มองภาพหัตถกรรมอนาคต เทรนด์งานฝีมืออาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2560 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490750

มองภาพหัตถกรรมอนาคต เทรนด์งานฝีมืออาเซียน

โดย…พริบพันดาว ภาพ SACICT

ตัวเลขมูลค่าการส่งออกสินค้าหัตถกรรมของไทยในปี 2559 มีมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท หรือ 8,455 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนั้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด ได้แก่ เครื่องเงินและเครื่องทอง ผลิตภัณฑ์ผ้า งานไม้ และอื่นๆ จึงนับเป็นทิศทางอันดีของการดำเนินงานส่งเสริมด้านศิลปหัตถกรรมไทย

เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ (International Innovative Craft Fair 2017 – IICF) ได้จัดงานสัมมนา Craft Trend in ASEAN ภายใต้แนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์ Future of Crafts in ASEAN โดยเชิญเหล่าผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์จากนานาประเทศในอาเซียนมาแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองของงานหัตถกรรมในแต่ละท้องถิ่นของตนผ่านการบรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมของงานหัตถกรรมและการดำเนินงานในการพัฒนาหัตถกรรมในปัจจุบัน” และกิจกรรมเสวนาเรื่อง “มองภาพหัตถกรรมในอนาคต”

ทิศทางงานหัตถกรรมในประเทศไทย

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ศศป. หรือ The SUPPORT Arts and Crafts International Centre of Thailand (Public Organization) เรียกโดยย่อว่า “SACICT” (อ่านพ้องเสียงกับคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ในภาษาไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพผสมผสานเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามโครงการส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และส่งเสริมสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ที่ผ่านมา ศศป. ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ของการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ และอนุรักษ์สืบสานคุณค่าศิลปหัตถกรรมไทย รวมทั้งต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่สากลเพื่อให้ชุมชนกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน จึงนับเป็นทิศทางอันดีของการดำเนินงานส่งเสริมด้านศิลปหัตถกรรมไทย”

ภาพรวมของงานหัตถกรรมในประเทศ โครงการพัฒนางานหัตถกรรม ทิศทางการพัฒนาในอนาคต ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่มีต่อเทรนด์ของงานหัตถกรรมในอีก 10 ปี ข้างหน้า อัมพวัน ให้ข้อมูลว่า ในปัจจุบัน SACICT มีสมาชิกอยู่ในประเทศไทยกว่า 2,500 ราย ในจำนวนนั้นกว่า 1,500 ราย เป็นสมาชิกที่มีข้อมูลอยู่ใน Crafts Map (แอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่ SACICT จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและแผนที่ของร้านค้าศิลปหัตถกรรมในประเทศไทย) ประกอบด้วยครูศิลป์ ครูช่าง ทายาทช่างศิลป์ ตลอดจนชุมชนผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม โดยสินค้าส่วนใหญ่ ได้แก่ งานสิ่งทอ เครื่องสาน งานโลหะ เซรามิก และเครื่องเงินเครื่องทอง

“ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางของการรวบรวมข้อมูลศิลปหัตถกรรมไทย แต่ SACICT ยังสนับสนุนและส่งเสริมด้านการพัฒนางานหัตถกรรมให้เหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน เพื่อสอดรับกับเทรนด์และสามารถแข่งขันในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้ มีการจัดงานนิทรรศการศิลปหัตถกรรมในประเทศ และเข้าร่วมงานนิทรรศการซึ่งเกี่ยวข้องกับงานศิลปหัตถกรรมและงานดีไซน์ในระดับนานาชาติเป็นประจำ นอกจากนี้ยังจัดงานประกวดผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ (INNOVATIVE CRAFT AWARD) เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานหัตถกรรมให้เป็นไปอย่างยั่งยืน”

สำหรับอนาคตของงานศิลปหัตถกรรมในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น อัมพวัน ชี้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การเข้าถึงงานช่างและงานหัตถกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายขึ้น

“สังเกตได้จากจำนวนสตูดิโอที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตลอดจนการรวมกลุ่มของคนที่สนใจงานช่างด้านเดียวกัน SACICT จึงต้องการนำเสนอแนวคิดของการเชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปหัตถกรรมในแขนงต่างๆ จากหลากหลายวัฒนธรรม ให้รวมกลุ่มเป็น Social Craft Network เพื่อใช้เป็นทิศทางในการวางเทรนด์ของ Craft Trends in ASEAN ในลำดับถัดไปอีกด้วย”

อินโดนีเซีย ‘ผสมผสานอดีตกับอนาคต’

ภาพรวมของงานหัตถกรรมในประเทศอินโดนีเซียว่ามีปัจจัยสำคัญมาจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีภูมิประเทศที่เป็นเกาะจำนวน 17,000 เกาะ และมีชนเผ่า ชนพื้นเมืองที่แยกได้กว่า 365 ชนเผ่า จึงทำให้ผลผลิตจากงานหัตถกรรมของอินโดนีเซียมีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของวัตถุดิบ เทคนิควิธีการทำรวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานของงานหัตถกรรมในแต่ละประเภท

เป็นที่น่าสนใจว่าแม้งานหัตถกรรมบางส่วนที่แทบจะสูญหายไปจากประเทศแล้ว แต่ก็ยังมีงานบางส่วนที่ยังคงอยู่ และสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนานนับศตวรรษจนถึงทุกวันนี้

ไมย์รา วิดิโอโน ประธานแห่ง Indonesia Craft Organization จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ขยายความว่า งานหัตถกรรมในประเทศอินโดนีเซียสามารถแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ เส้นใยธรรมชาติ สิ่งทอ หนัง โลหะ เซรามิก ไม้ แก้ว หิน และอื่นๆ โดยงานแต่ละแบบจะกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ โดยมีเกาะชวาซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด เป็นเกาะที่รวมความหลากหลายและมีประเภทของงานหัตถกรรมมากที่สุดเช่นกัน

“จุดเด่นของงานหัตถกรรมในประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ความงดงามของชิ้นงานที่มีค่าในเชิงศิลปะ นอกจากนี้ยังรวมถึงทักษะการทำงานที่โดดเด่น คุณภาพของชิ้นงานที่ทำอย่างประณีตบรรจง ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่หลากหลายเพื่อให้ได้รูปทรง สีสัน และพื้นผิวที่งดงาม ส่วนสำคัญอีกประการคือศักยภาพของช่างพื้นเมืองที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่นำเทคนิควิธีการจากวัฒนธรรมต่างประเทศมาผสานเข้ากับงานพื้นเมืองได้อย่างลงตัว โดยไม่ทำให้เสียเอกลักษณ์ของตนไป”

ในส่วนของการพัฒนางานหัตถกรรมในอนาคตนั้น ไมย์รา มองว่าอันดับแรกคือการก้าวไปข้างหน้า โดยนำแนวคิดของการพัฒนาฝีมือที่มุ่งเน้นไปไปที่กระบวนการในค้นหาความหมายจากคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิมมารวมกับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งเรื่องการศึกษาและการสร้างสรรค์ผลงาน ตลอดจนต้องคิดในมุมที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมด้วย จากแนวทางดังกล่าวที่เน้นการผสมผสาน (Hybrid) หรือควบรวมวิธีการทำงานที่ผสานเทคโนโลยีกับวิถีดั้งเดิมไว้ จะช่วยทำให้ได้งานหัตถกรรมใหม่ๆ ที่จะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ลาว ‘ผสมผสานดั้งเดิมเข้ากับสมัยใหม่’

งานหัตถกรรมในลาวได้อย่างทั่วถึง ปัจจุบันมีสมาชิกในสังกัดรวมกว่า 120 ราย ในจำนวนนั้นราว 25% เป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ทาร์เรบอน รัตนวง คณะกรรมการ Lao Handicraft Association ได้แบ่งประเภทงานฝีมือในอุตสาหกรรมหัตถกรรมของลาวออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สิ่งทอ (ผ้าไหมและผ้าฝ้าย) เครื่องจักสาน (ไม้ไผ่, หวาย) เครื่องเงินและเครื่องประดับ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องปั้นดินเผา และผลิตภัณฑ์จากหม่อน

“งานฝีมือในแต่ละประเภทล้วนมีเอกลักษณ์และวิธีการทำแตกต่างกันออกไปในแต่ละชุมชนซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศลาว ทั้งนี้เนื่องจากพลเมืองกว่า 7 ล้านคนของลาวนั้น สามารถแยกย่อยออกเป็นชนพื้นเมืองและชนเผ่าได้กว่า 49 ชนเผ่า แต่ละเผ่าล้วนมีลักษณะการดำเนินชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะและมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดจากบรรพบุรุษที่แตกต่างกัน”

ทาร์เรบอน ชี้ว่างานหัตถกรรมของลาวที่มีได้แก่ผ้าทอ โดยเฉพาะผ้าไหมเอกลักษณ์ในงานทอผ้าไหมของชาวบ้านนั้นมีทั้งสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ซึ่งวัฒนธรรมเช่นนี้สืบทอดกันมาเนิ่นนานนับศตวรรษ

“แม่หญิงลาวส่วนใหญ่เรียนรู้วิธีและศิลปะในการทอผ้าจากแม่ของพวกเธอตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก จนถึงปัจจุบันผ้าทอก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แม่หญิงลาวในปัจจุบันยังคงนิยมการนุ่งซิ่น คู่กับเสื้อแบบนับเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว”

สำหรับอนาคตของการพัฒนางานหัตถกรรมของลาวในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น ได้มีการเตรียมก่อสร้าง Lao Handicraft Exhibition Center ที่เมืองเวียงจันทน์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของงานหัตถกรรมในประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของงานหัตถกรรมอาเซียน ภายในศูนย์จะมีทั้งนิทรรศการการจัดแสดงผลงานหัตถกรรมที่โดดเด่น ตลอดจนเป็นศูนย์ฝึกฝีมือสำหรับงานช่างแขนงต่างๆ ด้วย เพื่อส่งเสริมทั้งในแง่ของการเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชน ตลอดจนเป็นศูนย์ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

มาเลเซีย ‘มุ่งสู่การสร้างแบรนด์’

มาเลเซียเป็นประเทศที่มีงานหัตถกรรมพื้นเมืองอยู่มากมายหลายแขนงที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นก็จริง แต่ปัจจุบันงานหัตถกรรมดังกล่าวกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายว่าจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไปหรือไม่ เนื่องจากปัญหาต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามามากมาย อาทิ การใช้งานที่อยู่ในวงจำกัด การนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ขาดความสนใจในการสืบทอดและสานต่อภูมิปัญญาแห่งงานหัตถกรรมเหล่านั้น

