ พรพรหม สาตราภัย

จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและพระสงฆ์ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.krisdika.go.th เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ในประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ และเจ้าคณะภาค ให้เป็นพระราชอำนาจ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พระสงฆ์ นักวิชาการพระพุทธศาสนา และองค์กรพุทธต่างๆ ปรากฏว่ามีทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย การรับฟังความคิดเห็นได้สิ้นสุดเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.

ล่าสุดวันที่ 28 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการได้รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช ผู้แทนมหาเถรสมาคม สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างดังกล่าวแล้ว โดยได้นำมาประกอบการพิจารณา เห็นว่า บทบัญญัติที่กําหนดให้พระมหากษัตริย์ มีพระราชอํานาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอน สมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ รวมถึงการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น เป็นพระราชอํานาจมาแต่โบราณกาลตามโบราณราชประเพณี ซึ่งรัฐธรรมนูญตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันได้บัญญัติรับรองไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก จึงเป็นพระราชอํานาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่พระราชภาระที่กําหนดขึ้นเพิ่มเติมแต่ประการใด ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) จึงได้แก้ไขถ้อยคําให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายดังกล่าว

ขณะที่ความคิดเห็นของพระภิกษุและประชาชนทั่วไปให้ความเห็นว่า ไม่ควรให้นักการเมืองมีอํานาจในการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม เนื่องจากนักการเมืองอาจใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) พิจารณาแล้ว เห็นว่าการที่กําหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นบทบัญญัติที่จะต้องกําหนดขึ้นในกรณีที่พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการ ซึ่งจําเป็นต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเช่นเดียวกับกฎหมายทั่วไปที่ได้กําหนดให้มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน

เกี่ยวกับประเด็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้น่าสนใจและน่าขบคิดอย่างยิ่ง

“หลักการใหม่นั้นสำคัญมากอยากจะให้อ่านแล้วคิดหลายๆ ชั้น หลักการก็คือ ‘ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงแต่งตั้ง’ อันนี้เป็นภาษากฎหมาย ต้องระวังให้ดี ตามตัวหนังสือนั้น ‘พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง’ แต่ตามข้อเท็จจริงหรือเวลาปฏิบัติจริงๆ พระมหากษัตริย์หาได้ทรงคัดสรรตัวบุคคลด้วยพระองค์เองไม่ ผู้มีบทบาทมีอำนาจคัดสรรตัวบุคคลตัวจริงก็คือ ‘ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ’ ซึ่งในที่นี้ระบุไว้ชัดว่าคือ ‘นายกรัฐมนตรี’ ดังนั้น ผู้คัดสรรตัวบุคคลตัวจริงก็คือนายกรัฐมนตรี ถ้าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมนี้ผ่าน นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้คัดสรรพระภิกษุที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค เพื่อทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ‘แต่งตั้ง’ ตามภาษากฎหมาย

โปรดสังเกตว่า ตาม ‘หลักการใหม่’ นี้จำกัดพระสังฆาธิการระดับปกครองไว้เพียงเจ้าคณะภาค คือไม่รวมลงไปถึงเจ้าคณะจังหวัด แต่ไม่มีปัญหาอะไรเปิดรูจมูกไว้ให้หายใจได้สักระยะหนึ่ง ถ้ากฎหมายนี้ผ่านได้สำเร็จ ในอนาคตจะขยายอำนาจการแต่งตั้งลงไปถึง เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล หรือแม้แต่เจ้าอาวาส ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด เพราะฉะนั้น ในอนาคตอันไม่ไกล เมืองไทยเรานี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แต่งตั้งเจ้าอาวาสทุกวัดทั่วราชอาณาจักร ปัญหาใหญ่ก็คือ ถ้านายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไม่ใช่ผู้นับถือพระพุทธศาสนา อะไรจะเกิดขึ้น? กรุณาอย่าอ้างนะครับว่า-ถ้าเป็นเช่นนั้น โดยมารยาททางการเมือง นายกรัฐมนตรีก็อาจจะมอบหมายให้รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่เป็นชาวพุทธเป็นผู้รับผิดชอบ

ที่ผมบอกว่ากรุณาอย่าอ้างก็เพราะว่า เมื่อถึงเวลานั้นไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาจะมีมารยาททางการเมืองอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ถึงตอนนั้น นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาอาจจะอ้างหน้าตาเฉยเหมือนที่มีผู้นิยมอ้างอยู่ในเวลานี้ว่า ‘ก็กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ข้าพเจ้าทำตามกฎหมาย’ ใครจะทำอะไรได้

นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาอาจจะคัดสรร ‘พระ’ ที่ตนกำกับดูแลได้เข้าไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะสงฆ์ไทยได้ตามสบาย ใครจะทำอะไรได้

