‘พ่อหล่อสอนลูก’ อธิคม คุณาวุฒิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433288

‘พ่อหล่อสอนลูก’ อธิคม คุณาวุฒิ

โดย…เพรงเทพ ภาพ อนุชิต นิ่มตลุง

หลายขวบปีที่ อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Way ไม่ได้ออกรวมเล่มหนังสือของเขาออกมา

ในสถานการณ์ที่นิตยสารกำลังอยู่ในช่วงขาลง Way ก็ปรับสภาพเป็นนิตยสารรายหลายเดือนและเน้นหนักไปทางออนไลน์ แต่ก็ยังมีสำนักพิมพ์ WAY of BOOK ที่ออกงานรวมเล่มพ็อกเกตบุ๊กออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีนักอ่านที่จงรักภักดีในบุคลิกของหนังสือที่นี่ติดตามอย่างเกาะติด

“พ่อหล่อสอนลูก” (Papa, you’re handsome) ของ อธิคม คุณาวุฒิ ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ออกมาจากสำนักพิมพ์นี้ โดยมีคำแนะนำว่าเป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวระหว่างเขาและลูกสาว ผ่านมุมมองน่ารักๆ ในการเล่าเรื่องแบบให้คำสอน ข้อคิดการใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่พบเจอ

 

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้เป็นบทความที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Way รายเดือนมาก่อนอย่างต่อเนื่องเดือนต่อเดือน อธิคม บอกว่า ชื่อหนังสือไม่ได้มีความหมายอะไรซับซ้อน เป็นการเสียดสีตัวเองและมีคนอื่นช่วยเสียดสีด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหน้าตาดี

“เป็นบทสนทนาของผู้ชายเกกมะเหรกเกเรคนหนึ่งที่ถึงเวลาต้องดูแลชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต ทุกอย่างผ่านการปรับตัว สูญเสียลักษณะเฉพาะบางอย่างไป ชีวิตมิสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะหาจุดสมดุลของความทุกข์ความสุขได้อย่างไร เป็นอย่างนี้มากกว่า” อธิคม เล่า

เขายอมรับว่าเป็นกิเลสเฉพาะตัวที่อยากบันทึกบทสนทนาของตัวเองกับบุตรไว้

“โดยเฉพาะเป็นการสนทนาในช่วงที่เขายังไม่มีขีดความสามารถตอบโต้เรามาก อยู่ระหว่าง 5-10 ขวบ ยังเถียงไม่ค่อยเก่ง เราก็สอนอินพุตไป ก็เลยอยากบันทึกไว้ช่วงขวบปีก่อนที่เป็นเด็กพรีทีนหรือก่อนวัยรุ่น เราสอนลูกอะไรไปบ้าง ส่วนกิเลสของคนทำงานเขียนก็อยากเสนอเนื้อความคิดที่เข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง โยนไปให้ผู้อ่านและสังคมช่วยกันประเมินคุณค่า เห็นด้วยไม่เห็นด้วย เกิดการถกเถียงกัน ก็เป็นหน้าที่ปกติของคนทำงานเขียน

 

“คิดโครงทั้งหมดก่อนแล้ววางไว้คร่าวๆ ที่คิดไว้ในหัวก็คือ เรากำลังคุยอยู่กับเด็กที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 10 ขวบ เด็กที่เกิดประมาณปี 2548-2549 หรืออาจจะเป็นคนที่โตมาอยู่ในช่องอายุ 20 ปี นี่คือโครงที่คิดไว้ ที่นำมารวมเล่มแค่ 35 ชิ้น จากที่เขียนไป 50-60 ชิ้น แล้วมีการนำมาปรับปรุงขัดเกลาต้นฉบับเยอะ”

อธิคมบอกถึงเบื้องหลังการทำงานบรรณาธิการที่คนอื่นๆ มาช่วยทำหนังสือเล่มนี้ เต็มไปด้วยความเต็มใจอย่างยินดีและมีความสุขมาก

“เพราะทุกๆ คนในกองบรรณาธิการมีส่วนร่วมและมีความสุข มีน้องในกองบรรณาธิการ 3 คน มาช่วยคัดจากงานเกือบ 60 ชิ้น แล้วได้ต้นฉบับมาจำนวนหนึ่ง แล้วได้คุณวีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ มาช่วยจัดวางเรื่องตามแบบของเขาที่สนใจในแบบวิธีการตัดต่อหนัง จากนั้นก็ส่งต้นฉบับที่ผ่านการจัดวางเรียงเรื่องแล้วให้ ทินกร หุตางกูร บก.เล่มอีกคน ซึ่งผมจับความรู้สึกได้ว่าเขาใส่ใจทำงานในเล่มนี้มากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานร่วมกันมา ซึ่งไม่เอาภาษาของเขามาเป็นเกณฑ์ เนื่องจากภาษาในหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาพูด เขาพยายามรักษารสของภาษาพูดบางจังหวะเอาไว้ นี่คือส่วนของงานบรรณาธิการ ส่วนเรื่องของงานออกแบบรูปเล่มเป็นอาชีพอยู่แล้ว ก็เลยเอาหีบห่อแบบญี่ปุ่นมาห่อหุ้มสักหน่อย เชื่อว่าทุกคนมีความสุขในการทำงานหนังสือเล่มนี้”

 

เณ ทิฆัมพร เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433275

เณ ทิฆัมพร เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนชีวิต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อความฝันถูกสกัดด้วยความจริง ความจริงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จุดกำเนิดเรื่องราวหลากอารมณ์ของ เณ-ทิฆัมพร พงษ์สุวรรณ สาวเสียงสวรรค์ที่ถูก “ความสวย” ปิดกั้นจนเกือบละทิ้งความฝันไป

เณเป็นคนโคราช ตั้งแต่จำความได้เธอเป็นคนชอบแสดงออก ชอบร้องเพลง ชอบเข้าประกวดตามงานวัด เป็นนักล่ารางวัลหน้าใหม่ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศบ้างบางเวที กระทั่งช่วงมัธยมปีที่ 5 เธอมีโอกาสเข้าประกวดบนเวทีระดับประเทศครั้งแรกในชีวิต “ดีใจมากที่ผ่านเข้ารอบ เพราะเราฝันมาตลอดว่าจะได้ประกวดใหญ่ อยากมีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ อยากเป็นนักร้องอย่างที่ฝันไว้จริงๆ” ซึ่งสุดท้ายเธอได้รับรางวัลชนะเลิศ

 

เมื่อได้ถือถ้วยรางวัลชนะเลิศบนเวทีใหญ่ ความหวังของเธอก็สุกประกายบนเวที เพราะนอกจากจะได้เซ็นสัญญาทำเพลงครั้งแรกในชีวิต นั่นยังเป็นหนทางสู่ความฝันที่หวังมานาน “เหมือนชีวิตพลิกผัน” เธอกล่าว “จากเด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งที่อยากเป็นนักร้อง อยากมีเพลงของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าอีกไม่นานเราคงจะได้ร้องเพลงออกทีวี แต่สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” ชีวิตเธอเริ่มเข้าสู่ความขัดแย้ง “เพราะหลังจากที่ทำเพลงเสร็จ อัดทำเป็นซิงเกิ้ลเรียบร้อย แต่ทางค่ายยังไม่ทำเอ็มวีให้ เราก็รอ รอ รอ รอไปจนหมดสัญญา เป็นเวลากว่าสามปี และพบกับจุดจบที่ว่าเราไม่มีโอกาสไปแข่งเวทีอื่น และเพลงที่เคยทำไว้ก็ยกเลิกไป”

ในตอนนั้นเณเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายพร้อมกับความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต เธอฝันสลายโดยที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ และสิ่งที่ทำให้หญิงสาวบอบช้ำมากกว่าความผิดหวังคือคำตอบที่ได้รับกลับมา “เขาบอกว่าเณหน้าตาไม่มีจุดขาย ไม่รู้จะขายอะไร” น้ำเสียงเธอดูราบเรียบ “ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีจุดขาย เพราะเรามาประกวดร้องเพลง จุดขายคือขายเสียง ไม่ใช่หน้าตา แต่ตอนนั้นจะฟ้องร้องอะไรเขา เราก็ไม่รู้เรื่อง บ้านเราก็ไม่มีเงิน ทำได้แต่ปล่อยให้มันผ่านไป แล้วมาเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง”

 

แสงปลายอุโมงค์ที่เธอเคยเห็นเมื่อ 5 ปีก่อนหายวับไปกับตาเพียงแค่คำว่า เธอไม่สวยพอ คนที่อยู่ข้างเธอยามนั้นคือพ่อและแม่ ที่อยากให้เธอกลับมาสู้อีกครั้งด้วยการเข้าไปเรียนร้องเพลงในกรุงเทพฯ ทำให้หนทางสายดนตรีกลับมาชัดเจนและจริงจัง ทว่าก็เรียนได้เพียงสักพัก เธอก็เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกรอบ

“ในตอนที่ทุกอย่างกำลังจะกลับมาดี ก็ต้องมาสูญเสียแม่ที่รักไปทำให้รู้สึกขาดกำลังใจที่สำคัญของชีวิต ตอนนั้นเณเลยรู้สึกท้อแท้มาก และบอกกับตัวเองว่าให้หยุดไว้ก่อน หยุดให้ตัวเองได้พักบนเส้นทางสายนี้”

 

เณใช้เวลาพักใจ 1 ปี เพื่อกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยจนจบ แต่ความฝันของเธอไม่มีวันจบอยู่แค่นั้น “ความสามารถสำคัญกว่าหน้าตา แม่พูดแบบนี้เสมอ ถ้าเสียงดีมีคุณภาพจริงๆ สักวันก็จะมีคนมองเห็น” แต่สังเวียนประกวดร้องเพลงยุคใหม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะไม่ได้แข่งแค่เสียงร้องแต่ยังต้องประชันหน้าตา

“เณตระเวนไปออดิชั่นทุกที่ แต่ไม่ได้สักที่” เธอกล่าวเสียงสั่น “ซึ่งแปลกไหมที่มีคนชมว่าเสียงดี แต่ไม่ให้เณผ่านเข้ารอบเลย” เธอจึงเริ่มพิจารณาตัวเองถึงสาเหตุของความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งสมมติฐานที่สามารถเป็นได้มากที่สุดคือ หน้าตา

 

เวลาล่วงเลยไปจนเธอมีครอบครัวและลูกชาย 1 คน ล่วงไปพร้อมๆ ความฝันที่ยังรอวันเติบโต จนเธอตัดสินใจสมัครเข้าร่วมรายการ Let Me In THAILAND ที่อาจเป็นหนทางใหม่ให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

“เณเขียนสตอรี่ว่าอยากเป็นนักร้อง แต่โดนตัดโอกาสไปเพราะหน้าตา” เธอเล่า “กรรมการเสียดายเสียงเราจึงให้โอกาสผ่านเข้าไปสู่รอบ 12 คนสุดท้ายได้ไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี 4 เดือน ดีใจมาก และดีใจที่สุดตรงที่แฟนเข้าใจเรา เขายอมลาออกเพื่อมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก เพราะอยากให้เราทำตามความฝันให้ถึงที่สุด”

เธอเล่าปัญหาให้ฟังว่า ใบหน้าของเธอไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต แต่เจอปัญหาด้านจิตใจมากกว่า จากคำล้อเลียนหรือคำดูถูกจากคนรอบข้าง เพราะลักษณะใบหน้าที่มีโหนกแก้มสูง กรามใหญ่ จนมีคนล้อว่า ไอ้หน้าเหลี่ยมบ้าง น้องโหนกบ้าง แต่นั่นก็ไม่ทำให้เธอน้อยเนื้อต่ำใจจนรับตัวเองไม่ได้

 

