‘เทรดเดอร์หุ้น’ 3 นาที 4 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426869

‘เทรดเดอร์หุ้น’ 3 นาที 4 แสนบาท

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ความรักคือสิ่งมหัศจรรย์ ความรักทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนชีวิตได้ เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เกิดกับชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เธอบอกว่า ความรักผลักให้ชีวิตเธอก้าวเข้ามาสู่เส้นทางโลกของการลงทุนในตลาดหุ้น ในทุกวันนี้รักไม่สมหวัง เพราะถูกคนที่รักตอกย้ำเสมอว่า “โง่” สอนไม่จำในเรื่องของการลงทุน

คำว่าโง่นี่เองที่ทำให้เธอฮึดและเก็บมาเป็นแรงผลัก เป็นแรงบันดาลใจว่า หากเธอตั้งใจที่จะทำ เธอก็จะทำได้ดีและสำเร็จ “นิติการณ์ วณิชจินดาภัสร์” หรือเจน “โค้ชหุ้น” ในเกมซุปเปอร์ เทรดเดอร์ ไทยแลนด์ รุ่นที่ 2 ที่นักลงทุนที่เธอเป็นโค้ชให้สามารถคว้าชัยชนะที่ 1 มาครองได้

ด้วยวัย 32 ปี เธอกล่าวว่า ชีวิตเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก และยากมาก ไม่เคยคิดไม่เคยสนใจ ทันทีที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เลือกที่จะทำงานกับบริษัทของครอบครัว ที่คุณพ่อและคุณแม่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเงินและมีรายได้ประจำ ไม่คิดไม่อยากที่จะเครียดกับการเข้าไปลงทุน และไม่อยากจะเสี่ยง

แต่ชีวิตถึงจุดพลิกผัน เพียงเพราะคำปรามาสจากคนรัก เขาเป็นนักบัญชีและเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มักจะสอนและแนะนำให้ฟังในเรื่องของตลาดหุ้นและการลงทุน แต่ด้วยใจและความคิดที่ไม่สนใจจึงไม่ค่อยฟัง จนถูกคนรักว่า “โง่” คำนี้แรงและเจ็บปวดมาก โมโหมาก จึงบอกกับตัวเองว่าถ้าตั้งใจก็ทำได้ อยากให้เขาหันมามองว่าฉันทำได้ จนวันนี้ผู้ชายที่เคยว่าเธอโง่ก็เดินกลับเข้ามา แต่ไกลเกินไปแล้ว เพราะวันนี้เจนเดินล้ำหน้าเขาไปแล้วกว่าร้อยกิโลเมตร แต่ก็ขอบคุณที่เขาทำให้มีวันนี้

เธอกลายเป็นนักลงทุน เป็นเทรดเดอร์ หรือนักค้าหุ้น แบบเต็มเวลามาประมาณ 5 ปีแล้ว ซึ่งในแต่ละวันการซื้อขายหุ้นของเธอสามารถสร้างรายได้ให้กับพนักงานการตลาด 5 แสนบาท/เดือน หรือในเดือนๆ หนึ่งมูลค่าหุ้นที่เธอซื้อขายจะอยู่ที่ 500-800 ล้านบาท ซึ่งในแต่ละวันเธอจะมีเงินได้หรือกำไรจากการซื้อขายหุ้นประมาณ 1 ล้านบาท หรือเพียงเวลาแค่ 3 นาที เธอเคยทำกำไรได้ 4 แสนบาท โดยทุกวันนี้พอร์ตหุ้นของเธอขยับขึ้นมาอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท

หนทางการเป็นเทรดเดอร์ของเธอก็ไม่ได้สวยหรู เริ่มแรกของการลงทุนเมื่ออายุประมาณ 27 ปี ที่ขณะนั้นมีเงินทุนตั้งต้นที่ 8 แสนบาท และก่อนที่จะเข้ามาลงทุนก็ได้เริ่มที่จะหาความรู้และไปเรียนด้านการลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูที่สอนเรื่องหุ้น และนำความรู้ที่คิดว่าใช่มาใช้ในการลงทุน

ช่วงแรกของการลงทุน ช่วงที่ยังไม่ค้นพบตัวตนและแนวทางที่ตัวเองถนัดก็ต้องบอกว่า “ขาดทุน” จากเงิน 8 แสนบาท เหลือ 4-5 หมื่นบาท หรือพอร์ตติดลบไป 88% ในช่วงเวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น การลงทุนช่วงนั้นบอกเลยว่า มั่วสุดๆ ซื้อหุ้นสะเปะสะปะ และไม่รู้จักคำว่า ตัดขาดทุน เมื่อเห็นราคาหุ้นที่ตัวเองซื้อปรับตัวลดลงก็ซื้อถัวไปเรื่อยๆ และก็ทนไม่ได้จึงตัดใจขายในช่วงที่ราคาต่ำมากๆ และไม่รู้จักรักษาเงินต้นไว้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากตัดขาดทุนไม่เป็น หายนะแน่นอน นี่คือบทเรียนสำคัญที่เธอได้จากการเป็นนักลงทุนเต็มตัว และขาดทุนอย่างหนักในช่วงแรกของการเริ่มต้น

เมื่อการลงทุนครั้งแรกย่อยยับ ความอยากเอาชนะ อยากเอาคืน ก็ยังคงอยู่ และเมื่อเงินน้อยลง เธอก็ทำทุกอย่างเพื่อที่จะหาเงินกลับมาลงทุนอีก ซึ่งในช่วงผิดหวังนั้น เธอทำงานทั้งการเป็นพนักงานร้านเซเว่นอีเลฟเว่น การเป็นพนักงานปั๊มน้ำมัน เธอทำมาหมดแล้วเพื่อที่จะหาเงินกลับมาลงทุนอีก ซึ่งการกลับมาเป็นนักลงทุนในรอบที่ 2 นั้นเธอเริ่มต้นพอร์ตด้วยเงิน 2.5 แสนบาท และไม่ได้ซื้อขายหุ้นเต็มเวลา

 

แต่ขณะนั้นเธอทำงานเป็นพนักงานของธนาคารแห่งหนึ่งด้วย โดยรับผิดชอบในเรื่องของการซื้อขายกองทุน ซึ่งเธอก็นำประสบการณ์จากการเรียนรู้เรื่องการลงทุน การเป็นนักลงทุน เข้าไปสมัครและทำงานที่แห่งนี้ ซึ่งระหว่างทำงานเธอก็เทรดหุ้นพอร์ตของตัวเองไปด้วย

วันหนึ่งหัวหน้างานเจอว่าเธอซื้อขายหุ้นตัวเองไปด้วยเลยพูดว่า เธอน่าจะออกไปซื้อขายหุ้นเต็มตัวไปเลยนะ ทำให้เธอตัดสินใจลาออกทันทีในวันรุ่งขึ้น และกลายเป็นนักลงทุนและนักค้าหุ้นเต็มเวลา การกลับมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวในรอบที่ 2 จากเงินเริ่มต้น 2.5 แสนบาท ในช่วงเวลา 3 ปี เงินในพอร์ตของเธอเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 300-400 ล้านบาท และแม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาหุ้นไม่ดี แต่เธอก็ยังมีกำไรและพอร์ตหุ้นยังเติบโตต่อเนื่อง

“เราต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจตัวเอง เจนเป็นนักค้าหุ้นที่ไร้ใจ เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นมันเป็นเกมที่เล่นกับจิตใจของคน เป็นจิตวิทยาที่เล่นบนความโลภของคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากโลภน้อย ถ้าโลภน้อยก็มีได้ แต่ถ้าโลภมาก ก็จะมีคำว่า ‘รู้งี้’ เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งในส่วนของตัวเองนั้นมีเป้าหมายและมีความพอไม่สนใจถ้าหากหุ้นที่เข้าไปลงทุนราคาได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะขายทันที จะไม่รอ”

ไวไว เทรดเดอร์

พอร์ตหุ้นที่เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้นั้น เธอบอกว่า ด้วยสไตล์การลงทุนของเธอชอบหุ้นเก็งกำไร และการที่มีเงินทุนน้อย การเล่นหุ้นเก็งกำไรจะเป็นหนทางที่จะทำให้พอร์ตโตได้ ส่วนหุ้นพื้นฐานจะเหมาะกับมีเงินมาก และพอร์ตหุ้นที่จะเติบโตได้เราจะต้องมีหุ้นที่เป็นบิ๊กช็อต หรือหุ้นที่สร้างอภินิหารให้กับพอร์ตได้ ซึ่งหุ้นที่สร้างผลกำไรและทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตมากคือ TSF และ SLC ซึ่ง 2 ตัวนี้สร้างโอกาสให้อย่างมาก เพราะเมื่อได้ยินในตลาดว่าจะมีการเล่นหุ้นตัวนี้ เธอเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าไปดู เพราะด้วยสไตล์การลงทุน ที่เธอชอบมากกับหุ้นเก็งกำไร

แต่การเข้าไปลงทุนไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินมาแล้วกระโจนลงไป แต่จะทำการบ้านก่อนที่จะลงทุน คือ การดูแท่งเทียนและดูว่ามูลค่าการซื้อขายสนับสนุนหรือไม่ ซึ่งถ้าดูแล้วบ่งชี้ว่าใช่ เธอก็จะเข้าไป และเมื่อเข้าไปเธอก็จะมีระดับความพอใจว่าแค่ไหนถึงจะพอ ซึ่งกรณี SLC พูดถึงกันว่าจะไป 5 บาท แต่เธอก็ไม่สนใจ เพราะ 3 บาทกว่าๆ อย่างที่เธอคำนวณระดับกำไรที่พอใจก็ออกมา ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่เธอตัดสินใจอย่างนั้น เพราะหลังจากนั้น SLC คือหุ้นที่ทำให้คนเสียหายและติดดอยเป็นจำนวนมาก

“นิติการณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งสาวสวยผู้มากฝีมือด้านการลงทุน เป็นนักลงทุนมืออาชีพคนรุ่นใหม่ ฝีมือระดับที่หาตัวจับยากด้วยสไตล์การลงทุนเฉพาะตัว เน้นเล่นไม้สั้นฉับไว รวดเร็วจึงถูกโฉลกกับหุ้นซิ่ง หรือหุ้นมีเจ้ามือ จนถูกเรียกขานว่า ไวไว เทรดเดอร์ (Vi Vi Trader) “

ทุกวันนี้ นิติการณ์ ไม่ได้หลงใหลเฉพาะหุ้นเก็งกำไรเท่านั้น แต่เธอจะลงทุนทั้งใน Warrant, Derivative Warrants (DW) ซึ่งเฉพาะอย่างยิ่ง DW ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะไม่ดี เพราะถ้าหากเราสามารถคาดการณ์ตลาดไว้ว่าจะไปในทิศทางไหนก็เลือกลงทุนในฝั่งที่จะสนองตอบหุ้นในทิศทางขาลงได้ แต่สำคัญคือจะต้องเข้าใจภาพทั้งเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นโลก และทุกอย่างจะต้องถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลและวิเคราะห์ให้ขาด เพราะไม่อย่างนั้นก็จะขาดทุนได้ และ DW คือส่วนสำคัญมากที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของเธองอกเงยและงดงามในยามที่ตลาดหุ้นสวิง!!