ถ้าจะกำหนด ‘หลักการใหม่’ ให้เหมาะสมแก่การที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ผมมีข้อเสนอดังนี้ ข้อหนึ่ง-ปรับแก้หลักการที่ว่า ‘ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงแต่งตั้ง’ โดยเพิ่มเติมข้อความว่า ‘การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับชั้นให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย’

นั่นหมายความว่า พระมหากษัตริย์จะทรงคัดสรรตัวพระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งต่างๆ ด้วยพระองค์เอง หรือจะทรงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดก็สุดแต่พระราชอัธยาศัย นายกรัฐมนตรีหรือใครก็ตามไม่ต้องมายุ่งด้วย

ข้อสอง-ถ้ายังต้องการจะให้นายกรัฐมนตรีเป็น “ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” ให้ได้ ก็ขอให้มีกฎหมายกำหนดไว้ให้ชัดเจนว่า ‘นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น’ อย่างนี้จึงจะเป็นหลักประกันว่า แม้ฆราวาสจะเป็นผู้แต่งตั้งพระ แต่ฆราวาสผู้นั้นก็เป็นชาวพุทธแน่ๆ ถ้าจะโต้แย้ง (ซึ่งต้องมีผู้โต้แย้งแน่นอน) ว่า ไปกำหนดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นการปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง ผิดหลักประชาธิปไตย

ก็ต้องกำหนดหลักการใหม่ที่มีหลักประกันได้แน่นอนว่า ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพระ-ถ้ายังยืนยันจะให้เป็นฆราวาส-ก็จะต้องเป็นชาวพุทธเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้ผู้นับถือศาสนาอื่นเข้ามามีส่วนยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด-ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องที่สุดอยู่แล้ว”

ด้าน พระครูปลัดกวีวัฒน์ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะสงฆ์บางส่วนยังมีความหนักใจในกระบวนการสรรหาพระเถระที่จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมนั้นจะมีกระบวนการและขึ้นตอนในการพิจารณาเช่นไร ผู้ใดจะเป็นผู้สรรหา จะมีคณะกรรมการสรรหาร่วมกันระหว่างฝ่ายคณะสงฆ์ และรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเป็นการพิจารณาจากฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียว ในประเด็นที่กล่าวมาซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สังคมให้ความสนใจ ถือว่ายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากคณะกรรกรรมการกฤษฎีกา จึงขอให้ชาวพุทธได้ติดตามในขั้นตอนการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ต่อไปว่าในขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะมีการแสดงความชัดเจนในที่มาของคณะกรรมการมหาเถรสมาคมหรือไม่

พระธรรมวิทยากร 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/556271

  • วันที่ 01 ก.ค. 2561 เวลา 12:06 น.

พระธรรมวิทยากร 4.0

โดย…พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมและเผยแพร่การพระศาสนาแห่งประเทศไทย จัดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยมี พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและเผยแพร่การพระศาสนาแห่งประเทศไทย เป็นประธานอำนวยการอบรม ระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย. 2561 ณ วัดยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดไตรมิตรวิทยาราม เมตตาให้โอวาทแก่พระธรรมวิทยากรว่า การทำหน้าที่พระธรรมวิทยากรนั้นสำคัญอย่างยิ่ง นับเป็นการเผยแผ่พัฒนาจิตใจ หล่อหลอมร่วมจิตใจประชาชนเพื่อน้อมนำไปประพฤติในชีวิต เพราะหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้น หากท่านใดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ จักประสบสุขและมีสันติสุขได้

“พระธรรมวิทยากรนั้นสำคัญในหน้าที่โดยเฉพาะคำพูด เพราะปากหากใช้ผิดที่ผิดทางสร้างความเสียหายมหาศาล คำพูดนั้นหากพูดดี พูดถูกกาลเทศะ จักมีพลังมาก ทำให้คนโง่กลายเป็นคนฉลาดได้ ทำให้คนขี้เกียจกลายเป็นคนขยันได้ คนท้อแท้จักมีกำลังใจ แม้ศัตรูยังกลับกลายเป็นมิตรได้ ขอให้พระธรรมวิทยากร รู้จักคุณค่าของหน้าที่ ทำตามหน้าที่ ทำไม่เกินหน้าที่ ไม่ละเลยหน้าที่

