มารยาทไทย ความงามที่หายไป เป็นเพราะคนหรือยุคสมัย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425506

มารยาทไทย ความงามที่หายไป เป็นเพราะคนหรือยุคสมัย?

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เปิดโซเชียลมีเดียทุกครั้ง เรามักจะพบว่าเพจเฟซบุ๊กที่มียอดคนติดตามเป็นล้านคนขึ้นไปมักจะเป็นเพจที่แอดมินพูดจาหยาบคายติดตลก และเต็มไปด้วยคำด่าทอ คล้ายจะเป็นการระบายความเครียดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ที่ป้ายรถเมล์ไม่เคยเห็นการต่อแถวขึ้นรถเมล์ เด็กรุ่นใหม่ชอบพูดจาหยาบโลนทะลึ่งใต้สะดือในลิฟต์ และที่สาธารณะกันอย่างเป็นเรื่องปกติ ที่จอดรถในศูนย์การค้าก็มักจะเห็นคนที่มีอวัยวะครบ 32 เข้าจอดในที่จอดคนพิการอยู่เสมอ

มารยาทอันดีงามของคนไทยนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีมารยาทอะไรบ้างที่กำลังถูกกลืนหายไป

วรเชษฐ์  สิงห์ลอ ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม แสดงทัศนะในเรื่องมารยาทไทยที่หายไปว่า เป็นเรื่องจริงที่คนรุ่นใหม่ขาดมารยาทที่ดีในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องง่ายๆ อย่างการไหว้ทักทาย “แต่ก่อนคนไทยเราเจอกันก็จะทักทายกัน ว่าไปไหนมา สบายดีไหม กินข้าวหรือยัง เป็นคำทักทายตามปกติ ถ้าเจอผู้ใหญ่ก็จะไหว้สวัสดี แต่จากประสบการณ์ของผมในการสอนเด็กมหาวิทยาลัย ผมสอนพวกเขาเทอมก่อน พอมาเจออีกเทอมที่ไม่ได้สอนพบว่าพวกเขาไม่ยกมือไหว้ไม่ทักทายสวัสดีทำเหมือนไม่เคยรู้จัก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย ที่คนรุ่นใหม่รับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาเพราะเห็นว่า ดูเท่ดูดี แต่กับวัฒนธรรมของเราเองกลับดูเชยไม่ทันสมัย ทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมที่ดีงามของชนชาติตัวเอง แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ไม่มีหลักสูตรวิชาเรื่องวัฒนธรรมไทยเข้าไปอยู่ในวิชาการเรียนการสอน ก็ยิ่งทำให้มารยาทและวัฒนธรรมของไทยถูกกลืนหายไปตามกระแสวัฒนธรรมต่างชาติที่ถาโถมเข้ามา”

รอยยิ้มคนไทยหายไปไหน

ปลายปีที่แล้วผมเดินทางไปเที่ยว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ระหว่างเดินเลือกสินค้าในร้าน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แม่ค้าเดินออกมาดูพอดี ผมส่งยิ้มทักทาย แต่ไม่มีรอยยิ้มตอบกลับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจออากัปกิริยาแบบนี้ แม้กระทั่งเพื่อนบ้านใหม่ของผมที่เจอกันครั้งแรก ก็ส่งยิ้มทักทายพร้อมคำสวัสดี แต่สิ่งที่ได้คือสายตาแห่งความสงสัยว่า ผมจะยิ้มให้เขาไปทำไม

จำได้ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อนผมเดินไปไหนมาไหน ก็มักจะเห็นแต่รอยยิ้ม เจอหน้ากันครั้งแรกไม่รู้จักกันไม่ต้องถึงกับยกมือไหว้ แค่ยิ้มทักทายแล้วเดินผ่านไปก็สุขใจพอแล้ว สมกับที่เราเคยภูมิใจในความเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่เดี๋ยวนี้การยิ้มให้กันกลายเป็นเรื่องชวนสงสัย ตีความคำว่ามิตรให้กลายเป็นอื่น ยิ้มให้เราทำไม, มีอะไรหรือเปล่า, คนนี้น่าสงสัย, เกย์หรือเปล่า, จะเข้ามาขอเงินหรือเปล่า… ยิ่งถ้าเจอข้อสุดท้ายนี่เครียดหนัก

นั่นอาจจะเป็นเพราะคนไทยเราระมัดระวังตัวกับภัยทางสังคมมากขึ้น ไม่รู้ว่าใครจะมาดีมาร้าย ข่าวสารสังคมในทางลบมีมากกว่าข่าวดีๆ หลายเท่า อย่าลืมว่าความเป็นมิตรและการระมัดระวังตัวนั้นเป็นคนละเรื่องกัน คนไม่ดีในสังคมมีมากมายก็จริงแต่อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาทำลายตัวตนความเป็นคนไทยของเราให้หมดไป

ลืมสิ้นวัฒนธรรมการไหว้

การไหว้เป็นมารยาทพื้นฐานที่สุดของคนไทย แต่สังเกตไหมว่าเด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่นิยมการไหว้ รวมถึงเลือกที่จะเรียกผู้อาวุโสกว่าว่า พี่ หรือ คุณ ไม่ว่าเขาจะมีอายุรุ่นราวคราวพ่อก็ตาม คล้ายกับว่าธรรมเนียมการยกมือไหว้นั้นไม่ทันสมัยเท่ากับการทักทายแบบชาวตะวันตก แต่ที่จริงแล้วการยกมือไหว้นั้นเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามอย่างมากในสายตาชาวต่างชาติ

เด็กเรียนจบใหม่เพิ่งเข้าทำงานหลายคน มักจะพยักหน้าทักทายแทนการไหว้ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าเขาจะแก่ว่ามากน้อยแค่ไหน เหมือนกับว่าพอได้เข้ามาทำงานแล้วทุกคนคือเพื่อนร่วมงาน แม้กระทั่งการเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จัก ก็จะทักเพียงแค่คุณลุงหรือคุณป้า โดยไม่ยกมือไหว้ทักทายกันก่อน ทั้งที่ในสายตาผู้ใหญ่ถ้าเห็นเด็กเข้ามาขอความช่วยเหลือด้วยการยกมือไหว้สวัสดี และพูดถึงสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือนั้น ดูดีและน่าให้ความช่วยเหลือที่สุด

 

ไม่ต่อแถวเข้าคิว

การเข้าแถวต่อคิวเป็นมารยาทพื้นฐานทางสังคมของคนทั้งโลก ที่ยอมรับถึงความเป็นอารยชนผู้เจริญแล้ว แต่ทุกวันนี้เรายังเห็นการแซงคิวเกิดขึ้นมากมายในทุกที่ คิวซื้ออาหาร แซงคิวเข้าสถานีรถไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ หรือแม้กระทั่งการขับรถเบียดคอสะพานก็ถือว่าเป็นการแซงคิวอย่างหนึ่งเช่นกัน

คนไทยกลุ่มหนึ่งชอบแซงคิวกันเพราะเหตุอะไร ทั้งที่ชีวิตในวัยเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย พวกเราต้องเรียนรู้เรื่องการเข้าแถว ต่อคิวในทุกวัน และคงไม่พอใจถ้ามีคนซึ่งมาทีหลังได้ก่อนด้วยเหตุไม่สมควร แต่ที่แย่กว่านั้นคือคนที่ควรมีหน้าที่ตักเตือนเรื่องการเข้าคิวเช่นเจ้าหน้าที่ เจ้าของร้านค้าร้านอาหาร และคนที่ถูกแซงคิวไม่ทำหน้าที่และรักษาสิทธิของตัวเอง ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้คิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้และไม่มีใครว่าอะไร กลายเป็นเรื่องธรรมดา

พูดถึงเรื่องการเข้าคิวแล้วคงไม่มีชาติไหนจะเคร่งครัดเท่าประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ต่างต้องเข้าคิวด้วยกันทั้งสิ้น และเมื่อเห็นชาวต่างชาติแซงคิว พวกเขาจะตักเตือนให้รู้ถึงมารยาทสากลอันสำคัญข้อนี้ในทันที

กาลเทศะหามีไม่

ระหว่างการถ่ายทอดสดแถลงการค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วงในโซเชียลมีเดีย เด็กไทยกลุ่มหนึ่งตัดสินใจทำในสิ่งที่คนทั่วโลกไม่คาดคิด คือเข้าไปโพสต์ข้อความแบบที่คนไทยสมัยนี้เรียกว่า “เกรียน” ในการแถลงข่าวที่คนทั้งโลกให้ความสนใจ หรือแม้กระทั่งในอินสตาแกรมของเจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งราชวงศ์บรูไน ก็มีผู้หญิงไทยเข้าไปโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะ หรือจะเรียกว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็คงไม่ผิดนัก

แม้กระทั่งการแต่งกายสุภาพเข้าวัดและสถานที่ราชการ หรือเรื่องง่ายๆ แค่การรู้ว่ากับใครควรจะพูดจาแบบไหนก็เห็นได้ยากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นคำหยาบคาย เอาสบายส่วนตัวเป็นที่นิยม การรู้จักกาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรตระหนัก แม้ว่าความคิดสร้างสรรค์ เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ แต่การเคารพกฎกติกาทางสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขนั้นเป็นเรื่องสำคัญกว่า

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

โปรดเอื้อเฟื้อที่นั่งแก่เด็กสตรีมีครรภ์และคนชรา แต่ดูเหมือนว่าป้ายเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยอะไรเลยสภาพสังคมปัจจุบัน เพราะหลายคนเลือกความสะดวกสบายส่วนตัว มากกว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนที่ลำบากกว่า ทั้งที่จริงแล้วสมัยก่อนคนไทยเราจะเอื้อเฟื้อที่นั่งให้โดยไม่ลังเลเลยที่จะทำ ในส่วนของผู้ที่ได้นั่งเองก็จะมีน้ำใจช่วยถือของให้กับคนที่เสียสละ
ที่นั่งให้เป็นเรื่องปกติ

แต่ในสภาพสังคมเมือง การจราจรที่ติดขัด การแก่งแย่งทรัพยากรของผู้คน ความเครียดสะสมของคนเมือง ทำให้คนไทยเหล่านี้ไม่เหลือความมีน้ำใจต่อกัน อย่างที่ควรจะเป็น ถือคติ “เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด” ซึ่งเป็นคติที่ไม่ควรมีแม้จะเกิดในเศษเสี้ยวความคิด เพราะแนวคิดแบบนี้จึงทำให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ขาดหายไปแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ ที่มีกฎเกณฑ์บังคับ เช่นที่จอดรถคนพิการ ก็ยังมีคนที่อวัยวะครบ 32 เข้าไปจอดกันเป็นประจำ เช่นเดียวกับการเห็นคนกำลังรอข้ามทางม้าลายท่ามกลางแดดเปรี้ยง แม้จะพยายามตั้งท่าข้าม เท้าเหยียบลงมาบนถนนทั้งสองข้างแล้ว ก็ยังไม่วายมีใครที่จะมีน้ำใจจอดให้ทางพวกเขาข้ามไปได้ง่ายๆ ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายวัดใจวัดดวงกันเป็นประจำ

