มาเป็นชาวสวนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435414

มาเป็นชาวสวนกัน

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

เพราะเห็นใบกะเพราข้างบ้านนี่เอง ทำให้นึกถึงใบกะเพราที่มีขาย ซึ่งถูกเตือนจากสำนักอะไรสักแห่งว่า เป็นพืชที่มีสารตกค้างมากที่สุด นำหน้าพืชอื่นๆ ที่มีสารตกค้าง เอาแค่ใบกะเพราอย่างเดียวนี่คนกรุงเทพฯ ก็กินเกือบทุกวันอยู่แล้ว ถ้าคนปลูกต้นกะเพราขายใบแล้วอัดทั้งปุ๋ย ยาสารพัดเพื่อให้มันงาม ใบสวยใหญ่ ทนต่อโรค ยืดอายุ ไม่เหี่ยวง่าย ถ้าคนกินแล้ว สวย ทนต่อโรค ไม่ป่วย อายุยืน เหมือนใบกะเพรานั้นก็ดีหรอก แต่ไม่ใช่อย่างนั้น มันตรงกันข้ามกันทั้งป่วยทั้งแก่แล้วก็เหี่ยวตาย

มันน่าเจ็บใจกับการเป็นคนเมืองหรือคนกรุงเทพฯ ที่ต้องมีชะตากรรมๆ ซัดวิบัติเป็นไม่รู้จบ กินผักก็เจอสาร กินปลาก็เจอฟอร์มาลิน กินหมูก็มีสารเร่งเนื้อแดง มีแต่ของเฮงซวย อยากหนีจากเป็นคนเมืองไปเป็นชาวบ้าน ชาวสวน ชาวไร่ ดีกว่าเลือกทางชีวิตของตัวเองได้ ผมมีเพื่อนหลายคนหนีออกไปจริงๆ บางคนเป็นเพื่อนรุ่นน้อง ยังอยู่ในวัยกำลังทำงาน งานดี ตำแหน่งสูง เงินเยอะ แถมเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก ออกไปซื้อที่สวน เสาร์-อาทิตย์ไปอยู่สวน ใส่บู๊ต ใส่หมวก มือถือกรรไกรตัดกิ่ง วันจันทร์เช้ากลับ เปิดหลังรถดูไม่จืด เข่งกล้วย หัวปลี มะนาว มะพร้าว ยอดชะอม เอามาแจก ขอซื้อก็ขาย แต่ขายครึ่ง แถมครึ่ง ผมเคยถามว่าคุ้มไหม เธอบอกว่าไม่คุ้มค่าน้ำมัน เหนื่อยจะตายชัก แต่ภูมิใจ สบายใจ ไม่หงุดหงิดกับการอยู่ในเมือง กินง่ายขึ้น สุขภาพดี อีกไม่นานไปอยู่เต็มตัว

ผมเองตอนนี้ไปอยู่สวน 3 วัน อยู่กรุงเทพฯ 4 วัน แต่สายเสียแล้วเพราะออกไปอยู่เอาตอนแก่ ทำอะไรไม่ไหวแล้ว ถึงอยู่สวนจะร้อนก็ยังดีกว่าร้อนในห้องสี่เหลี่ยม สบายตาเห็นต้นไม้มากกว่าคน ได้มีเพื่อนบ้านเป็นชาวสวน ได้รู้วิถีสวน ไปเดินตลาดนัดชาวบ้าน ซื้อผักริมรั้ว ผักห้างร้านของชาวบ้าน ซื้อปลาแม่น้ำ บางทีก็ซื้อเอากลับบ้านกรุงเทพฯ ส่วนพวกพืชสวนครัวอย่างมะเขือพวง ใบยี่หร่า มะกรูด ใบกะเพรา ก็เด็ดจากข้างบ้าน ใบกะเพราที่ขึ้นข้างบ้านนั้นรกเหมือนหญ้า กินไม่ทัน ถึงใบจะเล็ก ไม่สวย แต่ฉุนอร่อย ปลอดภัย 1,000%

ผมเชื่อว่าต้องมีหลายคนมีเป้าหมายว่า พออิ่มตัวจากอยู่กรุงเทพฯ แล้วจะไปอยู่ต่างจังหวัด จะไปซื้อคอนโดริมทะเลชะอำหรือหัวหิน หรือซื้อคอนโดริมภูเขาที่เชียงใหม่ หรือปลูกบ้านริมแม่น้ำท่าจีน ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ รักสงบ อยู่ง่ายๆ ไม่สิ้นเปลือง ได้ออกกำลัง ก็หนีไม่พ้นเป็นสวนเป็นไร่ ผมว่าถ้าชอบเป็นชาวสวนชาวไร่นั้น คอยตอนเกษียณแล้วกำเงินไปซื้อนั้นอย่าดีกว่า

ถ้ามีเป้าหมายจริงๆ เริ่มตั้งแต่ยังมีแรง ยังหนุ่มยังสาวได้เลยครับ ค่อยๆ ไปทำ กึ่งบุกเบิก วางแผนดีๆ ล่วงหน้า การที่ยังเป็นคนเมืองหรือทำงานในกรุงเทพฯ นั้น ก็มีประโยชน์เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางแห่งข้อมูลข่าวสาร ได้การเรียนรู้เรื่องการวางแผน การจัดระบบการเงิน ระบบสุขภาพอนามัย และช่องทางการติดต่อหรือเครือข่าย เมื่อแน่นดีและพร้อมแล้วก็ค่อยออกไปเต็มตัว ไปตั้งแต่ยังมีพละกำลังเพราะทุกอย่างต้องทำด้วยมือ

ผมแนะนำว่า อย่าไปหาที่หาทางไกลๆ หรือสวยสำเร็จรูป ถ้าใครมาบอกว่ามีที่ 30 ไร่ อ.ทุ่งช้าง น่าน หรือด่านช้าง สุพรรณบุรี หรือประโคนชัย บุรีรัมย์ ราคาถูกไร่ละหมื่นต้นๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปดูหรอกครับ เพราะพอซื้อแล้ว ตอนแรกๆ ก็ไปบ่อย วันหยุดยาวทีไรก็ไปดูที่ พอนานๆ เข้าไม่มีเวลา ไปอีกทีวัชพืชท่วมหัว พอคิดว่าจะไปจริงๆ จะเอาแรง เอาเวลา เอาเงินเท่าไหร่ ไปทุ่มกับที่ดินราคาถูก

เอาใกล้ๆ นี่แหละ จ.เพชรบุรี ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐมรัศมีไม่เกิน 100-200 กิโลเมตร ไปทุกอาทิตย์ได้ เนื้อที่ 3-4 ไร่เท่านั้น ก็พอกำลังทำไหว อย่าเห็นว่าแพงไป ทีซื้อรถเก๋งเป็นล้าน เสื่อมสภาพ เสื่อมราคาทุกวันยังซื้อได้ การเริ่มต้นที่ที่ไม่ใหญ่นัก ทำพอคลำทางถูกแล้ว เดี๋ยวก็หาทางเพิ่มพูนทีหลังได้เอง และอีกอย่างการซื้อที่ใหญ่ๆ พอมันเกินกำลังแล้วจะหาแรงงานมาช่วยก็ลำบาก อนาคตค่าแรงยิ่งแพงขึ้น แค่ตัดหญ้าอย่างเดียวก็จุกแล้ว

ที่สำคัญคือแหล่งน้ำ ระบบชลประทานมีไหม สามารถดึงน้ำจากชลประทานมายังที่ได้หรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดเมื่อจะไปดูที่ ต้องไปหน้าร้อน แล้งๆ นั่นแหละ จะได้รู้ว่ามีน้ำหรือไม่ ที่ดินรกหน่อยไม่เป็นไร จะเป็นปลายสวน ปลายทุ่งนาได้ทั้งนั้น ถ้ามีต้นไม้เก่าอยู่แล้ว เช่น ไผ่ มะม่วง กล้วย มะพร้าว ยิ่งดีใหญ่ เมื่อคิดจะไปลงอะไรเพิ่มอะไร ก็ทำได้ดี เพราะมีต้นไม้พี่เลี้ยงอยู่บ้างแล้ว ขืนโล่งๆ ความชุ่มชื้นไม่มี ลงอะไรไว้โดนแดดเปรี้ยงๆ ก็เรียบร้อย ส่วนจะเริ่มลงอะไรก็ดูอนาคต มะพร้าวอนาคตดี บำรุงรักษาน้อย ทนทาน ให้ร่มดี ถ้าไปบ่อยพอต้นไม้เริ่มเข้าที่แล้ว ก็ลงพืชสวนครัวแบบอายุยืน มะม่วง กล้วย มะนาว มะกรูด มะละกอ และอีกหลายอย่างดีทั้งนั้น

อีกอย่างคือต้องใกล้ชุมชนหรือหมู่บ้าน ตำบล เพราะเพื่อนบ้านสำคัญมากเมื่อเป็นชุมชนก็มีถนน ไฟฟ้า น้ำประปาก็มี ประปาหมู่บ้านหรือประปาวัด จะยังมีอนามัยหรือโรงพยาบาลขั้นพื้นฐาน มีระบบรถยนต์สาธารณะ เมื่อยังทำงานอยู่ ยังมีเวลา ดูเรื่อยๆ ดูอย่างละเอียด ลองเริ่มต้นง่ายๆ ทดลองอยู่ พร้อมทุกอย่างแล้วไปเลยตอนนี้จะกินกล้วย พริก ตะไคร้ ใบกะเพรา กระถิน ชะอม ไม่ต้องห่วงเรื่องสาร จะมีเหมือนกันเป็นสาน ก็ 10 นิ้วมือที่ประสานกันทำขึ้นมาเองครับ

 

เลี้ยงลูกให้น่ารัก ประเด็นสาธารณะพ่อแม่ต้องไม่ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2559 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435347

เลี้ยงลูกให้น่ารัก ประเด็นสาธารณะพ่อแม่ต้องไม่ลืม

โดย…ชุติมา-อนุสรา

คลิปแม่พริตตี้วัยใสพาลูกเล็กไปกินอาหารแล้วสร้างความอิดหนาระอาใจให้คนรอบๆ ข้าง แม้กระทั่งนางงามรักเด็กเจออาจมีเบือนหน้าหนี กลายเป็นคลิปแชร์กันว่อนในโซเชียลช่วงสัปดาห์ที่แล้ว และไม่แค่ทอล์กออฟเดอะทาวน์เท่านั้น ผู้คนล้วนพากันพูดถึงพฤติกรรมแม่ลูกไม่น่ารักกลุ่มนี้ เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะกับการเป็นคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ แต่ก็ต้องไม่ลืมเอาใจใส่ทั้งต่อลูกของตัวเอง แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องเอาใจใส่ต่อสังคมในเวลาเดียวกัน

พ่อแม่มีลูกเล็กวัยกำลังซน จนบางครั้งต้องเจอภาวะควบคุมลูกไม่ได้ ทั้งเสียงร้องไห้ เสียงกรี๊ด แต่พวกเขากลับปราบเซียนตัวจิ๋วเหล่านี้ได้อยู่หมัด แค่มีวิธีแสนง่ายดายที่แม่ๆ พ่อๆ บางคนอาจหลงลืม

เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยง…คอยสั่งสอน

คุณแม่มือใหม่ที่ขอปฏิเสธผู้ช่วยพี่เลี้ยงมือโปร รัชชต เศรษฐ์วรเดช บอกเหตุผลว่าไม่อยากมีปัญหาปวดหัวพี่เลี้ยงลางาน ลาออก เพราะเพื่อนหลายๆ คนประสบปัญหานี้ถึงกับไปไม่เป็นจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัว ถ้าไม่อยากให้พี่เลี้ยงคือคนสำคัญที่สุดในบ้าน ไม่อยากให้ลูกติดพี่เลี้ยงมากกว่าแม่ ก็ไม่ต้องมีพี่เลี้ยงไปเลย แก้ปัญหาง่ายๆ ดี

เวิร์กกิ้งมัม “คุณแม่แนน รัชชต” บอกอย่างภูมิใจว่า ทุกวันนี้ลูกสาววัยขวบกว่าๆ “ด.ญ.นันท์นภัสร์ น้องคิตตี้” น่ารัก ร่าเริง อารมณ์ดี การพาลูกไปกินอาหารนอกบ้านคือไลฟ์สไตล์ที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว พ่อแม่กินอะไร คิตตี้กินด้วย ลูกน้อยวัยขวบกว่า ไม่ใช่เด็กมีปัญหาบนโต๊ะอาหารเลย

“นิสัยการกินอาหารที่ดีเริ่มต้นได้จากที่บ้านค่ะ ถ้ามีพี่เลี้ยงเดินป้อนไปทั่วบ้านเด็กก็จะติดนิสัยนั้นค่ะ แล้วมีปัญหาแน่ๆ ถ้าพาเขาไปกินข้าวนอกบ้าน น้องก็ต้องเดินไปกินไปอยู่นิ่งไม่ได้ ซีทที่นั่งกินอาหารสำหรับเด็กจำเป็นมากในวัยนี้ค่ะ แล้วต้องฝึกจริงจังให้ลูกนั่งกินไปพร้อมๆ กับเรา เด็กๆ ฟังรู้เรื่องนะคะ ดิฉันก็บอกเขาลูกต้องนั่งกินข้าวพร้อมๆ พ่อแม่นะคะ เด็กมีงอแงมีเล่นอยู่แล้วค่ะ ดิฉันก็ใช้ไม้แข็งถึงแม้เป็นลูกสาวเล็ก (หัวเราะ) แม่เก็บเลยถ้าไม่กิน แล้วบอกด้วยว่าถ้าไม่กินลูกก็หิวนะ

