พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468479

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด”

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

 

สร้างแฟชั่นลุค ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467686

สร้างแฟชั่นลุค ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

โดย…ราตรีแต่ง

“…ไม่มีใครโดดเด่นได้ถ้าเราไม่เลือกที่จะโดดเด่น ไม่มีใครสวยได้ ถ้าเราไม่เลือกที่จะสวย…” ฐาดิณี รัชชระเสวี เพอร์ซันแนล สไตล์ โค้ช แนะเคล็ดลับแรกในการจัดเวิร์กช็อป “Style Evolution” คอร์สออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทัศนคติการแต่งกายให้ผู้หญิงภูมิใจในสิ่งที่เป็นมากกว่าเลือกแต่งตามคนอื่น เรียนรู้สร้างสไตล์ใหม่ให้ตัวเองด้วยการวิเคราะห์เบื้องต้นจนค้นพบสไตล์ที่จะใช้เป็นหลักในการเปลี่ยนการแต่งกาย พร้อมแนะนำการลงมือทำลุคบุ๊กส่วนตัว เพื่อนำไปใช้ในการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แล้วนำมาใช้เป็นคัมภีร์ในการช็อปปิ้งได้ด้วย

ฐาดิณี แนะหลักครีเอทลุคทุกๆ คนควรมีสไตลิสต์เป็นตัวช่วย ดิแอร์-ภวริศา พุทธวิบูลย์ นักแสดงชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 มีปัญหาช่วงรอยต่อของชีวิตจากบทบาทนักศึกษาสู่วัยผู้ใหญ่ทำงานเต็มตัว อีกทั้งการเป็นนักแสดงก็ต้องแต่งตัว แต่งหน้าทำผม เพื่อเตรียมถ่ายงานละครอยู่ตลอดเวลา บางลุคทำให้กังวลเรื่องการแต่งตัวอย่างยิ่งว่าจะดูสมวัยหรือไม่ หลังจากได้เข้าคอร์สปัญหาเหล่านี้ได้
ถูกคลี่คลาย และได้เรียนรู้วิธีสร้างสไตล์ให้ไม่ซ้ำใครด้วย

“ได้รับคำแนะนำให้มีความกล้าแต่งตัว โดยไม่ต้องซ้ำใครๆ ให้มีความยูนีกในแบบของเราค่ะ” ภวริศา บอกความลับแรกที่ไขออกมาจากการเขาร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้

กมลวรรณ เจตจำรัส ผู้จัดการร้านอาหารครัวคุณแม่ หญิงสาวใบหน้าสวยหวานกับไลฟ์สไตล์สาวลุยๆ ชอบทำอะไรเร่งรีบคล้ายผู้ชาย เพราะต้องทำหน้าที่จ่ายตลาด จัดการดูแลร้านอาหาร รวมถึงการเสิร์ฟอาหาร ฐาดิณี แนะว่ารูปร่างของเธอสมสัดส่วน มิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าออกมาได้หลายสไตล์เลยทีเดียว แต่ในชีวิตประจำวันเสื้อผ้าชิ้นหลักกลับเป็นแค่เชิ้ต กางเกงยีนส์ดูง่ายๆ ซึ่งขัดกับบุคลิกสาวสวยหวานโดยสิ้นเชิง วิธีการสร้างสไตล์ให้มั่นใจในการหยิบจับเสื้อผ้ามาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ลงตัวขึ้น จึงต้องรู้จักตัวตนนี้เป็นอย่างแรก โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งกายว่าสามารถออกนอกกรอบเดิมๆ ลุยๆ ให้ได้

สาวออฟฟิศ ญาตา สุมิตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล รักการแต่งกายสไตล์วินเทจ แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้อยากเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายของตัวเองให้ดูดี โดยมีโจทย์แมตช์เสื้อผ้าอย่างไรให้ออกมาดูเป็นสาวเท่

 

“การเริ่มต้นเปลี่ยนลุค ต้องกล้าลองจับชุดที่เราไม่เคยใส่มาแมตช์ดูค่ะ พอลองทำลุคบุ๊กของตัวเองดูก็รู้ว่าเราก็แต่งสไตล์นี้ได้” ญาตา กล่าว

หญิงสาวรูปร่างอวบทำให้ขาดความมั่นใจแต่งตัว ลัลนภดา ดีงาม Interior Designer บอกไม่กล้าแต่งตัวสไตล์อื่น ยึดมั่นกับการใส่เสื้อผ้าสไตล์ใดก็ได้ที่ตัวโคร่งใหญ่ เพื่อปกปิดรูปร่าง แต่หลังจากได้มาเข้าคอร์สครั้งนี้ก็กล้าสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น เข้าใจการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าในแบบของคนรูปร่างอวบและมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย

“เสื้อตัวใหญ่ๆ หลวมๆ หยิบจับมาใส่น้อยลง เพราะได้เรียนรู้จากคอร์สนี้ว่า ยิ่งทำให้รูปร่างเราดูใหญ่เข้าไปอีกค่ะ”

เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้ ฐาดิณี รัชชระเสวี เพอร์ซันแนล สไตล์ โค้ช ได้แนะความรู้เรื่องการแต่งกายชุดดำในวโรกาสปวงชนชาวไทยรวมใจแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ควรคำนึงถึงการเลือกทรง สี ลาย ความสั้น-ยาว ของเสื้อผ้าให้เหมาะสมต้องให้ความสำคัญเป็นข้อแรก และข้อสองที่ควรยึดเป็นหลักในการแต่งกายช่วงนี้ เสื้อผ้าโทนสีดำ-ขาว สะท้อนลุคของผู้สวมใส่ให้ดูเรียบนิ่ง ซึ่งสามารถสวมใส่เครื่องประดับเข็มขัด เข็มกลัด มาช่วยเพิ่มดีเทลของลุคได้ โดยสำหรับโททัลลุคควรจะต้องพิจารณาให้สีดำเป็นโทนสีสำคัญ