ปล่อยผีวันสงกรานต์

ทุกครั้งที่พูดถึงวันสงกรานต์ หลายคนจะคิดถึงการปิดถนนสาดน้ำในทุกที่ เปิดเพลงเสียงดังๆ ตั้งกลุ่มดื่มเหล้าและผู้หญิงผู้ชายออกมาเต้นยั่วยวน หนักหน่อยก็ถึงกับถอดเสื้อผ้าจนเหลือแค่กางเกงในตัวเดียว ไม่เหลือภาพการรดน้ำดำหัว อวยพรแต่สิ่งดีๆ ให้กันแบบไทยเดิมที่เราเคยรู้จัก และเป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนานจนถ้าจะบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมาไม่เคยเห็นสงกรานต์แบบไทยเดิมเลยตั้งแต่เกิดก็คงจะไม่ผิดนัก

จุดเริ่มต้นของสงครามสาดน้ำมาจากไหนไม่มีใครบันทึก รู้เพียงว่าเมื่อมีคนเริ่มแต่ไม่มีคนปรามก็ต้องมีคนตาม และเมื่อมีคนตามก็เกิดการลุกลามไปสู่การเล่นน้ำในรูปแบบอื่นๆ จนถึงจุดที่เรียกว่าเข้าขั้นอนาจารในที่สุด ถึงวันนี้เราไม่ได้หวังว่าจะได้เห็นภาพการเล่นน้ำสงกรานต์แบบไทยเดิม แต่อย่างน้อยการเล่นน้ำอย่างมีขอบเขตไม่ก้าวล่วงสิทธิของผู้อื่น และไม่กระทบภาพลักษณ์อันดีงามของชาวไทยนั่นคือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังมากที่สุด

รักนวลสงวนตัว

นิติพงษ์ ห่อนาค เคยโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาโดยมีใจความสำคัญว่า “เคยคิดเล่นว่าวันหนึ่งอยากจะมีพลังหรือความสามารถในการได้ยินความคิดของคนอื่น แต่วันนี้ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นส่วนตัวลงในเว็บบอร์ดและโซเชียลมีเดีย ให้เราได้อ่านกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษเลย” แต่พอเห็นข้อความของสาวๆ ในโซเชียลมีเดียแล้วทำให้เรารับรู้ถึงแนวความคิดและมุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้หญิงไทย ที่แสดงออกในเปิดเผยถึงความต้องการส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้งมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะข้อความเท่านั้น การโพสต์รูปส่วนตัวแบบเปิดอกโชว์ความเซ็กซี่เพื่อเรียกยอดไลค์ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วผู้ชายส่วนมากมักจะเลือกผู้หญิงที่แต่งกายเรียบร้อยหรือโชว์ความเซ็กซี่นิดๆ ชวนค้นหามากกว่าเปิดเผยเตะตาแต่ไม่โดนใจในระยะยาวมากกว่า คนรุ่นใหม่ตีความคำว่ารักนวลสงวนตัวเป็นการเสียโอกาส แต่ทั้งที่จริงแล้วเป็นการสร้างคุณค่าในตัวเองได้มากกว่ามารยาทใดมารวมกันเสียอีก ส่วนโอกาสนั้นสร้างด้วยการเปิดใจหาใช่เปิดกาย

วรเชษฐ์  แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การแสดงออกทางกาลเทศะที่ถูกต้อง เช่น การแต่งกายให้ถูกระเบียบ ความสุภาพเรียบร้อย การรู้จักกาลเทศะและการแสดงออกที่ถูกที่ควรก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล ในสายตาคนรุ่นใหม่ “โดยเฉพาะกลุ่มโซเชียลมีเดีย การพูดจาไม่สุภาพการแสดงความเห็นอย่างหยาบคาย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ไปแล้ว แต่ในสายตาของคนในสายศิลปวัฒนธรรมนั้น สิ่งเหล่านี้คือปัญหาทางด้านวัฒนธรรมอันดีงาม

ในมหาวิทยาลัยที่ผมสอน ก็ไม่น้อยที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่มาจากโรงเรียนที่เคร่งครัดเรื่องการอบรมมารยาท ก็จะพบว่าเป็นเด็กที่มีมารยาทรู้จักกาลเทศะ เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของครูอาจารย์ทุกท่าน ทางมหาวิทยาลัยถึงมีโครงการรณรงค์มารยาทไทยเพื่อที่จะขยายแนวคิดการแต่งกายสุภาพเรียบร้อย การมีมารยาทรู้จักเคารพผู้ใหญ่ รู้จักกาลเทศะให้เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งของนักศึกษา และนักศึกษากลุ่มนี้ก็จะได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่ต้อนรับแขก เป็นพิธีกรในงานต่างๆ ของทางมหาวิทยาลัย เป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัย

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากก็คือเรื่องมารยาทนั้นควรได้รับการอบรมปลูกฝังตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ควรจะแบ่งเวลาดูแลลูก พูดคุยและทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก เพราะมารยาทที่ดีงามไปจนถึงจริยธรรมและจิตสำนึกที่ดีต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจะได้ผลดีที่สุด มาฝึกตอนโตนั้นเป็นเรื่องที่สายเกินแก้ไปแล้ว”

 

เปลี่ยนโฉมให้ไฉไล รถขายอาหารริมทางข้างถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425166

เปลี่ยนโฉมให้ไฉไล รถขายอาหารริมทางข้างถนน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตและได้รับการยอมรับของอาหารริมทางหรือข้างถนนจากทั่วโลก ได้ถูกกล่าวถึงในเรื่องความอร่อยจากสื่อระดับนานาชาติ โดยเฉพาะซีเอ็นเอ็นที่เจาะเรื่องอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดจากทุกมุมโลก พร้อมกับจัดอันดับความน่ากินและอร่อยไว้เป็นคู่มือของนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยวไว้อย่างครบครัน เช่นเดียวกันมูลค่าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในแบบลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียว หรือกลุ่มเล็กๆ ที่ออกนอกแผนที่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ทำให้อาหารสตรีทฟู้ดเป็นที่พึ่งของนักเดินทางเหล่านี้เพราะอร่อยและถูก

เมืองไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่หันมาใช้บริการฝากท้องไว้กับอาหารริมทางข้างถนนมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเติบโตของตลาดนัดทั้งกลางวันและกลางคืนที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นในเกือบทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้การเติบโตของอาหารริมทางข้างถนนแบบง่ายๆ พุ่งสูงอย่างมาก รวมถึงด้านผู้ประกอบการที่เป็นคนหนุ่มสาวที่หันมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้านอาหารเพื่อรองรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

เพราะฉะนั้นพาหนะหรือรถที่ขายอาหารริมทางข้างถนนแบบเดิม ก็พัฒนาจากพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดตลาดสดอย่างที่เป็นมาแต่อดีต ผันมาสู่ความเป็นรถเข็นสตรีทฟู้ดและฟู้ดทรักรุ่นใหม่

 

รถเข็นสตรีทฟู้ดแนวใหม่

ภาพล่าสุดที่น่าตื่นตาตื่นใจถึงพัฒนาการของรถเข็นสตรีทฟู้ด ในงานเทศกาลอาหารริมทางสร้างสรรค์ “THAILAND STYLISH STREET FOOD MAKEOVER & FESTIVAL 2016”  ณ ลานหน้าด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีการแปลงโฉมอาหารริมทางสู่สตรีทฟู้ดสุดสร้างสรรค์ ผลักดันไทยให้เป็น Street Food Destination พร้อมประกาศผลการประกวดออกแบบ “รถเข็นสตรีทฟู้ดสร้างสรรค์” และ “การประกวดแปลงโฉมอาหารริมทางสร้างสรรค์ โดยการจัดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แบรนด์ “เฟสท์” (Fest) ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Street Food Destination ที่โดดเด่น

สำหรับการประกวดรถเข็นสตรีทฟู้ดสร้างสรรค์ของนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 5 แสนบาท มี 7 ทีมสุดท้ายที่เข้าลุ้นรางวัล จาก 168 ชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวด รางวัลชนะเลิศได้แก่ ทีมอรุณสวัสดิ์ รับเงินสด 1 แสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศและประกาศนียบัตร

สำหรับทีมอรุณสวัสดิ์ ผลงานรถเข็นขายข้าวจี่ เป็นผลงานของกลุ่มนักศึกษาสาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตน
โกสินทร์ วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม ทัศนีวรรณ แก้วกำเนิด กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบว่า

 

“ได้ไอเดียมาจากการกระติบข้าวเหนียว ใช้หวายสานตกแต่งเป็นลวดลาย รถเข็นนี้สะดวกเหมาะกับการใช้งานสตรีทฟู้ด มีถังไว้ชะล้างทำความสะอาด มีที่เก็บภาชนะ และที่ครอบอาหารป้องกันฝุ่นละออง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องสุขอนามัย สำหรับราคาในการผลิตรถต้นแบบใช้งบประมาณ 3 หมื่นบาท”

จากแรงบันดาลใจและแนวคิดของชิ้นงานที่สร้างสรรค์มีความแปลกใหม่และสวยงาม โดดเด่นในเรื่องการใช้งานของร้านค้าเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถนํามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้ค้าได้ดีเยี่ยม รวมถึงมีการเลือกวัสดุที่มีความแข็งแรง มีสภาพคงทนต่อสภาวะแวดล้อมและใช้งานได้จริง และสุดท้ายมีนวัตกรรมการบริหารจัดการความสะอาดและที่ล้างมือ ตอบโจทย์เรื่องสุขลักษณะอนามัย

ณัฐพล ซึ้งหฤทัย สมาชิกอีกคนในทีมอรุณสวัสดิ์ ที่ร่วมประดิษฐ์รถเข็นสตรีทฟู้ดในแนวความคิดข้าวจี่ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ ชี้ว่าโจทย์ก็คือทำออกมาให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

“รถเข็นแบบเก่าที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้วหน้าตาเหมือนกันเกินไป ออกแบบมาเพื่อให้มีราคาถูกที่สุด ไม่มีจุดเด่น การออกแบบเริ่มจากที่ไปฝึกงานในนิคมอุตสาหกรรม แล้วคลุกคลีอยู่กับพวกช่าง ก็เข้าใจรูปแบบของการซื้ออาหารของคนเหล่านี้ ที่เลือกข้าวจี่เพราะเป็นอาหารตัวแทนของคนอีสาน นำความเป็นพื้นบ้านพื้นถิ่นมาใส่ในรถเข็น เรื่องการดีไซน์รูปทรงให้ออกมาเป็นกระติ๊บข้าวเหนียว”

 

ณัฐพล ยังบอกว่า รถเข็นสตรีทฟู้ดรุ่นใหม่เท่าที่เห็นในการประกวด ก็มีแนวความคิดและการออกแบบที่สวยงามและดีๆ ทั้งนั้น สำหรับรถต้นแบบที่ได้รางวัลชนะเลิศจะมีการนำไปใช้ประโยชน์และออกแบบให้กับรถเข็นรุ่นใหม่

“ตอนนี้มีสั่งทำมาจากเชียงใหม่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีเวลาทำเพราะยังเรียนกันอยู่ ก็มีหลายเจ้าติดต่อเข้ามา ราคาตั้งต้น 3 หมื่นบาท สำหรับต้นแบบก็แพงไปคิดว่าสัก 1.5 หมื่นบาทก็น่าจะไม่แพงมากนัก ก็คิดถึงธุรกิจรถเข็นรุ่นใหม่ที่จะมาให้ผลิต เพราะคิดว่าคนรุ่นใหม่เข้าสู่ธุรกิจตรงนี้มากขึ้น ขายอาหารตามคอมมูนิตี้มอลล์และตลาดนัดรุ่นใหม่ที่มีเพิ่มมากขึ้น”