สิ่งที่เธอทำคือ ลดโหนกแก้ม ตัดกราม ทำหน้าทรงวี ขยับขากรรไกรเข้าทั้งบนและล่างโดยการตัดกระดูก ปรับโครงหน้าให้เข้ารูป ตัดปีกจมูกให้เล็กลงและใส่ปลายจมูกเพิ่มเข้าไป ฉีดไขมันทั้งหน้าเพื่อให้
หน้าดูอิ่ม และทำหน้าอก ส่วนที่ไม่ได้ทำเหลือเพียงดวงตาและปากเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนใบหน้าทำให้เธอมีความหวังในการเป็นนักร้องอีกครั้ง เพราะนอกจากจะทำให้เป็นคนใหม่ เธอยังมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งความรู้สึกแรกที่ได้เห็นหน้าตัวเองคือความดีใจ เพราะสิ่งที่คนอื่นเคยพูดล้อเลียน ตอนนี้จะไม่มีอีกแล้ว

“หน้าเราเปลี่ยนไปจริงๆ เปลี่ยนเป็นหวานขึ้น พอส่องกระจกแล้วมันยิ้มกว้างขึ้น และมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปแข่งขัน จะกลับไปเป็นนักร้องให้ได้” จากนั้นเพียงไม่นานเมื่อเธอกลับมาประเทศไทย ทางค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ดได้ติดต่อชวนไปทำเพลง

 

“คิดอยู่ในใจว่านี่ฝันไปหรือเปล่า เพราะมันเกินความคาดหวังไปมาก เณดีใจ ดีใจมากๆ ที่ทำความฝันเป็นจริงแล้ว อยากให้แม่มายืนอยู่ตรงนี้ด้วยกัน อยากให้แม่เห็นสิ่งที่สนับสนุนลูกคนนี้มาตลอดชีวิต” และคนสำคัญอีกหนึ่งคนที่เธอต้องขอบคุณคือสามี คนที่มองเธอจากภายในมิใช่หน้าตา “เณโชคดีมากที่ได้เจอคนที่เข้าใจและรักเราจากข้างในจริงๆ เพราะความสวยภายนอกนั้นไม่จีรัง เพราะหน้าตาไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญ เพราะไม่ว่าจะสวยขนาดไหนแต่จิตใจไม่ดีก็คงอยู่กับใครไม่ได้นาน”

สุดท้ายเธอได้ฝากข้อความไปถึงผู้หญิงทุกคนว่า อย่าคิดถึงแต่สิ่งภายนอก อย่าคิดว่าตัวเองไม่สวย อย่าคิดว่ามีโอกาสไม่เท่าคนอื่น เพราะเธอเชื่อว่าถ้าพยายาม ลองหลายๆ วิธีการ สักวันฝันนั้นจะเป็นจริง “ตอนนี้ความฝันของเณเป็นจริงแล้ว เณได้เป็นนักร้อง มีเพลงของตัวเอง สามารถหาเงินได้จากสิ่งที่เรารัก มีครอบครัวที่มีความสุข ซึ่งมันเพียงพอแล้ว แม้ว่าจะใช้เวลานานไปหน่อย แต่บทสุดท้ายมันก็มีความสุขเหมือนกัน” เธอจบการสนทนา

 

ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ บริดจ์ สร้างสมาธิกับงานออกแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433168

ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ บริดจ์ สร้างสมาธิกับงานออกแบบ

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์ ภาพ… นภวัตร แสงวัฒน์

เบื้องหลังความสวยงามของสถานที่หลายแห่งรวมถึงบูธภายในงานแสดงสินค้าต่างๆ ถูกเนรมิตให้เป็นไปตามความต้องการของผู้จัดงาน และเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้เข้าเยี่ยมชมสถานที่เหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลงานที่มาจากผู้ชายที่ชื่อ “ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์” ประธานกรรมการ บริษัทออกแบบ ตกแต่ง ก่อสร้าง และบริหารจัดการ สำหรับอุตสาหกรรม ตกแต่งภายใน การแสดงสินค้า พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ และการตลาดทางเลือก รวมถึงกิจกรรมการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 26 ปี

ในอีกมุมหนึ่ง ชยวัฒน์มีกิจกรรมส่วนตัวที่ทำให้มีสมาธิในการออกแบบและบริหารงาน นั่นคือเกมกีฬา บริดจ์ (Bridge) ที่เป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุนสนานและวิธีการคิดแบบบูรณาการ รวมถึงการจัดลำดับความคิดที่เป็นแบบแผนอย่างมีระบบ การคิดวิเคราะห์ การแยกแยะ และคิดอย่างเป็นตรรกะ

ชยวัฒน์ เล่าว่า บริดจ์แรกเริ่มนิยมเล่นกันมากในประเทศอังกฤษ ความน่าสนใจของเกมกีฬาบริดจ์คือทุกครั้งที่เสร็จสิ้นการแข่งขันจะมีกระดาษเฉลยให้ผู้เล่นทำความเข้าใจว่าต้องใช้วิธีใดจึงจะได้คะแนนมากที่สุด ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาฝีมือในครั้งต่อไปจึงสร้างความท้าทายให้กับผู้เล่นอยู่เสมอ

 

นอกจากนี้ เกมกีฬาชนิดดังกล่าวต้องเล่นเป็นทีมทำให้เกิดความร่วมมือและการเดาใจกัน อีกทั้งยังฝึกความอดทนและการมีมนุษยสัมพันธ์รวมถึงการมีน้ำใจเป็นนักกีฬารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ซึ่งสามารถต่อยอดไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันและทางธุรกิจด้านพันธมิตรและเครือข่ายที่ขยายได้อย่างไม่รู้จบ

“บริดจ์ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้มีพัฒนาการด้านการฝึกสมองของผู้สูงอายุอย่างผมที่วันนี้ก้าวมาถึงวัย 65 ปีแล้ว เกมกีฬาบริดจ์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชะลอการเป็นอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้” ชยวัฒน์ กล่าว

จุดเริ่มต้นที่ชื่นชอบเกมกีฬาชนิดนี้มาจากการชักชวนของเพื่อมสมัยอุดมศึกษาที่ตั้งชมรมขึ้นมาต่อจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปความทะเยอทะยานอยากพัฒนาฝีมือการเล่นจึงได้พัฒนาตนเองอย่างจริงจังจนกระทั่งมีโอกาสติดทีมชาติเป็นตัวแทนไปแข่งขันในรายการต่างๆ อาทิเอเชียนเกมส์ เป็นต้น ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดคือการได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย

แม้ว่าการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบตลอดเวลาที่ผ่านมายาวนานจะไม่เคยเป็นผู้คว้าชนะเลิศอันดับ 1 เลยสักครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่มีความคิดจะเลิกเล่น เพราะความพ่ายแพ้หรือความท้อแท้ในการแข่งขัน เนื่องจากเชื่อมั่นในความคิดที่ว่า

 

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือแพ้ก็ตาม เมื่อเกมจบลงสิ่งที่ตัวเองได้กลับไปคือประสบการณ์ เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เมื่อระยะเวลาผ่านไปเราจะได้มุมมองในการแก้ไขปัญหาของทั้งตัวเองและของพนักงานในองค์กรหรือแม้กระทั่งคนอื่นที่แตกต่างกันออกไป”

ชยวัฒน์ บอกต่ออีกว่า เมื่อเวลาที่ได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ ทำให้สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จได้ โดยการประยุกต์สิ่งต่างๆ อาทิ การนำแนวคิดที่ได้จากการกิจกรรมดังกล่าวปลูกฝังให้พนักงานทุกคนยึดมั่นในความเป็นธรรมาภิบาล ความยุติธรรม และเกิดการแบ่งปัน ให้องค์กรเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น คิงส์เมน เป็นบริษัทดีไซน์และก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้นั้น สิ่งแรกที่บริษัทคำนึงถึงคือทำอย่างไรให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดหรือไม่เกินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย

เรียกได้ว่า เอาสิ่งที่ชื่นชอบมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับกับงานและสังคมได้อย่างลงตัว

 

สตาร์ทอัพ เพื่อสังคม สานฝันแว่นเพื่อคนตาบอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433160

สตาร์ทอัพ เพื่อสังคม สานฝันแว่นเพื่อคนตาบอด

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

นวัตกรรมหลายอย่างถูกคิดค้นมาจากโปรเจกต์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ได้สูญหายไปพร้อมกับนักศึกษาที่เรียนจบไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่ได้นำมาต่อยอด หรือพัฒนาต่อ แต่มีนักศึกษาที่เห็นความสำคัญของโปรเจกต์ว่ามันสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ได้อีก จึงเป็นที่มาของการต่อยอดโปรเจกต์แว่นตาอัจฉริยะวิชั่นเนียร์

นันทิพัฒน์ นาคทอง และบุษภาณี พงษ์ศิริยาภรณ์ ซึ่งเป็น 2 ใน 3 ของผู้ทำโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นโปรเจกต์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ขอเดินหน้าสานโปรเจกต์ให้เป็นจริงต่อแม้ว่าจะเรียนจบแล้ว โดยได้ร่วมมือกันทำสตาร์ทอัพ ชื่อว่า วิชั่นเนียร์(Visionear) ควบคู่ไปกับการศึกษาต่อปริญญาโท ซึ่งนันทิพัฒน์เลือกศึกษาต่อปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเช่นเดิม ส่วนบุษภาณีเลือกศึกษาปริญญาโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเช่นกัน

นันทิพัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งวิชั่นเนียร์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับเพื่อนทำโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นโปรเจกต์เรียนจบ เมื่อครั้งศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ซึ่งเวลานั้นไม่ได้ทำโครงการนี้เป็นเชิงธุรกิจเลย กระทั่งเมื่อเรียนจบแล้วจึงเริ่มมองว่า หากปล่อยให้โครงการนี้เป็นแค่เพียงโครงการที่ทำให้เรียนจบ ไม่มีเงินทุน ก็คงไม่สามารถผลักดันให้แว่นตาอัจฉริยะถูกนำไปใช้จริงได้ จึงน่าจะต่อยอดโครงการแว่นตาอัจฉริยะให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์) ได้ เพราะธุรกิจเพื่อสังคมสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจบแล้วบางคนแยกย้ายไปทำงานประจำเรียบร้อยแล้วจึงเหลือกันอยู่ 2 คน ช่วยกันเดินหน้าโครงการนี้ต่อเพื่อให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม พร้อมดึงคนใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มเติม หลักๆ คือเรื่องการปรับปรุง การออกแบบแว่นตาอัจฉริยะ ซึ่งก็ได้ไปหารือกับ REDEX บริษัทด้านการออกแบบที่ทีมงานก็เป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่จบการศึกษาแล้วมาทำบริษัทเชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ก็มีหน่วยงานอื่นๆ ที่ทีมวิชั่นเนียร์ได้เข้าไปร่วมโครงการต่างๆ ที่จัดขึ้นเข้ามาสนับสนุนธุรกิจด้วย ได้แก่ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมาจากการร่วมโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ได้คอยให้คำปรึกษาแนวทางเรื่องธุรกิจ และล่าสุดก็ได้เข้าร่วมอบรมในโครงการดีแทคแอคเซอเลอเรท ปีที่ 4 โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ และก็ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 11 ทีมที่มีโอกาสจะได้เงินทุนทีมละ 5 แสน-1.5 ล้านบาท พร้อมรับการสนับสนุนในเชิงพาณิชย์ โดยมี ทิวา ยอร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขายดีดอทคอม (Kaidee.com) เป็นผู้ให้คำแนะนำทีม ไม่เพียงเท่านี้ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเงินทุนแบบให้เปล่าช่วงที่ผ่านมา ประมาณ 1 ล้านบาท