รศ.ดร.จูน เอ็นโก ซิอ๊อค เคี้ยง จากคณะศิลปะประยุกต์และนฤมิตรศิลป์ University of Malaysia, Sarawak จากสหพันธรัฐมาเลเซีย บอกว่าแนวทางในการพัฒนาโดยการนำวิธีการทำงานใหม่ๆ มาเพิ่มคุณค่าให้งานหัตถกรรมนั้นมีมากมายเช่นกัน เช่น การนำสีย้อมสังเคราะห์มาเพิ่มสีสันให้งานผ้าทองดงามขึ้น

“การนำเครื่องจักรมาช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพ มีความรวดเร็ว และได้สินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น อีกวิธีหนึ่งคือการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้มากขึ้น เช่นในการพัฒนาและส่งเสริมเรื่องผ้าทอนั้น ผ้าทอไม่เพียงแต่จะนำมาทำแค่เครื่องนุ่งห่มเท่านั้น แต่ยังสามารถดัดแปลงเป็นเครื่องประดับ แอกเซสซอรี่ ของขวัญ ของตกแต่งบ้าน หรืองานศิลปะตกแต่งก็ได้เช่นเดียวกัน”

ทิศทางงานหัตถกรรมในอนาคตของมาเลเซียในอีก 10 ปีข้างหน้า รศ.ดร.จูน ได้นำเสนอวิธีการทำงานไว้ว่าต้องมีการทำการวิจัยควบคู่ไปกับการทำโปรเจกต์ร่วมกับชุมชน โดยการสนับสนุนและร่วมมือจากรัฐบาล นอกจากนี้ ยังควรมีการวิจัยและพัฒนางานหัตถกรรมแบบดั้งเดิม ทั้งในแง่มุมของวัสดุ งานดีไซน์ ขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์งาน

“ในขณะเดียวกันก็ยังต้องส่งเสริมให้คนหันมาเห็นคุณค่าและนำงานหัตถกรรมนั้นมาใช้งาน นี่คือสาเหตุที่ต้องปรับดีไซน์ให้มีความร่วมสมัยขึ้นโดยการจับมือร่วมกับแบรนด์หรือดีไซเนอร์มืออาชีพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องหวายสานสามารถนำมาทำเป็นชิ้นงานได้หลากหลายรูปแบบ เช่น กระเป๋าถือ รองเท้า เครื่องประดับ และแอกเซสซอรี่ รวมถึงต้องมีการโฆษณา การสร้างแบรนด์ การส่งเสริมการขายผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทุกส่วนพัฒนาไปอย่างยั่งยืน”

 

สเปซสำหรับน้องหมา โดนใจ ‘ด็อก เลิฟเวอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490618

สเปซสำหรับน้องหมา โดนใจ ‘ด็อก เลิฟเวอร์’

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัข นอกจากส่งผลดีต่อจิตใจแล้ว การเล่นกับสุนัขยังช่วยลดความเครียดในการทำงานและปัญหาในชีวิตประจำวัน

ประกอบกับคนยุคปัจจุบันนิยมอยู่เป็นโสด จึงรู้สึกเหงาการเลี้ยงสุนัขจะช่วยให้รู้สึกสุขสงบมากขึ้น จึงมีแนวโน้มนิยมหันมาเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนมากขึ้น

ผลการวิจัยของ แกรี่ เอ. คริสเตนเซ่น ผู้นำด้านการแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพบอยน์ตัน มหาวิทยาลัยมินนิโซตา ระบุว่า การเลี้ยงสุนัขมักจะทำให้เรายอมรับเขาได้อย่างไม่มีเงื่อนไขให้ความรักกับเรา และอยู่กับเราเสมอ จึงเกิดความรู้สึกผูกพันและมิตรภาพระหว่างสัตว์เลี้ยงกับมนุษย์ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิตที่ดี

เมื่อการเลี้ยงสุนัขมีคุณมากกว่าโทษ หลายสถานที่ในเมืองไทยจึงอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงด้วย เพราะเชื่อว่าการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมาทำงานด้วย ทำให้ระดับความเครียดลดลงและส่งผลต่อการทำงานที่ดีขึ้น และพบว่าอัตราการลาออกก็ลดลง เช่น ในธุรกิจเอเยนซีที่อนุญาตให้นำสุนัขไปทำงานด้วยอย่าง แอดยิ้ม ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น บริษัทดิจิทัลระดับแนวหน้าของเมืองไทยและมีบริษัทในเครือกว่า 5 บริษัท มีจำนวนพนักงานราว 130 คน ซึ่งมีอัตราการลาออกเพียง 5% เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจเดียวกันคือ 20% ทีเดียว

ไม่เพียงออฟฟิศเท่านั้นที่มีนโยบายให้นำสุนัขไปทำงานด้วยได้ ร้านขนมสำหรับคนอย่าง CUP CAKE LOVE ตั้งอยู่ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ก็อนุญาตให้น้องหมาเข้าไปนั่งกินขนมในร้านได้ แถมยังครีเอทคัพเค้กที่มีสารอาหารสำหรับน้องหมาไว้คอยบริการอีกด้วย

ออฟฟิศเป็นมิตรกับน้องหมา

เป้-อนรรฆนาฎ ก้องพานิชกุล ผู้บริหารแอดยิ้ม ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น เล่าถึงแรงบันดาลใจในการอนุญาตให้พนักงานนำสุนัขรวมแล้วราวๆ 20 ตัว ล้วนเป็นสุนัขพันธุ์เล็กและสัตว์อื่นๆ มาทำงานด้วย

เกิดจากพื้นฐานเธอรักสุนัขอยู่แล้ว ผนวกด้วยเป็นคนรุ่นใหม่ เธออยากให้ออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของพนักงาน และทำงานกันภายในบริษัทเหมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ซึ่งลูกน้องก็รู้สึกแบบนั้น อีกทั้งด้วยเป็นบริษัทดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น ลักษณะแนวคิดทำธุรกิจ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ

“เราไม่เข้าใจทำงานออฟฟิศทำไมต้องซีเรียส ทำไมคนชอบคิดว่า ทำงานเครียดๆ ในบรรยากาศที่เวรี่ โพรเฟสชันนัลแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าพนักงานจะทำงานได้ดีที่สุด พนักงานทุกคนในบริษัทต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำงานให้ลูกค้าให้ดีที่สุด แต่เราคิดว่าทำไมเราต้องทำบรรยากาศให้เหมือนคนอื่น

“เป้จึงทำออฟฟิศให้เหมือนบ้านหลังที่สอง ออฟฟิศเราเปิดมา 8 ปี เราอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนมีทั้งเม่น กระรอกบิน เพื่อนๆ ร่วมงานทีแรกๆ อาจไม่ชอบ แต่สุดท้ายแล้ว อย่างคนที่กลัวหมาก็กลายเป็นคนรักหมาไปเลย เขาเริ่มเห็นมุมหมาว่า ไม่ได้น่ากลัวมันกลับน่ารักมาก”

ข้อดีของการอนุญาตให้พนักงานนำสุนัขมาเลี้ยงในทำงานด้วย ที่ชัดเจนคือการสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดีขึ้น เหมือนพนักงานได้นั่งทำงานที่บ้าน

แนวคิดตรงนี้ช่วยส่งต่อถึงงานที่ดีไปสู่ลูกค้า สุขภาพจิตพนักงานก็ดี ถือเป็นการบำบัดของคนไม่มีสุนัขได้เหมือนเป็น “ด็อก เทอราพี” ที่ดีด้วย

“งานเอเยนซีมีพาร์ตหนึ่งเราต้องดีลกับลูกค้า ต้องมีรู้สึกกดดันกับการทำงาน อีกทั้งธุรกิจดิจิทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก คู่แข่งก็เยอะ เราหนีความเครียดไม่ได้ น้องๆ หลายคนบอกว่าที่นี่ถ้าไม่มีหมาหนูแย่แน่ เหมือนเขาได้รับพลังบวก ได้ชาร์จแบตเตอรี่จากน้องหมา ซึ่งสุนัขทุกตัวผ่านการฝึกระบบขับถ่ายมาอย่างดี ถือเป็นการสร้างลิงค์เกต เป็นการสร้างสตรอง เอนเกจเมนต์ ว่าที่ทำงานไม่ใช่สถานที่ที่เครียด

“บางคนรู้สึกต้องทำงานเพื่อแลกเงิน หรือตอนเย็นต้องรีบกลับบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่ ลูกน้องกลับรู้สึกเซ็งที่อยู่บ้าน อยากมาออฟฟิศ อย่างตอนมีประชุมเราก็อนุญาตให้น้องหมาเข้าประชุมด้วย เขาก็มานั่งมองเวลาเราประชุมจริงจัง บางครั้งต้องประชุมเนื้อหาอีเวนต์ที่เครียดมาก แค่ได้นั่งลูบขนเขา ได้ดูอิริยาบถตลกๆ ความเครียดก็หายไปนะคะ หรือแค่นั่งมองหน้าเขาก็หายเครียด

“เราเชื่อว่าศักยภาพการทำงาน พนักงานทำงานไม่เครียดจะส่งต่องานที่ต่อลูกค้าค่ะ หรือใครอยากจัดวันเกิดให้น้องหมาก็สามารถทำได้ คิดธีมแล้วเพื่อนๆ แต่งตัวน้องหมาตัวเองมาร่วมปาร์ตี้กันถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ในออฟฟิศผ่านความชอบเดียวกัน”

ซึ่งข้อเสียของการมีน้องหมาอยู่ออฟฟิศก็มีบ้างแต่น้อยมาก อาจมีเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว เช่น เวลาที่ลูกค้าโทรมายังแซวว่าให้น้องหมาเห่าเบาๆ หน่อย บางทีมีความป่วนแย่งของเล่นของกินกันบ้างก็
น่ารักวุ่นวายไปอีกแบบ

CUP CAKE LOVE แบ่งปันความอร่อยระหว่างคนกับสุนัข

นิสา ชินสุภัคกุล เจ้าของร้าน CUP CAKE LOVE ที่มี 7 สาขา บนห้างสรรพสินค้าชั้นนำ แต่มีสาขาเดียวคือที่ชั้น 1 เซ็นทรัล อีสต์วิว เลียบทางด่วนรามอินทราที่ให้เจ้าของนำน้องหมามานั่งกินขนมในร้านได้ เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์คอมมูนิตี้มอลล์ที่อนุญาตให้นำสุนัขมาเดินห้างได้

เธอจึงเกิดไอเดียสร้างสรรค์คัพเค้กสำหรับน้องหมาไว้คอยบริการด็อก เลิฟเวอร์ ด้วย โดยคิดส่วนผสมที่มีคุณค่ากับสุนัขคือน้ำตาลน้อย ใช้น้ำผึ้งให้รสหวานแทนน้ำตาล เพื่อน้องหมาจะได้ไม่อ้วน

