5 ทริคง่าย ๆ “ย้อมผมเอง” ให้ปัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472769

5 ทริคง่าย ๆ “ย้อมผมเอง” ให้ปัง

3 กรกฎาคม 2564 – 11:48 น.

5 ทริคง่าย ๆ “ย้อมผมเอง” ยังไงให้ปังอย่างมืออาชีพ

ฮัลโหล ทุกคน ส่องกระจกเห็นผมตัวเองแล้ว อยากจะย้อมผม สร้างความสดใสให้กับตัวเองกันแล้วใช่ไหม แต่ติดว่าไม่อยากออกจากบ้าน ไปร้านทำผม โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เชื้อโควิด-19 ยังระบาด ทำให้ไม่อยากจะออกจากบ้านกันเลย แต่ไม่เป็นไร วันนี้เรามีทริคง่าย ๆ สำหรับการย้อมผมเอง  มาแนะนำให้มือใหม่หัดย้อมผม ลองทำตามกันได้

5 ทริคง่าย ๆ  "ย้อมผมเอง" ให้ปัง

เริ่มจาก ข้อแรก  ต้องเตรียมผมตัวเองให้แห้งสนิท แต่ถ้าเป็นการย้อมผมที่เป็นแบบ แชมพูสระปิดผมหงอก การลงสีย้อมตอนผมหมาดนั้นสามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นการย้อมสีผมแฟชั่นชิคๆ การลงสีผมในขณะที่ผมเปียก ตัวยาย้อมผมอาจจะดูดความชื้นและส่งผลให้สีจางลงกว่าปกติ สีติดยาก และอาจไม่ได้สีตามที่ต้องการ

 2. แบ่งผมเป็นช่อ ๆ  ข้อนี้สำหรับสาว ๆ ที่ผมยาว แต่ถ้าผมสั้น หรือคุณผู้ชาย ก็ลองเล็งๆ ว่า จะแบ่งผมอย่างไรได้บ้าง เพื่อความสะดวกในการย้อม และทำให้สีผมกระจายทั่ว  สีผมที่ออกมาจะได้สม่ำเสมอ 

5 ทริคง่าย ๆ  "ย้อมผมเอง" ให้ปัง

3.  เตรียมน้ำยา ควรเตรียมยาย้อมผม ในปริมาณมากพอกับผมของเรา  สามารถ ทาน้ำยาย้อมผมทั่วทั้งศรีษะในครั้งเดียว  เพราะถ้าน้ำยาไม่พอแล้วมาผสมใหม่ อาจจะได้สีที่ไม่เหมือนครั้งแรก และ ก่อนที่จะย้อมผม ควรทาวาสลีน หรือเบบี้ออย ในส่วนที่เราคิดว่าจะโดนครีมย้อมผม อันนี้ป้องกันไม่ให้สีติดส่วนอื่นได้

4. ไม่ลงน้ำยาย้อมผม ให้ชิดโคนผมจนถูกหนังศีรษะ และเมื่อลงยาย้อมผมเรียบร้อยแล้ว ให้หาหมวก หรือ ผ้า มาคลุมผม เพราะจะช่วยให้สีกระจายได้ทั่วและที่ บริเวณหนังศรีษะจะมีความร้อน ช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีให้สีติดง่ายขึ้น

5 ทริคง่าย ๆ  "ย้อมผมเอง" ให้ปัง

5. ควรทิ้งระยะเวลาให้เหมาะสม ประมาณ 30 – 35 นาที  หรือคอยเช็กสีผมว่าได้สีเป็นที่พอใจรึยัง ถ้ายังก็สามารถต่อเวลาได้อีกนิดหน่อย แต่ไม่ควรเกิน 45 นาที แต่ทางที่ดี ก่อนลงมือย้อมผม ควรอ่านคำแนะนำข้างกล่องของผลิตภัณฑ์ แต่ละยี่ห้อให้ละเอียดก่อน

5 ทริคง่าย ๆ  "ย้อมผมเอง" ให้ปัง

แถมอีกนิด สำหรับเทคนิคในการล้างผม ก่อนอื่นเลย ให้เอาน้ำรดที่เส้นผมเล็กน้อย จากนั้น ก็ค่อย ๆ นวด ประมาณ  10 นาที แล้วก็ค่อยล้างน้ำยาย้อมผมออก จนกระทั่งน้ำที่ล้างเป็นสีใส  แล้วค่อยสระผม และที่สำคัญ ควรเตรียมน้ำยาล้างเคมี และขั้นตอนสุดท้ายคือใช้ครีมนวดผม

เป็นอย่างไรกันบ้างสาวๆ 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ของการย้อมผมเอง แถมไม่ต้องเสียเงินเข้าร้านทำผมแพง ๆ แต่ขอแนะนำไว้ก่อนลากันไป ไม่ควรที่จะย้อมผม หรือเปลี่ยนสีผมบ่อย ๆ เพราะสารเคมีพวกนี้ อาจทำให้ผมเสีย ผมพัง ไม่ปังได้นะ

5 คุณประโยชน์ “ดื่มน้ำชา” เพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็ง ชะลอความแก่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472750

5 คุณประโยชน์ “ดื่มน้ำชา” เพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็ง ชะลอความแก่

3 กรกฎาคม 2564 – 05:41 น.

5 คุณประโยชน์ “ดื่มน้ำชา” เพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็ง ชะลอความแก่ ป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบตับ

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หากไม่ได้ไปไหน หรือแม้แต่จะพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ก็สามารถหากิจกรรมผ่อนคลายทำได้ ยิ่งช่วงนี้ด้วยแล้ว การหาอะไรทำแบบห่างๆ ชุมชน หรือผู้คนมากหน้าหลายตา ถือว่าปลอดภัยมากที่สุด 

5 คุณประโยชน์ "ดื่มน้ำชา" เพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็ง ชะลอความแก่

“ดื่มน้ำชา”

เชื่อเถอะ.! การอยู่บ้านไม่ได้ทำให้คุณเหงาแน่ เริ่มจากเช้าวันเสาร์ ไปจนถึงเย็นวันอาทิตย์ กิจกรรมมีให้ทำนั้น..เชื่อว่ามากโข ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ตากที่นอน หมอน มุ้ง กวาดบ้าน ถูบ้าน แค่นี้ก็หมดเวลาไปแล้ว 1 วัน และระหว่างวันหากหยุดพักสักนิด ลองต้มน้ำให้เดือด แล้วชงน้ำชา “ดื่มน้ำชา” จิบแก้กระหาย ก็สามารถผ่อนคลายได้เช่นกัน  

ดังนั้น ในวันนี้ จึงอยากจะมาคุยเรื่องการดื่มน้ำชากันครับ คุณเชื่อไม่หรือไม่ว่า การ “ดื่มน้ำชา”นั้น มีมานานกว่า 4,700 ปีแล้ว ต้นตำรับในการดื่มน้ำชา แน่นอนละครับ คงหนีไม่พ้นวัฒนธรรมอันเก่าแก่จากประเทศจีน