นันทิพัฒน์ เล่าย้อนไปถึงช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะว่า จุดเริ่มต้นมาจากประเทศไทยมีผู้พิการทางสายตามากถึง 3 แสนคน ในจำนวนนี้ครอบคลุมคนที่สายตาพร่ามัวและตาบอดสนิท ด้วยเหตุนี้จึงได้เข้าไปพูดคุยกับพี่ๆ ที่พิการทางสายตาในสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาว่าพี่ๆ เหล่านี้ยังมีปัญหาเรื่องอะไรที่เผชิญอยู่บ่อยๆ บ้าง เพราะเทคโนโลยีที่ช่วยในการนำทางให้ผู้พิการทางสายตาก็มีอยู่แล้ว โดยหลังพูดคุยก็ได้คำตอบมาว่าผู้พิการทางสายตาจะเจอปัญหาเรื่องไม่สามารถใช้วิธีการคลำแล้วแยกแยะสิ่งของหลายอย่างที่ต้องใช้หรือเจอในชีวิตประจำวันได้ เช่น ขวดซอสที่มีลักษณะเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าภายในเป็นซอสประเภทไหน หรือเสื้อผ้าที่สัมผัสก็จะไม่ทราบว่าเป็นสีอะไร

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเลือกทำแว่นตาที่สามารถถ่ายภาพสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าแล้วอธิบายให้ผู้พิการทางสายตาที่สวมแว่นนั้นฟังได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งก็จะเลือกเฉพาะสิ่งที่ผู้พิการทางสายตาคลำแล้วแยกไม่ออกเท่านั้นในการอธิบาย เช่น การแยกสี การอธิบายผลิตภัณฑ์จากบาร์โค้ด การแยกแยะชนิดธนบัตร และการแยกแยะเรื่องการเปิด-ปิดไฟ เป็นต้น

“พวกเราอยากทำแว่นตาอัจฉริยะให้คนตาบอดใช้ ซึ่งก็ใช้เวลาพัฒนากว่า 1 ปี โดยรูปแบบการใช้งานแว่นตาก็คือตัวแว่นจะมีกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างหน้า ซึ่งผู้ที่ใช้งานจะชูผลิตภัณฑ์ที่ต้องการให้แยกแยะขึ้นในระยะไม่ไกลเกิน 1 ฟุตหน้าแว่นตา จากนั้นระบบในแว่นตาอัจฉริยะจะประมวลผลในเวลาเสี้ยววินาทีเพื่อระบุให้ผู้ใช้งานทราบ โดยปัจจุบันจัดทำให้สามารถอธิบายได้3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน และระบบประมวลผลอยู่ในแว่นตาเลย ไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ตจึงจะประมวลผล” นันทิพัฒน์ กล่าว

สำหรับที่มาของหลักการชูของขึ้นมาด้านหน้าแว่นตาไม่เกิน 1 ฟุต ที่ให้แว่นอัจฉริยะประมวลผลนั้น นำมาจากวิธีการถ่ายภาพเซลฟี่ของผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะเริ่มจากการนำโทรศัพท์มือถือมาแปะที่หน้าแล้วดึงออกมาด้านหน้าเพื่อถ่ายภาพ โดยทีมวิชั่นเนียร์เลือกระยะไม่เกิน 1 ฟุต เพราะหากไกลกว่านั้นอาจทำให้แยกแยะผลิตภัณฑ์ด้านหน้ายากเกินไป

ในกรณีที่ผู้พิการทางสายตาต้องการแยกแยะธนบัตรที่อยู่ตรงหน้าว่าเป็นธนบัตรชนิดราคาเท่าไหร่นั้น ปัจจุบันระบบประมวลผลของวิชั่นเนียร์ยังรองรับเฉพาะธนบัตรไทยเท่านั้น แต่อนาคตก็คงพัฒนาเพิ่มเติม ส่วนความสามารถที่แว่นตาอัจฉริยะบอกได้ว่า ไฟเปิดหรือปิดอยู่นั้นทำขึ้นเพราะว่าถึงแม้ผู้พิการทางสายตาจะไม่ได้ใช้ไฟในบ้านตัวเองหรือตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อมีคนแวะเวียนมาหาที่บ้านหรือสถานที่นั้นๆ ก็อาจต้องเปิดไฟ ซึ่งหลายครั้งคนพิการทางสายตาอาจไม่ทราบว่าไฟยังเปิดอยู่ ทำให้ต้องเสียค่าไฟเพิ่มโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นแว่นอัจฉริยะก็จะช่วยบอกได้

นันทิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตัวเองจะทำหน้าที่ในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่ใช้กับแว่นตาอัจฉริยะ ส่วนบุษภาณีจะทำหน้าที่คอยดูแลเรื่องการออกแบบตัวแว่นตา เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายกับแว่นตาอัจฉริยะไว้ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะต้องเริ่มเปิดตัวและวางจำหน่ายแว่นตาอัจฉริยะได้จริง ประเมินไว้ว่าจะขายราคา 4,000-5,000 บาท ซึ่งแว่นตาอัจฉริยะจะต้องชาร์จแบตเตอรี่เหมือนกับโทรศัพท์มือถือและต้องอัพเดทระบบเหมือนกัน โดยมองไว้ว่าอาจนำแว่นตานั้นไปเชื่อมต่อไว-ไฟ หรือเชื่อมต่อสายยูเอสบีเพื่ออัพเดทระบบประมวลผล

ทั้งนี้ วิชั่นเนียร์ไม่ได้หยุดแค่การนำแว่นตาอัจฉริยะขายได้จริงภายในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเป้าหมายต่อไปของวิชั่นเนียร์ก็คือ ต้องการต่อยอดนำแว่นตาอัจฉริยะขยายไปจำหน่ายในต่างประเทศด้วย โดยเริ่มต้นจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้วิชั่นเนียร์จะต้องพัฒนาแว่นตาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับภาษาได้เพิ่มเติมในอนาคต

ปัจจุบันกำลังศึกษาความต้องการตลาดอยู่ว่าประเทศไหนมีความต้องการมากที่สุด เพื่อประกอบการพัฒนาแว่นตาจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้พิการทางสายตาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนผู้พิการทางสายตาในภูมิภาคเอเชีย และหากดูทั่วทั้งเอเชียมีผู้พิการทางสายตาคิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้พิการทางสายตาทั่วโลกเลย

ท้ายนี้ นันทิพัฒน์ กล่าวว่า แว่นตาอัจฉริยะของไทยได้รับการตอบรับที่ดีจริงๆ ไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานในประเทศ เพื่อให้แว่นตานี้ถูกนำไปใช้ได้จริง ล่าสุดก็มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่ติดต่อทางทีมวิชั่นเนียร์เข้ามา เพราะสนใจลงทุนในวิชั่นเนียร์ด้วยเช่นกัน

นี่เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นฝีมือพัฒนานวัตกรรมของเด็กไทยไม่ได้แพ้ชาติใดในโลกเลย

 

สิ่งที่ขาดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433084

สิ่งที่ขาดไม่ได้

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมเดาไม่ได้ว่าวันๆ หนึ่งคนไทยกินน้ำปลามากน้อยขนาดไหน ไม่แน่อาจจะเท่าสระว่ายน้ำของโอลิมปิกก็ได้ ที่จะไม่กินก็มีกลุ่มที่กินอาหารมังสวิรัติ กับชาวภูเขารุ่นก่อนๆ เท่านั้น น้ำปลามันเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ถ้าไม่กินก็ยุ่งเอาเรื่องเหมือนกัน จะกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง อาหารตามสั่ง อยากเติมเค็มนิดหนึ่ง ถ้าร้องขอเกลือนอกจากถูกมองหน้าแล้ว อาจจะโดนย้อนว่าทำไมไม่พกขวดเกลือมาเอง

ผมเองทำของกินเองก็ชอบที่จะใส่เกลือ แต่ก็ต้องมีน้ำปลาไว้ เพราะบางอย่างต้องใช้น้ำปลา แค่ยำหมูย่าง ยำกุนเชียง ก็ต้องใส่น้ำปลา เมื่อไหนๆ ก็ต้องใช้น้ำปลาอยู่แล้วก็เลือกหาน้ำปลาดีๆ ไว้ใช้ เวลาไปไหนๆ ชอบมองหาน้ำปลาดีครับ

ผมเคยมีเพื่อนสนิทเป็นชาวประมงพื้นบ้านอยู่หาดวอนนภา บางแสน ที่เมื่อหลายสิบปีก่อนยังทำประมงชายฝั่งอยู่ เวลาปลากะตักเข้า เขาจะดักอวนเอามาหมักทำน้ำปลากินเอง ใส่โอ่งหมัก รู้สึกว่าเป็นปลา 3 ส่วน เกลือ 2 ส่วน ใช้เวลา 8 เดือนถึงจะกินได้ ผมขอซื้อก็ไม่ขาย ให้มากินฟรี ที่จริงเขาคิดถูกถ้าเขาขายผมก็จะซื้อเยอะ แต่ให้มากิน 2 ขวด จะเอาหรือไม่เอา

 

 

กินน้ำปลาดีแล้วติด มันมีรส มีกลิ่นหอม ผมกลายเป็นคนหวงน้ำปลา ถ้าต้ม ยำ ตำ แกง ก็ใช้น้ำปลาโรงงาน เก็บน้ำปลาดีไว้ทำน้ำปลาพริกอย่างเดียว เมื่อน้ำปลาดีหายากก็ต้องค้นหา ไปทะเลที่ไหนก็ชอบถามคนแถบนั้นว่า มีที่ไหนทำน้ำปลาหมักโอ่งบ้าง เคยฟลุกไปเจอร้านขายของแห้งจากทะเล ก่อนจะถึงแสมสาร รู้สึกว่าจะชื่อผึ้งกลั่น ขายน้ำปลาทำเอง ได้น้ำปลามา 2 ขวด ห่อมัดมาอย่างดี ใครเอา Absolut Vodka มาแลกก็ไม่ยอม

ผมยังไปได้น้ำปลาปลาสร้อย จากศรีสำโรง จ.สุโขทัย นี่เป็นน้ำปลาน้ำจืด ทำจากปลาสร้อย กลิ่นหอมหวนไม่แพ้น้ำปลาจากปลากะตัก จะเป็นน้ำปลาจากปลาน้ำจืดหรือน้ำปลาจากปลาทะเลอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้หมักเองจริงๆ เดี๋ยวนี้ตามแหล่งใกล้น้ำทะเลและน้ำจืดที่เคยทำน้ำปลาเอง เริ่มทำน้อยลง เพราะปลาดีๆ หายาก แล้วอีกอย่างถ้าหมักขาย ต้องไปจดทะเบียน อย. ชาวบ้านเขาไม่อยากยุ่งยากกับราชการ ไม่ทำไม่ขายดีกว่า ถูกจับแล้วไม่คุ้ม

เรื่องของน้ำปลายังไม่มีแค่นั้น หลายคนคงจะได้ยินน้ำปลาหยด เป็นการเอาปลาทูสดหมักกับเกลือผมไม่แน่ใจเรื่องสัดส่วน แต่เมื่อหมักได้ที่แล้ว จะเอาถุงผ้าใส่ปลาที่หมักแล้วนั้น แขวนให้น้ำปลามันหยดติ๋งๆ ลงกะละมัง ที่ใช้วิธีนั้นเพราะปลาทูมันมีกากมากไม่ย่อยสลายง่ายเหมือนปลากะตักหรือปลาสร้อย เมื่อมันจะค่อยๆ หยด จึงเรียกว่าน้ำปลาหยด

เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว มีทำกันแถว บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งดั้งเดิมเป็นแหล่งปลาทูมหาศาลออกเรือไปเดี๋ยวเดียวก็ได้ปลาทูมาเต็มลำเรือ มากขนาดเหลือจากทำน้ำปลาแล้วก็เอามาสับ ต้มให้เป็ดกิน เดี๋ยวนี้ปลาทูยังมีบ้างเหมือนกันแต่นับได้เป็นตัวๆ เท่านั้น ไม่มีใครเพี้ยนเอามาทำน้ำปลาหยดกิน

