ชีวิตใหม่กับความสุขติดดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469209

ชีวิตใหม่กับความสุขติดดิน

โดย…มัลลิกา

บนพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ ณ นิคมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอวังน้ำเขียว หลายร้อยชีวิตจากสารทิศทั่วไทยได้มีชีวิตใหม่ งอกเงย เติบโต ฝังรากอย่างยั่งยืนบนผืนแผ่นดินนี้ เรียกว่าบางคน พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อดำเนินชีวิตตามศาสตร์พระราชา กินอยู่อย่างพอเพียง และเลือกดำรงชีพด้วยการเป็น “เกษตรกรรุ่นใหม่”

เกษตรกรรุ่นใหม่ ไม่ได้หมายถึงเกษตรกรวัยรุ่น อายุน้อยหน้าใส แต่หมายรวมถึงคนที่ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน หรือคนที่ทำการเกษตรแบบเดิมๆ ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งทำยิ่งยากจน ต้องขายไร่ขายนาไปขายแรงงานยังนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะเรียกว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ ณ นิคมเศรษฐกิจพอเพียงฯ เป็นการดึงแรงงานคืนถิ่นก็ว่าได้ ทว่าผลของมันก็กว้างกว่านั้น เพราะคนไทยที่ไร้ที่ทำกินแต่ต้องการจะปลูกรากสร้างฐานให้ชีวิตอีกครั้งได้มาปักหลักที่นี่ นับเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ

กินทุกอย่างที่ปลูกปลูกทุกอย่างที่กิน

นิคมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอวังน้ำเขียว มีพื้นที่ 3,798 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาภูหลวง (โซนอี) กรมป่าไม้มอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน จัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร ภายใต้แผนแก้ไขปัญหาความยากจนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ประมาณ 3,000 กว่าไร่ คัดเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน ให้เข้ามาทำประโยชน์ในที่ดิน ได้รับสิทธิครอบครัวละ 2 ไร่ 2 งาน

ปัจจุบันมีอยู่ราว 300 หลังคาเรือน เริ่มทยอยกันเข้ามาตั้งแต่ปี 2549 มีผู้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเคยเป็นสถาปนิก ช่างไฟฟ้า คนขับรถรับจ้าง พ่อค้าแม่ขาย หนุ่มสาวโรงงาน นิสิตนักศึกษาจบใหม่ อายุตั้งแต่ 25-60 ปี บางคนไม่มีวุฒิการศึกษา บางคนก็ร่ำเรียนจนสำเร็จระดับปริญญาตรี 2 ใบก็มีมา มีภูมิลำเนาเดิม เหนือ ออก ตก ใต้ อีสาน ก็มารวมกันที่วังน้ำเขียว แต่ทุกคนต้องเป็นผู้ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินมาก่อน

 

พื้นที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือน “บ้านหลังใหม่” ที่จะให้ “ชีวิตใหม่” แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะมีหลายคนที่หอบผ้าหม้อไหกะละมังเข้ามา แต่ทนแดดทนฝนทนร้อนทนหนาว ไม่ยอมสู้ขุดดิน ถากหญ้า แผ้วทางที่ดินทำกินของตัวเองให้สำเร็จได้ ทนรับปรับสภาพอยู่ท่ามกลางป่าเขา ไร้แสงสีเสียง และไร้ความสะดวกสบายอย่างในตัวเมือง ในที่สุดก็ล่าถอยกลับไปประกอบอาชีพเดิมๆ หาหนทางอื่นดำรงชีวิตต่อไป นั่นเพราะ “เกษตรกร” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเกษตรกร เห็นเขาทำดูเหมือนง่าย แต่ที่ยากกว่าการลงมือนั้นก็คือ “ใจ” ที่อดที่ทน มีความมุ่งมั่น และเข้าใจวิถีของความพอเพียง จึงจะสามารถอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างเปี่ยมสุข ซึ่งในที่สุดพื้นที่แห่งนี้ก็ได้คัดคนที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมแล้วล่ะ

ชัยชนะ สืบสิงห์ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นแรก (นับเป็นรุ่นทดลอง ปัจจุบันมี 12 รุ่น) ที่ผ่านการอบรมแล้วมาลงหลักปักฐานที่นี่เมื่อปี 2553 ตอนนั้นในพื้นที่มีอยู่แล้วประมาณ 150 ครัวเรือน ปัจจุบันอายุ 49 ปี พื้นเพเดิม จ.บุรีรัมย์ แต่ก็ย้ายที่อยู่ตามการงานไปเรื่อย เคยผ่านงานมาหลายอย่าง ทั้งขับรถแท็กซี่ ค้าขาย เป็นวินมอเตอร์ไซค์ ทำงานโรงงาน แต่มีหนึ่งงานคือการเกษตร ที่ไม่เคยเฉียดใกล้เลย

“ผมลาออกจากงานไปลงทะเบียนเป็นบุคคลว่างงาน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วได้รับการติดต่อให้มาฟังโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ เขาให้มาปฐมนิเทศ มีที่ดินให้ฟรี ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องการ เพราะไม่เคยมีที่ดินของตัวเอง ผมไม่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรเลย มีการฝึกอบรม 3 เดือน ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา อบรมเรื่องการทำเกษตร ทั้งทฤษฎี ปฏิบัติ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ การประมง มีอบรมคอมพิวเตอร์ด้วย การทำบัญชีครัวเรือน มีบ้านพัก อาหารฟรี ทางภาครัฐสนับสนุนเราเต็มที่ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

หลังจากอบรมเสร็จ ให้เราเลือกพื้นที่ตรงไหนของไทย มีหลายจังหวัด เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ระยอง หนองคาย นครพนม ชุมพร โคราช ผมก็ตัดสินใจเลือกวังน้ำเขียว เพราะอยู่อีสาน ใกล้บ้าน แล้วใกล้กรุงเทพฯ พออบรมจบ เราต้องทดสอบอยู่ในพื้นที่ก่อน 2 ปี ถ้าเขาเห็นว่าเราอยู่ได้ทำได้ จะออกเอกสารสิทธิใบ ส.ป.ก.4-01 เป็นชื่อเรามีสิทธิทำประโยชน์ ช่วงทดลอง 2 ปี ทำมาก็เกิดใจรักชอบ ประกอบกับเพื่อนที่อบรมด้วยกันหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน มีใจแนวคิดเดียวกัน ร่วมมือกันมาอยู่นิคมฯ มา 40 คน ทุกวันนี้เหลืออยู่ 30 กว่าคน

 

ตอนที่เขาชี้ว่านี่คือแปลงของคุณนะ 2 ไร่ 2 งาน ดีใจมาก ในที่สุดเราก็มีพื้นที่ทำกินของตัวเอง ตอนนั้นบอกกับตัวเอง เราต้องรักษาให้ได้ ทาง ส.ป.ก.ให้เงินเดือนละ 3,000 บาทอยู่ 4 เดือน และให้เงินก้อนอีก 1 หมื่นบาท สำหรับซื้ออุปกรณ์ เขากลัวเราจะอยู่ไม่ได้ ตอนนั้นไม่มีอะไรเลยเป็นพื้นที่ลาดชัน มีหญ้ารก ยากลำบากในการเกษตรพอสมควร ก็ค่อยๆ ปลูกพืชผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ ปลา วัว แรกๆ ไม่ได้ทำอะไรมาก ปลูกทุกอย่างที่เราต้องกิน ยังไม่ได้ขาย เพราะเราต้องปรับพื้นที่ พอมีผลผลิตมากขึ้นก็เอาไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน เขาก็มีสิ่งอื่นแบ่งปันคืนมา แรกๆ ไม่ได้มีรายจ่ายอะไรมาก เพราะก่อนลงมาอยู่นี่เราได้คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ทำให้พอเพียง”

ชัยชนะ ยังเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์นิคมเศรษฐกิจพอพียงฯ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ทำทุกอย่างเพื่อให้ป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งมองย้อนกลับไปยังวันแรกที่เขามาอยู่ ถึงวันนี้ก็ 7 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมาก

“ก่อนหน้านี้ไฟไหม้ป่าตลอด กลุ่มนี้ก็ตั้งมาปี 2553 นอกจากเราอยู่อาศัยหากิน เราควรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย มีกิจกรรมทุกปีไม่ขาด พอเข้าหน้าฝนปลูกป่า เข้าหน้าหนาวทำแนวกันไฟ ช่วงหน้าแล้งทำฝายชะลอน้ำ”

ตอนแรกมาอยู่ ชัยชนะ มีมอเตอร์ไซค์เก่า 1 คัน ถึงตอนนี้มีรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ใหม่อีก 1 คัน เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการขนส่งผลผลิต และสินทรัพย์นี้ทำให้เห็นว่าทำการเกษตรรู้จักเก็บหอมรอมริบก็สามารถมีเงินซื้อรถยนต์ไว้ใช้งานได้เหมือนกัน รายได้เฉลี่ย 1.5 หมื่นบาท/เดือน ชัยชนะ บอกว่า เป็นจำนวนเงินไม่มากหากเทียบกับเงินเดือนที่เคยได้รับ แต่การใช้ชีวิต ณ ตรงนี้ รายจ่ายนั้นต่ำ สิ่งของที่ซื้อก็พวกข้าวสาร เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เพราะผัก ไก่ ไข่ เนื้อ ปลา ภายในเขตรั้วบ้านมีหมด หรือขาดเหลือชนิดใดก็เอาไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน

 

“เราทำการเกษตรในพื้นที่ไม่กี่ไร่ ขณะที่ชาวบ้านละแวกใกล้ๆ ทำไร่กัน 50 100 ไร่ เราทำในพื้นที่ขนาดเล็ก ตอนแรกไม่แน่ใจหรอกว่าจะเลี้ยงชีพเราได้ ยอมรับว่ามีท้อ การเกษตรเหนื่อยเราไม่เคย รายได้ไม่ได้มากอย่างที่คิด ทำงานโรงงานไม่ต้องคิด ตื่นเช้าไปทำในสิ่งที่เคยทำ สิ้นเดือนรับเงิน แต่ทำเกษตร ทำไงเราจะอยู่รอด ต้องวางแผน ต้องอดทน รักผืนดิน และนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่ พอกิน พอประมาณ มาสร้างภูมิต้านทานให้กับครอบครัว เมื่อก่อนผมใช้เงินเดือนชนเดือน บ้านเช่า ข้าวซื้อ น้ำไฟทุกอย่างต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ตอนนี้อยากกินอะไรก็ปลูกก็เลี้ยงเองปลอดภัยด้วย”

ณรงค์ศักดิ์ บุญวัฒน์ อายุ 50 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา รองประธานชุมชนนิคมเศรษฐกิจพอเพียงฯ และประธานกลุ่มพืชสมุนไพร เพิ่งมาอยู่ได้ 2 ปี ก่อนหน้านี้เป็นช่างเชื่อมในโรงงานเงินเดือน 3 หมื่นบาท แต่กว่าที่เขาจะมาอยู่ที่นี่ได้ก็ผ่านอุปสรรคนานัปการ เริ่มอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นแรก แต่จบรุ่น 3 เพราะตระเวนไปดูงานตามพื้นที่ ส.ป.ก.จังหวัดอื่นๆ เช่น นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบูรณ์ แถมตอนให้ลงพื้นที่ก็เลือกพื้นที่ต้นน้ำ ในทำเลที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง แล้วแทนที่จะทำการเกษตร ก็ขอเวลาไปอบรมหาความรู้ต่อเกี่ยวกับการทำไฟฟ้าโซลาร์เซลล์

“ทำงานมาจุดหนึ่งผมรู้สึกอยากกลับมาอยู่กับธรรมชาติ อยากอยู่ป่า ผมอยู่ต้นน้ำกักเก็บน้ำได้ปีละครั้ง น้ำหมดก็ทำฝาย ไฟไม่มีก็ไปเรียนทำไฟ ไปเรียนเอาความรู้มาใช้ในพื้นที่ แล้วก็ไปช่วยติดให้บ้านอื่นด้วย ผมเลยไม่ต้องเสียค่าไฟ ในพื้นที่ก็ปลูกพืชผสมผสานไว้กินเอง และเพิ่งเริ่มจับกลุ่มปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบมะรุม ขมิ้นชัน ไพล อัญชัน ผมชอบทางนี้ ไม่ถนัดปลูกผักสลัดมันดูแลยาก ผมชอบเอาเวลาไปปลูกต้นไม้ ดูแลฝาย ดูแลป่าต้นน้ำ เรื่องรายได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะแทบไม่มีรายจ่าย”

ผู้จัดการความสุขของตัวเอง

ว่างเว้นฝนไปหลายสัปดาห์แล้ว ในเดือนสุดท้ายของปีควรจะย่างเข้าฤดูหนาว ได้สัมผัสไอเย็นแล้ว แต่ในยามสายที่ตะวันค่อยๆ เคลื่อนมาตรงดิ่งกับศีรษะก็ยังแผดไอร้อนออกมา หากในแปลงผักที่มีสีเขียวชูช่อขึ้นสูงเพียงดิน ชาวสวนทั้งชายหญิงต่างกำลังก้มหน้ากันตัดผัก หยิบกำจัดตัวหนอน ถอนหญ้าที่แซมขึ้นกลางดงผัก ฯลฯ ความร้อนคงไม่ระคายผิวเท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์กันแดดเพียบพร้อมทั้งเสื้อกางเกงปิดผิวมิดชิด หมวกปีกกว้างกันแสงแดด นี่แหละเครื่องแบบของเกษตรกร

