โสภณ ศุภมั่งมี อดีตเนิร์ดแห่งไมโครซอฟต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491445

โสภณ ศุภมั่งมี อดีตเนิร์ดแห่งไมโครซอฟต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนขยันมักได้ดี เป็นบทสรุปของ โสภณ ศุภมั่งมี คอลัมนิสต์และนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์แซลมอน กับหนังสือของเด็กโข่งเรื่อง เดอะ เนิร์ด ออฟ ไมโครซอฟต์ (The Nerd of Microsoft) บทบันทึกประสบการณ์ตรงของอดีตโปรแกรมเมอร์ใน บริษัท ไมโครซอฟต์ ณ กรุงซีแอตเทิล ที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายากและหินที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

“เป็นงานที่สนุกและท้าทาย” เขาตอบคำถามที่คนส่วนใหญ่มักถามว่า ทำงานที่ไมโครซอฟต์สนุกไหม “เพราะมันเป็นงานที่เราอยากทำ เวลาเจอโจทย์อะไรใหม่ก็กลายเป็นเรื่องท้าทายความสามารถ”

โสภณตามความฝันในการเป็นโปรแกรมเมอร์ด้วยการเดินทางไกลถึงเมืองซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุ 18 ปี (เมื่อปี 2543) เขาเดินทางลำพัง ไปตามหาความฝันเพียงคนเดียว ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตด้วยตัวเองครั้งแรก

เขากล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ตัดสินใจจากบ้านไปไกลเป็นเพราะความชอบล้วนๆ โดยยังไม่ได้คิดถึงเทรนด์โลกว่าจะใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้นหรือเปล่า หรือคนจะติดอินเทอร์เน็ตมากขึ้นหรือไม่ “ตั้งแต่อายุสิบแปด ความฝันของผมก็ชัดเจนแล้วว่าอยากเป็นอะไร”

“ความตั้งใจแรกผมอยากทำเกม แต่ตลาดอเมริกาในตอนนั้นค่อนข้างปิดสำหรับคนต่างชาติ ทำให้ผมหันเหมาทางซอฟต์แวร์ และพอได้เรียนจริงแล้วก็ยิ่งรู้สึกสนุกและชอบมันมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเป็นคนชอบแก้ไขปัญหา ชอบเล่นเกม ชอบต่อเลโก้ ทำให้เวลาเขียนโปรแกรมก็เกิดเป็นความรู้สึกคล้ายๆ กัน” เขากล่าวต่อ

ส่วนหนึ่งในคำนำผู้เขียนกล่าวไว้ว่า เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมทำงานในไมโครซอฟต์ เป็นการทุบทำลายภาพจำเหล่าเนิร์ดทั้งหลาย ที่ถ้าคนภายนอกมองเข้ามาอาจคิดว่าพวกเขาเป็นมนุษย์อีกสายพันธุ์ที่พูดจาแปลกๆ ไม่รู้เรื่อง เป็นพวก Introvert (คนเก็บตัว) ขี้อาย เก็บตัว ไม่สังสรรค์เฮฮา แต่ที่จริงแล้วชีวิตของพวกเรามีอะไรมากกว่าเปลือกนอกที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

“ผมว่าผมไม่เนิร์ด” เขาตอบคำถาม “แต่ผมเป็นคนดื้อ หัวรั้น ชอบการแข่งขัน อย่างการเรียนที่อเมริกามันมีความกดดันมาก หลายคนถอดใจลาออกไปกลางคันก็มี แต่ผมไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถ้าจะไปก็ต้องไปให้สุดทาง และหากมันไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ ก็จบ และก็ไม่เป็นไร จงภูมิใจว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้ว ณ ขณะนั้น และไม่ต้องมาเสียใจภายหลังว่าตอนนั้นยังทำไม่ดี”

ส่วนการเข้าทำงานที่ไมโครซอฟต์ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนั้น โสภณกล่าวประโยคแรกว่า “ความจริงก็ไม่ได้เข้ายากขนาดนั้น” เขาแทบไม่หยุดคิด “แต่มันอยู่ที่ว่าเราตั้งใจมากขนาดไหนมากกว่า”

“เพราะผมตั้งใจตั้งแต่แรกว่า อยากเข้าทำงานที่ไมโครซอฟต์ จากนั้นก็ประเมินตัวเองและพัฒนาให้เราไปถึงจุดนั้นให้ได้ หรืออย่างการเขียนหนังสือ ผมก็ตั้งใจแต่แรกแล้วว่า อยากเขียนกับสำนักพิมพ์แซลมอน ดังนั้นวันที่เริ่มต้นเขียนหนังสือ ผมจะคิดแล้วว่าต้องเขียนอย่างไรเพื่อเราจะได้เป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์นี้ ผมจึงตั้งเป้าหมายและส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์เรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งโอกาสจะมาหาเราเอง ผมไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่เพราะความขยัน มีความพยายาม มีเป้าหมายชัดเจน และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีสิ่งเหล่านี้ สักวันฝันจะเป็นจริง”

อีกหนึ่งย่อหน้าในคำนำเขาเขียนไว้ว่า อีกความพยายามของการเขียนหนังสือเล่มนี้คือ บอกเล่าถึงวัฒนธรรมบางส่วนของการทำงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก และสุดท้าย หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายที่เรียกว่า “ความฝัน” นั่นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หรือพรวิเศษจากฟากฟ้า แต่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อทุกเม็ด จากความมุ่งมั่นทุ่มเท ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคระหว่างทาง และก้มหน้าพยายามอย่างสุดความสามารถ

ส.ค. 2552 โสภณกลายเป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัท ไมโครซอฟต์แอดเซ็นเตอร์ เจ้าของเว็บไซต์ Bing ทว่าในเดือน ส.ค. 2553 เขาต้องลาออกจากงานเพื่อกลับบ้านมาดูแลคุณแม่ที่เชียงใหม่ จากนั้นชีวิตของเขาก็ได้ผันตัวเข้าสู่วงการนักเขียน เป็นเจ้าของผลงานเขียนหนังสือเชิงท่องเที่ยว 3 เล่ม และเป็นคอลัมนิสต์ประจำของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“ตราบใดที่ยังหายใจ โปรเจกต์ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป แม้ต้องเริ่มต้นใหม่อีกกี่ครั้งก็ตาม… ชีวิตข้างหน้ายังมีอะไรให้ต้องเผชิญอีกมาก และนี่ก็เป็นโอกาสให้ผมได้กดปุ่มสตาร์ทเพื่อเริ่มต้นโปรเจกต์ของชีวิตอีกครั้ง” เขาเขียนไว้บนกระดาษหน้าที่ 292 ในบรรทัดสุดท้าย

แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ลุยเดี่ยวของเด็กชายอายุ 18 ปี จนกลายเป็นหนุ่มไฟแรงวัย 28 ปี นับเป็นเรื่องราวชีวิตสุดหรรษาและหฤโหด หรือแม้กระทั่งวันนี้ เขาอยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัวและคุณพ่อลูกหนึ่งในวัย 35 ปี มันก็เป็นแค่อีกหนึ่งบทในหนังสือแห่งชีวิตที่เขาลงมือเขียนทุกคำโดยไม่มีทีท่าว่าจะถึงบทสุดท้ายเท่านั้นเอง

 

สควอช กีฬาท้าแรงสะท้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491437

สควอช กีฬาท้าแรงสะท้อน

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

ทุกครั้งที่เราได้ดูการเล่นสควอช (Squash) นั้นชวนให้เราเกิดความสงสัยทุกครั้งว่ากีฬานี้สนุกอย่างไร ทำไมถึงมีคนนิยมเล่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในห้องเล็กๆ ที่ตีลูกให้สะท้อนกลับมาให้เราตีกลับไปกลับมา จนกระทั่งได้ลองเล่นเองถึงได้รู้ว่าสควอชนั้นเป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้ดีไม่แพ้การเล่นกีฬาชนิดอื่นเลย

ปิติ สิงห์มนัส ผู้ฝึกสอนสควอช สโมสรเอสซีพี เล่าถึงความสนุกในการเล่นสควอชว่า “กีฬาสควอชเล่นได้ทุกสภาพอากาศ และทุกเวลาเท่าที่สนามเปิดให้เล่น (แอบยิงมุขตลก) และที่ดีกว่านั้นก็คือเป็นกีฬาที่สามารถฝึกซ้อมเล่นได้คนเดียว โดยไม่ต้องเคอะเขิน เพราะอย่างการเล่นเทนนิสหรือแบดมินตันเราจะต้องหาเพื่อนที่เล่นด้วยกันถึงจะสนุก แต่สำหรับสควอชแล้วมาคนเดียวก็ตีโต้กับผนังได้ แต่ถ้าให้ดีเล่นเป็นคู่กับเพื่อนจะสนุกกว่า”

กำเนิดสควอช

จุดกำเนิดของกีฬาสควอชนั้นเริ่มต้นในประเทศอังกฤษ ราวๆ ปี พ.ศ. 2420 เล่ากันว่าจุดกำเนิดการเล่นมาจากนักโทษในคุกได้นำไม้เทนนิสกับลูกตีใส่กำแพงจนเกิดเป็นการเล่นรูปแบบใหม่ขึ้นมา แต่เชื่อว่ารูปแบบการเล่นแบบนี้อาจมีอยู่ทั่วไปในอังกฤษที่ผู้คนจะตีกับกำแพงเพื่อความสนุกสนานส่วนตัว จนกระทั่งกลายเป็นกีฬาสควอชในที่สุด ในสมัยนั้นการเล่นสควอชจะเป็นการเล่นในที่โล่งกับกำแพง ด้วยไม้และลูกเทนนิส ซึ่งจะมีความเร็วและแรงมากกว่า ต่อมาได้พัฒนามาเป็นสควอช แร็กเกต มีลูกยาง ไม้แร็กเกต และสนามเล่นเฉพาะ เป็นรูปแบบกีฬาสควอชแบบที่เล่นอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย กีฬาสควอชเริ่มเข้ามาอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2441 มีการสร้างสนามเล่นสควอชครั้งแรกที่สโมสรเชียงใหม่ยิมคานา และในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการก่อตั้งสมาคมสควอชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จนถึงปัจจุบันนี้มีสนามเล่นสควอชภายใต้สังกัดสมาคมอยู่ทั่วประเทศราวๆ 50 สนาม ไม่นับรวมสนามเล่นสควอชตามยิมต่างๆ