สำหรับเวิร์กช็อป “Style Evolution” มีการจัดขึ้นเดือนละครั้ง โดยการเรียนการสอนของคอร์สมุ่งเน้นให้ผู้หญิงทุกคนเปลี่ยนการแต่งกายแบบเดิมๆ อันแสนน่าเบื่อ ลุกขึ้นปฏิวัติการแต่งตัว เพื่อสร้างสไตล์ใหม่ๆ เพิ่มความสนุกสนานกับการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ รูปร่าง และในแบบฉบับไม่ซ้ำใคร สนใจคลิกเข้าไปศึกษารายละเอียดกันที่ www.thedailystylista.wixsite.com/thedailystylista

 

เมื่อโลกคือผู้หญิงครึ่งหนึ่ง สุวิตา สิงห์สัจจเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/women/460718

เมื่อโลกคือผู้หญิงครึ่งหนึ่ง สุวิตา สิงห์สัจจเทศ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เรื่องของผู้หญิง คือ เรื่องของคนครึ่งหนึ่งบนโลกใบนี้ บทความนี้มิใช่จะสะท้อนถึงครึ่งหนึ่งของสรรพสิ่ง หากกำลังจะสะท้อนถึง “ผู้หญิง” คนหนึ่ง ถึงแง่มุมความเป็นหญิงผ่านธุรกิจและครอบครัวของเธอ “สุวิตา สิงห์สัจจเทพ” ผู้บริหารแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิง ลิน อราวด์ (Lyn Around) เธอคือใครในมุมของนักบริหาร ภรรยาและแม่ของลูก แล้วจะพบว่า “ความเป็นผู้หญิง” สร้างและเติมเต็มโลกใบนี้อย่างไร

สุวิตา นามสกุลเดิม จันทร์ศรีชวาลา เริ่มเข้ามาดูแลบริหารงานในยัสปาลกรุ๊ป เมื่อสมรสกับยศเทพ สิงห์สัจจเทศ ตระกูลใหญ่เจ้าของบริษัทแฟชั่นรีเทลแถวหน้าของไทยอย่างยัสปาล จากนั้นจึงเริ่มเข้ามาดูแลสินค้าในไลน์แอกเซสซอรี่ของเครือ ทั้งแบรนด์ดังอย่าง CPS CHAPS, CC DOUBLE O และแบรนด์รองเท้ากระเป๋าอันดับต้นๆ ของไทย ”Lyn” รวมทั้งแบรนด์น้องใหม่อย่าง Quinn ด้วย

ในมุมของนักธุรกิจ เธอเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lyn Around ในปี 2554 หรือเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา การทำงานของสุวิตาเน้นความทุ่มเทและดำเนินการด้วยตนเองในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคุยกับดีไซเนอร์ การผลิต เมอแชนไดซิ่งโอเปอเรชั่น การดูแลฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด เรียกได้ว่าดูด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ ปัจจุบันลิน อราวด์ขยายสาขาทั่วประเทศไปแล้วกว่า 30 แห่ง ยอดขายปีที่แล้วคิดเป็นรายได้กว่า 800 ล้านบาท อัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 5-6%

ในมุมของความรัก เธอพบรักกับสามี ซึ่งจะกล่าวว่าเป็นรักแรกก็ไม่น่าจะผิด สุวิตาจบประถมศึกษาที่ ร.ร.วัฒนาวิทยาลัย ก่อนจะย้ายไปเรียนไฮสกูลที่ St.Leonards Mayfield School, UK ที่ไฮสกูลนี้เองเธอได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับลูกพี่ลูกน้องของสามี ช่วงหยุดฤดูร้อนกลับเมืองไทยจึงได้เจอกับพี่ชายของเพื่อนสาว แม้ช่วงแรกจะไม่ได้คบหากันจริงจัง หากในเวลาต่อมาเป็นฝ่ายชายเองที่มุ่งมั่นและบอกกับสุวิตาว่า “คือเธอนี่แหละ”

“เพราะความมุ่งมั่นของเขา ทำให้เราแน่ใจว่า อาจเป็นเขานี่ก็ได้” สุวิตาเล่าด้วยรอยยิ้ม

ทุกครั้งที่ปิดภาคฤดูร้อน กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ก็เป็นทุกครั้งกับที่ได้มีโอกาสสานความสัมพันธ์ จากนั้นก็คบหากันมาโดยตลอด จากไม่จริงจังก็เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อสุวิตาเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ 1 ปีพอดี สาวสวยจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นศึกษาต่อปริญญาโท Master of Science in Financial Analysis ที่มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ทั้งที่สนใจธุรกิจจิวเวลรี่มาก ได้ลองไปศึกษาเกี่ยวกับจิวเวลรี่อยู่นาน คิดว่าอยากทำเครื่องประดับ กำลังจะเรียนดูพลอยอยู่ทีเดียว ก็บังเอิญว่าแต่งงานเสียก่อน”

เมื่อแต่งงานกับหนึ่งในทายาทของยัสปาล ก็ไม่แปลกที่ความสนใจของสุวิตาจะหันเหมาที่ธุรกิจแฟชั่น โดยขณะนั้นสามีรับผิดชอบดูแลบิซิเนสยูนิตของตระกูลด้านแฟชั่น ทำรองเท้า Lyn Shoes ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก สะใภ้คนสวยต่อยอดเป็นสินค้าเครื่องหนังและช่วยดูในแอกเซสซอรี่อื่นๆ เช่น รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา และแว่นตา รวมทั้ง Lyn Around ที่ทำเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงในอีกหลายปีต่อมา

