กลเกมเจรจา‘ลดโลกร้อน 2 องศา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218836.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
กลเกมเจรจา‘ลดโลกร้อน 2 องศา’

กลเกมเจรจา‘ลดโลกร้อน 2 องศา’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           กว่า 2 อาทิตย์ที่ตัวแทน 195 ประเทศร่วมประชุมกันอย่างเข้มข้น เพื่อหาข้อสรุปว่าจะช่วยกันลดโลกร้อนอย่างไร ?

จนกระทั่งคืนสุดท้าย 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีการประกาศสาระสำคัญของ “ข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก” หรือ ข้อตกลงปารีส 2015  (The Paris Agreement 2015) ทั้งหมด 7 ข้อด้วยกัน สร้างความยินดีปรีดาให้แก่ผู้นำหลายประเทศเพราะถือเป็นครั้งแรก ที่มีข้อตกลงเป็นรูปธรรมหลังจากถกเถียงกันมาหลายปี…


“คอป 21” (Conference of Parties : COP 21) เป็นการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ณ กรุงปารีส วันที่ 30 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม 2558 ผู้เข้าร่วมทั้งตัวแทนรัฐบาล องค์กรเอกชน เอ็นจีโอคาดว่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน เป้าหมายปีนี้คือทำอย่างไรถึงจะควบคุมหรือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส นับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายความว่าที่ผ่านมาเกือบ 100 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 0.6-0.8 องศา หากปล่อยให้เพิ่มแบบนี้ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าอีก 100 ปีข้างหน้าจะสูงเกิน 4 องศา ส่งผลให้ภูมิอากาศแปรปรวน ภูเขาน้ำแข็งละลายทำให้เกิดน้ำท่วมหลายประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหิมะในเทือกเขาหิมาลัยอาจละลายหมด หากอุณหภูมิเพิ่มอีก 5 องศา

ทั้งนี้ สาระสำคัญ 7 ข้อที่ประกาศออกมา ได้แก่ 1.ภายใน 85 ปีข้างหน้าหรือปี 2100 ทุกประเทศจะช่วยกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น เพื่อ ควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในระยะยาว 2.ช่วงปี 2020-2025 ประเทศยักษ์ใหญ่จะสนับสนุนเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท ให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยสนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือลดการทิ้งขยะ ลดการเผาไหม้จากภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรรม ฯลฯ

3.ทุกประเทศสัญญาว่าจะรับผิดชอบร่วมกัน ลด “ปล่อยก๊าซเรือนกระจก” 4.ภายในปี 2050 จะพยายามเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ 5.ประเทศพัฒนาต้องช่วยเงินสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง 6.นับจากปี 2023 ทุกๆ 5 ปี จะมีการประเมินคำมั่นสัญญาลดโลกร้อนของทุกประเทศได้ทำตามคำสัญญาที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และข้อสุดท้าย 7.ทุกประเทศจะตระหนักและช่วยกันแก้ไขรวมถึงลดความเสียหายจาก “ภูมิอากาศแปรปรวน”

รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าข้อสรุป 7 ประการข้างต้น เป็นข้อตกลงผูกมัดผู้นำทุกประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยเฉพาะอเมริกาที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ลงถึงประมาณร้อยละ 26-28 ภายในปี 2025 ส่วนจีนตกลงว่าจะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่อลดโลกร้อนร้อยละ 20 ภายในปี 2030 เนื่องจากที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศไม่เคยรับปากว่าหรือมีนโยบายชัดเจนว่าช่วยลดโลกร้อนอย่างไร

การประชุมในค่ำคืนก่อนประกาศข้อสรุปนั้น ใช้เวลายาวนานถึง 16 ชั่วโมง เนื่องจากตัวเลขควบคุมโลกร้อน 2 องศาเซลเซียส สร้างความไม่พอใจให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะเล็กๆ เพราะพยายามเสนอว่าต้องควบคุมให้ได้ 1.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากประเทศกรีนแลนด์เคยสร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยทดลองว่าหากอุณหภูมิในเกาะกรีนแลนด์สูงเพิ่ม 3 องศา ธารน้ำแข็งจะละลายส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เมตร กรีนแลนด์มีประชากร 5 หมื่นกว่าคน จะจมหายไปทันที เช่นเดียวกับ “หมู่เกาะมัลดีฟส์” ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ประมาณ 1,200 เกาะด้วยกัน เกาะเล็กๆ เหล่านี้จะจมน้ำไปด้วยหากอุณภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เฉพาะ 15 ปีที่ผ่านมานี้ มัลดีฟส์วัดระดับการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลได้ถึง 4.5 เซนติเมตร และคาดว่าอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าอาจสูง 60 เซนติเมตร ถ้าอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับความเห็นของตัวแทนเครือข่ายเอ็นจีโอที่เฝ้าติดตามประท้วงการประชุมคอป 21 มองว่า ข้อตกลงนี้น้อยเกินไป การไม่ให้เพิ่มแค่ 2 องศาไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก และทุกอย่างเป็นเพียงคำสัญญาลอยๆ ไม่มีระบบการตรวจสอบหรือระบบการวัดชัดเจนว่าผู้นำประเทศเหล่านี้มีนโยบายลดโลกร้อนได้ผลจริงหรือไม่

ดังนั้นตัวเลข 2 องศาเซลเซียส ถึงมีประโยคต่อท้ายว่า “หากเป็นไปได้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส” เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยก่อนเปิดแถลงการณ์ให้สื่อมวลชนรับทราบข้อสรุป “ข้อตกลงปารีส 2015”

“ประเสริฐ ศิรินภาพร” ผอ.สำนักงานประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมเจรจาตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เล่าให้ฟังถึงการประชุมครั้งนี้ว่า มีการถกเถียงใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1 การควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส กับ 1.5 องศาเซลเซียส แม้เป็นตัวเลขแค่ 0.5 องศาเซลเซียส แต่จะส่งผลต่อภูมิอากาศและการละลายของน้ำแข็ง ทำให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะพยายามเรียกร้องให้ควบคุมมากกว่านี้ ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของเงินบริจาค เพราะหลายประเทศมองว่า 3.6 ล้านล้านบาทน้อยเกินไป และต้องจ่ายทุกปีเริ่มจาก ปี 2020 ส่วนประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของการตรวจสอบหรือการทำรายงานความคืบหน้า ว่านโยบายที่แต่ละประเทศให้คำสัญญาว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกนั้น จะต้องทำรายงานเสนอในทุก 5 ปี และอาจมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขหรือนำเสนอตัวเลขใหม่ได้

“การประชุมปีนี้สำคัญมีข้อเสนอชัดเจน และตัวแทนระดับรัฐมนตรีของหลายประเทศมาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยๆ ทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ไม่เหมือนการประชุมที่ผ่านมาหลายปีไม่ค่อยมีอะไรชัดเจนมากนัก ถือว่ารัฐบาลปารีสทำได้ดี เอาจริงเอาจัง ส่วนประเทศไทยไม่ได้เป็นตัวการสำคัญในการก่อภาวะโลกร้อน ข้อเสนอที่ยื่นไปก่อนหน้าประชุม ก็คงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะลดก๊าซเรือนกระจก ในช่วงระหว่างร้อยละ 7-20 ภายในปี 2030 และอาจเพิ่มถึงร้อยละ 25 ได้ ถ้ามีการสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยีจากประเทศอื่น โครงการตอนนี้คือ เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ปีละ 5,000 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 25 พยายามลดการใช้ขยะให้ไม่เกินคนละ 1 กิโลกรัมต่อวัน” ผอ.ประเสริฐ กล่าว

หลายคนตั้งคำถามว่า หากเป็นคนไทยทั่วไป อยากลดโลกร้อนจะทำอย่างไรได้บ้าง ?