“ตอนนี้การเลี้ยงสุนัขเหมือนเป็นเทรนด์ ซึ่งคิดว่าน่าจะนิยมไปอีกนาน อีกหน่อยต้องมีร้านที่อนุญาตให้น้องหมาเข้าไปกินภายในร้านด้วยมากขึ้น เช่น เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ เลียบด่วนรามอินทราตอบโจทย์คนรักสุนัขได้ดี คนก็อยู่คอนโดกันมากขึ้น อีกทั้งคนอยู่นอกเมืองก็สามารถเที่ยวห้างแถวบ้านได้อย่างสบายและไม่ต้องนั่งจับเจ่าอยู่บ้าน

“เราก็จับเทรนด์นี้มาไว้ในร้าน ซึ่งขนมน้องหมาออกเร็วกว่าขนมคนเสียอีก คัพเค้กสำหรับน้องหมาเราคิดสูตรมาอย่างดี เช่น มีเค้กกล้วยหอมซึ่งสุนัขชอบมาก เท่าที่ผ่านมากราฟฟิกดีมาก เพราะบางทีน้องหมาหิวเจ้าของไม่รู้จะซื้ออะไรให้กินอาหารสุนัขเดิมๆ น้องหมาก็เบื่อขนมที่ดีต่อสุขภาพน้องหมา จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ”

‘น้องหมา’ บัดดี้คู่ใจส่งผลดีกับงาน

ปาน-ศศิวิมล ดวงแก้ว ซีเนียร์ โซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ บริษัท แอดยิ้ม ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น หนึ่งในด็อกเลิฟ เวอร์ กล่าวว่า ครั้งแรกที่มาทำงาน แล้วรู้ว่าออฟฟิศอนุญาตให้นำน้องหมามาทำงานด้วยได้ เธอรู้สึกแปลกใจมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเห็นจากเมืองนอกเท่านั้น

จากเดิมเธอชื่นชอบความน่ารักของแมวเหมียว แต่พอเห็นเพื่อนร่วมงานเลี้ยงน้องหมา เธอก็ตกหลุมรักความน่ารักของสุนัขบ้าง โดยเธอมีสุนัขคู่ใจชื่อ เกี้ยมอี๋ เป็นสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียลแสนซนเพศเมียวัยขวบเศษ อีกทั้งยังตั้งเพจให้น้องหมาชื่อว่า หญิงอี๋ กุลสตรีปอม อีกด้วย

การอนุญาตให้พนักงานนำสุนัขมาทำงานด้วยช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของเธอได้มากทีเดียว เพราะเวลาแค่ได้มองหน้าน้องหมาเธอก็รู้สึกผ่อนคลาย หรือเวลาคิดงานไม่ออกแค่ได้เล่นกับเกี้ยมอี๋ เหมือนได้ดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน

“เวลาหนูทำงานเครียดๆ หนูก็คุยกับเขา เวลาพูดกับเขา เขาจะคอยอยู่เป็นเพื่อนเรา เหมือนเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไปไหนก็เอาไปเที่ยว พยายามหาโรงแรมที่เอาน้องหมาไปด้วยได้ ช่วยให้หนูคิดงานได้ดี อย่างคิดคอนเทนส์ให้ลูกค้าไม่ออก ช่วงพักเบรก เราก็เล่นกับหมา เหมือนเราก็ได้ปลดปล่อย ปลดความเครียด รู้สึกสบายใจขึ้น แล้วก็กลับไปทำงานก็คิดงานออก เช่น คิดโปรดักต์น้องหมาออก เพราะหนูก็ศึกษาพฤติกรรมของเกี้ยมอี๋

“หนูมีลูกค้าเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ หนูก็เอาน้องหมาไปถ่ายแบบด้วย เหมือนช่วยกันทำงาน บางทีทำให้เรารู้จักคนในออฟฟิศเพิ่มขึ้น ก็เพราะน้องหมาของเราไปเล่นกับเขา สังเกตตั้งแต่หนูเลี้ยงน้องหมา นิสัยหนูเปลี่ยนไป อ่อนโยนลง รู้สึกใจเย็น นุ่มนวลไม่ก้าวร้าว เวลาเราได้เขามายังเป็นหมาเด็กๆ ต้องใจเย็นในการสอน หนูฝึกทุกอย่าง ทั้งเรื่องการขับถ่าย จนเขาเป็นเด็กดี มีมารยาทและฟังเราค่ะ”

 

มาลัย ชูพินิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490391

มาลัย ชูพินิจ

โดย…พริบพันดาว

มาลัย ชูพินิจ เป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทย นิยมเรียกกันทั่วไปว่า ครูมาลัย ใช้นามปากกา แม่อนงค์ น้อย อินทนนท์ นายฉันทนา เป็นต้น

ผลงานทุกประเภทของมาลัย ชูพินิจ ได้รับการยอมรับนับถือจากทุกวงการ เกียรติยศก่อนเสียชีวิต คือการได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2505

ในหนังสือ “ในโลกวรรณกรรมของ มาลัย ชูพินิจ วาระครบรอบ 100 ปี” ได้เขียนถึง มาลัย ชูพินิจ อย่างละเอียดรวบรัดว่า หนึ่งศตวรรษของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะต่างก็ต้องเขียนหนังสือเหมือนกัน นักหนังสือพิมพ์ต่างกับนักเขียนโดยเขียนบทความและวิเคราะห์ด้วยข้อเท็จจริง ขณะที่นักเขียนใช้จินตนาการมากกว่า

 แต่อย่างไรก็ตาม มาลัย ชูพินิจ ได้นำสองอย่างมาประยุกต์ด้วยกันอย่างไม่มีใครเหมือน สะท้อนให้เห็นได้จากข้อเขียนของมาลัย ที่ใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยอย่างนักเขียน แต่เนื้อเรื่องและเค้าโครงได้มาจากข้อเท็จจริงจากวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ ทำให้ข้อเขียนของมาลัยแต่ละเรื่องมักสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่เพ้อฝันเพียงอย่างเดียว จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม มาลัย ชูพินิจ สามารถเขียนเรื่องราวได้หลากหลายและมีข้อเขียนเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่ไม่มีใครเหมือน

ดั่งที่ สด กูรมะโรหิต นักเขียนนามอุโฆษในยุคนั้นได้กล่าวไว้ว่า

“มาลัย ชูพินิจ สามารถจะเขียนหนังสือได้ทั้งฉบับ โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น นับว่ามีอัจฉริยภาพที่น้อยคนจะทำได้ดีเหมือน”

เมื่อหยิบวิทยานิพนธ์ “แนวคิดด้านการเมืองและสังคมกับลักษณะความเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่สะท้อนจากงานเขียนของมาลัย ชูพินิจ” ของ ชนิตร์นัยน์ ณ บางช้าง ที่ศึกษาแนวคิดด้านการเมืองและสังคมของมาลัย ชูพินิจ นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งของเมืองไทยที่อยู่ในยุคเผด็จการทหาร รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่ทำให้มาลัย ชูพินิจ มีคุณลักษณะนักหนังสือพิมพ์เช่นนั้น

ผลการวิจัยพบว่า มาลัย ชูพินิจ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีแนวคิดด้านการเมืองในการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเน้นเสรีภาพของคนในสังคมที่ไม่ขัดต่อเสรีภาพของผู้อื่น ในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ 2475 และยุคเผด็จการทหารจอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ในช่วงเวลาต่อมาในยุคดังกล่าวนี้มาลัยเน้นเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่เมื่อไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้เต็มที่ มาลัยก็เน้นการทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเป็นสำคัญ โดยใช้แนวคิดด้านสังคมที่เน้นให้คนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข อันได้แก่ ความมีน้ำใจ ความอดทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความยืดหยุ่น เป็นต้น อีกทั้งชี้แนะให้คนได้รู้รักษาสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งออกมาในรูปการอนุรักษ์ธรรมชาติ

 สำหรับปัจจัยที่มีผลหล่อหลอมความคิดของมาลัย ชูพินิจ ให้เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ยึดมั่นอุดมการณ์และไม่ยอมขายอุดมการณ์ให้ใคร แม้จะถูกบีบคั้นใดๆ มาลัยก็จะหาทางออกโดยหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีไปชั่วคราว จะไม่ทนอยู่ท่ามกลางการถูกบีบคั้นแนวคิดทางการเมืองและสังคม

ดังเห็นได้ชัดจากการลาออกจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่เขาไม่สามารถจะสนองตอบนโยบายอันไม่ถูกต้องหรือไปขัดผลประโยชน์ของนายทุน โดยการไปทำไร่ถั่วเหลืองที่หัวหิน การทำสวนมะพร้าวที่พนังตักชุมพร

ปัจจัยที่มีผลต่อแนวคิดของมาลัยนั้น ได้แก่ มิตรสหายและสภาพแวดล้อม สถานการณ์ทางการเมืองและสังคม อิทธิพลแนวคิดจากหนังสือและข้อเขียนต่างประเทศ การดำเนินชีวิตและครอบครัว การศึกษาและประสบการณ์ อุปนิสัยส่วนตัว ซึ่งอุปนิสัยส่วนตัวของเขาเป็นพื้นฐานสำคัญที่เกิดปัจจัยอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะความยืดหยุ่น ความรักเพื่อน ความใจเย็น ความซื่อสัตย์สุจริต เหล่านี้ทำให้มาลัย ชูพินิจ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมการณ์และจรรยาบรรณ

 ผลงานที่มีชื่อเสียงของมาลัย ชูพินิจ มีดังนี้ ชั่วฟ้าดินสลาย ทุ่งมหาราช แผ่นดินของเรา เมืองนิมิตร ล่องไพร ฯลฯ ชีวิตของมาลัย ชูพินิจ เป็นวิถีชีวิตการทำงานอย่างแท้จริง และได้เคยกล่าวถึงตัวเองไว้ว่า

“นักเขียนเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งทั้งเนื้อทั้งตัวมีสมบัติติดกายอยู่ชิ้นเดียว คืองาน 12-18 ชั่วโมง ในหนึ่งวัน 7 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ และ 52 สัปดาห์ ในหนึ่งปี ทำนองเดียวกับข้าพเจ้าเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีมาแล้ว”

ประสบการณ์การทำงานและการต่อสู้ชีวิตด้วยความอดทนเข้มแข็ง และเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ของ มาลัย ชูพินิจ มักแสดงออกในงานเขียนเสมอ เช่น ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตที่มีคุณค่าคือชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งถือเป็นหลักในการครองชีวิตของนักประพันธ์ผู้นี้

 

อยากเขียนหนังสือ เพื่อสุขภาพดีๆ ให้คนอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490386

อยากเขียนหนังสือ เพื่อสุขภาพดีๆ ให้คนอ่าน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