เราไม่มีพี่เลี้ยงแล้วทำงานด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเอาใจเดินป้อนข้าวลูกนานเป็นชั่วโมง ดิฉันก็ทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกๆ วัน เป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เขาเคยชิน คิตตี้กินข้าวเองได้สบายเลยค่ะ แล้วเทคนิคอีกอย่างคือการไปกินข้าวนอกบ้านอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงกว่าจะสั่ง กว่าอาหารจะมา ก็ต้องมีของเล่นชิ้นโปรด นิทาน เพลง หรือสติ๊กเกอร์ ให้เขาเล่นเพราะธรรมชาติของเด็กคือสมาธิสั้น อยู่นิ่งไม่ได้ แล้วกระเพาะเขาเล็กกว่าเรา อิ่มก่อนพ่อแม่ก็ยังกินอยู่เลย แล้วจะทำอะได้ลูกต้องมีของเล่นนิดหนึ่งจะได้ไม่รบกวนคนอื่น พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีค่ะ เพราะทุกๆ คนไม่ได้ชอบเด็กนะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ดิฉันมั่นใจค่ะว่าพาคิตตี้ไปกินได้ทุกๆ ร้านเลยค่ะ”คุณแม่รัชชต เผยวิธีเลี้ยงลูกด้วยตัวเองโดยไม่มีพี่เลี้ยง

อีกเรื่องคือเดินทางไปทั่วโลก 10 กว่าประเทศแล้ว ตั้งแต่ใกล้ๆ บ้านเริ่มอุ่นเครื่องทริปใกล้ๆ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไปจนอยู่บนเครื่องบินเกิน 10 ชั่วโมง อังกฤษ สเปน ไม่มีงอแงกวนใจให้ใครรำคาญ

 

“พาลูกไปตั้งแต่ 8 เดือน พาไปล่องเรือสำราญยาวถึง 2 อาทิตย์ ดิฉันแฮปปี้อยากให้เขาเห็นโลกกว้าง แล้วดิฉันก็ทำธุรกิจอิมพอร์ตเครื่องสำอางจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ปลอดภัยสูง แม่ลูกไปกันได้สบายมาก อยากให้เขาจำได้ว่าไปทำงานกับแม่ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ไปเมืองใกล้ๆ ก่อน กลัวนะคะการพาลูกขึ้นเครื่องบิน คิตตี้จะร้องไห้ไหม? กลัวที่สุดคือหูอื้อก็ต้องหาข้อมูลค่ะ โดยให้เขาดูดนมตั้งแต่เครื่องเทกออฟ โชคดีหลับปุ๋ย โชคดีค่ะลูกเลี้ยงง่าย แล้วก็พาไปประเทศไกลๆ ขึ้น พาไปอังกฤษ สายการบินคุณภาพจะให้ความสำคัญกับเด็กค่ะ ก็อำนวยความสะดวกพ่อแม่ที่มีเด็กเล็กๆ ได้เลือกที่นั่งสบายด้านหน้า แล้วอย่าลืมค่ะต้องมีเครื่องทุ่นแรงที่พ่อแม่ไม่เหนื่อย เช่น รถเข็น ไปสเปนคิตตี้ก็สบาย พ่อแม่ก็สบายเดินเที่ยวกันชิลๆ เลยค่ะ

การเลี้ยงลูกเหนื่อยนะคะ ดิฉันให้นมลูกด้วยต้องปั๊มนมทุก 4 ชั่วโมง ประชุมทำงานเสร็จก็ต้องปั๊มนมไปจนถึงกลางคืนด้วย ทำให้นอนไม่เป็นเวลา แต่มีความสุขค่ะ อยากทำให้ลูกทุกๆ อย่างตั้งแต่ทำอาหารให้ลูกกิน ขนมปังก็อบเอง เลี้ยงเอง เพียงเราสอนเรื่องวินัยอันดับแรกในวัยนี้เลยค่ะ ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ” คุณแม่แนน รัชชต ย้ำชิลๆ สบายๆ

‘พื้นที่ส่วนรวม’ พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ

อยากให้ทุกๆ ฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คือความเห็นคุณแม่ของสองบิ๊กบอยวัยกำลังซนสุดฤทธิ์ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร อย่างแรกแน่นอนว่าก็ต้องเป็นฝ่ายพ่อแม่ที่ต้องคำนึงถึงคำว่า Public Space หรือพื้นที่สาธารณะที่ลูกเราต้องไม่รบกวนหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ใช่ว่าแค่พ่อแม่ที่สร้างสังคมที่ดี ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าที่มีคุณภาพก็ต้องคำนึงและให้ความสำคัญกับเด็กด้วย
เช่นกัน

 

“ดิฉันมีลูกชายสองคน เวลาเลือกร้านอาหารก็จะเลือกร้านที่มีพื้นที่เฉพาะสำหรับครอบครัว มีที่ให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่น เพราะการมากินข้าวนอกบ้านก็คือช่วงเวลาผ่อนคลายนะคะ เด็กๆ ก็อยากมีความสุข
วิ่งเล่น หัวเราะ อาจมีกรี๊ดกันบ้าง โดยเฉพาะถ้าไปกลุ่มใหญ่ 4-5 คน ดิฉันเคยนัดกินข้าวกับครอบครัวเพื่อนๆ ที่มีลูกวัยเดียวกัน ก็ต้องเลือกร้านที่มีโซนเฉพาะ แล้วถ้าไม่มีเราก็ไม่อยากเข้าไปค่ะ เพราะบางทีไปแค่ครอบครัวเราเอง มีพ่อ แม่ ลูก พี่เลี้ยงอีกก็ 5 คนแล้ว บอก เลยอายนะคะ (หัวเราะ) สายตาที่คนมองมากลุ่มอะไรจะใหญ่ขนาดนั้น ถ้าเลือกได้ก็ตัดพี่เลี้ยงออกไป เพราะไม่อยากไปเยอะแยะ เกรงใจ รู้สึกอึดอัดใจกลุ่มใหญ่ๆ คนมองอยู่แล้วค่ะ

ดิฉันสอนลูกโดยไม่เคยสงสารตั้งแต่เด็กแล้ว กินข้าวก็คือต้องนั่งกินให้เป็นที่เป็นทาง มีที่นั่งเด็กกินบนโต๊ะอาหารพร้อมๆ กันทุกคน มีเข็มขัดรัดแบบคาร์ซีทเลยเพื่อไม่ให้เขาวิ่ง กินอิ่มจึงมีสิทธิเล่น ร้องไห้สิคะ (คุณแม่บอกพร้อมเสียงหัวเราะร่วน) แต่แม่ต้องใจแข็งค่ะ ร้องได้ร้องไป แม่ไม่มีทางอ่อนแอตามลูกแน่นอน แต่การที่ดิฉันเลี้ยงเอง ลูกชายทั้งสองคนก็ติดดิฉันมาก เขาเข้าใจค่ะว่าแม่อย่างไรก็เป็นแม่ เขาได้ความรักจากแม่ไปเต็มๆ เขาไม่สงสัยในความรักนี้ แม่ดุอย่างไรเขาก็เชื่อฟัง ร้องไห้แค่ตอนเล็กๆ ค่ะ ตอนนี้หนุ่มๆ กลายเป็นคนเรียบร้อยว่าง่ายทั้งคู่ เพื่อนๆ ก็ว่าดิฉันโหด แต่เรื่องแบบนี้ต้องสอนตั้งแต่เด็ก

ถ้าพ่อแม่ลูกไปกินอาหารด้วยกัน ดิฉันมีเคล็ดลับเลือกนั่งหลังร้านเลยค่ะ เพราะเป็นมุมที่รบกวนคนน้อยที่สุด เด็กก็คือเด็กนะคะ มีเหวี่ยง มีเสียงดัง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ดิฉันจะบอกก่อนว่าถ้าไม่หยุดแม่จะพาออกไปยืนหน้าร้าน แล้วก็พาไปจริงๆ ค่ะ ถ้าลูกเสียงดังเราต้องพาเขาออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด เพราะถ้าเราควบคุมเขาไม่ได้ก็จะมีคำพูดตามมาทันทีว่าพ่อแม่เป็นอย่างไรลูกก็เป็นแบบนี้แหละ”

 

‘หมอเด็ก’ แนะเลี้ยงลูกให้น่ารักในสายตาคนอื่น

พญ.นริศรา ติยะพรรณ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเวชธานี ให้ความรู้ว่าการจะเลี้ยงลูกให้น่ารักมีมารยาทสังคมที่ดีนั้น พ่อแม่คือส่วนสำคัญในการเลี้ยงดูให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีนิสัยเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยเริ่มตั้งแต่เด็กๆ วัยขวบกว่าก็สามารถสอนได้แล้ว เพราะเด็กจะเห็นตัวอย่างจากพ่อแม่

1.เอาอย่าง แม้ลูกจะวัยเพียง 1-2 ขวบ เขาก็สามารถรับรู้ได้โดยเห็นจากการกระทำของพ่อแม่เป็นแบบอย่าง แม้เขาจะยังพูดไม่ได้ก็ตาม เขาจะเริ่มซึมซับ การสอนลูกด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างจะได้ผล 80 เปอร์เซ็นต์ แต่การสอนด้วยการพูดอย่างเดียวจะได้ผล 20 เปอร์เซ็นต์ อย่าคิดว่าเด็กพูดไม่ได้จะไม่รู้เรื่อง เด็กสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัย 7-8 เดือน  ถ้าลูกเห็นพ่อแม่ใส่ใจแคร์คนอื่น เกรงอกเกรงใจ เด็กจะเรียนรู้ได้

2.โอกาส  พ่อแม่ต้องสอนและเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้เห็นอกเห็นใจคนอื่น โดยพ่อแม่อย่าสอนเพียงให้ลูกเป็นเด็กเรียนเก่งเน้นเรื่องเรียนดี ทำคะแนนได้ดีถึงจะชม เวลาที่ลูกทำดีมีน้ำใจในเรื่องอื่นๆ
ก็ต้องชมให้ลูกเห็นว่าการทำดีก็มีค่าไม่แพ้เรื่องการเรียน วันหยุดแทนที่จะให้ไปเรียนพิเศษ ไปเรียนดนตรี ก็ควรพาลูกไปทำงานจิตอาสาบ้าง ไปทำบุญบ้านเด็กกำพร้าบ้าง เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการทั้งด้านอีคิวและ
ไอคิวไปพร้อมๆ กัน

 

3.อารมณ์ สอนให้ลูกเรียนรู้อารมณ์ของตัวเองว่าตอนนี้กำลังโกรธอยู่ใช่ไหม เวลาโกรธลูกจะหน้าตาไม่น่ารัก ดูไม่ดี ลูกต้องพยายามข่มอารมณ์โกรธด้วยการสูดหายใจลึกๆ นับ 1-10 แล้วยิ้มให้กับตัวเอง เวลาลูกเดินผ่านร้านของเล่นอยากได้แล้วไม่ได้ร้องไห้กรี๊ดๆ พ่อแม่จะต้องเตือนสติว่าลูกกำลังโกรธใช่ไหม พยายามเก็บอารมณ์อย่าแสดงออกมากเกินไป ถ้าเป็นเด็กโต 5-6 ขวบ ก็สร้างกติการ่วมกันว่าพ่อแม่จะยังไม่ซื้อให้วันนี้เพราะอะไร เราไม่สามารถซื้อมันได้ทุกครั้งที่อยากได้ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กยังพูดไม่รู้เรื่องก็คือเลี่ยงไม่ให้ผ่านร้านของเล่น อย่าให้ลูกเห็นของล่อตาล่อใจแล้วอยากได้ แทนที่จะพาไปเที่ยวห้างก็พาไปสวนสัตว์บ้าง ไปวัดทำบุญบ้าง ให้ลูกรู้จักคุ้นเคยกับสถานที่อื่นๆ นอกจากห้างขายของ

การฝึกวินัยในเด็กยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้ผลดี แม้เด็กจะพูดไม่ได้ พญ.อัจฉรา ตราชู จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ แนะอีกวิธี ใช้ภาษากายเขาก็พอรู้เรื่อง เมื่อเด็กพูดได้วัย 2-3 ขวบนั้น พ่อแม่ต้องฝึกระเบียบ สร้างกติกาเล็กๆ น้อยๆ กับลูก เช่น ถ้าเสียงดังอาจจะทำโทษด้วยการให้นั่งเฉยๆ สัก 5 นาที พร้อมอธิบายว่ามันรบกวนคนอื่น เมื่อเขาทำได้ให้ชมว่าลูกทำดีมากแม่ภูมิใจ หรือให้รางวัลด้วยไอศกรีม หรือให้ของเล่น และควรพาให้เด็กไปเห็นอะไรที่หลากหลาย แทนที่จะพาไปเที่ยวห้างก็พาไปสวนสัตว์บ้าง ไปวัดทำบุญบ้าง ให้ลูกรู้จักคุ้นเคยกับสถานที่อื่นๆ นอกจากห้างขายของ

ถ้าพูดแล้วไม่เข้าใจยังกรี๊ดๆ ต้องอุ้มออกจากตรงนั้นไปที่อื่น แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่น เมื่อเด็กอารมณ์ดีแล้วค่อยอธิบายว่าลูกทำแบบนั้นไม่น่ารัก ถ้าทำอีกแม่จะลงโทษไม่พาออกไปที่นั่นอีก เด็กๆ เมื่อพูดเรื่องเดิมบ่อยๆ เขาจะเข้าใจว่าพ่อแม่จริงจังกับเรื่องนั้น

 

โรงเรียนพ่อแม่…อริยะสร้างได้

พ่อแม่ที่มีลูกอายุตั้งแต่แรกเกิด-12 ปี สนใจเลี้ยงลูกให้มีสัมมาทิฐิ หรือความคิดเห็นที่ถูกต้องโดยธรรม โรงเรียนพ่อแม่ เสถียรธรรมสถาน มีแนวคิดการนำธรรมะมาใช้ในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกคลอด จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ที่สร้าง “บ้านสายสัมพันธ์” (บ้านพักพิงสำหรับผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นแม่) การสร้างวงศาคณาญาติในการเลี้ยงดูเด็กใน “อนุบาลฝีมือพ่อแม่” “บ้านวันอาทิตย์” และ “ครอบครัวแห่งสติ” รวมถึงการจัดการศึกษาวิถีพุทธระดับปฐมวัยในบ้านเรียนแห่งรักและศานติ (ศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันด้วยจิตวิญญาณของ “บวรบ้าน วัด โรงเรียน” ที่ไม่มีรั้ว
แนวคิด “โรงเรียนพ่อแม่…อริยะสร้างได้” จึงเริ่มขึ้นเพื่อนำธรรมะมารับใช้สังคม นำความอบอุ่นของบ้าน ความมีวินัยของวัด คือการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น และการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามวัยของโรงเรียน มาบูรณาการเป็น “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของคนทุกวัยในครอบครัว” คุณพ่อคุณแม่สนใจติดต่อร่วมหลักสูตรนี้ได้ที่เสถียรธรรมสถาน