ฟู้ดทรักเติบโตไว อนาคตใหม่อาหารริมทาง

อีกด้านของอาหารสตรีทฟู้ด รถบรรทุกที่ดัดแปลงขายอาหารเคลื่อนที่ หรือฟู้ดทรัก กำลังนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะไปงานเทศกาลไหน ตลาดนัด หรือคอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิตที่ใด รับรองว่าต้องเจอกับร้านฟู้ดทรักอย่างแน่นอน

ฟู้ดทรักมีข้อได้เปรียบคือสามารถย้ายสถานที่จำหน่ายได้ตามต้องการ ธุรกิจฟู้ดทรักของไทยเริ่มเป็นที่นิยมจากย่านธุรกิจและออฟฟิศใจกลางเมือง อย่างอารีย์ สุขุวิท สีลม ทองหล่อ แล้วค่อยๆ ขยับขยายออกไปสู่หลายพื้นที่ จนกล่าวได้ว่าตอนนี้มีทุกมุมเมือง รวมทั้งการออกร้านตามงานเทศกาลต่างๆ ที่จัดขึ้น เช่น งาน Art Box งาน Food truck festivals หรืองานต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ฟู้ดทรักเข้าร่วมออกร้านด้วย ซึ่งงานเทศกาลต่างๆ นั้นมีมากมายตลอดทั้งปี

 

ญาณเดช ศิรินุกูลชร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งฟู้ด ทรัค คลับ (ประเทศไทย) ซึ่งคลุกคลีในการปลุกปั้นธุรกิจของรถขายอาหารแบบใหม่ของเมืองไทย ในช่วง 2-3 ปีหลังอย่างต่อเนื่อง ขยายภาพของฟู้ดทรักให้ฟังว่า เดิมทีฟู้ดทรักก็เป็นแฟชั่นมาก่อน

“เด็กรุ่นใหม่หรือนักธุรกิจใหม่ๆ ในแนวสตาร์ทอัพก็นำฟู้ดทรักมาแต่งหรูๆ ในช่วงเวลา 2-3 ปีที่แล้วก็ถือว่ายังน้อยมาก คนที่ทำแรกๆ ก็จะโดดเด่นในตลาดมากเลย เพราะยังไม่มีใครทำมากนัก พอ
กลุ่มที่บุกเบิกได้จุดกระแส ก็มีการมองเห็นแล้วว่าฟู้ดทรักนั้นมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนที่หรือพื้นที่ขายไปไหนก็ได้ในวันเดียวกัน เช้าขายที่หนึ่ง เที่ยงหรือเย็นก็ไปอีกที่หนึ่ง กลางคืนก็ไปอีกที่ เพราะฉะนั้นเขาจะไปเพิ่มยอดขายได้โดยอิสระ”

ความนิยมของฟู้ดทรักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ญาณเดชมองว่าเป็นเพราะช่วยลดต้นทุน โดยสามารถประกอบร้านๆ หนึ่งให้เกิดขึ้นได้บนรถหนึ่งคัน ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถบรรทุก รถตู้ ก็สามารถที่จะดัดแปลงทำร้านหนึ่งร้านได้

“โดยที่คนลงทุนไม่ต้องไปสิ้นเปลือง ไม่ต้องกังวลกับเงินงอกและการเสียค่าเช่าที่มากเกินไป ก็เลยทำให้คนหันมาเริ่มตามกระแส พอกระแสติดปั๊บก็ได้รับการตอบรับจากคนในหลายๆ พื้นที่ ก็ทำให้ธุรกิจฟู้ดทรักที่เป็นเทรนด์ได้กลายมาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองทันที ตอนนี้หลายคนเชื่อว่าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนกรุงแล้ว

 

คอมมูนิตี้หรือตลาดนัดใหม่ๆ การที่เขาเอาฟู้ดทรักไปตั้งรวมกันในพื้นที่หลายๆ คัน ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณได้มากเลย ญาณเดช บอกว่า เพียงแต่ปรับพื้นที่ว่างให้มีความเรียบเหมาะกับการจอดรถ สามารถทำให้พื้นที่มีสีสันขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรมาก เลยทำให้เจ้าของพื้นที่เริ่มมองเห็นแล้วว่าฟู้ดทรักเป็นอะไรที่มีความรวดเร็วและสลายตัวเร็ว เรียกมาก็ได้ทันที

“พอมีพื้นที่รองรับคือมีสินค้าและมีตลาด ก็จะเริ่มเติมเต็มวงจรของธุรกิจ มีผู้ขาย มีสถานที่ขาย มีผู้ซื้อ เหลือแต่ว่าจะเรียกผู้ซื้อมาอย่างไร? มันก็เลยทำให้ตลาดของฟู้ดทรักโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอบโจทย์อะไรหลายๆ อย่างของคอมมูนิตี้มอลล์หรือตลาดนัดก็โตขึ้นตามไป เขาก็มองหาสิ่งที่มาเติมเต็มในพื้นที่การขาย ก็เลยทำให้กระแสนี้เป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย”

สำหรับไอเดียการออกแบบตกแต่งและทำครัวเคลื่อนที่ ซึ่งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นแรงดึงดูดให้ลูกค้าสนใจ ญาณเดชชี้ว่าการคิดคอนเซ็ปต์ของร้านเป็นหัวใจสำคัญ

“การพัฒนาฟู้ดทรักในเรื่องรูปแบบและสีสัน อย่างอเมริกันเขาจะมีรถใหญ่ๆ ตกแต่งสวยงามทำฟู้ดทรัก แต่เมืองไทยบ้านเรามันไม่ใช่ เราไม่สามารถหารถใหญ่ขนาดนั้นมาทำเป็นฟู้ดทรักได้ เนื่องจากว่าต้นทุนสูงกินน้ำมันเยอะ อากาศบ้านเราก็ร้อนจัด ประกอบกับเรื่องกฎหมายเรื่องอะไรต่างๆ ทำให้เกิดข้อจำกัดของการดัดแปลงรถ จึงทำให้สไตล์การแต่งรถฟู้ดทรักของเมืองไทยก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง ออกแนวเอเชียพยายามเปิดโล่งทุกทิศทุกทาง ให้ลมผ่าน ก็นำวัฒนธรรมฟู้ดทรักเมืองนอกมาปรับใช้ สินค้าที่คนไทยน่าจะชอบก็เป็นอาหารในแนวซื้อไปแล้วจร คว้าได้ก็ไป จ่ายตังค์แล้วก็กินเลย ก็เลยทำให้ฟู้ดทรักขายอาหารประเภทเบอร์เกอร์ ฮอตด็อกค่อนข้างเยอะ แต่บางคนก็ไม่ถนัดก็เลยพยายามหาสินค้าอาหารที่ตัวเองถนัดให้ขึ้นไปขายอยู่บนรถที่มีข้อจำกัดได้ พอมีโจทย์ตรงนี้ก็มีความพยายามหาทางแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละคนก็มีองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาของตัวเองต่างกัน”

 

จากความหลากหลายของที่มาที่ไปและคอนเซ็ปต์ของการทำร้านที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความหลากหลายขึ้นในกลุ่มคนทำฟู้ดทรัก ทำให้มีวิวัฒนาการของมัน ทำให้เกิดฟู้ดทรักสไตล์ไทยๆ

“ต้องบอกว่าวงการฟู้ดทรักบ้านเรามีบริษัทรถหลายบริษัทที่ออกแบบรถของตัวเองให้มีอุปกรณ์เสริมเป็นโครงมาตรฐาน มันก็เลยทำให้หลายๆ คันที่เป็นฟู้ดทรักมีความคล้ายกันในเรื่องของโครงสร้างหลักของรถ เรื่องของสไตล์และการออกแบบที่หลากหลายเลยยังน้อยไปนิดหนึ่ง แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีการปรับพัฒนารูปแบบ เพราะฟู้ดทรักมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทำให้เขาเริ่มตั้งโจทย์การแข่งขันทางธุรกิจของเขาว่าจะแสดงตัวตนของเขาในรูปแบบไหน ตอนนี้แหละที่จะทำให้ฟู้ดทรักในเมืองไทยมีการพัฒนาในแง่ของการออกแบบ”

ญาณเดช ยังมองอีกว่าอันดับที่หนึ่งสำหรับคนไทย เวลาจะขายอาหารต้องเน้นเรื่องรสชาติมาก่อน ถ้าทำอาหารอร่อย เรื่องดีไซน์ตัวรถก็ยังไม่สำคัญเท่า

“ดีไซน์รถได้สวยมากแต่อาหารไม่อร่อยเลยก็ดับได้เหมือนกัน ตอนนี้ผู้ประกอบการส่วนมากจะไปโฟกัสที่รสชาติอาหารเพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองกันก่อน ถ้าแบรนด์ติดตลาดและแข็งแรงแล้ว ต่อไปคงจะมาคิดเรื่องดีไซน์การแต่งรถกัน มีพัฒนาการในฟู้ดทรักแต่ละเจ้ามีวิธีการเติบโตในรูปแบบของเขา”

ทิ้งท้าย ญาณเดช มองไกลไปว่าจุดที่ทำให้ตลาดแข็งแรงก็คือการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดพัฒนาการโดยธรรมชาติ

“แม้ตอนนี้การออกแบบและสีสันยังไม่มีความหลากหลาย แต่ตลาดฟู้ดทรักกำลังโตและเริ่มมีดีไซน์ก็มีความแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละเจ้า พูดถึงฟู้ดทรักในเมืองไทยต้องบอกว่าเรามาเร็วแต่ยังไม่ไกล เพิ่งเริ่มต้นจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มันยังไม่ไกลหรอกในแง่ของการพัฒนาฟู้ดทรัก เพราะมันยังไม่เยอะยังไม่หลากหลาย ยังมีความซ้ำกันอยู่ แต่มันเติบโตเร็วมากสามารถไปโชว์เมืองนอกได้โดยเฉพาะในอาเซียน กระแสที่บริษัทต่างๆ เริ่มหันมามองฟู้ดทรักในการทำพีอาร์ รวมถึงระบบแฟรนไชส์ที่กำลังเริ่มต้นอย่างแข็งแรงและมีเส้นทางอีกยาวไกล”

 

กลิ่นตัวแรง ทั้งอายและเสียลุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 15:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425063

กลิ่นตัวแรง ทั้งอายและเสียลุค

โดย…เรื่อง… วรธาร ภาพ… netdoctor.co.uk / เอเอฟพี

อากาศร้อนมักตามมาด้วยเหงื่อ บางคนยิ่งร้อนมากเหงื่อยิ่งออกมาก และส่งผลให้เกิดการหมักหมมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่สำคัญยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมา บางคนอาจรู้ตัวแต่บางทีก็ไม่รู้ แต่ขอบอกเลยว่าถ้าส่งกลิ่นมากๆ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือไม่กล้าบอกกล่าวแน่ๆ ยิ่งถ้าสวยหล่อแล้วกลิ่นเต่ากลิ่นตัวแรงพานเสียลุคเอาง่ายๆ