นพ.ดำรงค์ เลาหะพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนเจอร์ ไบโอเทค และผู้เขียนหนังสือ “เห็ดหลินจือ จากธรรมชาติสู่ศาสตร์ดูแลสุขภาพ” แม้คุณหมอจะเป็นแพทย์ทางด้านหู ตา คอ จมูก และภูมิแพ้ แต่ก็มีความสนใจในเรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง รวมทั้งนำประสบการณ์ตรงของคนในครอบครัวเก็บรายละเอียดอย่างลึกซึ้งถึงแก่น จนได้งานเขียนเล่มแรกในชีวิต

ด้วยความที่เป็นแพทย์จะเขียนหนังสืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพนั้น จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำลึกซึ้งเที่ยงตรง เขาจึงใช้เวลาในการเก็บรวบรวมเนื้อหามาอย่างยาวนานถึง 2 ปี และใช้เวลาเขียนเกือบ 6 เดือน จนได้หนังสือออกมาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

เนื้อหาในหนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ก็คือ ภาคแรกเป็นประวัติของเห็ดหลินจือ ซึ่งอยู่ในตำราแพทย์แผนจีนมานานกว่า 1,000 ปี ซึ่งถือว่าเป็นยาชั้นสูงที่ใช้ในราชสำนัก สมัยก่อนยังไม่มีฟาร์มเห็ดต้องขึ้นมาตามธรรมชาติ เป็นเอกสารโบราณจากหนังสือเก่าๆ ที่ต้องแปลมาเป็นภาษาไทย “ผมต้องใช้เวลาค้นคว้าในส่วนนี้จากเอกสารจำนวนมากนานเกือบปีทั้งจากภาษาอังกฤษและภาษาจีน”

ส่วนภาคที่สองของหนังสือว่าด้วยเรื่องสารสำคัญในเห็ดหลินจือ จะเป็นเนื้อหาในแนววิชาการตามหลักวิทยาศาสตร์ และผลงานวิจัยต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับและอ้างอิงได้ ส่วนใหญ่จะรวบรวมมาจากเอกสารภาษาอังกฤษ เป็นข้อมูลทางการแพทย์

ภาคสุดท้ายคือสรรพคุณของเห็ดหลินจือในงานวิจัยจากทั่วโลก ที่ให้ข้อมูลว่าหลินจือออกฤทธิ์ต่างๆ ในแต่ละโรคอย่างไรได้บ้าง กับเบาหวาน กับความดัน กับภูมิแพ้ กับหัวใจเป็นอย่างไร

 

เพราะเป็นงานเขียนเล่มแรกจึงใช้เวลานาน แล้วไม่ได้เขียนแบบรวดเดียวจบ คือหากมีเวลาว่างจะเขียนเก็บไว้ก่อนทีละบท ทีละตอน พอได้เนื้อหาครบถึงค่อยมารวบรวมขัดเกลาอีกครั้งหนึ่ง จุดประสงค์ไม่ได้เพื่อเอากำไรอะไรตรงนี้ แต่ประทับใจและเห็นถึงสรรพคุณอันมากมาย อยากให้คนอ่านได้รับรู้ ได้ดูแลสุขภาพกันให้ดี เพราะเป็นของจากธรรมชาติราคาไม่แพงแล้วเห็ดหลินจือก็มีมากมายตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักหลายพัน มีทั้งของที่ผลิตในประเทศและนำเข้า ใครๆ ก็ซื้อหาได้เลือกให้เหมาะกับกำลังทรัพย์ ของดีสมุนไพรดีๆ ยังมีอีกเยอะ อยากสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีไม่ต้องเจ็บไม่ต้องป่วย ไม่ต้องกินยาจากสารสังเคราะห์จนตับไตพัง

“ผมเกิดมาในครอบครัวใหญ่ มีผู้อาวุโสเยอะ ตัวผมเองทำงานที่โรงพยาบาล เราเห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยทุกวันมันทรมาน ต่อให้รวยแค่ไหนแต่เจ็บป่วยมากๆ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ รวยก็ไม่มีความสุขเท่าไหร่ ผมจึงอยากออกหนังสือที่ให้ความรู้ที่ดีเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ พิมพ์มานี่แทบจะเอาไว้แจกมากกว่าขายนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมถือว่าทำบุญให้ความรักความใส่ใจด้วยหนังสือ” เขากล่าวอย่างมีความสุข

คุณหมอบอกว่าตอนนี้คนไทยอายุยืนมากขึ้นเพราะการแพทย์ดีขึ้น ผู้คนก็สนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น การมีหนังสือที่ให้ข้อมูลด้านนี้เยอะๆ ให้คนได้มีโอกาสอ่านถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เดิมคนญี่ปุ่นสุขภาพดีและอายุยืนยาว แต่ตอนนี้ประเทศเกาหลีจะแซงคนญี่ปุ่นเรื่องอายุยืน เพราะรัฐบาลส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องสุขภาพกันมาก

จึงอยากให้คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นจึงตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เห็นอัตราการเสียชีวิตของคนไทยจากโรคมะเร็งสูงขึ้นทุกปีในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ แล้วเป็นห่วงแทน การลงทุนเรื่องสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าลงทุนด้านอื่นๆ

 

กฤต วงศาโรจน์ ชีวิตติดฟิตเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490379

กฤต วงศาโรจน์ ชีวิตติดฟิตเนส

โดย…ภาดนุ

หนุ่มหน้าตาดี กฤต วงศาโรจน์ วัย 22 ปี ผู้ติด 1 ใน 10 จากการแข่งขัน R U Tough Enough? โครงการเฟ้นหาคนแกร่งพันธุ์อึด ที่จัดโดยช่อง KIX เป็นอีกคนที่รักการเข้าฟิตเนสเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ก็มีจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้เขารักการออกกำลังกายเช่นกัน

“ผมเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงเมื่อ 2-3 ปีก่อน จนนอนสลบไป 4 เดือน ตื่นมาก็พบว่าตัวเองเป็นอัมพาตครึ่งตัว ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือความจำเสื่อมด้วย แน่นอนว่าชีวิตแต่ละวันผ่านไปไม่ง่ายเลย แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผมยังเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ พลังของความเชื่อนี้เองที่ทำให้ผมกลับมาเหมือนเดิมได้ แม้จะไม่ 100% ก็ตาม แต่ก็ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นทั้งกายและใจ

พอฟื้นขึ้นมาผมก็เริ่มการกายภาพบำบัด โดยต้องฝึกเดินหนักกว่าคนอื่น เพราะอยากกลับมาเดินได้เร็วๆ ผมใช้เวลารักษาตัวเองและทำกายภาพอยู่ปีกว่าๆ ร่างกายจึงค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ญาติพี่น้องช่วยเหลือเต็มที่ ค่าผ่าตัด ค่ารักษา หมดเป็นล้านๆ ก็ยอม เมื่อมีครอบครัวที่รักเราขนาดนี้ ผมก็ต้องรักและดูแลตัวเองให้ดี

ที่จริงผมเริ่มเล่นฟิตเนสมาตั้งแต่อายุ 16 แล้ว แถมเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและนักวิ่งของโรงเรียนมาก่อน นิสัยผมจะชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ในช่วงที่ประสบอุบัติเหตุก็ทำให้ต้องหยุดออกกำลังกายไปเป็นปีๆ น้ำหนักตัวจึงพุ่งสูงถึง 95 กก. ที่อ้วนขึ้นส่วนหนึ่งมาจากอาการทางสมองที่ได้รับการกระทบกระเทือนและผ่านการผ่าตัดมา ทำให้ผมเกิดอาการหิวตลอดเวลา กินทุกชั่วโมง เมื่ออ้วนมากๆ ก็ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ผมจึงเริ่มหันมาเข้าฟิตเนสอีกครั้ง โชคดีที่เจอนักเพาะกายชาวราชบุรีที่เป็นรุ่นพี่มาช่วยสอนวิธีการเล่นเวตแบบถูกต้องให้ ผมจึงมีกล้ามและน้ำหนักลดลง”

กฤต บอกว่า เขาใช้วิธีลดน้ำหนักจาก 95 กก. จนเหลือ 60 กก. ภายใน 2 เดือนด้วยการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร โดยตื่นตอนตี 5 เพื่อวิ่ง 2 ชั่วโมง และตอนเย็นไปว่ายน้ำอีก 1 ชั่วโมง วันไหนที่เข้าฟิตเนสก็จะเล่นเวตวันละ 4 ชม. ตอนนั้นเขากินแต่ผักกับกล้วยทุกวัน น้ำหนักจึงลดลงอย่างรวดเร็ว

“ช่วงนั้นผมต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองอย่างมาก เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ ผมจึงค่อนข้างฝังใจกับเรื่องนี้ แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมลุกขึ้นสู้ ผมจึงหันมาออกกำลังกายโดยเข้าฟิตเนสเล่นเวตเป็นประจำ จนตอนนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้วก็ว่าได้ วันไหนไม่ได้เล่นเวตจะอึดอัดมาก

การเล่นเวตของผมจะจัดตาราง เช่น จันทร์เล่นอกกับหลังแขน อังคารเล่นหน้าท้องกับหลัง พุธเล่นหน้าแขนกับหัวไหล่ พฤหัสเล่นท้อง และศุกร์เล่นท้องกับวิ่ง หยุดพักเสาร์-อาทิตย์ พูดง่ายๆ ว่าการเล่นเวตเป็นกีฬาสุดโปรดของผมเลยก็ว่าได้

สำหรับคนที่น้ำหนักเยอะๆ ไม่ต้องรอให้มีคนมาบอกว่า เข้าฟิตเนสสิ หรือไปวิ่งสิ เพราะถ้าเราลุกขึ้นมาทำเอง ผลดีที่ได้ก็จะตกอยู่กับตัวคุณเอง ขนาดผมเคยประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ ผมยังไม่เคยท้อแท้กับชีวิตเลยครับ ด้วยความมุ่งมั่นและพยายาม ผมจึงกลับมาเดินได้อีกครั้ง แล้วพวกคุณจะรออะไร” (ยิ้ม)

ล่าสุด กฤตได้โชว์ความแข็งแกร่งของตัวเองโดยลงแข่งขันในรายการ “อาร์ ยู ทัฟ อีนาฟ?” จนผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งจะมีการตัดสินผู้ชนะในวันที่ 21 เม.ย.นี้ โดยชิงเงินรางวัล 1 แสนบาทเชียวล่ะ

“ก่อนลงแข่งขันผมได้จัดตารางการฝึกแบบเข้มข้นขึ้น ด้วยการใช้วิธีคาร์ดิโอสลับกัน 2 แบบ คือ เดินปรับชัน แล้วก็วิ่งสปีดขึ้นภูเขา ผมจะวิ่งสปีดขึ้นภูเขา 2 นาที แล้วเดินสลับ 5 รอบ คือรอบนึงประมาณ 2 นาที โดยก่อนเล่นผมจะจิบน้ำหวานและกินขนมปังโฮลวีต หลังเล่นเสร็จก็จะกินไก่ปั่น แม้รสชาติไม่ค่อยอร่อยก็ต้องฝืนกินครับ