ตีอย่างไรให้สนุก

ปิติ แนะนำสำหรับคนที่สนใจจะเล่นสควอชมือใหม่ว่า ควรหาสนามใกล้บ้านเพื่อทดลองเล่นดูก่อน ซึ่งคุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ จะได้ไม่เสียเงินซื้ออุปกรณ์ไปกับกีฬาที่เล่นแล้วไม่ชอบ อาจจะลองเล่นสัก 3 ครั้งแล้วค่อยตัดสินใจซื้ออุปกรณ์เป็นของตัวเอง ส่วนรายชื่อสนามเล่นสควอชนั้นสามารถหาได้จากเว็บไซต์ www.thailandsquash.com ซึ่งในช่วงปิดเทอมมักจะมีเปิดค่ายฝึกเล่นสควอชเป็นคอร์สพิเศษโดยเฉพาะ

หากเล่นแล้วติดใจค่อยเริ่มหาซื้อไม้แร็กเกต คุณภาพเป็นไปตามราคา แต่แนะนำว่าควรเลือกไม้ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 145 กรัม ยิ่งเบายิ่งดี การขึงเอ็นยิ่งตึงยิ่งควบคุมลูกได้ง่าย แต่ถ้าตึงมากเกินไปตีแล้วอาจจะทำให้ไม้บิดงอได้ เสื้อผ้าเป็นเสื้อผ้าสำหรับเล่นกีฬาใส่สบาย รองเท้าอาจจะเลือกรองเท้าผ้าใบที่ยางรองพื้นที่ดี หรือจะหาซื้อรองเท้าสำหรับกีฬาสควอชโดยเฉพาะก็ได้

สำหรับลูกสควอชนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 สี ลูกจุดสีฟ้า จะเป็นลูกสำหรับมือใหม่ มีการกระดอนของลูกเร็วและไกล ลูกจุดสีแดง มีความเร็วในการกระดอนน้อยลงมาเหมาะสำหรับคนที่เริ่มชำนาญแล้ว ส่วนมากคนที่เล่นเพื่อการออกกำลังกายจะเลือกใช้ลูกสีนี้

ต่อมาคือลูกจุดสีขาว เป็นลูกกระดอนช้า เหมาะสำหรับนักกีฬา และผู้เล่นทั่วไป สุดท้ายคือลูกจุดสีเหลือง มีการกระดอนช้าที่สุด ใช้สำหรับการแข่งขัน ลูกยิ่งกระดอนช้า การกระเด้งก็ยิ่งสั้นทำให้ผู้เล่นรับลูกและตีโต้กลับได้ยากขึ้น

เล่นแล้วดีกว่าที่คิด

ผู้ฝึกสอนสควอชทิ้งท้ายว่า “ประโยชน์ของการเล่นสควอชนั้น จะคล้ายๆ กับการเล่นเทนนิสและแบดมินตัน ช่วยในเรื่องกล้ามเนื้อแกนกลาง กล้ามเนื้อขา แขน มีการออกตัวเข้าตีลูกอย่างรวดเร็ว ช่วยในเรื่องการเร่งระบบเผาผลาญพลังงาน ยิ่งถ้าเจอคู่แข่งที่ชอบแกล้งเล่นทางลูกด้วยแล้วยิ่งเหนื่อยกว่าการเล่นคนเดียว การเล่นสควอช 1 ชั่วโมงจะเผาผลาญพลังงานพอๆ กับการวิ่งในระยะเท่ากัน

“ส่วนมากคนที่มาเล่นสควอชจะเล่นเทนนิสและแบดมินตันมาก่อน มาเล่นเพื่อเป็นกีฬาเพิ่มทักษะในการเล่นเทนนิสและแบดมินตันให้ดีขึ้น เช่น ทักษะความเร็วในการตัดสินใจ เพราะต้องใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีตัดสินใจเข้าตีลูก เพิ่มทักษะความเร็วในการออกตัวหรือสปรินต์ ฝึกระบบการหายใจเพราะสควอชจะมีเวลาพักระหว่างตีลูกที่สั้นกว่า จึงเหมาะกับการเล่นเสริมสำหรับนักกีฬาแบดมินตันและเทนนิส ไม่เพียงแต่กีฬา 2 ประเภทนี้เท่านั้น นักกีฬาประเภทอื่นๆ ก็มาเล่นด้วยเช่นกัน หากการเล่นเวตเทรนนิ่งช่วยเพิ่มพละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกาย สควอชก็เป็นกีฬาที่ช่วยเพิ่มความเร็วความคล่องตัว และการตัดสินใจที่เฉียบคมมากขึ้น”

 

นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ชีวิตช้าๆ แต่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491434

นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ชีวิตช้าๆ แต่มั่นคง

โดย…อณุสรา ทองอุไร

ทุกคนล้วนมีความฝันของตัวเองเสมอ ตอนเด็กก็มีความฝันแบบหนึ่ง ตอนวัยรุ่นก็ฝันอีกแบบหนึ่ง ตอนเป็นผู้ใหญ่ก็ฝันอีกแบบหนึ่ง ความฝันอาจจะเติบโตไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเธอคนนี้ นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ผู้จัดการอาวุโสสื่อสารออนไลน์ กลุ่มสื่อสารองค์กรสายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต แม้พื้นเพจะเป็นคนต่างจังหวัดคุ้นเคยกับการทำไร่ทำนามาบ้างตอนวัยเด็ก แต่ตอนวัยรุ่นวัยสาวก็ไม่เคยใฝ่ฝันอยากจะมาเป็นชาวสวนชาวไร่

จนกระทั่งเข้าใกล้วัย 40 จึงเริ่มคิดถึงความมั่นคงของชีวิต เธอเล่าว่าหลังเรียนจบปริญญาตรีที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็มาเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าอยู่ 5-6 ปี เจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เริ่มไม่มั่นใจในอาชีพนักข่าว คิดจะเปลี่ยนสายงานอยู่ แต่ก็ออกมาทำข่าวออนไลน์ที่ช่องข่าวแห่งหนึ่งเกือบ 10 ปี ก็เจอพิษการเมืองทำให้สำนักข่าวมีปัญหา เธอจึงออกมา

ตอนนั้นก็คิดเลยว่าอาชีพนักข่าวไม่มีความมั่นคงสำหรับเธอเลย ตอนนั้นแต่งงานมีครอบครัวมีลูกชาย 2 คน คิดเลยว่าปล่อยชีวิตไปแบบนี้ไม่ได้ต้องพยายามหาทางเลือกอื่นๆ สำรองไว้บ้าง

เธอได้เงินสำรองเลี้ยงชีพมาก้อนหนึ่งรวมกับเงินเก็บอีกจำนวนหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจไปหาซื้อที่ต่างจังหวัด มีกำหนดในใจว่าต้องไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เดินทางไปต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง มีดินดี น้ำดี ราคาไร่ละไม่เกิน 2 แสนบาท แล้วเธอก็เสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็มาเจอที่ดินแห่งหนึ่งที่ จ.นครนายก จำนวน 2 ไร่ ไร่ละ 2 แสนกว่าบาท เธอก็ขับรถไปดูที่แปลงนั้นเป็นป่าไผ่รกครึ้ม เธอไม่ค่อยชอบ แต่ไปเห็นอีกแปลงใกล้ๆ กัน 3 ไร่ เป็นทุ่งนาโล่งๆ มีบ่อน้ำใหญ่อยู่ท้ายแปลง ขายไร่ละ 2.4 แสนบาท

“มันเกินงบที่ตั้งไว้ แต่เราชอบก็เลยขอต่อเหลือไร่ละ 2 แสนบาท เพราะเราต้องไปถมที่ใหม่อีกบ่อมันกว้างเกินไปกินพื้นที่ เขาก็ตกลง ก็นัดวางมัดจำกันเลย” เธอเล่าให้ฟัง

การตัดสินใจซื้อที่เพื่อจะไปเป็นชาวสวน ก็เพราะว่าตอนนั้นมีข่าวเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงออกมาเยอะ แล้วมีข่าวผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นดอกเตอร์ลาออกจากชีวิตในเมืองไปเป็นชาวสวน เขาดูมีความสุขมาก มีชีวิตชิลๆ สบายๆ นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ ตอนเช้าๆ กับเย็นๆ ก็ออกไปทำสวน แดดร้อนก็เข้ามาพัก ดูมีความสุขมาก ก็คิดว่าเราอยากมีชีวิตบั้นปลายแบบนี้ สบายๆ ไม่ต้องหรูหราร่ำรวย เดินสายกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่ต้องใช้เงินมากมาย

เธอตัดสินใจซื้อที่ดินเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หลังจากทำงานที่ธนชาตได้ไม่นาน หลังจากซื้อก็ถมดินไปอีก 3 แสนกว่าบาท จากนั้นเกือบปีก็ลงต้นไม้ แต่ก็ไม่ขึ้น ตายไปเกินครึ่งเพราะดินไม่ดี ก็ต้องหาความรู้ลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่ม แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ จนปีที่ 2 ถึงเข้าที่เข้าทาง ทำสวนมา 3 ปีแรกก็ลงทุนไปหลายแสน ต้นไม้เริ่มโตให้ชื่นใจ เพราะคุณแม่เธอเป็นชาวไร่ปลูกข้าว ไม่ใช่ชาวสวนเธอก็ไม่ได้มีองค์ความรู้มากนัก

ตอนนี้ผ่านไป 6 ปี สิ่งที่ปลูกเริ่มให้ผลทั้งมะม่วงมีหลายชนิด ทั้งมะม่วงกินสุกและกินดิบ น้ำดอกไม้ เขียวเสวย แรด ปลูกกล้วย มะละกอ มะพร้าว ปลูกหน่อไม้ คือชอบกินอะไร อยากกินอะไร ก็ปลูกไปตามนั้น

“เธอลงมือทำสวนเอง 2 คนกับสามี นานๆ จะจ้างเขามาทำบ้าง เธอจะไปสวนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พอลูกโตก็เริ่มเอาไปใช้แรงงานเพิ่ม (หัวเราะ) เด็กๆ เขาก็ชอบเจอที่โล่งกว้าง ได้เล่นสนุกเขาก็ชอบ ก็เป็นกิจกรรมช่วยกันทำทั้งครอบครัว ได้ออกกำลังกายไปในตัว อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย ก็ไปออกแรงหาเหงื่อเอาที่สวนนี่ล่ะ”

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เธอก็ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ตั้งใจไว้ 6 แสนบาท ปลูกไปบานปลายไปเกือบล้าน มีเงินก็ลงไปกับบ้านและสวนหมดเลย แต่ก็มีความสุขสบายใจ ตอนที่เจอมรสุมเรื่องงานเราจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคงเลย พอมาซื้อที่ดินทำสวนรู้สึกเติมเต็มมากขึ้น มีความมั่นคงทางจิตใจ อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าถ้าตกงานคงไม่อดตาย มาอยู่สวนก็พอมีอะไรกิน เหลือกินก็ค่อยขายพอได้ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากับข้าวก็พอใจล่ะ