ยุวลี ถาริวงศ์ อายุ 43 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู ผู้หญิงที่มาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรเพียงลำพัง เธอก้าวข้ามความกลัว สู้ทนความลำบาก จนสามารถมีสิทธิครอบครองพื้นที่ทำมาหากินเป็นของตัวเองได้ และได้พบรักกับเจ้าของแปลงผักใกล้เคียงที่เบนเข็มทิศชีวิตมาเป็นเกษตรกรเช่นกัน งานนี้เรียกว่าเรือล่มในหนอง ครอบครัวของเธอจึงมีที่ดินทำกิน 2 แปลง

“มาอยู่ตั้งแต่ปี 2553 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ รุ่น 4 ตอนแรกกลัวเหมือนกันเพราะเงียบ แล้วคนก็น้อย แต่ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรน่ากลัวเลย ก่อนมาทำงานโรงทอ เป็นหัวหน้าคุมพนักงาน เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ทำงาน 12 ชั่วโมง ตื่นเช้า เข้างาน 7 โมง เลิก 5 โมง ทำโอทีบังคับต่ออีก ทำเดิมๆ ทุกๆ วัน ก็เลยคิดว่าเราอยากทำอะไรก็ได้ที่เราสามารถเป็นผู้จัดการตัวเองได้ เลยนึกถึงการเกษตร เพราะที่บ้านหมดหน้านาก็ปลูกผัก ปลูกแตงกวาขาย แม่ก็ให้เราปลูกเอง ดูแล ขายเอง ก็เลยคิดลาออกมาทำตรงนี้ ในแปลงปลูกเบบี้แครอต ผักสลัดหลายชนิด เบบี้คอส ผักกาดแก้ว ผักกาดหอมใบแดง ชิโครี เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก”

ในพื้นที่บ้านของยุวลี นอกจากปลูกผักสวนครัวแล้ว ยังมีเลี้ยงแพะ ไก่ เป็ด ปลาดุก และมีแปลงผักสลัดสำหรับขาย นอกจากนี้ยังมีแปลงรวม คือพื้นที่รวม เช่น 22 ไร่ หารพื้นที่กับเพื่อนบ้านที่ต้องการพื้นที่ปลูกผักเพิ่ม เพราะความต้องการของตลาดมีมากและตัวเองมีกำลังทำไหว ในแปลงรวมนี้ ยุวลีก็ได้พื้นที่ 3 งาน ซึ่งเธอจะลงแปลงสลับกันในทุกๆ แปลง เพื่อที่จะได้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผักสลัดใช้เวลา 45 วัน ตั้งแต่เพาะเมล็ด เบบี้แครอตใช้เวลานาน 2 เดือน ปัจจุบันมีลูกค้าประจำมารับที่หน้าแปลงผักถึง 5 ราย เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 65-80 บาท ทำให้เธอมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 บาท/สัปดาห์

ผักสลัดของนิคมเศรษฐกิจพอเพียงฯ เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นผักออร์แกนิก ไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต พื้นที่เพาะปลูกก็อยู่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่สำคัญพืชผักในนิคมฯ นี้ได้มาตรฐานไอโฟม (IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements) ซึ่งสามารถจำหน่ายยังต่างประเทศได้

 

“ก่อนปลูกเราทำการตลาดเองก่อน ไปหาลูกค้าว่าต้องการผักอะไร จำนวนเท่าไหร่ ถึงมาเริ่มวางแผนปลูกให้ผลผลิตออกตรงกับที่ลูกค้าต้องการ แล้วเวลามีรีสอร์ท หรือหน่วยงานจัดกิจกรรมให้ชาวสวนไปขายเองเราก็ไป บอกเขาว่าเราปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย แล้วคนที่รักสุขภาพอยู่แล้วเขาก็เต็มใจซื้อ ยิ่งเราได้มาตรฐานไอโฟมด้วยลูกค้ายิ่งมั่นใจ แต่หลังๆ ไม่ได้ออกไปขายแล้ว ไม่มีเวลามาลงแปลง ก็ขายแต่หน้าสวนให้มารับเอง ตอนนี้รับเพิ่มไม่ได้แล้ว เราต้องส่งผลผลิตให้ลูกค้าเก่าให้ครบตามออร์เดอร์ ก็มีของกลุ่มออร์แกนิกแลนด์ที่เรารวมตัวกันกลุ่มย่อยส่งให้วีเก็ท เดลี่ มีสหกรณ์น้ำซับ กสิกรรมไร้สารพิษ”

นอกจากปลูกผักเพื่อขายแล้ว ในฤดูหนาวชาวสวนยังปลูกไว้เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเก็บได้เพียงปีละหนึ่งฤดูเท่านั้น “เมล็ดสลัดทุกชนิดกิโลกรัมละ 2 หมื่นบาท เราซื้อมาแบ่งกัน แต่เมื่อปีที่แล้วเราเริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์กันเอง ครอบครัวละ 2-3 อย่าง แล้วมาแบ่งปันกัน ก็ช่วยลดต้นทุนได้หลายพันบาท”

ชีวิตเกษตรกรเป็นชีวิตที่ลงตัวที่สุดตั้งแต่ทำงานเลี้ยงชีพมา ยุวลี เล่าด้วยรอยยิ้มว่า “ทำเกษตรอินทรีย์เรากินด้วยสุขภาพเราดี แล้วเราได้มอบสิ่งดีๆ ให้ผู้บริโภค เวลาเขามาที่แปลงเขามาเก็บผักเอง รู้วิธีการทำของเรา เขาก็ดีใจที่เขาได้กินของดีไม่มีสารเคมี บางคนมาก็ชอบธรรมชาติที่เราอยู่ บางคนก็บอกว่าไกลความเจริญ แต่เราก็อยู่กินได้ปกติ เราได้กินอิ่มแล้วมีแรงทำ แล้วเป็นงานที่ยั่งยืน ทุกวันนี้ทุกคนทำงานก็เพื่อปากเพื่อท้อง เรื่องอาหารการกินทุกวันอยู่แล้ว ทุกมื้อเราได้กินของที่มีประโยชน์ สุขภาพจิตก็ดี เทคโนโลยีก็มีใช้ อย่างโทรศัพท์มือถือเราก็เอามาใช้ทำการตลาดให้ลูกค้าสั่งทางไลน์แล้วมารับ หรือถ้าจำนวนเยอะเราส่งฝากรถตู้ไปให้ ถ้าออกไปขายเองก็ราคากิโลกรัมละ 150 บาท”

ยังมีความน่าสนใจภายในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอวังน้ำเขียว นั่นคือ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” สามารถชมการสาธิตเพาะเมล็ด ลงแปลง เก็บผัก กินอาหารที่ปรุงสดๆ จากผักที่เราเก็บ แถมภายใน
นิคมฯ ยังมีฝายน้ำ มีธรรมชาติให้ชม มีไร่กาแฟให้คอกาแฟไปเก็บเมล็ด คั่วกาแฟ แล้วมาชงดื่มกันสดๆ หรือใครที่ชอบบุกป่า จะไปเดินป่า สร้างฝายชะลอน้ำก็ได้ และที่ขาดไม่ได้คือการรับฟังชาวบ้านถ่ายทอดประสบการณ์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเสียงตอบรับจากผู้ที่ไปเยือนมาแล้วนั้นต่างได้แรงบันดาลใจและมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไป

ความพอเพียงไม่ต้องปลูกผัก กินผัก อยู่ในไร่ในป่า หากแต่ความพอเพียงอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคน ว่าแต่คุณหาจุดพอเพียงในชีวิตได้หรือยังเท่านั้นเอง

 

ฟูมฟักให้ลูกเก่งภาษาจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 12:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469108

ฟูมฟักให้ลูกเก่งภาษาจีน

โดย…ราตรีแต่ง

ภาษาจีนสำคัญมาก การติดต่อทำงานกับนักธุรกิจจีนมีปัญหามากในการสื่อสาร ต้องผ่านล่าม หรือเอเยนต์ในการสั่งนำเข้าสินค้า ความเชื่อใจทำงานง่ายกว่าถ้าพูดภาษาเดียวกัน คือมุมมองของนักธุรกิจวงการความงาม อริยากร คุณาธิปพงษ์ เจ้าของร้านโซปราซี่ (Sopracie) ผู้นำเทรนด์สักคิ้วสไตล์ลงสีธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมอยู่ที่ชั้น 1 พารากอน คุณแม่นักธุรกิจต้องอัพเดทแฟชั่นความงามจึงต้องเดินทางไปทั่วโลก และมั่นใจว่าการเลือกภาษาจีนเป็นภาษาที่สองให้ลูกสาววัย 10 ขวบ น้องอิงก้า พาทินธิดาส์ ที่รักการเรียนภาษาจีนเป็นทุนอยู่แล้ว เป็นการสร้างอนาคตไกลให้ลูกได้แน่นอน

เลือกโรงเรียนให้ลูก

ช่วงโรงเรียน Anglo Singapore International school สิงคโปร์ปิดเทอมใหญ่ และโดยพื้นฐานลูกสาวเริ่มเรียนภาษาจีนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้ดีที่สุดในช่วงอายุแรกเกิดถึง7 ขวบ การเพิ่มเติมพื้นฐานที่ดีคุณแม่คนสวยมองการณ์ไกล ใช้ช่วงเวลา 3 อาทิตย์ส่งลูกสาวไปเรียนภาษาเพิ่มเติมที่เซี่ยงไฮ้

“นอกจากได้ใช้ภาษาจีนมากขึ้นในชีวิตประจำวันแล้ว ยังทำให้รู้จักช่วยตัวเองในชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วยค่ะ ทางโรงเรียนหาที่พักเป็นอพาร์ตเมนต์อยู่ร่วมกับนักเรียนไทยอีก 3 คน โรงเรียนสอนภาษาจีนเปิดตลอดปีค่ะ รับเด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบ คุณครูจะดูระดับของภาษาจีนของเด็กก่อนว่าควรอยู่ระดับไหน ไม่ได้เกี่ยวกับอายุ เป็นโรงเรียนสหศึกษาชายและหญิงตั้งแต่เล็กจนโต ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เกาหลี หรือเป็นนักเรียนจีนที่ต้องการเสริมให้ภาษาจีนดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นระดับท็อปคลาส เพราะมาตรฐานโรงเรียนที่นั่นไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเด็กและการเอาใจใส่ของผู้ปกครองแต่ละคนมากกว่าค่ะ

ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกโรงเรียน

ช่วงนี้คุณแม่พาคุณลูกไปเยี่ยมชมโรงเรียนที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนคอร์สภาษาเปิด ให้ลูกได้เลือกด้วยตัวเองว่าชอบหรือไม่

“อิงก้าเรียนอยู่ P.5 ที่สิงคโปร์ หรือชั้น ป.5 ค่ะ น้องชอบเรียนภาษาจีนมากที่สุดในทุกวิชา สนับสนุนลูกในจุดนี้ให้ได้มากสุดค่ะ ก่อนไปถามว่าอยากจะไปเรียนไหม ลูกก็ตอบตกลงทันที พอเรียนจบไม่อยากกลับบ้านอีกต่างหาก วันหยุดเสาร์อาทิตย์พาไปเที่ยวในเซี่ยงไฮ้และนอกเมือง ส่วนตอนบ่ายใน 1 วัน/สัปดาห์ โรงเรียนพาออกไปทัศนศึกษา โดยให้เด็กเรียนรู้ช่วยตัวเอง ทำให้เด็กได้ประสบการณ์ในการพูด หรือสื่อสารมากขึ้น ถ้าอยู่เมืองไทยโอกาสพูดจีนก็น้อยกว่า เด็กจะไม่มีความกล้าในการพูดเท่ากับอยู่ที่เมืองจีน

ดิฉันไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต แต่คิดว่าจะสนับสนุนในสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด สอนให้ลูกมีความอดทนในการทำสิ่งต่างๆให้ประสบความสำเร็จ”

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้เก่งภาษา

การกระตุ้นให้ลูกมีทักษะด้านภาษา ไม่ใช่แค่การเปิดเพลงหรือภาพยนตร์ ถือเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่สิ่งที่ได้ผลมากกว่าคือการพูดคุย การโต้ตอบต่างๆ เพราะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เด็กจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ด้านภาษาได้ไวกว่าการสื่อสารทางเดียว

“การจะเลี้ยงลูกให้เก่งหลายภาษา พ่อแม่ต้องใช้ความอดทนสูง หากพ่อแม่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษานั้นจริง เช่น พ่อแม่เป็นคนไทยทั้งคู่ แต่คนหนึ่งต้องพูดภาษาชาติอื่น จึงอาจจะเป็นสิ่งที่ท้าทายพ่อแม่พอสมควร ดิฉันหัดให้ลูกกล้าแสดงออก และลองสอบวัดความสามารถในการใช้ภาษาจีน อิงก้าทำได้ HSK ระดับ 5