 

ยังมีน้ำปลาอีกอย่างเป็นน้ำปลาเคยหรือน้ำปลากะปิ น้ำปลาชนิดนี้ยังมีครับ จะมีแถวริมทะเลแถบอ่าวเขากะโหลก ปราณบุรี อ่าวสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ คือเมื่อถึงหน้าตัวเคยหรือกุ้งละเอียด ที่สำหรับใช้ทำกะปิโดยเฉพาะ เมื่อมันขึ้นหน้าอ่าว ชาวบ้านจะมาไสด้วยอวน เอาไปล้าง คลุกเกลือหมักตากแดด บางแห่งเอาไปตำก่อนแล้วจึงเอามาตากแดด การตากนั้นจะแผ่ตากบนแผ่นหรือตาข่ายพลาสติกตาถี่ ซึ่งมีแผ่นสังกะสีรองอยู่ข้างใต้อีกที มีรางหรือร่องรับน้ำเคย มันจะหยดลงถังหรือกะละมัง เมื่อได้พอสมควรแล้ว เอาไปต้มใส่สับปะรดฝานติดเปลือก เคี่ยวจนสุก ทิ้งไว้แล้วกรอกใส่ขวดพลาสติกก็คือขวดน้ำดื่มยี่ห้อต่างๆ นั่นเอง นี่แหละน้ำปลาเคย รสเค็มเหมือนน้ำปลาทั่วไปแต่มีกลิ่นกะปิ

พอถึงหน้าทำกะปิรุ่นใหม่ ก็จะมีน้ำปลาเคยออกมาขายด้วย แถบอ่าวสามร้อยยอดมีวางขายเยอะ ขวดละ 10 บาท ผมเจอเมื่อไหร่ก็ซื้อมา เก็บได้นานเพราะสุกแล้ว เวลากินไข่เจียวร้อนๆ ทำน้ำปลาเคย ใส่พริกขี้หนู ใส่หอมแดง มันพอดีกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

เวลาตำน้ำพริกกะปิอ่อนเค็มก็ใส่น้ำปลาเคยหรือแม้กระทั่งทำหมูสามชั้นผัดกะปิ อ่อนหวานใส่น้ำตาล อ่อนเค็มใส่น้ำปลาเคย น้ำปลาเคยเหมาะกับอาหารที่ใช้กะปิ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าน้ำปลากะปิ

ไหนๆ ก็เป็นเรื่องน้ำปลาดีแล้ว มาดูน้ำปลาตามตลาดบ้าง ผมไม่ค่อยไว้ใจน้ำปลาถูกๆ ขวดละ 16 บาท 22 บาท ตามร้านก๋วยเตี๋ยวที่ยิ่งขายดี ยิ่งชอบใช้ เพราะคนกินเยอะ ใช้น้ำปลาดีๆ กำไรจะหดน้อย ดูข้างขวดเถอะครับ เขียนว่าน้ำปลาผสม แล้วจะมีใครรู้บ้างว่า เอาอะไรผสมกับอะไร หรือจะเป็นน้ำปลาโรงงานที่มียี่ห้อก็เถอะ บอกว่าเป็นน้ำปลาปลากะตักแท้ แล้วปลากะตักสมัยนี้นับตัวได้ปริมาณยังน้อยกว่าจำนวนโรงงานทำน้ำปลา แล้วทำออกขายทุกวัน เอาเวลา สถานที่ ขนาดไหนหมัก นี่เป็นเรื่องน้ำปลาแท้ๆ ยังอุตส่าห์ไปหาเรื่องกับโรงงานน้ำปลาเข้าอีกจนได้

 

Descendants Of The Sun ความรัก หน้าที่ และการเสียสละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432538

Descendants Of The Sun ความรัก หน้าที่ และการเสียสละ

โดย…ว.แหวน ภาพ เอเอฟพี

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่คอลัมน์วิจารณ์หนังหรือซีรี่ส์ ฉันไม่ได้มาเล่าเรื่องย่อ มาวิพากษ์ผู้กำกับหรือนักแสดง ฉันกำลังทำหน้าที่ของผู้หวังดี ที่อยากเสนอมุมมองและทัศนคติที่มีต่อการใช้ชีวิต โดยมีฉากของซีรี่ส์เรื่องนี้เป็นเงาสะท้อนจางๆ อยู่ด้านหลัง เพื่อกระตุ้นให้มองเห็นภาพและการระลึกได้ง่ายขึ้น ใครอยากฟิน อยากจิ้น จิกหมอนนั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในซีรี่ส์เรื่องนี้ แม้จะไม่ได้มากพอจนทำให้ฉันอดรนทนไม่ได้ ต้องมากล่าวถึง แต่สิ่งซึ่งซ่อนอยู่ในนั้นต่างหาก ที่ทำให้ฉันทนไม่ไหวจนต้องลุกมาทำหน้าที่  “หน้าที่” ต่างหาก ที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้

สิ่งที่ฉันมองเห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องของความแตกต่างจากซีรี่ส์ทั่วๆ ไป หรือละครไทยบางเรื่อง คือการทำหน้าที่ของตัวละครทุกตัวอย่างเต็มที่ โดยอาจมีเรื่องความรักเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งละครหลายเรื่องฉันแทบไม่เห็นตัวละครทำหน้าที่ใดๆ เลย นอกจากวุ่นวายอยู่กับความรัก พระเอก นางเอก นางอิจฉา ประกอบอาชีพอะไร รู้ได้ แต่ไม่เห็นประเด็นการขับเคลื่อนหลัก ถูกโยนให้เป็นเรื่องของความรักแทบทั้งหมดทั้งสิ้น ราวกับว่าพวกเขากำลังใช้ความรักหาเลี้ยงปากท้อง ตีแผ่ชีวิตในมุมเดียว

Descendants Of The Sun เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันตระหนักได้ถึงคุณค่าของชีวิต ฉันมองว่า “คุณค่าของชีวิตคนเรา มี 3 ระดับ” ระดับที่ 1 เป็นชั้นอนุบาล คือ การมองเห็นคุณค่าของตัวเองได้  เมื่อตัวเองได้ทำ ได้เป็น ได้เลือก ในสิ่งซึ่งตัวเองเป็นสุข ได้ทำงานที่รัก ได้รักคนที่อยากจะรัก ได้ความรู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ ฉันถือว่าสิ่งเหล่านี้ คือพื้นฐานของคุณค่าชีวิต

ระดับที่ 2 คือ การมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อสามารถแยกแยะผิดถูกได้ ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ สิ่งไหนควรฝืน สิ่งไหนควรตามใจตัวเอง การรู้จักความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ สามารถยับยั้งความคิดหรือการกระทำของตัวเองได้ เมื่อค้นพบได้ด้วยตัวเองว่าทำไม่ถูก คิดผิด หรือพลาด สามารถจัดการกับชีวิตตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยได้ ยึดมั่นในหน้าที่ และดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมที่ดีงามได้ นั่นคือ “คุณค่าของชีวิตที่เหนือขึ้นไปอีกระดับ”

และระดับที่ 3 คือ “ระดับของการเสียสละ” ฉันถือว่าเป็นการสร้างคุณค่าในระดับสูงสุด เป็นการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อตัวเองได้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น ละทิ้งตัวตน เพื่อความสุขของผู้อื่น การเสียสละที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพื่อคนคนเดียว เพื่อคนหมู่มาก หรือเพื่อประเทศชาติ เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ เป็นเกียรติ และเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชีวิต

ซีรี่ส์เรื่องนี้…ทำให้ฉันมองเห็นไปถึงระดับสูงสุด มิใช่แค่ประเด็นพื้นฐานเพียงความรักที่เกิดขึ้นระหว่างชายหญิง มิใช่การแสวงหาความรักเพื่อตัวเอง แต่มันทำให้ฉันซาบซึ้งและเต็มตื้นในคำว่า “หน้าที่” และ “การเสียสละ” เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการแต่งแต้มสีสันที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบขึ้น เพราะเราเองก็ต้องยอมรับว่า “ความรัก” เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีของชีวิต เป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจ คอยโอบอุ้มชีวิตเราให้มีพลังในการทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่ให้มันครอบงำทั้งชีวิตของเรา เรื่องนี้ทำให้ฉันเห็นการขับเคลื่อนชีวิตรอบด้าน การจัดวางความรักได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ฟาดงวงฟาดงา หึง แก้แค้น ประชดประชัน ด่าทอกันอย่างไร้ซึ่งเหตุผล เป็นการสร้างคุณค่าให้ตัวละครแต่ละตัวอย่างน่ายกย่อง

เราทุกคนต่างมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันในสังคม บางหน้าที่ก็เอื้อประโยชน์ให้เราแสวงหาความสุขได้แค่เฉพาะตัวเอง แต่บางหน้าที่ก็เกิดขึ้นมาพร้อมความเสียสละโดยอัตโนมัติ ทุกอาชีพมีความงามเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจัดวางหน้าที่ และชีวิตส่วนตัวให้สมดุลกันได้อย่างไร เมื่อไรก็ตามที่เราจัดการได้พอดี นั่นถือว่าเรามีคุณค่าอยู่ในระดับสอง และก็จงหาโอกาสสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นไปในระดับสาม ซึ่งไม่ทุกคนหรอกที่อยู่บนโลกนี้จะทำได้ “โอกาส” มิใช่แค่รอให้เกิดขึ้นพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ เราไม่จำเป็นต้องรอไปเป็นทหาร ถึงจะทำเพื่อประเทศชาติได้ เราแค่หา “โอกาส” เล็กๆ ในแต่ละวัน แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ เสียสละ ยอม ให้ เราทำได้ในทุกๆ จังหวะของชีวิต อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นเหมือนนักแสดงในละครบางเรื่อง ที่ขับเคลื่อนร่างกายไปวันๆ เพียงเพื่อแสวงหาความรัก โดยไม่มีใครมองเห็นเลยว่า “เราทำอะไรได้มากกว่านี้”

ฉันดูซีรี่ส์เรื่องนี้จบ ถ้าสามารถจับความรู้สึกของฉันใส่ไว้ในขวดโหลได้ ความน่ารักของนักแสดง ความรัก ฟิน จิ้น จิกหมอน มันจะลอยตลบอบอวลบางๆ เบาๆ อยู่ด้านล่าง ความมุ่งมั่น และการระลึกถึงหน้าที่ของตัวเองก่อตัวเป็นก้อนใหญ่ๆ อยู่ด้านบน และเมื่อเปิดฝาขวด สิ่งแรกที่ลอยมาปะทะหน้าฉันเป็นลำดับแรกๆ คือคำถามที่ว่า “เรามีคุณค่าแค่ไหนต่อประเทศชาติ?”

เรื่องบางเรื่อง ก็ต้องอาศัยอะไรบางอย่างมาสะกิด!