ตอนที่ริเริ่มจะซื้อที่นี่ก็ไม่ได้มีเงินเหลือเก็บเยอะ เธอบอกว่าเทหมดหน้าตัก มีเงินเก็บเพิ่มนิดหน่อยก็ไปซื้อต้นไม้มาลง บ้านก็กู้สหรณ์ที่ออฟฟิศมาซื้อ “ก็ทำทั้งที่ไม่พร้อมนะ ถ้ารอให้พร้อมก็ไม่ได้ทำ มีความตั้งใจเป็นหลักแล้วลุยเลย ทำไปหาไป ถ้ารอให้เงินเหลือก็คงไม่เหลือ กว่าจะเงินเหลือคงอายุใกล้ 60 ถึงตอนนั้นก็ไม่มีแรงจะมาทำสวนเองแล้ว แถมที่ดินก็ราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน

เธอเล่าว่าตอนที่ซื้อที่ดินอายุ 38 ปี ที่ดินไร่ละ 2 แสนบาท ทำมา 7 ปี ตอนนี้ที่ดินแถวนี้ขึ้นมาไร่ละเกือบ 8 แสนบาท ซื้อไม่ลงเลย ถ้ารอไม่ซื้อวันนั้นมาซื้อตอนนี้คงได้แค่ไร่เดียวและไม่ได้ที่ดินแปลงสวยๆ แบบนี้ ตอนนี้ที่ดินแถวนั้นมีคนกรุงเทพฯ มาซื้อไว้หลายแปลงแล้ว จากซอยที่เงียบๆ ตอนนี้เริ่มคึกคักมากขึ้นเยอะเลย มีเพื่อนๆ ฝากดู อยากจะมาซื้อบ้างก็หาให้ไม่ได้จับไม่ลง

“โชคดีที่ตัดสินใจถูกตอนนั้นที่กัดฟันซื้อเอาไว้ เพราะถ้าลังเลกลัวๆ กล้าๆ ก็ไม่มีวันนี้ ตอนนี้มะม่วงออกลูกเก็บผลกินได้ พอเหลือขายแล้วเริ่มเห็นเงิน ตอนนี้พอมีแรงก็จะลงต้นไม้เพิ่ม เพราะถ้าอายุ 50 กว่าแรงก็คงตกทำไม่ไหว อย่ารอให้แก่เกินไปถ้าจะทำสวนนี่คิดว่าไม่ควรเกิน 40 พออายุใกล้ๆ 50 ทุกอย่างได้เก็บเกี่ยวเราก็จะสบายแล้ว” เธอให้คำแนะนำ

เธอยังบอกอีกว่าประเทศไทยเริ่มเป็นสังคมผู้สูงวัย เด็กจะน้อยลง จะหวังให้ลูกหลานมาเลี้ยงก็ลำบาก สังคมก็แข่งขัน ลูกๆ จะเอาตัวรอดหรือปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้นอย่าหวังพึ่งใคร เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้ดีที่สุด

จากประสบการณ์ของเธอคิดว่าต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ในการเตรียมความพร้อมเก็บออมหรือลงทุนเรื่องที่ทางเพื่อการเกษียณ ถ้าช้ากว่านั้นเวลาไม่พอในการเก็บออมหรือปลูกสร้างและก็จะลำบากในยามบั้นปลาย ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น เธอชอบทำสวนอยากอยู่กับธรรมชาติก็เลยเลือกเส้นทางนี้

“การได้มาทำสวน นอกจากเติมเต็มชีวิตวัยเด็กของเธอแล้ว การมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอากาศดีๆ ทำให้มีความสุข การได้ลงมือลงแรงทำสวนเองก็เหมือนได้ออกกำลังกายไปด้วยในตัวสุขภาพดี ได้ยืดเส้นยืดสายไม่ต้องไปเข้าฟิตเนส นั่งชมนกชมไม้มีความสุขใจ นี่คือชีวิตที่เธอออกแบบเองได้ เป็นชีวิตช้าๆ ชิลๆ แต่มั่นคงทางจิตใจและอารมณ์” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

 

นพ.ธนกฤต จินตวร สุดระทึกกับแผ่นดินไหวนับ 10 ครั้งที่เนปาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491431

นพ.ธนกฤต จินตวร สุดระทึกกับแผ่นดินไหวนับ 10 ครั้งที่เนปาล

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์   แถมเงิน

เรื่องราวความทรงจำของคนเรานั้นมีหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องราวที่ยากจะลืมเลือนนั้นมีได้ทั้งเรื่องราวเชิงบวกและเชิงลบ เช่นเดียวกับคุณหมอหนุ่มท่านนี้ คุณหมอ มะเดื่อ-นพ.ธนกฤต  จินตวร รองผู้อำนวยการด้านแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เขาเลือกที่จะจดจำแต่เรื่องที่ดีๆ ในบทบาทของการทำงานเป็นผู้ให้

การเป็นหมออาสาเพื่อไปบุกเบิกพื้นที่ต่างๆ เมื่อยามเกิดเหตุฉุกเฉินของแพทยสภา ซึ่งแพทย์ทีม 1 จะเข้าไปสำรวจพื้นที่ต่างๆ กรณีเกิดภัยพิบัติเพื่อไปประเมินสถานการณ์ว่า เหตุการณ์เลวร้ายมากน้อยเพียงใด ควรจะส่งแพทย์ด้านไหนเข้าไปลงพื้นที่ต่อไป ประชาชนในพื้นที่ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง รวมถึง สิ่งของ อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค ทีมของเขาจะเป็นทีมเซอร์เวย์ล่วงหน้าไปก่อน

เขาเล่าย้อนอดีตให้ฟังถึงความทรงจำอันสุดแสนประทับใจและตื่นเต้นระทึกใจ เมื่อครั้งไปเป็นแพทย์อาสาช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศเนปาลเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ว่า ตลอดเวลาที่ไปเป็นแพทย์อาสา ยังมีการเกิดแผ่นดินไหวตามมาอีกหลายระลอก บางคืนต้องออกมานอนริมถนน เพราะอาคารสถานที่นอนนั้นมีความเสี่ยงจะถล่มซ้ำอันเกิดจากรอยร้าว ถือว่าเป็นประสบการณ์เฉียดตาย เพราะระหว่างนั้นก็มีคนแถวนั้นตายเพราะโดยตึกถล่มซ้ำ สงสารมาก เขารอดมาจากครั้งแรกได้ กลับต้องมาเจอถล่มซ้ำครั้งที่สองจนเสียชีวิต

เครื่องบินลงไม่ได้เพราะรันเวย์แตก

ทีมแพทย์ไทยเดินทางไปวันแรกก็เจออาฟเตอร์ช็อกกันทันที เครื่องบินดีเลย์เพราะลงจอดไม่ได้เพราะลานบินก็พื้นแตกแยกเป็นร่องโหว่เลย ที่พักที่เตรียมไว้ก็เข้าพักไม่ได้ ต้องมากางมุ้งนอนกันริมถนน ระหว่างที่ไป 10 วันนั้นมีลุ้นกันทุกวัน มีแผ่นดินไหวซ้ำเกือบทุกวัน

หลังจากแผ่นดินไหว ทีมแพทย์ก็ตั้งใจทำตามแผนที่วางไว้ แบ่งออกเป็นหลายๆ ส่วน โดยทีมของหมอมะเดื่อก็เปิดทีมรักษาดวงตา “คือก่อนหน้าที่จะมีแผ่นดินไหว เรามีโครงการที่จะผ่าตา 1,000 ดวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลที่ประเทศเนปาลอยู่แล้ว โดยให้พระธรรมทูตที่เนปาลช่วยประสานงานคัดกรองผู้ที่จะเข้ามารับการผ่าให้ ซึ่งกำหนดผ่าที่วัดไทยที่ลุมพินี พอมีเหตุการณ์นี้ก็ต้องปรับแผนกันใหม่ มีความฉุกเฉินทุลักทุเลมาก

“วันที่ 2 หรือ 3 ของการไปลงพื้นที่เราเตรียมตัวจะออกไปบริจาคของไม่ไกลจากย่านนั้นนัก ไปนั่งรอรถมารับ รอเป็นชั่วโมงรถก็ยังไม่มา ชักแปลกใจเลยเข้าไปนั่งรอในตึก จัดยาเตรียมไว้แจกคนไข้ผู้ประสบเหตุ ราวๆ บ่ายโมงรู้สึกว่าห้องโคลงเคลงไปมา เห็นท่าไม่ดีเรารีบเผ่นกันออกมาจากตึก ไปรวมตัวกันที่ลานวัด พระเณรก็วิ่งกันจีวรปลิวเลย มีเสียงร้องตะโกนเรียกกันดังลั่นไปหมด ได้ยินเสียงตึกร้าวแบบจะแตกปริออกมาเลย พื้นลานวัดสั่นเหมือนจะยุบลงไป ต้นไม้ใหญ่ก็โยกเยกจะโค่นแลดูน่ากลัวมาก เด็กๆ ก็ร้องไห้ตกใจกลัว ทั่วบริเวณที่เราพักกันอยู่ดูวุ่นวายสับสนมาก แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นแบบนั้นอยู่กว่า 10 นาที กว่าจะสงบ ปรากฏว่าแผ่นดินไหวแรง 7.4 ริกเตอร์ ห่างจากที่เราอยู่ 70 กม. ทำให้อาคารที่ร้าวจากการไหวครั้งแรกถล่มเพิ่มอีกในครั้งนี้ และมีรอยร้าวเพิ่มอีกหลายแห่ง เสียงแตรดังจากรถที่แล่นอยู่ขวักไขว่อย่างโกลาหลมีผู้ได้รับบาดเจ็บบ้าง”

หลังจากแผ่นดินไหวสงบลง ทุกคนถูกห้ามไม่ให้ขึ้นไปบนตึก พระบางรูปเริ่มตั้งเต็นท์ปูผ้าใบบริเวณลานโล่งในวัด เพราะกลางคืนต้องนอนในเต็นท์พอตอนเย็นๆ คณะแพทย์ต้องไปช่วยดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลขนาด 50 เตียง สถานที่ไม่ห่างไปนักได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวเสียหายหนักมาก ทีมแพทย์ไม่รอช้าจัดชุดยาพร้อมอุปกรณ์ทำแผล 3 ลัง ไปที่โรงพยาบาล ระยะห่างแค่ 30 กม. ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 45 นาที เนื่องจากถนนแคบ การจราจรแน่นขนัด ชาวบ้านออกจากจุดเสี่ยง ทางโรงพยาบาลต้องย้ายคนไข้ออกจากตัวอาคารมาตั้งเป็นแคมป์รักษากันอยู่ข้างถนน เพราะอาคารมีรอยร้าวมาก และไฟฟ้าถูกตัด

หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ก็เตรียมจัดยาข้าวของที่ต้องใช้ในวันพรุ่งนี้ พอ 5 ทุ่มกว่าก็เริ่มทยอยเข้านอนในเต็นท์ ยังไม่ทันจะหลับพอเคลิ้มๆ สักเที่ยงคืน ยังไม่หายตื่นเต้นกันเลย ปรากฏว่าเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เคลื่อนผ่านแผ่นหลังที่นอนราบอยู่บนลานวัดเป็นระลอกๆ ไม่เกินตีหนึ่ง มีเสียงตะโกนเอะอะโวยวายเรียกให้ทุกคนออกจากเต็นท์ ทุกคนตกใจ

“ผมก็ควานหาแว่นตากับกระเป๋า งัวเงียแบบเพลียๆ คลานออกจากเต็นท์ หมออีกคนก็หาที่เปิดซิปของเต็นท์ไม่เจอ (หัวเราะ) ตัวยังติดอยู่ในถุงนอน แต่ตอนนั้นขำกันไม่ออกนะ ตกใจกันทุกคนเก็บของออกมาไม่หมด ต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะคลานกันออกมาได้อย่างทุลักทุเล พระบางรูปกระโจนออกมาทางช่องหน้าต่างเล็กๆ ของเต็นท์จนเต็นท์พัง” คุณหมอเล่าอย่างขำๆ

พอตั้งสติกันได้ ต่างก็ขำกับพฤติกรรมของตัวเองที่ลนลานหนีออกจากเต็นท์ รอดูสถานการณ์อยู่สักระยะก็ง่วงกลับเข้าไปนอนในเต็นท์กันใหม่ พอตีสามก็มีอาฟเตอร์ช็อกอีกครั้ง ทุกคนก็ต้องออกจากเต็นท์อีกรอบ นั่งๆ นอนๆ กันอยู่อย่างนั้นไม่มีใครได้หลับสนิท เพราะมีแผ่นดินไหวหนักบ้าง เบาบ้าง สลับกันไปตลอดทั้งคืน ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ ที่เจอแผ่นดินไหวติดต่อกันแบบนั้นเกือบ 10 ครั้ง ตลอด 3-4 วันที่เราไปตั้งแคมป์ที่วัด ได้แต่ช่วยกันภาวนาให้พวกเราและทุกคนรอดปลอดภัยกันทุกๆ คนเถิด

เหนื่อยกายแต่อิ่มใจ…

“สงสารคนของเขาที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ซ้ำๆ และเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ครอบครัวอันเป็นที่รัก ขนาดเราไปอยู่แค่ 5-6 วัน ยังรู้สึกยากลำบาก แล้วคนที่อยู่ในพื้นที่เขาจะลำบากเพียงใด เห็นใจเขาจริงๆ หวังให้เหตุการณ์รุนแรงนี้สิ้นสุดเสียที ขอให้ผลบุญที่เราทำมาช่วยให้ทุกคนปลอดภัยด้วยเถอะ”

สิ่งที่พระไทยและแพทย์ไทยไปช่วยเหลือนั้น เป็นความปรารถนาดีที่ชาวเนปาลเขาซาบซึ้งใจมาก เราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างสรรค์ความสุขและช่วยบรรเทาความทุกข์ให้กับชาวเนปาลด้วยความจริงใจ

อีกเหตุการณ์ประทับใจที่จำได้ไม่ลืม ก็คือเมื่อ 3 ปีที่แล้วเขาไปทำแพทย์อาสาในถิ่นทุรกันดารทางเหนือ มีเด็กชายวัย 10 ขวบ เดินแบกน้องวัย 3 ขวบ มาหาหมอเพราะน้องชายท้องเสีย เดินมาเกือบวันกว่าจะมาถึง น้องนี่สภาพดูไม่ได้ ปรากฏว่าเป็นท้องร่วงอย่างหนัก ตอนมาถึงน้องชายเขาชีพจรอ่อนมาก เกือบไม่รอด

“พวกเราต้องรีบรักษาเพราะร่างกายเสียน้ำมาก หลังจากช่วยเด็กคนนี้ไปแล้วเราก็เลยไปช่วยกันหาเงินบริจาคสร้างเรือนที่พักให้กับเด็กที่วัดแถวๆ นั้น เด็กๆ จะได้ไม่ต้องเดินเท้าไกลๆ วันละหลายชั่วโมง มีเรือนนอนแยกหญิงแยกชาย โดยมีพระที่วัดคอยช่วยดูแล ก็สร้างเสร็จแล้วนอนได้เรือนละ 20 คน มีความสุขมากที่เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ทำมาหายเหนื่อยเลย” เขาเล่าอย่างมีความสุข

คุณหมอเล่าว่า ตั้งแต่จบแพทย์จากศิริราช เขาก็จะทำงานเป็นแพทย์อาสามาตลอด เพราะเห็นถึงความสำคัญของการให้ เนื่องจากเขาเคยเป็นผู้รับมาก่อน เป็นผู้ที่เคยได้โอกาสมาก่อน เมื่อวันหนึ่งพอมีความพร้อมบ้าง ก็คิดว่าต้องให้กลับไปบ้าง

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เป็นคนปักษ์ใต้ จบ ม.3 สอบเข้า ม.ปลายได้ที่เตรียม ไม่มีญาติพี่น้องที่กรุงเทพฯ แม่ก็เอามาฝากหลวงพ่อไว้ที่วัดปทุมวนาราม ไม่รู้จักท่านมาก่อน แม่เข้ามาขอฝากลูกไว้เพราะใกล้กับโรงเรียนเตรียม พระท่านก็รับฝากแม้เจอกันเพียงครั้งแรก ผมก็อยู่วัด 3 ปีจนจบมัธยมปลาย ปิดเทอมก็บวชเณร โตมากับข้าวก้นบาตร เอนทรานซ์ครั้งแรกไม่ติดแพทย์นะ ไปติดฟู้ดไซน์ที่มหาวิทยาลัยเกษตร ก็เรียนไปปีหนึ่งแล้วมาสอบใหม่จนได้แพทย์ศิริราชเพราะตั้งใจจะเป็นหมอตั้งแต่แรก ยังไงก็ต้องสอบให้ได้” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

ยิ่งให้ยิ่งได้…

เขาตั้งใจทำแพทย์อาสาตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะคิดว่าการให้คือประโยชน์และความสุข ทุกคนควรได้รับโอกาสที่ดีๆ ในชีวิต เหมือนกับที่เขาเคยได้ สำหรับเขายิ่งให้จะยิ่งได้ เขาเคยได้รับมาแล้ว หลังจากนี้เขาก็จะเป็นผู้ให้บ้าง จะให้ทุกครั้งที่มีโอกาส

ตอนเขาบวชเณรก็ไปช่วยสอนให้กับเด็กๆ ต่างจังหวัด พอเรียนมหาวิทยาลัยก็ไปทำค่ายอาสา ตอนสึนามิที่ใต้ เขาก็ไปเป็นทีมแพทย์อาสา น้ำท่วมปี 2554 ก็ไปออกหน่วยแพทย์ จนกระทั่งปัจจุบันเขาก็เป็นทีมแพทย์อาสาทีมที่ 1 ของแพทยสภา เพื่อเข้าเซอร์เวย์พื้นที่ประสบเหตุก่อนจะส่งทีมแพทย์ชุดอื่นเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งเขาจจะเดินทางไปทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมทีมแพทย์อาสาจากประเทศอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะแผ่นดินไหวที่ไต้หวัน พายุถล่มที่เมียนมา

หากในภาวะปกติไม่เกิดเหตุการณ์พิบัติใดๆ เขาก็จะมีทีมแพทย์เดินทางไปตรวจรักษา รวมทั้งผ่าตัดตาให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดาร โดยร่วมกับทีมแพทย์อาสาอื่นๆ อีกเกือบ 10 ท่าน อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเสมอ

“การให้มีหลายแบบ ไม่ได้หมายความถึงตัวเงินอย่างเดียว ให้เวลาให้โอกาส แต่โชคดีอาชีพหมอสร้างโอกาสในการให้ได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ แต่ไม่ว่าคุณจะมีอาชีพอะไรคุณก็เป็นผู้ให้ได้เสมอ ให้เป็นสิ่งของ ให้อะไรก็ได้ทั้งนั้น สังคมที่น่าอยู่เพราะมีผู้ให้มากพอ เขาคิดเช่นนั้น” คุณหมอกล่าวอย่างมุ่งมั่นในความดี

 

 

รจนา เชื้อพราหมณ์ รัชนีวรรณ วัดล้อม คู่หูธุรกิจที่คลิกกันด้วยความใช่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491386

รจนา เชื้อพราหมณ์ รัชนีวรรณ วัดล้อม คู่หูธุรกิจที่คลิกกันด้วยความใช่!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : 4 Seasions

 ก้ามปูก้ามใหญ่ๆ หรือกรรเชียงปูเนื้อแน่นๆ รวมทั้งเนื้อปูเป็นก้อนๆ ใหญ่ๆ ใครไม่ชอบ แต่เราชอบ เขียนไปนึกถึงข้าวผัดปูไป อาหารทะเลชอบปูชอบกุ้ง ใครแพ้แต่เราไม่แพ้ (อาหารทะเล) พูดขึ้นมาแล้วยั่วยวนใจและยั่วยวนน้ำลาย เรื่องราวความสัมพันธ์ต่อไปนี้ เป็นเรื่องของคนชอบกิน ชอบทำ และคนที่ไม่เชื่อว่า อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน!