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทางเดินหายใจ แนะนำว่า ที่ผ่านมาคนทั่วโลกทำให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยไม่จำเป็น คือการเผาธูปก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ในแต่ละปีพบว่ามีการเผาธูปทั่วโลกอย่างน้อย 6 แสนตันต่อปี เฉพาะคนจีนเผาธูปประมาณ 3 แสนตันต่อปี จากการศึกษาควันธูปพบสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ธูป 1 ดอกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 325 กรัม และก๊าซมีเทน 7 กรัม และมีสารพิษก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งในระบบเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ

“คนไทยทุกคนช่วยลดโลกร้อนได้ ด้วยการไม่จุดธูป ไม่เผากระดาษเงินกระดาษทอง เผาขยะ เผาหญ้า บุหรี่ จุดพลุ จุดดอกไม้ไฟ เวลาเผาศพไม่ควรเผาดอกไม้จันทร์หรือเผาอย่างอื่นมากมายไปด้วย ขอให้ช่วยกันคิด ว่าเราจำเป็นต้องจุดธูปหรือไม่ เราไปตัดไม้มาทำเป็นธูป ยิ่งทำให้โลกร้อนโดยไม่จำเป็น และทำลายสุขภาพคนจุดด้วย คนไทยแต่ละปีเผาธูปน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นตัน ถ้าทุกคนช่วยกันลดจะช่วยลดโลกร้อนได้แน่ๆ” นพ.มนูญ กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

‘ต้นทุนชีวิต’โรงไฟฟ้าถ่านหินไทย

“กรีนพีซ” เสนอข้อมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย หลังจากรัฐมนตรีพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังผลิต 7.3 กิกะวัตต์ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2558-2579 (PDP2015)

รายงานจากกรีนพีซระบุว่า มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้เกิดฝุ่นละอองและโอโซนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลไทยเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศต่อไป

เรียนรู้ควบคู่ทำวิจัยจบมีประสบการณ์ทำงานได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218831.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
เรียนรู้ควบคู่ทำวิจัยจบมีประสบการณ์ทำงานได้จริง

เรียนรู้ควบคู่ทำวิจัยจบมีประสบการณ์ทำงานได้จริง

           “ขณะนี้มีตัวเลขผู้จบปริญญาตรี 2.3 แสนคน มีผู้ทำงานเพียง 1.3 แสนคน ส่วนอีก 1 แสนคน ตกงาน แต่ประเทศยังขาดแคลนแรงงาน ถ้าวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการขาดแคลนแรงงาน ทั้งที่มีคนจบปริญญาตรีจำนวนมาก อาจเป็นไปได้ว่า ความรู้ของบัณฑิตที่จบออกไปไม่เพียงพอ หรือเรียนไม่ตรงกับสิ่งที่ภาคเอกชน อุตสาหกรรมต้องการ ขณะเดียวกันอาจไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ ต้องให้อาจารย์ทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชนแล้วนำงานวิจัยเหล่านั้นมาสอน นักศึกษาจะได้ทำวิจัยเป็นและทำงานได้จริงหลังสำเร็จการศึกษา” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าว

ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงเน้นให้เด็กมีส่วนร่วม มีความสุขในการเรียน ซึ่งครูจะนำโจทย์ องค์ความรู้ บทเรียน ตัวอย่างจากงานทำงานวิจัย การเรียนแบบโครงงานหรือ โปรเจกท์ โดยเอาปัญหานำ ทำให้เด็กได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กล้าถาม กล้าคิด กล้าทำ เปิดโอกาสให้เด็กลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ ทำให้เด็กได้องค์ความรู้ เห็นถึงปัญหา ความสำเร็จ เด็กได้เรียนรู้กรณีใหม่ๆ จากสถานการณ์จริง

“ให้อาจารย์นำตัวอย่างจากงานวิจัย หรือการไปทำงานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม นำมาใช้ในการเรียนการสอนนักศึกษา เพราะการเรียนตลอด 7 วัน การสอนแบบท่องจำทำให้นักศึกษาเข้าใจไม่เกิน 10% แต่สอนแบบให้ได้เด็กเรียนรู้ แลกเปลี่ยน อธิบาย จะทำให้เด็กเข้าใจบทเรียน เรื่องต่างๆ ได้ถึง 90% จึงต้องเชื่อมโยงงานวิจัยให้อาจารย์มาบูรณาการการเรียนการสอนนักศึกษา” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวต่อว่า การที่เด็ก ครู มีประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติ ได้เห็นบรรยากาศการทำงานจริง ทำให้เด็ก ครู เข้าใจธุรกิจมากกว่าการท่องจำ ฉะนั้นการเรียนนอกห้องเรียนเป็นสิ่งที่เหมาะกับนักศึกษารุ่นใหม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยพยายามวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง การเรียนแบบไหนที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ การทำงานของเด็ก และต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จึงได้จัดอบรมครูให้ใช้กิจกรรมในการเรียนการสอน ไม่ให้เรียนแบบจด หรือท่องจำ รวมถึงมีการปรับรูปแบบการประเมินที่วัดจากปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ในปีการศึกษาหน้าจะวัดประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา เปลี่ยนเป็นสอบทฤษฎี 50 คะแนน และสอบปฏิบัติ หรือจากการส่งโครงงาน สอบสมรรถนะ หรือถามตอบ 50 คะแนน เพื่อวัดความรู้ ความเข้าในของนักศึกษา

ที่สำคัญอาจารย์ต้องเข้าใจกระบวนการเรียนการสอนบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพ ที่ผ่านประสบการณ์วิชาการ และการฝังตัวในสถานประกอบการ ต้องรู้จักการบูรณาการ การทำงานวิจัยร่วมกับสถานประกอบการ หรือรวมคณะหลายๆ คณะตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนการสอน ขณะนี้นักศึกษาของเรานอกจากทำงานเป็น รู้ลึกทฤษฎีแล้ว จะต้องมีทักษะด้านภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความเชี่ยวชาญในสาขา คณะที่ตนเองเรียน และรู้จักนำไปใช้ในการทำงาน

“คนทุกอาชีพต้องกลับมามหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยเติมเต็มความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพราะแรงงานอาจมีทักษะ ประสบการณ์ทำงานมาหลายปี แต่อาจขาดความเชี่ยวชาญ ทักษะสมัยใหม่ จำเป็นต้องกลับมาอัพเกรดความรู้ มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นสถานที่อัพเกรดความรู้ เพื่อทำให้คนมีความรู้ ความสามารถที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรเพิ่มเติมความรู้ปีละครั้ง โดยเฉพาะในสาขาด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเทคโนโลยี หาดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.rmutt.ac.th”

เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนเรียนสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218830.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนเรียนสหรัฐ
เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนเรียนสหรัฐ

เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนภาคฤดูร้อนเรียนสหรัฐอเมริกา

 

 

           หลังจากขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนาน ด้วยจำนวนผู้เข้าแข่งขันกว่า 1 หมื่นคน การแข่งขัน NJ Spelling Bee 2015 ซึ่ง

เป็นการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็ได้ผู้ชนะเลิศในตำแหน่งแชมป์ ออฟ เดอะ เยียร์ นั่นก็คือ น.ส.ณัฐชลัย วิบูลย์นันทกิจ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยได้รับรางวัลเกียรติยศถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษาภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ รวมไปถึงอาจารย์ที่ปรึกษายังได้ไปศึกษางานที่เดียวกันอีกด้วย

และในปีนี้รองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับทุนการศึกษาภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อนที่ เอลแธม คอลเลจ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ โดยอาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ไปศึกษางานที่เดียวกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในขณะที่ผู้ชนะระดับภาคพร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาทั้ง 4 ภาค จะได้รับแพ็กเกจทัวร์ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ น.ส.ณัฐชลัย วิบูลย์นันทกิจ (แชมป์ ออฟ เดอะ เยียร์) พูดถึงความรู้สึกที่ได้เป็นแชมป์ระดับประเทศในปีนี้

“รู้สึกตื่นเต้น ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะ เพราะปีที่ผ่านๆ มาได้เข้ารอบมากสุดคือรอบที่ 3 ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้เข้ารอบสุดท้าย ก็ได้รับรางวัลเลย ส่วนเทคนิคที่ทำให้ได้เป็นแชมป์คือ เน้นการดูหนัง ฟังเพลง เพราะสามารถซึมซับมากกว่าด้านอื่นๆ”

การแข่งขัน NJ Spelling Bee 2015 ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 โดยเริ่มจากรอบสอบออนไลน์ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 1 หมื่นคน เพื่อคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในระดับภาค ภาคละ 500 คน และคัดกรองจนได้ผู้ชนะและตัวแทนประจำภาค ภาคละ 25 คน มาร่วมชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ ณ หอประชุม JOHN XXIII Conference Center มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2558 โดยทางผู้จัดการแข่งขันได้รับเกียรติจาก คุณพนา จันทรวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดการแข่งขัน

ดยรายละเอียดการแข่งขันและกติกาในรอบชิงชนะเลิศ NJ Spelling Bee 2015 มีดังนี้ รอบที่ 1 Multiple Mind Benders-เลือกคำศัพท์ที่สะกดถูกในข้อสอบ จำนวน 50 ข้อ โดยมีตัวเลือก 2 ตัวเลือก คือ ข้อ a หรือ ข้อ b-คัดผู้เข้าแข่งขันเหลือเพียง 50 คน จาก 100 คน

รอบที่ 2 Write It Right-เขียนสะกดคำศัพท์ที่พิธีกรพูดให้ถูกต้อง รอบนี้คัดผู้เข้าแข่งขันให้เหลือเพียง 10 คน จากจำนวน 50 คน รอบที่ 3 Guess What?-ผู้เข้าแข่งขันจะต้อง “เดาคำศัพท์จากคำใบ้ที่พิธีกรพูดให้ถูกต้อง” แล้วแย่งกันกดปุ่มเพื่อตอบ-แต่ละคู่แข่งขันกัน 5 ข้อ กำหนดให้ 1 ข้อมี 3 คำใบ้ มีเวลาตอบคำใบ้ละ 10 วินาที-ผู้ตอบถูก 1 ข้อ = 1 คะแนน คัดเลือกผู้มีคะแนนสูงสุดในแต่ละคู่เข้ารอบเพียง 5 คน รอบที่ 4 Last Minute-แข่งขันสะกดคำให้ถูกต้องและเร็วที่สุดภายในเวลา 60 วินาที เพื่อหาแชมป์ระดับประเทศไทย

อนึ่ง การแข่งขัน NJ Spelling Bee นั้น เป็นการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 18 แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการการแข่งขันมาจากการเนชั่นกรุ๊ป โดยนิตยสาร NJ Magazine ได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษที่มีต่อเยาวชนไทยเสมอมา และนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น จึงได้จัดกิจกรรมการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษนี้ขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกใช้กัน

ยิ่งไปกว่านั้นการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 จะยิ่งทำให้การติดต่อสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องจำเป็นมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การจัดกิจกรรมการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษ NJ Spelling Bee นั้น ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศเป็นอย่างดี

 

 

 

‘การเดินทางของความสุข’นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151217/218763.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
'การเดินทางของความสุข'นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ

‘การเดินทางของความสุข’นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯสร้างแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ : หัวใจไทย

           สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เชิญชวนคนไทยร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะ ซึ่งถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “การเดินทางของความสุข” 7 ด้านขององค์อัครศิลปิน ได้แก่ ปลายปากกาของพ่อ, พระผู้สร้างศูนย์รวมใจ, ความสุขจากปลายพู่กัน, กล้องของพระราชา, พระผู้ออกแบบความสุข, เรือใบ ใจกล้า และเพลงแผ่นดิน พร้อมแนวคิดดีๆ เพื่อการทรงงานอันเป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรชาวไทย และมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจสู่งานศิลป์ในการเดินตามรอยพ่อหลวงไทย โดยนิทรรศการจัดแสดงให้ชมตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2559

นายชาย นครชัย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญในการเผยแพร่ผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์โดยสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ประจักษ์ จึงกำหนดจัดโครงการนิทรรศการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาสต่างๆ ตลอดปี 2559 เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปให้ได้ชื่นชม และเกิดแรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อช่วยกันดูแลรักษามรดกของชาติไทยให้ยั่งยืน

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “การเดินทางของความสุข” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของความสุขใน 7 ด้านได้แก่ ปลายปากกาของพ่อ-พระปรีชาสามารถทางด้านภาษา, พระผู้สร้างศูนย์รวมใจ-พระปรีชาสามารถด้านสถาปัตยกรรม, ความสุขจากปลายพู่กัน-พระปรีชาสามารถด้านทัศนศิลป์, กล้องของพระราชา–พระปรีชาสามารถด้านการถ่ายภาพ, พระผู้ออกแบบความสุข–พระปรีชาสามารถด้านการออกแบบ, เรือใบ ใจกล้า-ธ ทรงเป็นแรงบันดาลใจ และเพลงแผ่นดิน–พระปรีชาสามารถด้านดนตรีตลอดระยะเวลาที่ทรงงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรมาอย่างยาวนาน จึงอยากเชิญชวนให้ทุกท่านมาร่วมชื่นชมในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “การเดินทางของความสุข” ได้ที่บริเวณชั้น 1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. เว้นวันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยนิทรรศการจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2559 นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ต่างไม่ต่าง” ซึ่งเป็นการเผยแพร่ผลงานสะสมศิลปกรรมร่วมสมัยที่ในสาขาทัศนศิลป์ของศิลปินแห่งชาติและศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย มาร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิดที่สะท้อนความหลากหลายในสังคมไทยที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เปิดให้เข้าชมจนถึงปลายเดือนธันวาคมนี้ สำหรับโรงเรียน หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ กรุณาสอบถามรายละเอียดและติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 0-2224-8030 ต่อ 202

‘ปั่นเพื่อพ่อ’ ณ กรุงไคโรประเทศอียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151217/218687.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
'ปั่นเพื่อพ่อ' ณ กรุงไคโรประเทศอียิปต์

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: ‘ปั่นเพื่อพ่อ’ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

            ทำเนียบเอกอัครราชทูต ต้อนรับแขกต่างชาติ และพี่น้องร่วมสายเลือดไทยที่มาร่วมงานเฉลิมฉลอง 88 พรรษาของในหลวง งานที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโรได้จัดทำขึ้น คือ Bike for Dad ปั่นเพื่อพ่อ ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนไทยที่อาศัยอยู่ทั่วโลกปั่นเพื่อให้โลกรู้ถึงความรักที่เรามีต่อในหลวงของปวงชนชาวไทย ผู้มีแต่ให้มาตลอดชีวิต มีหรือที่พวกเราคนไทยในประเทศอียิปต์จะนิ่งนอนใจ จึงรวมตัวตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูต เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

ในการเตรียมการในเรื่องนี้ เอกอัครราชทูต นายพีรศักย จันทวรินทร์ วางแผนโรดแม็พอย่างละเอียด พร้อมเชิญนายกสมาคมและคณะกรรมการบริการเข้ามามีส่วนเติมเต็ม เพื่องานในครั้งนี้ให้ออกมาดีที่สุด เพื่อถวายเป็น “ของขวัญ” แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่มากกว่าคำพูด นั่นคือ ปั่นเพื่อพ่อ กลางทะเลทรายแห่งพีระมิดกีซ่า ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์กว่า 4,500 ปี

เป็นการรวมตัวที่ลงตัวที่สุด และเป็นครั้งแรกที่พวกเรากว่า 100 ชีวิตได้มารวมตัวกัน ณ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก คือ มหาพีระมิดแห่งกีซ่า และต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อียิปต์ ที่เปิดมุมเด่นและมุมใหม่ที่สวยที่สุดของการมองเห็นพีระมิดเหมือนภาพในตั๋วก่อนเข้าชม ให้ทีมงานได้เปิดตัว เปิดพิธีอย่างสวยงามและเป็นการเปิดตัวมุมสวยที่สุดเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการให้โลกรู้อีกด้วย อีกทั้งยังอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยบนเส้นทางในการปั่นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบนยอดภูเขาทะเลทราย พื้นทราย และบนพื้นซีเมนต์

คนไทยกว่า 100 ชีวิต ทั้งข้าราชการ คนไทยที่เดินทางมาประกอบอาชีพ และนักศึกษาในประเทศอียิปต์ได้รวมตัวกันลงชื่อตั้งแต่เริ่มมีการประกาศ และการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดในการรวมตัวคนต่างชาติในประเทศนี้ ในท้ายที่สุดการปั่นเพื่อพ่อในประเทศอียิปต์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2558 พร้อมกันทั่วโลกอย่างน่าชื่นชมและยินดี เพื่อเป็นการตอบแทนความรู้สึกที่พวกเรามีให้แด่ในหลวงพ่อแห่งแผ่นดินไทยเขาเรา

“ชาวไทยในอียิปต์ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในวัน “ปั่นเพื่อพ่อ“ ด้วยพลังความสามัคคีและความจงรักภักดี” เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร นายพีรศักย จันทวรินทร์ พูดด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในประเทศอียิปต์ ที่มีส่วนในการนำเสนอภาพและความห่วงใจฝากไปให้ในหลวงได้สดชื่นและรู้ว่า ยังมีคนไทยในต่างประเทศรักและเคารพพระองค์อยู่เสมอและตลอดไป

ศธ.มั่นใจเด็กไทยพร้อมก้าวสู่AECเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218723.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
ศธ.มั่นใจเด็กไทยพร้อมก้าวสู่AECเต็มสูบ

ศธ.มั่นใจเด็กไทยพร้อมก้าวสู่AECเต็มสูบ หลังนำหลักสูตรแกนกลางอาเซียนใส่การเรียนทุกระดับ สั่ง สพฐ.อัดฉีด “ศูนย์อาเซียนศึกษา” รวม 447 ศูนย์ทั่วประเทศ

 

16ธ.ค.2558 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าวความพร้อมกระทรวงศึกษาธิการในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน โดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทยให้สามารถเป็นพลเมืองของประชาคมอาเซียน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2559 ทุกประเทศในอาเซียนจะก้าวผ่านพรมแดนรัฐชาติสู่ภูมิภาคแห่งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ จึงมุ่งสร้างให้เด็กและเยาวชน ให้พร้อมด้วยคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานอาเซียน ผ่านเครือข่ายที่เข้มแข็ง ตามแนวทางแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านการศึกษา พ.ศ.2558-62

ในการสร้างเยาวชนให้มีความสามารถในการสื่อสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาประเทศสมาชิกอาเซียน พัฒนาครูผู้สอนตามมาตรฐานสากลและมีศูนย์ขับเคลื่อนการสอนภาษาอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ พร้อมให้ความรู้ประชาคมอาเซียน ผ่านการนำหลักสูตรแกนกลางอาเซียน (ASEAN Curriculum Sourcebook) สู่การสอนทุกระดับชั้น

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังต้องให้ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการค้าอาเซียนแก่นักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พัฒนานักศึกษาอาชีวะและมหาวิทยาลัยให้มีทักษะวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน พร้อมเป็นผู้ประกอบการ สร้างทักษะ สมรรถนะสำคัญสำหรับพลเมืองในศตวรรษที่ 21 แก่ผู้เรียนทุกระดับ อีกทั้ง พัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ทำให้ผู้ที่ได้รับวุฒิการศึกษาในประเทศสามารถเทียบกับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพอาเซียน ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางได้ เป็นประโยชน์ต่อแรงงานสามารถเทียบวุฒิการศึกษาของตนกับวุฒิประเทศอื่นๆ เพื่อการพัฒนาตน และผู้ประกอบการสามารถวางแผนด้านบุคลากรได้

“กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยพลังเครือข่ายเข้มแข็ง โดยมึศูนย์อาเซียนศึกษาในทุกสังกัด ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และแม่ข่ายความรู้ประชาคมอาเซียนให้แก่ผู้เรียน บุคลากร สถานศึกษา และประชาชนทั่วไป รวม 447 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งในโอกาสการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนนี้ สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ศูนย์อาเซียนศึกษาด้วย เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาการสอน” พล.อ.สุรเชษฐ์ ระบุ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค จากโครงการ Education Hub ที่พัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนและเสริมศักยภาพของโรงเรียน สังกัด สพฐ. ตามมาตรฐานสากล ให้พร้อมรับผู้เรียนจากภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติ ระดับอาชีวศึกษาเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเครือข่ายสมาพันธ์เทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA-TVET) ระดับอุดมศึกษาเป็นที่ตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร นักศึกษา ระหว่างหน่วยงานการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า จากที่ได้ติดตามการดำเนินการของทุกภาคส่วน มีข้อบ่งชี้ความสำเร็จที่พบว่า เด็กและเยาวชนพร้อมเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรม ค่านิยมของประเทศอื่นๆ โดยไม่ลืมรากเหง้าความเป็นไทยของตน มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพลเมืองชาติอาเซียน สามารถมองข้ามผ่านพรมแดนและเส้นแบ่งรัฐชาติ แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยพร้อมเป็นพลเมืองอาเซียนหนึ่งเดียวกันกับชาวอาเซียนโดยรวม สิ่งนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีของการดำเนินงานว่าไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องแล้ว “กระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมในการดำเนินงานให้บรรลุหัวใจหลักที่แท้จริงของการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ที่มุ่งหมายให้ประชาคมแห่งนี้เป็นประชาคม แห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทร (Caring and Sharing Community)

สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218686.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช : สำนักข่าวเนชั่น โดยสุพินดา ณ มหาไชย

            พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะมีขึ้นในช่วงเย็นของวันนี้ (16 ธ.ค.) ที่พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส สุสานหลวง โดยช่วงเช้าจะมีริ้วขบวนพระอิสริยยศแห่พระโกศพระศพ จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส เพื่อรอ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์มาพระราชทานเพลิง ในเวลา 16.30 น. ทุกขั้นตอนในงานพระศพครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างสมพระอิสริยยศ และถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพื่อถวายความเคารพและน้อมถวายสักการะครั้งสุดท้าย

คติความเชื่อการออกพระเมรุ

คติความเชื่อเรื่องการออกพระเมรุนั้น พื้นฐานจากลัทธิเทวราชาในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งยึดถือว่า พระเจ้าแผ่นดินคือ องค์อวตาร ของ เทพเจ้า  เมื่อพระองค์สวรรคตก็จะเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์เพื่อรวมกับพระผู้เป็นเจ้า เช่น พระศิวะ หรือพระวิษณุ ที่ประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุถึงใช้คำราชาศัพท์ว่า สวรรคต หมายถึง การกลับสู่สวรรค์

การออกพระเมรุ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนการส่งเสด็จกลับทิพยพิมาน ขบวนเสด็จอัญเชิญพระศพไปยังพระเมรุก็เป็นการจำลองการเสด็จสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งเหล่าเทวดาอินทร์พรหมที่ตามมาแวดล้อมในการเชิญพระโกศพระศพ ส่วน พระเมรุ แทน เขาพระสุเมรุ  ศูนย์กลางจักรวาลและภูมิทั้ง 3 แวดล้อมไปด้วยวิมานของท้าวจตุโลกบาล ป่าหิมพานต์ และมหานทีสีทันดร ขณะที่ ราชรถ  ก็เป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุเช่นกัน ที่ฐานของราชรถจะมีรูปพญานาค แทนมหานทีสีทันดร  ถัดขึ้นมาเป็นรูปปครุฑ เทวดา คนธรรพ์ ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ส่วนพระโกศที่ประดิษฐานอยู่ด้านบน ก็คือยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้า

ประวัติการออกพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราช

ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ผู้คนทั่วไปไม่นิยมการเผาศพที่เมรุ หากก่อเชิงตะกอนเผาศพแทน แต่สำหรับงานพระศพของเจ้านายแล้ว จะมีการก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวขึ้นมาสำหรับการปลงพระศพ อย่างไรก็ตาม การออกพระเมรุท้องสนามหลวงนั้น จะใช้กับเจ้านายชั้น เจ้าฟ้า ขึ้นไปเท่านั้น เจ้านายชั้นรองมานิยมไปสร้างพระเมรุ เพื่อปลงพระศพที่นอกเมือง เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะออกพระเมรุที่ท้องสนามหลวง ส่วนจะใช้เมรุของวัดในการปลงพระศพนั้น ก็ปรากฏว่า วัดในเกาะรัตนโกสินทร์ใกล้พระบรมมหาราชวังนั้น ล้วนแต่เป็นวัดที่ไม่มีเมรุ จะต้องไปใช้เมรุของวัดสุทัศน์ ซึ่งในขณะนั้นถือว่าอยู่นอกเมือง หรืออาจจะใช้วิธีก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวนอกเมืองเพื่อปลงพระศพ

ส่วนการออกพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราชในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้น จะมีการสร้าง เมรุผ้าขาว สำหรับพระราชทานเพลิงพระศพ

เมรุผ้าขาว ลักษณะเป็นเมรุที่ขึ้นโครงเป็นรูปทรง เช่น อาคารก่ออิฐถือปูน แล้วใช้ผ้าขาวมาขึงให้ตึง หรือที่เรียกกว่า ดาดผ้าขาว มีลักษณะหลังคาแบบราบดาดด้วยผ้าขาวเป็นเมรุชั่วคราว ทั้งนี้ ในการพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งมาจากสามัญชนนั้น อนุมานว่า น่าจะใช้พระเมรุผ้าขาวเกือบทุกพระองค์ จนถึงพระสังฆราชองค์ที่ 7 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวัณณรังสี) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2396 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเมรุตามแบบของเจ้านาย สำหรับใช้พระราชทานเพลิงพระศพ เพราะทรงเป็นสังฆราชที่มาจากราชวงศ์พระองค์แรก โดยเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่  1

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ถึง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) ซึ่งสิ้นพระชนม์พ.ศ.2435 และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทโว) ที่สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.2442 ประกอบกับในเวลาไล่เลี่ยกันมีเจ้านายชั้นสูงชิ้นพระชนม์อีก 5 พระองค์ รวมถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

อย่างไรก็ดี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า การก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวสำหรับปลงพระศพเจ้านายแต่ละพระองค์เป็นการสิ้นเปลือง จึงให้ใช้พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า (ปัจจุบันเป็นสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) เป็นที่ประดิษฐานพระศพ และก่อสร้างพระเมรุขนาดเล็กสำหรับพระราชทานเพลิงไว้ใกล้ๆ กัน หลังจากนั้นก็พระราชทานเพลิงพระศพไล่ตามพระอิสริยยศ เริ่มจากงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ก่อน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2443 เนื่องจากทรงยกย่องในฐานะพระอุปัชฌายาจารย์ และยังเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 ต่อด้วยงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หลังเสร็จสิ้นงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายแล้ว โปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชสา ซึ่งมาจากสามัญชนบนพระเมรุเดียวกันเป็นกรณีพิเศษ ด้วยสมเด็จพระสังฆราชสาทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ในพระองค์

สำหรับการใช้พระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นสุสานหลวงนั้น เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 8 ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ (ม.จ.ภุชงค์) สังฆราชองค์ที่ 11 ในพ.ศ.2481 แต่ก็เป็นการก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวขึ้นมาเช่นเดียวกัน จนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อสร้างพระเมรุปูนขึ้นถวาย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในออกพระเมรุ

พระเมรุถาวรนี้ใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน รวมแล้วมีสมเด็จพระสังฆราชที่ออกพระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส 9 พระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสร้างพระเมรุปูนเพื่อปลงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้าขึ้น ธรรมเนียมการใช้เมรุปูนจึงแพร่หลายเป็นที่นิยมในคนทั่วไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ริ้วขบวนพระอิสริยยศ

ริ้วขบวนพระอิสริยยศของสมเด็จพระสังฆราชนั้น เทียบได้กับริ้วขบวนของเจ้านายชั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ (พระองค์เจ้าชั้นเอก) มีจำนวนไพร่พล เครื่องสูงในริ้วขบวน เป็นไปตามพระอิสริยยศ แต่เนื่องจากเป็นริ้วขบวนของสมเด็จพระสังฆราชก็จะเพิ่มเครื่องประจำสมณศักดิ์ด้วย เช่น พัดยศ และพัดรัตนาภรณ์  เป็นพัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่สมเด็จพระสังฆราชถึง 2 ครั้ง พัดรัตนาภรณ์นี้ เทียบได้กับสายสะพายเหรียญรัตนาภรณ์ ที่พระราชทานแก่บุคคลทั่วไป แต่ถ้าเป็นพระจะถวายเป็นพัดรัตนาภรณ์แทน

ทั้งนี้ ริ้วขบวนจะมีความยาวทั้งสิ้น 456 เมตร ผู้ร่วมในริ้วขบวน 1,383 คน และใช้เวลาเคลื่อนขบวนประมาณ 2 ชั่วโมง ในเส้นทาง 3.7 กม. จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปวัดเทพศิรินทราวาส สำหรับส่วนประกอบของริ้วขบวน จะประกอบด้วย 3 ส่วน ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกฯ ให้ความรู้ว่า ริ้วขบวนแห่พระศพแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นขบวนทหารนำ เป็นกองทหาร 3 เหล่าทัพ 3 กองพัน พร้อมวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพญาโศก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงประพันธ์ขึ้น โดยดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเป็นเพลงดุริยางค์เพื่อใช้ในงานพระศพ

ส่วนที่ 2 จะเป็นขบวนพระอิสริยยศ นำโดยธงสามชาย เครื่องประโคมได้แก่ กลองชนะ แตร สังข์ และคู่แห่ ซึ่งแต่งตัวเป็นเทวดาตามคติความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะกลับสู่สรวงสรรค์จึงต้องมีเทวดาในริ้วขบวน ถัดมาเป็นรถพระอ่านพระอภิธรรมนำพระศพ ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จวัดปากน้ำ) จะเป็นพระอ่านพระอภิธรรม ตามด้วยราชรถเชิญพระศพ และขบวนเครื่องสูงและเครื่องยศ และสำหรับริ้วขบวนส่วนที่ 3 จะเป็นขบวนตาม นำโดยเครื่องประกอบสมณศักดิ์ และขบวนพระประยูรญาติและศิษยานุศิษย์

สำหรับราชรถทรงพระโกศพระศพที่ใช้ในงานครั้งนี้ เป็น ราชรถโถง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีหลังคาและเสา มี 4 ล้อสำหรับเทียมม้าหรือใช้กำลังคนฉุดชัก 44 คน แท่นรองรับพระโกศทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ส่วนหน้าและส่วนท้ายมีเกรินราชรถ สำหรับชาวภูษามาลาขึ้นประคองพระโกศ ด้านหน้าจำหลักไม้รูปกระหนกเศียรนาค และด้านหลังจำหลักเป็นกระหนกหางนาค สองข้างราชรถจำหลักเป็นลำตัวนาค ส่วนรถพระอ่านพระอภิธรรมนำพระศพนี้ ก็สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นกัน

การตกแต่งพระเมรุ

การตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุและรอบบริเวณงานพระศพสมเด็จพระสังฆราช จะใช้ต้นไม้ประดับตกแต่งให้เกิดความร่มรื่น โดยใช้ต้นหูกระจงขาว จำนวน 40 ต้น สื่อถึงความบริสุทธิ์ และจะใช้ต้นตะโก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ไทยตกแต่งเป็น 9 ช่อ จำนวน 16 ต้น วางบริเวณรอบพระเมรุเพื่อให้ดูสวยงามสมพระเกียรติ นอกจากนี้จะใช้ดอกดาวเรืองสีส้ม สื่อถึงสีจีวรของพระสงฆ์ จำนวน 9,000 ต้น รวมกับดอกดาวเรืองสีเหลือง สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 12,000 ต้น ประดับพื้นรอบพระเมรุและริมทางเดิน ผสมกับต้นไทรแท่ง จำนวน 500 ต้น นอกจากนั้นจะมีการประดับตกแต่งรอบพระเมรุด้วยกระถางดินเผามีอักษรย่อ “ญสส” ซึ่งเป็นอักษรพระนามของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จำนวน 101 ใบ เท่ากับพระชนมายุของสมเด็จพระสังฆราช และประดับด้วยดอกชวนชมบริเวณโดยรอบพระเมรุ และเนื่องจากสกุลเดิมของสมเด็จพระสังฆราช คือ คชวัตร หรือ ช้าง จึงจัดทำช้างจำลองและประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูติ จำนวน 16 เชือก ประดับอยู่ทุกมุมของพระเมรุ

UWCทุนเรียนนอกโอกาสทอง’เด็กไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218697.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
UWCทุนเรียนนอกโอกาสทอง'เด็กไทย'

UWCทุนเรียนนอกโอกาสทอง’เด็กไทย’ : กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน UWCประจำประเทศไทยภาพ

           องค์การสหสากลวิทยาลัย (United World Colleges) เป็นองค์การนานาชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านการศึกษาของเยาวชนโครงการนี้เป็นการเรียนมัธยมปลาย 2 ปี (เทียบเท่ากับการจบชั้น ม.6) ผู้มีทั้งความรู้และจิตอาสาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างชาติ อันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก
           ในแต่ละปีสมาชิกในเครือข่ายองค์การสหสากลวิทยาลัยประกอบด้วยตัวแทนจากชาติต่างๆ ประมาณ 7,500 คน มากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และปัจจุบันมีสมาชิกที่จบการศึกษาจากโครงการประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ กัน แต่ทุกคนก็ยังคงร่วมกันสานต่ออุดมการณ์ที่จะสร้างสันติภาพและความเข้าใจให้เกิดขึ้น
           วิทยาลัยแต่ละแห่งเปิดโอกาสให้นักเรียนชายหญิงทุกเชื้อชาติ ศาสนามาพักอาศัยและศึกษาร่วมกันโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก หลักสูตรในการศึกษา คือ International Baccalaureate หรือ IB ซึ่งเป็นหลักสูตรเตรียมอุดมศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เกือบทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย นอกจากนี้วิทยาลัยเหล่านี้ยังมีกิจกรรมที่มุ่งให้นักศึกษาเรียนรู้การให้ความช่วยเหลือผู้อื่น และการให้บริการทางสังคม เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับคนชรา เด็ก เยาวชน หรือคนพิการ
           วิทยาลัยในเครือขององค์การมี 15 แห่ง คือ …Waterford Kamhlaba UWC Mbabane ราชอาณาจักรสวาซิแลนด์, UWC Changshu China Changshu สาธารณรัฐประชาชนจีน, Li Po Chun UWC Hong Kong สาธารณรัฐประชาชนจีน, UWC Mahindra College Pune ประเทศอินเดีย, UWC South East Asia ประเทศสิงคโปร์, UWC Adriatic Duino สาธารณรัฐอิตาลี, UWC Atlantic College Vale of Glamorgan
           สหราชอาณาจักร, UWC Dilijan Dilijan ประเทศอาร์เมเนีย, UWC Maastricht Maastricht ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์, UWC in Mostar ,Mostar บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, UWC Red Cross Nordic Flekke ราชอาณาจักรนอร์เวย์, UWC Robert Bosch College Freiburg ประเทศเยอรมนี, Pearson College UWC Victoria ประเทศแคนาดา, UWC-USA New Mexico สหรัฐอเมริกา และ UWC Costa Rica Santa Ana, ประเทศคอสตาริกา
           องค์การสหสากลวิทยาลัย เป็นองค์การนานาชาติอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมี Lord Mountbatten เป็นประธานตั้งแต่ปี 2510-2521 และตั้งแต่ปี 2522-2538 Prince Charles, The Prince of Wales มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษเป็นองค์ประธาน ปัจจุบันองค์ประธานคือ HM Queen Noor แห่งจอร์แดน
           บันไดสู่การเป็นนักเรียนทุนขององค์การสหสากลวิทยาลัย ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึง 20 มกราคม 2559 ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวรับสมัครได้ทางอินเทอร์เน็ตที่ http://thailand.uwc.org/ หรือของสำนักงาน ก.พ. ที่ http://www.ocsc.go.th หรือสอบถามข้อมูลจากอาจารย์แนะแนวของโรงเรียน หรือกลุ่มงานบริการสอบทุน ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. 47/111 ถนน ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0-2547-1907
           ว่ากันว่าในปี 2519 Sir Ian Gourlay ประธานกรรมการบริหารขององค์การสหสากลวิทยาลัย ได้เดินทางมาพบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เพื่อให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนจากประเทศไทยและหารือเรื่องการแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม ให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการระดับชาติขององค์การสหสากลวิทยาลัยประจำประเทศไทย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เชิญ นายเสริม วินิจฉัยกุล (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) เป็นประธานกรรมการ และได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2519 จนถึงปี 2528 และตั้งแต่ปี 2529 หลังจากนั้น มีประธานกรรมการตามลำดับดังนี้ นายโสรัจ สุจริตกุล นายอาสา สารสิน นายวิทยา เวชชาชีวะ ม.ร.ว.สฤษดิคุณ กิติยากร และนายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ต่อมาคณะกรรมการระดับชาติ ประจำประเทศไทยได้มีดำริให้ศิษย์เก่าจากองค์การสหสากลวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการในฐานะคณะกรรมการระดับชาติ ในปัจจุบันผู้อำนวยการของคณะกรรมการระดับชาติ คือ “นายประกิด บุณยัษฐิติ” ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประเทศไทยเริ่มคัดเลือกนักเรียนทุนตั้งแต่ปี 2519 รวมแล้วปัจจุบันมีนักเรียนทุนจำนวนมาก

‘SW DNA 115 ปีดีกรีเข้มกว่าเดิม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218691.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
'SW DNA 115 ปีดีกรีเข้มกว่าเดิม'
'SW DNA 115 ปีดีกรีเข้มกว่าเดิม'

‘SW DNA 115 ปีดีกรีเข้มกว่าเดิม’ : กมลทิพย์ ใบเงิน เรื่อง สตรีวิทยาสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ฯภาพ

 

 

            ถนนดินสอ ถนนสายเล็กๆ มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ณ ที่แห่งนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นเวลาถึงร้อยกว่าปีมาแล้ว สถานศึกษาแห่งหนึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2443 มีชื่อว่า “โรงเรียนสตรีวิทยา” ด้วยกาลเวลาที่ดำเนินมายาวนานนี้ สิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่งก็เพราะเคยเป็นสถานศึกษาของ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และยังทรงพระกรุณารับโรงเรียนแห่งนี้ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตลอดมา

วันที่ 21 ตุลาคม 2443 เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามเดิม “สังวาลย์” พระบิดาคือชนกชู พระมารดาคือพระชนนีดำ บ้านเดิมอยู่ จ.นนทบุรี ทรงกำพร้าพระชนกมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ต่อมาครอบครัวของพระองค์ได้ย้ายมาอยู่ที่ จ.ธนบุรี ซอยวัดอนงค์ ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดอนงคาราม และโรงเรียนศึกษานารี ต่อมาพระชนนีคำเสียชีวิต เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 9 พรรษา ได้เข้าถวายตัวเป็น “ข้าหลวง” ใน “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร” ณ ตำหนักสวนสี่ฤดู และทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนสตรีวิทยา เนื่องจากทรงพระเยาว์มาก การเดินทางมาโรงเรียนค่อนข้างลำบาก ทางผู้ใหญ่ที่ตำหนักสวนสี่ฤดูฝากให้พระองค์ไปพักอยู่บ้านคุณหวน หงสกุล ข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร อยู่หน้าวัดมหรรณพาราม เพื่อจะได้อยู่ใกล้โรงเรียน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระดำเนินไปโรงเรียนทุกวัน เมื่อทรงพระเยาว์ พระนามในขณะนั้นคือ “ด.ญ.สังวาลย์ ตะละภัฏ” ทรงศึกษาอยู่โรงเรียนสตรีวิทยาตั้งแต่พระชนมายุ 8 พรรษา จนถึงพระชนมายุ 13 พรรษา รวมระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2451 ถึง พ.ศ.2456 (ในยุคนั้นเป็นปีสุดท้ายของระดับประถม) แล้วจึงเข้าเรียนวิชาพยาบาลที่โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช

“SW DNA 115 ปี ดีกรีเข้มกว่าเดิม” คอนเซ็ปต์การจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 115 แห่งวันสถาปนาโรงเรียนสตรีวิทยา(ส.ว.) ที่มี “ศศิณี ภัททิยกุล“ นายกสตรีวิทยาสมาคมในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พลเรือตรีหญิง สุรัชฎา ชะลออยู่ อุปนายกสมาคม สิริวรรณ พุทธิสารสิชฌน์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ ดร.สุปราณี ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา ทีมผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และประชาคม ได้ร้อยดวงใจจัดงานอันทรงคุณค่านี้ขึ้นมา

ตะวันใกล้ค่ำของวันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 บรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน อาจารย์อาวุโส อาจารย์ปัจจุบัน ต่างทยอยเดินทางมาร่วมงานในชุด “แดง-ขาว” สวยสง่า เมื่อถึงบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา นักเรียนตั้งแถวรอต้อนรับสองข้างทาง แขกที่มาร่วมงานเดินตรงกลางท่ามกลางเสียงกล่าวต้อนรับคืนสู่เหย้าและรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น  งานนี้รวมถึง “นวลนง จามิกรณ์” ศิษย์เก่าส.ว.รุ่น 75 พร้อมคุณลูก “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ เกี่ยวก้อยมาด้วยกัน

“นักเรียนสตรีวิทยา” รุ่นปัจจุบัน เตรียมพร้อมช่อดอกกระแตที่ร้อยด้วยดอกมะลิสวยงาม เอาไว้มอบให้ศิษย์เก่า อาจารย์ปัจจุบัน เพื่อนำไปกราบไหว้อาจารย์อาวุโสที่มาร่วมงานด้วยใจรักผูกพัน งานนี้ ศิษย์สตรีวิทยา ได้จัดขบวนต้อนรับและมอบช่อดอกไม้กราบไหว้ อาจารย์สมจิตร ชาวันดี อาจารย์อาวุโสอายุ 90 ปี ที่นั่งรถเข็นมาด้วยความรักความห่วงใยลูกศิษย์ สร้างความปีติยินดีแก่ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง งานนี้หลายคนน้ำตาคลอเบ้าแบบไม่รู้สึกตัว

โต๊ะจีนกว่า 100 โต๊ะ บัตรนั่งสแตนด์เชียร์อีก 500 ที่นั่ง จัดเต็ม ทั้งเสิร์ฟอาหารคาวหวาน ควบคู่ไปกับการชมการแสดงของศิษย์เก่าอาวุโสรุ่น 66 และ 68 ที่ไม่อาจรู้ลืม เพราะบางคนแม้แตะ “สูงวัย” แต่เรื่องการแสดงไม่เป็นรองรุ่นลูกรุ่นหลาน เรียกได้ว่างาน “SW DNA 115 ปี ดีกรีเข้มกว่าเดิม” เรียกทั้งเสียงกรี๊ด!!และเสียงฮาา….

มุมรถโรงเรียน(มุมบนประตูเข้าโรงเรียน ถูกจำลองเอาไว้ กลายเป็นมุมโปรดที่ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันนิยมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน และมุมที่ทุกคนที่มาร่วมงานต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึก “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” หรือ “สมเด็จย่า” ของปวงชนชาวไทยนั่นเอง

“SW DNA 115 ปี ดีกรีเข้มกว่าเดิม” มีวัตถุประสงค์เพื่อสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงเป็นศิษย์เก่า และได้ทรงพระกรุณารับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณ ชื่อเสียงของโรงเรียน ที่ได้พัฒนาสตรีให้ไปเป็นผู้นำในทุกวงการ อีกทั้งเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี รายได้ส่วนหนึ่งของการจัดงานจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา และมอบให้โรงเรียนเพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์และนักเรียน” ศศิณี ภัททิยกุล นายกสตรีวิทยาสมาคมในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(ศิษย์เก่า ส.ว.รุ่นที่ 68) กล่าว

ศศิณี กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า งานคืนสู่เหย้า 115 ปี สตรีวิทยา ดีเอ็นเอเข้มข้นในคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ ในฐานะศิษย์เก่าที่ร่วมทำงานในสตรีวิทยาสมาคมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 ปี ได้รับความรู้สึกที่อธิบายได้ถึงความเป็นเลือดเนื้อถึงระดับยีนดีเอ็นเอว่า พวกเรารักโรงเรียน มีความภูมิใจ และมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้น ระหว่างครูอาวุโส ครูปัจจุบัน พี่ศิษย์เก่าและน้อง ปัจจุบัน ไม่มีช่องว่างระหว่างอายุ วัย เศรษฐสถานะอาชีพ รวมทั้งสถานะทางสังคม เราทุกคน รักกัน รักกัน และรักกัน อย่างไม่มีข้อแม้

เช่นเดียวกับ “ศิษย์เก่ารุ่น 66” ได้บรรยายบทสรุปของงานไว้ว่า “ได้กลับไปเยือนถิ่นเก่าที่จากมาเป็นเวลานาน ปลื้มปีติกับการต้อนรับของน้องพี่ที่เปี่ยมล้นด้วยมิตรไมตรี ตั้งแต่ย่างก้าวเข้าสู่รั้วแดงขาว ได้คารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน เหมือนได้กลับคืนย้อนสู่บรรยากาศเก่าๆ ในวัยเยาว์ น้องๆ ได้จัดเตรียมบรรยากาศย้อนยุคให้พี่ๆ ได้เติมเต็มความสุขด้วยรถโรงเรียนที่เราทุกคนจำได้ไม่ลืม เสียงทักทาย ถ่ายรูป ด้วยกันกับเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่รุ่นน้องที่ห่างหายกันไปเป็นเวลานาน

ชวนกันชม ช็อปของที่ระลึกที่แทนใจสายใยน้องพี่ร่วมสถาบัน เข้าสู่บรรยากาศงานเลี้ยงที่คณะจัดงานได้เนรมิตทั้งแสง สี เสียง ได้เลิศหรูอลังการ วาระสำคัญที่ปลื้มปีติยิ่ง น้องๆ ได้จัดเตรียมพวงมาลัยดอกไม้ให้รุ่นพี่ได้ กราบคารวะอาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนเรามา การแสดงบนเวทีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันให้ความสุขสำราญแก่ชาว ส.ว. เรียกเสียงกรี๊ดด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น รสชาติอาหารแสนเลิศรส และยังได้ลุ้นโชค ลุ้นรางวัลที่คณะจัดงานได้คัดสรรมาให้ชาวแดง-ขาว 115 ปี สตรีวิทยาอบอวลด้วยความรักและความผูกพันมิมีวันเสื่อมคลาย”

 

 

เปิดผลดัชนีวัฒนธรรมการอ่านไทยไม่ผ่านเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218681.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
เปิดผลดัชนีวัฒนธรรมการอ่านไทยไม่ผ่านเกณฑ์

เปิดผลดัชนีวัฒนธรรมการอ่าน ระบุคนไทยอ่านหนังสือไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แนะพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง กระตุ้นพัฒนาการ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน

            เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายเสียงประชาชน(We Voice) จัดประชุมระดมแนวคิด “การพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย” โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญของการนำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาวะ ในทางทฤษฎีแล้วถือกันว่าเป็นรากฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาและช่วยหนุนการสร้างเสริมสุขภาวะด้านอื่นๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม การมีข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงสถานการณ์การอ่านของประเทศ ถือว่าสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางส่งเสริมการอ่านของประเทศ อีกทั้งยังเป็นข้อมูลติดตามผลของการรณรงค์ว่าช่วยให้การอ่านของประเทศเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จึงได้ทำการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการ “การสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่าน ระยะที่ 2” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย We Voice ที่เป็นนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยและหลายสาขาวิชา ทั้งสถิติ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ เพื่อสร้างตัวชี้วัดทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่สะท้อนภาพรวมการอ่านของประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการอ่าน โดยการสำรวจครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการประชุมจะเป็นการหารือแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านให้เหมาะสม ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้านนางสุดใจ  พรหมเกิด  ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า ผลการศึกษาโครงการสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยกลุ่มประชาชนทั่วไป ทั้งหมด 1,753 ตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการอ่านผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 166 นาทีต่อสัปดาห์  และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 222.5 นาทีต่อสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันประชาชนนิยมการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสื่อที่มีการแชร์ผ่านสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตามจากการหาค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านจะมีค่าอยู่ในช่วง 0-100 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้ค่าดัชนีเท่ากับ 40.4 หมายความว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมการอ่านที่น้อย ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานซึ่งต้องได้ค่าดัชนีเท่ากับ 50 ขึ้นไป นอกจากนี้พบว่า มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์เฉลี่ย 272 บาทต่อเดือน โดยร้อยละ 55.4 ที่มีการซื้อและร้อยละ 44.6 ไม่ได้ซื้อหนังสือเลย  สำหรับสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากอ่านหนังสือและสื่อต่างๆ มากที่สุดคือ ชอบฟังวิทยุ ดูทีวีมากกว่า ร้อยละ 30.7  รองลงมาคือ ไม่มีเวลาอ่าน ร้อยละ 29 และสายตาไม่ดี ร้อยละ 19.4 นอกจากนี้มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 4.3 ที่อ่านหนังสือไม่ออก เมื่อพิจารณาจากกำลังซื้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.2 มองว่าหนังสือมีราคาแพงเกินไป ร้อยละ 8.3 ไม่มีเงินซื้อ และร้อยละ 10.4 ไม่มีแหล่งให้ยืมหนังสือ

นางสุดใจ  กล่าวต่อว่า ขณะที่การสำรวจตัวอย่างจากพ่อแม่ผู้ปกครอง 398 คน ของกลุ่มเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์  พบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือให้เด็กฟังเท่ากับ 709.5 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ให้เด็กฟังเฉลี่ย 615.8 นาทีต่อสัปดาห์ และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 70.9 นาทีต่อสัปดาห์ เมื่อสำรวจกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวที่ช่วยส่งเสริมการรักการอ่านหรือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.6 มีการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยร้อยละ 83.2 จะอ่านหนังสือให้เด็กฟัง รองลงมาเป็นการให้คำชมเวลาเด็กอ่านหนังสือ ร้อยละ 81.3 และร้อยละ 78.6 ใช้เวลาอ่านหนังสือด้วยกัน  อย่างไรก็ตามค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านเด็กปฐมวัยได้ค่าดัชนีเท่ากับ 49.6 หมายความว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีการอ่านหนังสือให้เด็กฟังในระดับปานกลาง

“ข้อเสนอแนะสำคัญที่ได้จากการวิจัยนี้คือ ควรเน้นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชน พ่อ แม่ ผู้ปกครองทุกเพศทุกวัยรักการอ่านมากขึ้น โดยสนับสนุนการมีพฤติกรรมตนเอง และเด็กๆ เยาวชน ให้ชอบอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน  ส่วนกรณีเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองควรเพิ่มการอ่านหนังสือให้ลูก หลานฟังให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆ  รวมถึงดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กในการใช้อุปกรณ์ดิจิตอล สนับสนุนและส่งเสริมการผลิต พัฒนาเนื้อหา และรูปแบบของข้อมูล/ความรู้ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ เพื่อมุ่งพัฒนาความรู้ และทักษะตามความสนใจของกลุ่มคนต่างๆ”  นางสุดใจ กล่าว