 

เดลิเวอรี่ความสวยถึงบ้าน ธุรกิจสตาร์ทอัพมีแววรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/434986

เดลิเวอรี่ความสวยถึงบ้าน ธุรกิจสตาร์ทอัพมีแววรุ่ง

โดย…วราภรณ์   ภาพ : FABbrigade และ Nail to Go

สตาร์ทอัพธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่มีแววรุ่งและน่าจับตามองก็คือ ธุรกิจเดลิเวอรี่ความสวยถึงบ้าน ในเมืองไทยที่เป็นที่รู้จักและโดดเด่นมี 2 ราย ได้แก่ FABbrigade หรือ FABapp แอพพลิเคชั่นรายแรกในไทย ที่จะตั้งใจมาปฏิวัติวงการความงามและสุขภาพ ด้วยการส่งช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ครูสอนโยคะพิลาทิส เทอราปิสต์นวด หรือช่างทำเล็บระดับมืออาชีพ ส่งตรงถึงบ้านได้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการตลอด 24 ชั่วโมง

อีกธุรกิจหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเป้าหมายธุรกิจเดียวกันแต่สเกลเล็กกว่า คือ การส่งช่างสปามือสปาเท้า และช่างทำเล็บไปที่บ้านของนักแสดงสาว แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล ที่ร่วมกับเพื่อนอีก 4 หุ้น ก่อร่างสร้างธุรกิจมาตั้งแต่ต้นปี และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ในอนาคตหากมีการบริหารและจัดการดีๆ เพราะใครๆ ก็อยากได้ชีวิตที่สะดวกสบาย

ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านส่งตรงความสวยถึงบ้านนี้ ดาลัด ตันติประสงค์ชัย ผู้ก่อตั้ง และ COO บริษัท แฟบริเกด (ไทยแลนด์) มองว่าไม่ใช่เทรนด์ที่มาและจะหายไป และมีแนวโน้มจะเติบโตได้ในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นสิงคโปร์ก็มีบริการคล้ายเมืองไทย แต่สำหรับประเทศไทยได้เปรียบเพราะตลาดบิวตี้และสปาคนไทยมีความเชี่ยวชาญ

 

“ตลาดความงามมีแนวโน้มเจริญเติบโตสูงขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องทำ และคอนเซ็ปต์ของเราไม่เคยมีใครทำมาก่อน การที่สวยเสิร์ฟได้ผ่านแอพ แม้มีการโทรเรียกช่างบ้าง แต่การจองผ่านแอพเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ตลาดมากขึ้น และยังเป็นการเชื่อมโยงผู้ให้กับผู้รับบริการกับผู้ให้บริการมาพบกัน” ดาลัด  กล่าว

หน้าสวย-หุ่นเฟิร์มได้ทุกที่

จะดีแค่ไหนหากว่าเวลาพักผ่อนที่มีอันน้อยนิด แล้วสามารถปรนนิบัติให้เวลากับตนเองได้เพียงกดแอพพลิเคชั่นจองครูสอนโยคะ หรือช่างแต่งหน้า ช่างทำผมมาให้บริการถึงบ้าน ซึ่งทางฝั่งยุโรปและอเมริกามีให้บริการชนิดนี้แล้ว แต่เมืองไทยยังถือเป็นเรื่องที่ใหม่มาก นักธุรกิจคลื่นลูกใหม่ชาวไทยจึงจดจำโมเดลของการให้บริการเดลิเวอรี่ความสวยถึงบ้าน โดยปรับใช้ดึงความเก่งของคนไทยมาให้บริการให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงานที่เปลี่ยนไป หนึ่งในธุรกิจนี้ก็คือ FABbrigade หรือ FABapp บริหารงานโดยสองกูรูด้านการบริหารการเงินและโยคะ ได้แก่ ดาลัด และสุพัตรา โบรมิโลว์ ผู้ก่อตั้ง และ COO ของบริษัท แฟบริเกด (ไทยแลนด์) ครั้งแรกในประเทศไทยกับแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการด้านความงามและสุขภาพส่งตรงถึงบ้านคุณ ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส

“ดิฉันทำงานอยู่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ กลับมาบ้านที่กรุงเทพฯ บางทีเราก็อยากให้เวลาตัวเอง แต่เวลาก็มีจำกัด ไหนจะต้องไปเจอคุณพ่อคุณแม่ ต้องหาเวลาทำสปา ทำเล็บ เพราะเรายุ่งประชุมทำงานตลอด จะออกไปพบปะผู้คนหัวฟู เล็บดำก็ไม่ได้ เวลาทำสวยหรือมีเวลาเพื่อตัวเองก็มีแค่เสาร์และอาทิตย์ เวลาดิฉันมีจำกัดมากๆ ปกติดิฉันทำงานอยู่สิงคโปร์ที่ต้องบินไปต่างประเทศบ่อยมากๆ พอกลับมาเมืองไทยช่วงสั้นๆ ก็ต้องหงุดหงิดกับปัญหารถติด และสถานที่ให้บริการอยู่คนละที่ มีครั้งหนึ่งเปิดเว็บไซต์ของนิวยอร์ก เขามีการให้บริการเดลิเวอรี่ช่างทำผมแต่งหน้าไปที่บ้านได้ เราเห็นว่ามันเจ๋งมากๆ ถ้าเราสามารถผสมผสานเซอร์วิสที่ผู้หญิงทำงานอย่างเราต้องการ  สำหรับคนที่มีเวลาจำกัดมีไว้ในแอพพลิเคชั่นเดียวกันมันน่าสนใจ ก็คิดเล่นๆ แล้วก็ชวนเพื่อนมาทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งถือว่ามันเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจค่ะ” ดาลัด กล่าวถึงแรงบันดาลใจ

 

เนื่องจาก FABbrigade เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ จึงศึกษาตลาดก่อนลงมือทำ และพบว่าถ้าจะเปิดให้บริการชนิดนี้ต้องเข้าถึงใจและต้องตอบโจทย์ผู้ให้บริการและผู้รับบริการให้ได้ ถ้ามีแอพพลิเคชั่นเป็นแพลตฟอร์มทำให้ทั้งสองฝ่ายมาเจอกัน ประกอบกับคนไทยมีฝีมือด้านความสวยความงาม ครูโยคะ และมีสปาที่มีฝีมือไม่แพ้ช่างระดับอินเตอร์ ทำไมไม่สนับสนุนตรงนี้

ให้บริการไปแล้ว 7 เดือน ปัจจุบันมีลูกค้ารับบริการ 80% เป็นผู้หญิง 20% เป็นผู้ชาย เพราะลอนซ์บริการแรกด้วยแต่งหน้าทำผม

“ฟีดแบ็กถือว่าเกินความคาดหวัง คือก่อนเปิดเราคุยเรื่องบริษัทกับกลุ่มเพื่อนๆ ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ว่า เออ ทำไมเมืองไทยยังไม่เคยมีให้บริการแบบนี้ ตอนนี้เรามีช่างมากกว่า 300 คน มาเป็นทีมงาน และมีลูกค้าที่มาใช้บริการแล้ว 2,000 คน และเกิดการเรียกใช้บริการซ้ำด้วย  คือตอนแรกเราเปิดให้บริการแต่งหน้าทำผมก่อน ลูกค้าผู้หญิงจึงมีมากกว่าผู้ชาย เดือน มิ.ย.นี้ เรากำลังจะลอนซ์สปาและบริการนวดต่างๆ เช่น นวดน้ำมัน นวดไทย ในอนาคตเราจะเพิ่มบริการตัดผม แวกซิ่ง สักคิ้ว โดยช่างของเราจะเอาอุปกรณ์ไปเองทั้งหมด จะเรียกเราไปที่ออฟฟิศ บ้าน โรงแรมเราไปหมด ซึ่งลูกค้าจะอยากใช้เครื่องสำอางตัวเองก็ได้ แต่เราก็จะมีช่างที่มีเครื่องสำอางท็อปแบรนด์อย่าง บ๊อบบี้ บราวน์ แม็ก ชาแนล เราก็มีให้เลือก เพียงแต่ลูกค้ากำหนดมาเถอะว่าอยากได้อะไร เรามีบริการทั้งหมด” สุพัตรา กล่าว

สำหรับวิธีใช้แอพพลิเคชั่นต้องเข้าถึงง่าย เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ทั้งในระบบแอนดรอยด์ และไอโอเอส เสิร์ชในแอพสโตร์ หรือเพลย์สโตร์ คำว่า FABbrigade  แล้วดาวน์โหลดเป็นไอคอนชื่อ FAB คลิกเข้าไป จะจองบริการอะไรก็เลือกได้ ซึ่งหน้าแรกของแอพจะมีการสอนวิธีการใช้อย่างละเอียด โดยมีให้เลือกเซอร์วิส ไลน์ ที่ให้เลือกได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ได้แก่ แต่งหน้า ทำผม โยคะ พิลาทิส
สปามือและเล็บ ใครอยากเลือกบริการอะไรแตะเข้าไป ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกความเชี่ยวชาญของช่างหรือครูได้ว่าอยากได้เชี่ยวชาญมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งสามารถเลือกลุคแต่งหน้าทำผมที่อยากทำ ซึ่งมีตัวอย่างให้ดูไว้หมด

 

ทีมงานที่ถูกเรียกว่า FABsquad มีให้เลือกตามระดับประสบการณ์ ตั้งราคาที่สมเหตุสมผล และในอนาคต สุพัตรา มองว่าลูกค้าสามารถเลือกดูโปรไฟล์และผลงานของช่างในทีมได้ด้วย โดยการให้บริการจะแบ่งเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ GLAMbrigade บริการแต่งหน้าและทำผมราคาเริ่มต้นสำหรับแต่งหน้าที่ 2,450 บาท ทำผมเริ่มที่ 1,450 บาท OMbrigade ครูฝึกโยคะ ครูพิลาทิส และเทรนเนอร์ส่วนตัว ราคาเริ่มต้นที่ 1,650 บาท SPAbrigade นวดผ่อนคลายและนวดกดจุดราคาเริ่มต้นที่ 1,750 บาท และ NAILbrigade บริการทำเล็บมือและเท้า ราคาเริ่มต้น 1,650 บาท เป็นต้น

“เรตสูงสุดของเราคือช่างที่มีประสบการณ์สูงกว่า 8 ปี ซึ่งเป็นช่างที่มีชื่อเสียง เราจะแบ่งระดับเป็นจูเนียร์ ราคา 1,150 บาท ระดับ PREMIUM ราคา 1,650 บาท และ VIP ราคา 2,250 บาท เพราะลูกค้าอยากได้ลุคไม่เหมือนกัน อยากไปงานแต่งงานหรือปาร์ตี้ ก็ราคาเลือกปานกลางก็ได้ เพราะเราตั้งราคาเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคน เพราะแต่ละคนมีความต้องการและความจำเป็นไม่เหมือนกัน ก็สามารถเลือกได้ตามต้องการ การเลือกครูโยคะก็เช่นกันมีให้เลือกในระดับที่ลูกค้าพอใจ มีการกรอกที่อยู่ของผู้รับบริการ มีการคอนเฟิร์มนัดจากทีมงานเสร็จสรรพ ที่รวดเร็วกว่านั้นคือสามารถทำการบุ๊กกิ้งได้ด่วนๆ เพียง 2 ชั่วโมงล่วงหน้าด้วย สำหรับการเก็บสตางค์จะหักผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น หลังจากใช้บริการเสร็จแล้วจึงค่อยจ่ายสตางค์ผ่านบัตรเครดิต”

แน่นอนความสะดวกสบายที่ลูกค้าจะได้ ก็คือกลุ่มลูกค้าที่พวกเธอมองก็คือ เป็นผู้หญิงทำงานที่มีงานยุ่ง หรือกลุ่มแม่ที่เขาเลี้ยงลูกทำงานไปด้วย แต่เขาสนใจความงาม ความสวย แต่เขาใช้ชีวิตยุ่งๆ ทีมงานจึงเพิ่มความสะดวกสบายกับชีวิต
พวกเขา

“วัดจากตัวเองพยายามจะจองช่างแต่งหน้าไปงาน แต่จองไม่ได้ เราวุ่นมากเลยเพราะไม่รู้ไปหาที่ไหน และไม่รู้จะไว้ใจฝีมือได้ไหม เราจึงพยายามคัดเลือกช่างมาแล้ว ลูกค้าสามารถขอดูผลงานของช่างได้ก่อนเลย และที่สำคัญไม่ต้องยกหูเลย สามารถจองผ่านแอพ เรียกช่างมาถึงบ้านเราเลย อย่างโทรไปติดต่อเคาน์เตอร์เครื่องสำอางตามห้างคิวไม่ว่างเลย เราจึงมีทีมซัพพอร์ตเยอะมาก และเพียงพอกับความต้องการลูกค้า เพิ่มความสะดวกสบาย คุณภาพระดับท็อปที่ไว้ใจได้” ดาลัด กล่าว

 