5 คุณประโยชน์ "ดื่มน้ำชา" เพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็ง ชะลอความแก่

โดยตำนานของจีน เล่าว่า เมื่อสมัยหนึ่งได้เกิดโรคระบาดในตำบลหนึ่งของจีน ทำให้ชาวบ้านต่างพากันล้มตายกันจำนวนมาก “เกี้ยอุย ซินแส” พบว่าสาเหตุของการเกิดโรคระบาดดังกล่าว เกิดจากผู้คนต่างพากันดื่มน้ำสกปรก จึงแนะนำให้ชาวบ้านต้มน้ำดื่ม   

แต่การจะทำให้ชาวบ้านเชื่อนั้น “เกี้ยอุย ซินแส”  จึงต้องเสาะแสวงหาใบไม้ เพื่อนำมาอังไฟให้หอมและใส่ลงไปในน้ำต้ม กระทั่งไปพบว่า มีพืชชนิดหนึ่งที่ให้กลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ มีรสฝาดเล็กน้อย อีกทั้งยังสามารถแก้อาการท้องร่วงได้ด้วย ดังนั้น จึงได้นำเจ้าพืชชนิดนี้ มาเผยแพร่ให้กับชาวบ้าน ซึ่งพืชที่ให้กลิ่นหอมนั้นก็คือ “ต้นชา” 

การ“ดื่มน้ำชา”นั้น นอกจากจะช่วยดับกระหาย แก้ง่วง ได้ด้วยแล้ว นักวิจัยยังพบว่า สามารถแก้ได้อีกสารพัดโรค ไม่ว่าจะเป็นการต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นภายในเซลของร่างกาย ยังช่วยต้านอาการอักเสบ ป้องกันตับจากสารพิษ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ และอื่นๆอีกมากมาย  

5 คุณประโยชน์ "ดื่มน้ำชา" เพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็ง ชะลอความแก่

เพราะองค์ประกอบสำคัญในใบชาอย่างแทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล ซึ่งนักวิจัยค้นพบว่า หากดื่มเป็นประจำ เจ้าสารพวกนี้ก็จะมีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้สารพัด ซึ่งการดื่มชานอกจากจะช่วยให้สดชื่น เพราะในใบชามีสารโพลีฟีนอล กรดอะมิโน และคาร์โบไฮเดรต เมื่อสารเหล่านี้ทำปฏิกิริยา จะช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกายได้

ผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาร้อนๆ สารสำคัญที่เป็นประโยชน์คือ Catechins (คาเทคชินส์)  จะถูกความร้อนของน้ำทำลายไปเกือบหมด ทำให้เหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังนิยมดื่มชาร้อน ๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณสารคาเทคชินส์ที่เข้มข้น แม้สารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อถูกน้ำร้อน  แต่จะยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ และสามารถให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้

ประโยชน์ของการดื่มน้ำชา 

1.ช่วยขับสารพิษ-ชะลอความแก่

2.ช่วยสลายไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล

3.มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต้านจุลชีพ ลดอักเสบ สมานแผล

4.มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดมะเร็งกระเพาะอาหาร 

5. ป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบตับ

หากต้องการดื่ม เพื่อสรรพคุณทางยา ขอแนะนำนะครับ ว่าควร “ดื่มน้ำชา” ทุกวัน วันละ 10 ถ้วยขึ้นไป จึงจะมีผล ซึ่งการดื่มชาหนึ่งถ้วยก่อนอาหารประมาณยี่สิบนาที จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ความอยากอาหารลดลง

ขอบคุณข้อมูลและความรู้จาก / มหัศจรรย์ใบชา , โอชาซามะ

“แห้ว” กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472746

“แห้ว” กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง

3 กรกฎาคม 2564 – 03:27 น.

“แห้ว” เป็นผลไม้ที่น่าสงสารที่ชอบนำไปเปรียบกับความไม่สมหวัง หลายครั้ง หากอะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะโดนล้อกันไปว่ากินแห้วนั่นเอง

ถ้ามองกันทางอาหารและโภชนาการ “แห้ว” (Water chestnut) ถูกจัดให้อยู่ในพืชตระกูลไซเปอราซี

"แห้ว" กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง

ต้น “แห้ว” จึงมีหน้าตาคล้ายกับต้นหอม อายุของแห้วไม่ยืนยาว เพราะเป็นพีชปีเดียวที่ขึ้นในน้ำเหมือนกับต้นข้าว 

ส่วนถิ่นกำเนิดของแห้วมาจากประเทศจีนตอนใต้ บางทฤษฎีก็จัดอยู่ในกลุ่มผัก บ้างก็จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ และแม้ว่าแห้วจะเป็นพืชหัว มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยเลย

ประโยชน์ของแห้ว ได้แก่

– มีเส้นใยอาหารสูง เข้าไปขัดขวางการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง และยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก ริดสีดวง

– เป็นได้ทั้งผักและผลไม้ที่กินง่าย เพราะรสชาติไม่จัดมาก มีความกรอบทน กรอบนาน ทำให้มีเนื้อสัมผัสที่ถูกใจ สามารถนไปผัด ทอด เคี่ยว ต้ม หรือแช่ในน้ำเชื่อม จนกลายเป็นผลไม้กระป๋องก็ยังได้

– ตามตำราแพทย์แผนไทยโบราณ เชื่อว่าแห้วเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น จะช่วยแก้ร้อนใน และสำหรับเด็ก ๆ ที่มักจะรู้สึกคลื่นไส้ เนื่องจากอาหารไม่ย่อย และเด็กที่ไม่ค่อยชอบกินข้าวโดยอ้างว่าไม่หิว ลองต้มน้ำแห้วให้ดื่ม จะช่วยบรรเทาอาการและช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้

"แห้ว" กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง

เมนูแนะนำได้แก่ แห้วผัดไก่ต้นกระเทียม ซึ่งเป็นเมนูง่าย ๆ สามารถเปลี่ยนชนิดเนื้อสัตว์ หรือเพิ่มวัตถุดิบอื่นลงไปได้ตามใจชอบ สำหรับแห้ว สามารถเลือกซื้อได้ทั้งแบบสดและแบบกระป๋องหากต้องการความสะดวกมากขึ้น

"แห้ว" กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง
"แห้ว" กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง
"แห้ว" กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง
"แห้ว" กินแล้วดี กินแล้วสมหวัง

ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

“ดร.อิกนาทซ์” คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ “ล้างมือ” ช่วยชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472705

“ดร.อิกนาทซ์” คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ “ล้างมือ” ช่วยชีวิต

2 กรกฎาคม 2564 – 17:32 น.