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล อายุรแพทย์โรคผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กลิ่นตัวเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากพันธุกรรม การกินอาหารบางอย่าง เช่น หอม กระเทียม อาหารที่มีเครื่องเทศเยอะๆ หรือการกินยาบางชนิดนานๆ ที่สำคัญคือเกิดจากการมีเหงื่อเยอะ พอเยอะเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังก็เจริญเติบโตทำให้เกิดกลิ่นเหม็น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดเหงื่อมากๆ ในกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุส่วนใหญ่เป็นจากพันธุกรรม อีกกลุ่มคือโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คอพอก ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน วัณโรค หรือแม้แต่โรคหัวใจ ความเครียด หรือผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนก็ส่งผลให้เหงื่อเยอะ ถ้าเกิดภาวะเหงื่อออกมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะรักษาโรคนั้นๆ ภาวะก็จะดีขึ้น

พญ.ดวงกมล กล่าวต่อว่า ภาวะที่เหงื่อออกจากการเป็นโรคส่วนใหญ่เหงื่อไม่ได้ออกที่จุดๆ เดียว ส่วนเหงื่อออกเฉพาะที่จะมาจากพันธุกรรมพวกนี้จะออกมากจนผิดปกติและกระทบต่อการดำรงชีวิต เช่น ออกตามมือมากๆ หยิบจับปากกาไม่ได้ ถ้าที่รักแร้ ในผู้หญิงเวลาใส่เสื้อผ้าจะไม่สวยโดยเฉพาะตรงรักแร้ที่ค่อนข้างแน่นจะเป็นวงๆ ที่ฝ่าเท้าถ้าใส่รองเท้าไม่ระบายจะมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาทำให้เกิดกลิ่นสังเกตเวลาถอดรองเท้าจะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อความมั่นใจในการดำเนินชีวิต

ทางเลือกในการดูแลรักษา พญ.ดวงกมล กล่าวว่า แนะนำให้อาบน้ำอย่างน้อยวันละสองครั้ง ใช้สบู่ยาบริเวณที่อับชื้นเพื่อให้ไปลดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อ อาจใช้ยา สเปรย์ หรือโรลออนระงับกลิ่นเวลาออกไปข้างนอกเพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ แต่ยาที่ระงับกลิ่นนั้นจะไม่ได้ไปยับยั้งที่การลดเหงื่อ การใช้ยาระงับกลิ่นจึงต้องระวังนิดหนึ่งถ้าสมมติแพ้สารที่ผสมอยู่อาจเกิดผื่นแพ้และทิ้งรอยดำไว้

“ยาที่ไประงับเหงื่ออาจรักษาได้คือทำให้เกิดการบวมของท่อเหงื่อและเกิดการอุดตันของท่อเหงื่อทำให้เหงื่อออกน้อย แต่มีข้อเสียถ้าไปซื้อตามท้องตลาดอาจมีส่วนผสมของน้ำหอมถ้าเกิดแพ้ผิวหนังอาจอักเสบและทิ้งรอยดำให้เห็น ในทางการแพทย์ก็มีการใช้ยาในการไปลดเหงื่อซึ่งยานี้จะไปออกฤทธิ์ตามท่อเหงื่อทำให้เหงื่อออกน้อย ส่วนยากินจะไปลดการทำงานของระบบประสาทอาจทำให้ปากแห้ง แต่อันนี้ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย นอกจากนี้ อีกวิธีหนึ่ง คือการแช่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าลงในอ่างน้ำ จากปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไป วิธีนี้จะลดการทำงานของต่อมเหงื่อได้ แต่ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล แต่จะไม่หายถาวร ต้องทำเรื่อยๆ”

“สุดท้ายคือการฉีดโบท็อกซ์ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ฉีดที่ใบหน้า ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์นั้นจะช่วยลดเหงื่อออกได้มาก โดยมีการวิจัยพบว่าสามารถลดปริมาณเหงื่อได้ 83% ต่อการฉีด 1 ครั้ง (6-8 เดือน/ครั้ง) วิธีนี้ใช้เวลาการรักษาไม่นานแค่เปะยาชาฉีดไปตรงตำแหน่งที่มีเหงื่อออกเยอะ แต่ไม่ใช่ว่าใครจะฉีดโบท็อกซ์ก็ฉีดได้ต้องมีการทดสอบว่ามีเหงื่อออกเยอะจริงด้วย” พญ.ดวงกมล พูดถึงการรักษากลิ่นตัวด้วยโบท็อกซ์

 

โดดเด่นแบบไม่ต้องโดนหมั่นไส้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425050

โดดเด่นแบบไม่ต้องโดนหมั่นไส้

โดย…วรธาร ภาพ iamdaveknockles.wordpress.com

ยอมรับว่าในชีวิตการทำงานใครๆ ก็อยากเป็นพนักงานดีเด่นกันทั้งนั่นแหละ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ถือเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ทำให้บริษัทได้เห็นคุณค่าในตัวเรามากขึ้น แต่ใช่ว่าเราตั้งใจดีแล้วทุกคนในแผนกหรือเพื่อนร่วมงานจะหันมาเห็นดีเห็นงามด้วยง่ายๆ บางทีอาจโชคร้ายถูกเพื่อนพนักงานหมั่นไส้ เข้าใจผิดเป็นทำคุณบูชาโทษ

จิรวรา วีรยวรรณ เจ้าของผลงานพ็อกเกตบุ๊ก “สุดยอดมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ” แนะนำไว้อย่างน่าสนใจว่า ความตั้งใจในการทำดีนั้นควรต้องให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกจังหวะด้วย ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เพื่อนพนักงานรู้สึกหมั่นไส้ หรือกลั่นแกล้งเอาได้ โดยสิ่งที่ควรทำนั้น ได้แก่

1.นำเสนอความคิดแง่บวกในห้องประชุม ไม่ว่าไอเดียนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

2.ใส่ใจเพื่อนร่วมงาน แสดงความเห็นใจหากเห็นเพื่อนร่วมงานตกอยู่ในภาวะลำบาก จำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนได้ เช่น วันเกิดของเพื่อน หรือชื่อลูกสาวของเพื่อนร่วมงาน

3.ทำงานที่เห็นว่าจำเป็น โดยไม่ต้องรอให้ถูกสั่งจึงทำ ที่สำคัญอย่าได้ก้าวก่ายงานของผู้อื่นเด็ดขาด

4.ทำความรู้จักคนเบื้องหลัง จะเป็นแม่บ้านหรือแมสเซนเจอร์ก็ไม่ควรมองข้าม พวกเขามักรู้ความเป็นไปต่างๆ ก่อนใคร ฉะนั้น การทำดีกับทุกคนไว้ไม่เสียหายแต่อย่างใด

5.ออกไปเจอคนใหม่ๆ บ้าง เวลาออกงานสังคมอย่ายืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง เพราะนั่นเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุด ที่เราอาจจะได้พบปะผู้คนที่เกื้อหนุนเราในชีวิตการทำงานก็เป็นได้

6.ทำให้ดีกว่าที่คาดหวัง หาข้อมูลเพิ่มให้มากกว่าที่ต้องใช้ เผื่อเวลาไปพบลูกค้าให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

7.เก็บผลงานของตัวเองไว้เสมอ ไม่ต้องเอาไปอวดใคร แต่เก็บงานทุกชิ้นของเราเอาไว้ให้ดี เผื่อเจ้านายอยากเลื่อนตำแหน่งให้เมื่อใดจะได้ยื่นผลงานนั้นให้พิจารณาได้แบบทันท่วงที

8.ทำตัวเองให้ดูดี แต่งตัวให้ดูสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ ถึงจะบอกว่าคนเราต้องตัดสินกันที่ความสามารถ แต่ลุคที่น่าเชื่อถือก็สำคัญไม่แพ้กัน

9.ทำงานเป็นทีม ถึงเราจะทำงานคนเดียวได้เก่งขนาดไหน เจ้านายก็ไม่มีวันปลื้มแน่ๆ ตราบใดที่เรายังทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้

 

เทพิตา นวนิยาย ละคร คือชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424960

เทพิตา นวนิยาย ละคร คือชีวิต

โดย…นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ตั้งแต่เด็กชอบอ่านนิยาย ชอบดูละคร จนทำให้เรามองออก มีเซนส์ว่าพล็อตแบบไหนจะเป็นละคร อะไรที่จะโดนใจคนอ่านคนดู เชื่อว่าการที่เราอ่านเยอะ ดูละครเยอะ มันมีโอกาสจะซึมซับไปในตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เรา แต่ถ้าเราจะไปเขียนแนวที่คนอื่นเขาเคยเขียนแล้วเราก็ต้องหาจุดแตกต่างให้ได้ ด้วยการสร้างมันใหม่ขึ้นมา” เทพิตา กล่าวถึงการสร้างผลงานนวนิยาย

เทพิตา นามปากกาของ สุเทพ คล้ำนคร ชื่อชั้นของเขากลายเป็นนักเขียนนวนิยายที่คนในวงการโทรทัศน์จับตาจ้องจีบผลงานนำไปสร้างเป็นบทละครโทรทัศน์ ที่ถูกซื้อไปสร้างแล้วก็มี เจ้าบ่าวกลัวฝน รักพลิกล็อก ธิดาผ้าซิ่น ลูกไม้หลากสี คู่แค้นแสนรัก บ่วงรัก เหลี่ยมรัก ดอกไม้ของซาตาน พรหมพิศวาส พายุริษยา คู่ร้ายคู่รัก แรงเสน่หา
ไฟรักไฟพิศวาส เป็นอาทิ

 

กุหลาบเล่นไฟ คือ นวนิยายเรื่องแรกที่ถูกนำไปเป็นบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 เทพิตาเขียนตอนเป็นนักศึกษา ชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เป็นแรงพลังขับอันยิ่งใหญ่ให้เทพิตามุ่งมั่นบนทางสายนวนิยาย แม้ว่าหลังเรียนจบทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์อยู่เป็นสิบปี แต่สุดท้ายเขาก็เลือกงานเขียนนวนิยายให้เป็นงานเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี

“ต้องยอมรับว่าเงินที่ขายลิขสิทธิ์นวนิยายไปทำละครค่อนข้างสูง พอเราได้เงินมาก้อนนั้นมันก็เหมือนจุดประกายทำให้เราอยากจะเดินบนเส้นทางนี้ มันเหมือนมีแรงบันดาลใจเขียนนวนิยายเพื่อให้ถูกนำไปสร้างเป็นละคร”

 

หากแต่ผลงานเรื่องที่ 2 ผลตอบรับไม่เข้าตาผู้จัดละคร ซึ่งทำให้เขารู้ในข้อบกพร่องของตัวเองและปรับปรุง จนผลงานหลายต่อหลายเล่มเข้าตาผู้จัด ถึงขนาดผลงานเทพิตารวมเล่มหรือตีพิมพ์ในนิตยสารต้องอ่านหรือติดต่อขอดูพล็อตกันเลยเทียว

“คิดว่าการเขียนให้เป็นละครเลยมันยาก เพราะว่าไม่เป็นธรรมชาติในตัวเรา ส่วนใหญ่ถ้าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นละคร เราจะเขียนในสิ่งที่เราอยากเขียน แต่ถ้าคิดว่าต้องเป็นละครเราจะคิดเยอะว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ตลาดละครต้องการแบบนี้ เราจะเขียนให้ถูกใจเขาให้ได้ หลังจากนั้นก็ได้คำตอบว่ามันไม่ใช่ มีความรู้สึกกลับไปเขียนเหมือนเรื่องแรกที่เราอยากเขียน ที่เราคิดว่ามันสนุกที่สุดในความรู้สึกของเรา หลังจากนั้นมันจะเดินไปขั้นตอนไหน แล้วแต่เส้นทางของมัน

