ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : บริจาคเลือด…ได้ทั้งบุญและสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353529

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : บริจาคเลือด…ได้ทั้งบุญและสุขภาพดี

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : บริจาคเลือด…ได้ทั้งบุญและสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากความตายยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคเลือดอย่าง โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และโรคเลือดออกง่ายหยุดยากฮีโมฟีเลีย รวมถึงผู้ป่วยโรคต่างๆ อีกจำนวนมาก เช่น โรคมะเร็งโรคหัวใจ โรคไต เลือดออกในกระเพาะอาหาร ฯลฯ ฉะนั้นการได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

หลายคนที่อยากบริจาคโลหิตอาจจะยังรู้สึกกล้าๆ กลัวๆไม่กลัวเข็ม ก็กลัวเลือด บ้างก็กังวลว่าจะทำให้อ้วน หรืออาจติดโรค และก็มีอีกหลายคนที่ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการให้เลือดกับคนที่คุณรักรวมถึงเพื่อนมนุษย์แต่ก็ใช่ว่าทุกๆ คนสามารถไปบริจาคเลือดได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดบางอย่าง เช่น นอนดึก น้ำหนักไม่ถึง อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยา ฯลฯ จึงพลาดโอกาสที่จะแบ่งปันเพื่อจะช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น

การบริจาคโลหิตดีอย่างไร

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ เปิดเผยว่า การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละคนมีโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โดยสามารถบริจาคได้ทุกๆ 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไป ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาตามระบบของร่างกาย เช่น ทางปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

ดังนั้นการบริจาคโลหิต ซึ่งนำเลือดออกจากร่างกายประมาณ 350-450 มิลลิเมตร จึงไม่เพียงแต่ได้เลือดไปช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยเท่านั้น หากยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจของผู้บริจาคโลหิตอยู่ไม่น้อยมาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ร่างกายได้สร้างเม็ดเลือดใหม่ๆ ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดของหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเสมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานได้ดีขึ้น

ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์ พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตามเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ การสูญเสียโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากการบริจาคโลหิตช่วยให้การสะสมธาตุเหล็กในร่างกายลดลง เพราะเจ้าตัวธาตุเหล็กนี้ไม่ทำให้ไขมันทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ การบริจาคโลหิตช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้ผู้บริจาคโลหิตมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง

เผาผลาญแคลอรี การบริจาคเลือดครั้งหนึ่งจะทำให้ร่างกายเผาผลาญไปได้ถึง 650 กิโลแคลอรี ดังนั้นผู้ที่ไม่อยากบริจาคเลือดเพราะกลัวอ้วน ก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว

ช่วยเรื่องผิวพรรณ เมื่อเราได้เปลี่ยนถ่ายโลหิตเก่า-ใหม่ ส่งผลให้เลือดใหม่ที่ไหลหล่อเลี้ยงตามร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ร่างกายได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงมากขึ้นส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วย

ห่างไกลมะเร็ง การบริจาคเลือดมีส่วนลดความเสี่ยงจากมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 3 เดือน การบริจาคเลือดทุกครั้งจะมีการตรวจเช็คสุขภาพเบื้องต้น เช่น ชั่งน้ำหนักวัดความดันโลหิต ตรวจความเข้มข้นของเลือด รวมถึงยังต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่างๆ ในห้องปฏิบัติการเหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี ซิฟิลิส และเอดส์

ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต เมื่อเราได้ทำอะไรดีๆ เพื่อคนอื่น ทำให้มีความสุขและภาคภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นับว่าเป็นการทำบุญด้วยการให้ที่ยิ่งใหญ่

ใครสามารถบริจาคเลือดได้บ้าง

เนื่องจากเลือดที่บริจาคจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ต้องการ ดังนั้นเลือดที่ได้รับการบริจาคจะต้องมีคุณภาพเพียงพอ และต้องมาจากผู้ที่มีสุขภาพที่พร้อมสำหรับการบริจาคเลือด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อทั้งคุณภาพของเลือดและสุขภาพของผู้บริจาค โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้มีดังนี้

ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี

น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์

คืนก่อนบริจาคเลือดต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใดๆ

ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด

สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

อย่างไรก็ตามหลังจากบริจาคเลือดควรนั่งพัก รับประทานขนมหรืออาหารว่างเล็กน้อย และดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนศีรษะ ฯลฯ แล้วจึงกลับบ้าน เมื่อกลับไปแล้วสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักคะน้า บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้งเพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปจากการบริจาคเลือด พร้อมทั้งรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดตั้งโครงการ “แบรนด์ยังบลัด…พลังเพื่อเลือดใหม่” ได้นำหน่วยรถเคลื่อนที่ออกรับบริจาคโลหิตจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการขยายฐานผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา และคนรุ่นใหม่มากขึ้น สร้างจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” พร้อมกระตุ้นให้ผู้บริจาคโลหิตเดิมเพิ่มการบริจาคจากปีละ 1 ครั้งเป็นปีละ 2 ครั้ง หรือต่อเนื่องทุก 3 เดือน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤติ ขาดแคลนเลือด และเพื่อนำไปใช้เป็นโลหิตสำรองในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

คุณสามารถเป็นผู้หนึ่งที่จะช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่แขวนอยู่บนความเป็นความตายได้ หากพร้อมแล้ว…เตรียมตัวไปบริจาคโลหิตกันเถอะ

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เคล็ดลับสร้างครอบครัวให้อบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/336180

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เคล็ดลับสร้างครอบครัวให้อบอุ่น

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : เคล็ดลับสร้างครอบครัวให้อบอุ่น

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ครอบครัว เป็นสถาบันที่มีความหมายและสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตผู้คนทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ มีความกดดันจากภาวการณ์ต่างๆ หลากหลายด้าน ต่างคนก็ต่างทุ่มเทเวลาที่มีอยู่ให้กับการทำงานเพื่อก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานได้ตลอดแบบไม่จำกัดเวลาด้วยแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จึงมุ่งทำงานกันแบบไม่ลืมหูลืมตากระทั่งลืมความสำคัญของครอบครัวไป

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กไปถึงผู้สูงวัยต่างก็มีชีวิตติดจอ คลุกคลีอยู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเลต คอมพิวเตอร์ การท่องโลกออนไลน์แทบทั้งวันโดยไม่สนใจกัน ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่นับวันจะยิ่งห่างเหินกันโดยเฉพาะคนในเมือง เพราะนอกจากจะไม่มีเวลาให้กันแล้ว หลายๆ ครอบครัวยังมักใช้การพูดคุยผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือไม่ก็มีโลกส่วนตัวไม่สนใจกัน อย่างบางครั้งเวลาที่นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน ต่างคนต่างก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หรือขณะที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแต่ก็ไม่สนใจกัน หากปล่อยให้สะสมเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เกิดความเย็นชาและเกิดช่องว่างระหว่างกันได้

อันที่จริงความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่ลูก พี่น้อง ปู่ย่าตายายและญาติๆ ภายในครอบครัวที่อยู่กันด้วยความรักมีความเข้าใจ ดูแลช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่นและมีความสุขร่วมกันนั้น เปรียบเสมือนทัพหลังที่เป็นดั่งแรงใจที่พร้อจะต่อสู้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคนานัปการไปด้วยกัน ดังนั้นหากใครที่อาจหลงลืมครอบครัวไปบ้าง ได้เวลาแล้วที่คุณจะกลับมาใส่ใจครอบครัวก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างให้บรรยากาศของบ้านน่าอยู่เป็นครอบครัวที่อบอุ่นนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะต้องร่วมกันสร้างและช่วยกันทำก็ คือ…

l จัดสรรเวลาอย่างสมดุล เมื่อการทำงานทำให้คุณต้องห่างจากครอบครัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเวลาทั้งหมดของคุณจะอยู่กับงานเพียงอย่างเดียว ทุกคนมีเวลาเท่าเทียมกัน อยู่ที่ว่าคุณจะจัดสรรอย่างไร ฉะนั้นการใช้เวลาอยู่ร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกๆ คนในครอบครัวควรคำนึงถึง โดยอย่างน้อยๆ จะต้องมีเวลาพูดคุยกันรับประทานอาหารและหากิจกรรมทำร่วมกันทั้งครอบครัว เช่น ไปเล่นกีฬาด้วยกัน ช่วยกันทำอาหารหรือทำความสะอาดบ้าน เยี่ยมญาติมิตรและออกไปท่องเที่ยว เป็นต้น ลองปรับเปลี่ยนและจัดสรรกันดู แล้วคุณจะพบว่ายังมีเวลาเหลือสำหรับครอบครัวอีกเยอะ

l สื่อสารไม่ขาดตอน การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญที่เรามักจะละเลย หรือลืมที่จะให้ความสำคัญไป ทั้งที่การพูดคุยด้วยถ้อยคำที่สุภาพไม่หยาบคาย รับฟังคำพูดและความคิดเห็นของกันและกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน ยอมรับและแสดงความรู้สึกโดยปราศจากอคติ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้การใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนมีความสุข แม้ในยามที่มีปัญหาก็จะสามารถพูดคุยและร่วมกันแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