กระจายความเสี่ยง

นิติการณ์ บอกว่าเงินกำไรที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้นเธอก็จะนำไปต่อยอดด้วยการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการนำเงินบางส่วนไปลงทุนในหุ้นนอกตลาดหรือเข้าไปลงทุนหุ้นที่เตรียมความพร้อมที่จะเข้าตลาดหุ้น แต่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างทุนก่อน ซึ่งขณะนี้ก็ไปลงทุนในบริษัทพลังงานทางเลือก 1 บริษัท และบริษัทที่ทำเกี่ยวกับปิโตรเคมี 1 บริษัท ซึ่งมีแผนจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งประเมินว่าการลงทุนในรูปแบบนี้จะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ และยังคงให้ความสนใจศึกษาลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ นาฬิกา และพระเครื่อง เพื่อเป็นการกระจายพอร์ต ลดระดับความเสี่ยงที่อยู่ในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น มักเลือกคอนโดแนวติดรถไฟฟ้า เพื่อเก็งกำไรขายและปล่อยเช่า ทองคำซื้อสะสมทุกเดือน คอนโดของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP ส่วนนาฬิกาเลือกรุ่นที่เป็นที่นิยมในตลาด เช่น ปาเต็ก โรเล็กซ์ Lange และ Pannarai ในการสะสม ส่วนพระเครื่อง เน้นหลวงปู่ทวด และหลวงพ่อเงิน โดยเทรดเดอร์สาวสามารถส่องพระเครื่องได้อย่างชำนาญ ซึ่งความรู้ด้านนี้ถูกปลูกฝังมาจากครอบครัว

โค้ชด้านการลงทุน

เมื่อรู้สึกว่ามีความอิ่มตัวและมีความชำนาญในเรื่องของการลงทุนได้ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับนักลงทุนที่สนใจ เธอจึงได้ริเริ่มในการเข้าไปเป็นโค้ช ซึ่งล่าสุดเธอเป็นโค้ชในโครงการที่ 2 ของโครงการ ซุปเปอร์ เทรดเดอร์ ไทยแลนด์

ผลของการแข่งขันนั้น ผู้ที่เธอโค้ชให้ชนะเลิศที่ 1 และได้รับรางวัล 1 ล้านบาท จากโครงการ และเธอออกเงินส่วนตัวของเธออีก 5 แสนบาท ให้กับน้องผู้ชนะ ซึ่งในหลักการของการสอนนั้น เธอบอกว่าไม่มีอะไรมาก แค่เธอแชร์ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเธอ และเป็นบทเรียนที่ดีมาสอนนั่นเอง ซึ่งเรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือจะต้องรู้จักตัดขาดทุนนั่นเอง และดูว่าน้องที่เธอสอนให้นั้นมีข้อไหนบกพร่อง แล้วจึงสอนเพื่อที่จะปิดช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่จะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนตัวตนของคนคนนั้น เพราะเธอเชื่อว่าทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง อยู่ที่ว่าจริตแบบไหนที่จะเหมาะสมเท่านั้น

เดิมนั้นตั้งใจว่าเมื่อพอร์ตหุ้นแตะหลัก 10 ล้านบาท ก็จะหยุด แต่เมื่อพอร์ตขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ยังคงลงทุนต่อไป จนถึงตอนนี้ขึ้นมา 400-500 ล้านบาท และคาดหวังว่าอีก 2 ปี เมื่อพอร์ตแตะ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็จะมาดูอีกทีว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร และทุกวันนี้มีพอร์ตกับ 7 บริษัทหลักทรัพย์ แต่หลักๆ จะซื้อขายอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และด้วยสไตล์การลงทุนที่ชอบหุ้นเก็งกำไรก็ไม่ได้หวังกับการกำกับดูแลของทางการ เพราะเธอเล่นหุ้นด้วยตัวเอง โดยเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อ แต่จะไม่เข้ากลุ่มไปเล่นกับใครหรืออยู่ก๊วนใคร เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนหนักและโหดมากเวลาซื้อขาย เพราะจะไร้ใจ ซึ่งการมีใจการไว้ใจทำให้เธอเจ็บปวดมาแล้ว เพียงแค่ 1 วัน เธอเคยขาดทุนหนักสุดถึง 16 ล้านบาท นั่นหมายถึงเธอสามารถซื้อรถมินิได้หลายคันก็เพราะความไว้ใจและเชื่อใจนั่นเอง

แค่มือถือเพียงเครื่องเดียวก็ทำให้เธอสามารถซื้อขายหุ้นได้ทุกๆ ที่

ชีวิตนักลงทุน มีอิสระเช่นนี้นี่เอง!!!

ดนุภพ แสงชูวงศ์ วัย 28 ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 กับโครงการซุปเปอร์ เทรดเดอร์ ไทยแลนด์ ครั้งที่ 2 ที่ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท กล่าวว่า ชอบที่พี่เจนเป็นโค้ชให้ เพราะพี่เจนไม่พยายามเข้ามาเปลี่ยนตัวตนหรือแนวทางของเรา เพียงแต่เข้ามาดูและสอนว่าเรายังขาดอะไรก็มาช่วยเติมเต็มให้ ผลจากการโค้ชทำให้เขาชนะและจะนำเงินที่ได้ครั้งนี้มาลงทุนต่อ และส่วนหนึ่งก็จะไปแต่งงาน ซึ่งทุกวันนี้พอร์ตหุ้นที่เล่นมีอยู่ 5 แสนบาท ซึ่งชอบในเรื่องของการลงทุนและลงทุนมา 5-6 ปีแล้ว ควบคู่กับการทำงานไปด้วย ซึ่งสำหรับเขาแล้วหุ้นที่เป็นบิ๊กช็อตคือ บัตรกรุงไทย (KTC) เพราะสามารถสร้างผลกำไรให้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งในการซื้อหุ้น KTC เพราะมองว่าคนนิยมใช้บัตรเครดิตและยังมีฐานที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อทุกคนจบและทำงานก็มีบัตรเครดิตกันทุกๆ คน จึงเชื่อว่ายังเป็นธุรกิจที่ไปได้ ซึ่งครั้งนั้นลงทุนในช่วงที่หุ้น 30 บาทกว่าๆ และมาขายตอน 80 บาทกว่า แต่ด้วยเงินไม่มากจึงไม่ได้หนุนให้พอร์ตโตมากนัก

 

ของใช้ย้อนยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426695

ของใช้ย้อนยุค

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

อาทิตย์ที่แล้วชวนเที่ยวย่านเก่า อาทิตย์นี้ชวนใช้ของในครัวย้อนยุค เป็นธรรมดาครับสำหรับคนสะสมจำนวนปีมายาวๆ มักจะชอบมองเรื่องย้อนหลัง เมื่อมองถึงของใช้ต่างๆ ก็คิดถึงของใช้ในครัวที่เคยใช้ ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อก่อนทุกบ้านใช้หม้ออะลูมิเนียมมีสองหูสีดำๆ ที่เดี๋ยวนี้ดูว่าเชยๆ มาเป็นความนิยมหม้อสเตนเลสเป็นเงาวับ แต่หม้ออะลูมิเนียมก็ยังอมตะอยู่ ไปกินข้าวแกงบ้านนอก ถ้ากับข้าวอยู่ในหม้อหรือถาดสเตนเลส ดูเป็นมือใหม่ แต่ถ้าเป็นหม้ออะลูมิเนียมถึงจะบุบๆ แต่ฝาหม้อขัดเป็นเงาสะอาด ก็ว่าเจ้าเก่าใช่เลย เมื่อผมเห็นหม้ออะลูมิเนียมทีไรต้องคิดถึงแม่ ก็เคยโดนไม้ขัดหม้อข้าวนั่นแหละหวดก้นมาแล้ว คนที่อายุ 50 ขึ้นย่อมรู้จักอาวุธของแม่ที่เป็นไม้ขัดหม้อข้าวดีทั้งนั้น

ผมว่าของใช้ในอดีตหลายๆ อย่างยังน่าใช้อยู่ ถึงแม้อาจจะหายจากความจำไปบ้าง ก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ ครั้งนี้จะพูดถึงเครื่องเคลือบหรือคนรุ่นเก่าจะเรียกว่าเครื่องสังกะสีเคลือบที่หลายคนคงคุ้นตาดี มีสีเหลือง สีฟ้า สีเขียว สีขาว แล้วก็ลายดอก

สำหรับลายดอกเป็นลายดอกไม้จีนที่มักจะเรียกว่าลายดอกโบตั๋น ที่ในตอนตรุษจีน เวลาไหว้เจ้า หลายบ้านยังใช้ถาดลายดอกไม้จีนที่ว่านี้ ใส่ไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูสามชั้นต้ม ปลานึ่ง ผลไม้ แม้กระทั่งร้านข้าวต้มพุ้ยยังใส่กับข้าวโชว์หน้าร้าน มันมีความพอดีกับวิถีจีน

 

สำหรับเครื่องเคลือบหรือสังกะสีเคลือบแบบสีธรรมดาๆ จะเห็นในงานบวชพระใหม่ แม่อุ้มผ้าไตร พ่อถือบาตร ตาลปัตร ญาติโยมถือของใช้พระ ที่ขาดไม่ได้ต้องเป็นเถาปิ่นโต แล้วต้องสีเหลืองเสียด้วย และเวลามีงานบุญที่วัด ตอนเลี้ยงพระ ข้าวสวยต้องอยู่ในโถข้าวสีขาวสองหูมีฝาปิด

หรือเมื่อไปกินร้านอาหารบ้านนอก เขาเอาข้าวสวยใส่โถแบบที่ว่า ดูแล้วชื่นใจ จะกะเทาะไปบ้างก็ไม่เป็นไร ผมนั้นพยายามหาซื้อ ไปเจอร้านหนึ่งมีซุกอยู่ใบหนึ่ง มีฝาเหมือนกันเด๊ะ แต่ดันทะลึ่งกลายเป็นโถหูเดียว ไม่ใช่โถข้าวครับ แต่เป็นโถขี้ สมัยก่อนเขาให้เด็กเล็กๆ นั่งขี้ นั่นก็หมายความว่าเครื่องเคลือบหรือเครื่องสังกะสีเคลือบมันอยู่ในวิถีชีวิตอย่างแนบแน่น

ทีนี้ลองมาดูการใช้ในบ้านบ้าง ทุกบ้านจะต้องมีหม้ออวยหรือหม้อหูหิ้ว สมัยก่อนอาหมวยแถวสำเพ็ง ตอนค่ำๆ ต้องถือหม้ออวยไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้อากงกินเป็นมื้อก่อนนอน

หม้ออวยแบบสองหูก็มี ส่วนใหญ่เอาไว้ใส่น้ำมันที่เหลือจากการทอด การทอดอะไรๆ นั้นต้องใช้น้ำมันเยอะๆ จึงจะดี เหลือก็เก็บ พอขุ่นมากๆ จึงทิ้ง แถมพอมันรั่วก็ไม่ทิ้งเอาไว้ใส่ถ่านไฟที่เหลือ อยู่ในหม้อพอไม่มีอากาศมันก็ดับไปเอง พอจะติดเตาใหม่ก็เอาถ่านเก่ามาใช้ก่อน

อย่าหาว่าจะเป็นของใช้สำหรับไทยกับจีนเท่านั้น แขกก็ใช้ มีหม้อแขกที่กลมๆ มีฝาแบนๆ ถ้าใหญ่หน่อยใส่ข้าวหมกไก่ ย่อมหน่อยใส่แกงมัสมั่น กะหรี่ปลา เขียวหวานเนื้อ เวลาไปกินแกงเขียวหวานเนื้อกับโรตี ร้านขายเขาใส่ในหม้อแขก ยังไม่ได้กินก็อร่อยมาล่วงหน้าก่อนแล้ว

 

เมื่อเป็นของใช้ของจีน ไทย แขก ยังมีฝรั่งอีกที่ใช้ ผมไปได้ถังหูหิ้วขนาดย่อม หูหิ้วเป็นไม้ สีขาว รูปร่างเหมือนถังน้ำแข็งสมัยนี้ แล้วยังได้ถ้วยกาแฟเคลือบอีกด้วย ได้จากเมืองเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ เดี๋ยวนี้ยังใช้อยู่ เป็นของใช้ที่ถูกใจที่สุด สรุปว่าเครื่องเคลือบเป็นของใช้อินเตอร์ ใช้กันมาทั่วถึงและเก่าแก่

มาถึงเรื่องที่ผมชวนให้ใช้ แล้วใช้อย่างไร ปกติการทำอาหารในครัวนั้นต้องล้าง หั่น เพื่อเตรียมไว้ก่อนที่จะลงมือต้ม ผัด ซึ่งเกือบทุกบ้านจะใช้เครื่องสเตนเลสบ้าง พลาสติกบ้าง ก็ลองเปลี่ยนเป็นเครื่องเคลือบบ้าง ในรูปแบบกะละมังต่างๆ กะละมังนั้นมีหลายขนาด ขนาดใหญ่มากเอาไว้ล้างผัก แช่ผัก ล้างหมู ไก่ ปลา ขนาดย่อมลงมาสักขนาด 20 เซนต์ จะพอดีสำหรับใส่เนื้อ หมู ไก่ ที่หั่นแล้ว และขนาดสัก 14 เซนต์ ใส่หอมปอก กระเทียมสับ ใบโหระพาเด็ด ขิงซอย พริกชี้ฟ้าหั่น จะดูดีครับ ส่วนหม้อจะใช้หม้อแขกก็ดี หม้ออวยยังสำคัญกับการเก็บน้ำมันทอดหรือใส่กับข้าวเหลือเก็บในตู้เย็น พอจะกินอีกก็ยกอุ่นทั้งหม้อเลย หรือเวลาจะเอาผักสดขึ้นโต๊ะเวลาจะกินผักสด ใช้หม้ออวยใบเล็กๆ จัดผักแนวตั้งเท่อีกต่างหาก ผมว่าการใช้นั้นมันไม่ได้มีกฎตายตัวว่าต้องใช้อย่างโน้นอย่างนี้ พลิกแพลงหาความเหมาะสมเอาเอง ผมเพียงเสนอเป็นตัวอย่างเท่านั้นว่าทำอะไรได้บ้าง

มาถึงเรื่องสุดท้ายว่าจะซื้อได้ที่ไหน ตามร้านโชห่วยเก่าๆ ที่ขายเครื่องใช้ในครัวธรรมดาๆ ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นย่านเก่าๆ สำหรับลายดอกแบบจีนที่เยาวราช ตรงต้นถนนแปลงนาม หรือซอยมังกรข้างวัดเล่งเน่ยยี่ ถนนเจริญกรุงมีขาย ก็นี่แหละครับเครื่องครัวในยุคก่อน เอามาใช้ในยุคปัจจุบัน ใช้ดีใช้ไปถึงยุคหน้าเลยครับ

 

ชุ่มฉ่ำ กับสงกรานต์วิถีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2559 เวลา 18:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426513

ชุ่มฉ่ำ กับสงกรานต์วิถีไทย

โดย…วรธาร

สภาพอากาศร้อนที่จัดในเดือน เม.ย.อย่างนี้ ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นเทศกาลอันแสนวิเศษเหมาะกับกาลสมัยอย่างยิ่ง ที่จะช่วยดับร้อนและคลายร้อนกายและใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี ทุกที่ที่จัดงานมหาสงกรานต์นอกจากบรรยากาศจะเต็มไปด้วยความชุ่มเย็น สดชื่น รอยยิ้ม สนุกสนานแล้วยังได้อิ่มบุญอิ่มใจกับกิจกรรมดีงามหลายอย่างตามที่บรรพบุรุษของเราเคยทำมา

ประเพณีอันดีงามและยิ่งใหญ่

ทุกประเพณีของไทย ไม่ว่าจะของภาคไหน จังหวัดอะไร ย่อมมีความงดงามให้เราได้สัมผัสและชื่นชมอยู่เสมอ เพราะในแต่ละประเพณีก็จะแฝงด้วยคติธรรม ความเชื่อ และกิจกรรมดีๆ มากมายให้ได้ถือปฏิบัติกัน โดยเฉพาะสงกรานต์เรียกว่าเป็นประเพณีที่สวยสดงดงามและยิ่งใหญ่ เพราะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ และเป็นอย่างนี้มายาวนานแม้จะเปลี่ยนศักราชไปตามสากลโดยกำหนดเอาวันที่ 1 ม.ค.เป็นวันขึ้นปีใหม่แล้วก็ตาม

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ฝ่ายธรรมยุต อธิบายความงดงามของประเพณีสงกรานต์ว่า เป็นเทศกาลแห่งโอกาสที่คนไทยและชาวพุทธจะได้ทำความดี ทำบุญ และแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้หลักใหญ่ ครูบาอาจารย์ ตลอดจนผู้ที่มีพระคุณทั้งหลาย เช่น การทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่สร้างมงคลให้ตัวเอง ทำบุญให้กับบุพการีผู้ล่วงลับ รวมถึงการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ให้เกียรติกันและกัน

 

“ในอดีตเวลารดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ หรือแม้แต่รดน้ำผู้หญิง ก็ต้องขออนุญาต รดกันที่ไหล่ พอเหมาะพองาม ไม่มีหรอกการปะแป้ง แต๊ะอั๋ง เอาเปรียบ หรือฉวยโอกาส ผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวสวยมิดชิดที่สุด สถานที่เล่นสาดน้ำก็เล่นกันบนลานกลางแจ้งหน้าบ้าน ลานโรงเรียน หรือที่ไหนก็ได้ที่เป็นลานกว้างเหมาะสม คนมองเห็น ไม่ได้เล่นบนท้องถนนที่มีแต่อันตรายเหมือนสมัยนี้” พระราชญาณกวี พูดถึงความงดงามของประเพณีสงกรานต์

เช่นเดียวกับนักแสดงมากฝีมือ จอย-ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ประเพณีนี้นอกจากจะช่วยลดอุณหภูมิในช่วงเดือน เม.ย.ที่ร้อนจัด และช่วยให้แต่ละคนได้เย็นใจลงบ้างแล้ว ยังเป็นเทศกาลสำคัญที่หมู่ญาติจะได้มาพบปะกันพร้อมหน้าและทำกิจกรรมดีๆ ด้วยกัน เช่น รดน้ำพ่อแม่ ผู้ใหญ่ ทำบุญให้ญาติผู้ล่วงลับ และสรงน้ำพระ เป็นต้น

“ถือเป็นวันครอบครัวอย่างแท้จริงค่ะ คือแต่ละคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่พอถึงวันสงกรานต์ก็จะต้องกลับมารวมตัวกันที่บ้านเพื่อทำสิ่งดีๆ พร้อมกัน คือ สรงน้ำพระ โดยที่บ้านก็จะอัญเชิญพระประธานในห้องพระมาเช็ดและปัดฝุ่นให้สะอาดและทำพิธีสรงน้ำ กราบพ่อแม่ผู้หลักผู้ใหญ่ ขอขมากรรมในสิ่งที่เราอาจทำผิดพลาดล่วงเกิน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม รดน้ำขอพรท่าน และทำบุญอุทิศให้กับญาติที่จากไป เพื่อแสดงถึงความรักและกตัญญูกตเวที

สำหรับครอบครัวจอยก็จะทำบุญอุทิศให้กับคุณพ่อ (เพิ่งเสียได้ 2 ปี) และคุณตาคุณยายก่อนค่ะ เสร็จพิธีนี้แล้วจอยก็จะเป็นตัวแทนในกลุ่มน้องๆ เตรียมขันน้ำ น้ำอบ มาลัยดอกไม้ เชิญคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ทุกคนนั่งเรียงแถวแล้วกล่าวขอขมาในสิ่งที่เราอาจล่วงเกินท่านจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามแล้วรดน้ำท่าน ท่านก็จะให้พรเราได้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป”

 

นักแสดงดังเล่าเสริม เรื่องกิจกรรมที่จะทำในวันสงกรานต์อีกว่า มาลัยดอกไม้ที่ประณีตสวยงาม ที่ได้นำมามอบให้กับคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ทุกคน รวมถึงการรดน้ำขอพรตามแบบวิถีไทยนี้ ถือเป็นการส่งความรู้สึกในใจที่นุ่มนวล เก๋ไก๋ น่ารัก และวิเศษมาก ที่สำคัญ แม้น้ำในขันเล็กๆ และมีไม่มาก แต่ก็ช่วยให้เกิดความชุ่มเย็นและร่มเย็นในใจของทุกคนในสัมผัสแห่งความอบอุ่นที่ผู้ใหญ่มอบให้

“อีกอย่างหนึ่งเมื่อวันสงกรานต์มาถึง จอยและญาติๆ จะใส่ชุดไทยมาร่วมงานโดยไม่ได้ตกลง หรือนัดหมายล่วงหน้า แต่เป็นความรู้สึกที่ตรงกันว่าวันสงกรานต์ต้องใส่ชุดไทยนะ แล้วชุดที่ใส่ก็ไม่ได้ไทยโบราณจ๋า จอยจะเลือกใส่ชุดสบายๆ แบบไทย ผ้านุ่งก็จะเป็นผ้าถุงอะไรประมาณนี้ซึ่งก็เป็นความสุขและความงดงามที่หาได้ในวันสงกรานต์ค่ะ” ดาราสาวทิ้งท้าย

เทศกาลกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน

นอกจากกิจกรรมหลักๆ เช่น สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ทำบุญให้บุพการีชนที่ล่วงลับ เล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ยังมีกีฬาและการละเล่นของไทยโบราณ ที่คอยสร้างสีสันและความสนุกสนานรื่นเริงในงานอีกด้วย ทว่า ทุกวันนี้ ยอมรับว่าในพื้นที่ที่จัดงานสงกรานต์ทั่วไป ไม่ค่อยมีกีฬาและการละเล่นไทยให้เห็น คงมีบางแห่งที่พยายามฟื้นขึ้นมา เช่น กรุงเทพมหานคร และวัดบางวัดในกรุงเทพฯ เท่านั้น

โชคอนันต์ อังสกุลอาภรณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา และผู้ช่วยประสานงานด้านกีฬาไทย งานสงกรานต์วิถีไทย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้จัดงานสงกรานต์ในชื่อ สงกรานต์วิถีไทย ประจำปี 2559 ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันนี้-14 เม.ย. โดยมีกิจกรรมมากมาย เช่น อัญเชิญพระพุทธรูปจำลองจาก 9 วัด ให้ประชาชนได้สักการะขอพรและสรงน้ำ กิจกรรมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีแบบไทย อาทิ ลานก่อเจดีย์ทราย หมู่บ้านวิถีไทย ตลาดโบราณ ที่ขาดไม่ได้คือ กีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน รวมถึงการแสดงต่างๆ ซึ่งได้รวบรวมมาไว้ในงาน

 

กิจกรรมจะจัดในรูปแบบวิถีไทยตามซุ้มต่างๆ ทั้ง 4 ภาค โดย โชคอนันต์ ในฐานะผู้ช่วยผู้ประสานงานด้านกีฬาไทยจะดูด้านการแสดง รวมถึงกีฬาและการละเล่นหลายชนิด เช่น การแสดงนาฏศิลป์ มโนราห์ โขนเด็ก กระบองไฟ กระบี่กระบอง ประชันกลองยาว ประชันกระตั้วแทงเสือ มวยไทย มวยตับจาก มวยกระดิ่ง ตะกร้อลอดบ่วง เดินไม้โถกเถก หรือไม้ต่อขา (บางพื้นที่เรียกไม้โยกเยก) วิ่งกระสอบ วิ่งเปี้ยวสี่หลัก เดินกะลา กระโดดเชือกหมู่ การเล่นงูกินหาง มอญซ่อนผ้า เป็นต้น

“กีฬาและการละเล่นที่เป็นภูมิปัญญาคนไทย นอกจากเล่นเพื่อความสนุกสนาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้เล่นอีกด้วย เช่น กระโดดเชือกหมู่ เชือกเส้นเดียว สามารถเล่นได้ถึง 10-20 คน เวลาเล่นจึงต้องอาศัยความพร้อมเพรียงของทุกคนจึงเล่นได้ บางอย่างก็หาดูยากไม่ค่อยมีเล่นกันแล้ว เช่น มวยตับจาก เดินกะลา เดินไม้โถกเถก การเล่นน้ำขึ้นน้ำลง กาฟักไข่ เป็นต้น ก็นำมาเล่น อนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย

นอกจากนี้ ผมในฐานะรองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา จะทำซุ้มหมอดูไว้บริการประชาชน ส่วนรายได้จะมอบให้เป็นทุนการศึกษาของเด็กนักเรียน” โชคอนันต์ ทิ้งท้าย

สุขใจ ไปเล่นน้ำตามกรอบประเพณี

ยอมรับว่าการเล่นน้ำสงกรานต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักจะเห็นภาพการเล่นหลายอย่างที่ไม่สร้างสรรค์ และถูกมองไปในเชิงลบ เช่น ผู้หญิงแต่งตัวโป๊เปลือยเล่นน้ำ หรือดื่มของมึนเมาเปิดเพลงเต้นในท่ายั่วยวนในที่เปิดเผย ไม่แคร์สายตาผู้คน การใช้แป้งมันปะหน้าทาไล้ตามตัว โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะถูกผู้ชายฉวยโอกาส รวมถึงการเล่นที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น    จอย-ศิริลักษณ์ ให้ความเห็นว่า จากบริบทที่เปลี่ยนไป ต่างจากอดีตทำให้หลายปีมานี้ การเล่นสงกรานต์ค่อนข้างเปลี่ยนไปด้วย วัยรุ่นก็มีค่านิยมการเล่นที่หลากหลาย จึงอาจมีทั้งมุมที่สร้างสรรค์และด้านลบ ที่ไม่ได้ส่งเสริมความงามของวัฒนธรรมประเพณีเอาไว้ เช่น การแต่งกายที่ไม่มิดชิดหรือแต่งตัวโป๊ บางทีอาจไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร ทั้งที่รู้ว่าจะต้องไปเล่นน้ำ บางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ผิดเพราะเป็นเทศกาล

 

“ยอมรับว่าเทศกาลนี้ทำให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันเป็นธรรมดา แต่บางทีผู้หญิงก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชายมาล่วงเกิน หรือฉวยโอกาส แต่บางคนก็เอาเทศกาลมาเป็นข้ออ้างในทางผิด เช่น การปะแป้ง ทำไมจะทำไม่ได้ไม่เห็นเสียหายตรงไหน ก็ต้องถามต่อว่าคุณปะตรงไหนล่ะ คือเรื่องอย่างนี้ต้องรณรงค์และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเด็กสมัยนี้เกิดมาในยุคที่แตกต่าง ให้เขาเห็นความงดงามของวัฒนธรรมประเพณีนี้

จอยคิดว่าการเล่นสงกรานต์ควรให้เกียรติผู้หญิง และคำนึงถึงสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมด้วย แนะนำว่าถ้าจะเล่นควรเลือกกลุ่ม เลือกสถานที่ที่จะเล่น อาจเล่นกันในครอบครัวหรือกับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกันแค่นี้ก็สนุกสุขสันต์ และไม่ทำให้เสียประเพณีที่ดีงามด้วย”

ด้าน พระราชธรรมสารสุธี รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม ได้ให้แง่คิดที่เป็นธรรมะเกี่ยวกับวันสงกรานต์ว่า การทำความดีเป็นการรับรองตัวเองมิให้เกิดอันตรายที่คาดไม่ถึง และยังอำนวยความปลอดภัยให้เกิดแก่ผู้อื่นอีกด้วย โดยพระพุทธศาสนาสอนว่า ศีลข้อแรกเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต ข้อ 2 เป็นหลักประกันความมั่นคงของทรัพย์สิน ข้อ 3 หลักประกันความมั่นคงของครอบครัว ข้อ 4 หลักประกันความเชื่อมั่นศรัทธา และข้อ 5 เป็นหลักประกันความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

“ประเพณีสงกรานต์โบราณจะเน้นความสำคัญอยู่ 6 เรื่อง ได้แก่ การรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา การพัฒนาความเสียสละสามัคคี การผูกไมตรีลดความขัดแย้ง การแสดงความกตัญญูกตเวที การรักษาสายสัมพันธ์ฉันพี่น้อง และการเดินตามครรลองวัฒนธรรม รู้ผิด รู้ถูก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ส่วนการจัดงานสงกรานต์ที่วัดมหาพุทธาราม ไม่เน้นมหกรรมบันเทิงทุกประเภท แต่เน้นส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบคุณธรรม นำหลักศีล 5 มาปฏิบัติตามรอยพ่ออย่างพอเพียง” รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อคิดปิดท้าย

 

น้ำมะกรูดที่ถูกน้ำมะนาวสาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424750

น้ำมะกรูดที่ถูกน้ำมะนาวสาป

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

หน้าร้อนแล้วมะนาวแพงอย่างสาหัส ตามตลาดสดลูกละ 5-7 บาท ในห้าง 10 บาท บางทีไม่ค่อยมีน้ำอีกต่างหาก คนที่เดือดร้อนไม่ใช่เฉพาะคนตำน้ำพริก ต้มยำ ส้มตำ ยำต่างๆ เท่านั้นที่กระอัก คนขายข้าวผัด ผัดไทย ยิ่งปวดใจเข้าไปใหญ่ จะไม่ฝานใส่มาในจานก็ไม่ได้ ใส่มาแล้วไม่กินเหลือทิ้งมันน่าเจ็บใจ

ผมชวนให้ไปมองมะกรูดบ้างครับ เป็นทางเลือกที่ใช้ได้ ถึงหน้าร้อนนี้ก็อาจจะน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีมากเหลือเฟือ ชาวสวนนั้นเขาไม่ได้นับลูกขาย แต่นับเป็นร้อยขาย ปกติร้อยละ 50 บาท พอหน้าร้อนราคาเพิ่มขึ้นมาหน่อยเป็น 70 บาท มาถึงแผงขายปลีกลูกละ 1 บาท ก็ยังถูกกว่ามะนาวหลายเท่า

ลองตัดเรื่องความเปรี้ยวไปก่อนครับ มาดูว่ามะกรูดนั้นทำอะไรได้บ้าง มันเกินคำว่ามีประโยชน์ด้วยซ้ำไป เอาตั้งแต่ใบมะกรูดก่อน ใส่ในต้มยำ ต้มแซบ ทอดมันทุกชนิด แกงเผ็ดทุกชนิด แกงป่า ผัดฉ่า ผัดเผ็ดเครื่องแกง ข้าวยำ คั่วกลิ้ง ของกินเหล่านี้ถ้าขาดใบมะกรูดก็หมดท่า แล้วอีกอย่างไปมะกรูดเหมือนเป็นตัวฟ้องความพิถีพิถันของคนทำอาหาร ถ้าฉู่ฉี่ปลา พะแนงเนื้อ หรืออะไรที่ต้องใช้ใบมะกรูดหั่นฝอยโรย ถ้าเป็นเส้นเล็กบางละเอียดแสดงว่าคนหั่นเอาใจใส่ ใจเย็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหั่นใบเล็กๆ แบนๆ ลื่นๆ ให้ออกมาดี

ผิวมะกรูดก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อต้องโขลกเครื่องแกงทุกชนิดต้องใส่ผิวมะกรูด หรือผ่าครึ่งลูกใส่ในแกงมัสมั่น ขนมจีนน้ำพริก แล้วยังมีอีกที่จะใช้ดับกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาก็ได้ ฝานขวางเป็นชิ้น ใส่ในถุงปลาอินทรีเค็ม ปลากุเลาเค็ม ถุงปลาสลิด เวลาทำปลากลิ่นคาวปลาติดมือ ฝานมะกรูดถูๆ มือกลิ่นหายเกลี้ยง

เท่านั้นยังไม่พอ คนโบราณเอามะกรูดทั้งลูกเผาไฟนิดหน่อย ผ่าครึ่งฟอกหัว น้ำมะกรูดเผาที่ออกมาลื่นๆ เป็นน้ำยาสระผมชั้นดี สะอาดทั้งผม สะอาดทั้งหนังหัว หอมอีกด้วย คนสมัยใหม่จะลองดูก็ได้ครับ ไม่ผิดหวังอาจจะติดใจด้วยซ้ำไป

ผมว่าเมื่อธรรมชาติเขาส่งประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มาให้มะกรูด มะนาวคงน้อยใจ ไปฟ้องเทพผู้เป็นเจ้าว่า ถ้าคนชอบน้ำมะกรูดอีกด้วยแล้ว มะนาวจะเหลืออะไร เทพผู้เป็นเจ้าคงเห็นใจ ถ้าอย่างนั้นเอาดีทางน้ำมะนาวแล้วกัน จะสาปไม่ให้คนไทยนิยมน้ำมะกรูด แต่เทพผู้เป็นเจ้าดันไปเชียร์คนอินโดนีเซีย (บาหลี) มาเลเซีย ให้ใช้น้ำมะกรูด

มาถึงความเปรี้ยวครับ มะกรูดกับมะนาว รสของความเปรี้ยวไม่ต่างกัน จะต่างกันตรงกลิ่นเท่านั้น น้ำมะกรูดจะมีกลิ่นของผิวมะกรูดติดไปด้วย และเมื่อคั้นน้ำมะกรูดนั้น จะมีเนื้อมะกรูดที่ร่วนละเอียดปนลงไปด้วย ไม่เหมือนน้ำมะนาวที่จะมีน้ำล้วนๆ ฉะนั้นวิธีแก้ก็ฝานผิวมะกรูดชั้นนอกเขียวๆ ออกเสียก่อน แต่อย่าทิ้งเอาใส่ตะกร้าเล็กๆ ใส่ห้องน้ำ แล้วเวลาคั้นน้ำนั้นใช้ตัวคั้นที่มีที่กรองเนื้อด้วยก็จบ

เวลาตำน้ำพริกกะปิใช้น้ำมะกรูดแทนน้ำมะนาวได้ เพราะกะปิ กระเทียม พริกขี้หนู มันกลบกลิ่นมะกรูดไปหมดแล้ว หรือว่ายังติดที่จะต้องใช้มะนาวอย่างเดียว ก็ใช้น้ำมะนาว 2 ส่วน น้ำมะกรูด 1 ส่วน

ต้มยำก็เหมือนกัน ใช้น้ำมะกรูดล้วนๆ ก็ได้ ถ้ายังติดความเป็นมะนาว ก็ผสมกัน เวลาผมทำน้ำปลาพริก ปกติจะมีน้ำปลา พริกขี้หนู มะนาวฝานบางๆ ทั้งเปลือก กระเทียมสดฝานเป็นชิ้นๆ พอมะนาวแพงผมก็เปลี่ยนเป็นมะกรูดฝานแทน ไม่ได้ขี้เหร่แต่ประการใด จิ้มปลาเนื้ออ่อนทอด กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย ก็อร่อยเพลินไป

นี่เป็นการหาทางออกเมื่อเวลามะนาวแพงโดยใช้มะกรูด แต่อย่าได้ติดขนาดต้องน้ำมะนาวอย่างเดียว โดยไปใช้น้ำมะนาวขวด หรือน้ำมะนาวปลอม เมื่อก่อนจะมีขายตามตลาดนัดคนรายได้น้อย เดี๋ยวนี้น้ำมะนาวขวดขึ้นห้างไปเรียบร้อยแล้ว สีเหลืองๆ เหมือนน้ำมะนาวเป๊ะ แต่ไม่มีความเป็นมะนาวเลย ส่วนมากจะเขียนข้างขวดว่า น้ำมะนาว 5% 10% หรืออะไรก็แล้วแต่ จริงๆ แล้วเป็นน้ำที่ใส่สารกรดเปรี้ยว ใส่สารเติมกลิ่นมะนาว ใส่สารสร้างความขุ่นตลอดเวลา เหมือนน้ำมะนาวคั้น คิดง่ายๆ ว่า ถ้าคั้นน้ำมะนาวสดเต็มขวดเท่าขวดแม่โขง ต้องใช้มะนาวเป็นร้อยลูก แต่ที่ขายขวดละไม่กี่สตางค์นั่นมะนาวที่ไหนกัน

เดี๋ยวนี้ร้านส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสมะนาว ใช้มะนาวขวดทั้งนั้น สมมติถ้าผมเป็นเทพผู้เป็นเจ้าแล้วต้องแพ้พวกนักวิทยาศาสตร์เคมี ผมจะสาปให้คนไปใช้น้ำมะกรูดครับ ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวมะนาวก็ถูกลงอีกด้วย

 

เมิร์ล แฮ็กการ์ด วีรบุรุษเอาต์ลอว์คันทรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426012

เมิร์ล แฮ็กการ์ด วีรบุรุษเอาต์ลอว์คันทรี่

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ … เอพี

เราได้สูญเสียหนึ่งในนักเขียนและนักร้องผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล หัวใจของเขาอ่อนโยนมากพอกับเพลงรักของเขา ฉันรักเขาเหมือนเป็นพี่ชาย หลับให้สบายนะเมิร์ล …

ดอลลี พาร์ตัน ศิลปินเพลงคันทรี่หญิงชื่อดังบอกเล่าความรู้สึกของเธอ เมื่อทราบข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “เมิร์ล แฮ็กการ์ด” ด้วยอาการโรคปอดบวมที่บ้านพักในแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ซึ่งเป็นวันเกิดครบรอบปีที่ 79 ของ เมิร์ล ขณะที่รุ่นพี่อย่าง วิลลี เนลสัน เผยความอาลัยผ่านถ้อยคำบนเฟซบุ๊ก “เขาเป็นน้องชายและเพื่อน ผมจะคิดถึงเขา”

เมิร์ล แฮ็กการ์ด เป็นตำนานแห่งวงการเพลงคันทรี่ ผู้เป็น “เอาต์ลอว์” ทั้งในบทเพลงและชีวิตจริง เขาผู้เป็น “กระบอกเสียง” และ “ฮีโร่” ของผู้คนเดินดินธรรมดา เขาโลดแล่นในวงการมานานกว่า 6 ทศวรรษ เป็นเจ้าของผลงานมากกว่า 30 เพลง ซึ่งขึ้นอันดับสูงสุดในชาร์ตเพลงคันทรี่

ใน 79 ปีของชีวิต เมิร์ล แฮ็กการ์ด แต่งงาน 5 ครั้ง เขามีลูกกับภรรยาคนสุดท้าย 2 คน ลูกชายคนเล็กคือ เบน แฮ็กการ์ด วัย 23 ปี ผู้เป็นนักดนตรีตามรอยผู้เป็นพ่อ หลังการลาจาก เบน เขียนบนเฟซบุ๊กว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน เมิร์ล คาดการณ์ล่วงหน้าว่า เขาจะเสียชีวิตในวันเกิด ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น “พ่อได้ใช้ลมหายใจสุดท้ายโดยแวดล้อมด้วยคนในครอบครัวและเพื่อน”

ดาวแห่งดนตรีคันทรี่แหกคอก

ครอบครัวของ เมิร์ล แฮ็กการ์ด มาจากโอคลาโฮมา แต่ตัวเขานั้นเกิด (6 เม.ย. 1937) และเติบโตที่แคลิฟอร์เนีย หลังพ่อจากไปก่อนวัยอันควร ชีวิตของ เมิร์ล ก็ต้องดิ้นรนลำบาก ตอนเป็นวัยรุ่นเคยต้องโทษข้อหาลักทรัพย์และทำสุราเถื่อน ระหว่างนั้นเขาได้ชมการแสดงของ จอห์นนี่ แคช ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เขาหันมาเอาดีทางด้านดนตรี เพลงคันทรี่ของเขาได้รับอิทธิพลจากดนตรีบลูส์ เขาสร้างทางของตัวเองก่อนจะกลายมาเป็นผู้นำแห่งเบเคอร์สฟิลด์ ซาวด์ หรือฮาร์ดคอร์ คันทรี่ ซึ่งนำเสียงกีตาร์ไฟฟ้ามาผสมรวมกับการเรียบเรียงเครื่องสายตามสไตล์แนชวิลล์

เมิร์ล เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจาก Okie from Muskogee งานฮิตในปี 1969 เพลงบอกเล่าถึงความภูมิใจในชาติและสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ซึ่งส่งให้เขากลายมาเป็นขวัญใจของหนุ่มสาวในยุคนั้น เมิร์ล กลายมาเป็นหนึ่งในดาวแห่งเอาต์ลอว์ คันทรี่ ตามหลังรุ่นพี่ผู้กรุยทางและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ เช่น จอห์นนี่ แคช, เวย์ลอน เจนนิ่งส์, วิลลี่ เนลสัน, คริส คริสทอฟเฟอร์สัน, แฮงค์ วิลเลียมส์ จูเนียร์ เป็นต้น

เอาต์ลอว์ คันทรี่ เป็นเทรนด์ในทศวรรษ 1970 เมื่อเหล่าฮาร์ดคอร์ คันทรี่ได้ปรับซาวด์ของงานให้นุ่มขึ้นอีกหน่อย เดินห่างจากรากฮองกี้ทองค์อันเก่าแก่ ทั้งยังมีลักษณะของความเป็นนักเล่าเรื่องผ่านเนื้อหาเหมือนนักแต่งเพลงโฟล์ค พวกเขาได้แหกกฎของเมืองหลวงของดนตรีคันทรี่ ไม่ไยดีกับซาวด์แนชวิลล์ที่เน้นไปทางป๊อป คันทรี่แหวกแนวของพวกเขามีร็อกแอนด์โรลล์ โฟล์ค และบลูส์เป็นอิทธิพล ทั้งยังพัฒนาหนทางในการแสดงที่ไม่ซ้ำใครอย่างท้าทาย เอาต์์ลอว์ คันทรี่ได้รับความนิยมจนปลายทศวรรษ 1970 จึงได้พัฒนาปรับเปลี่ยนไป

สำหรับ เมิร์ล แฮ็กการ์ด เขายังคงทำงานต่อมา และประสบความสำเร็จมาเรื่อยจนถึงยุค 2000 ใน 2 ทศวรรษหลัง เมิร์ล ยังทำงานบันทึกเสียงและออกทัวร์สม่ำเสมอ กระทั่งปี 2009 เป็นต้นมา ได้แบ่งเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น กับวงการคันทรี่ในช่วงหลังๆ เมิร์ล แฮ็กการ์ด เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ชอบเพลงคันทรี่ยุคใหม่เลย เมิร์ล บอกกับหนังสือพิมพ์ว่า ทุกวันนี้แนชวิลล์เต็มไปด้วยเพลงสูตรเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์!!!

เมิร์ล เคยแสดงหนังอยู่หลายเรื่องรวมทั้งงานของ คลินท์ อีสต์วู้ด เรื่อง Bronco Billy เขาร้องเพลงคู่กับ คลินท์ เป็นซาวด์แทร็ก ซึ่งก็กลายมาเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 ในภายหลัง เมิร์ล เคยเขียนอัตชีวประวัติออกมา 2 เล่มคือ Sing Me Back Home และ Merle Haggard’s House of Memories: For the Record

ตลอดชีวิต เมิร์ล แฮ็กการ์ด ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้งรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จจากแกรมมี่ อะวอร์ด (2006) บีเอ็มไอ ไอคอน อะวอร์ด (2006) เขามีชื่ออยู่ในหอเกียรติยศนักแต่งเพลงแห่งแนชวิลล์ (1977) หอเกียรติยศดนตรีคันทรี่ (1994) เป็นต้น เขามีอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจกับคนรุ่นหลัง ไม่เพียงในแวดวงคันทรี่แต่รวมถึงศิลปินร็อกในยุค 1960 อย่าง เดอะ เบิร์ดส, เดอะ เกรทฟูล เดด เป็นต้น

ตลอดชีวิต เขามองตัวเองเป็น “คนนอก” หรือ ดิ เอาต์ไซเดอร์ ขณะที่วงดนตรีของเขาใช้ชื่อว่า “คนแปลกหน้า” หรือ เดอะ สเตรงเจอร์ส

 

เพลงชีวิตของ เมิร์ล แฮ็กการ์ด

ในวงการเพลงคันทรี่นั้นยากจะหาศิลปินที่โด่งดังและได้รับความนับถือมากเท่า เมิร์ล แฮ็กการ์ด เขาเป็นนักดนตรีที่มีลีลาการแสดงที่น่าชม เป็นสุดยอดนักแต่งเพลง และกวีของผู้คน บทเพลงของเขามักเล่าถึงการดิ้นรนต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน ความยากจน รวมทั้งมีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เป็นแรงบันดาลใจ โดยทั้งหมดนั้นเขาเคยผ่านพบมาด้วยตัวเองจริงๆ

ผลงาน 38 ซิงเกิ้ลของเขาขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงบิลบอร์ดคันทรี่ และมี 7 ซิงเกิ้ลที่ข้ามฟากไปติดอันดับสูงสุดในชาร์ตเพลงป๊อป บทเพลงของเขาถูกศิลปินมากมายนำมาคัฟเวอร์ เพลงฮิตปี 1968 อย่าง Today I Started Loving You Again นั้นมีศิลปินมากมายนับร้อยๆ นำมาร้องใหม่ กว่า 6 ทศวรรษในวงการ เขาสร้างสรรค์เพลงดีๆ ออกมามากมายรวมถึง

Mama Tried (1968) : เพลงนี้มาจากประสบการณ์ชีวิตอันแสนโลดโผน ในช่วงวัยรุ่นเมิร์ลผ่านอะไรมามากมาย ด้วยการขาดพ่อตั้งแต่เด็ก เขายกย่องผู้เป็นแม่ที่เลี้ยงดูลูกมาตามลำพังด้วยเพลงนี้ ภายหลังเขายังอุทิศเพลง Hungry Eyes ให้กับแม่ของเขาอีกครั้ง

Okie From Muskogee (1969) : ระหว่างเดินทาง เมิร์ล และเพื่อนร่วมวงเห็นป้ายชื่อเมืองมัสโคกี (รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐ) ก็เลยคุยกันว่า ที่นี่คงไม่มีคนสูบกัญชา จากประโยค We don’t smoke marijuana in Muskogee กลายเป็นเนื้อเพลงที่นำเสนอมุมมองทางด้านการเมืองแบบเอียงขวา หลายปีผ่านไป หลังผ่านประสบการณ์มากมาย แนวคิดทางด้านการเมืองของเขาก็เปลี่ยนแปลง เขาไม่ได้คิดเหมือนกับตอนที่แต่งเพลงนี้อีกแล้ว ช่วงหลังเขากลายเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตตัวยง เขาชื่นชอบ ฮิลารี คลินตัน ถึงขนาดแต่งเพลง Let’s Put a Woman in Charge! ให้กับเธอ ด้วยเชื่อว่า ถ้าผู้นำที่เป็นชายไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร ก็น่าจะให้ผู้หญิงมาทำหน้าที่แทนดูบ้าง

Branded Man (1967) : เป็นอีกหนึ่งอัตชีวประวัติของ เมิร์ล แฮ็กการ์ด เล่าถึงชายหนุ่มที่ต้องใช้เวลาอยู่ในคุกด้วยข้อหาลักทรัพย์ เขาต้องการนำความรู้สึกของตัวเองบรรยายบนกระดาษ พยายามจะเปลี่ยนแปลง หาหนทางกลับมาให้ได้ ระหว่างถูกจองจำอยู่นี่เอง เมิร์ล ได้ดูการแสดงของ จอห์นนี่ แคช ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา

Workin’ Man Blues (1969) : หลังจากที่กลายเป็นศิลปินดัง เมิร์ล ได้สร้างเพลงชาติของคนทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานหนัก แต่รายได้น้อย เพลงนี้ได้รับความนิยมมากจนขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ต

นอกจากนั้น ยังมี The Fightin’ Side of Me (1970) เพลงต่อต้านสงครามเวียดนาม If We Make It Through December (1974) เล่าถึงช่วงเวลาลำบากของครอบครัวในช่วงฤดูเทศกาล ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะสัมผัสไม่ถึง Big City (1981) เพลงที่เขียนถึงชีวิตในเมืองใหญ่ที่เฝ้าฝันถึงชีวิตเรียบง่ายในบ้านชนบทซึ่งจากมา นอกจากนี้ เมิร์ล แฮ็กการ์ด ยังแต่งหลายเพลงรักบัลลาด อย่างเช่น Today I Started Loving You Again (1968) รวมทั้งเพลงยุคหลัง I Think I’ll Just Stay Here and Drink (1980) ที่สะท้อนอารมณ์ขันในความสัมพันธ์เศร้าๆ

ช่วงปี 1990 เมิร์ล แฮ็กการ์ด ประสบปัญหาทางด้านการเงิน เขาต้องขายสิทธิในหลายๆ เพลงเพื่อใช้หนี้ แต่ตัวเขาไม่เคยไร้ไฟในการสร้างสรรค์ ในปี 1999 เมิร์ล ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมยังคงเขียนเพลงดีๆ ออกมา ผมมีงานเก็บไว้มากมาย ซึ่งเป็นไปได้ว่า เพลงเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปบันทึกเสียง …”

สำหรับ เมิร์ล แฮ็กการ์ด แล้ว ทุกๆ เพลง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ “แต่ง” ขึ้นมา แต่เป็นการ “ให้ชีวิต” กับเรื่องราวเหล่านั้น และถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะจากไปแล้ว ทว่าเพลงเหล่านี้จะคงมีชีวิตอยู่ … ตลอดไป

 

อุรุดา โควินท์ ‘มีไว้เพื่อซาบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426011

อุรุดา โควินท์ ‘มีไว้เพื่อซาบ’

โดย…พริบพันดาว

นักเขียนหญิงในเมืองไทย ส่วนมากจะกระจุกตัวอยู่ในสายที่เขียนนวนิยายบันเทิงประโลมโลกย์เพื่อเป็นพื้นฐานในการผลิตเป็นบทละครโทรทัศน์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองร่วมกันของอุตสาหกรรมบันเทิง และมีน้อยนักที่จะมีนักเขียนหญิงเขียนงานวรรณกรรมสายหนักเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างจริงจัง

ในบรรดานักเขียนหญิงร่วมสมัย คนที่อยู่กึ่งกลางงานของทั้งสองสาย ก็น่าจะมีชื่อของ อุรุดา โควินท์ แม้เธอยังไม่มีงานใหม่ออกมา แต่รวมเรื่องสั้นเล่มที่ 3 ในชีวิตเธอ ที่ชื่อ “มีไว้เพื่อซาบ” ได้นำกลับมาพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ก และบรรจุเรื่องใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2 เรื่อง คือ มิตรภาพชั่วนิรันดร์ และ เผาผี

“มีไว้เพื่อซาบ พิมพ์ครั้งแรกราว 10 ปีก่อน และ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มักมีคนถามเราว่าจะซื้อได้ที่ไหน ซึ่งหนังสือไม่มีวางในร้านแล้ว เราเองก็ไม่มี จึงอยากพิมพ์ซ้ำโดยเพิ่มเรื่องสั้นใหม่เข้าไปอีกสองเรื่อง อยากพิมพ์ให้สวยงามน่าเก็บ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์มากนัก ซึ่งตรงกับความต้องการของสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊กพอดี

“เรื่องสั้นชุดนี้ ส่วนใหญ่เขียนในพรหมคีรี เขียนบนสมุดฉีก ใช้ดินสอเขียน เขียนช้ามาก บางเรื่องเดือนกว่าถึงจะเสร็จ มันเป็นเวลาแห่งการงานที่เราคงหาไม่ได้อีกแล้ว มันจะช้าแค่ไหน เราก็รอได้ และสามารถจดจ่อกับมันโดยไม่เบื่อ เราอยู่พรหมคีรี 4 ปี ได้รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ติดมือมาเล่มเดียว แต่มันก็คุ้มค่ามาก อิ่มเอมมาก”

ในบทความ “มีไว้เพื่อซาบ : ปมแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์” ที่เขียนโดย ชฎารัตน์ สุนทรธรรม อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้สรุปถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ท้ายบทความว่า เรื่องสั้นของอุรุดา ไม่เพียงแต่จะสะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังให้ข้อคิดในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับมุมมองของชีวิต พยายามหาแง่มุมที่งดงามของอีกฝ่าย โดยไม่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง…การใช้ความพยายาม อดทน รอคอยและทุ่มเทให้กับการเขียนเรื่องสั้นของอุรุดา โควินทร์ จนได้เรื่องสั้นที่มีคุณภาพ ซึ่งรวมอยู่ในรวมเรื่องสั้น “มีไว้เพื่อซาบ” เล่มนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ความเป็นนักเขียน “คลื่นใหม่” (ที่ไม่ใช่นักเขียนหน้าใหม่) ในวงวรรณกรรมไทยของเธอได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันอุรุดาได้แบ่งเวลาเขียนหนังสือทั้งการเขียนคอลัมน์และงานวรรณกรรมของตัวเองไว้ค่อนข้างรัดกุมในฐานะนักเขียนอาชีพ

 

“ตอนนี้มี 2 คอลัมน์ซึ่งเป็นนิตยสารรายปักษ์ สรุปง่ายๆ ว่าเดือนละ 4 ชิ้น ซึ่งอยากบอกว่าสบายมาก ถ้ายังไม่มีคอลัมน์ใหม่ ก็จะจัดเวลาให้ตัวเองเขียนเรื่องสั้น คือเราทำงานโดยเขียนตารางงานอย่างชัดเจน 1 เดือนล่วงหน้า ว่าวันไหนจะทำอะไร ใน 1 เดือนเขียนนิยาย 4 ตอน และคอลัมน์ 4 ตอน ยังถือว่าหลวมอยู่ ตอนนี้แบ่งเวลาไปตำน้ำพริกขายได้ หมายถึงว่าเวลายังเหลือนะคะ ยังเขียนได้อีก แต่ที่ตำพริก เพราะอยากลดความกดดันทางเศรษกิจ” เธอเล่าถึงการทำงานเขียนของตัวเอง พร้อมเล่าต่อว่า

“นิยายเขียน 3 วันต่อตอน พอได้ 3 ตอน ก็จะใช้เวลาขัดเกลารวมกันอีก 2 วัน จึงค่อยเก็บไว้ รวมแล้วนิยาย 3 ตอน เราจะใช้เวลาเขียนราว 11 วัน ส่วนคอลัมน์เขียนรวดเดียวจบวันละ 1 ชิ้น แล้วค่อยหาเวลาทำภาพประกอบทีหลัง ซึ่งไม่เคยคิดเรื่องเวลาหรือต้นทุนเลย สนุกที่ได้ทำ เพราะเราทำอาหารจริง และถ่ายรูปใช้เป็นภาพประกอบคอลัมน์ แล้วเราก็กินอาหารนั้น การได้ทำเองทุกเมนูที่เขียน ก็ทำให้เราเขียนถึงอาหารได้อย่างละเอียดขึ้นด้วย”

เมื่อถามถึงวงการวรรณกรรมและนักเขียนร่วมสมัยของไทย อุรุดา บอกว่า น่าตื่นเต้นมาก และหลับตาไม่ได้เลย เพราะจะพลาดเรื่องดีๆ

“เราตัดเรื่องการขาย เรื่องธุรกิจหนังสือออกนะ มาดูแต่เรื่องตัวงานของนักเขียนร่วมสมัย บอกได้เลยว่า บรรยากาศทำให้เราอยู่เฉยไม่ได้เลย เพราะมันหมายถึงเราอาจจะตาย (จากความเป็นนักเขียน) ได้ทุกเมื่อ เพราะรอบๆ ตัวเรา ล้วนแต่มีเรื่องเล่า และนักเขียนที่น่าตื่นตาตื่นใจ”

ทิ้งท้ายในฐานะนักเขียน อุรุดามองหนังสือเล่มที่เป็นกระดาษกับอีบุ๊กอย่างไร? เธอบอกว่าถึงที่สุดแล้ว มันจะอยู่ได้ทั้งสองแบบ

“เราคิดอย่างนั้น บางเล่มเราก็อยากอ่านอีบุ๊ก แต่บางเล่มเราก็อ่านจากกระดาษ เราว่าหลายคนคงคิดเหมือนเรา อีบุ๊กก็ดี ตรงที่ไม่ต้องเก็บหนังสือ สะดวกต่อการพกพา แต่การเพ่งจอมากๆ ทำให้เราไม่สบายตา และกับหนังสือบางเล่มที่เราอยากอ่านแล้วพลิกกลับไปกลับมา อีบุ๊กก็จะไม่สะดวกเท่ากระดาษไง”

 

ไปรยา สวนดอกไม้ สวยสุดสตรอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426003

ไปรยา สวนดอกไม้ สวยสุดสตรอง!

โดย…สมแขก ภาพ : อัมรินทร์ เอาต์ดอร์ อันลิมิเต็ด ไตรกีฬา นานาชาติ 2559

ดาราสาวที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ไม่แปลกใจเลยที่เราจะเห็น “ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก” มีรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอ แถมยังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

เธอท้าทายขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง ด้วยการเข้าร่วมแข่งขันในรายการกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 28 ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เธอเข้าเส้นชัยในเวลา 5 ชั่วโมง 45 นาที นับเป็นดารานักแสดงหญิงคนแรกที่จบ Full Marathon ได้สำเร็จ และหลังจากมีคนสงสัยว่าที่เห็นหุ่นเป๊ะขนาดนี้ เธอใช้เวลาออกกำลังกายวันละกี่ชั่วโมง ซึ่งเจ้าตัวเคยเผยในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “10 km run this morning มีคนถามกันเยอะมากว่า เดือนหนึ่งปูออกกำลังกายกี่ชั่วโมง เดือนที่แล้ว เล่นพิลาทิส 25 ชั่วโมง เล่นเวต 5 วิ่ง 6 ชั่วโมง ทำงานเกือบทุกวัน เหนื่อยแต่สิ่งที่ได้คืนมันคุ้มมาก อย่ายอมแพ้ค่ะ”

ล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สาวปู ไปรยา ก็เป็นหนึ่งคนที่เข้าร่วมแข่งขันไตรกีฬานานาชาติ 2559 ที่ค่ายนเรศวร บริเวณชายหาดชะอำ-หัวหิน จ.เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ โดยเจ้าตัวเผยว่า ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้วเธอเคยแข่งวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกและชอบ จึงได้ฝึกซ้อมร่างกายเพื่อมาลงแข่งอย่างจริงจังในปีนี้ โดยเธอได้ลงแข่งให้กับทีมอัมรินทร์ เอาต์ดอร์ อันลิมิเต็ด รับหน้าที่วิ่งระยะทาง 10.8 กิโลเมตร

“จริงๆ ไม่เคยคิดว่าตนเองจะเหมาะกับไตรกีฬา เพราะปูเป็นคนที่ไม่ได้มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันมาก รวมทั้งเรื่องของเวลาว่างด้วย แต่เมื่อปีที่แล้วได้ลงแข่งวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิต แล้วเริ่มติดใจการวิ่ง พอได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมแข่งขันแบบประเภททีมในรายการ ‘อัมรินทร์ เอาต์ดอร์ อันลิมิเต็ด ไตรกีฬา นานาชาติ 2559’ จึงอยากลองดู รวมทั้งในรายการนี้มีเพื่อนลงแข่งหลายคนเหมือนกัน โดยครั้งนี้ปูรับหน้าที่ในการวิ่งระยะทาง 10.8 กิโลเมตร แม้ว่าจะเป็นระยะที่เราเคยวิ่งมาแล้ว แต่ก็ต้องซ้อม

 

“สำหรับการฝึกซ้อมปูจะแบ่งเวลาซ้อมให้ได้ประมาณอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง วิ่งครั้งละประมาณ 10 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาช่วงก่อนทำงาน ตื่นประมาณ 04.30 น. และซ้อมที่สวนลุมพินี นอกจากนี้ปูยังมีเทรนเนอร์ที่จริงๆ เป็นเพื่อนวิ่งด้วยกันตลอด คอยเทรนให้ ซึ่งเทคนิคของปูจะเน้นเล่นพิลาทิสและเน้นการยืดเยอะมาก เพราะการยืดสำคัญต่อการวิ่งมากเมื่อก่อนปูไม่เข้าใจ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากเรายิ่งยืดยิ่งดี ยิ่งวิ่งสบาย ไม่บาดเจ็บ นอกจากนี้พิลาทิสยังทำให้กล้ามเนื้อส่วนลำตัว (Core Body) ของเราแข็งแรง ทำให้เราวิ่งได้ดีขึ้น” ดาราสาวบอกโปรแกรมสำหรับฝึกซ้อมของเธอ

ปู ไปรยา ให้คำแนะนำสำหรับผู้อยากลองเริ่มต้นเล่นไตรกีฬาเช่นเดียวกับเธอว่า อาจต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมาย และมีวินัยในการฝึกซ้อมร่างกายให้พร้อม ซึ่งการลงประเภททีมก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะเราจะได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันจริงๆ และได้เข้ามาอยู่กับกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ และชื่นชอบการออกกำลังกายเหมือนกัน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬาและการแข่งขันครั้งต่อๆ ไป

“สุดท้ายอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันเยอะๆ เพราะการออกกำลังกายทำให้เราได้แต่สิ่งดีๆ ทั้งสุขภาพ มิตรภาพ และทำให้ชีวิตเราดีขึ้นทุกด้านจริงๆ” สาวปู ทิ้งท้าย

 

มรสุมชีวิตที่สาหัส ถาโถมจนแทบรับไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425962

มรสุมชีวิตที่สาหัส ถาโถมจนแทบรับไม่ทัน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวสวยหน้าคม ส้ม-ชนากานต์ ชัยศรี อดีตมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 1990 หลังจากได้ตำแหน่งเธอก็ไม่ค่อยได้ทำงานในวงการสักเท่าไหร่ ต่อจากนั้นไม่นานเธอก็แต่งงานมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ทำหน้าที่เป็นคุณแม่ของลูกๆ วัยน่ารักถึง 3 คน เส้นทางชีวิตของเธอก็ดูราบรื่นมีความสุขกับสามีนักธุรกิจที่ดูใจดีอบอุ่น เรื่องราวก็น่าจะไหลลื่นไปด้วยดีโดยไม่มีอุปสรรคขวากหนามใดๆ เป็นเส้นทางชีวิตของสาวๆ หลายคนที่ได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ ที่รักเธอ มีลูกเล็กๆ ที่น่ารักสมวัย

แต่ฟ้าเบื้องบนก็ให้บททดสอบที่ยากๆ แก่เธอเป็นระยะอย่างไม่บันยะบันยัง ส่งมรสุมชีวิตลูกแล้วลูกเล่ามาทดสอบความอดทนของเธออย่างไม่ขาดระยะเพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี

 

มรสุมลูกแรก ก.ค. 2555

สามีของเธอนั้นเป็นชายหนุ่มที่อายุมากกว่าเธอเพียงปีเดียว เป็นคนสุภาพใจดี รักภรรยา รักลูก ไม่เจ้าชู้ เธอเล่าว่า แต่งงานกันมานี่ไม่เคยมีอะไรทะเลาะกันรุนแรงเลย เขาจะตามใจลูกเมีย เป็นคนง่ายๆ สบายๆ อะไรก็ได้ที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข แม้เขาจะเป็นผู้ชายเจ้าเนื้อไปสักหน่อย แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาสุขภาพใดๆ แต่งงานกันมาเกือบ 20 ปี ก็ไม่เคยเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลอะไรจนกระทั่งเมื่ออายุเข้าเลขสี่ เขาเริ่มมีปัญหาเรื่องความดัน หัวใจอะไรบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก ก็กินยาควบคุมอาการ พบแพทย์เป็นระยะๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร

“เขามีปัญหาเรื่องนอนกรนมากขึ้น หมอก็ให้ยามากิน แต่เขาจะเป็นคนขี้ลืม กินบ้างไม่กินบ้าง แล้วก็ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่มีความสุขกับการกินมาก ซึ่งส้มเองก็ไม่ได้ไปกดดันว่าให้เขาพยายามลดน้ำหนักหรืออะไร จนกระทั่งเขาไอหนักขึ้นมากจนนอนไม่หลับ เขาต้องนั่งหลับ ช่วงก่อนที่เขาจะไม่สบาย เขามีปัญหาเกี่ยวกับปอดทั้งที่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ สุดท้ายก็ขอให้เขาไปหาหมอเถอะ วันที่เขาต้องไปหาหมอ ส้มมีอัดรายการทั้งวันก็เลยบอกให้เขาไปนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ตรวจอย่างละเอียด เดี๋ยวอัดรายการเสร็จบ่ายๆ ส้มจะไปรับเขากลับบ้าน ก็ดูปกติไม่มีอะไรน่ากังวลเลย สายๆ หลานเขาไปเยี่ยม เขาก็ยั่งนั่งเล่นเกมคุยโทรศัพท์กัน” เธอทบทวนความหลังให้ฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

 

พอสักเที่ยงๆ หลานชายเขาโทรมาบอกว่าสามีเสียชีวิตแล้ว ส้มงงช็อกทำอะไรไม่ถูก ส้มทิ้งรายการเพื่อไปดูเขา ไปถึงหมอกำลังปั๊มหัวใจ ปั๊มเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นขึ้นมา เขาสิ้นใจแบบปุ๊บปั๊บมาก เขาเสียด้วยโรคปอดติดเชื้อ ซึ่งไปเอกซเรย์แทบจะไม่มีปอดเหลือเลย พอไปเห็นเขา เธอบอกว่าทำอะไรไม่ถูก ช็อกไปเลย คือนิ่งไม่พูดไม่จา ไม่ร้องไห้ฟูมฟายใดๆ นั่งเหม่อลอยแบบงงเหมือนว่านี่คือความฝันไม่ใช่ความจริง ทำอะไรไม่ถูก ไม่พูดไม่ฟังอะไรใครทั้งนั้น น้องสาวและพ่อแม่ของเธอต้องช่วยจัดการให้หมด จนกระทั่งสวดไป 3 วันแล้วถึงเริ่มมีสติเข้มแข็งขึ้นมาบ้าง มีพิธีสวดแค่ 3 วันแล้วเผา เนื่องจากพ่อสามีป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รักษาตัวอยู่ที่บ้าน ไม่บอกให้พ่อเขารู้ กลัวพ่อเขาจะรับไม่ไหว แม่สามีต้องบอกว่าไปธุระแล้วเอาชุดดำมาเปลี่ยนที่วัด เพราะเขาเป็นลูกชายคนเล็กที่สนิทกับพ่อเขามาก ซึ่งปิดไว้ได้ 3 เดือน คุณพ่อเขาก็ทรุดหนักแล้วถามแต่ว่าทำไมลูกชายคนเล็กไม่มาหา ในที่สุดต้องบอกพ่อ บอกได้ไม่กี่วัน พ่อสามีก็เสียตามไปติดๆ

เธอเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครในครอบครัวตายจากไป สามีนี่คือคนแรกที่ตายไปจากชีวิตเธอ เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เธอพยายามเข้มแข็งไม่ร้องไห้ให้ลูกเห็น แต่ในใจนั้นปวดร้าวมาก ลูกก็ยังเล็ก 7-8 ขวบเท่านั้น กำลังกินกำลังใช้ ปกติเธออยู่เป็นครอบครัวเดี่ยวๆ พอสามีเสียก็ยุ่งเรื่องรับส่งเรื่องดูแลลูก วิ่งวุ่นไปหมด

 

โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจทิ้งบ้านต่างจังหวัดย้ายมาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยดูแลหลานๆ ช่วยรับส่งหลานๆ แทนสามี ก็ช่วยแบ่งเบาเธอไปได้เยอะมาก คุณพ่อเปรียบเสมือนแม่บ้านดูแลเรื่องอาหารการกิน ความเรียบร้อยในบ้าน ดูแลลูกๆ แทนเธอ ถ้าไม่มีคุณพ่อนี่ชีวิตจะลำบากมากเลย ท่านทำให้ทุกอย่าง ชงกาแฟ เตรียมรถ ก่อนเธอจะออกจากบ้าน จะเอาอะไรบอกคุณพ่อของเธอจัดการให้หมด เธอก็พยายามเข้มแข็งให้มากที่สุด เป็นหลักให้ลูก แต่ก็ยังนึกถึงเขาอยู่เสมอแม้กระทั่งทุกวันนี้ โดยเฉพาะลูกชายคนเล็กตอนที่พ่อเขาเสียอายุแค่ 6 ขวบ เขาก็จะถามถึงพ่อเขาบ่อยๆ ได้ยินลูกถามเธอก็น้ำตาจะไหลทุกครั้ง

มรสุมลูกที่สอง ก.ย. 2556

ผ่านไปไม่ถึงปีหลังจากสามีเสียชีวิต เธอก็เกือบจะเข้าที่เข้าทางแล้ว พอทำใจให้หายเศร้าได้บ้าง พยายามดำเนินชีวิตต่อไป แต่เธอก็กลับได้บททดสอบความเข้มแข็งของจิตใจอีกครั้ง คราวนี้เป็นน้องชายคนเล็กและเป็นน้องชายคนเดียวของเธอซึ่งเป็นนักแข่งรถ อายุแค่ 34 ปี รูปร่างสูงใหญ่ถึง 190 ซม. ยังไม่ได้แต่งงาน แข็งแรงไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหนักๆ เลย แล้วเขาไม่ได้กินเหล้า แต่สูบบุหรี่บ้าง เขาแยกไปอยู่อีกบ้านหนึ่งกับเพื่อนๆ เขา ก็จะคุยโทรศัพท์กันบ่อย โดยเฉพาะกับน้องสาวคนกลางเขาสนิทกันมาก เขาโทรคุยกันทุกวัน เจอกันก็ยังดีๆ ไม่มีวี่แววจะเจ็บป่วยอะไร ไม่มีโรคเรื้อรังใดๆ

 

ตอนเช้ามืดเพื่อนเขาโทรศัพท์มาบอกว่าน้องชายเสีย น้องสาวเป็นคนรับสายเขาสนิทกันมาก น้องสาวก็ทรุดลงไปนั่งกำโทรศัพท์อยู่ในมือเขาพูดอะไรไม่ออก “ส้มต้องไปรับสายพูดต่อแล้วรีบขับรถไปบ้านน้องชาย ยังไม่บอกพ่อกับแม่ ไปถึงบ้านเพื่อนเขาบอกว่าน้องชายเข้าไปนอนตามปกติตอนดึก ตอนเช้ามืดได้ยินเสียงเขาดิ้นแล้วร้องเฮือกแล้วดิ้นๆ แล้วก็นิ่งไปเลย เพื่อนพยายามเรียกก็ไม่ฟื้น จับชีพจรก็ไม่เต้นแล้ว พยายามช่วยกันปั๊มหัวใจก็ไม่เป็นผลแล้ว พอส่งไปที่นิติเวช เขาบอกว่าเส้นเลือดหัวใจโป่งพองแล้วแตกไปเลย ซึ่งน้องชายก็ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นโรคนี้ จากไปแบบเฉียบพลัน” เธอเล่าอย่างหดหู่

งานนี้น้องสาวคนรองช็อกทำใจไม่ได้ เขาสนิทกันมาก เธอจึงต้องจัดการทุกอย่างแทน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็เสียใจมาก โดยเฉพาะคุณพ่อนั้นภายนอกดูเข้มแข็งทำใจได้ แต่ลึกๆ ในใจเขานั้นเหมือนอกกลัดหนอง คือพ่อเจ็บปวดมากแต่แสดงออกมาไม่ได้ พอสวดศพเสร็จพ่อจะไปยืนเกาะโลงน้องชายเหมือนจะร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาออกมา เขาพยายามเก็บกดความรู้สึกเอาไว้อย่างยากเย็น งานนี้เธอจึงต้องเข้มแข็งกว่าใครๆ ในฐานะพี่สาวคนโต จัดการทุกอย่างแทน เป็นแม่งานทุกสิ่งอย่าง

 

หลังจากที่น้องชายเสียไปนั้น บรรยากาศในครอบครัวของเธออึมครึมซึมเศร้ามาก ทั้งพ่อและแม่นั้นท่านอมทุกข์มาก ส่วนน้องสาวก็ยังทำใจไม่ได้ซูบผอม กินไม่ได้นอนไม่หลับ เหมือนเราได้มรณานุสติว่าเกิดแก่เจ็บตายนี่มันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าจะจนจะรวย จะแก่รึหนุ่ม ก็มีสิทธิจากไปโดยไม่ทันได้ร่ำลา ไม่ได้ทันตั้งตัว ความตายมันใกล้แค่เอื้อม อย่าพลาด อย่าประมาททุก คนมีสิทธิเจอได้อย่างเท่าเทียมกัน

มรสุมลูกที่สาม ม.ค. 2557

หลังจากน้องชายเสียชีวิตไป คุณพ่อก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ หลังงานศพพ่อจะไปใส่บาตรให้น้องชายทุกเช้า กลับเข้าบ้านมาจะแอบมานั่งร้องไห้ไม่ให้ใครเห็น พยายามกลบเกลื่อนว่าไม่ได้เศร้าแล้ว ทำใจได้แล้ว ซึ่งความจริงแล้วพ่อเขาตรอมใจมาก แต่เขาแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้ในฐานะหัวหน้าครอบครัว คุณพ่อคงไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าแม่ ต่อหน้าลูกๆ หลานๆ ซึ่งคุณพ่อเดิมเป็นโรคเบาหวานอยู่ก็กินยาคุมไว้ตลอด พอมาช่วงหลังๆ ที่น้องชายเสียชีวิตไปนี่เหมือนพ่อหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ท่านก็เริ่มกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง แล้วเขามีลูกชายคนเดียวคงหวังจะให้มีหลานๆ มาสืบสกุล แล้วน้องก็ยังไม่แต่งงานเลย ส่วนน้องสาวซึ่งสนิทกับน้องชายมากก็ยังทำใจไม่ได้

 

“ส้มต้องให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเป็นเพื่อนน้องสาว เพราะเขาทำใจไม่ได้เลย แม้จะถึงช่วงทำบุญ 100 วันแล้ว ทั้งคุณพ่อ ทั้งคุณแม่ ทั้งน้องสาว ก็ยังอยู่ในภาวะทุกข์โศกทำใจกันไม่ได้เลย ส้มต้องเป็นหลักทำใจให้เข้มแข็ง บรรยากาศในบ้านก็ดูเหงาๆ เศร้าๆ หดหู่” เธอเล่าด้วยเสียงเศร้าๆ

พอกลางๆ เดือน ธ.ค. ก็ทำบุญ 100 วันน้องชาย คุณพ่อก็เริ่มป่วยแบบคนแก่ทั่วไป ไม่ได้ดูน่ากังวลอะไร แต่ว่าเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะอ่อนเพลีย ไม่หายสักที ลูกชายคนเล็กของเธอก็บอกว่าคุณตาไปหาหมอเถอะครับ เดี๋ยวจะไปนอนเฝ้าคุณตาเอง คุณพ่อก็ไม่ยอมไป จนเข้าวันที่ 7 คุณพ่อทำกับข้าวให้หลานๆ กินกันเสร็จตอนเย็น ก็ขอขึ้นไปงีบสักแป๊บ พอค่ำก็ลงมากินข้าวกัน คุณพ่อกินเสร็จก็ขึ้นไปนอนทันที คุณแม่ก็ยังไม่ได้เข้านอนตามไปส่งหลานๆ ที่ห้อง ดูแลหลานๆ อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย จน 3 ทุ่มกว่าส้มก็จะขึ้นไปอาบน้ำ แล้วก็นั่งคุยกับแม่ที่ห้องลูกชาย คุยกันเพลินๆ คุณแม่ก็ยังไม่กลับไปห้อง จนน้องสาวเขาจะเข้านอนเลยแวะไปดูห้องคุณพ่อ เรียกพ่อ ท่านก็เงียบไม่ตอบรับ เลยเปิดไฟก็เห็นคุณพ่อนอนหงายมือตก หน้าเขียว มือเขียวไปแล้ว เราก็รีบโทรหาหมอ เขาก็สอนให้พยายามปั๊มหัวใจ น้องสาวก็บอกฉันทำไม่ได้ร้องไห้ ส้มไปจับชีพจรพ่อก็ไม่เต้นแล้ว ซึ่งคิดว่าพ่อน่าจะสิ้นใจมา 2 ชม.กว่าแล้ว เพราะตัวเย็นแล้ว เรียกรถพยาบาลมาก็ปั๊มหัวใจไม่ขึ้น พ่อหลับไปเลย หมอบอกว่าหัวใจล้มเหลว แต่สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากการตรอมใจจากการเสียชีวิตของน้องชายด้วย

 

เธอเล่าว่า การจากไปของผู้ชายที่รักทั้งสามคนภายในเวลาไม่ถึง 2 ปีนั้น สร้างความเสียใจปวดร้าวให้กับเธอเป็นอย่างมาก แล้วทุกคนจากไปแบบฉับพลันไม่มีลางบอกเหตุให้ได้เตรียมตัวเตรียมใจใดๆ ไม่ได้สั่งเสีย ไม่ได้ร่ำลา เป็นบทเรียนสอนให้เราไม่ประมาทว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ชีวิตไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด ความตาย ความพลัดพราก ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ชีวิตนี้สั้นนัก

ถ้าจะมองโลกในแง่ดีก็คือทั้งสามี น้องชาย คุณพ่อ จากไปแบบไม่ทรมาน ไม่ต้องเจาะคอ เจาะท้อง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ให้คนข้างหลังต้องเสียเงินเสียทองมากมาย แต่จะมองแง่ดีอย่างไรก็ยังยากที่จะทำใจ ตอนนี้เธอจึงพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายมากขึ้น เลือกกินอาหารที่ดีกับสุขภาพมากขึ้น “ตอนนี้ส้มเหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว จะล้มไม่ได้ต้องเป็นหลักให้แม่ให้น้อง ไหนจะลูกๆ อีก 3 คน ต้องเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท รักใครก็ดูแลกันให้ดีๆ ชีวิตนี้ไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด” เธอฝากข้อคิดเตือนใจทิ้งท้าย

 

 

 

‘สุภัค ศิวะรักษ์’ รักท่องเที่ยว…แบบลุยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425878

‘สุภัค ศิวะรักษ์’ รักท่องเที่ยว...แบบลุยๆ

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

การบริหารธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องประชุม สั่งการ และตัดสินใจเรื่องราวมากมาย ทำให้คนที่ทำงานด้านนี้ต้องหาวิธีพักผ่อนหย่อนใจหลากหลายวิธีเพื่อคลายความเครียด

สำหรับ สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยเลือกการพักผ่อนยามว่างด้วยการท่องเที่ยว ทั้งเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบลุยๆ ขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ ในดินแดนที่เราไม่รู้จักและไม่คุ้นเคยในต่างประเทศ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ดีมากเลยทีเดียว

สุภัค เล่าว่า ถ้าว่างมักเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับภรรยา “ปาริชาต ศิวะรักษ์” และการไปเที่ยวจะเลือกเที่ยวแบบลุยๆ หน่อย อย่างการขับรถเที่ยวในต่างประเทศ หรือปั่นจักรยาน แต่ไม่ชอบเที่ยวที่ต้องซื้อทัวร์ไปแล้วจำกัดเวลาเที่ยว มีคนมาคอยดูแลเทกแคร์แบบนั้นไม่ชอบ เพราะถ้าจะเที่ยวจะชอบดูแลตัวเอง ดูแลกันเองมากกว่า

“ส่วนสถานที่เที่ยวที่ประทับใจมากตั้งแต่ไปเที่ยวกันมาหลายๆ ที่ น่าจะเป็นการไปเที่ยวตุรกี ผมมีโอกาสได้ไปมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ประทับใจที่นี่ เพราะผมว่าภูมิประเทศเขาสวยงาม อาหารก็อร่อย ผู้คนก็น่ารักดี นอกจากนี้สถาปัตยกรรมตามสถานที่ต่างๆ ก็สวยงามน่าทึ่งดี

“แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เมืองไทยไม่น่าเที่ยวนะ เมืองไทยผมก็ไปแทบทุกที่ แต่ไปแบบเลือกลุยเอง ไปเที่ยวป่า หาที่พักคล้ายๆ โฮมสเตย์ที่มีบ้านพักแยกให้พักก็สนุกดี คือการเที่ยวดีๆ ไม่จำเป็นต้องพักโรงแรมหรูๆ อย่างเดียว ไปที่สบายๆ สงบๆ ได้พักจริงๆ ก็ดีเหมือนกัน”

เคล็ดไม่ลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ใครจะเลียนแบบก็คงไม่ว่ากัน

 

ศิริรัตน์ ศิริวรรณ กับวิถีแห่ง ‘โค้ชชิ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425876

ศิริรัตน์ ศิริวรรณ กับวิถีแห่ง ‘โค้ชชิ่ง’

โดย…พีรดา ปราศรีวงค์ ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

โค้ชชิ่งเปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนภาพความรู้สึก นึกคิด ความคิดเห็นของผู้ที่เปิดรับการเข้าโปรแกรมในแต่ละหลักสูตร ผ่านการกระตุ้น การตั้งคำถามให้คิดโดยตัวโค้ชชี่ต้องเป็นผู้ดึงความคิดของตัวเองการวางกลยุทธ์และแนวทางการปฏิบัติตัวด้วยตัวเอง เพื่อปลุกศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างมีระบบ” ศิริรัตน์ ศิริวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี วินนิ่ง เทรน แอนด์ โค้ช หรือโค้ชบี สะท้อนภาพอาชีพโค้ชชิ่ง

โค้ชชิ่ง คือ ผู้ทำหน้าที่วิทยากรด้านการพัฒนาความเป็นผู้นำองค์กร ถ่ายทอดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบให้กับผู้ที่สนใจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองในทิศทางที่ดีขึ้น

ศิริรัตน์ เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา นวัตกรรมการโค้ช สร้างกระแสให้กับผู้บริหารคนไทยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สนใจส่งผู้บริหารเข้าสู่กระบวนการเพิ่มทักษะในหลักสูตรต่างๆ เช่น ความเป็นผู้นำ การสื่อสาร ฯลฯ โดยการกระตุ้นทางความคิด อารมณ์ ทักษะการเรียนรู้ พร้อมปลดปล่อยพลังความคิดและดึงศักยภาพของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาถึงพนักงานทุกระดับขององค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทั้งองค์กรภาครัฐและหน่วยงานเอกชนในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

ทั้งนี้ บุคลากรที่มีความพร้อมด้านความคิด สติปัญญา จะช่วยเสริมจุดแข็งและสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทำให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจการโค้ชเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งความต้องการ (ดีมานด์) ใช้บริการของผู้เข้ารับการอบรม (โค้ชชี่) และผู้ที่ต้องการ (ซัพพลาย) ประกอบอาชีพโค้ชชิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะที่แนวทางการประกอบอาชีพโค้ชชิ่ง ปัจจุบันคนไทยได้รวมตัวกันจัดตั้งหลักสูตรขึ้นมาเอง โดยไม่อิงกับใบรับรองของสหพันธ์ โค้ชนานาชาติ ทำให้การเรียนเข้าสู่อาชีพโค้ชง่ายต่อการเข้าถึง และมีราคาถูกกว่าการเรียนจากสหพันธ์ฯ ราคาการเข้าฝึกหลักสูตรถูกกว่า 50% จึงเป็นช่องทางให้ธุรกิจการโค้ชเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนจะได้คุณภาพตามหลักมาตรฐานสากลหรือไม่นั้น คุณภาพและประสิทธิภาพของโค้ชชี่จะเป็นตัวตัดสิน

นอกจากนี้ การเป็นโค้ชต้องป้อนคำถามที่อยากรู้อยากเห็นมากกว่า ตัดสินหรือตั้งธงให้กับโค้ชชี่ปฏิบัติตาม โดยไม่มีอคติ มีจิตใจที่บริสุทธิ์ หวังดี และเก็บข้อมูลความลับให้กับโค้ชชี่ ส่วนแนวทางการระบายความเครียดของผู้ที่เป็นโค้ชนั้น ส่วนตัวจะไม่นำความทุกข์มาแบกไว้ แต่มุ่งการเจริญสติเดินจงกรม เพื่อผ่อนคลาย

 

“การเป็นโค้ชที่ดีนั้นต้องเป็นพี่เลี้ยงเป็นแม่แบบให้กับตัวโค้ชชี่ แต่ต้องไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางว่าผู้ที่เข้าหลักสูตรต้องทำตามคำแนะนำ แต่จะรับฟังอย่างไม่มีอคติ โดยตัวโค้ชชิ่งจะแตกต่างจากจิตแพทย์ที่ทำหน้าที่เจาะลึกถึงปมอดีต วินิจฉัยปมที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่การโค้ชคือการกระตุ้นสมอง ความคิด การค้นหาตัวตนที่ซ่อนอยู่ เพื่อดึงออกมาใช้พัฒนาตัวเอง” ศิริรัตน์ กล่าว

สำหรับผู้ที่เข้าสู่กระบวนการโค้ชต้องเปิดใจ กระหายที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ ความคิด อารมณ์ การสื่อสาร เพราะกระบวนการโค้ชจะแตกต่างจากการเข้าสู่หลักสูตรการอบรมทั่วไปที่มีระยะเวลาการรับฟังสั้น ขณะที่การโค้ชมีระยะเวลาอย่างน้อย 5-6 เดือน มีระยะเวลาการวางแผนให้กับตัวเองพร้อมให้เวลาการปฏิบัติที่สามารถดำเนินการได้จริง

โค้ชบี บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่กลัวที่จะเกิดการแข่งขันในธุรกิจนี้ เพราะตัวโค้ชชี่เป็นคำตอบที่ดีให้กับผลงานของโค้ชชิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตขึ้นทุกปีเพราะมีการบอกต่อแบบปากต่อปาก เช่นลูกค้ารายหนึ่งได้โปรโมทให้เป็นผู้บริหาร แต่พื้นฐานเป็นผู้ที่โกรธง่ายไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความโกรธได้ เมื่อเข้าสู่หลักสูตรการโค้ช สติและวิธีการควบคุมความโกรธได้เป็นอย่างดี รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดี ส่งผลให้การพัฒนาบุคลิกภาพ สมอง ความคิด อารมณ์ถูกพัฒนาอย่างมีขั้นตอน

ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มองค์กรกว่า 95% อีก 5% เป็นลูกค้าที่ต้องการพัฒนาตัวเอง รวมถึงการเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราววิธีการโค้ชที่ถูกต้อง ถือเป็นช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับบริษัทเป็นอย่างดีการสร้างหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า

“การเปิดเออีซีปลายปีนี้จะเป็นโอกาสให้ตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น ในส่วนของลูกค้าและการแลกเปลี่ยนโค้ชชี่ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพร้อมประสานความร่วมมือกับโค้ชชาติอื่น ซึ่งมองว่าไทยสามารถเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในอาเซียนได้” โค้ชบี กล่าวทิ้งท้าย