ช่างทำเล็บถึงบ้าน

แรงบันดาลใจให้บริการทำเล็บและนวด ทำสปาเล็บมือเล็บเท้าถึงบ้านของ แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล ผู้ริเริ่มทำธุรกิจ Nail to Go ส่งความสวยถึงบ้าน มาจากด้วยไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของเธอมีเวลาในแต่ละวันค่อนข้างน้อย บางครั้งไปนั่งทำเล็บตามร้านทำเล็บ ต้องพบกับความยุ่งยากในการต้องจองคิวช่างล่วงหน้า ประกอบกับอาชีพนักแสดงต้องเลิกงานดึก ไปรับบริการตามร้านดึกๆ ก็ไม่สะดวก แต่พอมีธุรกิจ เนล ทู โก เธอหรือลูกค้าสามารถรอรับบริการอยู่บ้านหากรู้สึกอยากทำเล็บได้ และสามารถเรียกช่างมาทำพร้อมกันหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ แตกต่างจากไปตามร้านที่การให้บริการมักแยกกัน เช่น ทำเล็บเสร็จก็ต้องเสียทั้งเวลาและเดินทางรถก็ติดเพื่อไปร้านทำผม แต่ตอนนี้ชีวิตมีทางเลือกแล้ว ซึ่งราคาก็ใกล้เคียงกัน ที่เสียเพิ่มคือค่าเดินทางของช่างเท่านั้น

“อยู่บ้านสามารถโทรสั่งให้ช่างผม ช่างเล็บมาบริการถึงบ้านได้พร้อมๆ กัน มันเหมาะกับการใช้ชีวิตของคนยุคนี้มากๆ” ธุรกิจเปิดมาตั้งแต่ต้นปีฟีดแบ็กดีมากๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นบริการที่ให้ความสะดวกกับลูกค้า เพราะลูกค้ามีเวลาน้อย โดยเฉพาะอาชีพนักแสดงต้องถ่ายละครเป็นระยะเวลาหลายเดือน การเดินทางไปร้านทำเล็บไม่สะดวก แต่บริการนี้สามารถเรียกไปให้บริการถึงกองถ่ายก็ได้

“บริการที่ลูกค้านิยมตอนนี้ ได้แก่ ทำเล็บ ทาสีเจล ถอดเล็บ เพราะเราให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส คือ สั่งผ่านไลน์ หรือโทรสั่งที่เบอร์ของร้านก็สะดวกมากๆ นัดแนะเวลากัน วันรับบริการลูกค้าไม่ต้องเตรียมอะไร แม้กระทั่งเก้าอี้ กะละมัง เครื่องอบเล็บ ฯลฯ เราจะเตรียมไปเอง เพราะหลักการบริการของเราคือ ต้องการให้ลูกค้าได้รับบริการที่สบายสูงสุด ไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะเราจะให้บริการเหมือนอยู่ร้านทำเล็บเลย”

 

ด้วยฟีดแบ็กที่ดีจากระยะแรกมีแค่บริการทำเล็บ สปามือ เริ่มต้นที่ราคา 600 บาท สปาเท้าบวกทาสีธรรมดา 1,000 บาท สปามือบวกทาสีเจล 1,100 บาท สปาเท้าบวกทาสีเจล ราคา 1,500 บาท หรือทาสีเล็บอย่างเดียวเริ่มต้นที่ 300-900 บาท และยังมีการให้บริการสปาสำหรับสุภาพบุรุษด้วย โดยสปามือ 400 บาท สปาเท้า 800 บาท สำหรับเด็กก็สามารถด้วยราคาโปรโมชั่นลด 50% ส่วนการให้บริการนวด อย่างนวดไทย นวดเท้า และนวดคอบ่าไหล่ 1 ชั่วโมง สนนราคาที่ 500 บาท 2 ชั่วโมง 950 บาท เท่ากันหมด แต่สำหรับนวดน้ำมันและนวดอโรมา 1 ชั่วโมง 900 บาท 2 ชั่วโมง 1,550 บาท

“แป้งไม่เคยคาดหวังว่าธุรกิจนี้จะไปได้ดี เพราะเราทำแค่สนองความต้องการของตัวเอง และคิดว่าน่าจะมีคนชอบเหมือนๆ เรา กำไรก็ดีนะคะ จนรู้สึกแปลกใจว่าทำไมไม่มีคนคิดนะ แป้งก็เลยคิดทำขึ้นมา พอไปชวนเพื่อนๆ เขาก็ชอบ ปกติแป้งไม่ได้ไปทำเล็บที่ร้านอยู่แล้ว ชอบนั่งทำเล็บที่บ้านที่สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ พร้อมๆ ไปได้ เช่น ชมภาพยนตร์ แต่ไปนั่งทำเล็บเราต้องนั่งแบบนั้น มันน่าเบื่อ ตอนนี้แป้งอยากพัฒนาบริการให้มีลูกค้าจากเดิมกรุงเทพฯ เพิ่มเป็นปริมณฑลให้ได้ก่อน และพัฒนาฝีมือทีมงานให้เป็นมืออาชีพแบบไม่มีที่ติก่อนค่ะ”

กังวลกับการมีคู่แข่งหรือไม่ อรจิรา กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะทุกวันนี้คนมองหาความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น เพราะกรุงเทพฯ รถก็ติด เวลาคนก็มีจำกัด อะไรทำแล้วประหยัดเวลาได้มันเวิร์กมากๆ” ถ้าทำธุรกิจแล้วมีคู่แข่ง ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่เรามองเรื่องการพัฒนาการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น การรักษาเวลาคือไปก่อนเวลานัดเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นอันดับต้นๆ ตอนนี้เรามีอาชีพด้านทำเล็บ และนวดประมาณ 10-20 คน มาร่วมงานแล้วค่ะ”

การให้บริการ Nail to Go มี 3 ช่องทาง ได้แก่ โทรบุ๊กคิวช่างได้ที่ 08-2826-5566 ทางไลน์ไอดี nail2go ทางเฟซบุ๊ก nailtogo ทางไอจี nailtogo_official

 

พิชิตไขมันด้วยธรรมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/434774

พิชิตไขมันด้วยธรรมะ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“สัตว์โลกย่อมอ้วนไปตามการกิน” คำกล่าวนี้คือความจริงที่เราต่างล้วนหาหนทางแห่งการหลุดพ้นจากความอ้วน ยาลดน้ำหนัก อดอาหาร ใช้สายรัดพุง วิถีลดน้ำหนักที่ดูง่ายและสบายแบบนี้ไม่เคยได้ผลในระยะยาวใช่ไหม เพราะนั่นคือหนทางลดน้ำหนักที่ไม่จีรังยั่งยืน เท่ากับการใช้แนวคิดใหม่ในการลดน้ำหนักคือการใช้ธรรมะชนะความอ้วน

ธรรมะชนะความอ้วนได้อย่างไร

ในงานเสวนาธรรมะชนะความอ้วน ซึ่งจัดขึ้นที่เสถียรธรรมสถาน แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน กล่าวว่า ลิ้นเป็นช่องทางละกิเลสที่ลดยากที่สุด เพราะรับรู้ร่วมกับทุกประสาทสัมผัสของร่างกาย เพราะเมื่อเราเห็นอาหารก็เกิดความอยาก เป็นตาดู หูฟังเสียงประกอบอาหาร จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรสและสัมผัส การกินจึงเป็นกิเลสที่ลดได้ยากที่สุด และเป็นอันตรายไม่เพียงเฉพาะต่อร่างกาย จิตใจของเราก็ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นความอ่อนแอทางจิตใจอย่างหนึ่ง ที่หลงไปกับความอร่อยจนเกิดความเพลิดเพลินจนขาดสติ โดยไม่ได้พิจารณาเลยว่ารสชาติในปากมีความเปลี่ยนแปลงทุกคำเคี้ยว เป็นการเกิดดับอย่างฉับพลัน แล้วคำต่อไปก็ตามมาเลย

ดังนั้น การลดน้ำหนักต้องเริ่มต้นด้วยศรัทธาอย่างมีปัญญาเป็นตัวกำกับ เพราะถ้าไม่มีปัญญาเป็นตัวกำกับเราก็จะศรัทธาอย่างงมงาย ไปหลงกินยา กินอาหารเสริมด้วยหวังว่าจะช่วยลดน้ำหนักด้วยวิธีง่ายๆ แต่เราต้องใช้ศรัทธาเป็นตัวนำความเพียรความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ ต้องมีสมาธิ สติ ปัญญา เรียนรู้และทดลอง ตอนนี้สังคมลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่ผิดมีเยอะมาก อยากสวยอยากหล่อ แต่เราไม่ลงทุนด้วยวิธีการที่ยั่งยืน เราเคยได้ยินข่าวตายเพราะยาลดความอ้วนมากมาย ดังนั้นเราจะต้องมีปัญญาศึกษาให้รู้รอบถึงการลดความอ้วนเป็นทางแห่งการพ้นทุกข์ เปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และจะประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นหากมีเพื่อนมีกัลยาณมิตรที่จะช่วยกัน

แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

 

คาถาลดความอ้วน

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งสาวัตถี แคว้นโกศล เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อสนทนาธรรม คุยกันไปคุยกันมาได้ตรัสปรึกษาว่าตัวพระองค์เองเป็นพวกช่างกินเสวยจุบจิบทั้งวันไม่หยุดหย่อนจนร่างกายอ้วนใหญ่ รู้สึกอึดอัด เดินอุ้ยอ้ายไม่คล่องแคล่ว เสด็จไหนก็เหนื่อยหอบ พระพุทธเจ้าจึงทรงเมตตาพระราชทานคาถาบทหนึ่งแก่พระเจ้าปเสนฯ ว่า “มะนุชัสสะ สะทา สะตีมะโต มัตตัง ชานะโต ลัทธะโภชะเน ตะนุกุสสะ ภะวันติ เวทะนา สะณิกัง ชีระติ อายุ ปาละยัง” แปลความว่า ผู้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาขณะกินอาหาร จะมีโรคน้อย แก่ช้า และอายุยืน

หลังจากได้คาถามา ก็ทรงดีพระทัยยิ่ง ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาเสวย พระเจ้าปเสนฯ จะทรงให้มหาดเล็กคนหนึ่งยืนระวังอยู่ตรงข้างโต๊ะเสวย โดยทรงกำชับว่าหากมหาดเล็กเห็นพระองค์เสวยจนอิ่มแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าที่จะหยุด ก็ให้ท่องคาถาลดความอ้วนที่พระพุทธเจ้าพระราชทานไว้ ออกมาให้ดังๆ เพื่อเตือนสติให้ทรงหยุดเสวย

ผลก็คือ พระองค์ทรงสามารถลดปริมาณพระกระยาหารลงได้เรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดก็ทรงลดน้ำหนักตัวลงได้

 

 

แต่การที่พระองค์ทรงลดน้ำหนักกายลงได้นั้นไม่ได้เป็นเพราะผลจากอิทธิฤทธิ์ความขลังของคาถาลดความอ้วนที่รับพระราชทานมาจากพระพุทธองค์หรอก แต่การที่ทรงสามารถ “เอาชนะพระทัย” ระงับให้ทรงหยุดเสวยได้

ในพระคาถานี้สอนให้เราบริโภคเพื่อความเป็นอยู่ของร่างกาย เพราะร่างกายต้องการอาหาร เรายังต้องอาศัยร่างกายประกอบความดี

ต่อมาให้พิจารณาให้เห็นว่าปฏิกูล อาหารนี้มีความสำคัญเสมอกันอย่างหนึ่ง ในเมื่อเข้าไปรวมกันในปาก ต่อให้เป็นอาหารที่จัดสรรว่าเลิศ ราคาแพง คนปรุงจะมาจากโลกไหนก็ตาม เมื่อเอาอาหารมารวมกัน แล้วทำเป็นคำเพื่อบริโภคอย่างไรอาหารนั้นก็ห้ามความทุกข์ไม่ได้ กินดีเท่าไร ก็ยังมีทุกข์เป็นธรรมดา และยิ่งกินมาก จนน้ำหนักมาก ย่อมเพิ่มความทุกข์มากขึ้น

(ที่มา…พระคาถา ซึ่งปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก เล่ม 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ 365 หน้า 116)

เอกภพ คุณากรไพบูลย์ศิริ

ลด 32 กก. ใน 6 เดือนด้วยธรรมะ

โค้ชเคี้ยง เอกภพ คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้เขียนหนังสือ สั่งจิต พิชิตพุง เล่าประสบการณ์ในการใช้ธรรมะเข้ามาช่วยในการลดน้ำหนักว่า

“ตอนเป็นเด็กผมเป็นคนรูปร่างผอมไม่ค่อยยอมกินอะไร แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นจากการเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แล้วรับประทานอาหารจังก์ฟู้ดเยอะมาก พิซซ่า 2 ถาด น้ำอัดลม 2 ขวดในมื้อเดียว และยังมีแอบซ่อนอาหารอีก จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปกว่า 30 กก.จนทะลุ 100 กก. ผมเคยลองกินยา อาหารเสริม เข้าสปานวดตัว กดจุด ใส่ชุดกระชับ และวิธีอื่นๆ ผมลองมาหมดแล้วครับ แต่สุดท้ายก็ลดน้ำหนักไปได้เพียงชั่วคราวแล้วก็กลับขึ้นมาใหม่ เพราะว่าเหมือนกินยาลดน้ำหนัก พอเลิกกินยาน้ำหนักก็กลับขึ้นมาเหมือนเดิม

“เคยบวชประมาณอายุ 21 ตอนนั้นน้ำหนักผมลดไปได้ประมาณ 10 กก. แต่พอสึกออกมาผมก็น้ำหนักกลับมาเท่าเดิมด้วยกลับมาเจริญอาหาร จดสุดท้ายแล้วผมต้องกลับมาแก้ที่ใจ และใช้ธรรมะเข้ามาข่มใจ ปรับความคิดโดยใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงรู้ถึงจิตใจของมนุษย์ดีที่สุด ดังนั้นเราต้องเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเรา เพราะเดี๋ยวนี้มีร้านอาหารอร่อยเยอะมาก จัดร้านสวยงาม มีเค้ก มีของหวานน่ารับประทาน จนเรารู้สึกอยากกินทุกสิ่งอย่างไปหมด

 

“ผมจึงคิดว่าสิ่งที่เราต้องปรับเป็นอย่างแรกคือเรื่องของจิตใจที่เราต้องควบคุมไม่ให้อยากอาหารมากเกินไปและรับประทานสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงนำธรรมะลองมาประยุกต์ใช้ดู ปรากฏว่าเราสามารถเอาชนะจิตที่เป็นเหมือนลิงอยู่ไม่นิ่งให้นิ่งได้ จนผมสามารถลดน้ำหนักได้ 32 กก. ภายในเวลา 6 เดือนเท่านั้น