เข้าไปพูดคุยหรืออ่านมุมมองความคิดของ ว.แหวน ได้ที่ www.facebook.com/Worwaenfanpage

 

แม่หมอรุ่นใหม่ 3 สาว 3 สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432537

แม่หมอรุ่นใหม่ 3 สาว 3 สไตล์

โดย…อนุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์  แถมเงิน, ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย รายงานตัวเลขไว้ว่า มีเงินสะพัดในแวดวงธุรกิจการดูหมอเมื่อปี 2549 สูงเกือบ 2,500 ล้านบาท (เฉพาะคนในกรุงเทพฯ เท่านั้น) นี่ผ่านมา 10 ปีถึงวันนี้ ปี 2559 คาดว่าน่าจะเฉียด 5,000 ล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะขึ้นหรือลงธุรกิจนี้ไม่เคยซบเซา ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างไร แต่ในเรื่องของจิตใจนั้นก็ไม่มีอะไรจะช่วยปลอบประโลมใจในยามทุกข์ร้อนได้ดีเท่ากับการไปพึ่งนักพยากรณ์หรือหมอดู ที่มีมากมายหลายศาสตร์ต่างๆ ให้เลือกได้ตามใจชอบ เพราะเข้าถึงง่ายมีหลายระดับราคาให้เลือกตามกำลังซื้อ หมอดูจึงถือเป็นเพื่อนยากยามทุกข์ใจของใครหลายคน

ที่ช่วยทำหน้าที่เตือนใจเปรียบเสมือนชีวิตที่อาจจะเจอพายุฝนจะได้เตรียมร่มเตรียมเสื้อกันฝนเอาไว้ไม่ให้ชีวิตเปียกปอนมากจนเกินไป

อร-สุพิชญ์ชญา จินาชาญ

 

 

ซินแส-อร (เพาเวอร์ริช)

อร-สุพิชญ์ชญา จินาชาญ จบปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ เอกวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไปเป็นแอร์โฮสเตส สายการบินเกาหลีแอร์อยู่เกือบ 20 ปี เริ่มเบื่อจึงออกมาเป็นฟรีแลนซ์เป็นอาจารย์พิเศษสอนให้กับคนที่อยากไปเป็นแอร์ พร้อมกับไปเรียนเป็นโค้ชชิ่ง หลักสูตรดังของอเมริกาที่มาเปิดสาขาที่ประเทศไทย รับงานอิสระ ประกอบกับเล่นหุ้นและลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ ควบคู่กันไป ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของรายการท่องเที่ยว ชื่อ in love destination ทุกวันพุธเที่ยงคืนทางช่อง 7 สี และเป็นพิธีกรคู่กับสามี (ต๋อย วงไฮแจค) เป็นรายการเกี่ยวกับท่องเที่ยว แฟชั่น และศาสตร์ฮวงจุ้ย

จนวันหนึ่งได้อ่านหนังสือเรื่องฮวงจุ้ย ของซินแสดังอย่าง อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม อ่านแล้วเกิดปิ๊งแวบประทับใจเพราะอาจารย์เขียนเป็นเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และสถิติไม่งมงาย อ่านงานของอาจารย์ทุกเล่ม เพราะอาจารย์มาศเองก็จบด้านวิทยาศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสนใจไปเรียนกับอาจารย์ครบทั้ง 13 หลักสูตร ทั้งฮวงจุ้ย ฤกษ์ยาม และโหงวเฮ้งครบวงจรเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนเริ่มนำมาใช้กับตัวเองและคนรอบตัว ได้ผลตอบรับที่ดี จึงดูขยายวงไปเรื่อยๆ และอาจารย์มาศก็ชวนไปร่วมงานกับท่านหลายครั้ง

 

“อรไม่เรียกตัวเองว่าหมอดูนะคะ ลักษณะงานของเราเป็นซินแส แม้อาจจะไม่ได้ถือแผ่นหล่อแก แบบคนรุ่นก่อน เราใช้หล่อแกในไอแพดที่มีความแม่นยำเที่ยงตรง ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และสถิติศาสตร์ของฮวงจุ้ย ดูทิศทางลม ดูดิน ดูน้ำ ไม่มีอะไรงมงาย มีหลักการที่พิสูจน์ได้ มีความน่าเชื่อถือ อรไม่ชอบดูหมอดู ไม่เชื่ออะไรที่งมงายและพิสูจน์ไม่ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ เมื่อก่อนไม่สนใจเลย จนได้ไปเรียนอย่างจริงจังและมีหลักการ จนได้ใช้วิชาพิสูจน์ว่าได้ผลจริงช่วยเติมเต็มพลังชีวิตได้ จึงเริ่มรับดูฮวงจุ้ยเป็นงานเสริมมาปีกว่าแล้วค่ะ”

เธอ กล่าวว่า ตามศาสตร์ความเชื่อของจีนนั้น เชื่อว่าชีวิตมนุษย์ต้องมีหลักวิชาห้าธาตุ ตามศาสตร์พยากรณ์จีนโบราณที่สืบทอดต่อกันมาเป็นพันปี เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ถึงความแม่นยำ ซึ่งมีอยู่ 3 ศาสตร์ด้วยกัน 1.ศาสตร์ชะตาฟ้าดิน เป็นการพยากรณ์จากการเปลี่ยนแปลงของเคลื่อนย้ายของดวงดาว 2.ศาสตร์ชะตาคน การพยากรณ์จากวัน เดือน ปีเกิดของมนุษย์ ดูบุคลิกลักษณะที่เรียกว่า โหงวเฮ้ง 3.ศาสตร์ชะตาดิน การพยากรณ์ชัยภูมิที่อาศัยจากผืนดิน แสงและลม ตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งคนเราจะดีหรือร้ายพิจารณาจากององค์ประกอบ 3 ข้อนี้

อันญ่า-กัญจน์ณภัส ชอง

 

อันญ่า-ยิปซีมหัศจรรย์

อันญ่า-กัญจน์ณภัส ชอง อดีตพริตตี้วัย 36 ปี เธอจบการศึกษาปริญญาโทคณะบริหารด้านธุรกิจ SME จากมหาวิทยาลัยสยาม ตอนที่เรียนปริญญาตรีก็ทำงานเป็นพริตตี้อยู่ 3-4 ปี จนจบปริญญาโท เคยเป็นดาราสมทบในละคร “เป็นต่อ” อยู่หลายตอน ไปทำงานด้านธุรกิจร้านอาหารอยู่พักใหญ่ จนกลับมาทำธุรกิจของที่บ้าน คือ การส่งข้าวไปยังยุโรป เธอเป็นลูกคนเดียวมีคุณพ่อเป็นชาวสิงคโปร์

คุณตาของเธอเป็นนักโหราศาสตร์ไทยดูแบบกระดานชนวนสมัยก่อนนี้เลย ส่วนคุณแม่ดูดวงด้วยเลข 7 ฐาน 7 ดวงไทยเช่นกัน โดยคุณแม่ทำร้านสังฆภัณฑ์ และรับดูดวงเป็นงานอดิเรก เธอเล่าว่า ตอนเด็กคุณตาเคยทำนายไว้ว่าโตขึ้นเธอจะเป็นนักพยากรณ์ ซึ่งแต่ก่อนเธอไม่สนใจเลย โดยเฉพาะดวงไทยที่มีความละเอียดยุ่งยากไม่คิดจะเรียนจากคุณแม่เลยด้วย

แต่เธอกลับชอบไพ่ยิปซี เพราะเห็นว่าไพ่ลวดลายสวยดี ตอนเรียนมัธยมปลายไปเดินร้านหนังสือเจอหนังสือของ ขุนทอง อสุนี เธอจึงซื้อมาอ่านและศึกษาด้วยตัวเอง แล้วก็เอามาดูเล่นกับเพื่อน พอเรียนมหาวิทยาลัยก็ลืมๆ ไป จนจบปริญญาโทเริ่มมีปัญหาทางบ้าน ธุรกิจของคุณพ่อมีปัญหา เธอจึงเริ่มหันมาสนใจการดูดวงจากไพ่ยิปซีอีกครั้ง โดยคราวนี้ไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวกับอาจารย์สิน มีสัตย์ อยู่ 6 เดือนและเริ่มดูดวงอย่างจริงจังกับเพื่อนๆ คนรู้จัก ไปออกงานแฟร์ตามมหาวิทยาลัย 2-3 แห่ง เริ่มเป็นที่รู้จักและคนที่มาดูเธอก็คอยติดตามผลที่ทำนายไปว่าถูกต้องไหม ก็ได้ผลตอบรับที่ดี เธอจึงฝึกปรือทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งไปเรียนดวงไทยสัตตเลขที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยา ของอาจารย์ธนกร สินเกษม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพยากรณ์ของเธอให้ครบถ้วน

 

“คือไหนๆ จะมาทางนี้ ก็อยากจะเรียนให้ถูกต้องตามหลักการเป็นศิษย์มีครู งานหลักก็ยังทำอยู่นะคะ การดูดวงเหมือนเป็นของหวานในชีวิต ได้ค่าขนมและได้ช่วยคนที่เขาทุกข์ใจ เราไม่ได้หวังรวยกับตรงนี้ ค่าครูเพียง 399 บาท ดูไม่จำกัดเวลาจนกว่าเขาจะหมดข้อสงสัย ใครลำบากมาหนูก็ไม่เก็บค่ะ ให้เขาไปทำบุญ ดูแบบจริงจังตั้งใจ แนะนำให้เขาแก้ไขในสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่ให้ทำอะไรที่เพ้อเจ้องมงาย และไม่รับจัดการอะไรให้ ทุกอย่างเขาให้ไปทำบุญของเขาเองค่ะ เราจะไม่เรียกเงินใดๆ นอกเหนือจากค่าครูเท่านั้น”

โดยคนที่มาดูกับเธอจะเป็นวัยรุ่นกับคนทำงานมาดูกันเยอะที่สุดในช่วงนี้

ชัญญ่าไพ่ยิปซีออราเคิล

ชัญญ่า-ชัญญาภัค วิทยาอนุมาส อดีตพิธีกรเดินสายตามงานอีเวนต์เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และเคยเป็นดาราสมทบให้กับค่ายอาร์เอสและช่อง 7 อยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่อง “หลงเงาจันทร์” ที่มี กบ สุวนันท์ เป็นนางเอก ประกบคู่กับสเตฟาน และเป็นคนที่หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม ยกย่องให้เธอเป็นราชินีไพ่ยิปซี

ในวัย 40 ปี เธอจบการศึกษาที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยหอการค้า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเคยมีโฆษณาอยู่ 2-3 ชิ้น หลังจากนั้นมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่เกือบ 2 ปี และไปเป็นเลขานุการที่บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ก็ออกมาเดินสายทำงานเป็นพิธีกรตามงานอีเวนต์กับค่ายอาร์เอสอยู่ปีกว่า จึงกลับไปช่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์กับครอบครัวที่ จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบัน และยังทำธุรกิจเล็กๆ ด้านความงามอีก 2-3 อย่าง เช่น ร้านสักคิ้วและเครื่องสำอางชัญญ่าซีเคร็ด มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจที่เธอทำเองปีละหลายสิบล้านบาท

ชัญญ่า-ชัญญาภัค วิทยาอนุมาส

 

ปัจจุบันเธอรับดูดวงด้วยไพ่ยิปซีควบคู่กับไพ่ออราเคิล สัปดาห์ละ 3-4 วัน ที่ กทม. ที่เหลือเธอจะกลับไปช่วยงานอสังหาริมทรัพย์ที่ จ.ชลบุรี ร่วมกับคุณพ่อและน้องชาย เธอดูหมออย่างจริงจังมาเกือบ 15 ปี คนที่เธอดูดวงให้ครั้งแรก คือ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง จนเขาบอกว่าเธอแม่นจึงเริ่มรับดูให้คนทั่วไปด้วยค่าครูเพียง 189 บาท เมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา จากปากต่อปากถึงบัดนี้หลายคนยกย่องให้เธอเป็นราชินีไพ่ยิปซีและไพ่ออราเคิล เนื่องจากคำทำนายที่แม่นยำและจิตใจที่แน่วแน่ในการช่วยคลายทุกข์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ของเธอ

เธอ เล่าว่า คุณปู่ของเธออพยพมาจากประเทศจีน มาอยู่ประเทศไทยด้วยการยึดอาชีพซินแสดูดวง และตอนเธอเป็นเด็กคุณปู่เคยดูดวงเธอไว้ว่า ต่อไปเธอจะต้องเป็นหมอดูอาชีพแน่ๆ และยังสอนเธอว่าไม่ให้เอาเปรียบคน แต่จงช่วยคนด้วย ดังนั้นคนที่มาดูดวงกับเธอ ถ้าใครที่กำลังลำบากยากแค้น เธอจะไม่เก็บเงินเขา และใครมาดูดวงก็จะบอกให้ไปทำบุญอยู่เสมอ