“เป็นช่วงสนุกของชีวิต ที่ทำงานด้วย เรียนปริญญาโทด้วย และทำธุรกิจด้วย ช่วงนั้นเราทั้งคู่เดินทางรอบโลก ดูตลาดเครื่องหนังและทำเครื่องหนังออกมาให้ดูดีและโดดเด่นที่สุด” สุวิตาเล่า

ในมุมของความเป็นแม่ สุวิตาแต่งงานแล้วมีลูกชายคนแรก “อาร์วี” เมื่ออายุ 27 ปี หากก็เป็นท้องแรกที่ยังมีพลัง และเดินทางไม่ (ยอม) หยุดอยู่นั่นเอง เมื่อลูกคนแรกอายุ 1 ขวบครึ่งก็เป็นตอนที่สุวิตาจะเปิดธุรกิจใหม่เสื้อผ้าแบรนด์แรกของเธอ Lyn Around พุ่งเป้าที่กลุ่มไฮเอนด์ เสื้อผ้าเน้นในรายละเอียดความเป็นผู้หญิง บอกเล่าความเป็นผู้หญิง มิกซ์แอนด์แมตช์สำหรับผู้หญิงที่ชอบหยิบจับปรับแต่ง สวยน่ารักและมีสไตล์

“ก็เพราะเราจะทำเสื้อผู้หญิง ก็เป็นตอนเดียวกับที่ต้องถามตัวเองว่า เราเป็นคนแบบไหน เราชอบอะไร เราชอบรายละเอียด ชอบคุยชอบเขียน ชอบเล่าบอกในสิ่งที่เป็นเรา ชอบครีเอทีฟ ชอบวาดฝัน ไม่เฉพาะแค่เรื่องแต่งตัว แต่กับทุกเรื่อง” สุวิตาเล่า

ชอบทุกอย่างที่มีดีเทลหรือรายละเอียด สุวิตานำสิ่งที่คิดมาใส่ไว้ในลิน อราวด์ ลุคคือผู้หญิง เพราะผู้หญิงจะเป็นผู้สวมใส่ แบรนดิ้งมาจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด ทั้งจากบุคลิกของตัวร้านเองด้วย สุวิตาเล่าว่า ภาพของแบรนด์มีความชัดเจนมาก โดยเมื่อหัวใจของแบรนด์ชัด ก็วาดกรอบได้ง่าย โดยรวมแล้วเธออยากสร้างความแตกต่าง ทุกคนเห็นแล้วอยากให้รู้จักและจำ ลิน อราวด์ ได้ทันที

 

“เด็กผู้หญิงฝันเยอะนะคะ เด็กผู้หญิงมีความฝันเสมอ”

เมื่อพูดถึงเด็กผู้หญิง ลูกคนที่สองเป็นผู้หญิงชื่อน้องเอวา ในมุมของผู้หญิงทำงานเลี้ยงลูก สุวิตาบอกว่า ผู้หญิงที่เป็นแม่และทำงานทุกคน แบ่งเวลายังไงก็ไม่พอ เธอก็เช่นเดียวกัน สำหรับเธอแล้วใช้วิธีว่าหากช่วงไหนเบรกได้ก็เบรก รวมทั้งวางแผนการบริหารเวลาล่วงหน้า ช่วงเวลาใดดูแลลูกดูแลครอบครัว ช่วงเวลาใดเป็นช่วงเวลาทำงาน

“เวลาของเรายังมีไม่พอสำหรับทำงาน มีไม่พอสำหรับที่จะต้องไปดูในแต่ละจุดในแต่ละรายละเอียด ดีไซน์ยังไงให้สวย ทำยังไงเพิ่มอะไรตรงไหน มีซัมธิงตลอดเวลา มีอะไรที่ต้องคิดต้องทำต่อเนื่องตลอดเวลา แต่ถ้าเราวางแผนล่วงหน้า จะทำได้นะ แต่เราต้องเป๊ะ ถึงเวลาต้องทำตามแผน ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นรูทีนทั้งลูกและงาน”

เวลาทำงานคือเวลาทำงาน แต่ก็ทำงานที่บ้านและประชุมที่บ้านบ่อยครั้ง บ้านกับที่ทำงานระยะทางไม่ห่างกันมาก เวลาใดที่สุวิตามาทำงานที่ออฟฟิศ เธอจะใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่า ใครจะเข้าพบหรือเข้ามาคุย ต้องลุยเข้ามาเลย เพราะถ้าออกจากที่ทำงานแล้วจะแล้วกัน ในแต่ละสัปดาห์จะปลีกเวลาบางส่วนเพื่อไปรับส่งลูกที่โรงเรียน พาลูกไปว่ายน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน

“ตอนเป็นเด็กเป็นนักกีฬาว่ายน้ำค่ะ ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาว่ายน้ำเท่าไหร่ แต่จัดการให้ตัวเองพาลูกไปว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง” สุวิตาเล่า

สุวิตาเล่าว่า เด็กมีชีวิตเป็นของตัวเอง ก็ใช่เหมือนกันที่ต้องมีพี่เลี้ยงที่ดี แต่บางอย่างบางเรื่องก็คือแม่เท่านั้น สำหรับสุวิตาแล้วคนเป็นแม่ต้องนอนกับลูก คุยกับลูก พูดกับลูก ดูแลเลี้ยงดูสั่งสอนลูก ตระกูลสิงห์สัจจเทศเป็นตระกูลใหญ่ ซึ่งดีตรงนี้เพราะเราช่วยกันดูแลเด็กๆ ของเรา ทุกเย็นที่สนามหญ้าหน้าตึก เด็กทุกคนในบ้านจะออกมาเล่นกัน ลูกๆ เล่นกันที่กลางสนาม ส่วนผู้ใหญ่ก็ใช้เวลาร่วมกัน