วัดความรู้ความสามารถการใช้ภาษาในระดับที่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์และวารสารภาษาจีนได้ สามารถดูภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้อย่างเข้าใจ รวมทั้งสามารถเขียนและพูดได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ ระดับ 5 รู้คำศัพท์อย่างน้อย 2,500 คำ มีข้อสอบทั้งหมด 100 ข้อ แบ่งออกเป็น ฟัง 45 ข้อ อ่าน 45 ข้อ และการเขียน 10 ข้อ คะแนนเต็ม 300 สอบได้ 180 ถือว่าผ่านค่ะ”

เซี่ยงไฮ้เมืองนักธุรกิจหญิงเก่ง

คุณแม่นักธุรกิจความงาม อริยากร บอกว่าเชื่อในแนวคิด “การลงทุนที่มั่งคั่งยั่งยืน คือการลงทุนในการศึกษา” เพราะคือการลงทุนในความรู้ เพิ่มพูนความสามารถและศักยภาพในตัวเอง เป็นการลงทุนที่อยู่กับตัวเราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มคุณค่าในตัวเองและสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม

“ลูกได้เปิดโลกกว้างค่ะ แล้วในความเป็นนักธุรกิจดิฉันประทับใจ ผู้หญิงเซี่ยงไฮ้ทำงานแข่งขันกันสูงมากนะคะ กระฉับกระเฉงลุคสมาร์ททำงานเก่งพอๆ กับผู้ชาย ดีเลยค่ะ น้องมีต้นแบบเป็นนักธุรกิจหญิงในอนาคต เพราะดิฉันก็ย่อมหวังให้ลูกสาวสานต่องานที่แม่ทำ แล้วการที่ระบบการเมืองการปกครองจีนเข้มงวดมาก ทำให้กฎหมายเข้มงวดมาก การส่งลูกสาวไปใช้ชีวิตต่างประเทศแม้ช่วงสั้นๆ แต่เราอุ่นใจค่ะ กฎหมายข่มขืนรุนแรงจนคดีพวกนี้ไม่มีเลย บรรยากาศเมืองทันสมัย อิงก้าขอไปเรียนต่อคอร์สปีหน้าด้วยค่ะ” คุณแม่อริยากร บอกเทคนิคการติดปีกให้ลูกโบยบินไปได้ไกลด้วยความสามารถเรียนภาษาที่สอง

 

โซเชียลเป็นพิษ ติดสมาร์ทโฟนแม้ในยามหลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468997

โซเชียลเป็นพิษ ติดสมาร์ทโฟนแม้ในยามหลับ

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอพี, รอยเตอร์ส, เอเอฟพี

ถึงแม้จะนอนไปแล้ว แต่ก็ยังลุกขึ้นมาพิมพ์เหมือนกับคนละเมอ ซึ่งสาเหตุมาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ ทำให้สมองยึดติดกับโทรศัพท์อยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรไป เพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น

เมื่อสมองปลุกให้ตื่นทำให้ร่างกายนอนหลับไม่สนิทเต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่พอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สะสมความเครียด เสี่ยงเป็นโรคอ้วน ฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงาน

โรคละเมอแชต (Sleep Texting) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ถูกบัญญัติศัพท์ขึ้นมาจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

พฤติกรรมเปลี่ยน โรคใหม่ๆ ก็อุบัติ

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสื่อของคนไทยในปี 2557 จากกลุ่มตัวอย่าง 1 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่าแต่ละบ้านมีทีวีอย่างน้อย 1 เครื่อง โดยร้อยละ 99.7 มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตอย่างน้อย 1 เครื่อง รองลงมาคือโน้ตบุ๊ก ร้อยละ 89 และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ร้อยละ 79 ทำให้มีการชมรายการโทรทัศน์ออนไลน์ผ่านจออื่นๆ ที่ไม่ใช่ทีวีเพิ่มขึ้น

การปล่อยตัวถลำลึกกับเทคโนโลยีที่สามารถอำนวยความสะดวกให้คนมากขึ้น แต่ต้องแลกกับผลร้ายต่อสุขภาพบางอย่าง หากไม่รู้จักความพอดี เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เปรียบเป็นเหมือนดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้

อาการของโรคละเมอแชต มีสาเหตุหลักๆ มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ จนสร้างความวิตกกังวลต่อข้อความที่ถูกส่งมา ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมตอบสนองกับข้อความที่แจ้ง
เตือนเข้ามาโดยทันที รวมไปถึงอาการติดโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกชนิดร่วมด้วย

 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ในรายการพบหมอรามา ถึงโรคนี้ว่า พอรูปแบบพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามการใช้ชีวิต แต่ไม่ถึงกับการเป็นโรคเลยทีเดียว

“บางคนใช้อุปกรณ์หลายตัวพร้อมกัน ตาดูทีวี ทำงานบนโน้ตบุ๊ก และใช้มือถือไปในเวลาเดียวกัน ทำให้กระทบเรื่องการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดโรคข้างเคียงได้ การรับข้อมูลมากๆ จะทำให้เสพติดข้อมูล อยู่อย่างสงบๆ ไม่ได้”

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดี พญ.พรรณพิมล บอกว่า ตอนกลางวันคนเราทำงานยุ่งเหยิงในหลายเรื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาในช่วงก่อนเข้านอนให้ดีและผ่อนคลายตัวเอง

“การนอนหลับวันละ 6 ชั่วโมงเป็นตัวเลขมาตรฐานทั่วไป ปัจจุบันคนใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักในชีวิตประจำวันทำให้รับข้อมูลนำเข้าตลอดเวลาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ กดดูมือถือเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย พฤติกรรมใหม่ที่เข้ามาด้วยความเคยชินในกิจวัตรประจำวัน ทั้งเวลากินเวลานอนนำข้อมูลเข้าอยู่ตลอดเวลา เล่นมือถือจนหลับ หรือสิ่งแรกที่ทำเวลาตื่นก็ดูมือถือทันที ตอบสนองข้อมูลที่เข้ามาจากมือถือตลอดเวลา หรือบางทีกึ่งหลับกึ่งตื่น กลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบทันที”

ผลกระทบที่เกิดจากอาการละเมอแชตคือ นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับไม่ได้เต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่เพียงพอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ร่างกายอ่อนแอ ทำให้เกิดความเครียดสะสม นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า เสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคโมโนโฟเบียฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงาน ทั้งยังอาจส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้

พญ.พรรณพิมล ชี้ช่องถึงการป้องกันว่า ทำชีวิตประจำวันให้ปกติ ให้มือถือเป็นส่วนอื่นของชีวิตบ้าง อย่าหมกมุ่นมากเกินไป ควรทำแต่พอดี หากติดมากควรลองอยู่ห่างจากสมาร์ทโฟนบ้าง อาจใช้วิธีตัดใจปิดมือถือ ปิดเสียง หรือปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตก่อนนอน จะช่วยให้ห่างไกลจากการละเมอแชต และฟื้นฟูสุขภาพการนอนหลับให้เต็มอิ่ม ตื่นเช้ามาพร้อมความสดชื่นแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพก็ดีขึ้น

 

วิธีแก้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ

การลุกขึ้นมาแชตเมื่อได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นในขณะที่หลับไปแล้ว คำแนะนำของ นพ.ไมเคิล เกิลบ์ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องโรคหรืออาการละเมอแชตบอกว่า อาการนี้มักเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากที่ผล็อยหลับ ซึ่งนับว่าเป็นการขัดจังหวะช่วงเวลาการนอนที่สำคัญที่สุด นอกจากจะทำให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังเป็นผลให้เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ วิธีเลี่ยงที่ดีที่สุดคือปิดมือถืออย่างน้อย 30 นาทีก่อนนอน หรือวางไว้ให้ไกลมือในลักษณะที่ไม่สามารถเอื้อมได้ถึง

คนยุคปัจจุบันมุ่งความสนใจไปที่เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้แทบจะทุกนาที จนกลายเป็นความวิตกกังวลต่อข้อความที่ถูกส่งมา แม้กระทั่งเวลาจะหลับก็ยังเอามือถือไปจิ้มเล่นเรื่อยเปื่อย และหลับไปพร้อมกับโทรศัพท์ที่ยังคามือ หรือวางนิ่งอยู่ข้างตัว อาการได้ยินเสียง Notification แจ้งเตือนแม้ในขณะหลับ ระบบประสาทตอบสนองทันทีด้วยการหยิบสมาร์ทโฟนมาพิมพ์ข้อความตอบกลับ ทำให้ข้อความที่ถูกพิมพ์ออกไปไม่สามารถจับใจความได้ และเมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่สามารถจำได้ว่าตัวเองพิมพ์อะไรลงไปบ้าง ทางแก้คือลองใช้วิธี Digital Diet ตั้งเป้าว่าจะไม่เข้าเฟซบุ๊กหรือแชตกับใครก็ตามเป็นเวลาสามวัน ตัดขาดตัวเองออกจากโลกออนไลน์ และติดต่อกับคนอื่นผ่านการคุยโทรศัพท์โดยตรงเท่านั้น

นพ.สุรชัย เกื้อศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และผู้อำนวยการคลินิกปัญหาการนอน โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า พฤติกรรมละเมอแชตเจอได้เยอะเลย โดยเฉพาะในวัยรุ่นและประชากรที่อดนอน ซึ่งอันตรายเพราะไม่รู้ว่าส่งข้อความอะไรออกไป

“แนะนำว่าให้ปิดเครื่องมือสื่อสารก่อนเวลานอน 1 ชั่วโมง”

นอกจากนี้ การละเมอแชตจะทำให้เกิดการอดนอนแบบเรื้อรังได้ ในการบรรยาย เรื่อง 108 ปัญหาโรคการนอน (Sleep-Wake Disorders) นพ.สุรชัย บอกว่า สมองเวลาหลับอาจทำงานแรงกว่าตอนตื่นก็มี ซึ่งการอดนอนทำให้เกิดผลกระทบในระยะสั้นคือ ง่วงนอน อารมณ์แปรปรวน ความจำระยะสั้นเสื่อม สูญเสียความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ วางแผน และทำกิจกรรม ไม่มีสมาธิ ส่วนในระยะยาวจะอ้วน เพราะระดับฮอร์โมนเกรลินสูง (ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความอยากอาหาร) มีอาการอ่อนเพลีย มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคติดเชื้อ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง และโรคกระเพาะ ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

วิธีป้องกันตัว ไม่ให้ถูกล่อลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468992

วิธีป้องกันตัว ไม่ให้ถูกล่อลวง

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

จากเหตุการณ์ที่คนร้ายชายแกล้งปลอมเป็นเกย์เจ้าของโมเดลลิ่ง (เก๊) จนถูกตำรวจจับและยอมรับสารภาพผิดทุกข้อกล่าวหา ผู้อ่านคงทราบถึงผลลัพธ์ของชีวิตเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกกระทำชำเราโดยไม่ได้ตั้งใจ แถมยังถูกถ่ายคลิปเป็นหนังโป๊ออกมาเผยแพร่ไปทั่ว ดูแล้วเป็นภัยสังคมที่น่ากลัวอย่างมากสำหรับสาวๆ ยุคนี้

ดังนั้น ก่อนที่คุณหรือลูกหลานและคนรอบตัวจะตกเป็น “เหยื่อ” เหล่ามิจฉาชีพที่ทำมาหากินบนหยาดเหงื่อและน้ำตาของลูกผู้หญิง (โดยเฉพาะกับเด็กสาวที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นดารานักแสดง) จงอ่านคำแนะนำดังต่อไปนี้ เพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นสติเตือนใจและนำไปบอกเล่าให้เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็นผู้หญิงได้รู้ตัวเสียก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อคนร้ายเหล่านี้

ข้อควรจำสำหรับผู้หญิง

– อย่าหลงเชื่อคนง่ายๆ

– อย่าดื่มสุราหรือของมึนเมาทุกชนิด

– อย่าหลงเชื่อคำชักชวนโดยเห็นแก่ตำแหน่ง หน้าที่ การงาน หรือรายได้ดี

– ถ้าต้องไปธุระจำเป็นกับคนแปลกหน้า ควรมีเพื่อนไปด้วย

– การรอรถโดยสารไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถประจำทาง ไม่ควรพูดคุยหรือสนิทสนมกับคนแปลกหน้า

– ไม่ควรไปไหนมาไหนในเวลาค่ำคืนดึกดื่น ระวังผู้แอบอ้างเพื่อหวังดีต่างๆ

– ไม่หลงเชื่อคำแนะนำชักชวนจากคนแปลกหน้า

– อย่าหลงเชื่อ หรือมีค่านิยมเกี่ยวกับรูปร่าง การแต่งกาย หรือฐานะของคน

– รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมคนร้ายจากประสบการณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์

– ท่องไว้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

– อย่าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ยั่วยวนอารมณ์

– ไม่ควรเดินทางไปไหนมาไหนลำพังคนเดียว โดยเฉพาะตามตรอกซอกซอย หรือตามอาคารร้างที่เปลี่ยวหรือในยามค่ำคืน ควรหาเพื่อนร่วมทางไปด้วย

– อย่าขึ้นรถยนต์หรือจักรยานยนต์ของคนแปลกหน้าถ้าเขาชวนให้ขึ้น

– ถ้ามีคนมาตีสนิทหรือพยายามเดินตื๊อ ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และชี้แจงให้ทราบ

– เมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้านลำพังในยามค่ำคืน ควรแจ้งให้ทางบ้านทราบว่าจะไปไหน ไปอย่างไร กลับเมื่อไหร่ ไปพบใคร เพราะสาวๆ อาจถูกบุคคลที่จะไปพบล่อลวงไปในทางที่ไม่ดีก็ได้ และควรพกบัตรประชาชนไปด้วยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

– ถ้าจำเป็นต้องเดินทางตามลำพังในที่เปลี่ยว หรือต้องขึ้นรถแท็กซี่คนเดียวเสมอ แนะนำให้หาซื้อสเปรย์แก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทยเอาไว้ใช้ หาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป ซึ่งสามารถพุ่งแก๊สไปได้ไกล 12 ฟุต และมีผล 72 ชั่วโมง หรืออาจใช้น้ำส้มสายชูชนิดแรงบรรจุไว้ในขวดพลาสติกเล็กๆ แบบมีรูฉีดน้ำได้ พกติดตัวเอาไว้ก็อาจจะใช้แทนกันได้

– ควรมีมีดพับเล็กๆ ชนิดใส่พวงกุญแจได้พกติดตัวเสมอเอาไว้ใช้ป้องกันตัว เช่น ถ้าถูกฉุดข้อมือ ถูกล็อกคอ ถูกบีบคอ ถูกกอดรัด ให้ใช้มีดพับนั้นแทงไปที่แขนของคนร้าย เพราะคนร้ายจะได้ปล่อยทันที

ลดอัตราเสี่ยงการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

– ถ้าจำเป็นต้องเดินในที่เปลี่ยวคนเดียวหรือต้องเดินเข้าซอยเปลี่ยวผ่านกลุ่มวัยรุ่นที่ดูท่าทางว่าจะถูกแซว หรือไม่ปลอดภัย ให้ใช้อุบายต่างๆ คือ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาเพื่อนหรือญาติ แล้วพูดคุยตลอดทาง บอกว่าอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร ทำเช่นนี้อาจเบี่ยงเบนความสนใจจากคนร้ายได้ เพราะคนร้ายมักไม่อยากเสี่ยงกับเหยื่อที่กำลังสื่อสารอยู่

– ถ้าคุณขับรถชนกับรถคนอื่น ก่อนอื่นคืออย่าลงจากรถ ล็อกประตูรถทุกบานและอย่าดับเครื่อง ให้ใช้โทรศัพท์ มือถือโทรแจ้งเหตุกับตำรวจแล้วรอ หรือจะโทรไปสถานีตำรวจที่ใกล้กับจุดเกิดเหตุก็ได้ แล้วขับรถไปที่สถานีตำรวจพร้อมกับคู่กรณีก็ได้ ถ้าลงไปเจรจาอาจโดนกลลวงคนร้ายชกท้องแบกไปข่มขืน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วบ่อยๆ

– ถ้าเจอคนแปลกหน้าเข้ามาตื๊อ ทักทาย หรือเดินตาม ทางที่ดีให้คุณรีบเดินเข้าไปในกลุ่มคนแล้วตะโกนขอความช่วยเหลือทันที อย่ามัวแต่อายหรือคิดว่าคนอื่นจะมองคุณว่าบ้า จงคิดเสียใหม่ว่า ยอมอายดีกว่ายอมเจ็บหรือตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเหล่านี้

– หากถูกคนวิ่งตาม วิธีแก้ไขคือคุณต้องเตรียมพร้อมด้วยการมีนกหวีดคล้องคอหรือใส่ไว้ในกระเป๋าถือหรือพ่วงไว้กับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ประจำ เพราะถ้าเกิดเหตุร้ายหรือมีทีท่าไม่สู้ดี คุณก็ใช้การเป่านกหวีดดังๆ ช่วย ทำคล้ายกับ Sound Alarm หรือแนะนำให้พกลูกเป๊กร่มตัวยาวๆ ไปด้วย เพราะถ้าคุณถูกวิ่งไล่ก็ให้ใช้ลูกเป๊กร่มนี้หว่านให้ตำเท้าคนร้ายที่วิ่งไล่คุณมา ซึ่งวิธีแบบนี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องตลก เพราะเหตุการณ์บางอย่างที่คุณได้พบเจอก็อาจเป็นเรื่องตลกร้ายที่คุณต้องหาทางป้องกัน

– ถ้าเป็นไปได้ ขอแนะนำให้สาวๆ ไปเรียนศิลปะการป้องกันตัวติดไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร

 

ปัญญาและเมตตา จุดเริ่มจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468603

ปัญญาและเมตตา จุดเริ่มจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ขงจื๊อ กล่าวว่า “คนชอบทะเลมีปัญญา คนชอบภูเขามีเมตตา”…

ตลอดช่วงระยะของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในทศวรรษที่ผ่านมา มีสิ่งที่จีนต้องจ่ายเพื่อแลกมาอย่างหนัก นั่นคือสิ่งแวดล้อม

การใช้ถ่านหินเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานราคาถูกทำให้เกิดมลภาวะจากการเผาไหม้ การเร่งผลิตผลทางการเกษตรทำลายคุณภาพน้ำ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่ไม่ได้มาตรฐานปล่อยของเสียและสารพิษออกมาไม่เว้นวัน

ภาพข่าวหมอกควันที่ปักกิ่ง พายุทรายที่รุนแรงมากขึ้น กองภูเขาขยะถล่ม ล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่เสียหายในหลากหลายมิติ

และก็เป็นที่รู้กันในรัฐบาลจีนว่าเงินที่ได้มาจากความเสียหายเหล่านี้ไม่เคยคุ้มค่า แม้ในอนาคตจะเอาเงินถมไปเท่าไรก็ล้วนกลับคืนมาได้ยาก ทางแก้จึงต้องป้องกันให้ความเสียหายเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

หนึ่งในวิสัยทัศน์คือ “จีนราคาถูกที่ได้มาจากการถล่มสิ่งแวดล้อมของตนเองจะต้องหมดไป”

รัฐบาลจีนกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคตจะต้องเป็นอุตสาหกรรมทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จีนจะไม่ใช่ประเทศที่ผลิตไม้จิ้มฟันยันเรือรบอีกต่อไป โดยเฉพาะถ้าไม้จิ้มฟันนั้นทำลายสิ่งแวดล้อม

นอกนั้นยังให้เพิ่มบทบาทของธุรกิจภาคการบริการ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว เพราะเป็นเศรษฐกิจที่ทำเงินได้โดยสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เปิดตัวอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่รัฐบาลจีนเจอธรรมชาติสวยงามแห่งใหม่ แต่เป็นการผ่องถ่ายสมดุลทางเศรษฐกิจอย่างมีแผนการ

สะพานแก้ว ทางเดินกระจกริมหน้าผาธรรมชาติ และการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับคนจำนวนมากอย่างใส่ใจและเป็นระบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้เช่นกัน คือเสริมสร้างธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยให้เข้มแข็ง ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมราคาถูกที่ล้าสมัย

ทั้งหมดถูกจัดเป็นทิศทางแผนพัฒนาชาติ พัฒนาเศรษฐกิจจีนอย่างชัดเจน และประกาศต่อประชาชน

แต่รถบรรทุกหนักสิบๆ ตันจะหยุดกะทันหันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนมอเตอร์ไซค์เหยียบเบรก จีนในบทบาทมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ GDP โตเกิน 10% มาหลายปีติดต่อกัน (เพิ่งมาชะลอก็เพียงแค่ปีหลังๆ) จึงต้องใช้กำลังมหาศาลในการหยุดยั้งความเสื่อมทางทรัพยากร

กับปัญหาที่จีนยังแก้ไม่ตก ก็มักใช้คำอธิบายว่า เป็นจุดที่ทุกชาติที่จะพัฒนาต้องเผชิญ ไม่ต่างจากปัญหาหมอกควันและน้ำเสีย เช่นที่อังกฤษต้องเผชิญเมื่อช่วงต้นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

นั่นอาจเป็นทั้งคำแก้ตัวและคำสัญญาในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็คือการบอกว่าตอนนี้ยังแก้ไม่ได้ แต่อนาคตจะดีกว่านี้แน่

ในบางมุมก็ไม่ผิด เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจของเกือบทุกประเทศ ย่อมต้องแลกมาด้วยความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ธรรมดาโลกมักต้องเลือก

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจีน เกิดขึ้นในระดับมหึมา และเมื่อประเทศจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ ย่อมมีพื้นที่ที่รองรับความเสียหายได้ยาวนานกว่า แต่นั่นหมายถึงจีนอาจผลักปัญหาไปให้พื้นที่ที่หนึ่งอย่างมโหฬาร โดยกลุ่มผู้ก่อปัญหาอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลและปลอดภัย จนไม่รู้ตัวว่าได้ทำลายพื้นที่อื่นที่เหลือไปเป็นจำนวนมากมายขนาดไหน

เปรียบเหมือนหมู่บ้านที่มีพื้นที่ทิ้งขยะกว้างใหญ่และอยู่ไกลออกไปมาก ย่อมไม่สะทกสะท้านต่อปัญหาปริมาณขยะเท่ากับหมู่บ้านที่มีกองขยะติดอยู่ข้างหมู่บ้าน

จะปล่อยให้ผู้คนในหมู่บ้านแรกตื่นตัวขึ้นเอง และพยายามลดขยะเองจึงแทบเป็นไปไม่ได้ (เพราะเขาไม่เคยต้องรับผลกระทบโดยตรง)

และหากปล่อยจนเมื่อเขาได้รับผลกระทบโดยตรงนั่นแหละ ก็หมายถึงว่าโลกใกล้ถึงกาลอวสานแล้ว

จึงต้องมีคนกลางเป็นผู้แจ้งเตือน สร้างมาตรการที่เข้มแข็ง คอยสะกิดบอกหมู่บ้านแรกว่าสิ่งที่เขาทำสร้างหายนะในที่ที่ไกลกว่าอย่างไร จนอาจถึงต้องมีกฎควบคุมอย่างชัดเจน ทั้งหมดเพื่อให้การสร้างหายนะในที่ที่ไกลออกไปลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

ในหน้าที่นี้รัฐบาลจีนมีทั้งจุดที่ได้แต้มและเสียแต้ม กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของจีนขึ้นชื่อว่ารวดเร็ว เด็ดขาด และเป็นธรรม เมื่อเทียบกับการจัดการของชาติที่ประสบปัญหาอื่นๆ จะขาดก็แต่การปฏิบัติการในระดับท้องถิ่นที่มักมีปัญหา

ในฐานะที่จีนเป็นประเทศใหญ่ที่ทั้งปัญหาและนโยบายมักมีลักษณะที่แกว่งไปสุดทางตลอดเวลา หลายครั้งจึงเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้ประสบการณ์ทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่ด้าน
สิ่งแวดล้อม

ขณะที่นักข่าวทั่วโลกจับจ้องไปที่จีน ประเทศเราก็ยังเผชิญปัญหานี้ไม่ต่างกัน ต่างกันก็แค่การจับตามองเบาบางกว่า

ที่จริงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาแค่เรื่องการจัดการของรัฐบาลกลางแต่อย่างเดียว อีกด้านหนึ่งก็ต้องลงลึกไปถึงจิตสำนึกของผู้คนในสังคมด้วย

ในระดับปัจเจกชน จะมาบอกว่ากระเป๋าใครกระเป๋ามัน หรือหาได้มากจึงใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่ผิด อาจฟังดูเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่ในภาพรวมเรื่องสิ่งแวดล้อมจะปล่อยให้ผู้คนคิดแบบนี้ไม่ได้

คำพูดของขงจื๊อที่ว่า “คนชอบทะเลมีปัญญา คนชอบภูเขามีเมตตา” ไม่ใช่คำเฉลยเกมทายนิสัย แต่เป็นคำพูดบ่งบอกความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่มีที่มาที่ไป

เพราะทะเลมีขึ้นมีลง คลื่นลมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ที่ชอบอยู่กับทะเลย่อมต้องคาดเดา ต้องศึกษา ตัดสินใจตลอดเวลา แต่ภูเขานั้นอุดมสมบูรณ์และคาดเดาได้ จะอยู่กับภูเขาได้จึงต้องใจเย็น อดทน มองเห็นและคาดการณ์ผลระยะยาวมากกว่าชอบการตัดสินใจระยะสั้น

คนชื่นชอบสิ่งแวดล้อมแบบไหน จึงสะท้อนลักษณะนิสัยของเขาเหล่านั้นได้เสมอ

อารยธรรมที่ทำลายทะเล ทำลายภูเขา จึงบ่งบอกปัญญาและความเมตตาของอารยธรรมได้เช่นกัน

สังคมจำต้องมีปัญญาพอที่จะมองเห็นและคาดการณ์ผลกระทบล่วงหน้า และต้องมีเมตตาพอที่จะนึกถึงคนและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเรา แม้เราอาจจะไม่เคยได้เจอะเจอผลกระทบนั้นเลยก็ตาม

สติปัญญาและเมตตาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องการในมิติของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

มองซุนหวู่ในมุมผู้ผ่านสงครามจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467490

มองซุนหวู่ในมุมผู้ผ่านสงครามจริง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” ไม่ว่าจีบสาว ทำธุรกิจ หรือแม้แต่ทำสงครามจริง ก็ใช้ Hashtag นี้ได้

วลีนี้มักถูกใช้เป็นตัวแทนโฆษณา “พิชัยสงครามซุนหวู่ (ซุนจื่อ)”