ก่อนที่จะมีการรณรงค์ให้มีการ “ล้างมือ” อย่างเคร่งครัดในสถานการณ์โควิดเวลานี้ รู้หรือไม่ว่า ในปลายศตวรรษที่ 18 การทำความสะอาดมือ เป็นเรื่องที่แม้แต่วงการแพทย์เองยังมองข้าม แต่”ดร.อิกนาทซ์” ได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ “ทำหัตถการปลอดเชื้อ” ช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน

หลังจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จากภาวะติดเชื้อหลังคลอดหรือไข้หลังคลอด ในช่วง ค.ศ.1847  “ดร.อิกนาทซ์ ฟิลลิพ เซ็มเมิลไวส์” นายแพทย์ชาวฮังการีเชื้อสายเยอรมัน ได้ค้นพบว่า มีวิธีที่สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ หากทีมแพทย์ในหน่วยตรวจสูติศาสตร์ได้ “ล้างมือ” เพื่อฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

สำหรับที่มาที่ไปของการค้นพบนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ “ดร.อิกนาทซ์” เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยเวียนนา และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำแผนกสูตินรีเวช ในโรงพยาบาลเวียนนา ซึ่งที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ได้แบ่งหอผู้ป่วยออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมีผดุงครรภ์เป็นผู้ดูแล และอีกส่วนมีแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบผ่าคลอด ซึ่งส่วนที่มีทีมแพทย์ดูแล กลับปรากฏว่ามีคุณแม่หลังคลอดเสียชีวิตมากกว่าหลายเท่าตัวจนน่าตกใจมาก

จากการเฝ้าสังเกตและพยายามหาสาเหตุ ถึงอัตราการตายที่แตกต่างของหอผู้ป่วย 2 ส่วนนี้ ทำให้ “ดร.อิกนาทซ์” พอจะรู้ต้นสายปลายเหตุว่าบรรดาคุณแม่ที่เสียชีวิต มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อหลังคลอด ที่มีแนวโน้มว่าได้รับเชื้อโรคจาก “ศพ”!

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในสมัยนั้น บรรดาแพทย์และนักศึกษาแพทย์ จะทำการชันสูตรศพด้วยมือเปล่า ไม่มีถุงมือป้องกันสิ่งสกปรกใดๆ รวมทั้งเชื้อโรคที่มาจากร่างผู้ตายด้วย

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

ดังนั้น เมื่อนายแพทย์ทั้งหลายต้องไปปฏิบัติหน้าที่ต่อในห้องทำคลอด โดยเพียงแค่การเช็ดมือธรรมดา และไม่มีการล้างมือ หรือทำความสะอาดอย่างจริงจัง จึงเท่ากันเป็นการนำเชื้อโรคไปสู่คุณแม่หลังคลอดแบบไม่รู้ตัว

จากข้อสันนิษฐานนี้ “ดร.อิกนาทซ์” จึงตั้งกฎและรณรงค์ให้แพทย์ทุกคนล้างมือให้สะอาดที่สุด หลังออกจากห้องผ่าศพ โดยต้องมีการแช่ในน้ำยาคลอรีน รวมทั้งล้างอุปกรณ์และทำความสะอาดเสื้อผ้าของแพทย์ให้มั่นใจว่าสะอาดปลอดภัยที่สุด ก่อนเริ่มทำคลอดทุกครั้ง

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

ทั้งนี้ ผลปรากฏออกมาตรงตามที่คุณหมอได้คาดการณ์ไว้ เพราะอัตราการตายของแม่หลังคลอดลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ

ซึ่งถือเป็นการค้นพบ ‘เชื้อโรค’ เป็นครั้งแรก พร้อมวิธีป้องกัน ที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากมายและเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การแพทย์ครั้งใหญ่จนต้องจารึกไว้  

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

“ดร.อิกนาทซ์” จึงได้ชื่อว่าเป็นสูตินรีแพทย์ผู้ปฏิวัติการทำคลอด และสร้างมาตรฐานการล้างมือไปทั่วโลก

น่าเสียดายที่คุณหมอเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 47 ปี (มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1818-1865) แต่วงการแพทย์ทั่วโลก ได้จดจำคุณหมอผู้บัญญัติการ “ล้างมือ” ไว้ตลอดกาล

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

และในช่วงที่โควิด-19 ระบาดแรกๆ “กูเกิล ดูเดิล” (Google Doodle) ได้จัดทำภาพการ์ตูน “ดร.อิกนาทซ์” พร้อมสอนวิธีการล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ในเบื้องต้น เผยแพร่สู่สาธารณะอีกด้วย   

"ดร.อิกนาทซ์" คุณหมอสูฯ ผู้ค้นพบการ "ล้างมือ" ช่วยชีวิต

ขอขอบคุณภาพประกอบ : photo: http://www.med-obr.info

FORRÁS: WIKIMEDIA COMMONS

ไขความลับ “ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน” เมืองนครศรีธรรมราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472683

ไขความลับ”ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน”เมืองนครศรีธรรมราช

2 กรกฎาคม 2564 – 17:00 น.

ใครมาเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช อาจสงสัยถึงเจดีย์ยักษ์องค์ขาวที่ยอดหักโค่น ทราบไหมว่าแต่เดิมคือวัดสำคัญ แต่ด้วยเหตุอะไรที่ยอดพระเจดีย์ ถึงหักโค่นลง มีการเปิดข้อมูลให้ทราบกันรวมถึงเรื่องตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับยักษ์ด้วย

นครศรีธรรมราช“เป็นอีกหนึ่งจังหวัด ที่มีแหล่งท่องเที่ยวและประวัติความเป็นมาที่ยาวนั้น รวมไปถึงชื่อเสียงของพระธาตุไร้เงา ที่พุทธศาสนิกชนต่างเคารพศรัทธา เนื่องด้วยเป็นเมืองซ้อนเมืองตามหลักฐาน ซากแห่งอารยธรรมบางชิ้นยังคงหลงเหลือ ควบคู่ไปกับเรื่องเล่าที่สืบทอดผ่านคนรุ่นต่อรุ่น เรื่องตำนานยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน หรือ เจดีย์ยักษ์ ที่คนพื้นถิ่นทราบกันดี ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ถูกศึกษา บันทึกไว้จากนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีรุ่นก่อน ๆ และมีการตั้งสมมติฐานในเรื่องของยอดเจดีย์ที่หักโค่นลงในหลายประเด็น 

เฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อว่า “ภูมิ จิระเดชวงศ์“ได้นำเรื่องราวนี้มาขมวดสรุปให้ทราบอย่างเข้าใจโดยมีเนื้อความว่า จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ได้กล่าวถึง“พระเจ้าศรีธรรมโศกสุวรรณคูตา” ได้ทรงอุปถัมภ์ในการสร้างวัดเสมาเงินแก่เจ้าโพธิกุมาร และ วัดเสมาทองแก่พระมหาเครื่องที่เป็นพระนัดดา จึงเชื่อได้ว่า วัดเสมาเงิน (วัดพระเงิน ปัจจุบัน) ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูจากของผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้น

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

สำหรับสาเหตุในการหักของยอดพระเจดีย์องค์ดังกล่าว ถูกขมวดสรุปไว้ได้ 4 แนวทางด้วยกันตามข้อมูลประกอบด้วย 1.ตำนานมุขปาฐะในเรื่องยักษ์ , 2.ภัยสงคราม , 3.เสื่อมตามธรรมชาติ และ 4.ถูกฟ้าผ่า ซึ่งขอหยิบนำมา 2 ประเด็นที่น่าสนใจมาบอกต่อกัน เริ่มที่ “ตามตำนานมุขปาฐะในเรื่องยักษ์” โดยตำนานมุขปาฐะของชาวนครฯ เล่าสือต่อกันมาว่า ยุคหนึ่ง มียักษ์มาท้าพระเจ้าเมืองสร้างเจดีย์แข่งกับพวกตน ปรากฏว่าทางฝ่ายของพระเจ้าเมือง ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเจดีย์เสร็จก่อนพวกยักษ์ ทำให้เหล่ายักษ์แพ้ ยักษ์จึงถีบยอดเจดีย์จนหักและไปตกลงยังบริเวณทุ่งหยาม ที่ด้านทิศตะวันออกของเมืองแล้วทิ้งเจดีย์ไปที่อื่น 

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

ถัดมาสันนิฐานว่า”ยอดพระเจดีย์หักลงโดยความเสื่อมตามธรรมชาติ” นั่นเพราะความเสื่อมของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง การทำปูนเพชร หรือสูตรปูนโบราณ นั้นเป็นวิธีเดียวที่นิยมกัน ซึ่งจะใช้เปลือกหอยมาเผา หรือ ใช้หินผามาเผาด้วยความร้อนสูงจนกลายเป็นสีขาว แล้วนำมาตำจนแหลก จากนั้นจึงนำมาผสมเข้ากับวัสดุที่เป็นสูตรผสมปูนเพชร ยอดเจดีย์สมัยก่อนจะใช้มีไม้เป็นแกน ซึ่งเมื่อผ่านกาลเวลานานๆไป ปูนที่ได้ผสมก็จะเสื่อมคุณภาพลง จึงทำให้โครงสร้างยอดเจดีย์เกิดความปริร้าว ก่อนที่จะปรักหักพังลงในที่สุด เทียบได้กับพระเจดีย์พระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช เคยหักลงมา ในปี พ.ศ.2190

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

เรื่องราวใน“วรรณกรรมพระยาตรัง” ที่แต่งโดย พระยาตรังคภูมาภิบาล หลานของเจ้าพระยานคร ( พัฒน์ ) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า “ยอดพระเจดีย์ หักลงเพราะถูกฟ้าผ่า”โดยพระยาตรังคภูมาภิบาล ได้กล่าวถึง “พระเจดีย์ยอดหัก” เอาไว้ในเพลงยาวของท่าน ความว่า“ เห็นเจดีย์ขวานฟ้าผ่ายอดสะบั้น อัศจรรย์สุนีทำกรรมช้าหาย มิผิดหรือที่ฝากสองน้องแก่ทนาย แต่เทเวศยังไม่วายลำพองพาล ”และการที่พระยาตรังคภูมาภิบาล ได้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาบันทึกไว้นั่นชี้ให้เห็นว่า ท่านต้องทราบเรื่องราวถึงเหตุการณ์ฟ้าผ่ายอดพระเจดีย์วัดพระเงิน ซึ่งหลังจากฟ้าผ่าพระเจดีย์ ก็ไม่ได้มีการบูรณะ เพราะวัดพระเงิน หรือ วัดเสมาเงินในยุคนั้นคงกลายเป็นวัดร้างไปแล้ว 

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

“พระเจดีย์ วัดพระเงิน” หรือ“วัดเสมาเงิน”ในปัจุบันนั้น อยู่ติดกันกับสำนักงานเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช เป็นเจดีย์ ที่ถูกบูรณะใหม่ และถูกทาด้วยสีขาว เป็นวัดสำคัญคู่กับวัดเสมาทอง ซึ่งในเวลาต่อมาวัดเสมาทอง ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมเหยงค์ อยู่เยื้องกันคนละฝั่ง แม้ในปัจจุบันวัดพระเงินจะร้าง จนหลงเหลือเป็นสวนสาธารณะ แต่พระเจดีย์ยอดหัก และ หลวงพ่อพระเงิน ก็ยังเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของชาวนครศรีธรรมราชและผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้มาสักการะกราบไหว้ขอพร 

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

ขอบคุณข้อมูล+ภาพจาก : ภูมิ จิระเดชวงศ์

อาการแค่ไหนถึงจะเรียก “โรคกลัวแมลงสาบ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472673

อาการแค่ไหนถึงจะเรียก”โรคกลัวแมลงสาบ” 

2 กรกฎาคม 2564 – 17:00 น.

สงสัยไหมว่าทำไมพอเราเห็น”เจ้าปีเตอร์”หรือ”แมลงสาบ”ต้องช็อกผวาวิ่งไปคนละทาง อาการแบบนี้เรียกว่า”โรคกลัวแมลงสาบ”และมีวิธีการรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

สงสัยไหมว่าทำไมพอเราเห็น”ปีเตอร์”หรือเจ้า”แมลงสาบ“สัตว์โลกดึกดำบรรพ์อาศัยบนโลกกว่า 250 ล้านปีต้อง”ช็อก” ผวาวิ่งไปคนละทางยิ่งพอมันบินตรงมาเท่านั้นกรี๊ดแตกกระเจิง บางคนแค่เห็นรูปก็ขยะแขยงได้แล้ว อาการแบบนี้เรียกว่า”โรคกลัวแมลงสาบ“หรือ Katsarida phobia

“แมลงสาบ”จัดเป็นแมลงดึกดำบรรพ์ที่อยู่บนโลกมานานกว่า250 ล้านปีมักชอบอยู่ในแถบประเทศ อากาศอุ่น ชอบที่สกปรก มืด

จากการวิจัยระบุว่า”แมลงสาบ”ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเก่งมากอยู่ได้ทุกที่ขอแค่มืด สกปรก สามารถไม่มีหัวได้นานถึง 1 สัปดาห์ กลั้นหายใจได้ 40 นาที อยู่ใต้น้ำได้นาน 30 นาทีไม่ต้องกินอาหารนานถึง 1 เดือนและไม่กินน้ำได้นานถึง 2 สัปดาห์ เรียกได้ว่าสุดยอดในด้านความอดทน