l เห็นอกเห็นใจช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่น การสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัวให้เกิดความผูกพันเป็น “สายใยรัก” ของพ่อแม่ลูก พี่น้อง กับปู่ย่าตายายและญาติๆ ด้วยการเอาใจใส่ในทุกๆ เรื่องของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ อาหารการกิน สุขภาพของกันและกัน ความสุขความทุกข์ที่ต้องการระบาย ฯลฯ โดยให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน รวมถึงการดูแลช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่นด้วยสมดุลไม่มากเกินไปจนกลายเป็นการจุกจิกจู้จี้และเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของสมาชิกทุกคน ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้การอยู่ร่วมกันมีคุณค่า ความรักความผูกพันกันภายในครอบครัวก็จะไม่รั่วไหลไปไหน

l เคารพนับถือ ให้เกียรติ จริงใจ และเห็นคุณค่ากันและกัน ครอบครัวเป็นที่ที่ให้เรียนรู้เรื่องความรัก การให้อภัย การพึ่งพา การไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดังนั้นทุกคนจึงควรรู้จักพูด รู้จักฟัง เรียนรู้ที่จะพูดเรื่องต่างๆ ในจังหวะที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้แสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยความเคารพนับถือและให้เกียรติกันและกัน แม้บางครั้งอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้าอยู่ด้วยความรักความเข้าใจ ยอมรับและรู้จักให้อภัย ให้โอกาสในความผิดพลาด ครอบครัวก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ถึงแม้ว่างานและเงินจะสำคัญ แต่ครอบครัวที่อบอุ่นก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบได้เช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกทุกคนจะต้องช่วยกันดูแลเสริมสร้างสัมพันธภาพและบรรยากาศที่ดีภายในครอบครัวกันให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้สถาบันครอบครัวของเราอ่อนแอ แล้วเชื่อได้ว่าจะมีสิ่งดีๆ มีความสุขเกิดขึ้นตามมาอีกมากในสังคมอย่างแน่นอน

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ทำงานอย่างไรให้สนุกมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/327939

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ทำงานอย่างไรให้สนุกมีสุข

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ทำงานอย่างไรให้สนุกมีสุข

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิต แต่วิถีชีวิตที่เร่งรีบถูกบีบด้วยหน้าที่ต่างๆ หรือปัญหาในการทำงานที่มักมีเข้ามารุมเร้าไม่เว้นแต่ละวัน ดูจะเป็นตัวบ่มเพาะความเครียดและบั่นทอนความสุข จนเรารู้สึกเซ็งๆ เนือยๆ เบื่อหน่าย ท้อแท้หรือไม่อยากทำอะไร หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ดีแน่เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการทำงานแล้ว ยังอาจนำไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพได้ ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ แนะนำเคล็ดลับการทำงานอย่างมีความสุขกันอย่างง่ายๆ ดังนี้

เห็นคุณค่าของงานที่ทำ ทุกๆ อาชีพมีคุณค่าในตัวเอง เราแต่ละคนมีความถนัด มีความสามารถที่แตกต่างกัน เราควรใช้จุดเด่นนั้นทำงานที่เรารัก มองเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ ว่างานนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายและมีประโยชน์ต่อคนอื่นอย่างไรบ้าง ถ้าเรามองเห็นคุณค่าของงานที่ทำได้เมื่อไร เมื่อนั้นเราก็จะเกิดความรัก มีปณิธานบางอย่างที่จะผลักดันให้เราทำงานนั้นอย่างเต็มที่และมีความสุข

มีแผนการทำงานที่ชัดเจน คุณควรกำหนดเป้าหมายระหว่างวันให้ดี ว่าวันนี้คุณมีแผนจะทำอะไรให้เสร็จ จัดลำดับความสำคัญของงานที่จะทำก่อน-หลังให้ดี มีสมาธิกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า เมื่อคุณรู้สึกพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่และทุกอย่างสำเร็จไปตามเป้าที่วางไว้ คุณจะเกิดความสนุก ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย มีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีกำลังใจเข้มแข็งในการต่อสู้อุปสรรคต่างๆ มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส ทำให้ชีวิตมีความสุขและสดชื่นอยู่เสมอ

ฝึกคิดด้านบวก เราสามารถจัดการความคิดของตัวเองได้ด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอระหว่างทำงานและมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าคุณจะเจออะไรที่แย่ๆ อย่าหมกมุ่นอยู่แต่กับปัญหา หรือมัวแต่โทษตัวเองและคนรอบข้าง แค่ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด ด้วยการมองว่างานที่เข้ามาคือสิ่งที่ท้าทาย ปัญหาต่างๆ ที่พบเจอทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น มองว่าเจ้านายที่เรื่องเยอะทำให้เราเป็นคนเพอร์เฟกท์มากขึ้น คุณก็จะมีกำลังใจและพลังที่จะทำงานต่างๆ ได้ดี

มีมิตรภาพที่ดี เพื่อนร่วมงาน นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อที่มีผลต่อความสุขในที่ทำงานของเรา ถ้าวัน ๆ เอาแต่นั่งทำงานหัวโตคนเดียวไม่คุย ไม่ปรึกษาใครเลย คิดดูสิว่าจะน่าเบื่อขนาดไหน แต่หากเรามีการผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้คุณทำงานได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีคนไว้คอยปรับทุกข์เมื่อคุณรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาในการทำงาน ส่งผลให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดีและรวดเร็ว แถมยังช่วยให้บรรยากาศในการทำงานเต็มเปี่ยมไปด้วยความมิตรภาพและไมตรีจิตที่มีให้ต่อกัน

อย่าคิดเล็กคิดน้อย นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากที่ในชีวิตการทำงานคุณจะไม่เคยถูกเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานตำหนิ ทั้งในเรื่องของงานหรือนิสัยส่วนตัว คุณไม่ควรเก็บทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาคิด เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกไม่ดีแล้วยังทำให้อารมณ์ขุ่นมัวไปตลอด แต่ให้คิดว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้ผ่านไป แม้วันนี้จะถูกนายต่อว่า ลูกค้าบ่น ผิดใจกับเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ อย่าได้เก็บสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาคิดมากจนเกินไป เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำให้คนที่อยู่รอบตัวพอใจและชอบคุณได้ทุกคน

จัดสมดุลงานและให้ชีวิต การทำงานหนักหักโหมจนเกินไป ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย หากเรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเกินไป คุณควรเริ่มต้นด้วยดูแลตัวเองทั้งเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานให้เป็นเวลา หมั่นออกกำลังกาย เวลานั่งทำงานก็ต้องลุกเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ส่วนจิตใจก็ต้องดูแลความเบิกบานให้ตัวเอง หยุดพักสักครู่ สูดลมหายใจลึกๆ หรือทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือลองทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบ้าง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ความคิดโลดแล่นพร้อมสำหรับการทำงานโดยไม่ติดขัด

ความสุขจากการทำงานไม่จำเป็นต้องไปเริ่มต้นที่ไหนไกล ไม่ต้องไปเปลี่ยนเจ้านาย เปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ได้ทำงานตามที่ฝันไว้ เพราะเพียงแค่คุณรักในงานที่ทำ พร้อมปรับความคิดทัศนคติบางอย่าง คุณก็จะทำงานได้อย่างสนุกและมีความสุขในทุกๆ วันของการทำงาน

 

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ต้อกระจก ต้อหิน…โรคตาที่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/321998

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ต้อกระจก ต้อหิน...โรคตาที่ต้องระวัง

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ต้อกระจก ต้อหิน…โรคตาที่ต้องระวัง

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อพออายุมากขึ้นสิ่งที่ตามมาพร้อมกับวัยไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขที่เปลี่ยนไปเท่านั้น หากยังนำปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมโทรมของร่างกายตามมา สายตาก็เช่นกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ทั่วโลก 6,000 ล้านคน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้านคน ซึ่งสาเหตุมาจากต้อกระจกและโรคแทรกถึง 45%

ต้อกระจก โรคตาที่เป็นสาเหตุตาบอดอันดับหนึ่งของคนไทยและของโลก

ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์ หงษ์หยก จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า ต้อกระจก จัดเป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมายาวนาน ในประเทศไทยเรามีอัตราตาบอดของประชากรไทย อยู่ที่ 0.59% โดยมีสาเหตุจากต้อกระจก 51.6% ประมาณว่า มีผู้ตาบอดจากต้อกระจกรอการผ่าตัดประมาณ 100,000 ราย และมีต้อกระจกเกิดใหม่ที่จะต้องทำผ่าตัด อีกปีละ 65,000 คน (0.1% ของจำนวนประชากรต่อ 1 ปี) นอกจากนี้หากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น

อาการต้อกระจกจะเริ่มจากตามัวลง โดยมากจะค่อยๆ มัวลงช้าๆ ทีละน้อย จากเลนส์ที่ค่อยๆ ขุ่นขึ้น นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือต้อกระจกจากโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน การมัวจากต้อกระจก บางทีอาจมีลักษณะเฉพาะที่มัวมากขึ้นในบางสถานการณ์ เช่น ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงจ้าแดดแรงๆ, ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงน้อย และมีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านข้างๆ (ขับรถกลางคืนลำบาก), ต้อกระจกบางแบบทำให้สายตาเปลี่ยนไปในทางที่มีสายตาสั้นมากขึ้น การมองไกลจะมัวลง แต่อาจทำให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา, การลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง), เห็นภาพซ้อน เวลามองของ 1 ชิ้นจะเห็นเป็นสองชิ้นเหลื่อมกันอยู่ หรือมีขอบเบลอๆอยู่ ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียวปวดตา และมีต้อหินแทรก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าต้อกระจกจะเป็นสาเหตุตาบอดอันดับหนึ่งของคนไทย แต่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ให้ใสกลับมามองเห็นเป็นปกติได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็วโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ถ้าปล่อยไว้ระยะยาว จะส่งผลให้ต้อกระจกสุกขึ้นเรื่อย ๆ และบางรายจะมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจกที่สุกมากๆ เช่น ต้อหิน ซึ่งอาจจะทำให้การผ่าตัดยากมากขึ้น และในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้

ต้อหิน ไม่มีอาการ แต่ร้ายแรงกว่าที่คิด

ต้อหิน เป็นโรคซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อยในอันดับต้นๆ ของคนไทย ส่วนใหญ่รักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคเพื่อคงสภาพการมองเห็น และคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษา

ผู้ป่วยต้อหินมักไม่มีอาการผิดปกติจนกว่าจะอยู่ในระยะท้ายของโรค จึงมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีตรวจคัดกรอง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยง การตรวจคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้รักษาการมองเห็นให้คงไว้ได้ดีที่สุด

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดเรื้อรังมักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพราะในระยะแรกของโรคการสูญเสียลานสายตาจะเกิดที่บริเวณรอบนอกก่อน เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงจะเสีย
ลานสายตาในส่วนตรงกลางซึ่งกระทบต่อการมองเห็นจนผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติได้ ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลง จนตาบอดได้ในที่สุด อาการแสดงอื่นๆ และการดำเนินโรคอาจแตกต่างไปตามชนิดของต้อหิน เช่น อาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลัน ส่วนต้อหินมุมเปิดมักพบว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการทางตาผิดปกติ ยกเว้นในระยะท้ายของโรคการมองเห็นจะแคบลง เป็นต้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เช่น ผู้ที่มีประวัติ บิดา มารดา พี่น้องหรือญาติเป็นต้อหิน คนสายตาสั้นหรือยาวมากๆ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตลอดจนผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา อุบัติเหตุทางตา การติดเชื้อหรือการอักเสบในตา การใช้ยากลุ่ม สเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยาพ่น ตลอดจนโรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก หรือบวม

ในแต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถีเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา เป็นศูนย์ Excellent center ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์ Tertiary eye care referral center ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันรพ.ราชวิถีมีพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกรักษาจำกัด แต่ประมาณปลายปีนี้ เมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีสร้างเสร็จ ก็จะเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นและลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้อาคารศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้ยังขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอีกมาก ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตาคือ อายุ ที่มากขึ้น ตาถูกแสงแดดจัด ขาดวิตามินเอ กรรมพันธุ์ มีโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะเบาหวาน และบุหรี่ ทั้งนี้เมื่อเป็นโรคตา โอกาสสูญเสียการมองเห็นขึ้นอยู่กับสาเหตุและการพบแพทย์หรือจักษุแพทย์ได้ทันการหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดเพียงชั่วคราวหรือถาวรตลอดไป อาจเป็นการสูญเสียการมองเห็นชนิดพอมองเห็นบ้างหรือในลักษณะตาบอดถาวรก็ได้ หากสังเกตเห็นความผิดปกติ หรือมีอาการปวด เคือง แดงควรรีบพบจักษุแพทย์เสมอ เพราะการแก้ปัญหาทางตาต่างๆ จะได้ผลดีกว่าหากเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมีคุณค่ามาก ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรพบแพทย์และทำการตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการป้องกัน และทำการรักษาได้แต่เนิ่นจะดีกว่า

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