พระพุทธศาสนาเผยแผ่มาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะทุกคนได้ทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นสร้างความแข็งแกร่งให้พระพุทธศาสนาได้ เพราะหากขยันทำตามหน้าที่ มีความไม่ประมาท ฉลาดรู้เท่าทัน จัดการงานดี นับเป็นคุณสมบัติที่ดีของพระธรรมวิทยากร และต้องตระหนัก ในหลัก 2 ประการสำคัญ คือ 1.อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย 2.อย่าเห็นแก่เล็กแก่น้อย หากพระธรรมวิทยากรปฏิบัติหน้าที่ได้ตามนี้ ท่านจะเจริญรุ่งเรืองในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และดำรงตนเป็นที่พึ่งที่ดีของประชาชน”

มานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การอบรมพระธรรมวิทยากร โครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จัดโดย กรมการศาสนา ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมและเผยแพร่การพระศาสนาแห่งประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมคุณธรรม “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา” คุณธรรมในการขับเคลื่อนสังคมของประเทศไทย ในยุค 4.0 และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย “มุมมองการปฏิบัติงานในพื้นที่ของพระธรรมวิทยากร 4 ภาค ส่งเสริมการจัดทำสื่อออนไลน์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล ฯลฯ

ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ กล่าวว่า พระธรรมวิทยากรในยุค 4.0 ต้องเตรียมตัวอย่างไร ประเด็นแรก “วัตถุดิบ” คือธรรมะ ต้องเลิกสอนแบบเดิมๆ พยายามใช้ R&D วิจัยและพัฒนา กับ C&D ลอกเลียนและเรียนรู้ เฟ้นหา “นักพูด” และ “นักเทศน์” ต้นแบบมาเป็นแบบอย่าง ฝึกวิจัยธรรมะก็ต่อยอดปรับใช้และตอบโจทย์แบบพุ่งเป้า ธรรมะยุคดิจิทัล ที่เหมาะกับแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 “มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน” คือ “วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน” และหมวดบารมีมงคลสูตรต่างๆ

“โลกกำลังอยู่ในรอยต่อการเปลี่ยนผ่าน แนวคิด ‘หาข้อเสียจากข้อดี’ เปลี่ยนเป็น ‘หาข้อดีจากข้อเสีย’ ประเทศไทยติดกับดัก ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และความไม่เสมอภาค การศึกษาก็เปลี่ยนไป การเรียนรู้เป็นการไม่เรียนรู้ และการเรียนซ้ำๆ ต้องทำความเข้าใจ แนวคิดคนไทย 4.0 การศึกษา 4.0 สังคม 4.0 เกษตรกร 4.0 SMEs 4.0 จังหวัด 4.0 ต้องสนใจและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสดิจิทัล กระแสย้ายมาอยู่ในเมืองของชาวชนบท กระแสร่วมทุกข์สุขเหมือนกันทั่วโลก การเผยแผ่ยุคดิจิทัลต้องใช้สื่อออนไลน์ ทั้งทวิตเตอร์ ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไลน์ ให้เป็น”

ด้าน ปรางรัตน์ เกียรติทรงศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส CPAll บรรยายถวายความรู้แก่พระธรรมวิทยากรว่า การบรรยายเล่าเรื่อง…ให้เป็นเรื่องนั้น 1.เล่าให้ช้า 2.พรรณาให้ชัด 3.มีจังหวะหยุดพัก 4.ไม่ต้องเว่อร์นัก 5.มีหักมุม การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบันนั้นการทำงานอย่างมีประสบการณ์เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องประยุกต์ความรู้ใหม่ ว่าเป้าหมายคือใคร การเตรียมตัว ไหวพริบปฏิภาณ การเป็นผู้ให้ และเมตตาสุภาพอ่อนโยน นับเป็นการเผยแผ่ที่ร่วมสมัย

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่ใครสักคนจะมีความพร้อมที่จะเป็นพระวิทยากรได้ แต่สิ่งที่หนึ่งที่ทำได้คือใช้ความซื่อผสมกับความง่ายงาม และจัดการความพอดีให้เหมาะอย่าให้ “เกิน” ในยุคดิจิทัลนี้ โลกเปลี่ยน สังคมปรับ ยุคดิจิทัลนั้นรวดเร็ว ไร้ขอบเขตจำกัด ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานร่วมกัน เปรียบเสมือนดังดาวดวงเดียวไม่ทำให้ท้องฟ้าสวยงามได้ ดอกไม้ดอกเดียวไม่สามารถทำให้แจกันสวยงามได้ เราจึงต้องรวมพลังกันเพื่อการเผยแผ่ให้เป็นประโยชน์ในยุคดิจิทัล ตามแนวปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา 3 ข้อ ดังนี้ คือ อัตถะ คือ มีประโยชน์ ตอบโจทย์ได้ หิตะ คือ เกื้อกูล สุขะ คือ อยู่ดี มีสุข ยั่งยืนมั่นคง ตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและคณะสงฆ์สืบไป