หนูนา-รจนา เชื้อพราหมณ์ โปรดิวเซอร์รายการแทนคุณแผ่นดิน และรายการปั้นฝันเดอะบัณฑิต กับ วายุ-รัชนีวรรณ วัดล้อม ประสานงานรายการเดียวกัน ทั้งคู่เป็นชาวใต้ลูกน้ำเค็ม มาทำงานกรุงเทพฯ เพื่อพบและรู้จักกัน ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นพี่เป็นน้อง ก่อนจะตกลงปลงใจทำธุรกิจด้วยกัน…ผลิตภัณฑ์ปูและอาหารทะเลปลอดสาร 4 Seafood

หนูนา พูดถึง วายุ

หนูนา เล่าว่า การที่เราได้มารู้จักหรือมีใครสักคนเดินเข้ามาในชีวิตคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นเพราะบุญพาวาสนาส่งมาว่าต้องเป็นคนนี้ (ฮา) พูดง่ายๆ ก็คงเพราะทำบุญทำกรรมร่วมกันมา ถึงได้มาเจอกัน สานสัมพันธ์ความดีความรัก เป็นพี่เป็นน้องกันต่อในชาตินี้

รู้จักกัน 3 ปี สนิทมากจนหลายคนคิดว่าเป็นคู่แฝด ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจ (ฮา) ความเหมือนที่หลายคนทัก ทำให้หนูนาก็ชักจะคิดว่า น้องต่างสายเลือดคนนี้มีความเหมือนกันอยู่หน่อยๆ แต่เฉือนกันที่ความสวยที่พี่ต้องสวยกว่าอยู่แล้ว

เมื่อมีโอกาสได้ร่วมงานกัน หนูนาเป็นโปรดิวเซอร์ วายุเป็นประสานงานกอง จนเมื่อปลายปี 2559 วายุชวนทำธุรกิจ ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เงื่อนไขคือรับจ๊อบได้แต่ต้องแบ่งเวลาให้ดี จะเสียงานหลักไม่ได้เด็ดขาด

“อาหารทะเลนอกจากความสด ความหวาน หัวใจคือน้ำจิ้ม โยนให้น้องเลยค่ะ เพราะวายุชอบทำอาหาร ทำอร่อยทุกอย่าง”

วายุรับผิดชอบงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากดั้งเดิมมีแต่เนื้อปูแกะ ต่อยอดเป็นเมนูข้าวขยำปู โจทย์ยากคือหนูนาแพ้ผงชูรส จึงห้ามใส่ผงชูรส (แต่ต้องอร่อยแซ่บนะ) คิดค้นสูตรน้ำจิ้มกันใหม่ ลองผิดลองถูกและชิมกันจนลิ้นชา ที่สุดก็ได้น้ำจิ้มรสเด็ดเผ็ดแซ่บ ส่วนหนูนาทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงินทั้งหมด

“ขอดูเรื่องบัญชี วัตถุดิบ การกระจายสินค้าและการประชาสัมพันธ์ดีกว่า เพราะถ้าให้วายุดูบัญชีเกรงว่าลูกค้าจะขาดทุน เพราะนางคิดเลขผิดตลอด คนเราถนัดต่างกัน แต่เป็นความต่างที่ลงตัว”

คำโบราณว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อนเพราะจะเสียเพื่อน แต่สำหรับคู่คลิกคู่นี้เป็นตรงกันข้าม นอกจากตัวจะแน่นขึ้นหนึ่งชั้นแล้ว ความสัมพันธ์ก็แน่นขึ้นอีกหนึ่งชั้นด้วย ได้ลองผิดลองถูกแก้ปัญหา หนทางข้างหน้ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ

รัชนีวรรณ

วายุ พูดถึง หนูนา

วายุเล่าว่า การสร้าง 4 Seafood ไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงนั้นทำงานกับพี่หนูนาบ่อยๆ ก็คิดว่าจะชวนพี่นาดีไหม สองจิตสองใจแต่ในที่สุดก็ชวน เอาโปรเจกต์ในหัวไปขาย อยากขายปู เพราะเนื้อปูที่ปราณบุรีมีความหวานที่ไม่เหมือนใคร โชว์จุดแข็งสินค้าก่อน

“ปูบ้านหนูนี่มันดีมากเลยน้า อร่อย เนื้อหวานๆๆๆ พูดน้ำไหลไฟดับ พี่จะเอากับหนูไหม ถ้าพี่เอาก็ทำเลย คำตอบที่ได้คือ ก็เอาดิ”

สำหรับวายุแล้ว หนูนาเป็นพี่สาวที่จริงจังกับการทำงาน มีความมุ่งมั่นรอบรู้ และละเอียดละออทุ่มเท โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ขอยกให้เป็นหน้าที่พี่หนูนา ส่วนเรื่องการทำอาหารคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ขอเป็นหน้าที่วายุ

“เรื่องอาหาร ระดับพี่นาแค่ไข่เจียวก็หรูแล้ว เคยให้พี่นาช่วยเรื่องอาหาร ทำให้ได้รู้ว่า 1.พี่นาบีบมะนาวไม่เป็น 2.หั่นหัวหอมไม่เป็น 3.ปอกกระเทียมไม่เป็น อื่นๆ อีกมากมาย เอาเป็นว่าอย่าให้พี่นาเข้าครัวอีก (ฮา) พี่นาช่วยทำอย่างอื่นนะคะ แฟนๆ โฟร์ซีฟู้ดอ่านเรื่องของเราแล้วอย่าลืมอุดหนุนข้าวขยำปูที่อร่อยมากของเราล่ะ”

รจนา

 

‘เที่ยว’ สร้างประสบการณ์แบบหนุ่มสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491381

‘เที่ยว’ สร้างประสบการณ์แบบหนุ่มสตาร์ทอัพ

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

มหศักย์ สุรกิจบวร ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง “ซอร์ท” บริษัท ซอร์ทเอาท์ โปรแกรมจัดการสต๊อกสินค้าออนไลน์ เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี หนึ่งในนักธุรกิจสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ในวัย 25 ปี ที่ต้องสร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจของซอร์ทต้องถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเปิดดำเนินการมา 18 เดือน ปัจจุบันมีลูกค้าราว 500 ราย ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีที่ต้องการโซลูชั่นในการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งเป็นโอกาสธุรกิจของซอร์ท

มหศักย์ เล่าว่า เริ่มสนใจและฝึกงานการทำธุรกิจเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ ตั้งแต่สมัยอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิต จุฬาฯ จากการชักนำของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน ทำตั้งแต่รับออร์เดอร์ ส่งของ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง ขณะเดียวกันมีความฝันอยากเป็นมหาเศรษฐีแบบโทนี่ สตาร์ค แห่งไอรอนแมน จึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาตรีวิศวะเครื่องกลและปริญญาโทด้านหุ่นยนต์

หลังจากจบแล้ว มหศักย์ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง เริ่มจากพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยเหลือคนพิการ ซึ่งพอทำไปได้สักพักมองเห็นว่ายังเป็นเรื่องที่ไกลตัวผู้บริโภค ขณะเดียวกันบริษัทของพี่ที่เคยไปฝึกงานด้วย มีปัญหาระบบบริหารจัดการธุรกิจ จึงมองเห็นเป็นโอกาสที่จะนำเสนอธุรกิจโปรแกรมจัดการสต๊อกสินค้าออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง

“ผมไม่เคยคิดเป็นลูกจ้างบริษัท ไม่เคยสมัคร มีความต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบการ มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ประกอบกับที่บ้านมีทุนซัพพอร์ตส่วนหนึ่ง และตัวเองมีเงินเก็บ ที่จะสามารถลองผิดลองถูกได้ระดับหนึ่ง และเลือกที่จะทำในสิ่งที่เข้าใกล้กับเป้าหมายที่วางไว้ “ มหศักย์ กล่าว

สำหรับการทำธุรกิจของมหศักย์เหมือนกับการเล่นเกมที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความเร็วและทิศทาง แต่ให้ความสำคัญกับความเร็วมากเกินไป ก็จะละเลยกับสิ่งที่อยู่รอบข้าง หรือถ้าให้ความสำคัญกับทิศทางมากไป ก็จะทำให้จมอยู่ในเกมนั้นๆ ซึ่งอาจทำให้พลาดและไม่ไปไหน

เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตต้องมีความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งมหศักย์เลือกที่จะเติมพลังให้ตัวเองด้วยการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ การพบเจอสิ่งใหม่ๆ คนใหม่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวที่ผ่านมา เขาเดินทางไปหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี สิงคโปร์ อังกฤษ แคนาดา และจีนเฉลี่ยปีละ 1-2 ครั้ง

“การที่ผมชอบเดินทางคนเดียวถือเป็นความท้าทาย เพราะเมื่อก่อนเคยมีปัญหาการเข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียว จึงพยายามแก้ไขได้โดยการไปเข้าสังคม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเข้าชมรมหมากกระดาน การเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว กิจกรรมแบบนี้ช่วยให้เราพยายามที่จะเข้าสังคม ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ชอบอยู่คนเดียว” มหศักย์ กล่าว

นอกจากนี้ การเดินทางไปที่ไกลๆ แยกตัวออกจากธุรกิจบ้าง ทำให้มองกลับมาแล้วสามารถคิดในมิติอื่นๆ และมีมุมองใหม่ๆ ที่ทำให้สามารถกลับมาทำงานต่อได้อย่างมีพลังที่มากขึ้น

มหศักย์เหมือนกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพหลายๆ รายที่เริ่มต้นพัฒนาธุรกิจ ที่จะต้องมีการลองผิดลองถูกหลายๆ ครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องมีเป้าหมายและวิธีที่จะสร้างแรงผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายได้ คือต้องกระหายในความสำเร็จ ซึ่งวิธีหนึ่งที่ปฏิบัติ คือการซึมซับความสำเร็จของคนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์

“การศึกษาประวัติวิธีคิดของคนเหล่านี้ จะช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปถึงเป้าหมาย เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความอิจฉา มีความทะเยอทะยานที่จะประสบสำเร็จอยู่แล้ว”

นี่คือแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในของนักธุรกิจสตาร์ทอัพหนุ่มอย่าง “มหศักย์ สุรกิจบวร” และถูกผลักดันออกมาสู่ภายนอกจนกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์เศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

 

วันว่างของครูหยุย อ่านหนังสือ เล่นกีฬา เต็มพลังชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491380

วันว่างของครูหยุย อ่านหนังสือ เล่นกีฬา เต็มพลังชีวิต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

 เส้นทางนักอ่านของ ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ในช่วงวัยหัดอ่าน หัดเขียน และยิ่งอ่านยิ่งติดใจ จนกลายเป็นกิจวัตรที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในวัย 62 ปี ทำให้มีหนังสือในครอบครองกว่าหมื่นเล่มหลากหลายแนว โดยเฉพาะกับนิยายกำลังภายใน ในฐานะแฟนคลับตัวยงจนมีหนังสือแทบทุกเล่มของ ‘โกวเล้ง’

“ตอน ป.1 พี่ข้างบ้านเป็นร้านขายของ เขาชอบอ่านหนังสือกำลังภายใน พอมีคนมาซื้อของ เขาวางหนังสือ เราก็ไปหยิบหนังสือมาอ่าน ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนหลังๆ เขาก็เอาหนังสือเก่าที่อ่านจบแล้วมาให้เรายืมอ่าน หรือร้านทำผมที่มีนิตยสารวางไว้ เราก็ชอบไปอ่าน จนกลายเป็นคนสายตาสั้นไปแบบไม่รู้ตัว”

ครูหยุยเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบอ่านหนังสือ รู้แต่ว่าอ่านแล้วสนุก มีความสุข ยิ่งอ่านหนังสือกำลังภายในยิ่งติดจนต้องอ่านต่อเนื่องเรื่อยมา แต่พอโตก็อ่านหนังสือแนวอื่นไปเรื่อยๆ ช่วงเรียนปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ไม่ค่อยเข้าเรียนไปขลุกอยู่ในห้องสมุดอ่านหนังสือ ทั้งพวกปรัชญาการศึกษา หรือแนวสังคมนิยม พวกมาร์กซิสม์ สตาลิน ฯลฯ

 แน่นอนว่านักเขียนคนโปรดในฝั่งนิยายกำลังภายในหนีไม่พ้น ‘โกวเล้ง’ และเล่มโปรด คือ ‘ฤทธิ์มีดสั้น’ จุดเด่นในนิยายของโกเล้งจะอยู่ที่ทุกเรื่องจะสอดแทรกเนื้อหาเรื่อง ‘คุณธรรม’ ไว้ทุกเรื่อง ทำนองธรรมะต้องชนะอธรรม ส่วนฝั่งนิยายไทย นักเขียนที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ‘ยาขอบ’ เล่มโปรด คือ ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ โดยจุดเด่นของยาขอบคือเรื่องลีลาการใช้ภาษาที่สวยงาม หรือแนวคาวบอยที่ตามอ่านงานของ ‘หลุยส์ ลามูร์’ แบบเกาะติด

ผลพลอยได้จากนิสัยรักการอ่านยังเอื้อต่อบทบัญญัติในสภานิติบัญญัติที่จะต้องพิจารณากฎหมายจำนวนมาก ยิ่งในฐานะเป็นรองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย ด้วยยิ่งต้องอ่านมากเป็นพิเศษ ซึ่งครูหยุยบอกว่าไม่ใช่แค่อ่านกฎหมายทุกฉบับ แต่ต้องอ่านอย่างน้อยฉบับละ 3-4 รอบตั้งส่งมาถึง สนช. จนถึงก่อนลงมติสุดท้าย โดยใช้เวลาช่วงเช้าที่มาถึงสภาตั้งแต่เวลา 06.30 น.แทบทุกวัน

นอกเหนือจากงานปกติ ครูหยุยแบ่งเวลาอ่านหนังสือที่ชอบออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงเช้า ช่วงเย็น และก่อนนอน จะมากบ้างน้อยบางแล้วแต่มีเวลามากน้อยแค่ไหน หรือจะเดินทางไปไหนก็ต้องมีหนังสือติดตัวไปด้วยตลอด ถ้าไปหลายวันก็ต้องติดตัวไปหลายเล่ม นั่งรถไปก็อ่านไป อ่านเรื่องนี้ค้างไว้แล้วไปอ่านเรื่องอื่นต่อได้ไม่สะดุด

“หนังสือใหม่ๆ ก็อ่าน แต่รู้สึกชอบหนังสือเก่าๆ มากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังอ่านซ้ำอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ที่อ่านอยู่คือนิยายชุดอาวุธของโกวเล้ง ที่กลับมาอ่านซ้ำอีกรอบ ยิ่งอ่านยิ่งมีมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เห็น เหมือนจะอ่านแบบละเมียดมากขึ้น แต่ก่อนอาจรีบๆ”

 ครูหยุย เล่าว่า เดี๋ยวนี้มีงานหนังสือก็ง่ายขึ้น สามารถไปหาซื้อหนังสือเก่าๆ ราคาไม่แพง ไปทีหนึ่งก็ได้หนังสือติดไม้ติดมือกลับมาหลายเล่ม ทุกวันนี้มีหนังสือเก็บไว้ที่บ้านกว่าหมื่นเล่ม แต่ที่น่าเสียดายคือช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่บ้านถูกน้ำท่วมสูงกว่าเอวทำให้หนังสือที่สะสมไว้เสียหายไปหลายร้อยเล่ม ปัจจุบันต้องแบ่งหนังสือไปเก็บไว้ที่ทำงานที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กป้องกันไม่ให้น้ำท่วมอีกรอบ

อีกด้านครูหยุยยังเป็นนักกีฬาที่เล่นกีฬาเป็นเกือบทุกอย่าง ทั้งฟุตบอลและบาสเกตบอล แต่ด้วยปัญหาเรื่องสายตาสั้นทำให้ต้องเปลี่ยนแนวมายัง ‘กรีฑา’ ซึ่งเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยกวาดเหรียญ กวาดถ้วยมาหลายรุ่น ตั้งแต่วิ่ง 400 เมตร 800 เมตร 1,500 เมตร ไปจนถึง 1 หมื่นเมตร ปัจจุบันก็ยังพยายามหาเวลาว่างออกกำลังกายทั้งการปั่นจักรยาน เดิน วิ่ง ชกลม วิ่งไปทักทายลูกบ้านไปในฐานะประธานหมู่บ้าน

อีกมุมหนึ่งที่แทบไม่มีใครรู้คือลีลาการร้องเพลงที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง แถมมีดีกรีเป็นนักร้องประจำในบาร์หารายได้พิเศษในช่วงวัยรุ่น ก่อนต้องมาทิ้งไมค์ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ทว่าปัจจุบันก็ยังนัดพรรคพวกเพื่อนฝูงไปร้องเพลงสังสรรค์กันอยู่เป็นประจำ แถมล่าสุดลงทุนซื้ออุปกรณ์คาราโอเกะมาติดตั้งในห้องสมุดที่บ้าน ไว้คอยซ้อม

“ร้องได้ทุกแนวแต่ถนัดซอฟต์ร็อกพวกแนว อัสนี-วสันต์ คาราบาว เดี๋ยวนี้พอจะร้องก็ปิดประตู ปิดหน้าต่างเปิดแอร์ร้อง เสียงจะได้ไม่ไปรบกวนข้างบ้าน ร้องทีหนึ่งก็ 3 ชั่วโมง ไล่ไปจากเบาๆ แต่คาราโอเกะข้อเสียคือทำให้ไม่ต้องจำเนื้อ ไม่ต้องฟังจังหวะ ร้องตามตัวอักษร แต่จะให้ดีต้องร้องกับวงดนตรี คอยจับจังหวะเอา” กิจกรรมเหล่านี้ ล้วนแต่ส่งเสริมเติมเต็มการใช้ชีวิต ทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านตัวหนังสือ กีฬา และเสียงเพลง

 

‘นาดิม’ สร้างสรรค์งานนอกกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491379

‘นาดิม’ สร้างสรรค์งานนอกกรอบ

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย/ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บริษัท มัดแมน หรือ MM เพิ่งเป็นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นเจ้าของแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ แบรนด์เสื้อผ้า เกรย์ฮาวด์ เกรย์ฮาวด์คาเฟ่ ดังกิ้นโดนัท และไอศกรีมบาสกิ้น รอบบินส์

“นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี” นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้บริหารมืออาชีพที่เข้าบริหารงาน นาดิม เป็นชาวเลบานอนตอนอายุ 15 ปี ย้ายมาอยู่ไทย ครอบครัวทำธุรกิจซักรีดให้กับโรงแรม ส่วนคุณพ่อทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับโรงแรมไปด้วย โดยในช่วงอายุ 20 ปี ได้ไปช่วยงานคุณพ่อ ที่ไฮแอท จ.เชียงใหม่ ถูกชวนมาทำงานด้านโรงแรมอย่างเต็มตัว

ขอไปทำงานยากเพื่อเติบโตได้เร็วกว่าคนทั่วไป

ตั้งคำถามว่าถ้าตัดสินใจทำงานโรงแรมจะได้อะไร ไฮแอทเสนอให้ทุนเรียนสาขาการโรงแรมที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจบจะต้องทำงานให้กับไฮแอท 5 ปี ชอบทำงานยากที่สุดที่ไม่มีใครอยากไป เช่น โรงแรมบนเกาะเล็กๆ เพราะต้องการเติบโตเร็วกว่าคนอื่น การทำงานไปทั่วโลก ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น

งานสุดท้ายในด้านโรงแรมคือ ทำงานที่โรงแรมดุสิต จ.กระบี่ อีกประมาณ 5 ปี รวมประสบการณ์ในสายนี้เป็นเวลามากกว่า 20 ปี จึงรู้สึกอิ่มตัว

การได้ทำงานทั่วโลกเป็นโอกาสที่ดีได้เรียนรู้วัฒนธรรมของทั่วโลก จึงได้เรียนรู้เรื่องที่ยากที่สุดคือวิธีบริหารจัดการคนจากมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปให้ทำงานร่วมกันได้ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสุดที่ได้รับจากการทำงานด้านโรงแรม ในยุคปัจจุบันบริษัททั่วไปจะมีทรัพยากรบุคคลที่มีหลากหลายรุ่นอายุ ทำให้มีช่องว่างระหว่างวัยสูงจึงมีความคิดต่างกันมาก ทำให้คนที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้จะต้องมีอีคิวที่สูง ซึ่งมีความสำคัญที่สุด

ชอบคิดนอกรอบสร้างสรรค์งานเอง

หลังจากนั้นได้เข้าทำงานด้านดีเทลกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาปี 2540 จะนำแบรนด์กาแฟสตาร์บัคส์เข้าไทยจึงหาคนมาช่วยดูแล ตอนนั้นตัวเองยังไม่รู้จักสตาร์บัคส์ แต่ตัดสินมาทำงานเพราะต้องการหยุดงานด้านโรงแรมที่ต้องไปอยู่ในต่างประเทศ เพราะต้องการกลับมาอยู่กับครอบครัว ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกกำลังเติบโตสาขาแรกของไทยในฐานะผู้จัดการทั่วไปในปี 2541 จนครบ 40 สาขาแรก

ปี 2543 ตัดสินใจย้ายมาทำงานกับบริษัทที่ทำงานปัจจุบันคือ มัดแมน ซึ่งทำจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 13 ปี งานแรกต้องต้องพลิกฟื้นธุรกิจที่มีปัญหาหนักจากพิษปัญหาเศรษฐกิจต้มยำกุ้งธุรกิจเริ่มดีขึ้น จนเปลี่ยนเจ้าของมาเป็นบริษัท ทรัพย์ศรีไทย (SST) และบริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

“ช่วงที่ลาออกจากสตาร์บัคส์ตอนนั้นถูกภรรยาต่อว่า เพราะออกจากบริษัทมีชื่อเสียงมาก สตาร์บัคส์เก่งมากแต่เขาควบคุมทุกอย่างมาจากสหรัฐ แต่การทำงานผมชอบคิดเองสร้างสรรค์งานเอง ทำให้ไม่สามารถคิดนอกรอบได้ จึงตัดสินใจลาออกมาเพราะขาดความท้าทายในการทำงาน”

กำลังใจคือสร้างความมั่นใจให้คนรอบตัว

ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความเก่งในตัวเอง แต่มีหลายคนขาดความมั่นใจ ดังนั้น การทำให้คนเก่งมีความมั่นใจและมีความเชื่อในความสามารถของตัวเองออกมาให้ทำงานร่วมกันได้ เพื่อนำองค์กรพบความสำเร็จ เพราะตัวผมเองคนเดียวไม่สามารถทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ หากไม่มีทีมงานมาช่วยนำไอเดียที่ผมคิดไปทำต่อ ซึ่งสิ่งที่สร้างกำลังใจที่สุดในชีวิตผมคือ การสร้างความมั่นใจให้คนที่อยู่รอบตัว

โดยเฉพาะลูกที่เลี้ยงแบบเพื่อนคุยปรึกษาได้ทุกเรื่อง เพราะช่วงผมเป็นเด็กไม่เคยปรึกษาอะไรกับคุณพ่อ เพราะจะถูกมองว่าเรายังเด็กต้องเรียนรู้อีกมาก ซึ่งคนมองว่าทุกๆ คนมีคุณค่าแม้อยู่ในวัยเด็กที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างได้เอง

ตัวอย่างวิธีการทำงานหนึ่งที่สอนพนักงานฝ่ายการตลาดในบริษัทคือ ใช้เวลาทำงานในออฟฟิศ 30% อีก 70% ให้ออกไปข้างนอก เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกระแสธุรกิจรีเทลที่เปลี่ยนแปลงทุกนาที เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานได้ทัน

และนี่คือวิธีการบริหารและทำงานของ “นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี”

 

ดอกไม้ คิดจะปลูก ปลูกไปเถอะบนโลกใบนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491375

ดอกไม้ คิดจะปลูก ปลูกไปเถอะบนโลกใบนี้

โดย…มัลลิกา

 เมื่อปณิธานตัวเองมาตั้งแต่ยังเยาว์ว่าอยากช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่า ทำให้ภาพที่ผู้คนซึ่งรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับ อรทัย มณีประสพโชค คือการใช้ชีวิตอยู่กับการทุ่มเทเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าจะทำงาน ท่องเที่ยว ทุกจังหวะการใช้ชีวิตของเธอนำมาซึ่งประโยชน์สุขต่อผู้อื่นด้วยเสมอ

ส่วนผู้คนที่ไม่ได้เคยรู้จักมักจี่อรทัยมาก่อน สิ่งที่เธอกระทำตั้งแต่วัยเยาว์จนกระทั่งมีครอบครัว มีสามี และลูก 2 คน อาจจะเกิดคำถามว่าเพราะเหตุใด? เธอถึงมีจิตอาสา มีจิตใจที่เกื้อกูลต่อผู้อื่น ซึ่งถ้าให้เธอตอบเป็นถ้อยคำ ง่ายๆ สั้นๆ แค่นี้เอง

“ทำดีทำไมต้องคิด” แต่หากจะพิจารณาจากการกระทำของเธอแล้ว เวลานับสิบๆ ปีนั้น ‘เธอช่างมีความสุข’ นั้นก็เพียงพอแล้วนี่นา

“เกิดในครอบครัวหย่าร้าง แม่ดูแลลูก 6 คน ต้องต่อสู้ชีวิตแบบคนไม่มีความรู้ ได้เห็นความเศร้า ลำบากของแม่ ทำให้เห็นใจคนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน ไม่มีพลัง หรือกำลังใจที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ทำให้ซึมซับและบอกกับตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมจน และถ้าฉันมี ฉันจะช่วยเหลือเด็กๆ ให้มีพลังต่อสู้แบบฉัน จึงต่อสู้จนมีวันนี้ ทำมาทุกงาน แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ พาคนแก่ข้ามถนน สอนหนังสือเด็ก เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้”

อรทัยเกษียณตัวเองเมื่อวัย 45 ปี นับจากวันนั้นก็สิบกว่าปีแล้ว แต่เธอยังทำงานอยู่ ทว่างานที่ทำคืองานช่วยเหลือผู้อื่น เป็นจิตอาสาในหลายๆ โครงการ แต่งานประจำของเธอเลยก็คือการสอนหนังสือเด็กแถวละแวกบ้าน

“สังคมการศึกษาบ้านเราอ่อนแอมาก รัฐสนับสนุนมีหนังสือดีๆ หายากมาให้อ่าน แต่เด็กอ่านหนังสือไม่ได้จะมีประโยชน์อะไร อย่างภาษาอังกฤษเด็กไทยอ่อนมาก เราไปสอนพ่อแม่เองยังบอกเลยว่า จะสอนไปทำไม เดี๋ยวลูกจบมาก็ไปปลูกผักปลูกหญ้าไม่ได้ใช้หรอก มันเป็นทั้งระบบเลย”

เมื่อก่อนอรทัยสอนหนังสือเด็กที่โรงเรียนวัดลำกระดาน เขตคลองสามวา สอนอยู่ 4 ปี สัปดาห์ละ 2 วัน

“ไม่ได้จบครูมา เรียนโฆษณาประชาสัมพันธ์จบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเรียนคอร์สเอ็มบีเอ เกี่ยวกับธุรกิจกจอสังหาริมทรัพย์ ช่วยแฟนดูแลการเงิน อยากสอนหนังสือเด็กก็เดินเข้าไปขอครูใหญ่ สอนฟรีเหมือนอาสาสมัคร สอนเด็กชั้น ป.5 ป.6 สอน 1 คนต่อเด็ก  45 คน ก็มาคิดว่าเราทำแบบนี้ไม่ได้ประโยชน์ เราก็เลยค่อยๆ ฟีดออกมา มาสอนเฉพาะเด็กที่สนใจจริงๆ ไม่กี่คน

“อย่างตอนนี้ทำงานจิตอาสาอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมลำลูกกา พอเลิกเรียนรับเด็ก 4-5 คน ไปสอนหนังสือต่อที่วัดธัญญะผล ลำลูกกาคลอง 8 เด็กสมัครใจมาเรียน แล้วมีเด็กหนึ่งคนที่เราช่วยดูแลตั้งแต่ชั้น ป.3 ตอนนี้เขาอยู่ม.2 แล้ว ที่บ้านยากจน เมื่อก่อนสอนทุกวันอังคารกับพฤหัสบดี ตอนนี้สอนเขาเฉพาะวันศุกร์

อรทัยบอกว่า เธอไม่ได้สอนหนังสือแค่เด็ก แต่เจาะลึกไปถึงครอบครัวของเขาว่ามีปัญหาอะไรยังไง

“เราอยากผลักดันเขา วัชพืชเยอะ ดอกไม้จะโผล่ขึ้นมาก็ยาก สิ่งแวดล้อมเขาไม่ดี แต่เขาสามารถเลือกที่จะเป็นดอกไม้หรือวัชพืชได้ เราเข้าไปช่วยเปิดโอกาสได้แค่นี้ แต่เขาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย ต้องเลือกให้ตัวเองอยากเป็นอะไร”

เธอยังบอกว่าที่ค่อนข้างสนใจให้ความช่วยเหลือเด็ก เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

“ถ้าเราปลูกวันนี้ภายหน้าเขาจะเป็นต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น สวยงาม ถ้าเราไม่สร้างรากฐานตอนนี้ เด็กเมื่อโตแล้วดัดลำบาก เราทำตรงนี้ไม่ได้ลำบากอะไร สอนเด็กหนึ่งคน หนึ่งชั่วโมงต่อวัน แต่วันข้างหน้าเขาจะแผ่ออกลูกออกหลาน ประเทศไทยเราก็จะมีต้นไม้ที่สวยงาม”

นอกจากงานสอนหนังสือแล้ว เป้าหมายชีวิตของอรทัยคือท่องเที่ยว เติมเต็มความสุขให้ชีวิต หากระหว่างการเดินทางและหลายจุดหมายนั้น คือการช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากไร้ไปด้วย ไม่ว่าจะบนผืนแผ่นดินไทยหรือต่างชาติ

“ตอนอายุ 35-36 ปี เรามีลูก 2 คน แล้วเราทำงานหนักมาก เปิดบริษัทเอง ผลิตยารักษาสัตว์ นอนตี 2 ตื่นเช้า ต้องติดลำโพงที่ห้องลูก ลูกร้องรีบวิ่ง ชีวิตช่วงนั้นหนักมาก มีสาขาอยู่เกือบ 40 แห่ง ก็เลยคิดกันกับแฟนว่าถ้าอายุ 40 เขา 45 เราจะหยุดทำงาน

“อันดับแรก เราต้องพอ ไม่ต้องมีบ้านหลังละ 10 ล้าน เราก็อยู่ได้ คิดว่าความพอดีของชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน จากนั้นเราก็เที่ยวไปทำบุญไป ขึ้นดอยไปสร้างห้องน้ำ ตอนนี้ไม่ทำอะไรกันเลย เที่ยวกับทำบุญ ใครไปเจออะไรดีๆ ก็จะมาเล่า แฟนออกไปทำเกี่ยวกับมูลนิธิ เราไปสอนหนังสือ

“ดอกไม้คิดจะปลูก ปลูกไปเถอะในโลกนี้ ไม่ต้องจำกัดว่าจะต้องทำอะไร เจออะไรเราก็ทำไปหมด เจอสัตว์ป่วยให้ลูกไปฉีดยาให้แมว ช่วยกันทำคนละนิดคนละหน่อย เวลาไปเที่ยวเราพกสมุด ดินสอ ยางลบไปด้วยเสมอเอาไปแจกเด็กๆ เป็นของคุณค่าทางใจ แจกขนมผู้ใหญ่ เราทำเพื่อให้รู้ว่าโลกมันไม่ได้โหดร้าย เราขึ้นดอยทุกปี น้ำ ไฟ ไม่มี อาหารการกินก็แย่ เราไปเริ่มกินอยู่กับเขา ก็ทำเรื่อยๆ แรกๆ ไปที่ยวเยี่ยมเขาเอาของไปให้ พอเราทำมีความสัมพันธ์ก็สอนหนังสือ ต่อไปจัดปีใหม่ เขาของขวัญไปแจก ไปอมก๋อย ภูเขาทุกลูกบนอมก๋อยเราไป ไปมา 10 ปีเต็มแล้ว”

แต่ละคนออกแบบชีวิตแตกต่างกันไป แต่สำหรับอรทัย ถึงเลือกที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมการแบ่งปันความสุข

“เปรียบความสุขได้กินของโปรด ความสุขที่ 1 คือ ได้กินของถูกปาก ความสุขที่ 2 คือ เห็นคนที่เรารักได้กินของที่เราแบ่งปันให้อย่างมีความสุข และความสุขที่ 3 คือได้เห็นคนอื่นแบ่งปันให้คนอื่นกินอย่างอร่อย ผู้มีจิตอาสาเมื่อได้ทำสม่ำเสมอจะรู้สึกถึงความสุขที่ 1 ที่ 2 ละเอียดขึ้น แม้จะไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ เราเริ่มกันจากจิตที่เป็นกุศลต่อตัวเองก่อน โดยเลือกงานใกล้ตัวในแบบของเรา สังคมงดงามเริ่มจากใจของเราเป็นกุศลจิตอาสา ไม่ต้องกังวลว่าจะทำได้ไม่ดี ทำไปกลัวคนอื่นมอง ทำแล้วจะมีผลอะไรตามมา”

อรทัยส่งท้ายแนวความคิดจิตอาสาของเธอว่า

“บอกตัวเองเราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ อยากเห็นโลกสวยงามไหม รอให้ตัวเองมีก่อน รวยก่อน ไม่มีวันที่คุณจะพร้อมหรอกค่ะ เพราะมนุษย์มีกิเลสอยู่ตลอด แค่คุณกล้าก้าวออกมาแค่นั้นเอง แล้วคุณจะพบความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการ ‘ได้’ แต่เป็นสุขที่เกิดจากการ ‘ให้’ สุขที่คุณต้องค้นพบด้วยตัวเอง ก่อนที่คุณจะหมดเวลาและลมหายใจ”

 

“รักตนิล” ชื่อพระราชทานพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490940

"รักตนิล" ชื่อพระราชทานพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก

โดย…วรธาร

หลายคนเคยเห็นต้น หรือผักกระสัง (Peperomia) พรรณไม้ล้มลุกที่ลำต้นมีความเปราะหักง่าย ความสูงประมาณ 15-30 ซม. ลำต้นและใบสีเขียวและอวบน้ำ พบได้ทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก ในประเทศไทยมีสิบกว่าชนิด ซึ่งพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

ทว่าเมื่อปีที่แล้วมีการค้นพบพืชสกุลผักกระสังชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่ของประเทศไทย โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) บางเขน

รักตนิล คือ พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกที่กล่าวถึง ซึ่งทางผู้วิจัยได้ค้นพบขณะการดำเนินการวิจัยโครงการการพัฒนาพืชสกุลผักกระสังให้เป็นไม้ประดับเชิงการค้า โดย ผศ.ดร.เฉลิมพล สุวรรณภักดี ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. หัวหน้าโครงการฯ ร่วมกับ รศ.ดร.ประศาสตร์ เกื้อมณี ภาควิชาพฤกษศาสตร์ ผศ.ดร.พัชรียา บุญกอแก้ว ผศ.ดร.เฌอมาลย์ วงศ์ชาวจันทร์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มก. ดร.ปิยะเกษตร สุขสถาน นักวิชาการพฤกษศาสตร์ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จ.เชียงใหม่ และ ศ.ดร.ประนอม จันทรโณทัย ศูนย์วิจัยอนุกรมวิธานประยุกต์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผศ.ดร.เฉลิมพล

ก่อนมาเป็น ‘รักตนิล’ ชื่อพระราชทาน

ผศ.ดร.เฉลิมพล หัวหน้าวิจัยโครงการการพัฒนาพืชสกุลผักกระสังให้เป็นไม้ประดับเชิงการค้า เล่าว่า จากการเดินทางสำรวจและเก็บรวบรวมวัตถุดิบในพื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้ในโครงการวิจัย ก็ได้พบพืชชนิดนี้บริเวณภูเขาหินปูน ที่ จ.เลย มีลักษณะแตกต่างไปจากพืชสกุลผักกระสังชนิดอื่นๆ ที่เคยเจอ โดยจะมีความสวยงามแปลกตาจากพันธุ์อื่น กล่าวคือลำต้นและก้านเป็นสีแดง ส่วนใบออกเขียวมรกต ความสูงอยู่ที่ประมาณ 10-20 ซม.

หัวหน้าโครงการวิจัย เล่าต่อว่า พอเห็นว่าเป็นชนิดที่สวยงามและเหมาะกับการพัฒนาให้เป็นไม้ประดับเชิงการค้าเป็นไปตามโครงการฯ จึงพยายามสืบค้นดูว่าก่อนนี้มีใครค้นพบพรรณไม้ชนิดนี้แล้วหรือยัง ครั้นพอรู้ว่ายังไม่มี ผักกระสังตัวนี้จึงกลายเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก

หลังจากนั้นจึงร่วมตั้งชื่อกับ ศ.ดร.ประนอม จันทรโณทัย อาจารย์จากศูนย์วิจัยอนุกรมวิธานประยุกต์ ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระนามสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์

“มีชื่อว่า Peperomia sirindhorniana C. Suwanph. & Chantar. ทั้งนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในวันครบรอบพระชนมายุ 5 รอบ และเพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีแก่วงการพฤกษศาสตร์

“เนื่องจากทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดยมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนหันมาสนใจและให้ความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรพืช พร้อมกันนี้พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อไทยว่า ‘รักตนิล’ ซึ่งมีความหมายว่า แดง-เขียว เนื่องจากพืชชนิดนี้มีลำต้นและก้านใบสีแดง มีใบสีเขียวเข้ม หรือ สีมรกต”

ปัจจุบันรักตนิลพืชชนิดใหม่ของโลกนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสารคิว (Kew Bulletin) ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวารสารที่เก่าแก่ทางด้านอนุกรมวิธานพืช

หัวหน้าโครงการพูดถึงรักตนิลว่าเป็นพืชล้มลุกที่ไม่สูงมากอยู่ที่ประมาณ 10-20 ซม. ความโดดเด่นที่เป็นเสน่ห์ของมันคือลำต้นและก้านสีแดง ส่วนใบสีเขียวมรกต ตัดกันสวยงาม เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย สองสามวันรดน้ำก็ได้ ชอบอยู่ในสภาพพื้นที่ที่เป็นภูเขาหินปูน

“ตอนนี้กำลังทำเรื่องการขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงศึกษาเรื่องการปลูกเลี้ยง เนื่องจากเป็นพืชป่าเวลาเอามาปลูกเลี้ยงจะยากนิดหนึ่ง ต้องใช้เวลาในการศึกษาธรรมชาติของเขาสักพักหนึ่ง คาดว่าปีหน้าน่าจะเปิดตัวเป็นไม้ประดับชนิดใหม่ได้ พร้อมกันนี้ก็เชื่อว่าคนไทยจะได้ประโยชน์ กล่าวคือได้ไม้ประดับชนิดใหม่ทดแทนการนำเข้าในอนาคตอย่างแน่นอน”

ผศ.ดร.พัชรียา บุญกอแก้ว

การขยายพันธุ์คือการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.พัชรียา บุญกอแก้ว ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร และรองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเกษตร รับผิดชอบด้านการขยายพันธ์ุและการปลูกเลี้ยง เล่าว่า ด้วยความที่เป็นโครงการพัฒนาพืชสกุลผักกระสังให้เป็นไม้ประดับเชิงการค้า

ดังนั้น จึงไม่ใช่การสำรวจค้นพบแล้วจบตรงนั้น แต่อาจารย์เฉลิมพลมองถึงการขยายพันธุ์ การปลูกเลี้ยงและการปรับปรุงพันธุ์ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ในเชิงการค้าได้ในอนาคต

“ดิฉันดูในเรื่องการเพิ่มจำนวน ก็คือในส่วนของการขยายพันธ์ุและการปลูกเลี้ยง ทำให้คนได้รู้จักการปลูกเลี้ยงอย่างกว้างขวางโดยที่ไม่ต้องไปนำต้นมาจากป่าจนมันสูญพันธุ์ไป ซึ่งถ้าเราช่วยให้เขารู้วิธีการขยายพันธุ์และวิธีการปลูกเลี้ยงก็ถือเป็นวิธีการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนและสามารถตอบโจทย์ในเชิงการค้าได้ด้วย”

สำหรับเทคนิคการขยายพันธ์ุและการปลูกเลี้ยงนั้น ผศ.ดร.พัชรียา ได้นำกิ่งของต้นรักตนิลมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ จากนั้นต้นรักตนิลจะแตกยอดใหม่ เลี้ยงจนได้ต้นที่มีลักษณะแข็งแรง แล้วนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) โดยนำยอดอ่อนมาฟอกฆ่าเชื้อและเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์เพื่อเพิ่มจำนวนต้น ซึ่งเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้สามารถเพิ่มจำนวนต้นได้มากในเวลาอันรวดเร็ว

“อาจารย์เฉลิมพลจะให้ตัวอย่างมาหนึ่งก้านยาวประมาณ 15 ซม. เราก็เอามาทำพอให้รอดชีวิตโดยการปักชำ พอเขาแตกยอดใหม่ก็นำยอดใหม่นั้นมาขยายพันธุ์ โดยใช้เทคนิคการขยายพันธุ์ที่เรียกว่า Tissue Culture หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ นำใบออกเอามาฟอกแต่ข้อของรักตนิล มาขยายพันธ์ุเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์ คล้ายอยู่ในสภาพปลอดเชื้อเพื่อไม่ให้เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียไปทำลาย

“จากกิ่งก้านเดียวนี้เราสามารถเพิ่มจำนวนได้เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนต้นตามที่เราต้องการได้ แต่ก็ต้องดูว่าเพิ่มแล้วต้องมีพื้นที่ในการปลูกเลี้ยงเขาอย่างเพียงพอ ตอนนี้มีต้นอยู่ประมาณ 500 ต้น เพื่อที่จะทดสอบในการปลูก ส่วนต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นเพิ่มจำนวนในขวดไปเรื่อยๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราสามารถเพิ่มจำนวนในสภาพปลอดเชื้อได้สำเร็จ ได้สูตรอาหารที่เหมาะสมกับเขา”

อาจารย์พัชรียา กล่าวต่อว่า ตอนที่รักตนิลอยู่ในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น ลำต้นยังเป็นสีเขียวเหมือนพืชทั่วไปยังไม่ออกสีแดง เวลาเอาออกไปปลูกจึงต้องหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้เพื่อที่รักตนิลจะเติบโต และมีสีสันเหมือนธรรมชาติของมัน แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงการทดสอบปลูกในโรงเรือนและหาเทคนิคการปลูกที่เหมาะสม

“ปัจจุบันมีแผนส่งรักตนิลที่เราได้ขยายพันธุ์ส่งไปให้ ดร.ปิยะเกษตร สุขสถาน องค์การสวนพฤกษ์ แม่ริม จ.เชียงใหม่ หนึ่งในผู้คณะวิจัยโครงการฯ ปลูกที่เชียงใหม่ เพื่อเปรียบเทียบความเจริญเติบโตของรักตนิลในเขตภาคกลางกับภาคเหนือ

“นอกจากนี้ เราก็จะส่งต้นรักตนิลจากการเพาะเนื้อเยื่อให้กับอาจารย์เฌอมาลย์ วงศ์ชาวจันทร์ ทำให้เกิดการกลายพันธุ์หรือปรับปรุงพันธุ์ให้หลากหลายขึ้น ซึ่งอาจารย์อาจใช้เทคนิคการฉายรังสี หรืออาจรอให้ต้นโตแล้วผสมกับพันธ์ุอื่นเพื่อพัฒนาเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ดิฉันเชื่อว่าในอนาคตคนไทยเราได้ประโยชน์แน่นอนจากการวิจัยโครงการนี้”