ซุนหวู่เป็นปราชญ์นักการทหารในยุคชุนชิวเมื่อสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว ร่วมสมัยกับ ขงจื่อ โซกราตีส และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จริงซุนหวู่รู้จักกันอีกชื่อในนามซุนจื่อ ตามธรรมเนียมแล้วคำว่า “จื่อ” ลงท้ายถือว่าได้รับเกียรติให้เป็นปราชญ์ เช่น ขงจื่อ เหลาจื่อ เช่นกัน

และผลงานเขียน “พิชัยสงครามซุนหวู่ (ซุนจื่อ)” ก็เป็นหนึ่งในผลงานอมตะที่ถูกหยิบยกมาใช้งานต่อเนื่องกันตลอดประวัติศาสตร์โลก พอๆ กับผลงานของปราชญ์แห่งยุคท่านอื่นที่กล่าวมา ที่พิเศษก็คือ มักใช้ตีความเพื่อใช้งานด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลายมากมาย ไม่ใช่แค่ในเรื่องสงครามตามวัตถุประสงค์เริ่มแรกแต่อย่างเดียว

เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างก็ตรงที่ว่า ซุนหวู่เขียนพิชัยสงครามเล่มนี้เมื่อเขาอายุเพียง 25-26 ปีเท่านั้น ขณะที่ปราชญ์ท่านอื่นๆ กว่าจะสร้างผลงานอมตะได้ก็มักย่างเข้าวัยกลางคนขึ้นไป

ขณะที่ผลงานของซุนหวู่ถูกหยิบยกมาใช้งานเรื่อยมาอย่างหลากหลายและเรียกได้ว่าอมตะ แต่เขากลับเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์จารึกไว้น้อยมาก ชีวประวัติทางการของซุนหวู่ถูกบันทึกไว้เพียง 406 ตัวอักษรจีน (สั้นกว่าบทความนี้เสียอีก) และส่วนที่ไม่เป็นทางการก็ไม่ได้มีมากไปกว่านี้นัก

และใน 406 ตัวอักษร ส่วนใหญ่ก็เล่าถึงวีรกรรมเมื่อเขาเริ่มเข้ารับตำแหน่ง

เรื่องมีอยู่ว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหวูได้อ่านพิชัยสงครามซุนหวู่แล้วเกิดความประทับใจจึงต้องการแนะนำให้หวูอ๋องช่วงใช้ซุนหวู่

หวูอ๋องไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ต้องแนะนำอยู่ถึง 7 ครั้งจึงให้เข้าพบ พบแล้วหวูอ๋องยังไม่ได้เห็นเขาเก่งกาจอะไร จึงลองให้ภารกิจเพื่อพิสูจน์ความสามารถว่าสมกับที่เขียนไว้ในตำราหรือไม่ หวูอ๋องให้ซุนหวู่ฝึกจัดทัพจากนางสนม

ใช่แล้ว นางสนมกำนัลที่คอยปรนนิบัติหวูอ๋องนี่แหละ

ซุนหวู่รับคำด้วยความจริงจัง พอถึงวันที่นัดหมาย ก็แบ่งแยกนางสนมทั้ง 180 คนเป็นสองกอง โดยมีสนมคนโปรดสองคนของหวูอ๋องเป็นหัวหน้ากอง

ในสายตานางสนมบรรยากาศการฝึกกองทัพครั้งนี้ดูสนุกสนาน ว่าแล้วซุนหวู่ก็ขึ้นแท่นบัญชาการ อธิบายว่าอะไรคือซ้ายหันขวาหัน แต่เหล่านางสนมกลับหัวเราะคิกคัก คิดว่าเป็นเรื่องเล่น

ซุนหวู่อธิบายอย่างละเอียดอีกหลายครั้ง แต่นางสนมยังซุบซิบ คิกคักอยู่เช่นเดิม

“หากสั่งไม่ชัดเจน ความผิดเป็นของแม่ทัพ หากคำอธิบายแจ้งชัดแล้วไม่ปฏิบัติตาม ความผิดย่อมเป็นของหัวหน้ากอง”

ซุนหวู่สั่งลากนางสนมคนโปรดทั้งสองไปประหารในฐานะหัวหน้ากอง แม้หวูอ๋องเห็นท่าเกินเหตุรีบเข้าห้ามปราม แต่ซุนหวู่ยืนกราน ประกาศิตของกองทัพย่อมอยู่กับแม่ทัพไม่ใช่กษัตริย์ หัวของนางสนมทั้งสองจึงหลุดจากบ่าในที่สุด

จากนั้นนางสนมทั้งหลายก็ขยาด ไม่เหยาะแหยะอีกต่อไป สั่งซ้ายเป็นซ้าย สั่งขวาเป็นขวา ไม่มีใครกล้าละเลยคำสั่ง เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วินัยได้มาเพราะความเข้มงวดและเด็ดขาด

หวูอ๋องทั้งเศร้าทั้งเซ็ง แต่ก็ยอมใจใช้ซุนหวู่เป็นแม่ทัพ ผลคือยุทธศาสตร์ที่ซุนหวู่ช่วยวางแผน ทำให้แคว้นหวูยิ่งใหญ่และเอาชนะแคว้นฉู่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่จริงลำพังอ่าน “พิชัยสงครามซุนหวู่อย่างเดียวโดยไม่ต้องมีชีวประวัติซุนหวู่ข้างต้น ก็จะรู้สึกได้ว่าซุนหวู่เคร่ง ครัดวินัย และเน้นปรัชญาที่ใช้ได้จริงเป็นรูปธรรม”

นอกจากความเป็นตำราปรัชญา มันน่าจะเรียกได้ว่าเป็นตำรา How to เล่มแรกๆ ของโลก

จะใช้ไฟเผาผลาญข้าศึกอย่างไร เดินทัพให้สังเกตฝูงนก หรือฝุ่นผงที่ปลิวคลุ้งอย่างไร มีบอกไว้ทั้งสิ้น

น่าเชื่อว่า แม้ซุนหวู่จะอายุเพียง 25-26 ปี ก็มีประสบการณ์ท่ามกลางสงครามแล้วไม่น้อย ในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงในฐานะแม่ทัพ แต่ในฐานะผู้ผ่าน เห็นและสังเกตที่มาและจุดจบของสงครามมาก่อน

ภาพสงครามในพิชัยสงครามซุนหวู่ นอกจากวลีเด็ดสร้างแรงบันดาลใจจำนวนมาก ซึ่งมักถูกเอามาโฆษณาขายหนังสือ ก็ยังมีเนื้อหาอีกไม่น้อยที่บ่งบอกความรู้สึกที่แท้จริงที่ซุนหวู่มีต่อสงคราม ซึ่งไม่เคยเป็นภาพสงครามแบบในตำนานอย่างที่นิยายอิงประวัติศาสตร์ชอบทำให้เรารู้สึกฮึกเหิม เมามันในอารมณ์

แต่กลับเป็นสงครามที่มีส่วนผสมของเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อราษฎรคละคลุ้ง ซุนหวู่พูดถึงว่าสงครามใหญ่น้อยต้องลงทุนด้านทรัพยากรอย่างหนักหนาสาหัสเพียงไร

“โจมตีเมืองควรเป็นทางเลือกสุดท้าย อาวุธ โล่ใหญ่ รถเกราะสำหรับตีเมือง ต้องใช้เวลาเตรียมสามเดือน สร้างเนินดินอีกสามเดือน”

“กองทัพเคลื่อนถึงที่ใด สินค้าที่นั้นจะแพง เงินในพระคลังก็จะร่อยหรอ เมื่อเงินร่อยหรอ ก็ต้องเก็บส่วยเกณฑ์แรงงาน… ทุกครัวเรือนอาหารจึงว่างเปล่า ภาษีของประชาราษฎร์จึงถูกใช้ไปถึงเจ็ดในสิบ”

เมื่อสงครามคือความเดือดร้อนขนาดนี้ ซุนหวู่จึงต้องการให้สงครามผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด

“ชัยชนะที่ดีที่สุด คือชนะโดยไม่ต้องรบ”

“มิเคยพบบ้านเมืองที่ได้รับผลดีจากสงครามที่ยืดเยื้อ ผู้ยังไม่เข้าใจผลร้ายจากสงคราม ย่อมไม่มีทางเข้าใจผลดีจากสงครามเช่นกัน”

สงครามไม่ว่าในยุคไหนก็ไม่เคยรอดพ้นจากความโหดร้าย เป็นอาณาเขตสุดท้ายที่มนุษยธรรมจะเอื้อมถึง เป็นโลกซึ่งไม่อยู่ในสภาวะปกติ เป็นสภาวะต่อเนื่องหลังจากการเมืองและการทูตล้มเหลว

และเพราะเป็นไม้ตายสุดท้ายของการตัดสินที่ลงทุนสูง จึงเป็นสิ่งที่ต้องรอบคอบรัดกุม และต้องพร้อมไว้ตลอดเวลา

ซุนหวู่เริ่มต้นพิชัยสงครามเล่มนี้ว่า “สงครามเป็นเรื่องสำคัญของชาติ คือความเป็นตายของราษฎร คือความคงอยู่หรือล่มสลายของชาติ จะไม่พิจารณาให้รอบคอบมิได้”

น่าดีใจที่พิชัยสงครามซุนหวู่ใน ยุคนี้ ส่วนใหญ่เอามาปรับใช้กับโลกฅธุรกิจ จนดูเหมือนว่าซุนหวู่เป็นเทพแห่งยุทธศาสตร์การใช้ชีวิตทั้งเรื่องรบ เรื่องรัก เรื่องธุรกิจ มากกว่าเรื่องการทหารโดยตรงเสียอีก

แต่ที่จริงต้นกำเนิดของตำราเล่มนี้ กลับมาจากประสบการณ์ของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ผ่านคราบเลือดและน้ำตา แม้รู้ว่าสงครามคือสิ่งน่าเกรงกลัว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็น และเขารู้ว่ามีแต่การเตรียมตัวให้พร้อมและรอบคอบที่สุดเท่านั้น จึงจะผ่านสงครามไปอย่างสูญเสียน้อยที่สุด

ประวัติศาสตร์ใดๆ ที่ทำให้เรารู้สึกกระหายสงครามคือประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลวสำหรับมวลมนุษยชาติ ขณะที่ความเชื่อว่าสงครามจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นอย่างมีมนุษยธรรมก็เป็นความเชื่อที่ไม่น่าไว้ใจ

ลองอ่านพิชัยสงครามซุนหวู่ในมุมมองที่ไม่ใช่ How to สมัยใหม่ดู แล้วจะรู้ว่าตำราเล่มนี้ และหัวของสองนางสนมคือพยานแห่งความโหดร้ายและจริงจังของสงคราม

 

ตามรอยพระยุคลบาท มหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468555

ตามรอยพระยุคลบาท มหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นอกจากงานหลักในฐานะบริษัทรับงานด้านประชาสัมพันธ์ให้องค์กรต่างๆ แล้ว เขายังทำสำนักพิมพ์และเขียนและแปลหนังสือเองอีกหลายเล่ม และเล่มที่เพิ่งได้รับรางวัลล่าสุดก็คือการเขียนงาน เรื่อง ตามรอยพระยุคลบาท ซึ่งเป็นงานเขียนที่ได้จัดพิมพ์ไปตั้งแต่เมื่อปี 2549 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และได้รางวัลหนังสือดีเด่นเมื่อปี 2551 จากกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกลับมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้งปลายปีนี้

เขาเล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือในครั้งนั้นว่า เนื่องจากตอนนั้นบริษัทของเขารับทำงานประชาสัมพันธ์ฉลองครองราชย์ 60 ปี จึงได้ข้อมูลเรียนรู้เกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงต่างๆ มากมาย เพราะต้องจัดนิทรรศการใหญ่มากที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีโครงการต่างๆ ของพระองค์มาแสดง รูป เรื่องราวต่างๆ มากมาย มีหลายเรื่องที่เพิ่งรู้ มีคนไปชมงานถึง 6 ล้านคน มีภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์มาแสดง มีภาพพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน

“พอเราทราบข้อมูลตรงนั้นแล้วคิดว่าเรื่องราวการทรงงานของพระองค์นั้นมีมากมายเหลือเกินและมีเป็นจำนวนมากที่คนไม่รู้ เราจึงอยากเขียนหนังสือตามรอยพระยุคลบาท ให้คนอื่นได้รับรู้ว่าพระองค์ทำงานหนักมากมายเพียงใด คือเสียดายข้อมูลที่ได้ไปทำมา และหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาทำนานเกือบ 2 ปี ทำตามออร์เดอร์เนื่องจากทำอย่างดี อยู่ในกล่องผ้าไหม พิมพ์ 4 สี อาร์ตมันทั้งเล่ม ปกแข็ง ในราคาเล่มละ 4,990 บาท ทำเพียง 3,000 เล่มเท่านั้น ซึ่งปรากฏว่ายอดจองเข้ามาในเวลาอันรวดเร็ว และใช้เวลาทำนานเกือบ 2 ปี” เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจ

 

และเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ก็มีผู้ที่สนใจอยากจะได้หนังสืออีกเพื่อเก็บไว้เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน ตอนนี้มียอดจองมา 2,000 ชุด เราจึงจะพิมพ์เพิ่มและออกสิ้นปีนี้ และลดราคาลงเหลือเพียงเล่มละ 3,500 บาท ซึ่งตอนนี้ทางเซเว่นอีเลฟเว่นขอมาช่วยรับจองให้ คาดว่ายอดน่าจะอยู่ที่ 5,000 เล่ม

สำหรับหนังสืออีกชุดที่อยากจะทำขึ้นมาและเป็นภาษาอังกฤษ ก็คือหนังสือชุด King ภูมิพล of Thailand ซึ่งเป็นชุด 3 เล่ม ใช้เวลาทำถึง 4 ปีเต็ม เล่มแรก From Prince to king เป็นเรื่องจากเจ้าชายสู่การเป็นกษัตริย์ เริ่มตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อยากให้เด็กๆ ได้อ่านได้ฝึกภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาษาที่อ่านง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก มีแบบทดสอบให้ทำการบ้านด้วย หัดให้เด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

เล่มที่ 2 Strength of the Land เป็นเรื่องของพระองค์เมื่อวัยหนุ่ม การที่พระองค์ทรงงานต่างๆ ให้เด็กมัธยมได้อ่าน ศัพท์ก็จะยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  ส่วนเล่มที่ 3 ก็คือ By the light your Wisdom เป็นเรื่องราวคำสอนแนวความคิดของพระองค์ที่ให้คนไทยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

โดยหนังสือภาษาอังกฤษ 3 เล่มดังกล่าว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นผู้ตรวจต้นฉบับภาษาอังกฤษและตรวจทานเนื้อหาความถูกต้องอื่นให้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งทำให้รับรู้ได้ว่าพระองค์ทรงมีความรักความผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง

 

“คือเราอยากให้คนไทยเด็กไทยได้อ่านได้ฝึกภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกัน เวลาที่ฝรั่งถามถึงในหลวงบางทีเราตอบไม่ถูกรู้ว่าท่านทรงงานเยอะแต่ทำอะไรบ้าง ตอนที่เป็นนักเรียนทุน AFS เวลาจะไปพูดหน้าห้องให้เพื่อนฝรั่งฟังก็นึกศัพท์ไม่ออก เผื่อเด็กๆ จะเอาไว้ใช้ทำรายงาน เอาไว้เล่าให้เพื่อนต่างชาติฟัง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ให้คนต่างชาติรู้อย่างถูกต้อง ฝรั่งไม่ค่อยมี King และ King ฝรั่งก็ไม่เหมือนของประเทศไทย เราจึงมีความภาคภูมิใจในพระองค์ท่านต้องการให้ชาวโลกรู้ว่าท่านเป็นราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ไว้คุยกับฝรั่ง” เขากล่าวอย่างเชื่อมั่น

โดยหนังสือ 3 เล่มนี้ทำเป็นแบบปกอ่อน 3 เล่ม จากราคา 340 บาท ตอนสัปดาห์หนังสือลดเหลือ 3 เล่ม 199 บาท เพื่อต้องการให้ผู้อ่านซื้อได้แบบไม่ต้องคิดมาก ส่วนปกแข็งมีกล่องชุดละ 1,290 บาท โดยเงินส่วนหนึ่งเข้ามูลนิธิธรรมดี

“เราเป็นคนไทย พระองค์ท่านดูแลประชาชนเหมือนพ่อดูแลลูก คนไทยโชคดีที่มีพระเจ้าอยู่หัวแบบในหลวงดูแลใส่ใจทุกเรื่องตั้งแต่อาหาร สุขภาพ อาชีพ เราจึงอยากให้คนทั่วโลกรู้ว่าท่านทรงงานมากมายและหนักเพียงไรเพื่อประชาชนของท่าน” เขากล่าวอย่างตื้นตันใจ

 

เดินป่า พาตัวสู่ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468543

เดินป่า พาตัวสู่ธรรมชาติ

โดย…โยโมทาโร่

ในช่วงเข้าฤดูหนาวแบบนี้สถานที่ที่มีความสวยงามและน่าเที่ยวมากที่สุดก็คือป่า และการที่เราจะสัมผัสป่าได้มากที่สุดเราก็ต้องลงทุนลงแรงไปกับการเดินป่าและกางเต็นท์นอนในป่า เพื่อสัมผัสความสวยงามตามธรรมชาติอย่างเต็มที่เต็มตัว

กิตติ สิงหชัย สมาชิกกลุ่มรักษ์ป่ารักษ์น้ำ จ.น่าน ผู้คร่ำหวอดการเดินป่ามามากกว่า 25 ปี บอกกับเราว่าการเดินป่าหลายคนอาจจะมองว่าเหนื่อย ลำบากนั่นอาจจะเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายจากการเข้าค่ายลูกเสือในวัยเด็ก ที่ต้องทำกิจกรรมอาบเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งบอกได้เลยว่าแท้จริงแล้วการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยการเดินป่ากางเต็นท์นั้นไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด เพียงแต่เราต้องอาศัยการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและข้าวของเครื่องใช้เพื่อดำรงชีพในป่า

 

สำหรับมือใหม่การหาข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากคุณอาจจะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ หนังสือท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งเพื่อนที่ชอบเที่ยวป่า ซึ่งจะให้คำแนะนำกับเราได้ดีที่สุด แต่สิ่งที่มือใหม่พลาดมากที่สุดก็คือการลงทุนไปกับสิ่งที่ไม่ได้ชอบและไม่จำเป็น บางคนแค่อยากลองเที่ยว บางคนก็แค่อยากลองอุปกรณ์เดินป่า

ดังนั้น หากคุณอยากจะลองเดินป่าแนะนำว่าควรเกาะไปกับกลุ่มเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือกลุ่มหาเพื่อนร่วมทริปใกล้ๆ ไปก่อน สถานที่ที่เหมาะสมกับการเดินป่าสำหรับกรุงเทพฯ ก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ระยะทางไม่ไกลและมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม โดยอาศัยการเช่าเต็นท์ เครื่องนอน อุปกรณ์เดินป่าเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคุณจะพบว่ามันไม่ยากเลย จนเมื่อคุณมั่นใจว่าคุณชอบที่จะเดินป่าจริงๆ แล้วค่อยขยับไปที่อุปกรณ์เดินป่า และศึกษาเส้นทางการเดินป่าจากผู้มีประสบการณ์รีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งบอกได้เลยว่าแทบจะไม่มีเส้นทางไหนในประเทศไทยที่ไม่มีคนรีวิว

 

เส้นทางเดินป่าจะแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้นสามารถเดินจบได้ภายในวันเดียวส่วนมากเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ 2.เส้นทางระยะกลางเป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปยังจุดพักแรมในป่า ซึ่งมักจะเป็นจุดชมวิวสำคัญ เช่นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงก็ถือเป็นเส้นทางเดินป่าระยะกลางที่เหมาะสำหรับมือใหม่ 3.เส้นทางเดินป่าระยะไกลเป็นเส้นทางที่นักเดินป่าต้องมีความพร้อมและการฝึกเดินป่ามาพอสมควร เพราะต้องใช้ชีวิตในป่ามากกว่า 2 คืนขึ้นไป เช่น เส้นทางเดินป่าโมโกจู จ.กำแพงเพชร ซึ่งแน่นอนว่าระยะทางยิ่งไกลธรรมชาติยิ่งสวยจนทำให้เราหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

ที่เรายกเรื่องระยะทางเดินป่านั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอุปกรณ์และสัมภาระที่ต้องจัดเตรียม ยิ่งค้างคืนมากยิ่งต้องเตรียมกระเป๋าเดินทางให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งคุณภาพก็เป็นไปตามราคาแต่อย่าให้แพงจนเกินพอดี สิ่งที่ต้องจัดหาซื้อก็คือ 1.เป้เดินทาง เลือกแบบที่รองรับแนวกระดูกสันหลังได้ดี ซึ่งจะช่วยในเรื่องการระบายอากาศและการถ่ายเทน้ำหนัก 2.เตาปิกนิกโดยมากแล้วจะใช้การก่อฝืนกันในป่า แต่การมีเตาปิกนิกขนาดพกพาที่ใช้กับแก๊สกระป๋องก็ช่วยทุ่นแรงเรื่องฟืนไฟไปได้มาก 3.รองเท้าสำหรับเดินป่าเลือกผ้าใบที่มีการระบายอากาศดีและพื้นที่มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะสูง 4.มีดเดินป่าอาจจะเป็นมีดสวิสที่มีเครื่องมืออื่นๆ อยู่ในด้ามเดียว หรือมีดพกขนาดเล็กติดตัว ซึ่งช่วยในเรื่องการป้องกันตัว การตัดถากสิ่งกีดขวาง 5.ถุงเท้ากันทากและยากันแมลงต่างๆ สามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานอุทยานฯทุกแห่ง

 

“เมื่อถึงเวลาเดินป่าก่อนจะเริ่มเดินทางสัก 30 นาที ขอให้ดื่มน้ำให้อิ่มและเติมน้ำให้เต็มกระติก อาหารทั้งหมดควรเป็นอาหารแห้ง และแบ่งใส่ไปในสัมภาระส่วนตัว 1 ชุด เผื่อหลงทางหรือต้องคอยลูกหาบเป็นเวลานาน และพยายามเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่นำทางไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางชำนาญเท่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้แน่นอน เวลาเดินป่าควรใช้สายตามองแบบกว้างๆ สังเกตกลุ่มต้นไม้และเส้นทาง จากนั้นค่อยๆ ใช้สายตามองเฉพาะจุด เช่น ต้นไม้มีขนาดใหญ่ หรือมีสีสันที่แปลกออกไปจากต้นอื่นๆ ซึ่งมักจะมีอยู่เพียงต้นเดียวในแถบนั้น ใช้ประสาททั้งหมดจดจ่ออยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด ตา หู และจมูกดมกลิ่น และคอยเปิดเข็มทิศกับแผนที่เป็นระยะในกรณีที่ไม่มีคนนำทาง

“หากรู้ตัวว่าเดินไม่ไหวให้หยุดพักแต่อย่านานเกิน 30 นาที และจิบน้ำเป็นระยะๆ ถ้าคุณต้องเดินป่าระยะกลางกับไกลยิ่งมีความจำเป็นต้องฝึกวิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และฝึกขึ้นลงบันไดแทนการขึ้นลิฟต์เป็นประจำ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงพอสำหรับการเดินป่า ซึ่งบ่อยครั้งเราจะต้องเดินขึ้นเขาที่มีอากาศเบาบางกว่าพื้นราบ จะทำให้เหนื่อยง่ายกว่าเดิม แต่เมื่อทั้งหมดนี้เราบอกได้เลยว่าไม่ใช่ความลำบาก หากคุณพบว่าเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาในเต็นท์แล้วเห็นทะเลหมอกสุดสายตาอยู่ตรงหน้า เห็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกที่ที่เคยไป คุณจะติดใจแล้วถามกับตัวเองว่ามีเส้นทางไหนอีกที่จะพาตัวเราไปพบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้อีก”

 

ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ เรียนรู้จากทุกการสูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468539

ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ เรียนรู้จากทุกการสูญเสีย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่มีความบังเอิญใดๆ ที่ส่งผลให้คนหนึ่งคนมีพลังและคิดบวกได้มากพอที่จะส่งต่อให้คนรอบข้างคิดบวก  เหมือนที่เขาคนนี้ ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ ใครๆ รู้จักเขาในฐานะนักแสดงฝีมือดี หัวหน้าช่างภาพ นิตยสารพลอยแกมเพชร และนักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนมาแล้ว พลังบวกในตัวเขาล้วนเกิดจากบทเรียนในแต่ละช่วงชีวิต การเรียนรู้ผ่านการสูญเสีย และความคิดที่ว่า “เรื่องร้ายๆ ในชีวิต มีเรื่องอะไรดีๆ ซ่อนอยู่”

ด้วยพลังความรัก

เมื่อ 22 ปีก่อนภาพแรกฉายขึ้น หนุ่มอนาคตไกล มีงานแสดง โลดแล่นในวงการบันเทิง มีครอบครัวที่น่ารัก มีลูกชายตัวเล็กๆ 2 คน ก่อนที่เขาจะรู้ข่าวว่าภรรยากำลังตั้งท้องลูกสาวคนสุดท้อง เขาถูกไฟฟ้าชอร์ตต้องเข้าโรงพยาบาล อาการเรียกว่าสาหัส หมอคนหนึ่งบอกว่าต้องตัดแขน แต่หมออีกคนบอกว่าจะเก็บแขนที่กระดิกนิ้วไม่ได้เลยไว้ให้ เขาหยุดงานร่วมปีเพื่อรักษาตัวและฟื้นฟูตัวเอง