 

เราก็พอมีเซนส์ว่าพล็อตเรื่องไหนสามารถเป็นละครได้ก็ต้องพยายามเขียนให้มันพอดี ไม่ใช่บังคับให้เป็นละครอย่างเดียว วงการละครหรือคนอ่านหนังสือเชื่อว่าทุกคนพอจะจับจุดได้ว่าละครไทยพล็อตยอดฮิตมันมีไม่กี่แบบ อยู่ที่เราจะบิดเนื้อเรื่องอย่างไรไม่ให้ซ้ำ แต่ละปีจะเขียนประมาณ 3 แนว คือ เขียนเอาใจตลาดละคร ตามใจตัวเอง ส่วนอีกเรื่องหนึ่งจะเป็นเรื่องที่กลางๆ ไม่ได้ไปทางใดทางหนึ่ง นิยายเรื่องไหนได้รวมเล่มก็เป็นรางวัล แต่ถ้าได้ทำละครด้วยถือเป็นโบนัสสำหรับเรา”

จากบทเรียนที่ได้จากการทำงาน จนหาจุดพอดีให้กับชีวิตได้ ถึงวันนี้เทพิตามีนวนิยาย 40 เรื่อง เป็นละครไปแล้ว 10 เรื่อง อีก 20 เรื่องอยู่ในขั้นตอนการผลิตเป็นละครโทรทัศน์

 

“หนังสือเล่มหนึ่งกว่าจะผ่านเป็นละครยากมาก ต้องมีฝ่ายคณะกรรมการของสถานี บางสถานีมีเป็น 10 คน ซึ่งทุกคนต้องอ่านแล้วมาโหวตกัน ผลงานเราบางเรื่องผู้จัดชอบมากแต่สถานีไม่ชอบ ดังนั้นชื่อของเราไม่ได้การันตีว่าทุกเรื่องจะได้เป็นละคร มีผู้จัดละครเสนอให้เขียนแนวเรื่องตามที่ต้องการ แต่ก็ไม่เคยรับ เพราะธรรมชาติของเราไม่ชอบให้ใครมาเร่ง รู้สึกว่ากดดันจะเขียนออกมาไม่ดี แต่จะเสนอเรื่องที่เขียนไว้แล้วให้ผู้จัดแทน”

เมื่องานที่ประทับชื่อ เทพิตา ไม่ได้จำกัดเพียงแค่กลุ่มนักอ่าน แต่แทบทุกเรื่องมีโอกาสไปสู่ผู้ชมซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ ดังนั้นเมื่อเป็นน้ำแรก สิ่งที่นำเสนอในนวนิยายนั้นจะต้องให้ทั้งสาระบันเทิง

 

“แนวที่ชอบเลยส่วนใหญ่จะเขียนเรื่องครอบครัวกับสังคม ลูกไม้หลากสี กุหลาบเล่นไฟ คู่ปรับฉบับหัวใจ สามเรื่องนี้ค่อนข้างเด่นชัดในสิ่งที่เราต้องการสะท้อน เรื่องครอบครัวสังคมที่เราสะท้อนไปเชื่อว่าคนอ่านจะจับจุดได้ ฉากล่อแหลมต่างๆ ในสมัยก่อนเราใส่ไม่ยั้ง แต่พอช่วงหนึ่งที่เราทำงานมานานหรือสภาพสังคมที่มันเปลี่ยนไป เราก็รู้แล้วว่าในบางเรื่องเราก็ต้องยั้งต้องตัดทอนด้วยตัวของเราเอง พยายามที่จะทำให้มันอยู่ในระดับที่พอดี ถามว่าต้องมีฉากเหล่านี้ไหมมันก็ต้องมี เพราะฉะนั้นการใส่แบ็กกราวด์ตัวละครสำคัญมาก ทำให้รู้เหตุผลว่าทำไมตัวละครจึงตัดสินใจทำอย่างนั้น เชื่อว่านิยายทุกเรื่องไม่ได้มีมุมดีทั้งหมด ถ้าเราเขียนสิ่งที่ไม่ดีก็อยากสะท้อนให้คนเข้าใจ ถ้าดีก็คือคุณค่า ถ้าไม่ดีก็อย่าไปทำ เชื่อว่าสมัยนี้ทั้งคนอ่านหนังสือดูทีวีมีวิจารณญาณกันหมด”

สุดท้ายแล้วนักเขียนนวนิยาย นามปากกา เทพิตา ผู้เคยตั้งเป้าหมายเริ่มต้นให้งานเขียนของตัวเองได้เป็นละครก็ได้บทสรุปแล้วว่า ไม่ว่าผลงานจะตีพิมพ์ในนิตยสาร รวมเล่มเป็นหนังสือ หรือได้ผลิตเป็นละครโทรทัศน์ ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ผู้สัมผัสงานของเขาต่างหากว่า ไม่ว่าจะเสพจากสื่อไหนแล้วสนุกและได้ข้อคิด นั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนา

 

อันตรายหน้าบ้าน นารีพร ชัยรัตนะถาวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424943

อันตรายหน้าบ้าน นารีพร ชัยรัตนะถาวร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ใครจะคาดคิดว่าอันตรายจะอยู่ใกล้แค่ซอยภายในหมู่บ้าน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกับ เล็ก-นารีพร ชัยรัตนะถาวร วัย 43 ปี ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด เจ้าของคำเตือนอย่าเดินคนเดียวในซอยเปลี่ยวเพราะอาจเสี่ยงกับการโดนโจรตีศีรษะด้วยของแข็งจนสลบส่งผลให้เธอมีเลือดคั่งในสมอง แต่เดชะบุญโชคยังดีที่เธอยังจำเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องเผชิญกับการผ่าตัดสมองซึ่งอาจเสี่ยงกับการเป็นเจ้าหญิงนิทรา

คราวเคราะห์มาเยือน

ออฟฟิศของนารีพรอยู่ย่านเกษตรนวมินทร์ บ้านอยู่หมู่บ้านเสนานิเวศน์แยกวังหิน เธอมักเลิกงานหลัง 6 โมง กลับบ้านดึกสุดไม่เกิน 1 ทุ่ม ทุกวันเธอจะออกจากออฟฟิศนั่งรถสองแถวแล้วมาลงตรงแยกเสนานิเวศน์เพื่อเดินเข้าซอยนั่งวินมอเตอร์ไซค์เป็นประจำในวันทำงาน แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอจำวันนั้นได้แม่นยำ 21 ต.ค. 2556 เป็นวันจันทร์ เธอดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดภัยร้ายเพราะเธอที่บ้านหลังนี้อยู่มานาน 20 ปีแล้ว

“วันนั้นกลับบ้านไม่ดึกเพราะรู้สึกเหนื่อยและเพลีย จึงอยากกลับบ้านเร็ว มาถึงแยกเสนานิเวศน์ประมาณ 6 โมง 45 นาที แถวนั้นยังไม่มืดมาก พอลงตรงแยกเสนานิเวศน์ต้องเดินเข้าไปในซอยเสนาอีกนิดราว 300 เมตร จะเจอวินมอเตอร์ไซค์ในหมู่บ้านจอดรอราวๆ 10 คัน แต่วันนั้นรอนานมากกว่าปกติ”

 

ยืนรอวินมอเตอร์ไซค์ราวๆ 20 นาที ก็ยังไม่มา เธอจึงตัดสินใจเดินเพราะมองดูท้องฟ้าก็ยังไม่มืดแค่โพล้เพล้ ใจคิดคงไม่เป็นอะไรเพราะอีกเพียงไม่ถึง 1 กม. ก็ถึงบ้านแล้ว จึงตัดสินใจเดิน ระหว่างเดินเข้าซอยก่อนประสบเหตุเธอยังเดินคุยโทรศัพท์สั่งงานน้องๆ ให้แวะซื้อกระเจี๊ยบมาทำเครื่องดื่มถ่ายภาพโปรโมทร้านอีกด้วย

“พอคุยเสร็จก็วางสายและยัดโทรศัพท์มือถือไว้ในกางเกง พอดีเดินเข้าซอย 117 มาแล้ว แต่บ้านดิฉันอยู่ซอย 119 สามารถเดินทะลุซอย 117 เข้าไปได้” จังหวะที่กำลังจะเดินข้ามถนนตัดซอยมานั้นเอง สายตาเธอมองไปเห็นรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายมาด้วย 1 คน กำลังขี่มาทางนี้ เป็นรถจักรยานยนต์เก่าๆ คนขี่ดูสกปรก ลักษณะท่าทางติดยา ขับรถมุ่งตรงมาอย่างช้าๆ สายตาของมันพุ่งตรงมาที่เธอ

“ตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก เพราะเราเดินอยู่คนเดียว มันหยุดรถลงมายืนรอตรงซอยที่ดิฉันกำลังจะเดินไปซึ่งตรงนั้นเป็นสามแพร่งที่เราจะข้ามไปพอดี แต่เราต้องเดินเข้าไปในซอยที่อยู่ใกล้มัน สายตาดิฉันมองจ้องไปที่มัน เพื่อดูท่าทีว่ามันจะทำอะไรเราหรือเปล่า สมองคิด ณ วินาทีนั้นเราจะทำอย่างไรดี แต่ในหมู่บ้านแสงไฟน้อยมาก ถึงจังหวะต้องเผชิญหน้า เราก็ใจไม่ดี เราพยายามเดินห่างๆ เข้าไว้ แต่สังเกตในมือมันไม่มีอาวุธ มีคนหนึ่งยืนบนพื้น อีกคนยืนอยู่ใกล้ๆ มอเตอร์ไซค์ สักพักคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาเรา แม้เราจะเดินแอบๆ พยายามเดินอ้อมๆ แล้วมันก็เดินเร็วๆ เข้ามาหาเล็กและทำท่าเหมือนมากระชากที่คอ มันเห็นบัตรพนักงานที่เล็กห้อยคออยู่ นึกว่าเป็นสร้อยทอง มันก็กระชากจนบัตรพนักงานหลุดติดมือไปเลย”

 

โดนฟาดอย่างแรงที่ท้ายทอยจังหวะนั้นเธอก็วิ่งหนีโจร ปากก็ร้องตะโกนให้คนช่วยสุดเสียง…ช่วยด้วย…ช่วยด้วย แต่ไม่มีใครออกมา เธอวิ่งได้ไม่กี่ก้าวราวๆ 60 เมตร ก็รู้สึกมีวัตถุแข็งมากระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างแรงแล้วสลบไป

“พอโดนตีปุ๊บเหมือนสมองชัตดาวน์ รู้สึกตัวอีกทีมีลุงคนหนึ่งเห็นเรานอนอยู่ตรงถนนก็เข้ามาปลุก ถามว่าเราเป็นอะไรไหม ดิฉันเริ่มรู้สึกตัวแต่รู้สึกมึนๆ หัว ไม่มีเลือดไหล แต่กระเป๋าที่สะพายหายไป ได้แต่นั่งงง ไม่รู้ว่าโดนอะไรตี แต่บริเวณนั้นมีบ้านที่กำลังก่อสร้างเยอะ มันคงเอาไม้แถวนั้นตี แต่ในกระเป๋าโชคดีที่ไม่มีเครื่องประดับหรือทอง มีแต่กระเป๋าสตางค์มีเงินไม่เกิน 3,000 บาท นอกนั้นก็มีบุ๊กแบงก์ บัตรสารพัด และบัตรเครดิต โทรศัพท์มือถือซัมซุงรุ่นเก่ายังอยู่ในกระเป๋ากางเกง”