ตอนนี้อาร์วี 7 ขวบ ส่วนเอวา 3 ขวบ คุณแม่วางใจได้เปลาะหนึ่งแต่ก็ยังดูแลใกล้ชิด เป็นคุณแม่ที่มีความสุข เพราะใช้สูตรเดียวกับคุณพ่อหรือคุณตาของเด็ก คือถ้ามีเวลาต้องพาลูกเที่ยว ล่าสุดเพิ่งพาน้องอาร์วีและน้องเอวาและคุณพ่อของน้องๆ ไปเที่ยวอังกฤษ ทุกเวลานาทีคือการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีความหมายที่สุดกับตัวคุณแม่เอง อนาคตของลูกไม่ใช่เรื่องเรียนเก่งเรียนไม่เก่ง ไม่ใช่เรื่องทำงานหรือไม่ทำงาน ไม่ใช่อื่นใดมากไปกว่าลูกทั้งสอง จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเต็มศักยภาพของตน

“ชีวิตนี้ถ้าจะทำอะไรก็เพราะอยากทำ ทำธุรกิจก็เพราะอยากทำธุรกิจ ทำเสื้อผ้าก็เพราะอยากทำเสื้อผ้า มีความรักก็แต่งงาน มีลูกก็เพราะอยากมีลูก แฮปปี้กับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราประสบความสำเร็จ แต่ถึงจะเฟลหรือล้มเหลว เราก็มีความสุขได้ถ้าใจเรายอมรับ หรือมันเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ” สุวิตาเล่า

 

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469866

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

โดย…ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

คนยุคใหม่ตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น จึงหันมาออกกำลังกาย เริ่มกินอาหารคลีน และดูแลสุขภาพไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตและการจัดสรรเวลาของแต่ละคน บางคนคิดว่าตราบใดที่ไม่อ้วน ไม่เป็นโรค ก็พอใจแล้ว ขณะที่บางคนต้องการมีซิกซ์แพ็ก และยังมีบางคนที่ทั้งออกกำลังกายและดูแลเรื่องการกินไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือการมีสุขภาพดี

แล้วการมีสุขภาพดี หมายถึงอะไร? เพราะบางครั้งเราก็ได้ยินข่าวคนใกล้ตัวที่ดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่กลับเข้าโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ หรือผู้ชายบางคนดูภายนอกกล้ามโต แต่พอใช้แรงยกของหนักๆ กลับหมดแรงเร็วกว่าผู้ชายหุ่นผอมบางคนซะอีก ทำให้หลายคนมีคำถามว่า แล้วจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ว่าเรามีสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์มหรือไม่

ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท จะมาไขข้อสงสัยให้ฟัง

 

“การที่จะดูว่าใครสุขภาพดี ไม่ได้ดูจากน้ำหนักตัวว่าอ้วนหรือผอม และก็ไม่ได้ดูจากมวลกล้ามเนื้อ แต่จะต้องพิจารณาองค์รวมทั้งหมด โดยเกณฑ์หนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าสุขภาพร่างกายดีหรือไม่ คือสมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ เนื่องจากร่างกายที่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะท้อนถึงลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกด้วย ดังนั้นการมีสมรรถภาพทางกายที่ดี จึงส่งผลให้มีสุขภาพดีด้วย”

สมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ มีองค์ประกอบ 5 อย่าง

1.ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต คือ สมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ การทำงานของหัวใจและปอดที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขณะที่ร่างกายใช้งานอย่างต่อเนื่องได้อย่างเพียงพอ

สังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าแล้วหอบหรือเปล่า ตอนปั่นจักรยานที่สนามเขียว (ระยะทาง 23.5 กม.) ต้องแวะจุดพักเพื่อหายใจกี่ครั้ง หัวใจจะระเบิดออกมานอกซี่โครงหรือยัง เป็นต้น

 

ถ้าความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตดี ร่างกายลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ได้ดี ระบบเผาผลาญมีประสิทธิภาพ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ความเครียดก็จะลดลง

2.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คือ กำลังสูงสุดหรือแรงต้านของกล้ามเนื้อขณะใช้งานรูปแบบต่างๆ ในความพยายามครั้งหนึ่ง เช่น การยกน้ำหนัก การผลักประตูบานใหญ่ การยกเก้าอี้ ฯลฯ

นอกจากจะใช้แรงในการผลัก ยก หรือดึง สิ่งของต่างๆ แล้ว เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยพยุงข้อต่อและเส้นเอ็นต่างๆ ขณะเคลื่อนไหว จึงไม่บาดเจ็บง่าย ถือเป็นการป้องกันความปวดเมื่อยและ
การเจ็บปวดเรื้อรังสุดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี

ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง จะช่วยทำให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองดีขึ้น การบาดเจ็บหรือปวดเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อจะลดลง บุคลิกภาพและการจัดวางท่าทางของร่างกายก็จะดีขึ้น

3.ความทนทานของกล้ามเนื้อ คือ ขีดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งการใช้อยู่กับที่และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ลองนึกถึงเวลายกของหนักค้างไว้ การขึ้นบันไดหลายชั้น การปั่นจักรยานระยะไกล ฯลฯ

 

ถ้ากล้ามเนื้อทนทาน เราจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บ และยังช่วยเสริมความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

4.ความยืดหยุ่น คือ ขีดความสามารถของการขยับข้อต่อหรือกลุ่มข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงจะสามารถเคลื่อนไหวผ่านข้อต่อในมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงเคยเห็นนักยิมนาสติกหรือนักบัลเลต์ที่มีความยืดหยุ่นตัวมากๆ กันมาแล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่คิดว่าจะเตะขาสูงหรือฉีกขาได้ขนาดนั้น แต่การยืดหยุ่นก็ช่วยให้เราเส้นไม่ยึดตอนก้าวขาข้ามน้ำขังหรือเอี้ยวตัวหลบมอเตอร์ไซค์บนฟุตปาท แถมไม่เป็นตะคริวเวลาวิ่งออกกำลังกายด้วย