ถ้าถามถึงไอดอลด้านความเท่ ผมชอบ ‘เดอะ ร็อก’ (ดเวย์น จอห์นสัน) ซึ่งเป็นทั้งนักมวยปล้ำและดาราชื่อดัง เขามีกล้ามที่สวยมาก อีกอย่างผมชอบรอยสัก คนมีรอยสักที่กล้ามจะดูมีเสน่ห์มาก ผมเห็นแล้วก็เลยลองไปสักบ้าง เป็นรูปเสือตรงหัวใจ ส่วนคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาเล่นกล้ามก็คือรุ่นพี่ของผมเอง เขาเป็นนักเพาะกายทีมชาติ เราอยากตัวใหญ่มีกล้ามแบบนั้นบ้างก็เลยให้พี่เขาสอนให้ การเล่นเวตเป็นคู่มันช่วยกระตุ้นให้เราอยากเอาชนะด้วย ผมเล่นเวตคู่กับเขามาได้ 8 ปีแล้วครับ”

กฤต ทิ้งท้ายว่า คติประจำใจของเขาก็คือ ต้องมีใจที่แข็งแรงก่อน ถึงจะมีร่างกายที่แข็งแรงตามมา ความแข็งแกร่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจ ถ้าเรามีใจที่มุ่งมั่นและมีวินัยซะอย่าง เราก็จะก้าวไปสู่เป้าหมายของตัวเองจนสำเร็จได้…ติดตามได้ที่ IG : Kiitwong

 

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ในรีสอร์ทสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490376

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ในรีสอร์ทสีเขียว

โดย…ภาดนุ

สาวสวยหน้าหวานวัย 31 ปี ปุย-กงแก้ว พิพัฒนชัยภูมิ คือคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิต 2 พาร์ต ทั้งการเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมนในเมืองใหญ่ และช่วยดูแลธุรกิจรีสอร์ทของครอบครัวที่อิงแอบแนบชิดธรรมชาติแบบวิถีสโลว์ไลฟ์ เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเธอกันเลย

“ตอนนี้ปุยกำลังเรียนปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์การตลาด เอกสื่อสารแบรนด์ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และช่วยดูแลรีสอร์ทชื่อ ‘ภูพิพัฒน์ รีสอร์ท’ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยรับหน้าที่ พีอาร์ มาร์เก็ตติ้ง ทางด้านออนไลน์ทั้งหมด รวมถึงการจองห้องพักของลูกค้า นอกจากนี้ปุยยังเป็นเออี (AE) ให้กับบริษัท ไทย คราฟท์ เบียร์ ซึ่งเป็นบริษัทของรุ่นพี่ที่ทำธุรกิจจำหน่ายเบียร์ยี่ห้อ ‘สโตน เฮด’ กับ ‘ลำซิ่ง’ ด้วยค่ะ

 ‘ภูพิพัฒน์ รีสอร์ท’ เป็นรีสอร์ทสไตล์ล้านนาประยุกต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ถือเป็นรีสอร์ทขนาดเล็กที่เน้นในเรื่องการบริการที่อบอุ่นเหมือนครอบครัว มีห้องพักทั้งหมด 15 ห้อง มีบ้านพักหลังใหญ่ 1 หลัง หลังเล็ก 2 หลัง แล้วยังมีพื้นที่ที่สามารถกางเต็นท์ได้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวจะมาเที่ยว จ.น่านกันเยอะตั้งแต่เดือน ต.ค.-ม.ค. ของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงหน้าหนาวพอดี แต่ถ้าใครชอบบรรยากาศเขียวๆ สดชื่นๆ แนะนำให้มาในช่วงปลายฝนต้นหนาว คือตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. เลยค่ะ”

ปุยบอกว่า ลูกค้าที่มาพักที่รีสอร์ทส่วนใหญ่ มีทั้งหน่วยงานต่างๆ และคนทั่วไป อย่างหน่วยงานราชการก็มักจะมาจองห้องพักกันเป็นหมู่คณะเวลาที่มาอบรม หรือคนทั่วไปก็จะมีการจองที่พักล่วงหน้าเวลาที่มาเที่ยว เป็นต้น

“อย่างที่บอกว่ารีสอร์ทของเรามีเนื้อที่แค่ 10 ไร่ แต่จุดเด่นก็คือเป็นรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของต้นไม้และภูเขา แล้วเรายังมีพื้นที่สำหรับปลูกผักปลอดสารพิษตามฤดูกาลบริเวณหน้ารีสอร์ท เพื่อให้ลูกค้าที่มาพักได้ตัดหรือเก็บผักเหล่านี้ไปรับประทานได้ฟรีๆ เลยละ ซึ่งผักปลอดสารพิษที่เราปลูกนี้ มีทั้ง บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี และกะหล่ำดอก ลูกค้าที่มาพักอยากจะเก็บไปฝากคนที่บ้าน หรือจะเก็บผักแล้วมาทำอาหารกินเองที่รีสอร์ทเลย เราก็มีห้องครัวใหญ่ไว้คอยให้บริการเช่นกัน หรือใครจะซื้อวัตถุดิบจากข้างนอกแล้วมาใช้ครัวเราปรุงอาหารก็ได้ ซึ่งเราจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มจากราคาที่พักเลยค่ะ”

ปุยบอกว่า ที่รีสอร์ทจะปลูกผักตลอดทั้งปี เพราะตั้งใจปลูกไว้เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่มาพักอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีการปลูกพันธุ์ไม้บางชนิดที่ลูกค้าเห็นแล้วชอบมากๆ เช่น กล้วยไม้ หรือพืชที่สามารถตัดกิ่งไปชำได้ ถ้าลูกค้าคนไหนอยากจะนำไปปลูกที่บ้านก็สามารถมาขอกับทางรีสอร์ทได้เลย

“อย่างที่บอกว่าผู้คนจะเดินทางมาท่องเที่ยว จ.น่าน หรือโทรมาจองที่พักกันเยอะมากๆ ในช่วงหน้าหนาว ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่น ของสถานที่ท่องเที่ยวในโซนภาคเหนือ ลูกค้าบางรายจองข้ามปีเลยก็มี แต่ในช่วงหน้าฝนก็มีนักท่องเที่ยวมาเยอะพอสมควร ส่วนมากคนกลุ่มนี้จะชอบความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าในหน้าฝน พวกเขาก็เลยไม่เกี่ยงที่จะมาเที่ยวในช่วงนั้นค่ะ

อีกอย่างราคาห้องพักของรีสอร์ทเราไม่แพงด้วย ในช่วงปกติจะอยู่ที่ 600-1,600 บาท/คืน ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็จะลดราคาลง โดยเริ่มต้นที่ 450 บาท/คืนเท่านั้น ซึ่งราคาถูกมาก เพราะเราอยากให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ จ.น่าน กันได้ทุกฤดูกาล ที่สำคัญบริเวณรอบๆ รีสอร์ทยังมีธรรมชาติที่สวยงาม เพราะตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ จึงสามารถมองเห็นวิวได้ไกลกว่า เห็นภูเขาที่อยู่ไกลๆ ได้ และยังเห็นก้อนเมฆยามเช้าตอนตื่นนอนอีกด้วย

ในช่วงเทศกาลอย่างปีใหม่ ปุยมักจะเดินทางมาอยู่กับครอบครัว มาช่วยดูแลรีสอร์ท และทำขนม เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ ให้ลูกค้าที่มาพักได้กินเสมอ ชีวิตปุยจะแบ่งเป็น 2 พาร์ตคือ ช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลปุยจะใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำงานและเรียน ป.โท ซะส่วนใหญ่ อย่างที่เกริ่นไปว่าปุยดูแลเรื่องการตลาดและออนไลน์ ฉะนั้นจึงสามารถทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่เลยค่ะ”

ปุยบอกว่า ครอบครัวเธอเปิดรีสอร์ทแห่งนี้มาได้ 3 ปีแล้ว ก็ถือว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีและมีลูกค้าสม่ำเสมอ เพราะมีการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก บางส่วนก็ดูข้อมูลมาจากเฟซบุ๊ก ในอนาคตอันใกล้นี้เธอและครอบครัวก็มีความคิดที่จะขยายพื้นที่รีสอร์ทในเฟสที่ 2 ขึ้น โดยจะทำเป็นบ้านพักหลังเล็กๆ สัก 10 หลัง พร้อมทั้งปลูกกาแฟให้ผู้ที่มาพักสามารถเข้าไปเดินชมไร่กาแฟเล่นๆ ได้ด้วย

“อีกธุรกิจหนึ่งที่ปุยคิดไว้ก็คือ การผลิตกาแฟคั่วบดแบรนด์ของตัวเองในชื่อ ‘ภูวังผา คอฟฟี่’ โดยจะใช้กาแฟพันธุ์อราบิกา ที่เราต้องไปรับซื้อเมล็ดกาแฟพันธุ์นี้มาจากสหกรณ์ชุมชนชาวเขาเผ่าเมี่ยนอีกที ในเมื่อ จ.น่าน ของเรามีของดีอย่างกาแฟพันธุ์นี้อยู่แล้ว ปุยเลยคิดว่า ทำไมเราไม่ทำแบรนด์กาแฟของจังหวัดเราให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปล่ะ แถมยังช่วยให้ชาวเขามีรายได้อีกด้วย ดังนั้นปุยจึงตัดสินใจที่จะทำกาแฟคั่วบดแบรนด์นี้ขึ้นมาซะเลย ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการออกแบบผลิตภัณฑ์และจดทะเบียนบริษัทอยู่ค่ะ ก็น่าจะเปิดตัวได้ในเดือน พ.ค.นี้”

สาวสวยเสริมว่า การที่ชีวิตของเธอมีหน้าที่ทั้ง 2 พาร์ตคือ ทำงานอยู่ในเมืองหลวง พร้อมกับช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวไปด้วยนั้น ทำให้เธอได้เรียนรู้ชีวิตและเรียนรู้หน้าที่ความรับผิดชอบในเรื่องการทำงานมากขึ้น

“ในส่วนของพาร์ตที่ต้องทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งต้องเป็นลูกจ้าง เราก็จะรู้ว่าความกดดันหน้างานนั้นเป็นยังไง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าในมุมมองของลูกค้าแล้ว พวกเขาต้องการอะไร และเมื่อหันกลับไปมองในพาร์ตของตัวรีสอร์ทที่เราเป็นเจ้าของ เราก็จะรู้ได้ว่าควรจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไร รู้ว่าโลกภายนอกคิดยังไง แม้จะเหนื่อยมากก็จริง แต่การดูแลรีสอร์ทก็เป็นธุรกิจของครอบครัวเราเอง ปุยจึงรู้สึกภูมิใจและสนุกกับการทำงานในอนาคตก็อยากจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ปุยว่าการที่เราทำงานและสะสมความเครียดจากสังคมเมืองไว้มากๆ พอได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติก็จะช่วยทำให้ชีวิตเราผ่อนคลายขึ้น รวมทั้งรู้สึกสงบและมีความสุขมากขึ้น เพราะ จ.น่าน นี่ขึ้นชื่อในเรื่องวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อยู่แล้ว ในช่วงที่ปุยกลับมาช่วยดูแลรีสอร์ท ปุยจะตื่นเช้ากว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ทุกวันเลย พอตื่นขึ้นมาแล้วมันรู้สึกสดชื่น เพราะชีวิตคนน่านจะดำเนินไปแบบช้าๆ ถึงแม้ต้องทำงานที่รีสอร์ทไปด้วย เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตมันเดินไปแบบช้าๆ และสบายใจดีค่ะ”