ช่วงตื่นคุณลุงคะยั้นคะยอให้เธอไปหาหมอ แต่เธอรู้สึกว่าไม่เป็นอะไรมาก เพราะไม่มีเลือดไหลออกมา สักพักมีคุณป้าซึ่งรู้จักกับคุณแม่ของเธอนั่งรถผ่านมาพอดี ก็ชักชวนกันไปหาแม่ที่บ้านก่อน แล้วค่อยเลยไปหาหมอและไปแจ้งความกัน

 

วินาทีที่เจอหน้าคุณแม่ เธอเริ่มรู้สึกเจ็บๆ ชาๆ แต่ยังจำทางไปบ้านได้ พอคุณแม่เห็นเธอตกใจ พูดอะไรไม่ออก แต่คุณแม่มองเห็นเลือดที่เริ่มไหลออกมาจากหู และหยดเลอะเสื้อเป็นรอยแดง แล้วก็ยกพลเพื่อนบ้านพานารีพรไปหาหมอ เหลือคุณแม่วัย 83 ปี เฝ้าบ้านเพราะยังอยู่ในอาการช็อก เธอไปโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด

“ตอนนั่งรถไปหาหมอ ใจยังคิดเราไม่เป็นไรมากหรอก เพราะไม่มีบาดแผลอะไร ซึ่งนั่นแหละคือเรื่องที่น่ากังวลที่สุด แต่พอไปถึงโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉิน หมอก็ถามว่าเราเป็นอะไร ก็เล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอฟัง คุณหมอเห็นเลือดที่ไหลแล้ว จึงส่งดิฉันไปสแกนสมองทันที”

สแกนสมองพบเลือดคั่ง

ผลสแกนสมอง คือ มีเลือดคั่ง มีเลือดออกข้างในสมอง และไหลออกมาเรื่อยๆ พอออกจากห้องสแกนสมอง เธอเริ่มรู้สึกเวียนศีรษะ อยากจะอาเจียนตลอดเวลา

 

“ตอนนอนอยู่บนเตียง รู้สึกเวียนหัวอยากอาเจียนมาก คุณพยาบาลก็เอาถุงใบใหญ่มาให้ พอกางเปิดปากถุงได้ อ้วกเลย แต่สิ่งที่ออกมามีแต่เลือดเยอะถึงครึ่งถุง เราเริ่มตกใจมาก คุณหมอจึงสั่งสแกนสมองหลังจากครั้งแรก 1 ชั่วโมงต่อมา พบว่ายังมีเลือดไหลอยู่ในเนื้อสมองเพราะสมองตรงฐานกะโหลกเริ่มบวมมากขึ้น คุณหมอบอกว่า เล็กโดนตีจนเนื้อสมองช้ำมากและช้ำเยอะ แต่กะโหลกไม่มีแผลแตกเลย จับก็ไม่เจอแผล แต่เลือดไหล ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการก่อน”

ระหว่างนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องซีซียูนั้น เธอยังรู้สึกอยากอาเจียนตลอดเวลาและรู้สึกปวดหัวบริเวณที่ถูกตี จนต้องเอาถุงมาใกล้ๆ และมีอาการหงุดหงิดเพราะปวดหัว ต้องกินยาแก้ปวดหัวตลอดเวลา และนอนเฉยๆ มีสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยาง มีสายออกซิเจนช่วยหายใจ เธอกินอะไรไม่ได้ นอนรอดูอาการอยู่ในโรงพยาบาลแรก 2 วัน วันพุธครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจให้ย้ายโรงพยาบาลเพราะค่ารักษาพยาบาลอีกโรงพยาบาลหนึ่งครอบคลุมได้มากกว่า

พอเปลี่ยนโรงพยาบาลมาที่เปาโลสยาม เธอถูกนำไปรักษาในห้องไอซียูต่อ เริ่มรู้สึกตัวบ้าง แต่พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกตกใจเพราะตาขวาเริ่มโปนออกมาและมีสีม่วงคล้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการโดนตีเข้าที่ศีรษะอย่างแรง จนมีเลือดคั่งในหู ตอนนอนก็ได้ยินเสียงดังหวีดๆ ตลอดเวลา ซึ่งพอมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ เธอได้คุณหมอรุ่งศักดิ์ที่เก่งเรื่องสมองจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทำการรักษา โดยใช้วิธีวิดีโอคอลสอบถามกับนางพยาบาลทุกวัน

“การรักษาของดิฉันทุกอย่าง รักษาผ่านวิดีโอคอล ตรวจอาการผ่านการสแกนฟิล์มเอกซเรย์ผ่านโทรศัพท์มือถือ คุณหมอใส่ใจมากสอบถามนางพยาบาลและคุณหมอที่เปาโลฯ ทุกวัน อาการปวดหัวมันหายไปตอนออกจากไอซียูแล้ว ปวดหัวน้อยลง เริ่มกินข้าวได้ หมอบังคับให้กินข้าวหน่อย แต่มันกินไม่ลง แค่เห็นอาหารก็อ้วกแล้ว ตอนป่วยน้ำหนักหายไป 6 กก. เพราะกินไม่ได้ วันที่คุณหมอมาเจอดิฉันเมื่ออาการดีขึ้น ก่อนออกจากโรงพยาบาล 3-4 วัน หลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนาน 3 สัปดาห์ ได้พูดคุยสอบถามอาการกับคุณหมอ คุณหมอก็เล่าว่าที่ไม่ได้รักษาเล็กด้วยการผ่าตัดเพราะคุณหมอทดสอบแล้วว่าเล็กยังจดจำเรื่องราวต่างๆ และคนรอบข้างได้อยู่ ถ้าเราจำไม่ได้ คุณหมอต้องตัดสินใจผ่าแน่นอน แต่คุณหมอคนอื่นคงสั่งผ่าไปแล้วเพราะเนื้อสมองช้ำมาก และเลือดออกเยอะมากๆ ที่คุณหมอไม่ผ่าเพราะมันเสี่ยงมาก อาจตื่นมาแล้วไม่เหมือนเก่า หรือไม่ตื่นขึ้นมาเลยก็ได้ ซึ่งขณะที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเวลาลุกไปเข้าห้องน้ำต้องเดินเกาะฝาไปเรื่อยๆ ซึ่งคุณหมอบอกว่าเป็นผลมาจากการได้รับความกระทบกระเทือนที่สมอง เราจะไม่หายขาด แต่ต้องกินยาและรักษาตัวเองไปเรื่อยๆ”

 

ผลข้างเคียง รู้สึกบ้านเอียงและเวียนหัว

นอกจากมีอาการเดินแล้วรู้สึกเวียนหัวแล้ว เธอยังได้สัมผัสกับผลกระทบอื่นๆ เช่น มีอาการปวดหัว การทรงตัวยังไม่ 100% ขณะกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านยังมีอาการวูบๆ เดินบ้านหมุนอยู่

“ดิฉันต้องกลับมารักษาตัวที่บ้านเพราะคุณหมอบอกว่าอยากให้พัก เพราะคนโดนกระทบกระเทือนสมอง คือการสั่งการของสมองอยู่ที่ก้านสมองทั้งหมด เราโดนตีตรงนี้ก็กระทบตรงอื่นๆ ต้องให้ได้พักเต็มที่ แต่เราก็เกรงใจที่ออฟฟิศ สรุปเล็กนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 อาทิตย์ และมานอนที่บ้านอีก 3 อาทิตย์”

แม้เหตุการณ์จะผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังส่งผลข้างเคียง คือ เธอรู้สึกเหนื่อย เวียนหัวง่ายและรู้สึกหน้ามืดถ้านอนไม่เพียงพอ ถ้านอนน้อยเธอจะรู้สึกปวดหัว ไม่สดชื่น ชีวิตประจำวันของเธอต้องเปลี่ยนจากที่ทำงานหนัก งานต้องมาเป็นที่หนึ่งก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงในที่เปลี่ยวๆ อีกแล้ว ไม่นอนดึก และยาแก้เวียนหัวกลายเป็นยาประจำตัววันละ 2 เม็ด และมีแนวโน้มว่าเธอต้องกินยาแก้ปวดหัวไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการปวดศีรษะจะหายไป หรือมีอาการที่ดีขึ้น

“เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 2 ปี 4 เดือน แต่เล็กยังต้องไปหาหมอทุกๆ 3 เดือนเพื่อเช็กอาการ ซึ่งสแกนสมองครั้งล่าสุดเนื้อสมองไม่บวมและไม่เหลือเลือดคั่งที่หูแล้ว ก็โอเคแต่กระดูกตรงสันจมูกยุบไปนิดหนึ่งจากแรงกระแทกที่ด้านหลัง ถ้าถามว่าจากเหตุการณ์ครั้งนั้นให้อะไรกับเรา ทำให้เราหวาดกลัวจากที่กล้าเดินเข้าซอยบ้านค่ำๆ ตอนนี้ไม่กล้าแล้ว โดยเราจะนัดวินประจำ มีเบอร์โทรติดต่อกัน พอเล็กลงรถสองแถวตรงเสาก็โทรให้วินซึ่งเป็นผู้หญิงมารับเราเลยเสียเงินเพิ่มเป็น 20 บาท แต่ก็โอเค เพราะเขาก็รู้ว่าเราเคยประสบเหตุอะไรมา เขายินดีมารับส่งเป็นประจำ หรือหากกลับค่ำกว่าปกติแม่ให้นั่งรถแท็กซี่กลับบ้านเลย อย่าประหยัดจนเกินไป เพราะหากเกิดอะไรกับชีวิตเราแล้วไม่คุ้มเลย”

นอกจากการเล็งเห็นการมีชีวิตอยู่ด้วยความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญแล้ว เธอยังเห็นความรักความห่วงใยของคนในครอบครัวมากขึ้น ทั้งจากพี่สาวและพี่ชาย รวมทั้งคุณแม่ที่ทุกเย็นต้องโทรมาเช็กว่า ตอนนี้อยู่ไหน กลับบ้านหรือยัง จะกลับกี่โมง กลับด้วยรถอะไร ให้ไปรับไหม มันเป็นความอบอุ่นใจมากขึ้นจากที่ก็รักสามัคคีกันดีอยู่ในครอบครัวอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งหากมองด้วยแง่ดี คือเธอรู้สึกรักสุขภาพมากขึ้น การมีสุขภาพที่แข็งแรงสำคัญที่สุด

“เหมือนเราได้ผ่านความตายมาแล้ว ทุกเรื่องต่อไปนี้ที่เกิดขึ้นไม่หนักหนาอีกแล้ว ทำให้เล็กมองทุกปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา และอย่าเครียดกับชีวิตมากไป ทุกวันนี้แม้แจ้งความไปแล้วแต่คนร้ายก็ยังลอยนวลและยังไม่มีการมาสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย ซึ่งหากเล็กเจอกับคนร้ายอีกครั้งหนึ่งจำได้แน่ว่าลักษณะผอมสูง หัวฟู หน้าดำเหมือนคนติดยา ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ ไม่มีทะเบียน ก็อยากฝากเตือนไปถึงคนอื่นๆ ว่าให้ระมัดระวังตัว อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยมาสอดส่องในซอยเสนานิเวศน์เพราะเป็นซอยที่เปลี่ยวมากๆ เพราะรู้สึกว่าชีวิตเราไม่ปลอดภัยเลย ซึ่งแม่ของดิฉันขนาดอยู่ในบ้านยังเคยโดนโจรแต่งตัวดีมากมาถามทาง คุณแม่ก็เดินเข้าไปที่ประตูบ้านจะไปฟังใกล้ๆ ปรากฏมันยื่นมือเข้ามาในรั้วจะมากระตุกสร้อยทองที่คอ สร้อยหลุดแล้วแต่ตกอยู่ที่พื้น มันเลยวิ่งหนีไป ขนาดแม่อยู่ในบ้านยังไม่ปลอดภัยเลย มันอันตรายมากสำหรับหมู่บ้านที่มีทางเข้าออกได้หลายทาง เช่น ไปวังหิน ลาดปลาเค้า อมรพันธ์ โชคชัย 4 เสือใหญ่ อีกทั้งหมู่บ้านต้องติดไฟให้ส่องสว่างและติดกล้องวงจรปิดให้มากขึ้นด้วย สายตรวจก็ควรมาตรวจให้เยอะขึ้น ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ควรมีน้ำใจต่อกัน ออกมาเมียงมองกันบ้างก็ดีค่ะ”

 

นาซีกลายพันธุ์ใน MEME ขงจื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424926

นาซีกลายพันธุ์ใน MEME ขงจื่อ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ในหนังสือ The Selfish Gene ซึ่งเขียนโดย Richard Dawkins นำเสนอทฤษฎีที่ทั้งน่าประหลาดและน่าสะพรึงว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ได้เป็นอะไรอื่นนอกจากพาหนะของพันธุกรรม (Gene) ซึ่งเจ้าพันธุกรรมนี่แหละที่จะพยายามเอาตัวรอดและเป็นอมตะโดยการส่งถ่ายตัวตนไปสู่รุ่นต่อรุ่น

ทุกสิ่งมีชีวิตถูกชักใยโดยพันธุกรรม

ผึ้งมีเหล็กในไว้ทำร้ายศัตรู แต่การใช้เหล็กในต้องแลกด้วยชีวิต เมื่อมันตัดสินใจใช้เหล็กในทิ่มแทงออกไป มันจะตายทันที แต่เมื่อรังประสบภัย มันกลับยอมตาย ผู้คนมักอธิบายว่า แมลงสังคมอย่างผึ้งยอมตายเพื่อปกป้องฝูง เพราะมันเสียสละแทนผู้อื่น นั่นจริงหรือ?

ตั๊กแตนตำข้าวจะกัดกินคู่ของตัวเองขณะผสมพันธุ์เข้าด้ายเข้าเข็ม ทำให้การผสมพันธุ์เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนหยดสุดท้าย และตัวผู้จะกลายเป็นอาหารบำรุงตัวอ่อนต่อไป แมลงชนิดนี้ซาดิสต์และมาโซคิสต์จริงหรือ?

พฤติกรรมการคัดเลือกคู่ของสัตว์ต่างๆ มักหาคู่ครองที่สามารถทำสิ่งที่ยากๆ ได้ ซึ่งบางครั้งฟุ่มเฟือยเวลาจนต้องถามว่าทำไปเพื่ออะไร หรือแม้แต่ว่าทำไมมนุษย์เพศหญิงถึงมีระยะหมดวัยสืบพันธุ์ และในตอนนั้นก็จะละความสนใจจากลูกๆ ลงแล้วหันกลับมาเอ็นดูหลานๆ แทน

Dowkins อธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหลายถูกครอบงำโดยพันธุกรรมที่เห็นแก่ตัว

ผึ้งปกป้องฝูงของมันเพราะในฝูงมีพี่น้องซึ่งพันธุกรรมใกล้เคียงกับตัวมันมากที่สุด พันธุกรรมเห็นแก่ตัว สั่งให้มันต้องยอมสละชีพตายไป เพื่อให้พี่น้องอยู่รอด ตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียกัดกินตัวผู้ขณะผสมพันธุ์ และตัวผู้ก็ต้องให้ตัวเมียกิน ก็เพื่อรับรองว่าลูกมันจะมีสารอาหารครบ ทำให้พันธุกรรมที่มีส่วนหนึ่งเหมือนมันเริ่มต้นได้มั่นคงในรุ่นต่อไป สัตว์ต่างๆ เลือกคู่ที่ยอมเสียเวลาทำอะไรยากๆ เพื่อให้ได้คู่ที่ปกป้องพันธุกรรมของตนได้ดีที่สุด หรือมนุษย์ในวัยเสี่ยงกับการให้กำเนิดที่ไม่สมบูรณ์ จะพัฒนากลไกหยุดการแพร่ขยายพันธุกรรมของตน แล้วเบี่ยงไปทุ่มเทเอ็นดูรุ่นหลาน ที่มีพันธุกรรมเสี้ยวหนึ่งของตนฝังตัวอยู่ (ปู่ย่าตายายจึงรักหลานๆ มากขึ้น และรักลูกน้อยลง เพราะพันธุกรรมรุ่นลูกเข้มแข็งพอแล้ว)

พฤติกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตจึงถูกครอบงำโดยสิ่งเล็กๆ ที่แทรกอยู่ในทุกอณูของร่างกายเรา สิ่งนั้นเห็นแก่ตัวกว่าที่เราคิด และมันไม่ลังเลที่จะทำลายและทำร้ายพาหนะถ้าเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของตัวมัน

ทั้งนี้ คำว่าเห็นแก่ตัวในหนังสือเล่มนี้ Dawkins ไม่ได้ต้องการให้มองในแง่ลบ แต่ให้มองในแง่หลักการของพฤติกรรม

สิ่งมีชีวิตจึงไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง เป็นแค่พาหนะถ่ายทอดให้พันธุกรรมอยู่รอดต่อไป

กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่พันธุกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนทุกอย่างในเกมแห่งชีววิทยา

ในหนังสือเล่มเดียวกัน ยังเสนอทฤษฎีที่น่าประหลาดกว่าว่า นอกจากพันธุกรรมแล้ว เรายังมีสิ่งที่ไร้ร่องรอยยิ่งกว่านั้นแฝงตัวควบคุมมนุษย์ โดยนิยามศัพท์ใหม่ขึ้นมาให้สิ่งนั้นว่าคือ มีม (Meme)

มีม คือ พฤติกรรม ความคิด ของใครคนใดคนหนึ่งที่ส่งไปถึงอีกคน แล้วขยายตัว หรือฝังตัวไปจากคนสู่ผู้คน จากรุ่นสู่รุ่น มีพฤติกรรมแบบเดียวกับพันธุกรรมที่เห็นแก่ตัว แต่เป็นกายละเอียด

มีม มาจากภาษากรีกว่า Mimetismos ที่แปลว่า การลอกเลียนแบบ แต่ถูกย่อให้เหลือเพียงชื่อ Meme เพราะต้องการล้อกับคำว่า Gene (พันธุกรรม)

หลายคนคงคุ้นกับคำว่า “มีม” มาบ้างแล้ว กับศัพท์โลกโซเชียลคำว่า Internet Meme ซึ่งหมายถึง Viral ที่ลุกลามไปเรื่อย เช่น คำว่า เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ ตามหาเหนียวไก่ หรือแม้กระทั้งพฤติกรรมการถ่ายเซลฟี่ ขี่จักรยาน หรือมุมมองการท่องเที่ยวแบบชิกๆ ฯลฯ

ศัพท์คำว่า Internet meme ก็มาจาก คำว่า มีม (Meme) นี่แหละ ซึ่งที่จริง Dowkins นิยามคำว่า มีม ไว้ตั้งแต่ปี 1976 ก่อนยุคโลกอินเทอร์เน็ต

ที่จริง มีม (Meme) กินความหมายกว้างขวางและเก่าแก่กว่า Internet meme

มีม เป็นได้ทั้ง ความคิด พฤติกรรม พิธีกรรม ที่พยายามเอาตัวรอดเหนือพาหนะของมัน มีมที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์มนุษย์มาเนิ่นนาน ก็เช่น มีมของนักคิดนักปรัชญา หรือแม้กระทั่งมีมของนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ หรือแนวคิดจากรากวัฒนธรรมเก่าแก่

มีมของโสกราตีส มีมของเซน ฯลฯ รวมถึง มีมของขงจื่อ

หลายครั้งเพื่อให้มีมอยู่รอดต่อไป สิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์อาจยอมแม้กระทั่งสละชีวิต และสละความอยู่รอดด้านพันธุกรรมเพื่อมีม พฤติกรรมมนุษย์จึงไม่ได้หยุดคำอธิบายอยู่ที่พันธุกรรมที่เห็นแก่ตัว

แนวคิดเรื่องสละชีพเพื่อชาติ ระเบิดฆ่าตัวตายเพื่ออุดมการณ์ต่างๆ คือตัวอย่างสายโหดของมีม

มีมบางมีมมีอายุยืนยาว ขณะที่บางมีมก็ถูกสกัดดาวรุ่งแต่เนิ่นๆ

แน่นอน การถ่ายทอดทั้ง Meme และ Gene ย่อมมีการคัดสรร และวิวัฒนาการ มีมแต่ละยุคแต่ละคนย่อมมีความหมายไม่เหมือนกันอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงรักษาข้อมูลบางส่วนไว้ได้ และเปิดโอกาสให้บางส่วนวิวัฒน์ต่อไป

คติคิดของขงจื่อเป็นอะไรที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน แตกต่างกับปรัชญาตะวันตกซึ่งเป็นหลักวิชาการ คติคิดของขงจื่อจึงเป็นมีมที่ง่ายต่อการดำรงอยู่มาตลอด 2,500 ปี ไม่ต้องแปลกใจว่าแม้ในยุคนี้เองภาพประกอบคำพูดของขงจื่อเมื่อ 2,500 ปีที่แล้วก็ยังคงถูกแชร์มากมายและหลากหลาย

เดาได้ไม่ยากว่า ช่วงการส่งผ่านมิได้มีเพียงส่งผ่านได้ราบรื่นหรือสูญพันธุ์ แต่ยังมีการกลายพันธุ์และปรับตัว จนหลายครั้งยังน่าสงสัยว่าอาจมีการตัดต่อพันธุกรรม

มีมก็คงเช่นกัน โดยเฉพาะในยุคที่มีมได้เครื่องมือขยายแนวคิดที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากปากต่อปาก เป็นวิทยุ เป็นทีวี จนถึงเป็น Internet ซึ่งให้อำนาจคนแทบทุกคนมีสิทธิสร้างมีมใหม่ และหรือตัดต่อมีมของคนอื่นได้อย่างสะดวกมือ

เทคโนโลยีที่สร้างและปรับแต่งมีมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จึงเปรียบเทียบได้กับสารอาหารที่สมบูรณ์ และอำนาจการตัดต่อพันธุกรรมที่กระจายไปทั่ว ซึ่งอาจทำให้พันธุกรรมโตเร็วเกินขนาด กลายพันธุ์ และลุกลามไปเป็นมะเร็งหรือสัตว์ประหลาด

พักนี้ผมพบ Internet Meme ที่ผู้คนชอบแชร์อยู่ชุดหนึ่งที่เขียนว่า

….คำพูดของขงจื่อ เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน

“คนฉลาดและขยัน ควรส่งเสริมให้เป็นใหญ่ คนฉลาดและขี้เกียจ ควรเลี้ยงไว้เป็นที่ปรึกษา คนโง่และขี้เกียจ ยังพอบังคับให้ทำงานได้ คนโง่และขยัน ต้องเอาไปตัดหัวทิ้ง เพราะจะทำให้งานเสีย”

ขงจื่อไม่เคยพูดประโยคนี้ครับ แต่นี่เป็นคำพูดของแม่ทัพนาซี ลูกน้องของฮิตเลอร์* (*บ้างว่าเป็นคำพูดของ Erich von Manstein หนึ่งในแม่ทัพที่วางแผนเก่งที่สุด หรือไม่ก็เป็นของ Kurt von Hammerstein-Equord ผบ.ทบ.แห่งกองทัพนาซี)

 

Batteries for the brain

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Batteries-for-the-brain-30283772.html

A Parkinson's patient undergoes a check-up by Alfons Schnitzler with his pacemaker at Dusseldorf University Clinic. / dpa

A Parkinson’s patient undergoes a check-up by Alfons Schnitzler with his pacemaker at Dusseldorf University Clinic. / dpa

A pacemaker implant gives new hope to Parkinson’s sufferers

Helmut Schroeder was 49 when he began noticing a loss of balance and an inability to slow his movements.