“แต่การเริ่มต้นที่คนเราจะทำอย่างนี้ได้ก็คือการเห็นทุกข์จากความอ้วนเสียก่อน เพราะถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม ผมเองก็เคยเกือบจะเป็นเบาหวาน เวลาวิ่งจะเจ็บหัวเข่า ขาเริ่มมีปัญหา ผมเลยคิดว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ผมคงไม่รอดพ้นจากพวกนี้จึงเริ่มต้นการตั้งใจลดน้ำหนัก

“มีแรงจูงใจก่อนว่าอะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราต้องมาลดน้ำหนัก มีความทุกข์อะไรเกี่ยวกับน้ำหนักของเรา เพราะถึงเวลาตั้งใจที่เราจะลดน้ำหนักเวลาไปเจออาหารที่ชอบเราก็ขาดสติ เราถึงต้องเจริญสติ ในการรับประทานอาหาร แต่ถ้าเรามีเหตุผลที่จูงใจมากพอในการลดน้ำหนักเราก็จะทำได้สำเร็จ และที่สำคัญหลักการนี้ไม่ได้มีสูตรสำเร็จในเรื่องการลดน้ำหนักว่าเช้านี้จะต้องรับประทานอะไร ออกกำลังกายอย่างไร แต่เราต้องค้นหาหนทางลดน้ำหนักในแบบของตัวเองที่ทำแล้วยังมีความสุข และลดได้ในระยะยาว”

ปิติพร รัตนบุญทวี

 

การแพทย์ยืนยันใช้ได้ผลจริง

ธรรมะจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างไรเป็นใครก็ไม่อยากเชื่อ แต่ในทางการแพทย์นั้นก็เคยมีการค้นคว้าวิจัยแนวทางในการลดความอ้วนด้วยวิธีการที่คล้ายกันนี้ปิติพร รัตนบุญทวี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคอ้วนและเบาหวาน โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ระบุว่า “ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็เคยมีการวิจัยถึงวิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลเหมือนกัน คือแบ่งกลุ่มคนไข้ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกลดน้ำหนักด้วยวิธีการปกติ และกลุ่มที่สอง ลดน้ำหนักด้วยวิธีการเหมือนกลุ่มแรกแต่เพิ่มการพิจารณาระหว่างการรับประทานอาหารเข้าไปด้วย ปรากฏว่ากลุ่มที่ 2 ลดน้ำหนักได้มากกว่า จึงพบว่าการมีสติในการรับประทานอาหาร ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เรื่องที่จะควบคุมการรับประทานอาหาร แต่ทำให้คนตระหนักถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จริงกับตัวเอง เรียนรู้กับจิตใจตัวเองมากขึ้น เพราะคนไทยมีความสุขก็ชวนกันไปกิน มีความทุกข์ก็ชวนกันไปกิน ดูเหมือนการกินจะเป็นทางแห่งความสุขที่ง่ายที่สุดสำหรับเรา แต่ที่จริงแล้วเรามีวิธีการสร้างความสุขได้หลายๆ อย่างไม่ใช่เฉพาะเรื่องการกินเท่านั้น เราต้องฝึกจิตใจในเรื่องการรับประทานอาหารไปด้วย”

นอกจากแนวทางในการใช้หลักธรรมะในการลดน้ำหนักแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย ในแนวทางลดน้ำหนักด้วยการใช้หลักธรรมะของโครงการนี้เลือกที่จะใช้วิธีการเล่นโยคะในการออกกำลังกาย ซึ่ง ลักษิกา ไกรลาสสุวรรณ ครูสอนโยคะ แห่งโยคะ ไดอารี่ เปลี่ยนชีวิต เล่าเสริมว่าการเล่นโยคะเป็นวิธีการออกกำลังกายในแบบของธรรมะละอ้วนวิธีการหนึ่ง แต่การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้อง
เล่นโยคะเพียงอย่างเดียว เพียงแต่ฝึกโยคะเพื่อที่จะเรียนรู้การใช้ลมหายใจและเรียนรู้

เรื่องของการใช้จิตใจนั่นคือปลายทางสำคัญของการฝึกโยคะที่จะเรียนรู้ร่างกายและปรับร่างกายให้เกิดความสมดุล สิ่งสำคัญในการเล่นโยคะไม่ใช่การทำท่ายากตั้งแต่บนลงล่างเหมือนที่หลายคนนิยมทำ แต่เป็นเรื่องของการรู้จักการใช้ลมหายใจอย่างถูกต้อง กำหนดจิตให้อยู่กับกายในการเคลื่อนไหวต่างๆ เมื่อฝึกจิตจากโยคะ เวลารับประทานอาหารก็มีจิตที่รู้ตัวในทุกขณะรับประทานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หากสนใจแนวทางการใช้หลักธรรมะช่วยลดน้ำหนักก็สามารถติดตามอ่านแนวทางได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ธรรมะชนะอ้วน ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับคนที่มีใจใฝ่ธรรมะและรักสุขภาพไปด้วยในตัว เพราะการเริ่มต้นลดความอ้วนให้สำเร็จต้องเริ่มจากจิตที่มุ่งมั่นและเรียนรู้จากความจริงบนสัจธรรมแห่งความอ้วนนั่นเอง

 

บรรเลงดนตรีไทย คอนเสิร์ตเพื่ออาจารย์ป๋วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/434531

บรรเลงดนตรีไทย คอนเสิร์ตเพื่ออาจารย์ป๋วย

โดย…ขุนอิน

ในวาระ 100 ปีชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังคงมีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเกียรติประวัติคุณงามความดีและผลงานของอาจารย์ป๋วยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากมิติด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา แนวคิดพัฒนาชนบท ศิลปวัฒนธรรมก็ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่อาจารย์ป๋วยให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดนตรีไทย

นิตยสารสารคดี ฉบับเดือน ก.พ. 2559 ฉบับ 100 ปีชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น้อยคนนักจะรู้ โดยระบุว่า อาจารย์ป๋วยชื่นชอบดนตรีไทยและเพลงไทยเดิมมาก

“ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ ป๋วยมักร่วมเล่นดนตรีกับวงดนตรีไทย ธปท.เสมอ เล่ากันว่า เพลงที่ท่านชอบคือ เขมรพวง แต่ท่านมักใช้ขลุ่ยไทยเป่าเพลงนกขมิ้นเป็นพิเศษ”

เรื่องนี้มีแววตั้งแต่เขายังเด็ก ซึ่งน้องสาวคือ ระเบียบ ยุทธวงศ์ บันทึกไว้ว่า

“ป๋วย เป็นเด็กที่ซนมาก และอารมณ์ดี ยามว่างมักจะคว้าขลุ่ยขึ้นมาเป่าเล่นเป็นประจำ บางครั้งจะมีวงดนตรีสมัครเล่นบรรเลงเพลงไทยเดิมให้คุณยายฟัง ผู้เล่นประกอบด้วย ดร.ป๋วย นายกำพล (พี่ชาย) เป็นคนสีซออู้ เท่ (ญาติ) เป็นคนตีฉิ่ง และนักร้องประจำวงคือ กิมลัน ซึ่งมีเสียงไพเราะมาก บางครั้งจะมีเพื่อนโรงเรียนอัสสัมชัญมาร่วมตีขิมด้วย”

สำหรับเพลงเขมรพวง เป็นเพลงไทยแต่แต่งให้เป็นสำเนียงเขมรจึงใช้ชื่อว่าเขมรพวง เดิมเป็นเพลงอัตรา 2 ชั้น เป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงบรรจุทำนองเพลงเขมรพวงไว้เป็นเพลงแรกในตับ เรื่อง “ขอมดำดิน” ประกอบการแสดงภาพนิ่ง (Tableau Vivant) ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ส่วนเพลงเขมรพวง 3 ชั้น ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นผู้แต่งขยายจากเพลงเขมรพวง 2 ชั้น เมื่อปี พ.ศ. 2460 นับได้ว่าเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดที่เป็นผลงานการแต่งของท่าน

ส่วนเพลงนกขมิ้นเป็นเพลงไทยเดิมจังหวะ 2 ชั้น บรรเลงด้วยขลุ่ย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาครูพยงค์ มุกดา ได้ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองขึ้น โดยมี ธานินทร์ อินทรเทพ เป็นผู้ขับร้อง จนโด่งดังประทับใจคนทั้งเมือง เพลงนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดแผ่นเสียงทองพระราชทานปี พ.ศ. 2507

เร็วๆ นี้ จะมีงานคอนเสิร์ตเพื่ออาจารย์ป๋วยขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ “ป๋วย 100 ปี วันบรรเลง เพลงประลอง 2 (ตามรอย อาจารย์ป๋วย)” จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป  เป็นงานแสดงดนตรีไทยที่รวมเครื่องดนตรีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยจะขับร้องและบรรเลงดนตรีไทยไปตามชีวประวัติอาจารย์ป๋วย ไฮไลต์อยู่ที่โชว์พิเศษหาชมยาก เช่น โชว์เดี่ยวระนาด 4 ราง การแสดงจำอวดหน้าม่าน โขน การแสดงดนตรีจีนโบราณชุดพิเศษ

งานนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 มิ.ย. 2559 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เวลา 14.00-16.30 น. บัตรราคา 300 บาท นักเรียน-นักศึกษา 100 บาท ติดต่อซื้อบัตรได้ที่โครงการ 100 ปีชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตึกโดมชั้น 1 (ฝั่งสนามฟุตบอล) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โทรศัพท์ : 08-3331-6000, 02-613-2045 อีเมล : puey100.tu@gmail.com ID Line:puey100.tu

 

บำบัดมลพิษด้วยเทคโนโลยี อนุภาคนาโน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/434520

บำบัดมลพิษด้วยเทคโนโลยี อนุภาคนาโน

โดย…เจษฎา แม่นยำ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.

ปัญหามลพิษเป็นภัยใกล้ตัวและมีความสำคัญมาทุกยุคสมัย ทุกวันนี้มีสารแปลกปลอมที่ถูกปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมมาจากหลายแหล่งกำเนิด เช่น ไอเสียจากยานพาหนะ สารตกค้างจากการทำเกษตรเคมีเข้มข้น หรือของเสียที่เกินกำลังการบำบัดจากภาคอุตสาหกรรม สารเหล่านี้สามารถย้อนกลับมาสู่ร่างกายของเราได้ด้วยการรับสัมผัสโดยตรงหรือรับเข้ามาทางห่วงโซ่อาหาร

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงได้ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดมลพิษมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดตอนหรือลดผลกระทบจากการปนเปื้อนในแหล่งดิน น้ำ หรืออากาศดังกล่าว

นาโนเทคโนโลยี คือ ศาสตร์ในการผลิตและจัดการวัสดุที่มีขนาดเล็กมากๆ ในระดับโมเลกุล ซึ่งวัสดุที่มีขนาดจิ๋วนี้จะเกิดคุณสมบัติใหม่ เช่น วัสดุบางชนิดมีความว่องไวต่อปฏิกิริยาเคมีมากขึ้น เนื่องจากจำนวนหน่วยที่ไวต่อปฏิกิริยาเคมีปรากฏมากขึ้นบนพื้นผิวพร้อมๆ กับค่าสัดส่วนพื้นที่ผิวสัมผัสต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น หากเราหั่นวัสดุขนาด 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร ออกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เท่ากับอนุภาคที่มีขนาด 10 นาโนเมตร เราจะได้พื้นที่ผิวสัมผัสเพิ่มขึ้นมาถึง 1 ล้านเท่าเลยทีเดียว ด้วยจุดเด่นนี้วัสดุนาโนจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานบำบัดมลพิษ ซึ่งได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการบำบัดแบบเดิมๆ

 

ตัวเร่งปฏิกิริยานาโนลดไอเสียรถยนต์

การจราจรถือเป็นกิจกรรมกำเนิดมลพิษที่ใกล้ตัวเรามากอันหนึ่ง ไอเสียจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ในยานพาหนะประกอบไปด้วยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายชนิด เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน และออกไซด์ของไนโตรเจน ด้วยเหตุนี้กฎหมายในหลายประเทศจึงได้กำหนดให้ผู้ผลิตทำการติดตั้งอุปกรณ์บำบัดไอเสียในรถยนต์ เพื่อลดปริมาณก๊าซพิษที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ

ส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์บำบัดไอเสียคือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากโลหะมีค่า เช่น ทองคำขาว แพลเลเดียม และโรเดียม โลหะเหล่านี้ทำหน้าที่เร่งกระบวนการย่อยสลายก๊าซพิษในไอเสียให้เป็นสารประกอบที่มีความเป็นพิษน้อยลง เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ซึ่งปฏิกิริยาการย่อยสลายทางเคมีจะเกิดขึ้นได้ดีที่พื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาแต่ละชนิด

ฉะนั้นหลักการสำคัญหนึ่งที่จะให้เครื่องฟอกไอเสียมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเคลือบตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดพื้นที่ผิวสัมผัสกับไอเสียมากที่สุด การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้ในรูปของอนุภาคนาโนจึงตอบโจทย์ดังกล่าว และการใช้อนุภาคมีขนาดเล็กลงยังช่วยลดปริมาณโลหะมีค่าที่นำมาใช้อีกด้วย ซึ่งเครื่องบำบัดไอเสียทั่วๆ ไป จะใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพียงไม่กี่กรัม

นอกจากนี้ในอุปกรณ์บำบัดไอเสียรุ่นใหม่ๆ ยังใช้เทคโนโลยีเพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องบำบัดไอเสียออกไปกว่าเดิม โดยการออกแบบกระบวนการจัดเรียงอนุภาคในระดับนาโนเพื่อป้องกันไม่ให้อนุภาคนาโนเปลี่ยนสภาพมาเกาะตัวรวมกันเป็นก้อนใหญ่ระหว่างการใช้งานที่อุณหภูมิสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพการบำบัดไอเสียเสื่อมลงไป

 