ในช่วงหน้าร้อนนี้เธอก็จะเรียนจบปริญญาโทแล้วล่ะ นับว่าเป็นข่าวดีจริงๆ ปุยบอกว่าเมื่อเรียนจบแล้ว จุดมุ่งหมายในอนาคตนอกจากสร้างแบรนด์กาแฟแล้ว เธอยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนารีสอร์ทให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

“คือปุยเรียนเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์มาโดยตรงไง ในอนาคตปุยจึงอยากจะทำรีสอร์ทให้มันเป็นระบบมากกว่าที่เป็นอยู่ ปุยตั้งเป้าไว้ว่าอยากทำให้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นรีสอร์ทสีเขียวและเป็นที่รู้จักของผู้คนให้มากขึ้น ใครผ่านมาเที่ยวที่ จ.น่าน ก็อยากให้คิดถึงเราเป็นอันดับต้นๆ ถ้ามาแล้วต้องหยุดแวะพักที่นี่ ถ้าไม่ได้มาพักก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง (ยิ้ม)

ในอนาคตปุยยังคิดไว้ว่าจะทำร้านกาแฟที่รีสอร์ทด้วย คืออยากทำให้ที่นี่เป็นเสมือนวิถีชุมชนของเรา มีการชักชวนให้ผู้คนสวมใส่ชุดผ้าทอมือพื้นเมืองหรือชุดล้านนา เพื่อช่วยตอกย้ำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ จ.น่าน ที่ควรเก็บรักษาเอาไว้ ก่อนจะถูกหลงลืมและลบเลือนหายไป”…อัพเดทข้อมูลได้ที่ FB : ภูพิพัฒน์ รีสอร์ท และ IG : phupipat_resort

 

 

อาเมเรีย จาคอป กับ 8 วันเฉียดความตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490374

อาเมเรีย จาคอป กับ 8 วันเฉียดความตาย

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ตื่นเถอะลูก กลับมาอยู่กับหม่ามี้ ได้ยินเสียงหม่ามี้ไหม”

เป็นเวลา 8 วันที่ “ลำดวน จาคอป” เรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหากแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรักและห่วงใยของคนเป็นแม่ กุมมือลูกสาวแน่นเสมือนกำลังยื้อยุดกับพญามัจจุราช หากแต่ในความหลับใหลนั้น “เอมี่-อาเมเรีย จาคอป” ไม่ได้ยินเสียงใดๆ

ความทรงจำสุดท้ายที่เธอระลึกได้ คือ ขับรถออกมาจากกองถ่ายละครธิดาวานร 2 ต่อจากนั้น ปราศจากการรับรู้ใดๆ

ย้อนเวลากลับไป 9 ปี ละครธิดาวานรออกอากาศทางช่อง 7 สี ได้รับความนิยมมากล้น มีวลีฮิต “แม่มาๆ” จากสาวน้อยหน้าตาน่ารัก แต่ถูกบดบังด้วยผมเผ้ารุงรัง บุคลิกซุกซนราวกับวานร เพราะถูกลิงอุรังอุตังเลี้ยงดูกลางป่าตั้งแต่ยังเยาว์ ส่งผลให้เจ้าของที่สวมบทบาทนั้นโด่งดังตามละครเรื่องนี้ทันที

เอมี่ แจ้งเกิดจากละครเรื่องแรกอย่างสวยงาม ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป…

ธิดาวานรได้รับความนิยมมาก จนมีการผลิตมาถึง 60 ตอน เป็นละครที่ถ่ายไปออกอากาศไป เรียกว่านักแสดงรอบทกันหน้ากองเลยทีเดียว จนส่งผลให้มีธิดาวานร 2 ต่อทันที แต่ย้ายเวลาจากก่อนข่าวมาเป็นหลังข่าว แต่ละครออกอากาศได้เพียงสิบกว่าตอน เอมี่ นางเอกของเรื่องก็เกิดอุบัติเหตุหลังกลับจากกองถ่ายละคร

อุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงกว่าที่เธอคาดคิด และเธอจำอะไรไม่ได้เลย

“พี่นิว (วงศกร ปรมัตถากร) บอกว่าตกต้นไม้ มี่ก็เชื่อ”

หากในความเป็นจริง รถยนต์ที่เธอเป็นผู้ขับขี่เองเกิดอุบัติเหตุ รถชนกับเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างรุนแรงจนด้านหน้าพังยับเยิน เครื่องยนต์หลุดออกมาด้านนอก หลายเสียงบอกว่าปาฏิหาริย์ที่คนรอดมาได้ แต่ถึงกระนั้นเอมี่ก็อยู่ในโลกมืด ปราศจากสรรพสิ่งใดๆ นาน 8 วัน โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้กระทั่งเสียงเพรียกหาจากแม่บังเกิดเกล้า

กลางดึกของคืนวันที่ 24 พ.ย. 2552 ลำดวนได้รับโทรศัพท์ปลายสายจากกรุงเทพฯ แจ้งข่าวลูกสาวเกิดอุบัติเหตุ หัวอกคนเป็นแม่ฟังแค่นั้นก็เย็นวาบไปทั่วร่าง นอนไม่หลับ และจับเครื่องบินไฟลต์แรกจากภูเก็ตมายังโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ทันที

ระหว่างรอการเดินทางนั้น เธอก็ทราบข่าวร้ายผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ที่สนามบินภูเก็ต

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นอุบัติเหตุหนัก เขาบอกแค่อุบัติเหตุเย็บที่คางสามสี่เข็ม ไม่ได้บอกร้ายแรง ก็เดินทางมาคนเดียว พอเห็นข่าวในทีวี เห็นสภาพรถถึงกับช็อก ร้องไห้ นั่งมาแทบไม่มีสติ พอถึงโรงพยาบาลก็ย้ายไปรักษาต่อที่บำรุงราษฎร์ และโทรบอกพ่อเขาให้รีบมา ที่เรามาคนเดียวเพราะคิดว่าอาการไม่ได้สาหัส แต่พอเห็นเอมี่นอนในสภาพนั้น บอกเขาไปเลยว่าฉันอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องรีบมาเลยนะ”

อาการที่แพทย์แจ้ง เอมี่มีแผลฉีกขาดที่ใต้คางประมาณ 2 เซนติเมตร สะโพกแตกร้าว กระดูกเชิงกรานหัก ด้านซ้ายมีอาการบวม มีเลือดออกที่ข้อ แต่ไม่มีกระดูกหัก มีเลือดออกในสมอง 2 จุด รักษาตัวในห้องไอซียู และดูแล 24 ชั่วโมง เฝ้าระวังภาวะอันตราย

นาทีแรกที่เห็นลูกสาวนอนนิ่งไม่ได้สติ ลำดวนคิดเพียงว่า “เอาชีวิตแม่แลกชีวิตลูกได้ก็ยอม”

ลำดวนคือผู้ที่เฝ้ารอคอยลูกสาวให้รู้สึกตัว 8 วัน ที่จ้องมองร่างกายที่มีสายห้อยระโยงระยางเพื่อช่วยในการหายใจ ร่างกายไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ ทว่าบาดลึกเจ็บปวดเสียดแทงหัวใจผู้เป็นแม่

“คุณหมอบอกให้ทำใจ ถึงตื่นขึ้นมาก็อาจเป็นเจ้าหญิงนิทรา หรืออาจจะไม่ปกติ จะมีเอฟเฟกต์ของสมองที่มีเลือดคั่ง

ตอนที่ลูกหลับ ขอพยาบาลเฝ้า เขาก็เห็นใจ ตอนเขาปฏิบัติงานเราก็ออกมา เฝ้าเช้าจนถึงดึกทุกวัน เวลาบีบมือเขาเขาก็บีบตอบ แต่เขาไม่รู้สึกตัว ไม่ลืมตา เวลาพยาบาลดูดเสมหะ เขาเหมือนทรมานมากดิ้นแล้วบีบมือเราแรงมาก ภาพนั้นเห็นลูกทรมาน อยากเจ็บแทนลูก”

8 วัน เหมือนนานชั่วตาปี ไหนจะต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะได้ลูกสาวคนเดิมกลับมาไหม

“เรียกเขาตลอด ไหว้ทุกศาล และเราต้องเข้มแข็ง จะเป็นไรไม่ได้ เพราะถ้าเขาตื่นมา เขาไม่เจอเรา เขาจะอยู่ยังไง ระหว่างดูแลเขาก็ดูแลตัวเองด่วน เรียกตลอด บีบมือเขาตลอด ขอให้เขาฟื้นขึ้นมา จะตื่นมาในสภาพไหนก็รับได้”

ก่อนเข้าสู่วันที่ 9 ลำดวนนับวันนับคืน รอวันลูกสาวค่อยๆ ลืมตา

“นาทีนั้นไม่รู้จะขอบคุณอะไร ดีใจที่สุดแล้ว ถามเขาจำหม่ามี้ได้ไหม ถ้าจำได้ให้บีบมือ เขาก็บีบตอบ คนมาเยี่ยมเขาก็จำได้หมด แต่พูดไม่ได้เพราะมีเครื่องช่วยหายใจ ก็ใช้การเขียนเอา คือพอเขาตื่นมา เขาปกติทุกอย่าง”

หลังจากนั้นเอมี่ต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัดต่อ

เอมี่ เล่าบ้างว่า หลังจากฟื้นขึ้นมาเธอรู้สึกอย่างไร “มี่ไม่รู้อะไร ก็ตื่นมาปกติ ไม่ได้เจ็บปวดมาก คืนนั้นหนูนอนที่กอง รอบท แล้วออกจากกองเที่ยงคืน แล้วประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ก็ขับมาถึงแถวลาดหลุมแก้ว สะพานปทุม จากนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย”

บทเรียนในครั้งนั้น เอมี่บอกว่า หลังกลับมารับงานแสดงใช้การเดินทางโดยรถตู้กองถ่ายคอยรับ-ส่ง และปัจจุบันเธอขับรถเอง

“ไม่ได้กลัวการขับรถ เพราะหนูชอบขับรถเอง คนอื่นขับเราก็ไม่มั่นใจ ถ้าหนูง่วง หนูจะจอดนอนในปั๊มเลย ไม่ฝืน”