แรกเริ่มสนใจศึกษาไพ่ยิปซีด้วยตนเอง เหมือนมีพรสวรรค์ที่จดจำได้รวดเร็วและเหมือนมีซิกท์เซนส์ เริ่มดูครั้งแรกจากไพ่ยิปซี จนเมื่อ 7-8  ปีที่ผ่านมามีอาจารย์ทางศิลปะท่านหนึ่งวาดรูปไพ่ออราเคิลชุดใหญ่ 90 ใบ และไพ่ชุดจุดเทียน ชุดเล็ก 75 ใบ ให้เธอเพื่อดูประกอบกับไพ่ยิปซี เธอจะดูควบคู่กันทีเดียว 3 สำรับ คือ ดูอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็เป็นที่กล่าวขานกันหนาหูว่าเธอทำนายได้แม่นยำ จนมีดารา นักร้อง นักการเมือง และนักธุรกิจก็มาดูกับเธอมากมาย แม้กระทั่งนักเล่นหุ้นหลายคนก็ยังเป็นแฟนคลับดูดวงกับเธอ

“เราจะดูด้วยความถูกต้องมีหลักการ หาทางแก้ไขให้ด้วยหลักการที่ไม่งมงายให้เขาไปทำบุญในสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่ได้หวังแต่จะเอาเงินอย่างเดียว เราหวังจะได้ทำบุญให้เขาหายทุกข์ใจไม่ซ้ำเติมความทุกข์ของเขาด้วยการเรียกเงินหรือให้ทำอะไรที่ไร้เหตุผลไม่มีประโยชน์กับเขา ถ้าเราดูแบบไม่มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ เราก็จะเสื่อม เรามีครูบาอาจารย์ ต้องอยู่ในศีล 5 ดูด้วยศาสตร์และเซนส์ที่แท้จริง ห้ามเดา ห้ามมั่ว ต้องรักษาความลับลูกค้า โดยเราจะนำเงิน 10 เปอร์เซ็นไปทำบุญ ไม่โอ้อวดตัวเองเกินจริง เวลาดูดวงชัญญ่าดูโหงวเฮ้งเป็นก็จะดูควบคู่กับการดูไพ่ไปให้ด้วยเลย ดูละเอียดไม่มีเม้ม”

เธอ เล่าว่า ปัญหายอดนิยม 3 อันดับแรกที่มาปรึกษาหมอดู คือ ปัญหาในเรื่องการงาน ปัญหาเรื่องการเงิน และปัญหาความรัก แต่คนกรุงเทพฯ เริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาในเรื่องการงานมากขึ้น และยิ่งเศรษฐกิจหรือการเมืองไม่ดี พบว่าความถี่ในการใช้บริการหมอดูเพิ่มขึ้น

จึงพอจะสรุปได้ว่า ไม่ว่าหมอดูจะขึ้นราคาค่าบริการ แต่คนกรุงเทพฯ ก็ยังนิยมไปใช้บริการหมอดูอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหมอดูดังหน้าใหม่ๆ คนยิ่งอยากไปทดลองความแม่นยำอยู่เสมอ และวงการนี้ไม่เคยซบเซา

 

8 ความไม่จริงใจที่บริษัทมีต่อคุณ รู้แล้วเตรียมหาทางหนีทีไล่ดีๆ เอาไว้เลย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432323

8 ความไม่จริงใจที่บริษัทมีต่อคุณ รู้แล้วเตรียมหาทางหนีทีไล่ดีๆ เอาไว้เลย!

เด็กสาวที่เพิ่งจบไฟในตัวมีเยอะมาก ยอมทำงานพลีชีพ แต่สิ่งที่ได้รับนี่อยากกลอกตามองบนซัก 10 ที เราก็เอาแต่น้อยใจว่าทำไมบริษัทถึงทำกับเราอย่างนี้ เขาตอบแทนเราด้วยความไม่จริงใจจนทำใจรักองค์กรไม่ไหว หรือโทษว่าชีวิตลูกจ้างคงเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือ 8 ความจริงที่เราอาจแจคพอตเจอได้บ่อยๆ

1. ตบหัวแล้วลูบหลังด้วยคำพูด เขาพูดกับพนักงานดีแสนดี ชื่นชมในความความสามารถความเก่ง แต่ปลายปีมี evaluation เงินเดือนไม่ขึ้น ตำแหน่งไม่ได้โปรโมต ดองเราไว้อย่างนั้น แล้วก็มาตาสว่างว่าที่แท้กลัวฐานเงินเดือนเราขึ้น แล้วต้องขึ้นแบบนั้นทุกปี เราก็ทุ่มเทไปสิ ต่อมาอีกหลายปี เราจะเริ่มไม่อินกับคำชม บอกไปว่าพอเถอะค่ะ ตาสว่างแล้ว

2. พูดอย่างนึง ความจริงทำอีกอย่าง ฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้าชอบพูดว่า “รู้หรือเปล่าอย่าไปบอกใครนะ เงินเดือนหนูน่ะมากกว่าคนอื่นในบริษัทเลยนะ” แต่ตอนหลังไปรู้มาโดยบังเอิญว่าคนอื่นๆ ได้มากกว่าเราหมดเลย โกหกกันสินะ

3. เสี้ยมพนักงานให้ตีกันเอง ทำเป็นเหมือนเข้าข้างเรา ซัพพอร์ตเรา แต่ก็ไปพูดอย่างนั้นกับคนที่เราแข่งขันอยู่ หวังจะให้เราแพร่งพรายความผิดของอีกฝ่าย แล้วสุดท้ายก็มาโบ้ยว่าได้ยินมาจากเรา ทำให้เกลียดกัน แย่งความดีความชอบกันเป็นดราม่า แล้วตีหน้าซื่อว่าไม่รู้อะไรเลย

4. พี่ที่ทำหน้าใสๆ พูดเพราะๆ น่ากลัวมากกกก บางทีเราสงบปากสงบคำเอาไว้ไม่ว่าจะมีพี่ที่น่ารักมาคุยแค่ไหน เราก็คุยดินฟ้าอากาศ ละครดาราไปแล้วกัน แต่เรื่องว่าคนอื่นในออฟฟิศ บ่นว่าเบื่อว่าเซ็ง อยากได้พูดเด็ดขาด ความมาแตกทีหลังว่าทำเป็นให้คำปรึกษา แต่ทุกคำที่เราพูดถึงหูอีกฝ่ายหมดเลย เข้าหน้าไม่ติดก็ทีนี้ แย่กันไปหมด

5. มีอะไรใช้วิธีสืบลับหลังมากกว่าถามต่อหน้า อยากรู้ข้อมูลบางอย่าง บริษัทกลับไม่มาถามเราตรงๆ แต่เรียกลูกน้องเราไปถาม ถ้าลูกน้องไม่รู้เรื่องก็งงๆ แปลกๆ แต่ถ้าลูกน้องไม่ชอบเราอยู่แล้ว ทีนี้เตรียมตัวเละเป็นโจ๊กได้เลย เพราะเขาจะไม่มีวันชอบคุณอีกต่อไป

6. สนใจแต่ยอดขายจนลืมความเหนื่อยยากทุกคน ในทีมที่พยายามสู้ฝ่าวิกฤต เศรษฐกิจที่โหดร้าย ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ถ้ายอดขายไม่เป็นที่น่าพอใจ เขาก็ไม่มองว่าทีมทำมามากแค่ไหน บางทีก็มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ยอดขายไม่เวิร์ค ทำคุณบูชาโทษไปเรื่อยๆ

7. บีบคนให้ทรมานเล่น เวลาที่เขาอยากให้ใครลาออกโดยไม่ต้องจ่ายแพคเกจชดเชย หรืออยากให้ไปตรงไหนที่เขาชอบ เช่น เราเก่งงานครีเอทีฟ แต่ให้เราไปขายงาน ไปทำมาร์เก็ตติ้ง คนมีความสามารถจริงก็ทำได้นะ แต่ทำแล้วไม่มีความสุข บริษัทก็หาได้แคร์ไม่

8. ตามงานอย่างไม่ละเว้นชีวิต รู้ทั้งรู้ว่าเราลาป่วย หรือลาพักร้อน แต่ก็ยังไลน์ ยังโทรมาจิกให้เราส่งงานแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ถ้าเราไม่สนใจ กลับมารู้ชะตากรรมว่าโดนด่าหนักแน่ ก็ต้องปลีกเวลามาทำ เซ็งอารมณ์สุดๆ ไปเลย

สุดท้ายแล้วอาจจะถึงเวลาที่เราต้องคิดว่าจะอยู่ที่บริษัทต่อไปแบบปลงๆ เพราะภาระที่บ้านเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ ผ่อนรถผ่อนบ้านก็ยังมี เราก็อดทนหลับหูหลับตาทำหน้าที่ตัวเองไปให้ดีที่สุด อย่างน้อยเรายังภูมิใจในตัวเอง พร้อมเมื่อไหร่ค่อยติดปีกไปทำงานกับที่ที่มีความจริงใจ ไม่แอบงุบงิบลับหลัง อย่าท้อ อย่าหมดหวังก่อนแล้วกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : CLEO Thailand

 

มวยไทย ไปไกลในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432315

มวยไทย ไปไกลในต่างแดน

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เมื่อ 30 ปีที่แล้วในช่วงเวลาที่ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี แผ่ขยายอิทธิพลในวงการกีฬาศิลปะการต่อสู้ไปทั่วโลก แต่มวยไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมวยแนวตั้งสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก กลับหลบอยู่ในมุมมืดไร้แสงสปอตไลต์ใดๆ ไปโฟกัสให้เจิดจรัสเหมือนเช่นมวยอื่นๆ แม้กระทั่งคนไทยด้วยกันเองก็มีน้อยคนนักที่อยากจะเรียนมวยไทย

แต่เวลานี้กระแสความนิยมในมวยไทยกำลังทะยานขึ้นสู่ความนิยมของคนทั้งโลก เพราะมีชาวต่างชาติมากมายเหลือเกินที่มีความประสงค์อยากจะเรียนมวยไทยมากกว่าศิลปะการต่อสู้อื่น ซึ่งสิ่งที่เรากล่าวนั้นไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย เพราะที่ อีโวลฟ์ มิกซ์ มาร์เชี่ยล อาร์ต (Evolve Mixed Martial Arts) ประเทศสิงคโปร์ ผู้เรียนกว่า 95% ของที่นี่เลือกที่จะเรียนมวยไทยเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่มีบราซิลเลียนยิวยิตสู มวยปล้ำ และอื่นๆ ให้เลือกเรียนพร้อมกัน เป็นสิ่งชี้ชัดได้เป็นอย่างดีว่ามวยไทยได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ มีจำนวนผู้เรียนมวยไทยเต็มทุกวัน ทุกช่วงเวลา ทำให้โซนการสอนศิลปะการต่อสู้อื่นเงียบเหงาลงไปถนัดตาเลยทีเดียว

ครูมวยรายได้หลักแสน

ชาตรี ตรีศิริพิศาล เจ้าของฉายา ชาตรี ศิษย์ยอดธง นักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้มีอดีตเป็นนักมวยไทยเก่าและเจ้าของธุรกิจอีโวลฟ์ มิกซ์ มาร์เชี่ยล อาร์ต ประเทศสิงคโปร์ เล่าว่า ที่จริงแล้วมวยไทยในต่างประเทศนั้นได้รับความนิยม มีคนสนใจเข้ามาเรียนมวยไทยเป็นจำนวนมาก ในประเทศสิงคโปร์ความนิยมในการเรียนมวยไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2552 หลังจากตั้งค่ายมวยอีโวลฟ์แห่งนี้ คนที่มาเรียนมวยไทยก็มีตั้งแต่ลูกๆ ของเจ้าของธุรกิจ คุณหมอที่อยากจะเรียนมวยไทย ไปจนถึงคนแก่อายุ 60 กว่าปีก็มาเรียนมวยไทยที่นี่

สาเหตุที่ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่สนใจมาเรียนมวยไทยมากกว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวชนิดอื่น ก็เพราะมวยไทยมีอาวุธทั้งหมัด เข่า ศอก แข้ง แทบทุกส่วนของร่างกายใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้หมดและใช้ได้จริง เขามาเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเอง ออกกำลังกาย และต้องการลดน้ำหนักด้วยในตัว

อีกอย่างหนึ่งก็คือชาวต่างชาติต่างรู้กิตติศัพท์ของมวยไทยเราเป็นอย่างดี จนเวลานี้เรียกได้ว่ามวยไทยกลายเป็นเทรนด์ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกไปแล้ว

ชาตรี ศิษย์ยอดธง

ครูมวยไทยที่มาสอนที่นี่เป็นคนไทยทั้งหมด และล้วนแต่เป็นฝีมือระดับแชมป์ที่มีประสบการณ์ขึ้นชกมวยไทยมากกว่า 200-300 ครั้ง ที่เมืองไทยนักมวยไทยเหล่านี้เมื่อแขวนนวมก็จะไปประกอบอาชีพอื่นๆ อย่าง ขับแท็กซี่ เป็น รปภ. บ้างก็เป็นบอดี้การ์ด หรือกลับไปทำเรือกสวนไร่นา และทิ้งความฝันของพวกเขาที่เคยรุ่งเรืองไว้เบื้องหลัง

แต่กับที่นี่นักมวยไทยทุกคนคือมาสเตอร์ เป็นปรมาจารย์ด้านมวยไทยที่ชาวต่างชาติให้ความเชื่อถือยกย่อง เพราะเขาได้เรียนมวยไทยกับคนไทยที่เป็นต้นตำรับมวยไทยอย่างแท้จริง

“รายได้ครูมวยไทยในต่างประเทศที่รับสอนตามยิมต่างๆ เมื่อตีเป็นเงินไทยส่วนมากจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ที่อีโวลฟ์พวกเขามีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 1.2 แสนบาท สูงสุดอยู่ที่ 5 แสนบาท/เดือน ถือว่าเป็นเงินเดือนที่สูงสุดในโลก และไม่มียิมไหนกล้าให้กับครูมวยไทยได้เท่านี้ แต่มีข้อกำหนดเพียงข้อเดียวก็คือคุณต้องเป็นแชมป์ในเวทีใหญ่ของเมืองไทยเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้ามาเป็นครูมวยไทยของที่นี่ได้

“สาเหตุที่ผมให้เงินเดือนกับครูมวยไทยเหล่านี้สูง เพราะผมเคยรับรู้ถึงความลำบากความยากจนของนักมวยไทยเหล่านี้ดี สมัยผมอายุ 13 ผมได้มีโอกาสไปเรียนมวยไทยกับครูยอดธงที่พัทยา เด็กๆ คนอื่นในค่ายมวยล้วนแต่เป็นเด็กยากจนที่มาฝึกมวยไทยด้วยความฝันว่าวันหนึ่งจะลืมตาอ้าปากได้ในสังคม ตอนนั้นครอบครัวของผมยังดีอยู่ จนถึงวันหนึ่งที่ธุรกิจครอบครัวล้มละลาย ผมกลายเป็นเด็กยากจน ผมต้องใช้มวยไทยหาเลี้ยงชีพสมัยเรียนที่อเมริกา มวยไทยในอเมริกานั้นเป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก ถ้าไม่มีมวยไทยหาเลี้ยงชีพ ถ้าไม่มีมวยไทยที่สอนให้ผมใจสู้ก็คงไม่มีวันนี้

“ในสมุดบันทึกความฝันของผมเมื่อตอนอายุ 19 ผมอยากมีค่ายมวยไทยเป็นของตัวเอง วันนี้เมื่อผมมีค่ายมวยเป็นของตัวเองถึงจะเป็นเอ็มเอ็มเอ แต่ผมก็ไม่ลืมมวยไทยและให้ผลตอบแทนคุ้มกับค่าตัวของพวกเขาเหล่านี้”

นักมวยไทยในต่างแดน

“เมื่อตอนผมอายุ 28 ผมเริ่มคิดว่าเส้นทางมวยไทยคงเดินมาถึงจุดสิ้นสุดในสายอาชีพนี้แล้ว เพราะค่าตัวเราเริ่มตก ขึ้นชกน้อยลงรายได้ก็น้อยลง จนกระทั่งมีชาวญี่ปุ่นชวนผมไปชกมวยคิกบ็อกซิ่งที่ญี่ปุ่น ผมจึงตอบตกลงและเดินทางไปชกในฐานะนักมวยไทยเต็มตัว คราวนั้นผมเตรียมเสื้อผ้าไปแค่ชุดเดียว คิดว่าขึ้นชกเสร็จก็จะเดินทางกลับเมืองไทยเลย แต่ปรากฏว่าพอชกชนะ ทางญี่ปุ่นขอให้เราอยู่ต่อในฐานะครูสอนมวยไทย เลยอยู่สอนมวยไทยที่ญี่ปุ่น 6 ปี ก่อนที่จะย้ายมาเป็นครูมวยไทยที่อีโวลฟ์ สิงคโปร์

“ตอนที่สอนมวยไทยที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาค่อนข้างสนใจเรียนมวยไทยอย่างมาก แม้จะมีศิลปะป้องกันตัวประจำชาติของเขาเองก็ตาม แต่ชาวญี่ปุ่นก็รู้ดีว่ามวยไทยนั้นแข็งแกร่งแค่ไหนก็สนใจอยากจะเรียน ไม่เพียงแค่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่สนใจเรียนมวยไทย ชาวจีนก็มีความสนใจเรียนมวยไทยไม่แพ้ประเทศอื่นเหมือนกัน มีเพื่อนนักมวยไทยหลายคนหลังแขวนนวมแล้วก็ไปสอนมวยไทยอยู่ที่ประเทศจีน ถือว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับนักมวยไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการในยิมมวยหลายประเทศ”

“หรือทางหนึ่งที่ทำให้นักมวยไทยมีที่ยืน เมื่ออายุมากขึ้นก็คือการขึ้นชกในรายการอื่นนอกจากมวยไทยอย่างคิกบ็อกซิ่งของญี่ปุ่น หรือการต่อสู้ในรูปแบบเอ็มเอ็มเอ เพียงแค่เราปรับตัวให้เข้ากับกฎ กติกา เรียนรู้การป้องกันตัวจากศาสตร์อื่นแล้วกลับเข้ามาสู้ในรูปแบบมวยไทยที่เราได้เปรียบก็สามารถสู้ได้ทุกรายการแข่งในโลก”

ธำรง ทองใย หรือ “เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค” เจ้าของฉายา “ไอ้ตาดุ” เจ้าของแชมป์เวทีมวยลุมพินี 3 สมัย และแชมป์มวยเอ็มเอ็มเอ รายการ วัน แชมเปี้ยนชิพ (ONE Championship) รุ่นสตอว์เวท 115 ปอนด์ วัย 38 ปี เล่าชีวิตการเป็นนักมวยและครูมวยไทยในต่างแดน

เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค

สอนต่างชาติต้องทำให้ง่าย

ธีระ พงษ์วัน หรือคนไทยรู้จักกันในชื่อ ยอดสนั่น 3เค แบตเตอรี่ อดีตแชมป์มวยสากล เจ้าของฉายาไมค์ ไทสัน เมืองไทย หรือ เงาปีศาจ ซึ่งเวลานี้เขาเป็นครูสอนมวยไทยและมวยสากลให้กับอีโวลฟ์ เล่าชีวิตการเป็นครูมวยไทยในสิงคโปร์ว่า

“ตอนแรกก็ค่อนข้างยากในเรื่องของการปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่จะสื่อสารกับลูกศิษย์ แต่ยังดีว่ามวยไทยเป็นกีฬา สามารถสื่อสารทางภาษากายได้ง่าย การสอนมวยไทยให้กับชาวต่างชาติจะสอนแบบที่เราเคยฝึกมาไม่ได้ อย่างสมัยผมฝึกมวยไทยต้องไปกินนอนอยู่กับครูมวย ตื่นเช้าตี 5 วิ่ง 6 กม. กลับมาที่ค่ายซ้อมชกกระสอบทราย พอตกบ่ายลงนวมต่อ คงรับไม่ไหวแน่ๆ

“แต่ที่นี่เราก็จะสอนหลักในการออกหมัด ตีศอก แทงเข่า ฝึกซ้อมร่างกายให้แข็งแรงเพื่อพร้อมที่จะสู้ เวลาเข้าเรียนก็จะมีใบลงเวลาว่าลูกศิษย์คนนี้มาเข้าเรียนกี่ชั่วโมงแล้ว ฝึกไปได้ถึงไหนแล้ว เมื่อครูมวยเห็นว่าลูกศิษย์คนนี้สามารถออกหมัดออกอาวุธได้อย่างถูกต้อง ก็จะใส่การฝึกอีกระดับเข้าไปจากพื้นฐานเป็นเรื่องของการใส่ลูกไม้มวยไทยเข้าไป แล้วก็ยกระดับขึ้นไปอีกเมื่อครูฝึกเห็นว่าลูกศิษย์มีความพร้อมที่จะฝึกถึงระดับต่อไป หรือถ้าอยากจะฝึกถึงขั้นขึ้นชกเราก็สอนพวกเขาได้หากเขาต้องการ

“ถามว่าเมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของร่างกายระหว่างคนที่ฝึกมวยไทยแบบเดิมที่ฝึกหนักในทุกวัน กับคนที่ฝึกแบบยิมสมัยใหม่ ต้องบอกว่าพอๆ กัน สมัยก่อนเราฝึกมวยไทยอย่างหนักทุกวันเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง แต่เดี๋ยวนี้ในต่างประเทศมีการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยพัฒนา ไม่จำเป็นต้องฝึกหนักทั้งวันทุกวันเหมือนนักมวยไทยก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหมือนนักมวยไทยได้เหมือนกัน

“สำคัญคือการฝึกซ้อมจนร่างกายเคยชิน ชกกระสอบทรายทุกวันมือก็แข็งขึ้น หมัดก็หนักขึ้น ฝึกหลบหลีกปัดป้องทุกวัน เวลาใช้จริงแทบจะไม่ต้องคิดเลยสิ่งเหล่านี้จะออกมาเอง”

ครูมวยไทยเป็นที่ต้องการทั่วโลก

ชาตรี ทิ้งท้ายว่านักมวยไทยในต่างประเทศถือว่าเป็นที่ต้องการของหลายๆ ยิมที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะช่วยพัฒนามวยไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นอีกหนทางหนึ่งของนักมวยไทยที่มีอายุมากขึ้นก็อาจจะหาทางออกมาเป็นครูมวยในต่างประเทศ หรือเปลี่ยนแนวมาสู้ในเวทีอื่นดูบ้างก็ยังคงเป็นหนทางที่สดใสกว่าเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นที่เราไม่ได้มีใจรักในสิ่งนั้น

 

คดีประทับตราเปล่า : เมื่อจูหยวนจางปราบคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432012

คดีประทับตราเปล่า : เมื่อจูหยวนจางปราบคอร์รัปชั่น

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

จูหยวนจางเป็นฮ่องเต้ที่มาจากสามัญชนชั้นต่ำสุดของสังคม – ขอทาน

ชื่อชั้นฮ่องเต้จูหยวนจางคือเป็นฮ่องเต้ที่มีนิสัยหวาดระแวงพวกขุนนาง เห็นใจราษฎร เพราะเมื่อครั้งจูหยวนจางอยู่ในฐานะขอทาน ได้รู้เช่นเห็นชาติพวกขุนนางว่าเป็นเหลือบไรสังคมเช่นไร “ขุนนางมันก็โกงทั้งนั้นแหละ”

แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก บ้านเมืองปั่นป่วน วิกฤตกลายเป็นโอกาส ประกอบกับความสามารถส่วนบุคคล ทำให้เขาได้กลายเป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง

เมื่อสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ นโยบายทั้งหลายของจูหยวนจาง จัดว่าโดนใจชาวบ้าน เพราะมักมองผ่านมุมมองผู้ทุกข์ยากเบื้องล่าง เรียกได้ว่าจูหยวนจางคือฮ่องเต้ที่ออกกฎหมายได้ตามหัวใจชาวบ้านที่ทุกข์ยากมานาน ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือ นโยบายปราบคอร์รัปชั่น

จูหยวนจางว่า “ก่อนนี้กูเป็นชาวบ้าน เห็นพวกขุนนางโสมมเบียดเบียนไม่แยแสราษฎร กูรู้เช่นเห็นชาติพวกมัน ต่อไปนี้จะต้องใช้กฎหมายเข้มงวด ขุนนางฉ้อฉลคนไหนกล้าเบียดเบียนราษฎร จะไม่ละเว้น!”

จูหยวนจางพูดจริงทำจริง ออกกฎเข้มงวด ขอแค่ชาวบ้านชี้เบาะแส ข้าราชการคนไหนโกงหรือเบียดเบียน = ประหาร!

ช่วงแรกคดีคอร์รัปชั่นมีจำนวนไม่ถึงใจ สงสัยว่าเป็นเพราะชาวบ้านเกรงอิทธิพลมืด จูหยวนจางจึงตั้งหน่วยสายสืบอิสระ เพื่อหาเบาะแสคอร์รัปชั่นเป็นพิเศษ

มาตรการเชิงรุกกำจัดขุนนางคอร์รัปชั่นแบบนี้ เมืองในอุดมคติของชาวบ้านตาดำๆ

วันหนึ่งสายสืบอิสระเข้าเฝ้าพร้อมเอกสาร จูหยวนจางเปิดดูถึงกับผงะ

ที่แท้เอกสารนั้นเป็นบัญชีภาษีของเขตหนึ่ง ส่วนที่ทำให้จูหยวนจางขุ่นเคืองก็เพราะเอกสารภาษีนั้นมีตราเขตประทับ แต่ด้านในกลับเป็นกระดาษเปล่า

ยุคนั้นราชสำนักเก็บภาษีจากผลผลิตของแต่ละท้องถิ่นเป็นเสบียงเข้ายุ้งฉาง โดยส่วนกลางมีทั้งข้อมูลสำมะโนประชากรแต่ละเขต และโฉนดที่ดินทุกแปลงเพื่อคำนวณภาษีที่ควรจะเป็น แต่ละปีท้องถิ่นจะต้องนำเสบียงและเงินภาษีมาส่ง พร้อมเอกสารบันทึกตัวเลขจากแต่ละเขต พร้อมประทับตราท้องถิ่นนั้นๆ มาในเอกสาร เจ้าเอกสารนี่จะต้องนำมาเทียบกับจำนวนภาษีที่ควรเก็บที่คำนวณจากส่วนกลาง

เอกสารนี้ ห้ามลบ ห้ามแก้ไข ห้ามผิดเพี้ยนแม้แต่เลขตัวเดียว

Excel ก็ไม่มี รถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่สร้าง มีแต่ลูกคิดกับม้าลาล่อ ตัวเลขพลาดไปตัวเดียว เล่นเอาต้องเดินทางกลับไปแก้ที่ท้องถิ่น เขตที่อยู่ใกล้เมืองหลวงไม่เท่าไหร่ แต่ที่อยู่ไกลๆ นี่ต้องเดินทางขึ้นม้าลงเรือ (แจว) กันเป็นเดือนๆ เดินทางหน้าร้อน ถึงเมืองหลวงหน้าฝน กลับไปแก้เอกสารหน้าหนาว แก้กลับมาอีกรอบก็ครบปีพอดี

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ขุนนางที่ต้องเดินทางไปมาไม่ตลกด้วย ต้องเสียเวลาห่างลูกห่างเมียห่างงาน มาเพื่อตัวเลขที่ผิดพลาดไปตัวสองตัว ไร้สาระ จึงปิ๊งวิธีหนึ่งขึ้นมา ก็เอาเอกสารปั๊มแต่ตราจากต้นทางมา แล้วมาลอกตัวเลขเอาที่ปลายทางสิ – หัวแหลม

ใช้ง่ายฉลาดคิด จึงทำให้วิธีนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ใช้กันจนชินเป็นเรื่องปกติ จนซักพักก็แพร่หลายไปถึงมือสายสืบ และฮ่องเต้จูหยวนจาง

กลับมาต่อที่พระราชวัง

จูหยวนจางโกรธมาก พวกขุนนางขี้ฉ้อไว้ใจไม่ได้ เอกสารภาษีคือปากท้องของประเทศ พวกนี้มันต้องโกงและเบียดเบียนชาวบ้านหรือบ้านเมืองอะไรซักอย่างมาแน่ๆ

จูหยวนจางสั่งสอบสวนทันที น่าตกใจว่า กว่าครึ่งใช้วิธีประทับตราเปล่ากันทั้งนั้น จูหยวนจางใช้ยาแรงเช่นเคย ผู้ถือตราประจำเขตที่ใช้เอกสารเปล่า และคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ต้องประหาร! นับจำนวนได้รวมร้อยกว่าคน

อันที่จริงวิธีนี้เป็นที่รู้กันทั่วไป ถึงไม่ถูกขั้นตอน แต่จะให้ทำตามระบบที่ตั้งไว้ก็สุดวิสัย ใครๆ ก็รู้ (ยกเว้นก็แต่จูหยวนจางเท่านั้นที่เพิ่งรู้)

คำสั่งประหารคดีประทับตราเปล่าออกมาแล้ว ขุนนางที่ทำผิดก็ถูกจับหมดแล้ว ขุนนางที่เหลือต่างก็พูดไม่ออก จะอธิบายอะไรได้ ฮ่องเต้จูหยวนจางได้ชื่อว่าโกรธเกลียดอาฆาตการทุจริตฉ้อฉลมาแต่ไหน จนขุนนางแทบทุกคน “กลัว” ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

แล้วก็มีผู้กล้า ขุนนางท้องถิ่นตงฉินท่านหนึ่ง นามเจิ้งซื่อหยวน แม้เป็นเพียงขุนนางท้องถิ่นเล็กๆ แต่มีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เคยช่วยราชสำนักปราบคอร์รัปชั่นอย่างแข็งขัน  เพิ่งได้รับคำชมจากจูหยวนจางไปเมื่อปีที่แล้ว

เจิ้งซื่อหยวนหวังจะเขียนอธิบายสภาพความเป็นจริงในการทำงานให้จูหยวนจางได้เข้าใจ แม้รู้ว่าการคัดง้างจูหยวนจางมีความเสี่ยง แต่เอาก็เอาวะ ข้าตายคนเดียว ถ้าช่วยเพื่อนอีกนับร้อยชีวิตได้ก็เรียกว่าคุ้ม จิตใจตงฉินก็เป็นแบบนี้

เจิ้งซื่อหยวนชี้แจงเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งเรื่องที่ว่าเอกสารเปล่าประทับตราในทางปฏิบัติเอาไปโกงอะไรไม่ได้ ที่ทุกคนทำกันมาเนิ่นนานก็เพราะมันสะดวกกับสภาพความเป็นจริง และขุนนางที่จะโดนประหารต่างเป็นเรี่ยวแรงและกำลังของราชสำนัก ไม่ใช่ผักหญ้าที่แค่ตัดแล้วเอามาปลูกขึ้นใหม่ได้ง่ายๆ

ที่จริงเจิ้งซื่อหยวนไม่ได้ซื่อบื้อเอาแต่ติติง ยังลงท้ายด้วยคำชื่นชมเมตตากรุณาของฮ่องเต้จูหยวนจางว่า เป็นเพราะเป็นห่วงราษฎรจึงอาจรีบร้อนตัดสินใจเช่นนี้

แต่จูหยวนจางเป็นฮ่องเต้ชาวบ้าน ไม่ชอบอ่านอะไรยาว นิสัยส่วนตัวยิ่งไม่ชอบให้ใครขัดใจ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอ่านไม่ทันถึงคำเยินยอตอนท้าย หรือให้น้ำหนักกับคำติมากกว่าคำปลอบประโลม จูหยวนจางโกรธเกรี้ยว โกงก็คือโกง ไม่มีอะไรต้องฟังต้องแก้ตัวทั้งนั้น สั่งเนรเทศให้เจิ้งซื่อหยวนไปเป็นทหารที่ชายแดน

ปราการด่านสุดท้ายของคดีนี้จึงแตกพ่าย

ชีวิตขุนนางนับร้อยตายจริงไม่มีอำเล่น หลายคนในนั้นมีประวัติเป็นขุนนางตงฉินที่ประชาชนรักและชื่นชม

จูหยวนจางใส่ใจประชาราษฎร์ด้วยการปราบคอร์รัปชั่นนั้นดีอยู่ แต่ปราบปรามด้วยความแค้นที่เคยเป็นชาวบ้านผู้โดนเบียดเบียน ไม่ใช่ทัศนคติที่จะมาใช้จัดระเบียบปกครองแผ่นดิน

มองบางมุมเหมือนปราบคนฝืนคำสั่งเป็นหลัก มากกว่าพยายามหาวิธีปราบคอร์รัปชั่น

หรือถ้าจูหยวนจางปักหลักไปแล้วว่าวิธีปราบขุนนางคอร์รัปชั่นมีได้แค่ตั้งโทษแรงให้หลาบจำ หรือไม่ก็ฆ่าทิ้งเสียให้หมด จูหยวนจางก็คงมองไม่ออกว่า ระหว่างความไม่ถูกใจที่โดนขัดคำสั่ง ขัดอัตตา กับการทุจริตคอร์รัปชั่น มันจะต่างกันตรงไหน

การปราบปรามคอร์รัปชั่นของจูหยวนจางตั้งต้นด้วยความระแวง ก่อกำแพงล้อมตัวเองด้วยความโกรธเกรี้ยว จนไม่มีใครกล้าอธิบายอะไรเพราะความกลัว จึงจบลงด้วยความสูญเสียและสูญเปล่า

ชีวิตพระองค์ยังเคยบ่นไม่เข้าใจ “กูคิดฆ่าขุนนางคอร์รัปชั่น ไม่คิดเลยว่าประหารกลุ่มหนึ่งไปตอนเช้า หัวค่ำก็มีมาให้ประหารอีกกลุ่ม งั้นก็อย่าโทษข้าอีกเลย ต่อจากนี้คอร์รัปชั่นไม่ว่าจะน้อยใหญ่แค่ไหน ฆ่ามันให้หมด!”

คดีปราบคอร์รัปชั่นต่อๆ มาของจูหยวนจางจึงมีขุนนางต้องสังเวยชีวิตนับหมื่น เล่นเอาท้องพระโรงโล่งโหวงเหวง ลงกินเนสบุ๊กได้ว่าเป็นผู้นำที่สั่งประหารขุนนางด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นจำนวนมากที่สุดในโลกยังได้ แต่ท้ายที่สุดจูหยวนจางก็ไม่เคยปราบขุนนางคอร์รัปชั่นให้หมดไปได้จริง

จนฮ่องเต้จูหยวนจางตายไป ความมุ่งมั่นประหารคอร์รัปชั่นแบบปักหลักไม่ฟังใคร ทำให้ขุนนางที่ไม่ควรตายตายไปมากมาย และก็ไม่เคยทำให้บ้านเมืองราชวงศ์หมิงไร้คอร์รัปชั่นอย่างยั่งยืนเลย