อนุภาคเหล็กนาโนดูดซับสารพิษ

อีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้วัสดุนาโนเพื่อฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมคือ การใช้อนุภาคเหล็กนาโนในการกำจัดสารพิษ ซึ่งส่วนใหญ่จะย่อยสลายเองตามธรรมชาติได้ยากมาก จึงฟุ้งกระจายปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งดินและน้ำใต้ดินได้เป็นระยะเวลานาน เช่น สารอินทรีย์ระเหยที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบและไอออนของโลหะหนักชนิดต่างๆ เป็นต้น

โลหะเหล็กเกิดสนิมได้ง่ายเนื่องจากเป็นธาตุที่ชอบสละอิเล็กตรอน แต่ด้วยสมบัตินี้นักวิทยาศาสตร์จึงได้ศึกษาการนำอนุภาคเหล็กมาใช้บำบัดมลพิษในหลากหลายลักษณะ เช่น ย่อยสลาย ดูดซับ หรือช่วยให้ตกตะกอน เหล็กสามารถแตกพันธะของคลอรีนในสารประกอบอินทรีย์ให้กลายเป็นคลอรีนไอออนที่กำจัดได้ง่ายกว่าเดิม เหล็กตัวเดียวกันนี้ยังสามารถดูดซับไอออนของโลหะหนักบางชนิด เช่น แคดเมียม หรือตะกั่ว โดยเปลี่ยนไอออนของโลหะหนักที่ละลายในน้ำให้กลายเป็นของแข็งติดแน่นอยู่ที่ผิวของเหล็กซึ่งเป็นรูปแบบทางเคมีที่ไม่เป็นพิษ

นอกจากนี้พื้นผิวของเหล็กยังสามารถถูกปรับแต่งด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาอื่นหรือสารเคลือบที่มีสมบัติเฉพาะเพื่อให้วัสดุมีการดูดซับสารพิษได้อย่างจำเพาะอีกด้วย

ในระยะแรกของการศึกษานักวิทยาศาสตร์ใช้ผงเหล็กในการทดสอบ ต่อมาจึงทำการสังเคราะห์ให้อนุภาคเหล็กมีขนาดเล็กลงจนถึงระดับนาโนเมตร ซึ่งนอกจากจะทำให้วัสดุมีความว่องไวต่อปฏิกิริยาเคมีมากขึ้นแล้ว ยังเกิดประโยชน์อื่นๆ ตามมาอีกหลายประการ เช่น เพิ่มสัมประสิทธิ์การดูดซับเนื่องจากวัสดุมีพื้นที่ผิวสัมผัสในการทำปฏิกิริยามากขึ้น

อนุภาคนาโนมีสมบัติแทรกซึมไปตามช่องว่างต่างๆ ในชั้นดินหรือไหลไปกับน้ำใต้ดินได้ดี ผู้ใช้งานจึงสามารถทำการนำส่งอนุภาคเหล็กนาโนไปสู่แหล่งบำบัดได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องฝังวัสดุเป็นชั้นกำแพงกรองน้ำไว้ใต้ดินหรือสูบน้ำขึ้นมาบำบัดบนผิวดินสำหรับการบำบัดแบบเดิมๆ และเนื่องจากเหล็กเป็นสารที่มีสมบัติแม่เหล็ก อนุภาคเหล็กที่นำมาใช้ในงานบำบัดมลพิษจึงสามารถเก็บออกจากสิ่งแวดล้อมได้ง่ายๆ ด้วยแรงแม่เหล็กนี่เอง

 

จากตัวอย่างข้างต้น งานด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกสาขาหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีอนุภาคนาโนมาประยุกต์ใช้ ทั้งในส่วนการป้องกันและส่วนการบำบัดมลพิษหลังจากที่เกิดการปนเปื้อนขึ้นแล้ว แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพและต้นทุนในการบำบัดมลพิษ จึงนับว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ที่มา : Nanoparticles clean up automotive exhaust, http://smallprint.no/en/article/nanoparticles-cleans-automotive-exhaust

เอกสารเผยแพร่ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ www.thia.in.th/welcome/article_read/304

W. Yan et al 2013, Iron nanoparticles for environmental clean-up: recent developments and future outlook,Environ. Sci.: Processes Impacts 15, 63.

เทคโนโลยีนาโนเพื่อบำบัดมลพิษในน้ำใต้ดิน, http://202.129.59.73/tn/Technologynano/index.htm

 

จรรยวรรธน์ วุฒิจำนงค์ ประยุกต์งานวิจัยเพื่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/434395

จรรยวรรธน์ วุฒิจำนงค์ ประยุกต์งานวิจัยเพื่อชีวิต

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้เส้นทางของ “จรรยวรรธน์ วุฒิจำนงค์” มีเป้าหมายชัดเจนในการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะต่อสุขภาพของผู้คน

จรรยวรรธน์ หรือ แจม เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ และปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ และได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ไปศึกษาระดับปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมสซี่(Massey University) ประเทศนิวซีแลนด์

“ความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น เนื่องจากวิทยาศาสตร์สามารถตอบคำถามเกือบทุกๆ เรื่องในชีวิตของเราได้ค่ะ ช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งรอบๆ ตัวเรา แต่ทุกๆ อย่างเริ่มต้นที่ครอบครัวค่ะ คุณพ่อเป็นอาจารย์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนคุณแม่เป็นอาจารย์ทางด้านเกษตร ทำให้เราซึมซับกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล รู้จักตั้งคำถาม ช่างสังเกต และสามารถที่จะคิดหาคำตอบได้อย่างเป็นระบบ ระบบการคิดแบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การเรียนในห้องเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วยค่ะ” จรรยวรรธน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ ในการศึกษาระดับปริญญาเอก จรรยวรรธน์ เลือกวิจัยประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ที่มีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผลต่อมะเร็งเต้านมซึ่งพบมากที่สุดในผู้หญิงทั่วโลกและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษามะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม บลูเบอร์รี่เป็นอาหารที่รับประทานกันอย่างแพร่หลายและมีการศึกษาถึงประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ต่อสุขภาพ ซึ่งครั้งนี้คณะผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะทำการวิจัยในสัตว์ทดลอง

ผลการวิจัย พบว่า สัตว์ทดลองในกลุ่มที่ได้รับกากบลูเบอร์รี่เสริมอาหารซึ่งมีใยอาหารมากนั้นพบว่ามีจำนวนสัตว์ที่เป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า มะเร็งมีขนาดเล็กกว่าและมีความรุนแรงน้อยกว่าสัตว์ทดลองในกลุ่มที่ไม่ได้รับบลูเบอร์รี่ ซึ่งอาจจะเป็นผลเนื่องมาจากปริมาณเอสโตรเจนในเลือดที่ลดลงในสัตว์ทดลองกล่าวโดยสรุปคือการบริโภคบลูเบอร์รี่ควรจะบริโภคในแบบที่มีกากใยอาหารจะให้ผลดีกว่าการกินน้ำผลไม้

จรรยวรรธน์ กล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นการนำสิ่งที่ใกล้ตัว ซึ่งบลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่บริโภคกันแพร่หลายในชีวิตประจำวันของชาวนิวซีแลนด์ และประชาชนในโลกตะวันตก ดังนั้นถ้ามีงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ในหลายๆ แง่มุมผู้บริโภคก็สามารถที่จะเพิ่มปริมาณการบริโภคบลูเบอร์รี่เข้าไปในชีวิตประจำวันได้ง่ายต่างจากงานวิจัยพืชที่ไม่ใช่พืชอาหาร ถึงแม้ว่าจะพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพแต่ผู้บริโภคไม่รู้ว่าจะเพิ่มพืชนั้นๆ เข้าไปในมื้ออาหารปกติได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการรับประทานบลูเบอร์รี่จะสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมในมนุษย์ได้ เนื่องจากงานวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยที่ทำในสัตว์ทดลองเท่านั้นและสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอาจมีการตอบสนองต่างกัน การทดลองที่อาจจะเป็นไปได้ในมนุษย์คือ การเสริมบลูเบอร์รี่ในอาหารของผู้ป่วยมะเร็งหลังการผ่าตัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายถ้าเป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปต่อยอดต่อไปในอนาคต

หลังจากจบการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ดังนั้นก็จะกลับไปทำงานเป็นอาจารย์รวมถึงทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอาหาร โภชนาการและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยและประเทศต่อไป

ขณะที่ด้านการดูแลสุขภาพส่วนตัว จรรยวรรธน์ จะมุ่งดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เวลาเครียดๆ อย่างเช่นตอนเขียนวิทยานิพนธ์จะแบ่งเวลาไปวิ่งเสมอค่ะ ทำให้สมองปลอดโปร่งไม่เครียดไม่ซึมเศร้า ซึ่งช่วงที่เรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์หากมีวันหยุดยาวๆ จะไปเดินป่าค่ะ ที่นิวซีแลนด์ จะมีทางเดินสวยๆ เยอะมาก ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ

 

กินปลาให้อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/434180

กินปลาให้อร่อย

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมเป็นคนจำพวก ทำ(เงิน)มา หา(ทำ)กิน ไม่ใช่หาซื้อกิน ที่ขึ้นเรื่องว่ากินปลาให้อร่อย ก็หมายความว่าซื้อปลามาทำกินเองครับ ที่อร่อยนั้นเป็นตัวปลาเองไม่ใช่ฝีมือผม

ไม่ว่าจะเป็นปลาจากน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย ขอให้สดไว้ก่อน ส่วนฝีมือมาทีหลัง สำหรับการใช้ปลาอะไร เอามาต้ม แกง นึ่ง ทอด ผัด นั้นปลาแต่ละอย่างมันมีความเหมาะสมต่างๆ กันออกไป

สำหรับการต้มกับแกงนั้น ปลาเกือบทุกชนิดต้ม แกง ได้ทั้งนั้น เอาปลาช่อนก่อนที่เป็นปลาสารพัดนึก คือนึกจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะแกงส้ม ต้มยำ น้ำยา ห่อหมก ต้มเกี้ยมไฉ่ ต้มข่า ผัดฉ่า ผัดขึ้นฉ่าย ผัดเครื่องแกง แต่ผมไม่ค่อยอยากทำกินเอง ชอบซื้อเขากินมากกว่า เพราะเวลาไปยืนหน้าแผงปลา แค่ชี้นิ้วเลือกปลาก็เท่ากับเป็นนายทะเบียนยมบาลแล้ว เลือกเสร็จคนขายจะทุบหัวดิ้นกระแด่วๆ ไม่ตายง่ายๆ ยิ่งให้เขาขอดเกล็ดควักไส้ คนขายจะเอาเหล็กแหลมแท่งยาวๆ แทงตั้งแต่หัวถึงหางให้มันตรงเด่ จะได้ขอดเกล็ดง่ายๆ แล้วปลาช่อนนี่เมือกเยอะ คาวจัด อีกต่างหาก

มาเป็นปลากะพงบ้าง นี่ก็เหมือนกันทำได้เยอะ แต่สำหรับแกงเหลืองกับยอดมะพร้าวแล้วก็ไม่มีปลาอะไรสู้ ปลาเห็ดโคนหรือปลาทรายต้องแกงป่าแกงเหลืองก็ดี ปลาอินทรีต้องทำข้าวต้มปลา ทอดน้ำปลา ปลาเทโพต้องแกงคั่วผักบุ้งหรือแกงหมูเทโพ ปลากดต้องแกงฉู่ฉี่ ปลาดุกต้องแกงอ่อมมะระ แกงป่า ผัดฉ่า ปลาทูสดนี่ก็ทำได้หลากหลาย ปลาทูต้มเค็ม ปลาทูต้มยำ ฉู่ฉี่ ผมได้สูตรจากชาวประมงพื้นบ้านทางแถบสามร้อยยอด เอาปลาทูสดต้มกับตะไคร้ใส่น้ำปลา กินซดน้ำ กินเหลือก็ผึ่งให้หมาดๆ หน่อยแล้วเอาไปทอด น้ำมันกระจายทั่วครัว แต่อร่อย

มาเรื่องการนึ่งบ้าง ปลาบู่กับปลาจะละเม็ดขาวนี่ดีที่สุด ปลาสองอย่างนี้เนื้อนิ่ม ละเอียด และหวาน ใครเอาไปทอดจะเสียท่าเท่ากับเสียของ ปลาบู่จะหายาก แพง ภัตตาคารจีนเอาไปหมด นอกจากฟลุกไปเจอตามตลาดนัดชาวบ้าน ราคาถูกเพราะไม่ค่อยมีคนกิน ส่วนปลาจะละเม็ดขาวนี่แพงเอาเรื่องกิโลละ 400-500 บาทขึ้นทั้งนั้น การนึ่งนั้นได้หลายอย่างนึ่งซีอิ๊ว นึ่งบ๊วย นึ่งมะนาวก็ได้

วิธีนึ่งที่จะไม่ให้คาว ต้องต้มน้ำในหม้อนึ่งให้เดือดพล่านก่อน แล้วเอาจานใส่ปลาที่ทำความสะอาดบั้งเรียบร้อยแล้ววาง พอเริ่มสุกก็ปรุงรส นึ่งซีอิ๊วที่มี ซีอิ๊ว น้ำมันงา น้ำมันหอย นั้นผสมชิมรสที่ชอบก่อนแล้วจึงเอาไปราด ส่วนผักที่จะโรยก่อนเอาขึ้นนั้นแล้วแต่ชอบ ผมชอบขิงและต้นหอม ต้นหอมนั้นจะไม่หั่นขวาง แต่จะใช้มีดคมๆ กรีดใบต้นหอมตามแนวยาวเส้นเล็กๆ บางๆ ชุบน้ำเย็นนิดหนึ่งมันจะม้วนสวย ดูหอเจี๊ยะ

ปลาที่ใช้ทอดก็ขึ้นอยู่กับว่า ปลาอะไรทำอะไร ปลาแดงหรือปลาทรายแดงต้องทอดขมิ้นหรือทอดกระเทียมพริกไทยเท่านั้น ตำพริกไทย กระเทียม เกลือ หรือขมิ้น พริกไทย เกลือ แล้วหมักนานหน่อย สำหรับทอดขมิ้นอาจจะมีปัญหาบ้าง คือเมื่อหั่นขมิ้นชันตำกับกระเทียมเกลือนั้น ทั้งมีดและครกขมิ้นสีเหลืองอ๋อย ขนาดครกยังเหลืองติดไปนาน แถมน้ำมันทอดยังเหลืองอีก เอาไปทอดอย่างอื่นลำบาก