He crashed while attempting to turn right while skiing. He even started to experience difficulty doing everyday tasks such as opening a door.

A hospital visit revealed the traumatic news that the qualified psychiatrist was suffering the early onset of Parkinson’s disease, an incurable degenerative disorder that attacks the body’s motor system.

Now 67, Schroeder has since written a book in German about living with the disease, which he describes as a “roller-coaster ride for the hardcore”, and is now embarking on a new phase in his battle with Parkinson’s, thanks to a brain-implant procedure that is now coming into wider use.

Schroeder received the deep brain pacemaker at the Goettingen University Clinic 18 months ago. The US-made device sends tiny jolts of electricity through neurons, which helps control his tremors, rigidity and other kinetic symptoms. Schroeder’s speech has also improved and he now requires less than half the medication he used to take prior to the operation.

“I can now carry out all the movements I want. I can even ride a bike and again enjoy the old hobbies I used to love,” he says.

“My wife used to have to care for me all the time, but is now virtually unemployed.”

The operation has given Schroeder a new lease of life, but the decision to go under a surgeon’s scalpel was still a daunting one.

Two battery-operated electrodes were implanted in his brain to target the thalamus, subthalamic nucleus, and a portion of the globus pallidus. These areas of the brain control movement and the neurostimulator, which is similar to a heart pacemaker, blocks the abnormal nerve signals that cause tremor and other Parkinson’s symptoms.

The five-hour operation is normally carried out under local anaesthetic, since the patient has to assist in the procedure so that the electrodes are positioned correctly.

“The surgery is very unpleasant,” says Schroeder.

The electrodes are inserted through a small opening in the skull and implanted in the brain. An insulated wire is then passed under the skin of the head, neck, and shoulder, and connects the electrodes to the neurostimulator, which is implanted in the stomach or chest area.

The operation costs in the region of 30,000 euros (Bt1,200,000) and it can take up to two weeks until the neurostimulator is correctly calibrated.

The procedure is used only for patients whose symptoms can no longer be adequately controlled with medications.

Previously, neurostimulators were on average only implanted 12 to 14 years after diagnosis, but this delay has since been reduced to seven years, says Alfons Schnitzler, head of Institute of Clinical Neuroscience and Medical Psychology at Dusseldorf University Clinic.

Fellow neurology professor Lars Timmermann from Cologne University Clinic believes that in certain cases, implants are ideal for patients under the age of 61.

However, the procedure is not suited to all Parkinson’s sufferers and numerous tests have to be carried out first.

“It’s not a miracle cure, but it is a great option for some patients,” says Timmermann.

Patients suffering from strong tremors can enjoy coordination again within seconds, once the pacemaker is switched on.

“We have seen dramatic therapeutic effects, but still do not know to this day how it works in detail,” admits Schnitzler.

Technology is improving by the day and adaptive deep brain stimulation is the next step to more specifically identify the precise brain target that will be stimulated, thus reducing the effect on healthy brain area.

Schnitzler believes the technology will be in place within three years, meaning the brain is no longer under 24-hour stimulation but instead the brain’s electrical signals are only blocked when necessary.

The surgery can result in cranial haemorrhaging and even induce acute or manic depressive episodes, but Schroeder has noticed no side effects since undergoing his operation.

“I can play chess again and have even entered competitions again,” he says.

“People should realise, however, that this operation is not a cure for Parkinson’s, but simply slows its progress by years.”

The men behind the masks

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/The-men-behind-the-masks-30283266.html

Mark Sliwkowski

Mark Sliwkowski

One of the team behind the successful cancer treatment drug Trastuzumab talks about the development of the therapy

Breast cancer is the most common cancer among women worldwide. Each year about 1.4 million new cases of breast cancer are diagnosed worldwide, and over 450,000 women will die of the disease annually. Breast cancer is also the leading cause of cancer death among Thai women with more than 5,000 women dying from the disease each year.

Although it only affects 15 to 20 per cent of breast cancer patients, the HER2-positive type is one of the most aggressive as it causes cancer cells to reproduce uncontrollably.

On the brighter side, it is one of the cancers for which scientists have developed a targeted therapy known as trastuzumab that can prolong life and allow victims of the disease to enjoy more time with their families.

Developed by a team of scientists with Roche’s Genentech Company in the US, trastuzumab was approved by the US Food and Drug Administration for HER2-positive metastatic breast cancer in 1998 and is available as a treatment of choice in Thailand.

One of the Genentech team who worked on the drug Dr Mark Sliwkowski was recently on a visit to Bangkok and explained to oncologists and selected members of the press how it works.

The HER2 (Human Epidermal Growth Factor Receptor 2) proteins are receptors on breast cells. Normally, HER2 receptors help control how a healthy breast cell grows, divides, and repairs itself. Once it doesn’t work correctly, HER2 will copy of itself and make the breast cells grow and divide in an uncontrolled way. Sliwkowski and his team believed that the only way to stop this HER2 amplification was by using monoclonal antibodies – man-made copies of proteins that the body’s immune system creates to fight off bacteria and viruses in the hope that these antibodies would not only stop tumours from growing but also shrink them.

Using laboratory mice as their subjects, the team developed a mouse antibody that was later refined into to a humanised antibody that wouldn’t be rejected when injected into the human body.

There were several challenges along the way, not least because no previous work had been done on humanised antibodies. “As scientists and drug developers, we fail frequently, which I think is something people don’t appreciate. If your ego or personality can’t accept failure, you don’t learn from the failures. You can’t move on from the failure and so you are not going to be successful,” says Sliwkowski who has been working on the HER2 therapy for decades.

Trastuzumab was initially approved by the US FDA for use in the advanced stage of cancer but is now also used in early stage HER2-positive breast cancer.

Genetech has continued its research into treatments for the disease and has developed the second and third generation of trastuzumab for advance stage treatments. These are Pertuzumab and the latest TDM-1.

In Thailand, trastuzumab is used for early stage HER2-positive breast cancer after the patient has already received chemotherapy or surgery A trastuzumab injection is given every three weeks for 12 months and can prevent the cancer from returning.

However here, as in some other countries, price is a major factor. Each injection costs Bt40,000, which translates to more than Bt1 million for the entire treatment. Patients under the universal Bt30 healthcare scheme and social security are covered for the treatment.

However that cover is no longer applicable for treatment with Trastuzumab, Pertuzumab or |TDM-1 should the cancer return |at a later date.

Tennis elbow: pain and prevention

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Tennis-elbow-pain-and-prevention-30283263.html

Pain on the outside of the elbow or Tennis Elbow, is a condition that has existed for more than 100 years.

Today, nearly half of all tennis players suffer from this disorder at some point. However, tennis players account for just five cent of patients who visit physicians with this disorder. The others have never swung a racket in their lives.

The cause of the inflammation of the tendon on the outside of the elbow is due to injury in the tendon and muscle which is attached to the bones on the outside the elbow. This may be caused by an acute injury, such as an accident, or by repetitive use over a long period of time, causing degeneration of the tendon. This includes using sports equipment that has incorrectly been designed for the individual player, incorrectly playing sports, or being involved in jobs that require frequent lifting and dragging of heavy objects, such as that of a cleaner whose daily activities include sweeping, wringing clothes, and kitchen work.

When the tendons and muscles are injured, the patient’s muscles are not at its optimal strength. Often, the torn tendons have not been given time to heal completely before they are subject to being used again. This results in repetitive tear in tendons, causing inflammation and swelling, and the repair mechanism in the body slows down by six to 12 weeks.

The inflammation of the elbow can just be a result of tendonitis but the inflammation often includes the area in the body where the muscles and tendons are attached to the bone or joint at the elbow (epicondylitis).

Signs and symptoms of tennis elbow include:

  • Recurring pain on the outside of the elbow
  • Pain at the back of the hand that extends to the wrist
  • Pain that intensifies when lifting objects, especially when the hand is facing down while, for example, washing dishes or stir-frying food.
  • Some people may experience severe pain and are unable to |completely extend their hands or brush their teeth

A diagnosis can easily be made by history and physical examination as well as from the symptoms mentioned above. However, there are some symptoms that are often mistaken for tennis elbow, such as pain in the inside of the elbow joint, also known as Golfer’s Elbow. Another condition is pain at the back of the elbow, called Bursitis, which is caused by a cyst. Since the pain is caused by an injury to the tendon in the specified area, the best treatment is to relax and stop the use of the hand that is in pain. When the pain alleviates, begin exercising your hand to strengthen the muscle. If you are required to return to work, the pain in your hand may aggravate or recur. Spend at least 5-10 minutes exercising your hand muscles before using it again.

Physicians generally prescribe anti-inflammatory medicines to patients in the first stage, when they are not experiencing great pain. If these medications are not effective in the treatment, the physicians will recommend steroid injections into the site of the inflamed tendon. This can alleviate the pain and inflammation but should not be used continuously over a long period of time, as it may cause side effects such as whitening of the skin around the injection site, fat atrophy, or rupture of the tendons.

If the above treatment is not effective, then surgery should be considered to remove the damaged tissue and to repair and tighten the tendons. As with everything, prevention is better than cure. Here are some suggestions for preventing the injury.

  • Lift objects with palm facing up
  • Exercise by regularly stretching your hand muscles
  • Always do warm up exercises by stretching your hands before the start of any activity
  • Stop engaging in any activity that causes pain in your elbow. If you must work, then do some warm up exercises to stretch your elbow muscles, at least 5-10 minutes before using your elbow and then immediately apply a cold compress after you have finished your work. Take short breaks between work.
  • Use a stretchable cloth or a ready-made fabric as an elbow wrap or support. This will help reduce and protect against any force or impact with the elbow. Use this support while playing sports or lifting heavy objects.
  • If your condition and pain persists for several days, consult a physician. If you allow the pain to continue and become chronic, you may lose the ability to move the elbow permanently, or the pain may be caused by other factors, such as gout, infection, inflammation or a nerve compression in the neck.

ASSOCIATE PROFESSOR CHATHCHAI POOKARNJANAMORAKOT, MD |is an orthopaedic surgeon specialising in sports medicine and arthroscopy at Samitivej Sukhumvit Hospital. Call (02) 711 8494-6