“แมลงสาบ”ในไทยมีหลักๆอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ

 1. แมลงสาบอเมริกัน ตัวใหญ่มันวาว สีน้ำตาลแดงเข้ม

 2. แมลงสาบเยอรมัน ลำตัวออกสีแทนหรือน้ำตาลอ่อน  

3. แมลงสาบบรุนเนีย ตัวเล็กกว่าแมลงสาบอเมริกันเล็กน้อย ลำตัวเป็นสีน้ำตาลแดงคล้ำที่อกด้านบนมีจุดดำขนาดใหญ่ 2 จุด  

อาการแค่ไหนถึงจะเรียกว่าเป็นโรคกลัวแมลงสาบ คือเมื่อเห็นแมลงสาบ ไม่ว่าเป็นรูปของ”ปลอม”หรือ”ตัวจริง”มีอาการ

  1. หยุดชะงัก ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
  2. กรีดร้องหรือร้องไห้
  3. เข่าอ่อน 
  4. เป็นลม
  5. หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  6. หายใจถี่

แนวทางวิธีรักษา

ถ้าหากคุณเป็นโรคกลัวแมลงสาบคำแนะนำคือให้ปรึกษาจิตแพทย์หมอจะมีวิธีรักษาตามลำดับเช่นเริ่มพูดคุยเรื่องแมลงสาบกับผู้ป่วยเขยิบมาให้ดูรูปภาพทำให้ผู้ป่วยเริ่มคุ้นชินจนกล้าสัมผัสแมลงสาบปลอมหรือสมัยนี้ในต่างประเทศก็เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีVR จำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปมารักษาผู้ป่วยโฟเบียแล้วด้วยจนผู้ป่วยหายกลัวไปในที่สุด

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร “ขี้หู” สาเหตุที่พบบ่อย และอาการที่เกิดขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472687

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร “ขี้หู” สาเหตุที่พบบ่อย และอาการที่เกิดขึ้น

2 กรกฎาคม 2564 – 16:33 น.

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร “ขี้หู” สาเหตุที่พบบ่อย อาการที่เกิดขึ้น และวิธีการรักษาขี้หูอุดตัน

หลายคนคงสงสัยว่า “ขี้หู” คืออะไร และมีประโยชน์กับตัวเราหรือไม่ วันนี้เราจะมาไขคำตอบเรื่องนี้กัน รูหูของเราสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ระบบกลไกการทำงานของช่องหูจะค่อย ๆ ดันขี้หูออกมาด้านนอกโดยอัตโนมัติ ขี้หูจะค่อยๆถูกผลักเคลื่อนจากส่วนด้านในช่องหูออกมายังส่วนด้านนอกใกล้ทางออกของช่องหู การเคี้ยวและการเคลื่อนไหวขากรรไกรจะช่วยให้เกิดกระบวนการของการทำความสะอาดตามธรรมชาตินี้ 

เมื่อ “ขี้หู” ถูกผลักมาถึงบริเวณช่องหูด้านนอกมันก็จะแห้งและเป็นผง และหลุดออกมาได้เองทุกครั้งที่ล้างหน้าก็เป็นการทำความสะอาดขี้หูเหล่านี้ออกไปด้วย ขี้หูจึงมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดคือให้ความชุ่มชื้นป้องกันผิวหนังภายในช่องหูไม่ให้แห้งจนเกินไป ดักเก็บฝุ่นละออง สิ่งสกปรก สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ซึมซับเก็บเซลล์ผิวหนังภายในช่องหูที่ตายไปแล้ว ขี้หูช่วยป้องกันช่องหูจากเชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรีย และลดโอกาสที่จะเกิดการอักเสบ

ขี้หูคือสารตามธรรมชาติ ผลิตจากต่อมผลิตขี้หูที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณช่องหู ขี้หูประกอบด้วย เอนไซม์ที่ป้องกันแบคทีเรียและเชื้อราไม่ให้เติบโตอยู่ภายในช่องหู ขี้หูให้ความชุ่มชื้นป้องกันผิวหนังภายในช่องหูไม่ให้แห้งจนเกินไป ขี้หูดักเก็บฝุ่นละอองสิ่งสกปรกสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกไว้ให้เราก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเข้าไปกองสะสมอยู่ลึกในช่องหู และทำอันตรายภายในช่องหูของเรา ขี้หูยังซึมซับเก็บเซลล์ผิวหนังภายในช่องหูที่ตายแล้วให้เราด้วย

ทั้งนี้ขี้หูจะถูกผลิตออกมาเป็นสีเหลือง หรือสีคล้ายกับน้ำผึ้ง มีลักษณะเหนียว สีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และอาหารที่เรารับประทาน ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองมากขี้หูจะมีสีเข้ม เนื่องจากขี้หูได้ดักจับฝุ่นละอองที่อยู่บริเวณรอบตัวไว้

แล้วขี้หูมีประโยชน์หรือไม่ คำตอบคือ ขี้หูช่วยป้องกันช่องหูจากเชื้อจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย และลดโอกาสที่จะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อขี้หูเป็นตัวต้านแบคทีเรีย และเชื้อราที่เป็นอันตรายที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อขี้หูเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการทำงานของสุขภาพช่องหู

ส่วนอาการที่ทำให้เกิดขี้หูอุดตันนั้น บางคนขี้หูไม่ถูกขับออกมาตามธรรมชาติ จึงอาจมีขี้หูอุดตันอยู่ภายในช่องหู บางคนมีจำนวนปริมาณของขี้หูมากกว่าปริมาณโดยเฉลี่ยขี้หูอาจจะจับตัวแข็งขึ้น และแห้งขึ้น หากขี้หูอุดตันมากภายในช่องหูอาจมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น เช่น ปวดช่องหู ปวดหู หูอื้อ หนักหู เวียนศีรษะ มีเสียงในหู คันในช่องหู ไอมีอาการติดเชื้อในช่องหูได้ยินเสียงต่างๆน้อยลงกว่าเดิม ซึ่งหากพบว่ามีการอุดตันของขี้หูแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจภายในช่องหู

ทั้งนี้ในส่วนของวิธีการรักษา แพทย์จะนำขี้หูออกให้ โดยมีหลายวิธีหรือใช้ร่วม ๆ กัน ดูด คีบ แคะ ส่วนในกรณีที่ขี้หูแน่นแข็งมาก อาจใช้ยาหยอดหูกลุ่มที่ช่วยให้ขี้หูนิ่มขึ้น หลังจากรักษาหายแล้วควรหลีกเลี่ยงการปั่นหูเพราะอาจเป็นซ้ำได้

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร "ขี้หู" สาเหตุที่พบบ่อย และอาการที่เกิดขึ้น

ข้อมูลโดย อ. พญ.เนาวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ “กล้วยด่าง” ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472682

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ “กล้วยด่าง” ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

2 กรกฎาคม 2564 – 16:09 น.