การทอดปลาทั้งสองอย่างนี้ ถ้าจะปล่อยให้ปลาสุกจนใช้ได้ พริกไทยกระเทียมหรือขมิ้นกระเทียมจะไหม้เกรียม ต้องใช้วิธีเมื่อเอาปลาลงกระทะ พอเครื่องที่ว่าเริ่มเหลืองทอง ก็ช้อนออกพักไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ปลาสุกเสร็จดีแล้วค่อยเอาของที่พักไว้โรยบนตัวปลา

ปลาที่เหมาะกับทอดยังมีปลาตะเพียน เพราะปลาตะเพียนที่หน้าท้องมีความมันมาก มีกลิ่นหอมฉุย ซึ่งก่อนทอดต้องบั้งให้ถี่ละเอียด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องก้างกลางที่เป็นเส้นเล็กละเอียด ก่อนทอดทาเกลือพักไว้สักครึ่งชั่วโมง ที่สุดยอดของปลาตะเพียนนั้นต้องเป็นปลาตะเพียนหางแดง ตัวจะไม่ใหญ่ อร่อยมาก ส่วนใหญ่อยู่หน้าวัดจึงไม่มีใครจับมาขาย เวลาผมไปยืนหน้าวัดเห็นคนมาทำบุญเลี้ยงปลา แต่ผมเลียปากอยากกิน

ตอนทอดต้องมีเทคนิคหน่อย พอกลับปลาในกระทะทั้งสองด้านดีแล้ว สังเกตตรงใกล้หางมองทะลุ เห็นกระดูกกลางก็ใช้ได้ พอดีกับที่ส่วนหัว ลำตัว เนื้อกำลังกิน

ปลาเนื้ออ่อนนี่ก็สุดยอด แต่แพงระเบิด ตัวกำลังสวยมีเนื้อมีหนัง ไม่ต่ำกว่ากิโลละ 450 บาท ที่ อ.ต.ก.ยิ่งโคตรแพง นี่ทอดพริกไทยกระเทียม ฉู่ฉี่ก็อร่อย พูดถึงการฉู่ฉี่เห็นว่าง่ายๆ แต่อร่อยยากครับ อย่างแรกต้องฉู่ฉี่ปลาสด ถ้าเอาปลาไปทอดก่อนแสดงว่าทำไม่เป็น จะกลายเป็นผัดเครื่องแกงไป การผัดเครื่องแกงฉู่ฉี่ต้องพอดี ไม่ใส ไม่ข้นจนแตกมัน ต้องมี หวาน เค็ม เผ็ดพอดี ใส่ใบมะกรูดหั่นในตอนทำแล้วยังต้องแบ่งโรยด้วยนิดหนึ่ง ผมเห็นหลายร้านไม่ใส่ใบมะกรูดหั่นหรือเด็ดเป็นใบๆ ใส่ ใครเจอฉู่ฉี่อย่างนั้นเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นดีกว่า

ปลายังมีอีกหลายชนิดนับไม่ถ้วน การเลือกปลามาทำอะไรก็มีอีกหลายอย่าง แต่กินปลาให้อร่อยนั้น ต้องทำกินเองครับ ครั้งแรกไม่อร่อย รับรองครั้งที่ 14 จะอร่อยจนได้ครับ

 

เกษตรกรรุ่นใหม่ใจอินดี้ ความหวังของเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433548

เกษตรกรรุ่นใหม่ใจอินดี้ ความหวังของเกษตรอินทรีย์

โดย…สมแขก ภาพ กลุ่ม Thailand Young Farmers

การเดินทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ จังหวัดที่ไม่เพียงขึ้นชื่อเรื่องทีมฟุตบอล แต่ยังมีชื่อเรื่องเกษตรอินทรีย์และเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งของไทย การร่วมทริปกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้ของชุมชนเกษตรอินทรีย์เปิดให้เห็นทั้งการรวมตัวกันที่แข็งแรงของเกษตรกรและภูมิปัญญาพื้นบ้านที่พร้อมถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ตลอดจนผู้คนที่แวะเวียนมาเยี่ยมชม

ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ควรส่งเสริมขณะนี้คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร เดี๋ยวนี้เราปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ จะปลูกข้าวอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องทำแบบผสมผสาน และข้าวที่ได้ก็ต้องมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ ทั้งนี้การที่จะทำให้ชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องอาศัยกำลังใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการลงพื้นที่ของเราก็เชื่อว่าทำให้เกษตรกรมั่นใจในช่องทางการตลาดด้วย” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า

อย่างไรก็ตาม ความหวังของประเทศชาติตอนนี้ คือ เรื่องเกษตรอินทรีย์ ที่นอกจากจะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในตลาดได้แล้ว ยังสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ผลิตด้วย ปัจจุบันฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานมีอยู่เกือบ 1 หมื่นแห่ง รวมพื้นที่กว่า 2 แสนไร่ นี่คือข้อพิสูจน์ว่านอกจากการนำวิถีอินทรีย์ดั้งเดิมกลับมาในรุ่นพ่อแม่ให้ได้แล้ว การสานต่อหรือการพลิกฟื้นของคนรุ่นใหม่คือแนวทางสร้างความมั่งคั่งอย่างแท้จริง

 

เกษตรคือแก่นสารชีวิต

และจากการติดตามกรมการค้าต่างประเทศเพื่อดูความสำเร็จของหนึ่งพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ทำให้ได้เจอกับ อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม เกษตรกรรุ่นใหม่ ขณะที่เธอกำลังอธิบายเรื่องข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ในคูหากลุ่มเครือข่ายเกษตรกรภาคอีสาน อุ้มเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มทายาทเกษตร เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พื้นฐานครอบครัวอุ้มเป็นเกษตรกร ในวัย 29 ปี เธอเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (09D Sufficient Center) บ้านลุงม่วง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อุ้ม บอกว่า เคยระเริงกับความสะดวกสบายในเมืองกรุงมาก่อน เพราะเธอเรียนปริญญาตรี 4 ปีในกรุงเทพฯ และทำงานเงินเดือนสูงเป็นเวลาปีกว่า ก่อนจะพบว่าไม่มีความสุขและอิสระที่แท้จริงจากกรงอันใหญ่นี้

อุ้ม เล่าว่า สาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจกลับบ้านได้ง่ายขึ้น ในตอนนั้นยังไม่ใช่อาชีพเกษตรกร แต่คือแม่ “เราตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านดูแลแม่ ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เราได้เงินเดือนค่อนข้างเยอะเราก็ใช้จ่ายไปเรื่อย รู้สึกว่าชีวิตไม่มีแก่นสาร เรารู้สึกว่าเรามาสู้อะไรกับเมืองหลวง และช่วงนั้นเป็นเวลาที่แม่ป่วยสิ่งที่คิดก็คือเราเป็นลูกแม่ไม่ใช่ลูกของบริษัทก็เลยกลับมาที่บ้าน พอกลับมาก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำงานเกษตรโดยตรงคิดว่าอาจจะมาสอบเพื่อเข้าทำงานเป็นข้าราชการในละแวกบ้าน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ ก็เลยทำงานเกษตรเริ่มจากการทำข้าวก่อน ปีแรกทำงานหลากสายพันธุ์ เพราะไปเรียนรู้กับพี่ตุ๊หล่างที่เขาเก่งเรื่องข้าวที่ จ.ยโสธร หลังจากนั้นเราก็ทำศูนย์เรียนรู้ที่หมู่บ้านของตัวเอง

 

“ที่ฉลาดเพราะได้เจอปราชญ์ในช่วงเวลาเดี๋ยวกันถึง  4 ท่าน คือ อาจารย์เดชา  ศิริภัทร อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้สืบสานศาสตร์แห่งพระราชา อ.โจน จันได อ.แก่นคำกล้า พิลาน้อย (ตุ๊หล่าง) เรียกได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ผู้เบิกทางให้พบความสุข ความสุขที่แท้จริงมันอยู่ที่ใจ ทำให้หวนกลับมาถามหาแก่นสารในชีวิตตัวเองว่าเกิดมาทำไหม เพื่ออะไร พรุ่งนี้จะเอายังไง เราละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมของบรรพบุรุษมาทำอะไรในกรุงเทพฯ รากเหง้าเราเป็นชาวนาที่มันเป็นวิถี ควรกลับมาสืบทอด สร้างอาชีพบนวิถีให้ผู้คนได้รับรู้ ว่าจบธรรมศาสตร์มาทำนาทำสวนไม่ได้บ้านะคะ แต่เรามีความสุขดีด้วย มีความมั่นคงและสร้างความมั่งคั่งได้ มีเกียรติมากพอที่จะยืนหยัดในสังคมไม่ด้อยกว่าอาชีพอื่น แต่ปัญหาของเราตอนแรกคือไม่มีเงินทุน การมาทำเกษตรมันไม่ได้ง่ายดายสวยหรู เราไม่มีเงินเราต้องอยู่แบบไม่มีเงิน เรื่องต้นทุนสำคัญเหมือนกันสำหรับคนที่จะกลับมาอยู่บ้านและทำการเกษตร มาทำใหม่ๆ เครือข่ายก็สำคัญ ซึ่งตอนนี้อุ้มมีเครือข่ายทั้งกลุ่มทายาทเกษตรกร และอยู่ในกลุ่ม Thailand Young Farmers ซึ่งเป็นแหล่งรวมเกษตรกรสุดชิกไว้ (หัวเราะ) ตรงนี้ก็สร้างการรับรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้คนรุ่นใหม่ได้เยอะเหมือนกันค่ะ”

 

“ชีวิตที่บ้านมันมีความสุข ได้อยู่กับพ่อกับแม่ ได้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ตอนแรกอาจจะไม่ชอบหรอก แต่พอมาอยู่กับผืนดินจริงๆ เราพบว่าเขาให้เราอะไรเยอะมาก แต่ว่าต้องทนกับแรงกดดันรอบข้าง ชาวบ้านเขาจะพูดกระแทกกระทุ้งเรา ก็ต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้แล้วเราจะไปรอด ไม่ใช่แค่อุ้มแต่สำหรับลูกหลานเกษตรกรที่เรียนจบปริญญาแล้วอยากทำเกษตรกรรม เชื่อว่าจะโดนเหมือนกัน หลายคนมองว่านี่คือกระแสของคนที่อยากกลับบ้านเป็นเกษตรกร แต่หนูมองว่าถ้าเขากลับมาที่บ้านและทำจริงๆ นี่ความยั่งยืน การกลับมาทำเพื่อผืนแผ่นดินและกลับมาพัฒนาบ้านที่บ้านเกิดของเรานี่คือวงจรการพึ่งพาตัวเอง มีอาหารปลอดภัย ร่างกายแข็งแรง แต่ทั้งนี้มันก็ต้องผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากทั้งด้านจิตใจและทรัพย์สิน เพราะมันจะมีช่วงที่เราไม่มีเงิน มีแรงกดดันที่ต้องผ่านไปให้ได้ ต้อง
เตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม มันไม่ได้เพอร์เฟกต์เหมือนภาพของคนที่มีเงินแล้วมาทำเกษตร” คนึงนิตย์ ให้ข้อคิด

เรื่องราวของศูนย์แห่งนี้ยังมีอีกมากมายและรอต้อนรับเพื่อนๆ ที่อยากมาสัมผัสการเป็นเกษตรกรว่าความอยากเป็นเกษตรกรของเขาจะทำได้ไหมในตอนเริ่มต้น เธอก็เปิดสอนในพึ่งพาตัวเองผ่านสิ่งที่เธอได้ทดลองทำมาแล้ว

 

ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยาก

จากการพบกับอุ้มในวันนั้น ทำให้เราเสาะหาเกษตรกรรุ่นใหม่ซึ่งเป็นทายาทและมีแนวคิดที่จะพลิกฟื้นผืนนาจากเคมีสู่วิถีอินทรีย์ที่ยั่งยืนอีกหนึ่งคน เธอเรียกตัวเองว่า คุณบลู (ชาวนาผู้เลอโฉม) ผู้ดูแลบ้านสวนชวนกิน จ.ชัยนาท เจ้าของสินค้าการเกษตรกิจของชาวนา (KIJ KHONG CHAOW NA) บลูบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านกลุ่ม Thailand Young Farmers ว่า เธอก็เป็นเช่นเดียวกับอุ้มคือเป็นลูกชาวนา อยู่ในสังคมเล็กๆ ของ จ.ชัยนาท เป็นเด็กที่มีโอกาสดี พ่อแม่ส่งเสียให้เรียนมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งดังในเรื่องของการเกษตร แต่ขณะนั้นกลับไม่คิดเรียนคณะเกี่ยวกับการเกษตรเลย

“ความตั้งใจของพ่อแม่คือส่งลูกเรียนให้จบปริญญาตรี เพื่ออยากให้ได้งานดีๆ แต่งตัวดีๆ อยู่เมืองกรุงสบายๆ หลังจากเรียนจบก็ได้เริ่มทำงานมา 1 ปี ใช้ชีวิตในเมือง ลำบากแท้วุ่นวายทีเดียว ไม่มีเงินเดือนส่งกลับมาให้พ่อกับแม่เลย แต่พอกลับบ้านนอกทีไรสวยทุกที จนเริ่มเปลี่ยนงาน แห่งที่สองเงินดี งานมั่นคง ทำได้วันเดียวก็หนีกลับบ้านนอกยาวเลยทีนี้” บลู เป็นคนที่มีความอยาก 3 อยาก คือ อยากกิน อยากมี และอยากอยู่ เป็นแรงผลักดันให้กลับบ้าน เริ่มจากความอยากที่จะมีของกิน โดยที่ไปจ่ายตลาดน้อยที่สุดมีเห็ด มีผัก มีปลา และมีข้าวสารโดยมีแนวคิดที่ว่า ฉันจะสร้างอาหารที่ฉันกิน ด้วยมือของฉันเอง

บลู บอกต่อว่า เธออยากปลดหนี้ให้ครอบครัว “เคยตั้งคำถามกับตัวเองและถามพ่อกับแม่ว่า ทำไมพ่อกับแม่ทำนาตั้ง 70 ไร่ ชีวิตไม่เห็นดีขึ้นเลย ทำเกือบ 30 ปีก็มีหนี้เหมือนเดิม แล้วในเมื่อเรามีที่ดินตั้งเยอะขนาดนี้ชีวิตการเป็นเกษตรกร จะต้องเหนื่อย เปื้อนโคลน โดนคนอื่นมองแบบไร้เกียรติเหรอ แล้วอีกอย่างคือ เราทำนาแต่เราไม่เคยได้กินข้าวที่เราปลูกเองเลย เพราะอะไร เพราะเคมี!!!”