“ตอนแต่งงานกันเราตั้งใจจะมีลูก 5 คน เพราะผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีลูก 5 คน แต่ด้วยอุบัติเหตุในชีวิตของครอบครัวเราจึงทำให้มีลูกแค่ 3 คน ลูกชายคนแรกชื่อแทนรัก คนที่สองคือปัญญ์เพชร คนสุดท้องคือเปี่ยมรัก คนสุดท้องตอนนั้นยังไม่มีแผนว่าจะมีลูก เพราะช่วงนั้นไม่มีสตางค์เลยเนื่องจากเราเพิ่งซื้อบ้าน คืนก่อนที่ผมจะเกิดอุบัติเหตุไฟดูด ลูกสาวคนนี้ก็มา เป็นเรื่องแปลก เขามาแล้ว แล้วบังเอิญเป็นผู้หญิงด้วย เราดีใจแต่มันก็เศร้าๆ ช่วงเกิดอุบัติเหตุ ช่วงนั้นก็แย่ แขนก็ไม่คิดว่าจะกลับมาใช้การได้ดีอีก ต้องหยุดการแสดงไปเป็นปี เพื่อดูแลตัวเอง เลยคิดว่ามี 3 คนพอแล้วล่ะ ทุ่มเทรักษาแขน ทำกายภาพ ไม่เลิก ตอนนั้นสภาพผมเหมือนเด็กที่หัดจับของ กล้ามเนื้อใช้การไม่ได้ จนแขนผมใช้งานได้เหมือนเดิม เพราะกายภาพ และผมสู้ มหัศจรรย์มาก”

 

พ่อเลี้ยงเดี่ยวกับเด็กหลงทาง

จากนั้นไม่นานสูญเสียภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเกือบ 20 ปี ไปด้วยโรคมะเร็ง และต่อสู้ด้วยความอดทนนานกว่า 3 ปี ในที่สุดเธอก็จากไปอย่างสงบเมื่อปี 2548 ขณะที่มีอายุเพียง 43 ปี ครอบครัวจากเดิมที่มีอยู่ด้วยกัน 5 คน เมื่อกำลังใจสำคัญของครอบครัวหายไป เขากลายเป็นคุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น 3 คน ตามลำพัง

“ผมเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พยายามสอนลูกเมียเรื่องที่ผมคิดว่าถูกต้องมาตลอด ภรรยาผมเป็นแม่บ้านที่ดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง ตอนที่ภรรยาเริ่มป่วยนอนโรงพยาบาล ผมต้องดูแลลูกๆ แทนเขา เชื่อไหม? แค่การขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวันๆ มันมีเรื่องให้ต้องอดทนมาก  บางวันผมทำงานถ่ายรูปมาแล้วทั้งวัน ผมเร่งที่สุดเพื่อที่จะมารับเขาให้ทัน ตุ๊กบอกกับผมอยู่ตลอดเวลาว่า เวลาไปรับลูกอย่าให้ลูกรอ เขาคิดแทนลูกว่าถ้าลงบันไดมาแล้วไม่เห็นหน้าพ่อ-แม่ ลูกจะใจเสีย แต่บางวันผมมาถึงโรงเรียนลูกกลับไปห่วงเล่นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ารับแล้วกลับบ้านเลยผมไม่เดือดร้อน แต่หลังจากไปส่งเขาที่บ้านแล้ว เราต้องออกมาอีกเพราะมีคิวละครจ่อรอเราอยู่ เราก็มีเรื่องทะเลาะกับลูกบ่อยๆ เรื่องเวลา เด็กๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องเข้มงวดเรื่องเวลามากขนาดนั้น ไม่เห็นเหมือนแม่เลย

“พอกลับมานั่งคุยกับภรรยา เขาก็บอกผมว่า ถ้าไม่อยากทำหรือทำให้ลูกแล้วไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องทำ คิด มันไม่ได้อยู่ที่เขา มันอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่แฮปปี้เราอย่ามารับเขาดีกว่า ถ้าเราคิดว่าการที่เรามารับเขาแล้วแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ และเราต้องทำให้เขาแฮปปี้ด้วย พอวันที่แม่เขาไม่อยู่เราก็คิดแค่ว่าทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด บอกเขาด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของความรักที่เรามีต่อเขา

 

“อย่างเช่นวันนี้ไม่มีแม่นะ ลูกรู้มั้ยพ่อต้องทำงานหนักขนาดไหน พ่อต้องตื่นเช้าตีห้า ไปส่งลูกที่โรงเรียน พ่อต้องไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เสร็จแล้วอาบน้ำอาบท่าไปทำงานถ่ายรูปที่หนังสือพลอยแกมเพชร จากนั้นก็ต้องไปถ่ายละคร บางทีถ่ายละคร 2 เรื่อง ขอเว้นช่วงกลางประมาณห้าโมง เพื่อกลับมารับลูกกลับบ้าน แล้วพ่อถึงจะกลับไปถ่ายละครต่อ หนึ่งถึงสองทุ่ม กว่าจะเสร็จก็เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสี่ บางทีก็ตีห้า แล้วกลับมารับลูกไปโรงเรียน ถามว่าเด็กขนาดนี้จะให้มานั่งเข้าใจว่า โห! พ่อต้องทำงานหนัก ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำตัวดีๆ ผมว่าเขานึกได้แค่เป็นช่วงๆ เป็นบางช่วงเวลาที่เขาพอจะทำให้เราได้ แต่หลังจากนั้นพอเขาไปเข้ากลุ่มเพื่อนปุ๊บ เขาก็อาจจะลืม” นักแสดงรุ่นใหญ่ฉายภาพในวันที่เขาทำหน้าที่แทนแม่ของลูกๆ พร้อมกับทำงาน

ในบทบาทพ่อในละคร ทนงศักดิ์ บอกว่า แตกต่างจากสิ่งที่เผชิญอยู่ชนิดที่ว่าคนละขั้ว

“ผมดูแลลูกทุกคนเท่ากัน เพียงแต่ช่วงเวลานี้ต้องดูแลคนนี้มากกว่า ช่วงหนึ่งคนเล็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโตเป็นสาว เริ่มต้องการคำปรึกษา เรื่องชุดชั้นใน ผ้าอนามัย หรือเรื่องของผู้หญิงก็ต้องให้คำปรึกษาเขาได้ ส่วนคนกลางค่อนข้างจะอารมณ์แรง ช่วงหนึ่งที่เขาเกเร ขาดสอบ มีเรื่องจนต้องออกจากโรงเรียน ผมส่งเขาไปเรียนที่นิวซีแลนด์อยู่หนึ่งปี เขาขอกลับบ้าน เพราะว่าเริ่มรู้ตัวว่าติดยาเสพติด ตอนนั้นเราในฐานะพ่อเสียใจไหมก็เสียใจ แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาเติบโต เรามีหน้าที่ประคับประคองและช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการก็พอแล้ว

 

“ส่วนคนโตเขาเรียนโอเค แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา แต่เราจะคุยกันในเรื่องประเด็นสำคัญๆ สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจในตัวเขาคือ ตอนที่เขาอายุ 19 เขาเดินมาหาผมและบอกว่าอยากวิ่งมาราธอน (42.195 กม.) โดยไม่ได้ซ้อม วันนั้นเขาวิ่งจบด้วยเวลาที่ดี ทำให้ผมคิดว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็สำเร็จ แม้ว่าช่วงหนึ่งเขาจะตัดสินใจดร็อปเรียน ขอไปใช้ชีวิตที่เยอรมนี 4 เดือน แต่ก็กลับมาเรียนจนจบ ไปสอบเป็นนักเรียนการบินของสายการบิน แต่ครั้งแรกยังพลาดหวัง เขากลับมาเพื่อบอกว่าจะเรียนต่อด้านการบินเพราะอยากเป็นนักบิน ตอนนี้เขาเรียนจบแล้วและสอบเป็นนักบินฝนหลวงเพื่อรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้สำเร็จ” ทนงศักดิ์ เล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความสุข “ประสบการณ์ของผม พ่อคนอื่นอาจจะไม่ใช้วิธีการแบบนี้ แต่ผมใช้ทั้งความรักและเหตุผลควบคู่กัน เพียงแต่ว่าเราต้องเทน้ำหนักไปที่ความรักให้มาก คือเหตุผลเราก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง แต่อย่าใช้อารมณ์ เรามีคำแนะนำให้เขา แต่สุดท้ายคนที่จะเผชิญกับความสุขหรือความทุกข์ก็คือตัวของเขาเอง”

ตกตะกอนด้วยธรรมะและออกวิ่ง

ในวันที่ภรรยาป่วยเป็นมะเร็ง เขาทำทุกอย่าง เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ตอนนั้นบนไว้ว่า หากคู่ชีวิตหายป่วย จะออกวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปดอยตุง ระหว่างที่ภรรยานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทนงศักดิ์ก็ไปวิ่งที่สวนลุมพินี

“ตอนอยู่โรงพยาบาล ผมเห็นคนป่วยเยอะมาก บรรยากาศผิดกับสวนลุมฝั่งตรงข้ามที่ทุกคนสดใส แข็งแรง ทำให้ผมอยากรณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย ป่วยเป็นมะเร็งอาจช่วยไม่ได้ แต่คนที่เป็นความดัน เบาหวาน หรือโรคที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้ผมคิดว่าหน้าที่การงานไม่สำคัญเท่าสุขภาพ ถ้าตำแหน่งที่หวังหลุดมือไปบ้าง แต่ถ้าเรายังสุขภาพดี ก็มีโอกาสอีก ก็เลยเริ่มวิ่ง วิ่งเพื่อตอกย้ำว่า การดูแลสุขภาพสำคัญมาก

 

“เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พอภรรยาผมเสีย ผมก็ตัดสินใจว่าจะวิ่งไปดอยตุง ต้องซ้อมวิ่ง พอจัดกิจกรรมการวิ่งเพราะผมอยากเล่าเรื่องราว เชื่อมโยงกับทุกคน ผมออกวิ่ง 900 กิโลเมตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ 31 วัน ทั้งร้อนและทรมาน กลับมาก็คิดว่า ไม่เอาแล้วทรมาน แต่พออยู่ตัว เริ่มเข้าใจ ก็คิดว่า เวลาเราบอกอะไรลูกเรายังต้องจ้ำจี้จ้ำไช เพราะเรารักเขา แล้วทำไมเราบอกผู้คนแค่ครั้งเดียว (วิ่ง) แล้วเลิกบอก แสดงว่าเราไม่ได้รักเขาจริง ถ้าเราบอกว่าเรารักลูก ให้ลูกแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าเรารักผู้คนเราก็ต้องให้แบบไม่มีเงื่อนไขเหมือนกัน ก็เลยเริ่มวิ่งและเป็นพิธีกรในงานวิ่ง และทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนหันมาออกกำลังกายด้วยกัน”

เมื่อเขาออกวิ่งบวกกับเริ่มศึกษาธรรมะ ทั้งสองอย่างคลุกเคล้าเข้ากันและตกผลึกในตัวมันเอง “ผมเคยอยู่วัดมาก่อน ได้เห็นอะไรหลายอย่าง คนไม่มีหรือมีมากก็มาวัด แต่มาด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน ยิ่งแสดงละครก็ยิ่งเห็น ผมเคยแสดงเป็นคนยากจนบ้าง เศรษฐีบ้าง เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจคนอื่น มนุษย์เราตัดสินคนอื่นจากแง่มุมที่เราเป็น ผมมองว่าชีวิตเราเลือกได้ โลกนี้ไม่เคยมีด้านเดียว ในความทุกข์ในความเจ็บป่วยแสนสาหัส หากเลือกมองว่าทุกข์ทั้งหมดนั้นคือปัจจัยที่จะทำให้เราได้เข้าใกล้หนทางไปสู่ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการเรียนรู้จากความไม่เที่ยงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทุกข์ก็มีด้านดีแฝงอยู่

 

“ผมบอกลูกเสมอว่าคนเดียวในโลกที่จะทำให้เราเป็นคนดีหรือทำให้เราเป็นคนไม่ดีได้ มีแค่คนเดียวก็คือ ตัวเราเอง ดังนั้น ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา พ่อแม่เป็นเหมือนคนแนะนำ คุณจะเดินหรือไม่แล้วแต่คุณ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาผมทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ได้ เพราะว่าผมได้รับความร่วมมือที่ดีจากลูกด้วย เพราะผมทำและผมก็พยายามอยู่แล้ว ลูกเองก็เห็นแล้วลูกก็พยายามด้วย”

เมื่อผ่านเรื่องดีเรื่องร้ายมาร่วมกัน 4 สมาชิกของบ้านศุภทรัพย์ก็กลมเกลียวเหนียวแน่น จนล่าสุดบ้านหลังนี้ก็มีดอกไม้มาเพิ่มความสดชื่นให้บ้านหลังนี้อีกครั้ง

“ผมแต่งงานกับติ๊ก (ชลธิดา ล้ำเลิศยุทธศิลป์) ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ด้วยกันก็มีความสุข เด็กๆ ก็เห็นด้วยกับความสุขของพ่อ”

ประชาชนของพระราชา

ในฐานะลูกชาย ทนงศักดิ์เป็นคนหนึ่งที่อยากตอบแทนบุพการีอย่างดีที่สุดเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย “ผมบอกกับลูกว่าในฐานะพ่อเราไม่ต้องการให้เขามาตอบแทนอะไรผม แค่เขาทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม นำสิ่งดีๆ คืนให้กับสังคม บอกด้วยงานที่ผมทำ งานจิตอาสาหลายๆ งานจะมีเด็กๆ ไปด้วยเสมอ วันหนึ่งผมเชื่อว่าถ้าเขาเติบโตขึ้น สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไป วันหนึ่งที่เขาระเริงไปกับมายาชั่วครั้งคราว สิ่งที่เราเคยทำร่วมกันจะดึงให้เขากลับมาในร่องรอยที่เคยเป็น” เขาบอกถึงความตั้งใจในฐานะพ่อ เราจึงได้เห็นนักแสดงรุ่นใหญ่ในการเป็นตัวตั้งตัวตีในงานจิตอาสาเพื่อสังคมหลายงาน เขาเชื่อว่าในฐานะพสกนิกรชาวไทย ความจงรักภักดีจากคนตัวเล็กๆ นี้ จะเป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปตราบนานเท่านาน

 

“ผมว่าเราคนไทยทุกคนรักในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เราได้เห็นสิ่งดีๆ มากมายจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ เด็กๆ ได้รู้ว่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยอยู่ดีกินดีหนักแค่ไหน ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริ ทรงพระปรีชาสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ เรียกว่าทุกแขนง ในฐานะนักกีฬา พระองค์ทรงมีน้ำใจนักกีฬา และเก่งหลายอย่างมาก และที่สำคัญทรงเป็นพ่อตัวอย่างให้เราได้ดำเนินรอยตาม ผมไม่เคยรีรอหากได้รับคำชวนให้ไปในโครงการพระราชดำริต่างๆ หรือมีคนชวนทำงานเทิดพระเกียรติ ผมเต็มใจเสมอ”

และล่าสุดกับกิจกรรม #Bogie99_RunForThe๙thChallenge รถไฟสายสุขภาพโบกี้99 ที่เชิญชวนเพื่อนนักวิ่งมาแสดงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธ.ค.นี้ ด้วยการแปรอักษรเลข ๙ บนภาพแผนที่ประเทศไทย พร้อมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่สนามศุภชลาศัย “เราเห็นหลายวงการทำกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยไปแล้ว แต่วงการวิ่งเราเคยทำแค่กิจกรรมเล็กๆ คือวิ่งไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต คราวนี้เราจะจัดในวันที่ 5 ธ.ค. วันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่สิ้นรัชกาล”

อย่างไรก็ตาม งานของพี่นงของน้องๆ พ่อนงของลูกๆ ยังคงมีให้เห็นทั้งในจอและนอกจอ ความสุขความทุกข์ทั้งหลายของชายคนนี้ หนแล้วหนเล่าอาจจะไม่มากไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่ที่สุดแล้วเขาก็บอกว่า “เรื่องร้ายๆ ในชีวิต มีเรื่องอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ให้เรียนรู้เสมอ”

 

คู่ซี้เพื่อนซ่าสุดเอ็กซ์ตรีม ภูริ หิรัญพฤกษ์-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468483

คู่ซี้เพื่อนซ่าสุดเอ็กซ์ตรีม ภูริ หิรัญพฤกษ์-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เพราะความชอบที่เหมือนกัน มิตรภาพของทั้งคู่จึงแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเกลอ เพื่อนซี้เพื่อนซ่าที่ไปไหนไปด้วย  มิ่ง-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูล เอเจนซี่ วัย 37 ปี เจ้าของธุรกิจโฆษณาเอเยนซีชื่อดัง กับริ-ภูริ หิรัญพฤกษ์ นักแสดงพิธีกรและเจ้าของธุรกิจ “ภูริรีสอร์ต” แห่งภูเก็ต กาลเวลาแห่งมิตรภาพกว่า 20 ปีของทั้งคู่ พิสูจน์แล้วซึ่งดีเอ็นเอแห่งความเหมือน

นั่นคือดีเอ็นเอแห่งความท้าทายและหัวใจที่รักการผจญภัย ก็เพราะมีดีเอ็นเอสุดเอ็กซ์ตรีมเหมือนกันแบบนี้ สองหนุ่มคู่ซี้ถ้าว่างจากงานจึงไม่พ้นต้องจัดทริปท่องเที่ยวพ่วงด้วยกีฬาเอ็กซ์ตรีมสุดโปรด จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสโนว์บอร์ด ลานประลองวิทยายุทธและหัวใจของสองหนุ่มจึงอยู่ในต่างประเทศ ถือเป็นการไปเที่ยวด้วย ระทึกด้วย สนุกสนานด้วย จะมีวีรกรรมอะไรบ้าง ไปฟังหนุ่มๆ เล่ากันเลยดีกว่า

 

คู่ซี้พูดถึงเพื่อนซ่า “มิ่ง” พูดถึง “ริ”

“ผมรู้จักริ ตอนเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2539  มองเห็นบุคลิกของริ ซ่าๆ ลุยๆ เหมือนกัน น่าจะเป็นพวกเดียวกัน  แม้จะเรียนคนละภาควิชา แต่พอเรียนเสร็จก็จะมาเล่นกีฬา ทำกิจกรรมประหลาดๆ สังสรรค์เฮฮาร่วมกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนท้าให้ริกับผมใส่เสื้อกล้ามผู้หญิงเดินโชว์กลางสยามสแควร์ ก็รับคำท้า กล้าใส่กล้าเดินกัน  เดี๋ยวนี้เพื่อนเข้าวงการเป็นคนดังไปซะแล้ว (ฮา)”

ริชอบท่องเที่ยว จึงมักลากมิ่งและเพื่อนๆ ขึ้นเหนือล่องใต้ อยู่กันแบบข้ามวันข้ามคืน เหตุการณ์ระหว่างการเดินทางก็ระทึกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งรถของริที่ถูกแต่งโมดิฟายมาเยอะมาก ขณะขับได้เกิดเหตุพวงมาลัยหลุด ซ่อมก็ไม่ได้ ต้องขับประคองเบ้าพวงมาลัยไปจนถึงจุดหมาย  ประสบอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ  ไปตลอดทาง โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

เรียนจบ ริไปเป็นนักแสดง มิ่งไปทำงานด้านโฆษณา หากยังมีโอกาสได้ร่วมลงทุนทำธุรกิจเปิดร้านอาหารด้วยกัน ชื่อ “จอมยุทธ์ติ่มซำ” และร้านอาหารอีกแห่งที่เชียงใหม่ แต่ทั้งสองร้านก็ล้มลุกคลุกคลานจนต้องปิดกิจการ เนื่องจากทั้งคู่ไม่มีเวลา อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันอยู่ คือ บริษัท ทวินเชอร์รี่ ทำรายการชื่อ View Finder เกี่ยวกับการท่องเที่ยวผจญภัย ตะลุยไปในที่ต่างๆ

“ริกับผมจะเหมือนเป็นหยินหยาง ริใจร้อน คิดเร็วทำเร็ว ผมเป็นสายเย็นคอยปรามให้รอบคอบ ธุรกิจอาจมีขัดแย้งบ้าง แต่ผมรู้จักริดีและรู้ว่าจะรับมือแบบไหน ริเป็นฝ่ายผลิตรายการ ผมเป็นฝ่ายหารายได้บริหารอยู่หลังบ้าน นอกเวลางานริตะลุยป่า เล่นกีฬาผาดโผน พลังงานเยอะมาก ชวนผมไปด้วยก็ลองเล่นทุกอย่าง ดำน้ำก็ดำลงลึก เล่นสโนว์บอร์ดก็เข้าป่าเข้าพงดงหิมะ”

เคยตามริไปดำน้ำ จนติดกระแสน้ำดูด อันตรายมาก มิ่งขยับไปไหนไม่ได้ต้องจับเกาะหินอยู่นานกว่าจะมีคนมาช่วย ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมเอาชีวิตมาเสี่ยง เมื่อริพาไปลองเล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรก มิ่งซึ่งเริ่มเรียนได้ครึ่งวัน ก็ถูกริพาขึ้นยอดเขา จากนั้นก็แล่นสโนว์บอร์ดอย่างเชี่ยวชาญหายตัวไป ไม่สนว่าบีกินเนอร์เพื่อนมิ่งจะลงมาอย่างไร  ไม่ต้องเป็นห่วง มิ่งลงมาได้ในที่สุด เพื่อจะพบว่าริยืนยิ้มเผล่รออยู่ที่ตีนเขาด้านล่าง ชมมิ่งว่า ทำไมเล่นสโนว์บอร์ดเป็นเร็วจัง

“ริเป็นเพื่อนที่จริงใจ ความมีชื่อเสียงไม่ทำให้ริเปลี่ยนแปลง เป็นเพื่อนขาลุยที่เฮฮาอย่างไรก็อย่างนั้น ประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ หากมีก็แต่ความใจร้อน ที่ขอให้ใจเย็นลงบ้าง กีฬาผาดโผนที่เสี่ยงอันตราย ก็ขอให้เริ่มลดลงบ้าง เพราะอายุเริ่มจะมากขึ้นแล้วนะเพื่อน (ฮา)”

 

เพื่อนซ่าพูดถึงคู่ซี้ “ริ” พูดถึง “มิ่ง”

“ก่อนที่จะรู้จักมิ่ง ผมรู้จักพี่ชาย (สิงห์โต) ของมิ่งก่อน เพราะเคยเรียนมัธยมและไปเรียนซัมเมอร์ด้วยกัน ผมมาเจอมิ่งตอนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งบุคลิกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพี่ชายที่เป็นคนเนี้ยบ เรียบร้อย ขณะที่มิ่ง เฮ้วๆ ฮิปๆ ไว้ผมยาว มามหาวิทยาลัยก็ไม่ยอมเข้าเรียน ไปเที่ยวเล่นบ้าง ไปเตะบอลบ้าง โดยมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นคนดีมากทำทุกอย่างให้มิ่ง ทั้งทำรายงาน จดบันทึก เช็กชื่อ ผมว่าที่มิ่งเรียนจบมาได้ ต้องกราบขอบคุณเพื่อนผู้หญิงคนนั้น (ฮา)”

อาการไม่สนใจเรียนของมิ่ง ทำให้ริไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า มิ่งจะสามารถทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จเป็นซีอีโอของบริษัทที่มีรายได้หลายร้อยล้านได้อย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นก็ภูมิใจกับเพื่อนคนนี้มาก มิ่งเป็นนักใช้ชีวิตที่มีแพสชั่นสูง สมัยเรียนหนังสือยังจำได้ว่า มิ่งมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่า ชอบงานโฆษณา จบออกไปเมื่อไหร่จะไปทำงานโฆษณา ทั้งที่เรียนรัฐศาสตร์ ยังคิดอยู่ในใจว่าจะทำได้อย่างไร

หากเมื่อเรียนจบมิ่งก็ไปสมัครเป็นเออีบริษัทโฆษณา และทุ่มเททำงานจนสร้างผลงานให้กับบริษัท และเมื่อมาทำธุรกิจของตัวเองก็ประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนมุ่งมั่น ริเล่าต่อไปว่ามิ่งใช้ชีวิตเป็น เพราะไม่ใช่คนทำงานที่บ้างานหรือทำงานอย่างเดียว แต่เที่ยวด้วย ชีวิตของมิ่งจึงมีสองด้านที่ถูกทำให้บาลานซ์กันเสมอ

“เขาจัดสรรเวลาสำหรับท่องเที่ยวด้วย ก็ผมนี่แหละที่เป็นคนนำพาเขาไปทุกที่ ลองกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ผมชอบ มิ่งก็ชอบที่จะลองและสนุกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวฟบอร์ด ดำน้ำ สโนว์บอร์ด ลองหมด ยกเว้นมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่ผมพยายามกล่อมให้เข้ามาร่วมแก๊งอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จ (ฮา)” ริเล่า

ริเล่าว่า เขาเล่นสโนว์บอร์ดมาก่อนมิ่งประมาณ 8-9  ปี ชอบท้าทายเล่นกีฬาไม่รอใคร สโนว์บอร์ดเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่วัดหัวใจ บางทีต้องลงเขา ยังไงก็ต้องลง บางทีติดอยู่ในป่า ก็ต้องเสี่ยงอยู่ในป่า หลบใต้ต้นต้นไม้ หรือหิมะที่เกาะ บางคนผ่านได้ บางคนผ่านไม่ได้ ไม่ใช่กีฬาสำหรับคนใจไม่สู้ มิ่งก็ตามมาเล่นและผจญภัยด้วยกัน พัฒนาการในการเล่นถือเป็นสุดยอด

ริมองเพื่อนซีอีโอว่า มีไอเดียสูง บริหารงานบริหารคนได้เป็นเลิศ อีกทั้งมีน้ำใจไมตรีช่วยเหลือเพื่อนฝูงในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะร้องขออะไร ถ้ารับปากแล้วมิ่งต้องทำให้จนสำเร็จ งานแต่งงานของเขากับภรรยา แอน-อลิชา ไล่สัตรูไกล ก็ได้มิ่งคนนี้ที่เป็นพ่องานช่วยจัดงานให้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ตอนนี้ที่เพื่อนๆ ลุ้นกันก็คือ มิ่งจะแต่งงานเมื่อไหร่ เพราะในกลุ่มตอนนี้มิ่งเป็นคนสุดท้ายแล้ว ทั้งรุ่นแต่งงานมีครอบครัวกันหมด บางคนมีลูกแล้วด้วยซ้ำ เหลือมิ่งคนเดียวที่ไม่ยอมเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที แต่มิ่งเขาเป็นนักวางแผน อาจกำลังวางแผนชีวิตตัวเองอยู่ก็ได้ ก็หวังว่าอีกไม่นาน เพื่อนๆ จะได้ไปงานแต่งของเขา โสดอยู่คนเดียวไม่ดีนะเพื่อน!”