กำลังเป็นที่นิยม และ ฮือฮา สำหรับกลุ่มคนรักต้นไม้ ที่ชอบการปลูกต้นไม้ธรรมชาติ โดยเฉพาะ “กล้วยด่าง” ที่ตอนนี้ต้องบอกว่ามีการซื้อขาย ประมูลกันในราคาสูง บางสายพันธุ์มีการประมูลราคาเป็นหลักหมื่นถึงหลักล้าน

ทำให้ยุคนี้มีคนเข้าป่าไปหา “กล้วยด่าง” เป็นจำนวนมาก และ เรียกได้ว่าต้นไม้ด่างยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง และด้วยสีสันที่แปลกตา ลวดลายของใบที่สวยงามของ “กล้วยด่าง” วันนี้ก็มีพันธุ์ “กล้วยด่าง” ที่กำลังเป็นที่นิยมปลูกมีถึง 4 สายพันธุ์ มาแนะนำด้วยกัน

เริ่มจาก “กล้วยด่าง” ชนิดแรก คือ

1. “กล้วยด่างฟลอริดา” ต้องบอกเลยว่าสายพันธุ์นี้ มีการค้นพบครั้งแรกที่ฮาวาย เมื่อ 76 ปีก่อน ซึ่งจุดที่ค้นพบอยู่ทางตอนใต้ของ “ฟลอริดา”  บ้านเรามักจะเรียกว่า “กล้วยฟลอริดา ไม่แปลกที่กล้วยพันธุ์นี้จะหายาก เพราะมันพึ่งค้นพบเมื่อ 76 ปีที่ผ่านมา ซึ่งกล้วยพันธุ์นี้ยังเคยจัดแสดงครั้งแรกของโลกที่สหรัฐอเมริกาในงาน “World’s Fair” ที่ฟิลาเดลเฟีย  “กล้วยฟลอริดา” ที่จริงต้องเรียกว่า “Musa AeAe sp.”  ตามแหล่งที่มีคนพบเจอครั้งแรก ความสูงประมาณ 3-6 เมตร ไม่มีเนื้อไม้ ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบซ้อนกันจนแน่น ใบเดี่ยวรูปช้อน ปลายใบแหลมยาวมีติ่ง โคนใบมน ขอบเรียบ ใบสีเขียวมีด่างสีขาว หรือ สีเหลืองตามแนวเส้นใบ ช่อดอกตั้ง แกนดอกสีเขียว มีกาบรองดอกสีเขียว 4-7 อัน เรียงเป็นสองแถวในแนวตั้งระนาบเดียวกัน และ มีลายเป็นเส้นสีขาว หรือ สีเหลืองตามทางยาว จะออกดอกมากในช่วงที่มีอากาศเย็น

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก
เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

2. “กล้วยแดงอินโด” กล้วยสายพันธุ์นี้นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ส่วนที่เรียกกันว่า “แดงอินโด” คือ เรียกกันตามแหล่งที่พบ เช่นกัน ชื่อทางสากลเรียก “Musa Siam ruby” 

 “กล้วยแดงอินโดด่าง” จัดอยู่ในวงศ์ Musaceae ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 3 เมตร ไม่มีเนื้อไม้ แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ ตรงที่กาบใบจะมีน้ำตาลแกมแดงเข้ม ซ้อนทับกันแน่นเป็นลำต้นเทียม ใบเดี่ยวรูปขอบขนาน ปลายแหลมมีติ่ง โคนมน แผ่นใบด้านบนมีน้ำตาลเข้มแกมแดงลายด่างสีเขียวตามแกนใบหรือเส้นใบ บางต้นอาจจะเป็นลายด่างขาวหรือสีชมพูอ่อน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำได้ดี แสงแดดรำไร ชอบน้ำปานกลาง ประเทศไทยยังสามารถต่อยอดกล้วยพันธุ์นี้ให้มีลายด่างได้ถึง 6 แบบ 6 ชื่อเลย เมื่อปี 2561

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

3. “กล้วยตานีด่าง” มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสูงประมาณ 4 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวเข้มมีริ้วด่างขาว มีปื้นดำที่คอใบเล็กน้อย กาบด้านในสีเขียว หน่ออ่อนสีเขียวเข้ม ก้านใบสีเขียวเข้ม ครีบก้านในสีเขียวขอบดำ โคนใบมนและเท่ากันทั้งซ้าย-ขวา  จะมีผลออกขนาดเล็กป้อมสั้น ปลายผลมีจุกยาว ออก 7-8 หวีต่อเครือ หนึ่งหวีมีประมาณ 8-10 ผล ผลดิบจะมีเขียวเข้มลายริ้วด่างขาว เมื่อผลสุกเนื้อจะมีสีขาวมีเมล็ดมาก สามารถปลูกได้บริเวณกลางแจ้ง และ แดดรำไร เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวปนทราย ชอบความชื้นปานกลาง  

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

4. “กล้วยน้ำหว้าด่าง” เป็นสายพันธุ์กล้วยที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ มีการกระจายพันธุ์ไปยังเอเชีย ยุโรป และ อเมริกา ลักษณะเด่นคือ ลำต้นค่อนข้างสั้น มีกาบใบหุ้มแน่นหนา แตกเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ สีเขียวด่างขาว ก้านใบยาว ผลมีเนื้อและมีหลายเมล็ด นิยมขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ เนื่องจากเนื้อผลดิบของกล้วยสายพันธุ์นี้มีแป้งมาก ส่วนใหญ่จะนำมาทำให้สุกด้วยความร้อนก่อนรับประทาน เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยขึ้น

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ “สไตล์มูจิ” ครั้งแรกในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472606

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ “สไตล์มูจิ” ครั้งแรกในประเทศไทย

2 กรกฎาคม 2564 – 15:00 น.

พาไปท่องโลก “มูจิ (MUJI)” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นกับ New Concept Store บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม บอกเลยว่าแฟนๆมูจิ ต้องไม่พลาดมาสัมผัสประสบการณ์สไตล์มูจิ ไม่ว่าจะเป็นบ้านมูจิ มุมกาแฟ,มุมเบนโต และของตกแต่งบ้านเก๋ๆ

คนไทยเราอาจจะคุ้นเคยกับ “มูจิ (MUJI)” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดีแต่นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการช้อปปิ้งที่ทำให้คุณต้องเดินอยู่ในมูจิ (MUJI) นานกว่าเดิมก็ได้เพราะล่าสุดมีการ เปิดตัว New Concept Store บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 1,800 ตร.ม ที่พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นมูจิครั้งแรก อาทิ บ้านมูจิ (Showroom) จำลองห้องที่ตกแต่งด้วยสินค้ามูจิเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดตัว MUJI IDÉE ของใช้และเครื่องแต่งกายแนวใหม่ของมูจิ พลาดไม่ได้ กับมุม เบนโตะ อาหารกล่องสไตล์ญี่ปุ่น ข้าวปั้น และเบเกอรี่จากผู้ผลิตท้องถิ่น รวมทั้งการทำงานร่วมกันระหว่างมูจิและ ทีมแลป (TeamLab) ทีมนักสร้างสรรค์ศิลปะชื่อดังจากญี่ปุ่นมาเสริมจินตนาการให้คุณหนูๆ และสินค้าชิ้นพิเศษมากมาย 

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

มูจิ ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ถือเป็นสาขาแรกของมูจิในประเทศไทย ดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 และได้นำเสนอรูปแบบใหม่ของร้านค้าญี่ปุ่นให้กับชาวไทยมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงวันนี้ก็ได้เวลาที่จะปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง ดังนั้นลูกค้าจะได้พบประสบการณ์ที่จะหาไม่ได้จากมูจิสาขาอื่นๆ ในไทย นับตั้งแต่เรื่องการออกแบบที่มีคอนเซ็ปต์หลักคือความเรียบง่าย และเป็นธรรมชาติ  จึงได้เลือกใช้ไม้เก่าที่คัดสรรแล้วจากพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย เมื่อได้เข้ามาในร้านรู้สึกถึงความง่ายๆ สบายๆ   

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

นอกจากนี้จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ จากผลิตภัณฑ์ และบริการของมูจิ ที่เกิดขึ้นเป็นที่แรกในประเทศไทย อาทิ บ้านมูจิ (Showroom) ครั้งแรกของการจำลองห้องที่ตกแต่งด้วยสินค้าของมูจิ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ของมูจิ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจสำหรับการจัดบ้านก็ได้ หรือจะเป็น MUJI IDÉE ของใช้ในบ้าน และเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ ที่นำสิ่งของในชีวิตประจำวันมาออกแบบ และทดลองอะไรใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ทำให้ชีวิตทุกวันไม่ธรรมดา

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

และยังเป็นครั้งแรกที่มูจิ เปิดโซนอาหารประจำวัน (Daily Food & bakery) ที่มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด ทั้งข้าวปั้น เบนโตะ หรือ ข้าวกล่องสไตล์ญี่ปุ่น ไปจนถึงสลัดผัก และขนมเบเกอรี่ที่ปรุงสดใหม่ทุกวันจากผู้ผลิตท้องถิ่น ในราคาคุ้มค่า และที่พลาดไม่ได้สำหรับหนูๆ จะได้มาแสดงไอเดียสร้างสรรค์ผ่านกระดานดำรูปแบบใหม่ อันเกิดจากการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างมูจิ และ ทีมแลป (teamLab) ทีมนักสร้างสรรค์ศิลปะชื่อดังของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานนิทรรศการที่เป็นการผสมผสานระหว่างแสงและสัมผัสเข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์นับไม่ถ้วน

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

ชีวิตยุคใหม่ใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม MUJI Green คือต้นไม้ที่มูจิคัดสรรมาให้เหมาะกับการเลี้ยงในสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ให้คุณสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เข้ากับพื้นที่ของห้องได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ที่มูจิ บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ยังมีสินค้าและบริการให้เพลิดเพลินอีกมากมาย อาทิ มุมกาแฟและขนมเค้ก MUJI Labo, ReMUJI, MUJI WALKER, ONE-SIZE และบริการปักลายผ้า เป็นต้น

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

มาสัมผัสประสบการณ์สไตล์มูจิครั้งแรกในประเทศไทยใน New concept store ของมูจิ บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม จะได้มาทำความรู้จักกับแนวคิด สินค้า และบริการใหม่ๆ จากมูจิ ไม่ได้เพียงแค่การช้อปปิ้ง แต่ยังจะได้รู้ว่า ผลิตภัณฑ์มูจิ เหมาะกับชีวิตประจำวันมากเพียงใด พบกับ มูจิ บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ได้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2564 นี้ 

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ “รถยนต์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472652

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”รถยนต์”

2 กรกฎาคม 2564 – 13:11 น.

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”รถยนต์”

การซื้อ “รถคันแรก” อาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายๆคน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในยามเดินทางแล้ว มันยังเป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเชิดหน้าชูตาได้ด้วยความภูมิใจ เพราะเงินที่ซื้อรถส่วนใหญ่ มาจากเงินที่ตนเองเก็บหอมรอมริบ ตั้งใจทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

ความฝันที่อยากจะมีรถจึงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่รู้จัก “การวางแผน”เพราะการวางแผนจะทำให้เรา “รู้ตัว” ว่าความจำเป็นในการซื้อรถนั้นมีมากน้อยขนาดไหน ซึ่งด้วยวัตถุประสงค์นี้จะทำให้รถกลายเป็น “สินทรัพย์” ที่ช่วยเพิ่มรายได้และผลประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย รวมถึง “รู้ตัว” ว่าต้องมีแผนการในการซื้อรถอย่างไร จะทำให้เราจัดการเงินบนหน้าตักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บนโลกนี้ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำอะไรโดยไม่รู้จักการวางแผนอยู่ ซึ่งมันจะเกิดปัญหาที่จุกจิกอย่างแน่นอน ก่อนที่จะเจ็บตัวเพราะปัญหาต่างๆ เรามี   “5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์” มาฝาก อ่านให้ครบ แล้วคุณจะจบกับทุกปัญหาที่จะตามมา

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

1. รู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อรถ สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งแรก ก่อนการตัดสินใจซื้อรถ คือ เราต้องรู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อ รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่จะอยู่กับเรานานกว่า 1 ปี มันช่วยสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับผู้ซื้อ ทั้งเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง ความจำเป็นในหน้าที่การงาน ขนส่งสินค้า เป็นต้น ถ้าเรารู้ความจำเป็นในการซื้อรถแล้ว เราก็สามารถเลือกรถได้ตรงตามความต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และช่วยสร้างความคุ้มค่าให้กับเงินที่เสียไปของเรา แค่นี้ก็สบายใจไปเปราะนึงแล้ว ฉะนั้นคนที่มีเป้าหมายจะซื้อรถมาใช้ในระยะสั้น ซื้อมาขับเท่ๆแล้วใช้ไม่เต็มสมรรถนะ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะซื้อเลย ขอให้ลองทบทวนดูใหม่นะ

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

2. รู้สถานะทางการเงินของตัวเองในปัจจุบัน เช็คสถานะทางการเงินเบื้องต้นของตัวเองให้ดี ว่ามีเงินพร้อมที่จะดาวน์รถเท่าไหร่? มีเงินเดือนมากพอสำหรับผ่อนรถและใช้จ่ายในส่วนต่างๆหรือยัง? และสถานะของตัวเองเหมาะกับรถยนต์ราคาเท่าไหร่? เป็นต้น สภาพของมนุษย์เงินเดือน 20,000 บาท ที่มีค่าผ่อนรถและดอกเบี้ยรายเดือนอย่างต่ำก็ประมาณ 8,000 บาท คงดูไม่จืดเท่าไหร่ เงิน 8,000 บาทจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของทุกๆเดือน เป็นภาระที่ตามมา ทางที่ดีภาระหนี้ไม่ควรเกิน 35% ของรายได้ต่อเดือนด้วยซ้ำ อยากจะขับรถคันงามๆ แต่มีหนี้สินวิ่งตามมาติดๆ เงินเดือนที่มีก็ใช้จ่ายไม่พอ… ถ้าจะต้องเป็นแบบนี้ อย่าซื้อรถเลยดีกว่า เราควรจะแฮปปี้ที่จะได้ใช้ได้ประโยชน์จากมัน ไม่ใช่ว่านั่งทุกข์ใจ ในขณะที่มือกำพวงมาลัยอยู่

3. รู้จักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะตามมาภายหลังการซื้อรถ นอกจากภาระค่าผ่อนรถแล้ว ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอีกหลายตัว ที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาทันทีที่เราตัดสินใจซื้อรถ เรียกได้ว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่หลายคนมักจะมองข้ามกัน งั้นมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่บอกมีอะไรเท่าไหร่บ้าง “ค่าน้ำมัน” มีรถขับทั้งทีใช้ให้คุ้ม ขับวนไป อย่างถูกๆก็เดือนละ 3,000 บาท
“ประกันภัยชั้นหนึ่ง” ซื้อมาแพง ต้องได้รับความคุ้มครองดีๆสิ ปีละ 20,000 บาท (1,700 บ./เดือน) “พรบ. และภาษีรถยนต์” เสียทุกปี ปีละ 2,500 บาท (200 บ./เดือน)
“เช็คระยะ ถ่ายน้ำมันเครื่อง” ขึ้นอยู่กับระยะทางและรถ ประมาณปีละ 3,000 บาท (250 บ./เดือน) คร่าวๆแล้วก็ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน รวมกับค่าผ่อนรถข้างต้นอีก 8,000 บาทต่อเดือน ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของน้องรถ 13,000 บาทต่อเดือน ถ้าได้เงินเดือน 20,000 บาท จะเหลือเงิน 7,000 ต่อเดือนเอาไว้ใช้กินอยู่ นี่ยังไม่รวม ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าเปลี่ยนยาง ค่าเข้าสังคมที่จะตามมาอีก ยิ่งรถที่มี สมรรถนะที่สูง ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงขึ้นตาม แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บออม? จุกกันไปเลย! สำหรับบางคนที่อยากจะรวย แต่ก็อยากมีรถไปพร้อมๆกัน

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

4. รู้จักค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ รถยนต์เป็น “สินทรัพย์” ที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมทางของเรานานกว่า 1 ปี เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะทรุดโทรมลงตามสภาพการใช้งาน ยิ่งมีรุ่นใหม่ๆออกมา มูลค่าของรถคันเก่าก็มีแต่จะน้อยลงๆทุกที ซึ่งสิ่งนี้จะกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นและไม่ค่อยมีใครรู้จัก เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา-รถยนต์” ค่าเสื่อมราคาสามารถคำนวณออกมาง่ายๆ เป็นค่าใช้จ่ายรายปีได้ด้วยวิธีนี้ สมมุติซื้อรถยนต์ราคา 750,000 บาท อายุการใช้งาน 10 ปี มีราคาขายในอนาคต 150,000 บาท ค่าเสื่อมราคาจะเท่ากับ (750,000-150,000)/10 = 60,000 บาทต่อปี เท่ากับว่าเมื่อเราขับรถไปเดือนนึง มูลค่าของมันจะลดลง 5,000 บาท

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

5. รู้วิธีและทางเลือกในการซื้อรถ หลังจากที่ตระเวนดูรถจากหลายๆที่ หนี้แห่งความสุขก็กำลังจะเกิด ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อรถแน่ๆ เรื่องที่ต้องคิดต่อก็คือ จะซื้อรถด้วยวิธีไหนดี? เชื่อเถอะว่ามนุษย์เงินเดือนร้อยละ 85 ที่ซื้อรถด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงจะใช้วิธีผ่อนเอา แล้วจะผ่อนแบบไหน แต่ละคนก็จะมีทางเลือกต่างกันไป

ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถนั้นจะคิดด้วยวิธี Flat Rate โดยคิดจากมูลค่าของเงินกู้ก้อนแรกเสมอ สมมุติ ซื้อรถ 750,000 บาท วางดาวน์ไปแแล้ว 250,000 บาท ต้องกู้เพิ่ม 500,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี (5 งวด) เท่ากับว่าต้องเสียดอกเบี้ย 500,000 x 5% = 25,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยของ 5 ปี ก็ 125,000 บาท เท่ากับว่าเป็นหนี้ธนาคาร 625,000 บาท คิดเป็นรายปี ก็ต้องจ่ายหนี้ปีละ 125,000 บาท เดือนละ 10,000 กว่าบาท พิจารณาสถาบันการเงินเพื่อกู้เงิน และดูทางเลือกที่ดีที่สุด วางเงินดาวน์สูงๆ ผ่อนหนักๆ จะใช้เวลาน้อยกว่า และได้ดอกเบี้ยที่ไม่มาก แต่สำหรับคนที่มีเงินน้อย แต่อยากจะมีรถซักคันไว้ขับ อาจจะเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองคือ ดาวน์ต่ำ ผ่อนเบาๆ ไปยาวๆ แบบนี้จะเสียดอกเบี้ยเยอะกว่า แต่กระแสเงินสดก็คล่องขึ้น

ถ้าจะซื้อรถซักคัน ลองพิจารณาปัจจัย 5 ข้อที่บอกไว้ข้างต้นให้ดีก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูว่ารถมี “ความจำเป็น” กับตัวเรามากน้อยแค่ไหน วางแผนค่าใช้จ่ายและพิจารณาความสามารถของตัวเองให้เหมาะสม รู้แล้วจะได้ไม่เจ็บตัวกัน ถ้าตัดสินได้แล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่บอกไว้ได้เลย แต่ถ้าคิดๆดูแล้วรถยังไม่จำเป็นเท่าที่ควร เก็บเงินไว้แล้วเอามาลงทุนให้งอกเงยกันดีกว่า ถึงเวลาจำเป็นค่อยซื้อรถก็ยังได้

ที่มา..https://www.krungsri.com