เพราะใช้สารเคมีในนาข้าว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงกระบวนการก่อนเก็บเกี่ยว ระบบนิเวศ หอย ปู ปลา หายไปหมด ผักข้างคันนายังไม่กล้ามาเก็บกิน ทำอย่างไรให้หนี้หมดก็ต้องลดต้นทุน เปลี่ยนวิถีการทำนาให้ไร้เคมีปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ ภายใต้ ชื่อสินค้า “กิจของชาวนา” โดยมีแหล่งผลิตจากบ้านสวนชวนกิน สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ดำเนินชีวิตในแบบที่เราต้องการ ลงมือสร้าง ของกินในบ้าน ผักสวนครัว เพาะเห็ด เลี้ยงปลา ปลูกข้าวโพด

“ความอยากสุดท้าย คือ อยากอยู่ดูแลพ่อแม่ในช่วงเวลาที่ท่านหัวเราะ ยิ้ม และดุว่าเราได้ มันมีความสุขมากๆ ดีกว่าที่กลับมาในช่วงที่ท่านไม่แข็งแรง แล้วได้ดูแลกัน บนเตียง โรงพยาบาล อยากอยู่กับธรรมชาติ สายลม แสงแดด ได้อยู่ในสถานที่สงบ ไม่ต้องวุ่นวายในเรื่องความเป็นอยู่ ไม่ต้องต่อแถวซื้อของ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ และในอนาคต อยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาชีพเกษตรกร ที่มอซอ จน เปื้อน แต่เป็นอาชีพที่หลายๆ คนอิจฉา และพูดกันว่า ฉันอยากเป็นเกษตรกร ฉันอยากเป็นชาวนา” บลู ทิ้งท้ายได้อย่างเลอโฉมสมฉายาของเธอ

 

เรียนรู้จากปฏิวัติวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433258

เรียนรู้จากปฏิวัติวัฒนธรรม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของหายนะทางการเมืองในประเทศจีนเริ่มต้นขึ้น-ปฏิวัติวัฒนธรรม

ย้อนไปอีกเกือบ 40 ปีก่อนหน้านั้น เหมาเจ๋อตงในวัยหนุ่มสมัยเปิดศึกยึดประเทศจีนกล่าวไว้ว่า “การปฏิวัติไม่ใช่การเลี้ยงดูปูเสื่อ ไม่ใช่การนั่งเขียนบทความ ไม่ใช่การวาดภาพจัดดอกไม้ จะให้สดสวยงาม จะให้สะดวกสบาย จะให้อ่อนโยน จะให้โอนอ่อนผ่อนตามด้วยความแสนดีอบอุ่น เป็นไปไม่ได้ การปฏิวัติคือจลาจล คือการเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงที่ชนชั้นหนึ่งกระทำเพื่อคว่ำอีกชนชั้นหนึ่ง!”

เด็ดขาดและชัดเจน

การปฏิวัติของเหมาเจ๋อตงสำเร็จลุล่วงจน พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ แผ่นดินจีนเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุด เหมาเจ๋อตงคือผู้ที่มีแนวคิดถูกต้อง แต่ยุทธวิธีชักธงรบออกศึกอันยอดเยี่ยม ยากจะใช้ในการปกครองบริหารประเทศ

การบริหารประเทศของเหมาเจ๋อตงล้มเหลว ภัยธรรมชาติซ้ำเติม ผู้คนอดตายนับล้านจากนโยบายการจัดการปลุกระดมสร้างเศรษฐกิจกลวงๆ นำพาเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของชาวจีนย่อยยับ จนบรรดาสหายใต้บังคับบัญชาเหมาเจ๋อตงจำต้องแยกเขาออกจากอำนาจการบริหาร ทำได้แค่ให้เกียรติวางเขาไว้บนหิ้งให้เป็นไอดอลแห่งพรรคและประเทศ โดยปราศจากอำนาจการบริหารที่แท้จริง

แต่การประเมินความล้มเหลวจากสหายใต้บังคับบัญชานับวันก็มีแต่ชี้มาที่ไอดอลคนนี้ พร้อมทั้งแนวทางแก้ปัญหาปากท้องที่เห็นควรต้องผ่อนคลายอุดมการณ์สุดโต่ง กลายเป็นปมขัดแย้งภายในพรรคที่รอวันแตกหัก

เหมาเจ๋อตง คือ วีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ และนี่คือโอกาสแห่งการปฏิวัติครั้งใหญ่อีกครั้ง ปฏิวัติล้มล้างพวกฉวยโอกาสเบี่ยงเบนอุดมการณ์สังคมนิยม ปฏิวัติล้มล้างวัฒนธรรมคร่ำครึที่ถ่วงความเจริญ-ปฏิวัติวัฒนธรรม

ด้วยการปลุกปั่นยุยงส่งเสริมของสหายกระหายอำนาจข้างกายเหมาเจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรม กลายเป็นหน้าที่ของคนทุกคนในชาติ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวผู้เป็นพลังใหม่ของสังคม-ยุวชนเรดการ์ด (Red Guard)

อำนาจการตัดสินถูกผิดและการลงทัณฑ์ของผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกโยนแจกจ่ายให้กับ “ทุกคน” “ทุกคน” ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกับเหมาเจ๋อตง “ทุกคน” ที่ยึดถืออุดมการณ์หนึ่งเดียวของชาติ “ทุกคน” ที่บูชาเหมาเจ๋อตง “ทุกคน” ที่ไม่ใช่ทุกคน

เบื้องหน้าเวทีเต็มไปด้วยคำอ้างอุดมการณ์ แต่เบื้องหลังแท่นปราศรัยปลุกระดมคือการแย่งชิงอำนาจ และการขจัดเสี้ยนหนามที่หักหลังเหมาเจ๋อตง

เล่นให้หนักเล่นให้แรง เพราะการปฏิวัติไม่ใช่การเลี้ยงดูปูเสื่อ!

โบราณสถานและทุกสิ่งทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับสังคมเก่าถูกรื้อทุบทำลาย พระพุทธรูปถูกเผา เด็กและเยาวชนไม่ต้องร่ำเรียนหนังสือ เยาวชนออกไปทำการรณรงค์เพื่อโลกใหม่ก็เพียงพอ

ยุวชนเรดการ์ดสามารถบุกเข้าบ้านเรือนใครก็ได้ เพื่อกระชากตัวผู้ต้องสงสัยมาประณาม ลงโทษ ซ้อม และทรมานจนถึงขั้นเสียชีวิตโดยไม่มีความผิด

ไม่เว้นแม้แต่นักวิชาการผู้เคยสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ นายพลซึ่งเป็นสหายร่วมรบในสงครามสร้างชาติกับเหมาเจ๋อตง หรือแม้แต่ประธานาธิบดีของชาติ-หลิวซ่าวฉี ก็ถูกยุวชนเรดการ์ดจับออกมาแขวนป้ายประจาน ประณาม กักขัง ซ้อม และทรมานจนเสียชีวิตลงในห้องมืดโดยลำพัง ที่ว่ามาข้างต้นคือเป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิวัติครั้งนี้

แต่ผลข้างเคียงมีมากกว่านั้นมหาศาล ในวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งไม่เคยเกี่ยวข้องกับเวทีการเมือง เพื่อนที่เห็นหน้ากันทุกวี่วัน อาจคอยแอบเก็บหลักฐานและหันกลับมาชี้ความผิดของเราเมื่อไหร่ก็ได้ เหมาเจ๋อตงและยุวชนเรดการ์ดจะให้ค่า ความชื่นชมอย่างสูงส่งกับผู้ซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ที่ชี้ได้ว่าใครคือศัตรูของสังคมใหม่

การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตงไปไกลถึงการสลายโครงสร้างทั้งหมดของสังคม พระสงฆ์ถูกจับสึกป้ายน้ำหมึกประจานสังคมเก่า ครูถูกแขวนป้ายประจาน ราดน้ำร้อน ถ่มถุยโดยหมู่นักเรียนในความผิดที่ว่าสอนเนื้อหารับใช้ชนชั้นศักดินา พี่น้องตัดขาดกัน พ่อแม่พร้อมจะไม่ใช่พ่อแม่ได้ทุกเมื่อหากมีทีท่าว่ามีวิถีชีวิตหรือวิธีคิดต่างจากอุดมการณ์ที่เหมาเจ๋อตงว่าไว้ ลูกที่อยากรักษาตัวรอดถูกบังคับให้ประณามและลงโทษพ่อแม่ของตน

ความกดดันและหวาดระแวงในสังคมโกลาหลแบบนี้ ทำให้มีคนฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก นักคิดนักเขียนชื่อดังไม่น้อยจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย

มิคสัญญีเกิดขึ้นในทุกอณู กินเวลาทั้งสิ้นสิบปี (ค.ศ.1966-1976) จนชีวิตเหมาเจ๋อตงจบลง การปฏิวัติวัฒนธรรมจึงพอจะมีหนทางให้จบตามได้

ไม่ว่าใครก็บอกว่า นี่คือสิบปีที่มืดมน สิบปีที่สูญเปล่า มีแต่ความสูญเสีย สิบปีที่เป็นรอยแผลบาดลึกเข้าไปสู่ทุกคนที่มีส่วนร่วม ทั้งที่เป็นอาชญากรและเหยื่อ สิ่งดีเพียงสิ่งเดียวในการปฏิวัติวัฒนธรรม คือ ทำให้มนุษยชาติรู้ว่าอย่าผิดพลาดซ้ำรอยนี้อีกเป็นอันขาด

แม้มีปัจจัยอื่นร่วมด้วยก็ตาม แต่ความผิดอยู่ที่เหมาเจ๋อตงอย่างไม่ต้องสงสัย คนที่จะจุดไฟเริ่มต้นหรือดับความบ้าระห่ำระดับนี้ได้คือเขา

แต่อะไรเล่าคือเครื่องยนต์กลไกในการขับเคลื่อนความรุนแรงเข้าสู่ทุกภาคส่วน อะไรเล่าที่ทำให้เชื้อเพลิงมอดไหม้ตลอดสิบปี เหมาเจ๋อตงคนเดียวทำสิ่งนี้ไม่ได้

กลไกที่ว่าคือการสลายกลไกทั้งหมดของสังคม แล้วโยนอำนาจการตัดสินถูกผิดและลงทัณฑ์ให้กับฝูงชนซึ่งถูกปลุกปั่นให้บ้าคลั่งอุดมการณ์

อุดมการณ์ซึ่งความถูกต้องมีหนึ่งเดียว แต่วิธีการลงโทษผู้คิดต่างหลากหลายและรุนแรงไม่จำกัด

สังเวยความสะใจของฝูงชน จนเป็นเหตุการณ์รันทดของมนุษยชาติ และเมื่อความสะใจละลายหายไปในยุคสมัย ก็ทิ้งไว้แต่ตราบาปของอาชญากรและแผลเป็นของเหยื่อความรุนแรง

เหมาเจ๋อตงไม่อยู่แล้ว บุคคลที่มีอิทธิพลที่จะสร้างลัทธิบูชาบุคคลได้ระดับเหมาเจ๋อตงยังมองไม่เห็น แต่ฝูงชนซึ่งเรียกร้องประกาศกร้าวขออำนาจการตัดสินถูกผิด ขออำนาจลงทัณฑ์ยังมีให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จิตวิญญาณเหล่านั้นยังพอสัมผัสได้ทางเสียงระบายความรุนแรงในโซเชียลมีเดีย

ฝูงชนที่ไร้กลไกกำกับยังมีความไม่น่าไว้ใจแฝงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าฝูงชนนั้นจะเห็นสอดคล้องไปกับเรา เพราะเราและฝูงชนเหล่านี้อาจช่วยกันผลักดันให้เรากลายเป็นอาชญากรหมู่มาก

ท่ามกลางฝูงชนที่บ้าคลั่งคิดเห็นไปในทางเดียวกันทั้งหมด จำต้องมีกลไกบางอย่างที่จะตัดตอนอำนาจการลงทัณฑ์ผู้อื่นออกจากพวกเขา (และหรือพวกเรา) และในจิตวิญญาณรวมหมู่จำต้องมีกลไกที่ทำให้เสียงเห็นต่างเล็กๆ ลุกขึ้นถกเถียงชี้แจงความไม่เป็นธรรมได้โดยไม่โดนทำร้ายและทำลายทิ้ง

เมื่อใดที่กลไกทางสังคมเหล่านี้บกพร่องไป ไม่ว่าโดยจงใจหรือไม่ ทำให้ฝูงชนต่อติดกับอำนาจตัดสินและลงทัณฑ์ ก็จะเหลือแค่ใส่อุดมการณ์แห่งความรุนแรงลงไปเท่านั้น ก็สามารถปลุกเหตุการณ์คล้ายๆ ปฏิวัติวัฒนธรรมย่อมๆ ขึ้นมาได้อีกรอบ ส่วนถ้ามีบุคคลทรงอิทธิพลที่คอยประกาศกร้าวให้ความรุนแรงกลายเป็นความชอบธรรม ความรุนแรงนั้นจะส่งผลใหญ่โตขึ้นไปอีก

เราพึงเรียนรู้ประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยที่สังคมจีนเคยผิดพลาดอย่างหนักหน่วงมาแล้ว