หลังจากอุบัติเหตุเอมี่มีงานแสดงอีกหลายเรื่อง แต่ในช่วงพักฟื้นทำให้ร่างกายมีน้ำมีนวลเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม แม้จะค่อยๆ พยายามลดน้ำหนัก แต่ก็ส่งผลกระทบกับงานแสดง เพราะนอกจากฝีไม้ลายมือแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทนางเอกต้องใช้รูปร่างหน้าตา

ปี 2554 เธอได้กลับมาแสดงละครธิดาวานร 3 แต่กระแสนิยมไม่พุ่งแรงเท่าภาคแรก มีผลงานมาอีกไม่กี่เรื่องข่าวคราวและงานก็ค่อยๆ ลดเงียบหายไป จนย้ายสังกัดจากช่อง 7 มาอยู่ฟากช่อง 3 ที่บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น แต่ก็มีผลงานไม่กี่เรื่อง เป็นนักแสดงในละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ และละครเรื่องกามเทพหรรษา ที่ออกอากาศจบไปแล้ว ส่วนผลงานในอนาคตเธอเองก็ยังบอกไม่ได้

“ตอนนี้ก็เหมือนฝึกแอ็กติ้งตัวเองไป เพราะก็ห่างงานแสดง ตอนนี้พร้อมทำงานเต็มที่ มี่เล่นบทไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนางเอก อยากเล่นตลก ชอบตลก เคยไปออกรายการยุทธการสะท้านตับ บริษัทฮาไม่จำกัด ไปรับเชิญ แต่มี่ขอเขาอยากเล่นประจำ”

เอมี่กำลังโด่งดังจากละครเรื่องแรก แต่อุบัติเหตุได้พลิกชะตาชีวิตบนเส้นทางบันเทิงของเธอ แต่ชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญ การได้ชีวิตคืนกลับมาสู่อ้อมกอดของแม่นั้นต่างหาก เป็นรางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด

และนับจากนี้ไป การใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท ทำทุกวันให้มีความสุข ถ้าใครพบเห็นเอมี่จะเห็นว่า เธอหัวเราะง่ายขึ้น ยิ้มง่ายขึ้น และมีความสุขเจือปนอยู่ทุกการกระทำของเธอ

 

 

กิตติยา จิตรภักดี กับแม่ ฉวีวรรณ พรหมหาญ คู่แม่ลูกผูกพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490234

กิตติยา จิตรภักดี กับแม่ ฉวีวรรณ พรหมหาญ คู่แม่ลูกผูกพัน

โดย…วรธาร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 ปิดฉากไปเรียบร้อยการประกวดไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2016 โดยตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดลตกเป็นของสาวสวยน่ารักหุ่นดีวัย 17 ปี เจ้าของส่วนสูง 173 ซม. ใบหม่อน-กิตติยา จิตรภักดี จากกรุงเทพฯ พร้อมการันตีการเป็นนักแสดงของช่อง 7 สีไปเรียบร้อย

ความสำเร็จของใบหม่อน นอกจากความสามารถด้านการเดินแบบที่โดดเด่นสง่าทุกองศา บุคลิกและรูปลักษณ์ที่ใช่สำหรับความเป็นซูเปอร์โมเดลแล้ว แน่นอน ในวันนั้นเธอได้รับกำลังใจล้นหลามจากเสียงโหวตของประชาชนคนไทยที่เทคะแนนให้มาเป็นอันดับหนึ่ง

ด้วยความสามารถ บวกรูปลักษณ์ บวกคะแนนโหวต จึงส่งให้เธอคว้าตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดล 2016 ไปครองเหมาะสมโดยประการทั้งปวง

ทว่าที่ไม่พูดถึงมิได้ คือกำลังใจสำคัญจากคนในครอบครัวคุณพ่อ พี่ชาย น้องชาย และโดยเฉพาะคุณแม่ ฉวีวรรณ พรหมหาญ ที่ใบหม่อนสนิทและติดแม่มาก และเป็นคุณแม่นี่แหละที่คอยดูแลใบหม่อนตลอด ตั้งแต่ก่อนการประกวดไทยซูเปอร์โมเดลมาจนสิ้นสุุดการประกวด ปัจจุบันคุณแม่ยิ่งห่วงเพราะชีวิตต่อจากนี้ใบหม่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง

จากใจใบหม่อน “คุณแม่คือดวงใจของหนู”

“หนูติดแม่มากค่ะ คงเพราะหนูเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวด้วยล่ะ คุณแม่ค่อนข้างห่วง ตอนหนูยังเป็นเด็กอาจไม่กังวลเท่าไร แต่พอเริ่มโตเป็นสาวก็เริ่มห่วง กลัวว่าเราจะพลาดในการดำเนินชีวิต ก่อนนี้ตอนหนูเรียน ม.4 ที่โรงเรียนย่านหนองจอก (พอขึ้น ม.5 ย้ายมาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี) คุณแม่ไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณน้า (น้องชายแม่) ที่ จ.ชลบุรี ท่านห่วงความปลอดภัย เพราะย่านหนองจอกนักเรียนมีเรื่องตีกันบ่อยๆ พอขึ้น ม.5 ท่านก็ย้ายหนูมาเรียนที่สวนกุหลาบซึ่งอยู่ใกล้บ้าน

“คุณแม่พยายามปลูกฝังให้หนูและลูกทุกคนเชื่อในเรื่องของกรรม เช่น เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ปลูกฝังในเรื่องความกตัญญกตเวที ซึ่งเป็นธรรมะที่ส่งเสริมให้คนทุกคนเป็นคนดี ตอนเด็กๆ แม่จะพาลูกๆ ไปวัดบ่อย ท่านเคยบวชชีพราหมณ์ แล้วก็เคยให้หนูบวชด้วย ส่วนน้องชายก็ให้บวชเณร ซึ่งในการบวชชีพราหมณ์ครั้งนั้น หนูไม่เคยลืม เพราะหนูได้หลายอย่างจากการบวช โดยเฉพาะมันทำให้หนูรักแม่มากที่สุดจนวันนี้” ใบหม่อน เล่า

ใบหม่อน เล่าต่อว่า ตอนบวชพระอาจารย์ที่ให้การอบรมจะเทศน์พรรณนาพระคุณของแม่ให้ฟัง ต้องบอกว่าเป็นการเทศน์ที่ลึกซึ้งมาก ชนิดที่คนฟังทุกคนอดน้ำตาไหลไม่ได้ แล้วบรรยากาศที่พระอาจารย์เล่ายิ่งเป็นใจ แบบว่าไม่เปิดโอกาสให้ใจเราไปนึกถึงเรื่องอื่นใด นอกจากเรื่องแม่และพระคุณของแม่เท่านั้น

“หลังจากวันนั้น คำว่าแม่อยู่ในใจหนูเสมอ เวลาทำอะไรหนูก็จะคิดถึงแม่ตลอด และอยากทำอะไรเพื่อแม่และครอบครัว ซึ่งการเข้ามาประกวดไทยซูเปอร์โมเดลครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่หนูต้องการทำเพื่อแม่และครอบครัว นอกเหนือจากความชอบในการเดินแบบเป็นการส่วนตัว หนูเคยคิด ถ้าสมมติได้ตำแหน่งขึ้นมาโอกาสที่จะได้ทำเพื่อครอบครัวก็มีมากขึ้น แล้วฝันก็เป็นจริง”

ใบหม่อน เล่าต่อว่า สิ่งหนึ่งที่คุณแม่พยายามปลูกฝังก็คือการสวดมนต์ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการสวดมนต์จะช่วยสร้างความมั่นใจและไม่ประหม่า ทั้งยังส่งเสริมให้ชีวิตประสบแต่สิ่งดีงาม

“หนูเริ่มสวดมนต์มานานพอสมควร คุณแม่นี่แหละหาหนังสือสวดมนต์ให้ เป็นแผ่นพับเล็กๆ พกไปไหนมาไหนสะดวก ในนั้นก็จะมีบทสวดต่างๆ เช่น พาหุง มหากา คาถาชินบัญชร เป็นต้น อยู่บ้านสวดประจำ เวลามาประกวดไทยซูเปอร์โมเดลก็พกใส่กระเป๋ามาด้วย ก็ทำให้หนูลดความประหม่าสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่ง”

แม่ฉวีวรรณบอก “ห่วงลูกคนนี้มาก”

“ถ้าถามว่าห่วงลูกคนไหนมากสุด คงเป็นเขานี่แหละ (ลูกชายคนโตเป็นทหาร คนเล็กเป็นนักบอล) เพราะแม่มองว่าเขายังเด็กอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความคิดความอ่าน เรื่องการพูดการจา น้องพูดไม่เก่ง เช่น การพูดต่อหน้าคน ต่อหน้าสื่อ บางทีพูดห้วนๆ คำว่าคะมันหลบใน คนก็มองว่าพูดห้วนไป ยังต้องพัฒนาปรับปรุงในส่วนนี้ แต่การได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 เชื่อว่าน้องน่าจะพัฒนาและยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ เพราะช่อง 7 มีการเทรนทุกอย่างในเรื่องศิลปะการแสดง การพูด การพัฒนาบุคลิกภาพอยู่แล้ว

คุณแม่ของน้องใบหม่อนขยายความถึงลูกสาวสุดรักสุดดวงใจคนนี้ว่า สำหรับนิสัยส่วนตัว ใบหม่อนเป็นคนจิตใจดี ไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ใจ มีความรับผิดชอบสูง

“เรื่องการเรียนไม่ทำให้พ่อแม่ต้องกังวลเพราะเขาบริหารจัดการของเขาเองเรียบร้อย เป็นคนมีสัมมาคารวะและมีความกตัญญูู เขาจะรักพ่อแม่ รักครอบครัว ทุกวันสำคัญ เช่น วันเกิดเขา วันเกิดเรา วันเกิดพ่อ หรือวันพ่อวันแม่แห่งชาติ เขาจะต้องหาดอกมะลิพาน้องมากราบพ่อกราบแม่ตลอด

“อย่างวันแม่ปีที่ผ่านมาเขาพาน้องมากราบและล้างเท้าให้แม่ เป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติประจำทุกปี อีกอย่างที่เขาชอบทำกับแม่บ่อยๆ คือ ชอบมาคลอเคลียหอมแก้มแม่ ไม่ว่าจะไปข้างนอกหรืออยู่ในบ้านเขาก็ทำ ถ้าถามแม่ว่าชอบไหมที่ลูกทำแบบนี้ ก็ต้องชอบอยู่แล้วเพราะมีลูกสาวคนเดียว”