บางคนอาจจะตัวอ่อนตามธรรมชาติ บางคนต้องหมั่นพัฒนาตัวเองจนตัวอ่อน ดังนั้นความยืดหยุ่นจึงไม่เกี่ยวกับรูปร่างและอายุ บ่อยครั้งที่สาวพลัสไซส์อาจจะตัวอ่อนและยืดหยุ่นได้ดีกว่าหนุ่มหล่อกล้ามใหญ่บางคน ถ้าร่างกายยืดหยุ่น จะเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว ร่างกายมีความสมดุล รักษาสภาพการทำงานของข้อต่อ และลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

5.องค์ประกอบร่างกาย คือ อัตราส่วนของน้ำ มวลกระดูก กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกายเมื่อเทียบกับส่วนสูงและน้ำหนักตัว คำนวณเบื้องต้นจากดัชนีมวลกาย

องค์ประกอบร่างกายไม่ได้วัดกันแค่น้ำหนักเท่านั้น เพราะบางคนมีรูปร่างและส่วนสูงใกล้เคียงกัน อีกคนน้ำหนักน้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีมวลกล้ามเนื้อ ขณะที่อีกคนมีน้ำหนักมากกว่าเพราะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า น้ำหนักจึงไม่ได้บอกว่าใครมีสุขภาพดีกว่ากัน เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่ามวลไขมันอยู่แล้ว

ถ้าองค์ประกอบร่างกายดี จะมีสัดส่วนรูปร่างเหมาะสม กระบวนการทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพ สุขภาพโดยรวมก็จะดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้

รู้อย่างนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะได้สำรวจตัวเองและค่อยๆ ปรับไลฟ์สไตล์ จะได้สุขภาพดี มีหุ่นที่ฟิต & เฟิร์มอย่างแท้จริง

 

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469611

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสุนัขในเวอร์ชั่นนี้ เหมาะกับผู้ที่ฝึกท่าสุนัขแบบพื้นฐานได้แล้ว การก้มหน้าผากไปแตะที่หัวเข่าจะเป็นการเน้นการทำงานของร่างกายส่วนบนมากขึ้น ช่วยยืดต้นคอ บ่า ไหล่ ส่วนบน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด อาการนอนไม่หลับ เพิ่มพลังงานให้ทั่วร่างกาย ทำให้ระบบประสาทและสมองเกิดความสงบ

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นจากท่าสุนัข

 

2 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้น โดยตะแคงเท้าซ้าย ให้ปลายนิ้วเท้าชี้ออกไปด้านข้าง และยกตรงๆ ไม่บิดสะโพก ตามกำลัง สู่ท่าสุนัข 3ขา ค้างท่าไว้ 15 วินาที หายใจเข้าออกสักครู่

 

3 หายใจออกส่งขาซ้ายมาที่ท้องหรือสะดือแล้ววางฝ่าเท้าไว้ที่ต้นขาขวาเหนือลูกสะบ้าเข่าอย่ากดทับที่หัวเข่าแรง วางส้นเท้าไว้บนต้นขาให้น้ำหนักอยู่ที่ต้นขาไม่ใช่หัวเข่า แล้วหายใจเข้าออกสัก 2 รอบลมหายใจขณะค้างท่านี้

 

4 หายใจเข้าให้ลึก ไล่ลมออกให้หมด เมื่อหายใจออกให้ก้มศีรษะไปหาหัวเข่า จนกระทั่งหน้าผากหรือจมูกวางแตะไว้ที่หัวเข่าซ้าย หายใจเข้าออกประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลาย จากนั้นค่อยทำสลับข้าง เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่าเด็กหมอบ

 

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469610

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โรคเครียด” เป็นโรคที่ติด 5 อันดับที่คนไทยยุคใหม่เป็นกันมาก สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 คนไทยฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าประมาณ 4,000 คน/ปี หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 300 คน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอันดับ 1 ญี่ปุ่น และอันดับ 2 สวีเดน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นวิกฤตที่คนไทยควรใส่ใจหาทางป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นโรคนี้

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล หัวหน้าศูนย์จิตเวช โรงพยาบาลพญาไท 2 ฉายภาพว่า ความเครียดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยกลุ่มเด็กมักจะเครียดกับการเรียน การสอบ เรื่องเพื่อน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักเครียดกับเรื่องความรัก การสอบแข่งขัน เรียนในคณะที่ไม่ถนัดแต่เลือกตามค่านิยม และเมื่อจบการศึกษาก็หางานทำไม่ได้

และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะเครียดกับเรื่องงานโดยเฉพาะกลุ่มพนักงานบริษัท รวมถึงรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หาแฟนไม่ได้ กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเครียดมากที่สุด และเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะเริ่มเครียดกับโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน

ประกอบกับสังคมยุคปัจจุบันมีปัจจัยความเครียดเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาการเดินทาง การจราจร การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เพราะสภาพแวดล้อมเมื่ออดีตของไทยจะเป็นสังคมเกษตรกรรมมีแต่ทุ่งนา แม่น้ำลำธาร แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนอยู่กับตึกสูง ต้องเผชิญกับสภาพการเดินทาง ปัญหาจราจรที่ยากจะหลีกเลี่ยง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นอีกสาเหตุที่นำไปสู่ความเครียด

นพ.สุกมล แนะนำการป้องกันจากโรคเครียด ว่า  1.ควรพักผ่อนให้มากที่สุดเฉลี่ยต้องให้ได้มากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน หรืออย่างต่ำสุดต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง/วัน 2.ควรหาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ดูหนัง ฟังเพลงดนตรีเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ทำงานอดิเรก ฯลฯ

นอกจากนี้ ระหว่างทำงานภายใน 1 ชั่วโมง ควรผ่อนคลายความเครียด โดยการนั่งพักประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งในท่าทางที่สบายหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้หน้าท้องขยาย และหายใจออกอย่างช้าๆ ท้องจะยุบ พร้อมกับนับ 1-5 ทำเฉลี่ยนวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ซึ่งจะช่วยให้ผ่อนคลายระหว่างทำงาน นอกจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์ ควรหาเวลาหยุดพักจากการทำงาน 1 วัน เพื่อทำให้สมองไม่ได้พักจากความเครียด เพราะเมื่อเริ่มเครียดจะมีอาการชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น ท้องไส้ปั่นป่วน แน่นหน้าอก หายใจตื้น อารมณ์หงุดหงิด หมดอารมณ์ทางเพศ ฉะนั้นเมื่อมีอาการเช่นนี้ควรหยุดเพื่อให้สมองและร่างกายได้พัก

แพทย์จิตเวชรายนี้ ทิ้งท้ายว่า เมื่อทำงานถึงจุดหนึ่งควรต้องทำให้ชีวิตได้พักบ้าง เช่น วันหยุดควรหาเวลาเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวธรรมชาติต่างจังหวัด ไม่ใช่มีเงินแต่ไม่มีเวลาไปเที่ยว หรือนำเงินไปซื้อของหมดโดยไม่มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้พักผ่อน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ทุกคนควรใส่ใจทำให้สมดุล เพราะการหาเงินได้มากจะไม่มีประโยชน์ ถ้าต้องนำเงินเหล่านั้นมาใช้หาหมอรักษาตัวเองยามชรา ฉะนั้นแนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เพราะคนยุคปัจจุบันทำงานหนัก รวมถึงไม่ควรใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ นอกเหนือเวลางานเกิน 2 ชั่วโมง/วัน เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอและนำไปสู่อาการเครียด

 

อัลมอนด์อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468994

อัลมอนด์อร่อยและดี

โดย…โยโมทาโร่

หากจะพูดถึงสุดยอดแห่งถั่วที่ทรงคุณค่าทางสารอาหารมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกย่อมหนีไม่พ้นอัลมอนด์เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงกว่าถั่วอื่นๆ ราว10-25 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่าลืมว่าอัลมอนด์ก็เหมือนกับถั่วอื่นๆ ที่มีปริมาณไขมันที่ให้พลังงานสูง

แต่ข้อมูลศึกษาวิจัยจากเว็บไซต์ www.nature.com พบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์วัน 1 หยิบมือจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น

สำหรับคนเป็นโรคเบาหวานอัลมอนด์งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร รักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แต่ข้อดีที่สุดของอัลมอนด์คือการช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในงานงานวิจัยพบกว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4% แต่ถ้ามากกว่า

นั้นนักวิจัยไม่แนะนำ เพราะจะได้รับพลังงานมากเกินไปการรับประทานอัลมอนด์ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ควรรับประทานเมล็ดอัลมอนด์โดยตรง เพราะหากคุณรับประทานพร้อมๆ กับช็อกโกแลต คุกกี้ เค้กอบเนย หรือใส่ในอาหารหวานชนิดอื่นๆ สัดส่วนคุณประโยชน์ที่ได้รับจะถูกทดแทนด้วย แป้ง ไขมัน และน้ำตาลจากขนมนั้นๆ มากกว่า

 

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468807

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อาการคันหูเกิดขึ้นได้บ่อยและกับทุกคน บางคนเป็นๆ หายๆ บางคนนานๆ เป็นที แต่เป็นทีไรคันมากจนถึงขั้นนอนหลับไม่ได้ คันมากแบบไม่ต้องนอนอย่างนี้ ต้องมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการสาธยายให้ฟังอย่างใจดีว่า คันหูคืออะไร เป็นได้อย่างไร และจะแก้อย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อคันหู อะแฮ่ม!

อาการคันหูยิกๆ ยักๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการคันในรูหูชั้นนอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีต่อมสร้างไขมัน เหงื่อ และขี้หู โดยในผู้ใหญ่รูหูจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร คดเป็นรูปตัว S เล็กน้อย มิได้เป็นท่อตรงๆ แบบทรงกระบอก ถ้าเราแบ่งความยาวรูหูออกเป็น 3 ส่วน ส่วนด้านนอก 2 ใน 3 จะเป็นส่วนที่เกิดการคัน ส่วนด้านในลึก 1 ใน 3 จะเป็นส่วนที่มีผิวหนังบางมากติดกระดูก และไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าการคัน

ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเราเอาไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูแยงเข้าไปลึกถึงด้านในจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นทันที ซึ่งก็หมายถึงกลไกทางธรรมชาติที่สำคัญที่เตือนให้ระวัง เพราะถ้าลึกเข้าไปอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นส่วนของแก้วหู มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่บางมาก ความหนาเท่ากระดาษใส ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่แก้วหูจะแตกหรือแก้วหูทะลุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันหูส่วนใหญ่จะเป็นการระคายเคือง การอักเสบแบบอ่อนๆ หรือเกิดขึ้นจากความชื้นแฉะ เช่น น้ำเข้าหูหลังสระผม ขี้หูที่มีสภาพเปียกแฉะในบางคน การระคายเคืองจากยาสระผม ความมันจากไขมันในผิวหนังของผู้สูงอายุที่มากกว่าปกติ ฯลฯ รวมทั้งนิสัยชอบใช้ไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเข้าไปปั่นในรูหูเป็นประจำ

บางคนมีนิสัยชอบความรู้สึกจั๊กจี้และชอบความมันเวลาปั่นหู ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ การกระทำเช่นนี้เมื่อทำเป็นเวลานานๆ หรือเมื่อติดเป็นนิสัย เมื่อเห็นไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเป็นไม่ได้ จะเกิดความรู้สึกคันยิบๆ ในหูขึ้นมาทันที จนต้องเอาไม้พันสำลีเข้าไปปั่นหูของตัวเอง อย่างนี้ก็มีหลายคน

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น การติดเชื้อราในช่องหู การเป็นหูน้ำหนวก มีน้ำหนองในหูการเป็นโรคภูมิแพ้ มีผิวหนังอักเสบในหู และการมีแมลงตัวเล็กๆ หรือเห็บเข้าไปอยู่ในช่องหูทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุความคันได้ทั้งสิ้น

สำหรับการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการคันหู สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นตามอาการได้ดังต่อไปนี้

1.ถ้าเป็นการคันแบบนานๆ ครั้ง แนะนำว่าควรจะใช้วิธีการกดขยี้บริเวณติ่งกระดูกอ่อนหน้าหู จะดีกว่าการใช้ไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูเข้าไปปั่นในรูหู เพราะการปั่นหูนอกจากจะก่อให้เกิดการติดเป็นนิสัยแล้ว วันดีคืนร้ายหากเผลอปั่นแรงเกินไป จะก่อให้เกิดแผลถลอก และมีการอักเสบติดเชื้อขึ้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดหูซึ่งทรมานกว่าคันหู

2.พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองรูหูภายใน

3.เวลาอาบน้ำสระผม ระวังมิให้น้ำเข้าหู อาจใช้วิธีนำสำลีหรือฟองน้ำอุดหูกันน้ำเข้า

4.ไม่ควรใช้ไม้สำลีปั่นหูทุกครั้งที่อาบน้ำหรือสระผมเสร็จ (บางคนทำทุกครั้งหลังอาบน้ำ ขอความกรุณาเลิก!)

5.ถ้ารำคาญน้ำที่ขังอยู่ในช่องหูเมื่ออาบน้ำเสร็จ ให้ใช้วิธีเอียงและตะแคงศีรษะเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะสามารถไหลออกมาได้เอง เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเคยชิน หัดตัวเองเสียใหม่ก็จะเลิกปั่นหูได้ บางคนไม่ทำอะไรเลย แต่ก็พบว่าในระยะเวลาไม่นานน้ำที่ขังอยู่จะระเหยหายไปเองในที่สุด

6.ถ้าเป็นการคันหูเรื้อรัง เป็นทุกวันและคันมาก ขั้นตอนแรกอาจพิจารณาก่อนว่า เราติดนิสัยการปั่นหูหรือไม่ ให้พยายามหยุดการปั่นหูทันที เรื่องแบบนี้เหมือนการติดบุหรี่ ให้ใช้วิธีหักดิบไปเลยจะดีกว่า

7.เก็บไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูให้พ้นไม้พ้นมือ (หรือทิ้งไปเลยก็ดี) ยากแก่การหยิบจับ

8.ถ้าคันมากจนทนไม่ไหว ก็มาพบแพทย์ แผนกโสต ศอ นาสิก แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาตามสาเหตุ รักษาหายแล้วคราวนี้จะต้องยับยั้งชั่งใจ อย่าหาเรื่องคันหรือปั่นหูอีก &O5532;

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลกลาง

 

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468671

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

ใครที่เคยมีอาการไหล่ติดจะทราบดีว่า ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและบุคลิกภาพของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาการตึงจนไม่สามารถยกหรือหมุนหัวข้อไหล่ขยับแขนได้ไม่ถนัด สาเหตุการอักเสบของข้อไหล่ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยส่วนมากแล้วมักจะเกิดกับคนที่มีอายุ 40-60 ปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการข้อไหล่ติดจะแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะอักเสบ 2.ระยะติด และ 3.ระยะคลายตัว

ระยะเวลาที่เป็นทั้งหมดอาจยาวนานตั้งแต่ 6 เดือน-2 ปี ซึ่งอาการอักเสบเป็นระยะเริ่มแรกของอาการไหล่ติดผู้ป่วยหรือเรามักจะมีอาการปวดที่บริเวณหัวไหล่อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน จะเป็นอยู่ประมาณนี้ประมาณ 2 สัปดาห์จนกระทั่งหายไป แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นโดยเฉพาะที่หัวไหล่จะเกิดอาการผิดปกติไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระอย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน

โดยส่วนมากแล้วเราจะทำพยายามฝืน แต่การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นและไหล่ติดมากขึ้น แนวทางในการรักษาและการแก้ไขอาการไหล่ติดนั้น ระยะแรกๆ เมื่อมีอาการอักเสบอาจจะให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบ แต่ทั้งนี้การเคลื่อนไหวยังคงจำกัดไม่ให้มีการอักเสบมากกว่าเดิม หลังจากหายดีจึงใช้อุปกรณ์เครื่องทำความร้อนเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ให้เกิดการคลายตัวและเคลื่อนไหวในวงกว้างได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อาจจะต้องใช้การจัดข้อไหล่โดยนักกายภาพบำบัดด้วยการใช้เครื่องมือบริหารเคลื่อนไหวข้อต่อจะช่วยทำให้อาการหายเป็นปกติเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ควรทำกายภาพบำบัดตัวเองวันละ 3-4 ครั้ง ด้วยแผ่นความร้อน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีอาการปวดตึงก็ควรจะต้องใช้แผ่นความเย็นป้องกันการอักเสบ หากไม่ดีขึ้นแนวทางสุดท้ายคือการผ่าตัดรักษาหัวไหล่เพื่อให้หายเป็นปกติ

 

วิ่งดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468668

วิ่งดีมีประโยชน์

โดย…วราภรณ์

การออกกำลังกายช่วยให้หลีกไกลจากโรคกระดูกพรุน เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยและกลุ่มบริษัท ดัชมิลล์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “Fit Your Bone Running Workshop” เชิญ พญ.วิภาวี ฉินเจนประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย บอกให้ทราบถึงสถานการณ์โรคกระดูกพรุนในประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย และได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ บางรายมีโรคประจำตัวและใช้ยาบางชนิดก็กระตุ้นให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น สำหรับวิธีสังเกตอาการเตือนของโรคกระดูกพรุนไม่ชัดเจนจนกว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการหกล้ม หรือกระแทกไม่รุนแรงแต่เกิดกระดูกหัก หรือมาพบแพทย์เพราะมีปัญหาว่าตัวเตี้ยลง หลังค่อมหรือหลังโก่งกว่าเดิม ซึ่งมักจะพบได้ในกรณีที่เป็นกระดูกพรุนและเกิดการหักชนิดทรุดตัวของกระดูกสันหลัง “ถ้าหากเรามีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติกระดูกหักง่าย หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงก็ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กดู อย่างที่สองคือกลุ่มคนที่อายุเพิ่มขึ้น ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ผู้ชาย 60-65 ปี อาจจะต้องไปตรวจเช็กมวลกระดูกทุก 2 ปี เพื่อดูปริมาณมวลกระดูก เพราะอายุเป็นปัจจัยที่สำคัญ สามในผู้หญิงที่ประสบภาวะหมดประจำเดือนเร็ว ตั้งแต่อายุ 45 ปี กลุ่มนี้ก็จะมีความเสี่ยง หรือคนที่หมดประจำเดือน ซึ่งปัญหาหลีกเลี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุนคือ สิ่งที่ป้องกันไม่ให้มวลกระดูกเสื่อมเร็วก็คือ การออกกำลังกาย เพราะการสร้างกระดูกใหม่จะสัมพันธ์กับแรงที่มากระทำที่กระดูก

“การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์ในสองด้าน หนึ่งคือช่วยให้ร่างกายมีความคล่องแคล่ว ช่วยในการทรงตัว สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างมวลกระดูกมากขึ้น หมอแนะนำ การออกกำลังกายที่มีแรงผ่านกระดูก มีแรงต้านแรงกระแทก จะมีหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล ยิม แอโรบิกแดนซ์ อะไรก็ได้ที่เราใช้ขากระแทกลงไป ส่วนการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อยหน่อย เช่น จักรยาน ว่ายน้ำ กลุ่มนี้จะมีประโยชน์ต่อหัวใจ หลอดเลือด แต่ถ้าพูดเฉพาะในแง่ของกระดูกก็เพิ่มมวลกระดูกน้อย เพราะมีแรงกระแทกน้อย ถ้ากลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อย จะต้องทดแทนด้วยการเวตเทรนนิ่งร่วมด้วย เพื่อให้เรามีมวลกระดูกที่แข็งแรงด้วย แนะนำว่าเมื่ออายุน้อยๆ ให้เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกเยอะ เพราะจะกระตุ้นให้สร้างมวลกระดูก ส่วนผู้ใหญ่วัยทำงานให้เล่นกีฬาที่ใช้แรงกระแทกน้อยลง เช่น การวิ่ง ปัจจุบันเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและเห็นว่ากลุ่มคน 30-40 ปีหันมาวิ่งมากขึ้น ซึ่งถือว่าจะช่วยชะลอความเสื่อมของมวลกระดูกได้ระดับหนึ่ง” พญ.วิภาวี กล่าวทิ้งท้าย

ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี โค้ชนักวิ่ง อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ให้คำแนะนำสำหรับ ผู้เริ่มต้นวิ่งว่า หากต้องการวิ่งเพื่อสุขภาพเขาขอแนะนำว่าอย่าวิ่งเกิน 3 กม. แต่นักวิ่งสมัยนี้มักจะวิ่งระยะไกลกว่านั้น โดยมุ่งหวังความเป็นเลิศ ดังนั้นสิ่งที่นักวิ่งต้องตระหนักถึงให้มากคือ เป้าหมายในการวิ่ง สร้างแรงจูงใจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สถิติเวลา หาข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ วางแผนการซ้อมมีวินัยในการฝึกซ้อม “การวางพื้นฐานการวิ่ง ก่อนวิ่งจะต้องวอร์มอัพ หลังวิ่งเสร็จก็คูลดาวน์ เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น รองเท้าวิ่งที่พอดีเท้า น้ำหนักเบา และซัพพอร์ตเท้า เสื้อผ้าที่ระบายอากาศ หากคุณจะวิ่งสิ่งแรกที่คุณต้องทำให้ได้ คือฝึกความอดทนด้วย การวิ่งช้าๆ เริ่มจากน้อยไปหามาก เริ่มจากเบาไปหาหนัก ถ้าคุณอยากวิ่งระยะไกล ต้องฝึกแบบหนักสลับเบา ควรมีช่วงพักร่างกายเพื่อปรับสมดุล”

ดังนั้น ไม่ว่าคุณมีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนก็ตาม ควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีเฮลตี้ ไลฟ์สไตล์ นอกจากกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้วก็ควรออกกำลังกายด้วย เพราะการไม่ออกกำลังกาย กินอาหารแคลเซียมต่ำ ไม่ค่อยได้วิตามินดี หรือดื่มชา กาแฟในปริมาณมากเกินไปก็เพิ่มให้มีความเสี่ยงให้เกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น