เธอเน้นย้ำว่า ทุกวันนี้รู้สึกภูมิใจที่ลูกก้าวมาอยู่จุดนี้

“มันเหมือนฝันจริงๆ ค่ะ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะชนะเลิศตำแหน่งนี้ แต่พอได้แล้วก็ดีใจกันทั้งครอบครัวเลย อย่างไรก็ตามสำหรับน้องถือเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งเขาจะต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ เพราะอนาคตข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง สิ่งเดียวที่จะทำได้คือเร่งพัฒนาตัวเองให้พร้อมทุกด้าน ถ้าถามแม่ว่ากังวลไหมก็กังวล แต่ก็อยากให้กำลังใจเขาและเชื่อว่าลูกจะทำได้”

 

‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ สะสมความรู้ผ่านหนังสืออมตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490233

‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ สะสมความรู้ผ่านหนังสืออมตะ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ดารา คนดัง นักธุรกิจ นักการเมืองหรือข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงๆ ในสังคมล้วนแต่มีของสะสมล้ำค่าประดับบารมีให้สาธารณะได้ยกย่องถึงความมั่งคั่งมั่งมีกันเต็มไปหมด เช่น รถหรู นาฬิกา ปืน พระเครื่อง ฯลฯ แต่สำหรับ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีของสะสมที่แตกต่างจากคนอื่น

“ผมสะสมความรู้จากการอ่านหนังสือ เพราะของมีค่าแม้จะตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่ความรู้อยู่ติดตัวเราไปจนวันตาย ไม่มีใครมาขโมยหรือฉกชิงไปจากเราได้ ยิ่งปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ยิ่งตัวผมเป็นนักกฎหมายย่อมต้องเป็นนักอ่านตัวยง ดังนั้นที่บ้านของผมมีชั้นวางหนังสือหลายสิบตู้ไว้เก็บหนังสือที่สะสมมาตั้งแต่อ่านออกเขียนได้”

การสะสมความรู้ไม่ใช่แค่การอ่านเท่านั้น การได้ทำงานกับคนมีความรู้ความสามารถคือสิ่งสำคัญ ยิ่งที่สำนักงานกฤษฎีกา ผมได้ทำงานกับปรมาจารย์กฎหมายหลายคน จนหล่อหลอมกลายเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งปรัชญาการทำงานด้านกฎหมายของผมคือ สะอาด สว่าง และสงบ เป็นคติในการทำงานตลอดชีวิตรับราชการ

ปกรณ์ เล่าว่า เริ่มสะสมหนังสือตั้งแต่เด็กๆ ในยุคนั้นยังคงเรียนหนังสือด้วยการซื้อชีต หรือซีรอกซ์ตำรามาอ่าน จนพอมีเงินซื้อหนังสือเป็นเล่มๆ ทุกวันนี้ยังเก็บรักษาไว้อยู่ แม้จะมีบ้างที่ต้องจำใจต้องรื้อทิ้งออกมาทำลาย เพราะปลวกกิน แต่ก็ยังเก็บไว้อย่างดีทุกเล่มโดยเฉพาะหนังสือกฎหมายระดับปรมาจารย์เขียนทั้งไทยหรือต่างประเทศ มีเก็บไว้หมด เช่น หนังสือของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชากฎหมายไทยมาเป็นเวลานานจนได้รับยกย่องเป็นปรมาจารย์แห่งวงการกฎหมายไทย และได้รับการกล่าวขานว่า ตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์ยุติธรรม

“ชั้นวางหนังสือที่บ้านผมไม่เคยจัดลำดับเป็นระบบอะไรเหมือนในห้องสมุดตามตัวอักษร หรือตามหมวดเรื่อง ผมอาศัยความจำที่ดีนี่แหละวางหนังสือเล่มตรงนั้นตรงนี้ไปตามใจชอบ ถ้าจะอ่านหนังสือเล่มไหนต้องถามผมคนเดียว ผมจึงจะหยิบให้ถูก ไม่งั้นหาไม่เจอหรอก ขนาดลูกชายผมอยากอ่านหนังสืออะไรผมยังต้องไปหยิบมาให้ แล้วจะย้ำลูกเสมอว่าพ่อหยิบจากตรงนี้นำมาวางไว้ที่เดิมด้วยนะ” ปกรณ์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่สามารถถ่ายทอดนิสัยหนอนหนังสือให้ลูกชายสุดที่รักได้ซึมซับ

ยิ่งครอบครัวผมเป็นบ้านนักกฎหมาย การพูดคุยกันจึงต้องใช้ “เหตุและผล” พร้อมกับยึดคติที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เพราะการตีไม่ใช่การทารุณกรรมเด็ก แต่เป็นการใช้เหตุและผลในการพูดคุยอธิบายกันว่าเรื่องไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ เรื่องไหนดีหรือเรื่องไหนไม่ดี เพราะหากเรื่องใดไม่ดีพ่อแม่ต้องกล้าตักเตือนลูกด้วยการตีบ้าง เพราะลูกอยู่ในสายตาของครอบครัวพ่อแม่ย่อมปลอดภัย แต่หากลูกไปกระทำผิดในสังคม เช่น หากกระทำผิดกฎหมาย ต้องถูกจับ หรือไม่ก็ ติดคุก ซึ่งเลวร้ายกว่าสิ่งที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนด้วยการตีหลายเท่านัก ดังนั้นการสอนลูกด้วยการตีไม่ใช่การลงโทษที่ผิด

ในห้องสมุดครอบครัว “นิลประพันธ์” ไม่ใช่แค่หนังสือกฎหมาย แต่มีหนังสือทุกชนิดโดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วโลกมีเก็บหมด ความคลั่งไคล้ในการรักการอ่านส่งผ่านไปยังลูกชายวัย 15 ปี ที่ตอนนี้สามารถขยับตัวเองไปเรียนต่อเมืองนอกประเทศนิวซีแลนด์ได้ ตั้งแต่ลูกยังเล็กราว 2-3 ขวบ ก่อนนอนผมจะอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปในรูปแบบนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน จนเมื่อลูกโตขึ้นเติบโตทางความคิดได้สร้างนิสัยรักการอ่านและการตั้งคำถาม

“วันหนึ่งลูกผมมาถามผมว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ คืออะไรครับพ่อ ผมจูงลูกมาที่ห้องหนังสือแล้วหยิบหนังสืออมตะ 3 เล่มให้ลูกเอาไปอ่าน ถ้าลูกอ่านจบจะเข้าใจว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ คืออะไร”

หนังสือเล่มแรกที่ปกรณ์เลือกเป็นหนังสือของ ลีโอ ตอลสตอย นักเขียนชาวรัสเซียผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ถือเป็นคนที่ได้รับการขนานนามว่า เพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมของโลก ผลงานที่เป็นอมตะไว้มากมาย เช่น สงครามและสันติภาพ แอนนา คาเรนินา คนกับนาย และความตายของอีวาน อิลลิช เป็นต้น

ต่อมาเล่มที่สองคือ The Communist Manifesto หรือคำแถลงนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นหนังสือการเมืองเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงต่อประวัติศาสตร์โลก เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ และ ฟรีดริช เองเงิลส์ เนื้อหาสาระเป็นการวางเป้าหมายของสหพันธ์และแผนดำเนินการ กับทั้งยังได้แถลงนโยบายในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการปฏิวัติของชนกรรมาชีพในอันที่จะโค่นล้มระบบทุนนิยมและสร้างสังคมที่ปราศจากชนชั้น

สำหรับหนังสือเล่มที่สาม คือ ดอกเตอร์ชิวาโก เป็นวรรณกรรมที่กลายมาเป็นภาพยนตร์ชีวิต รัก และสงคราม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนายแพทย์และกวีชาวรัสเซียชื่อ นพ.ยูริ อังเดรเยวิช ชิวาโก และความรักที่มีต่อหญิงสาวสองคน คือ ลาริซซา “ลารา” แอนติโปวา และ ทันยา โกรมีโก ฉากหลังในเรื่องกินเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติรัสเซีย สงครามกลางเมืองรัสเซีย ไปจนถึงการโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และสถาปนาสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ทศวรรษ 1910 จนถึงทศวรรษ 1950 ทั้งหมดจะทำให้รู้ลึกซึ้งถึงที่ไปที่มาของลัทธิหรือความคิดคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง

ปกรณ์ เล่าว่า ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ผมชอบ หรือรักที่สุด แต่ปลื้มใจหนังสือทุกเล่มที่สะสม เพราะหนังสือเหล่านี้ทำให้เป็นคนที่มีความคิดและรักการอ่านจนกลายเป็นที่มาของนิสัยรักการเขียน เพราะการอ่านช่วยให้คิดวิเคราะห์หรือเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการมองหรือวิพากษ์สังคมได้

“ของสะสมที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ไม่ใช่ของมีค่าเป็นตัวเงิน แต่คือการสะสมความรู้จากหนังสืออมตะทุกเล่มที่ผมรัก เพราะการสะสมความรู้ คือ การสะสมหนังสือ”

 

 

12 ข้อคิด ‘แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีสุข’ สไตล์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490231

12 ข้อคิด ‘แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีสุข’ สไตล์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

โดย… ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

สักกี่คนที่อายุ 78 ปีแล้วจะสดชื่น เบิกบานทั้งกายใจ อย่างที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินชีวิตอยู่ในเวลานี้ นอกจากชีวิตนี้จะไม่เคยมีคำว่า “เกษียณ” อุทิศตัวทำงานอาทิตย์ละ 7 วันแล้ว ในวันนี้ของ ดร.สุเมธ ยังคงแอ็กทีฟ กระฉับกระเฉง แถมยังเดินป่าไหว จนหลายๆ คนอดถามไม่ได้ถึงเคล็ดลับการใช้ชีวิต  และนี่คือ 9 เคล็ดลับดีๆ ของการ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” จาก ดร.สุเมธ

1.อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง

หลายคนเมื่อเกษียณแล้ว มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทาง “กาย” พากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปกินอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน  ดร.สุเมธ บอกว่า โดยส่วนตัวทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร

2.ใช้ชีวิต อย่างมี “สติ”

ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการกิน แทนที่จะกินตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ “ปาก” ของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการกิน

3.น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง

เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีลเสียก่อน และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียง

4.ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม

เกษียณแล้ว อย่าเอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ แต่ให้พยายามหาเรื่องช่วยคนโน้นคนนี้ เท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

5.ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”

ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6.อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ

ตอนมีชีวิตอยู่ต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย  จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้วเกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7.ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น

คาถาที่ว่านี้  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8.อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ

เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ  เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ

9.อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ

เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า

10.รักษากายและจิต

ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์  คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute

10.อย่าหยุดทำงาน

เกษียณแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย ทำให้ ดร.สุเมธ ยังคงทำงานทุกวัน ส่งผลให้แข็งแรงจนถึงวันนี้

11.ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้

อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เกษียณแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ  ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก  เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว

12.ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต

อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข

แง่คิดดีๆ จาก ดร.สุเมธ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่ไลฟ์สไตล์และหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณ

… ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ”