เด็กไทยเจ๋งกวาด48เหรียญคณิตโอลิมปิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218664.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
เด็กไทยเจ๋งกวาด48เหรียญคณิตโอลิมปิก

นักเรียน ม.ต้นไทยสุดยอด คว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง 3 รายการ กวาด 24 รางวัล 48 เหรียญ การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่สหพันธรัฐมาเลเซีย

                      สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่ง 16 นักเรียนไทย เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น : International Teenagers Mathematics Olympiad 2015 ระหว่างวันที่ 10 – 14 ธันวาคม 2558 ณ รัฐเคดาห์ สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมี 11 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง 5 รางวัล เหรียญเงิน 9 รางวัล เหรียญทองแดง 5 รางวัล และรางวัลชมเชย 5 รางวัล รวม 24 รางวัล 48 เหรียญ และสามารถคว้ารางวัลคะแนนรวมสูงสุดเป็นอันดับที่สองจาก 11 ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันอีกรางวัลหนึ่งด้วย จะเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยสายการบินมาเลเซียแอร์ใลน์ เที่ยวบินที่ MH 776 เวลา 21.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม 2558 นี้
                      นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อบ่ายวันที่ 13 ธันวาคม 2558 ว่า จากการที่ สพฐ.ได้คัดเลือกและส่งนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 16 คน รวม 4 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผลปรากฏว่า นักเรียนไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลรวม 48 เหรียญ ประกอบด้วย
                      ประเภทบุคคล 3 เหรียญทอง ได้แก่ เด็กชายธัชพล จิรรัตนโสภา โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา , เด็กหญิงปาณิสรา ตั้งงามสกุล โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร และเด็กชายธนา สมศิริวัฒนา จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
                      เหรียญเงิน 5 รางวัล ได้แก่ เด็กชายกอบชนม์ สิทธิธรรมโชติ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร , เด็กชายนิรวิทธ์ อารยะพิพัฒน์กุล โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร , นายนญ กังวานธีรวัฒน์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน กรุงเทพมหานคร , เด็กชายมัตตัญญู ตั้งเง็กกี่ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม กรุงเทพมหานคร และเด็กชายศิรธีร์ วัฒนสุรีย์พจน์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
                      เหรียญทองแดง 3 รางวัล ได้แก่ เด็กชายอานุภาพ ช่วยเจริญสุข โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา , เด็กชายวสุ พรหมอินทร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และเด็กชายปรากฎ งามละมัย โรงเรียนคณะราษฏร์บำรุงปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
                      รางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้แก่ เด็กชายจิรสิน จานะพร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร , เด็กชายธีระชัย แซ่ตั้ง โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร , เด็กชายรวัชญ์ ผดุงเกียรติวงษ์ โรงเรียนพรหมเด็กชาย จังหวัดเพชรบุรี , เด็กชายพีรพัศ จงสุขกิจพานิช โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม กรุงเทพมหานคร และเด็กหญิงลออรัตน์ อุปคุณ โรงเรียนสุรนารีวิทยา จังหวัดนครราชสีมา
                      ส่วนประเภททีม คว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ได้แก่ ทีมซี ประกอบด้วย นายนญ กังวานธีรวัฒน์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน กรุงเทพมหานคร , เด็กชายปรากฎ งามละมัย โรงเรียนคณะราษฏร์บำรุงปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี , เด็กชายมัตตัญญู ตั้งเง็กกี่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม กรุงเทพมหานคร และเด็กชายรวัชญ์ ผดุงเกียรติวงษ์ โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี
                      เหรียญทองแดงได้ 2 รางวัล ได้แก่ ทีมบี ประกอบด้วย เด็กชายธีระชัย แซ่ตั้ง โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร , เด็กชายนิรวิทธ์ อารยะพิพัฒน์กุล โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร , เด็กหญิงปาณิสรา ตั้งงามสกุล โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร และเด็กชายวสุ พรหมอินทร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และทีมดี ประกอบด้วย เด็กชายธนา สมศิริวัฒนา จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร , เด็กชายพีรพัศ จงสุขกิจพานิช โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม กรุงเทพมหานคร , เด็กหญิงลออรัตน์ อุปคุณ โรงเรียนสุรนารีวิทยา จังหวัดนครราชสีมา และเด็กชายศิรธีร์ วัฒนสุรีย์พจน์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
                      ประเภทกลุ่มบุคคล รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ได้แก่ ทีมซี เหรียญเงิน 3 รางวัล ได้แก่ ทีมเอ ประกอบด้วย เด็กชายกอบชนม์ สิทธิธรรมโชติ และเด็กชายจิรสิน จานะพร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร , เด็กชายธัชพล จิรรัตนโสภา โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา และเด็กชายอานุภาพ ช่วยเจริญสุข โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา ทีมบี และทีมดี นอกจากนี้ทีมซียังสามารถคว้ารางวัลคะแนนรวมสูงสุดเป็นอันดับที่สองจาก 11 ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันไปครองอีกรางวัลหนึ่งด้วย
                      “การแข่งขันในครั้งนี้มีนักเรียน 40 ทีม รวม 160 คน จาก 11 ประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันประกอบด้วยประเทศมาเลเซีย บัลแกเรีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน เนปาล ฟิลิปปินส์ รัสเซีย ศรีลังกา ไต้หวัน เวียดนาม และไทย ขอแสดงความยินดีและขอขอบใจนักเรียนทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนนักเรียนไทยได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับครอบครัว โรงเรียน และประเทศชาติ นำประสบการณ์ที่ได้รับทั้งด้านวิชาการ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของนานาประเทศมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไป”
                      ด้านเด็กชายธัชพล จิรรัตนโสภา โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา หนึ่งในนักเรียนที่ได้รับเหรียญทองทั้งประเภทบุคคลและประเภททีม กล่าวว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนเด็กไทยมาแข่งขันและได้เหรียญทองในครั้งนี้ ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษและยากมาก ตนเองมีความถนัดและชอบในวิชาคณิตศาสตร์เพราะรู้สึกว่ามันท้าทายและสนุกกับการคิดหาคำตอบตั้งแต่เด็ก ส่วนเคล็ดลับคือตั้งใจหมั่นฝึกฝน และทำข้อสอบจากสนามต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงทำข้อสอบในครั้งนี้ได้เกือบหมด และมั่นใจว่าทำคะแนนได้ดีอย่างแน่นอน

สุดปลื้มปีติ‘ชาวมทร.ธัญบุรี’ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้ตกแต่งพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218616.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
สุดปลื้มปีติ‘ชาวมทร.ธัญบุรี’ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้ตกแต่งพระเมรุ
สุดปลื้มปีติ‘ชาวมทร.ธัญบุรี’ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้ตกแต่งพระเมรุ
สุดปลื้มปีติ‘ชาวมทร.ธัญบุรี’ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้ตกแต่งพระเมรุ
สุดปลื้มปีติ‘ชาวมทร.ธัญบุรี’ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้ตกแต่งพระเมรุ

สุดปลื้มปีติ‘ชาวมทร.ธัญบุรี’ร่วมร้อยใจประดิษฐ์ดอกไม้ตกแต่งพระเมรุ : ชลธิชา ศรีอุบล เรื่อง/ภาพ มทร.ธัญบุรี

 

 

           การจัดดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งพระเมรุ บริเวณพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้รับเกียรติสูงสุดให้เป็นแม่งานในเรื่องดังกล่าว

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช คณาจารย์ นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ และศิษย์เก่า ได้รับมอบหมายจัดดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งพระเมรุ บริเวณพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของ มทร.ธัญบุรี ที่ได้ร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช

ที่ผ่านมาทางสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้น้อมรำลึกในเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในการจัดดอกไม้หน้าพระโกศครั้งที่ 1 ความสุขในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 2 สัตบุษ พุทธชาด ครั้งที่ 3 บุปผชาติพิไล น้อมถวาย ครั้งที่ 4 พวงมาลาน้อมสำนึก ครั้งที่ 5 มาลี วิวัตร ครั้งที่ 6 พานพุ่มน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 7 คชวัตร ราชมังคลา น้อมถวาย พระสังฆราชา และเพื่อเป็นการร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ผู้ควบคุมและดูแลดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งพระเมรุ ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ เล่าว่า การตกแต่งพระเมรุเน้นความเรียบง่าย ตามพระจริยวัตรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยดอกไม้สีขาวซึ่งเปรียบเสมือนสมเด็จพระสังฆราช ส่วนดอกไม้สีเหลืองเปรียบเสมือนความเป็นพระสงฆ์และความเป็นสกลมหาสังฆปริณายกของพระองค์ท่าน ดอกไม้ที่ใช้ในการประดับตกแต่งในการออกพระเมรุในครั้งนี้เน้นดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก ดอกพุด และดอกกล้วยไม้ ซึ่งเปรียบเสมือนพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม และที่สำคัญเป็นดอกไม้ไทยที่นำมาประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยใช้เทคนิคและวิธีการในการกรอง ร้อย ติด ปัก และการเย็บ ประดิษฐ์ขึ้นเป็นดอกบัว ดอกกล้วยไม้ และอื่นๆ ในการนี้สาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับผิดชอบในการจัดตกแต่งพระเมรุด้วยรายละเอียด ดังนี้

1.ฉัตรประดับ อิสริยยศ ร้อยด้วยดอกรักและดอกพุด ลายสี่ก้านสี่ดอก ผูกด้วยอุบะตุ้งติ้งดอกข่าบาน สีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งสังฆราชา ประดับตกแต่งด้วยเพชร แสดงให้เห็นถึงแสงสว่างแห่งปัญญา เข็มขัดรัดฉัตร ติดด้วยกลีบดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีเหลืองทีละกลีบประกอบเป็นลวดลายกระจังและดอกประดับเป็นลวดลายใบเทศและดอกพิกุล

2.พวงแก้วแขวนประดับช่องประตู ประดิษฐ์เป็นรูปดอกบัว เรียงร้อยด้วยดอกพุด ดอกรัก ดอกกล้วยไม้ และดอกบานไม่รู้โรย ส่วนประกอบเป็นรูปดอกบัว ลายล้อมอยู่ในพวงแก้วแสดงถึงพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ท่าน และพระกรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปทั่วโลก ตัวโครง ร้อยเรียงดอกพุด และดอกรักด้วยลายสี่ก้านสี่ดอก ส่วนตกแต่งและรอยต่อประดิษฐ์ติดด้วยดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีเหลือง ประดิษฐ์เป็นเฟื่องแบบ และห้อยด้วยอุบะไทยทรงเครื่อง ส่วนล่างของพวงแก้ว ร้อยเรียงด้วยดอกรัก และดอกข่าบานไล่ระดับเพื่อให้เกิดความอ่อนช้อยสวยงาม

3.ประดิษฐ์ดอกไม้แบบไทยสำหรับประดับตกแต่งบริเวณพระเมรุ ทางขึ้นพระเมรุด้านบน ประดิษฐ์เป็นพานพุ่มประดับกลีบบัว ติดด้วยกลีบดอกบานไม่รู้โรย รองด้วยกระทงใบตองกลีบหัวนกลายเปียประดับกลีบสัตบุษย์ วางบนฐานใบตอง ซึ่งประดับตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้ที่ประดิษฐ์มาจากดอกบานไม่รู้โรย บริเวณขอบพระเมรุด้านล่าง จัดดอกบัวที่ประดิษฐ์จากกลีบดอกบานไม่รู้โรยไล่ระดับ รองด้วยฐานใบตองสดและตกแต่งดอกไม้ประดิษฐ์แบบไทย

4.พวงมาลัยตกแต่งราวบันได และโคมไฟ ร้อยด้วยดอกพุดผูกด้วยอุบะพู่ ครอบด้วยกรวยใบตองกลีบการเวก

ความยากของงานในครั้งนี้ จะต้องคิดในเรื่องของดอกไม้ที่จะทำอย่างไรให้อยู่ได้นาน ทนความร้อนมากที่สุด เพราะดอกไม้ต้องอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงต้องเลือกและทดลองใช้ดอกไม้

ระยะเวลาในการประดิษฐ์ดอกไม้ใช้เวลา 30 วัน โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์จำนวน 200 คน ทั้งนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้ต้องขังทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง คลองหก จ.ปทุมธานี การถวายงานจัดดอกไม้การออกพระเมรุของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้ใช้วิชาชีพของตัวเอง ในการช่วยเหลือพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ นักศึกษาตระหนักเห็นถึงความสำคัญ มีจิตสำนึกในการใช้วิชาชีพของตัวเองที่นำมาใช้ประโยชน์สูงสุด เป็นมงคลสำหรับชีวิต ได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยและสืบสานงานฝีมือที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้มาเป็นระยะเวลายาวนาน

วันที่ 13 ธันวาคม 2558 จัดดอกหน้าพระโกศ ประกอบไปด้วย ช้างเผือก 6 เชือก ซึ่งช้างเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระสังฆราช ไก่แจ้ 2 ตัว ไก่ที่ทรงเลี้ยง พุ่ม 8 พุ่ม แสดงถึงความเคารพและศรัทธา

วันที่ 14 และ 15 ธันวาคม 2558 นำดอกไม้ที่ประดิษฐ์ไปจัดตกแต่งพระเมรุ ประกอบด้วย ดอกบัวมากกว่า 100 ดอก ดอกบันไดสวรรค์ 80 ต้น บริเวณระเบียงพระเมรุ พวงแก้ว 3 พวง ประดับช่องประตูพระเมรุ พุ่มประดับมากกว่า 60 พุ่ม พวงมาลัยประดับโคมไฟ 44 พวง ฉัตร 6 ต้น เข็มขัดรัดฉัตร 30 อัน ดอกกล้วยไม้แคทลียา มากกว่า 100 ดอก

 

สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218608.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20
สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20
สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20

สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20 : เยี่ยมสถานศึกษา ดร.จุไรรัตน์ วรรณยิ่ง0 ผอ.สำนักงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสยาม : รายงาน

 

 

           ปิดฉากไปแล้วอย่างงดงามสำหรับงานใหญ่ Siam Open House 2015 : นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษา ครั้งที่ 20 ซึ่งมหาวิทยาลัยสยามจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 พฤศจิกายน ณ มหาวิทยาลัยสยาม เพชรน้ำงามแห่งฝั่งธนบุรี มีรถไฟฟ้าผ่านหน้ามหาวิทยาลัย สะดวกในการเดินทางอย่างยิ่ง

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม กล่าวเปิดงานว่า “มหาวิทยาลัยสยามยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งความรู้ให้นักเรียนค้นคว้าหาข้อมูลในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ค้นพบตนเองและก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และไม่เฉพาะในงานนี้เท่านั้น มหาวิทยาลัยมีศูนย์รับสมัครและสำนักวิชาการที่พร้อมจะให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง และนักเรียนที่สนใจมาสอบถามเสมอตลอดเวลาทำการ จุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล และการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอีกด้วย”

&nbsnbsp;    หลังพิธีเปิด บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคัก สถาบันอุดมศึกษาที่มาร่วมออกบูธ ประมาณ 30 บูธ ต่างก็ใช้กลยุทธ์ในการเชิญชวนให้ผู้มางานร่วมกิจกรรมในบูธ โดยมีเอกสาร สมุด ปากกา ดินสอ หมวก พัด กระเป๋า ฯลฯ แจกให้ผู้มาร่วมงาน มีเสียงเพลงจาก “น้องกวาง” อาริศา หอมกรุ่น นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ผู้ผ่านการประกวดในรายการ ไทยแลนด์ กอตทาเลนต์ สร้างบรรยากาศและรอยยิ้ม รวมทั้ง “น้องวิว” พงศ์ชนก กันกลับ มิสไทยแลนด์ เวิลด์ 2009 นักกีฬาเทควันโด ทีมชาติ มาร่วมให้ข้อคิดแชร์ประสบการณ์ว่า “การที่ได้มาเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ทำให้มีความกล้า และมั่นใจในการแสดงออก รวมทั้งสามารถพูดออกเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำ ถูกต้องตามอักขรวิธี สามารถนำไปใช้ในการเป็นพิธีกรรายการ “กีฬาวาไรตี้ แชมป์จัดไป” ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 บ่ายโมงวันอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี”

ส่วน “น้องฟิลลิป” ธีรศักดิ์ เฮ้าเฮง นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว บาร์เทนเดอร์รูปหล่อของ Bangkok Hotel เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า “การได้มาเรียนที่นี่ ถือเป็นโอกาสทองของชีวิต เพราะได้รับความรู้มากมาย ได้ฝึกพัฒนาวิชาชีพจากประสบการณ์จริง และทำให้หารายได้จากการทำงานในอาชีพที่ชอบและถนัดด้วยครับ”

สำหรับผู้มาร่วมชมงาน อังคเรศ อิทธิปาทานันท์ คุณครูโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ที่นำนักเรียนมาร่วมงานทุกปีเปิดเผยว่า “โรงเรียนเราอยู่ชานเมือง ไม่สะดวกที่จะพานักเรียนไปชมมหาวิทยาลัยอื่นๆ เองทั้งหมด มหาวิทยาลัยสยามจัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับนักเรียน” ทินกิตย์ จวบสมัย นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เล่าอย่างตื่นเต้นว่า “สุดยอดเลยครับ ผมและเพื่อนๆ ชอบมาก เพราะทำให้เข้าใจ และชัดเจนว่าแต่ละคณะในมหาวิทยาลัยเรียนอะไร ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเลือกเรียนคณะอะไรที่โดนใจที่สุด”

ในช่วงบ่ายมีการเปิดโรงละคร มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งเป็นโรงละครที่มีอุปกรณ์ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ ระบบดิจิทัลที่ทันสมัย รองรับผู้ชมได้ 200 ที่นั่ง สามารถผลิตงานแสดงที่มีคุณภาพ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแสดงความสามารถของนักศึกษาพร้อมทั้งเป็นการบริการทางวิชาการ ด้านการเรียนการสอน และการพัฒนางานวิจัยของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป อันเป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย หลังพิธีเปิดเป็นการแสดงละครเวทีของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ ซึ่งสนุกสนาน และจุดประกายแห่งความสนใจใคร่เรียนให้น้องๆ ที่มาร่วมชมเป็นอย่างยิ่ง

ตลอดการจัดงานทั้ง 2 วัน นอกจากส่วนนิทรรศการแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ เช่น Cooking Contest ของสาขาวิชาการโรงแรม และการท่องเที่ยว การจำลองการผลิตรายการโทรทัศน์ ทดลองเป็นดีเจ การผลิตภาพยนตร์ ของภาควิชาวิทยุ-โทรทัศน์-ภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ การแสดงโฟล์คซอง ของศิลปินเดอะ วอยซ์ เดอะสตาร์ เคพีเอ็น ซึ่งเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ทั้งสิ้น

จากการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง ล้วนเป็นสิ่งหล่อหลอมจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน การสืบสานและสั่งสมประสบการณ์ จนตกผลึกและพัฒนาต่อยอดสานฝันเป็นบุคคลคุณภาพ สามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ ล้วนเป็นผลพวงของสถานศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ครูอาจารย์ที่เฝ้าเคี่ยวกรำจนศิษย์เป็นตัวเป็นตน นับเป็นพันธกิจที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ

ส่วนจะสัมฤทธิผลเพียงใดนั้น เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายตีโจทย์ให้กระจาย และขยายผลให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

 

สสส.แนะ6ข้อปฏิบัติกินปีใหม่ให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218599.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
สสส.แนะ6ข้อปฏิบัติกินปีใหม่ให้สุขภาพดี

สสส.แนะ6ข้อปฏิบัติกินปีใหม่ให้สุขภาพดี เน้นผักผลไม้ ลดหวานมันเค็ม อาหารสะอาด ปรุงนึ่งต้มมากว่าทอด

           14ธ.ค.2558 นายสง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การรับประทานอาหารในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีข้อควรปฏิบัติ 6 ข้อ ดังนี้ 1.เน้นผักผลไม้ สลัดในอาหารไทย อย่างเมนูน้ำพริก ผักสด ผักลวกเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก 2. หันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาว 3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 4. ลดอาหารรสมัน หวาน เค็ม กินอาหารด้วยสูตร 6:6:1 นั่นคือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา กินไขมันไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา และกินเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา5.กินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปนเปื้อน ล้างผักให้สะอาด ปรุงสุก ไม่กินสุกๆ ดิบๆ เลี่ยงอาหารที่อาจมีการปนเปื้อนสารกันปูด เชื้อรา และ6.ลดและงดเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ควรดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเมาต้องไม่ขับ นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงชนิด หรือประเภทของอาหาร ควรเน้นอาหารประเภทนึ่ง ต้ม มากกว่าทอดหรือผัด และปริมาณของอาหารที่รับประทาน ควรรับประทานให้เหมาะสมพออิ่ม

นายสง่า กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มักจะมีการจัดเลี้ยง  และการมอบของขวัญให้แก่กันแต่ปัจจุบันคนยังขาดความตระหนักในการเลือกรับประทานอาหาร หรือการมอบของขวัญที่มีคุณค่า ปลอดภัย สร้างเสริมสุขภาพที่ดี แต่กินด้วยความเคยชิน ไม่มีความรู้ ขาดความระมัดระวัง นำมาซึ่งไขมัน น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แทนที่ปีใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลรักษาสุขภาพ ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วน โรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมาได้ ดังนั้น ในปีใหม่นี้ขอแนะนำให้เริ่มต้นปีด้วยการให้ของขวัญโดยการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ทบทวนสำรวจพฤติกรรมของตนเองในรอบปี เช่น ท้องเสียกี่ครั้ง ลาป่วยกี่หน พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใส่ใจดูแลสุขภาพ กินอาหารเหมาะสม มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส ก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุด

“ส่วนของขวัญของฝากในปีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเค้ก เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน ครีม นม เนยสูงมาก ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าให้มากเกินไป หรือเลือกเค้ก ที่หวานน้อย หรือเลือกของขวัญของฝากที่มีคุณค่า ราคาไม่แพง เลือกซื้อผลิตภัฑณ์ของไทย หรือจัดกระเช้าปีใหม่ด้วยตัวเอง เช่น กระเช้าไข่ กระเช้าผักสดผลไม้ไทยๆ ก็จะมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ”นายสง่ากล่าว

นางชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.จัดกิจกรรม “Healthy living เมนูตอนรับปีใหม่” โดยเสนอให้คนไทยให้เค้กวุ้นสมุนไพรเป็นของขวัญหรือรับประทานในงานเลี้ยงแทนเค้กที่ทำจากแป้ง เนื่องจากเค้กวุ้นสมุนไพร เป็นการทำจากสมุนไพรและผงวุ้นที่ทำจากสาหร่ายทะเล โดยนำสมุนไพร  5  ชนิด ได้แก่ ใบเตย คำฝอย  ฝาง  อัญชัน และบีทรูท ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นๆและมีสีสันที่แตกต่างกันนำมาผสมกับผงวุ้นแล้วเทใส่แม่พิมเป็นชั้นๆจะได้เค้กวุ้นที่สีสันสวยงาม

“ที่สำคัญ เค้กวุ้นสมุนไพร ไม่มีส่วนผสมของแป้ง ผงฟู ไม่ผสมสีสังเคราะห์ ไม่มีสารกันบูดและไขมันทรานส์  ขณะที่ อัญชันและใบเตยช่วยเรื่องปรับธาตุ สร้างสมดุลในร่างกาย และบำรุงหัวใจ ส่วนฝางและบีทรูทช่วยบำรุงเลือด และคำฝอย ช่วยลดคลอเรสเตอรอล ปริมาณน้ำตาลจะใช้ในปริมาณที่ไม่ทำให้หวานมาก ดังนั้น กินรับประทานเค้กวุ้นสมุนไพรจึงเหมือนการดื่มน้ำสมุนไพรจากธรรมชาติ  ดีต่อสุขภาพ และย่อยง่ายไม่เหมือนเค้กครีมที่ทำจากแป้งซึ่งย่อยยาก รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย”นางชินริณีกล่าว

‘ดาว์พงษ์’รับสอบร.ร.ดังส่อลอยแพนร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218580.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
'ดาว์พงษ์'รับสอบร.ร.ดังส่อลอยแพนร.

ผู้ปกครอง นร.ยื่นหนังสือ ‘ดาว์พงษ์’ ประสานผู้บริหารแจง ปิดหลักสูตรเดิมเปลี่ยนเป็นนานาชาติ ยังไม่จบให้เลือกย้าย 7 ร.ร. จี้ คืนเงินแรกเข้าทุกกรณี

                      14 ธ.ค. 58  เมื่อเวลา 11.00 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนศรีวิกรม์ จำนวน 4 ราย ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อร้องเรียนและขอความเป็นธรรม กรณีโรงเรียนศรีวิกรม์ประกาศปิดในปี 2560 โดยผู้ปกครองนักเรียน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารโรงเรียนศรีวิกรม์ได้แจ้งในการประชุมผู้ปกครองว่า โรงเรียนจะเปลี่ยนระบบการสอนจากหลักสูตรเดิมไปเป็นหลักสูตรนานาชาติ ในปีการศึกษา 2560 เพราะฉะนั้น โรงเรียนจะไม่เปิดการเรียนการสอนในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 , 4 มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ในปีการศึกษา 2559 รวมทั้งแจ้งผู้ปกครองว่า จะคืนค่าแรกเข้าให้กับนักเรียนที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2558 และยื่นความประสงค์ที่จะลาออกในปีการศึกษา 2558 เท่านั้น
                      ผู้ปกครองนักเรียน กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นจึงอยากขอให้ ศธ.ช่วยประสานผู้บริหารโรงเรียนดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1. โรงเรียนต้องทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อแนวทางการรับมือของผู้ปกครองต่อการศึกษาของบุตร หลาน 2. ทางโรงเรียนต้องเปิดการการเรียนการสอนจนนักเรียนชั้น ม.4 ที่ศึกษาอยู่ขณะนี้ สามารถจบชั้น ม.6 3. ทางโรงเรียนต้องคืนเงินค่าแรกเข้าให้นักเรียนทุกราย เนื่องจากค่าธรรมเนียมแรกเข้าดังกล่าวเป็นค่าบำรุงการศึกษาตลอดระยะการศึกษา ตามแผน และ 4. โรงเรียนควรจะดำเนินการเยียวยา ชดเชย ปัญหาที่ได้ก่อให้กับนักเรียนและครอบครัวในครั้งนี้
                      “จากประกาศดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองเกิดความกังวล ไม่สามารถวางแผนการศึกษาให้กับบุตรหลานได้ แม้โรงเรียนจะแจ้งว่าเตรียมรองรับนักเรียนที่ยังไม่จบการศึกษาไว้ จำนวน 7 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนไทยคริสเตียน โรงเรียนเกษมพิทยา โรงเรียนเซนต์ดอมินิก โรงเรียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ แอ็ดเวนต์รามคําแหง และโรงเรียนสารสาสน์ แต่เมื่อผู้ปกครองไปติดต่อกลับพบว่า แต่ละโรงเรียนให้สมัครตามขั้นตอน และต้องเสียค่าแรกเข้าอีกก้อนโต ในขณะที่โรงเรียนศรีวิกรม์จะจ่ายค่าแรกเข้าคืนเฉพาะที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2558 เท่านั้น แต่ผู้ที่เข้าเรียนก่อนหน้าจะไม่ได้คืน ซึ่งผู้ปกครองก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เพราะเราก็ถือว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน และแม้จะพยายามขอเข้าพบผู้บริหารเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก็ไม่สามารถเข้าพบได้ ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้โรงเรียนชี้แจงกรณีดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร”
                      ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนจะดำเนินการให้ในเรื่องนี้ ซึ่งตามหลักการแล้ว โรงเรียนจะต้องเปิดสอนจนกว่านักเรียนจะจบทุกช่วงชั้น ไม่ควรปล่อยเด็กลอยแพ อย่างไรก็ตาม ตนขอพิจารณารายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

‘ชนาพัฒน์’จากร.ร.วัดสู่’ห้องเรียนแฟชั่น’มาตรฐานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218521.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
'ชนาพัฒน์'จากร.ร.วัดสู่'ห้องเรียนแฟชั่น'มาตรฐานโลก

‘ชนาพัฒน์’จากร.ร.วัดสู่’ห้องเรียนแฟชั่น’มาตรฐานโลก : กมลทิพย์ ใบเงินเรื่อง CIDI ชนาพัฒน์ภาพ

           “หลายคนได้ตั้งคำถามกับผมว่า “ได้เวลาปฏิรูปการศึกษาด้านแฟชั่นแล้วหรือยัง?” ในความคิดของผมนั้น ผมเชื่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันมีเหตุปัจจัยหลายประการที่เป็นอุปสรรคในการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่น ประการแรก การรับรู้ด้านแฟชั่นที่ถูกตีกรอบ โดยมหานครที่ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นของโลก ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส และมิลาน ประการต่อมาคือ วัฒนธรรมของแต่ละชาติไม่ได้ถูกผสมผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น ทำให้มีเพียงคนกลุ่มเดียวของโลกเป็นผู้สร้างแฟชั่น ในขณะที่คนที่เหลือในโลกได้กลายเป็นผู้ตามแฟชั่น โดยปราศจากความเข้าใจในรากฐานอย่างลึกซึ้ง และประการสุดท้ายคือ การศึกษาด้านแฟชั่นยังไม่กว้างขวางเพียงพอที่จะเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ ในโอกาสนี้ผมขอนำเสนอ 3 กลยุทธ์หลัก และ 2 ตัวขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาการศึกษาแฟชั่นและกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก”

ถ้อยวลีดังกล่าวเป็นการนำเสนอ “นิยามใหม่ของการศึกษาแฟชั่น” ของ “ศ.(พิเศษ)ดร.สาคร สุขศรีวงศ์” ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (CIDI Chanapatana) ในงานฟอรั่ม “Fashion Colloquia” ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2558 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

3 กลยุทธ์ใหม่ด้านการศึกษาแฟชั่น  1. “การเข้าถึงมวลชน” (Mass access) เป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือกับปัญหาเรื่องการศึกษาแฟชั่นแบบดั้งเดิมที่ผลิตดีไซเนอร์ได้น้อยผ่านท่างระบบการด้านแฟชั่นแบบดั้งเดิม โดยเราควรผลิตแฟชั่นดีไซเนอร์ให้ได้มากขึ้นทั่วโลก ด้วยการเปิดทางเลือกใหม่ให้แก่การศึกษาแฟชั่น 2.“สร้างวัฒนธรรมให้เป็นรากฐานของแฟชั่น” (Culture as means) เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเทรนด์เซตเตอร์ (trendsetter) ที่เกิดขึ้นจากเพียงคนกลุ่มเล็กๆ สร้างเทรนด์แฟชั่นขึ้นมา จากนั้นทุกคนก็รับรู้และซึมซับเทรนด์ดังกล่าว โดยขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้นควรสร้างให้วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นผสมผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น เพื่อให้เกิดสไตล์ใหม่ๆ และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับต่อไป 3.“การสร้างคุณค่าร่วมกัน” (shared value) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดและความต้องการระหว่างผู้บริโภคและดีไซเนอร์ เพื่อสร้างเทรนด์แฟชั่นโลกอย่างแท้จริง

2 ตัวขับเคลื่อน สนับสนุนกลยุทธ์ใหม่ด้านการศึกษาแฟชั่น 1. โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาทางเลือก ที่จะให้โอกาสและพัฒนาขีดความสามารถของดีไซเนอร์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ การศึกษาแฟชั่นในหลักสูตรแบบดั้งเดิมเป็นการพึ่งพาสถาบันเอกชน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ผลิตดีไซเนอร์ได้น้อย แต่หากเป็นหลักสูตรจากสถาบันของรัฐบาล ที่แม้จะคิดค่าเล่าเรียนต่ำ แต่ก็ไม่สามารถรับนักเรียนเพิ่มเพราะงบประมาณของภาครัฐบาลมีจำกัด ดังนั้นโครงสร้างหลักสูตรทางเลือกจะสามารถนำเสนอหลักสูตรหลากหลายในราคาเหมาะสมเพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงหลักสูตรได้จำนวนมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวอย่าง 2 หลักสูตร คือ

1.1 โครงสร้างหลักสูตรธุรกิจเพื่อสังคม (social venture model) สร้างการศึกษาแฟชั่นให้มีคุณภาพ ด้วยอัตราค่าเรียนที่ไม่สูงมาก แต่เพียงพอให้สถาบันดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างคือ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ ในประเทศไทยที่ค่าเล่าเรียนต่ำกว่าในตลาดประมาณ 1 ใน 3 และประสบความสำเร็จมาโดยตลอด สามารถผลิตดีไซเนอร์ที่มีศักยภาพได้หลายร้อยคนในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา

1.2 โครงการหลักสูตรออนไลน์ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อาทิ Coursera ที่นำเสนอหลักสูตรออนไลน์ฟรี พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้ผู้สำเร็จการศึกษา โดยมีรายได้จากองค์กรต่างๆ และบริษัทรับจัดหางาน (headhunter) มากกว่าที่ได้จากค่าเล่าเรียน หรือ เงินสนับสนุน

2.ระบบความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ปัจจุบันโซเชียลมีเดียก็ทำให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นเรื่องง่ายขึ้น จึงนำมาสู่แนวคิดเรื่อง “ห้องเรียนของโลก” ที่สามารถทำได้จริงในปัจจุบัน ภายใต้รูปแบบการเรียนรู้อย่างพึ่งพา (collaborative classroom setting) ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทุกคนสามารถช่วยเผยแพร่ไอเดีย ผู้บริโภคและดีไซเนอร์สามารถคุยเรื่องแนวคิดการออกแบบได้ทางโซเชียลมีเดีย ได้ตั้งแต่ค้นหารวบรวมข้อมูลไปจนถึงสร้างเทรนด์ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกและดีไซเนอร์เป็น ผู้ผลักดันร่วมกัน

“ยังช่วยลดช่องว่างของดีไซเนอร์ ที่สามารถหาแหล่งผู้ผลิตได้จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสรุปก็คือ ระบบเทคโนโลยีโซเซียลมีเดีย จะช่วยให้คนทั่วโลกแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการแฟชั่น ตั้งแต่การศึกษา การสร้างเทรนด์ ไปจนถึงการผลิตได้อย่างครบวงจรอย่างแท้จริง”

“ชนาพัฒน์” ก่อตั้งขึ้นโดย “หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร” เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ ให้เป็นสถาบันการออกแบบชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านแฟชั่นของไทย และนำประเทศไทยไปสู่สังคมเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์”

“หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร มีความเชื่อมั่นในพลังความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวคนทุกคน และมุ่งหวังจะสร้างคนไทยให้เป็นนักออกแบบในระดับโลก CIDI ชนาพัฒน์ จึงเปิดกว้างสำหรับทุกคนให้เข้ามาเรียน โดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการออกแบบ จึงทำให้นักศึกษาของ CIDI ชนาพัฒน์ มีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร สถาปนิก หรือผู้ที่จบวิทยาศาสตร์ บัญชี การเงิน การตลาด รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์  โดยอาจารย์ผู้สอนทั้งหมดเป็นคณาจารย์จากประเทศชั้นนำด้านการออกแบบ จากสถาบันชื่อดังที่สอนด้านการออกแบบในประเทศอิตาลี และใช้หลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก Ministry of Public Education ของประเทศอิตาลี”

ในทุกๆ ปี นอกจาก CIDI ชนาพัฒน์ ผลิตนักศึกษาด้านการออกแบบทั้งด้านแฟชั่นดีไซน์ และการออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ จำนวนกว่า 100 คน สถาบันยังได้มอบทุนให้นักศึกษาไทยที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันไปศึกษาต่อที่ประเทศอิตาลี อีกปีละ 2 ทุน คือด้านออกแบบแฟชั่น  (Fashion Design) 1 ทุน และด้านการออกแบบตกแต่งภายในและผลิิตภัณฑ์ (Interior & Product Design) 1 ทุน อีกด้วย และปัจจุบัน CIDI ชนาพัฒน์ได้ดำเนินการมาจนเข้าปีที่ 15 ปี มีนักศึกษาถึง 15 รุ่น สร้างนักออกแบบเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และนักออกแบบตกแต่งภายในที่เป็นที่รู้จัก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมาแล้วมากมาย

นิทรรศกาลผลงานนักศึกษา

ว่ากันว่า “ศ.(พิเศษ)ดร.สาคร  สุขศรีวงศ์” เป็นคนรุ่นใหม่ที่อุทิศตนเพื่อพัฒนา “ชนาพัฒน์” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการบริหารธุรกิจ จาก University of South Australia ออสเตรเลีย ปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ จาก The George Washington University สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรี สาขาการธนาคารและการเงิน จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และได้ศึกษาหลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School สหรัฐอเมริกา

ประสบการณ์ทำงาน ประธานกรรมการบริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน), กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ร้านภูฟ้า โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, อาจารย์พิเศษของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

‘หมอธี’แนะเรียนEP/MEPเด็กกล้าพูด-ครูได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218523.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
'หมอธี'แนะเรียนEP/MEPเด็กกล้าพูด-ครูได้มาตรฐาน

‘หมอธี’แนะเรียนEP/MEPเด็กกล้าพูด-ครูได้มาตรฐาน

           “อย่าเห็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่ผมโตมาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก็ยังเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสื่อสารได้ หรือแม้แต่โทนี่ จา (จา พนม) นักแสดงที่มีชื่อเสียงของไทยที่ไม่สามารถพูดอังกฤษได้ แต่เมื่อเรียนเพียง 1-2 ปี ก็สามารถให้สัมภาษณ์ฮอลลีวู้ดเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่อง”

“หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นภาษาอังกฤษ (English Program และ Mini English Program : EP/MEP) ของโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 23 (สพม.23) เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ต้องการมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ในการจัดการเรียนการสอน EP/MEP ของโรงเรียน เพราะถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้มารับฟังรายงานผลการจัดการเรียนการสอนที่สอนโดยครูไทยและครูชาวต่างประเทศ ซึ่งจ้างมาจาก 5 ประเทศคือ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งครูชาวจีนและเกาหลีที่สอนภาษาดังกล่าว พร้อมทั้งรับฟังการใช้ภาษาอังกฤษจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายที่เรียนในโปรแกรม EP/MEP จำนวน 111 คน แยกเป็น นักเรียนชั้น ม.ต้น 3 ห้องเรียน (89 คน) และ นักเรียนชั้น ม.ปลาย 2 ห้องเรียน (29 คน)

“จากการสอบถามครูชาวต่างประเทศ ผมได้แสดงความห่วงใยในการเรียนการสอน EP เพราะหากเด็กไม่เข้าใจภาษาอังกฤษที่ลึกซึ้งพอ ยิ่งจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะวิชาที่มีความยากอยู่แล้ว เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ หากเด็กเข้ามาเรียนในโปรแกรมนี้โดยยังไม่มีความพร้อมด้านภาษาหรือไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษที่ดีพอ แต่ปล่อยให้เรียนโดยให้เด็กฟังไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้เด็กไม่ได้ทั้งภาษาอังกฤษและวิชา ซึ่งทำให้โรงเรียนต้องจัดครูไทยมาสอนอีกรอบ แต่หากเราไปดูต่างประเทศที่เรียน EP จะพบว่าสิ่งที่ต้องเน้นกลับไม่ใช่วิชาต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นจัดการเรียนการสอนมากกว่าปกติคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นแนวคิดที่หวังจะใช้ “วิชา” เป็นตัวถ่ายทอด “ภาษาอังกฤษ” ก็จะทำให้ไม่ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งคู่”

นพ.ธีระเกียรติ ได้ฝากข้อคิดว่าเราต้องการจะสอนโดยเน้นไปที่คุณภาพหรือจะทำในรูปแบบแบบเดิมๆ เพราะหากเราต้องการให้ EP ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหมายจริงๆ ควรจะต้องมีการทบทวนวิธีการสอน หรือจัดครูที่ได้มาตรฐาน หรือนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยสอน มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกผู้ปกครองให้เข้ามาเรียนด้วยความหวัง เพราะหากเรียนสำเร็จหลักสูตร EP แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์

ไม่เพียงเท่านั้น การเรียนการสอน EP จำเป็นต้องฝึกให้นักเรียนกล้าพูด กล้าแสดงออก เพราะปัญหาคือเด็กไทยจำนวนมากยังไม่กล้าตอบหรือสนทนา เพราะเด็กยังห่วงที่จะรักษาหน้าตัวเอง กลัวผิด หรืออายเพื่อน ทั้งที่การใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ดี จำเป็นต้องฝึกด้วยตนเอง ไม่มีทางลัด (Shortcuts) ใดๆ ที่จะทำให้พูดได้..

“และอย่าเห็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่ผมโตมาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก็ยังเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสื่อสารได้ หรือแม้แต่โทนี่ จา (จา พนม) นักแสดงที่มีชื่อเสียงของไทยที่ไม่สามารถพูดอังกฤษได้ แต่เมื่อเรียนเพียง 1-2 ปี ก็สามารถให้สัมภาษณ์ฮอลลีวู้ดเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่อง

ผมพอใจในการเรียนการสอนและความตั้งใจของครูทุกท่านในโรงเรียนนี้ ฝากว่าหากโรงเรียนที่มีความพร้อมทั้งงบประมาณ การเปิดหลักสูตร และมีครูชาวต่างชาติ เข้ามาช่วยสอนแล้วยังไม่สำเร็จ ยิ่งจะทำให้โรงเรียนอื่นที่มีความพร้อมน้อยกว่า จะยิ่งมองไม่เห็นความสำเร็จในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ จึงเป็นกำลังใจให้ และพร้อมจะให้การสนับสนุนต่อไป” นพ.ธีระเกียรติ ฝากทิ้งท้าย

ทาง(เลือก)รอด..การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ‘แม่กำปอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151213/218452.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2558
ทาง(เลือก)รอด..การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 'แม่กำปอง'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทาง(เลือก)รอด..การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ‘แม่กำปอง’ : โดย…ธนชัย แสงจันทร์

                      ชุมชนบ้านแม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เป็นอีกชุมชนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และวิถีชุมชน เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ เต็มไปด้วยต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่รายล้อม ทั้งเสียงน้ำตกและลำธารที่ไหลผ่าน แมกไม้อันเขียวขจี และไม้ดอกนานาพรรณที่ชูช่อชวนให้ชื่นชมตลอดสองข้างทาง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างบรรยากาศแห่งการท่องเที่ยวและชวนให้ผู้ที่มาพบเห็น จะแชะ แชร์ ส่งต่อโซเชียลก็ทำได้
                      จากต้นทุนที่มีอยู่เดิมชุมชนบ้านแม่กำปอง จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิม จากการเก็บใบเมี่ยง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ให้บริการบ้านพักแบบโฮมสเตย์ กระทั่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้แก่คนในหมู่บ้านและด้วยมนต์เสน่ห์บ้านแม่กำปอง ประกอบกับ “กระแสโซเชียล” ทำให้นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แวะเวียนมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก เกิดการท่องเที่ยวตามกระแส
                      บางครั้งบางคราวนักท่องเที่ยวก็มามากจนเกินจะตั้งรับไหว กระทั่งเกิดปัญหาในเรื่องการจัดการตามมา อย่างเช่น ช่วงวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา เส้นทางขึ้นแม่กำปองตลอดความยาว 10 กิโลเมตร เต็มไปด้วยรถยนต์ของนักท่องเที่ยว สถานที่ต่างๆที่จัดเตรียมไว้รองรับไม่เพียงพอ สร้างวิกฤติให้แก่ชุมชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นี่ถือเป็นเรื่องน่าตกใจ และเป็นปัญหาใหม่ของชาวบ้าน
                      ปัญหาที่เกิดขึ้นจะแก้ไขอย่างไรต่อไป เพราะฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือก็มาถึงแล้ว… ?
                      อดีตพ่อหลวง(ผู้ใหญ่บ้าน) ชุมชนบ้านแม่กำปอง ธีรเมศว์ ขจรรัตนภิรมย์ (พรมมินทร์ พวงมาลา) กล่าวถึงทางออกว่า เพื่อป้องกันปัญหารถติดในช่วงวันหยุดยาว เช่น ช่วงเดือนธันวาคม และหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ทางคณะกรรมการหมู่บ้านและองค์การบริหารส่วนตำบลได้มีการหารือร่วมกันและวางแผนในการแก้ปัญหา คือ เตรียมเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน อาสาสมัครกว่า 20 นาย ช่วยกันจัดการจราจร และจอดรถในสถานที่ต่างๆ ที่เตรียมไว้ให้ เช่น โรงเรียนบ้านแม่กำปอง ลานวัดแม่กำปอง และโครงการหลวงตีนตก หากจำนวนรถมากเกินกว่าที่จัดเตรียมไว้ก็จะอนุโลมให้จอดตามไหล่ทาง
                      “ต้องยอมรับว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากจนเกิดความต้องการ ได้สร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการเผยแพร่ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่ปลุกกระแสการท่องเที่ยวได้ดีเกิดคาด” อดีตพ่อหลวงชุมชนบ้านแม่กำปอง เล่า
                      ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว อดีตพ่อหลวงเล่าว่าจะให้น้ำหนักไปที่การจัดการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน โดยการสร้างภูมิคุ้มกันการท่องเที่ยวชุมชนด้วยงานวิจัย เพราะปัญหาการท่องเที่ยวมีต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2543 ที่บ้านแม่กำปองหันมาเปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และให้บริการบ้านพักแบบโฮมสเตย์ ปัญหาในเรื่องของการจัดการท่องเที่ยวก็เกิดขึ้น ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เข้าไปชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ ให้ทำการศึกษาวิจัยการจัดการการท่องเที่ยวที่ถูกต้อง ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน
                      ด้วยกระบวนการวิจัย ทำให้เกิดชุดความรู้ในการแก้ไขปัญหา ในระยะแรกของการดำเนินการท่องเที่ยวในชุมชน บ้านแม่กำปองเกิดปัญหาที่สำคัญ คือชาวบ้านไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการท่องเที่ยวหรือการพัก ผลประโยชน์ที่เปิดหมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่เห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของตนเอง ไม่มีกฎระเบียบหรือมาตรการในการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจการดูแลผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่ได้รับ
                      ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันทำวิจัย ภายใต้โครงการวิจัย การศึกษารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ประมาณปี 2544 โดยพ่อหลวงบ้านแม่กำปอง และทีมวิจัยชุมชน จากงานวิจัยนี้ ทำให้ชุมชนได้รูปแบบ แนวทางการปฏิบัติในการจัดการ การท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วม และมีการกำหนดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ตั้งกลุ่มการท่องเที่ยวขึ้นมาบริหารจัดการโดยคนท้องถิ่น และสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
                      อย่างไรก็ตาม ช่วงปี 2550-2551 การท่องเที่ยวในชุมชนยังพบว่ามีปัญหาและความต้องการหลายอย่างของชุมชน ที่เป็นผลกระทบจากการท่องเที่ยว ทำให้หมู่บ้านเริ่มพัฒนาถนนคอนกรีต ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นและคนภายนอกเข้ามาซื้อที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย นำไปสู่ปัญหานายทุนภายนอกเข้ามาลงทุนประกอบกิจการท่องเที่ยวในชุมชน ไม่ยอมรับกฎกติกาของชุมชน ทำให้เกิดปัญหาในการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน ในขณะที่ชาวบ้านบางกลุ่มก็ไม่เข้าใจเรื่องการท่องเที่ยว
                      สำหรับปัญหาดังกล่าว ชุมชนบ้านแม่กำปอง ได้ค้นหาวิธีการแก้ไขโดยใช้ฐานคิดจากงานวิจัยเพื่อหาคำตอบร่วมกัน นั่นคือโครงการวิจัย เรื่อง “การค้นหาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนผ่านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านแม่คำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่” โดย พรมมินทร์ พวงมาลา ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่กำปองและทีมวิจัยชุมชน
                      ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนมีเครื่องมือและกระบวนการในการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวรวมทั้งการรับมือกับสถานการณ์นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเกิดการจัดทำโครงการวิจัยเรื่อง การจัดการขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน : บ้านแม่กำปอง ปี 2557 โดย ดร.ฐิติ ฐิติจำเริญพร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวภาควิชาอุตสาหกรรมบริการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ เป็นหัวหน้าโครงการร่วมกับทีมวิจัยชุมชนบ้านแม่กำปอง
                      อาจารย์ฐิติ ย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติในการจัดการ การท่องเที่ยวโดยชุมชนว่า ด้วยกระบวนงานวิจัย ส่งผลให้ชาวบ้านแม่กำปองเกิดทักษะในการแก้ไขปัญหา และพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ชาวบ้านแม่กำปองยังตระหนักถึงและเห็นพ้องต้องกันว่าควรหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวจากการวิจัยเพื่อศึกษาและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชน ในทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านกายภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมวัฒนธรรม และด้านสุขภาพ
                      โดยพัฒนากรอบแนวคิดการประเมินผลกระทบต่อชุมชนร่วมกับกลุ่มนักวิจัยที่เป็นนักวิชาการจากภายนอกชุมชน รวมไปถึงตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุขของชุมชน เพื่อร่วมกันค้นหาแนวทางและรูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ และสามารถดูแลจัดการพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน
                      เมื่อชุมชนมีทางออก ทางรอดของการท่องเที่ยว และความยั่งยืนในอนาคตก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทาง(เลือก)รอด..การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ‘แม่กำปอง’ : โดย…ธนชัย แสงจันทร์)

พลังชุมชนท้องถิ่น ร่วมใจรับมือภัยพิบัติ ‘จัดการภัยสุขภาวะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151213/218451.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2558
พลังชุมชนท้องถิ่น ร่วมใจรับมือภัยพิบัติ 'จัดการภัยสุขภาวะ'

หลากมิติเวทีทัศน์ : พลังชุมชนท้องถิ่น ร่วมใจรับมือภัยพิบัติ ‘จัดการภัยสุขภาวะ’ : โดย…ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท

                      “เมื่อก่อนเมืองไทยไม่มีภัยพิบัติมาก เพราะการอาศัยอยู่กับธรรมชาติ แต่ระยะหลังตั้งแต่สึนามิเป็นต้นมา ได้เกิดภัยพิบัติทั้งพายุ ดินถล่ม มาถึงมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 คิดว่าธรรมชาติเตือนเรา ไม่ให้เราหลงละเลิงแข่งขันกันเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เคยกล่าวเอาไว้
                      ภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ แต่มีวิธีที่จะลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ อย่างไม่ประมาท และมีสติ
                      ดังนั้น การสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการจัดการภัยพิบัติ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะจากบทเรียนทั่วโลก พบว่า “แผนจัดการภัยพิบัติระดับชาติมักล้มเหลว หากประชาชนไม่รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อภัยมา”
                      บทเรียนการดำเนินงานโครงการเสริมพลังความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติของเครือข่ายชุมชน โดยใช้บทเรียนการ “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” สร้างการเรียนรู้ท่ามกลางการทำ “เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ” ด้วยหลักการสนับสนุนให้ชุมชนเรียนรู้ท่ามกลางการ “ตั้งทีม” ลุกขึ้นมารวมกลุ่มแก้ปัญหาร่วมกับองค์กรท้องถิ่นและภาคีความร่วมมือต่างๆ ที่เข้าไปสนับสนุน เปลี่ยนจาก ชุมชนประสบภัย มาเป็น ชุมชนป้องกันภัย ด้วยการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติของชุมชนให้มีทีมอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ มีกระบวนการต่างๆ เช่น การฝึกอบรมอาสาสมัครภัยพิบัติ การมีแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การซ้อมแผนอพยพ การฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยโครงการนี้ได้ขยายผลดำเนินงานออกไปใน 10 พื้นที่ซึ่งกระจายใน 10 จังหวัด
                      อย่างเช่น เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน นำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ กทม. (บางขุนเทียน) สมุทรปราการ สมุทรสาคร จำนวน 11 ชุมชน และเชื่อมโยงการแก้ปัญหาภาพรวมร่วมกันของทั้งเครือข่าย เช่น ปัญหามลพิษจากการขนส่งถ่านหิน ปัญหาน้ำจืด น้ำเสียลงอ่าวไทยจำนวนมาก จนส่งผลกับการเพาะเลี้ยงชายฝั่งของชาวบ้าน การรุกล้ำเขตประมงพื้นบ้าน ฯลฯ
                      จึงมีการร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทั้งสัตว์น้ำและป่าชายเลน ซึ่งมีภาคีความร่วมมือหลายองค์กรสนับสนุน รวมทั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำหรับประเด็นเชิงนโยบาย มีการเข้าร่วมร่าง พ.ร.บ.การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการระดับจังหวัดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว รวมทั้งติดตามนโยบายการจัดการน้ำ
                      เครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่ที่มีคูคลองหลายสาย มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพราะมีการบำบัดน้ำเสียรายครัวเรือนที่คลองบางปรอกและขยายผลจนได้รับรางวัลจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ส่วนชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่นอกคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ทำให้ชุมชนเหล่านี้ มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะในปีที่น้ำท่วมสูง จะมีผลกระทบมาก จึงมีกระบวนการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยการตั้งศูนย์ประสานงาน มีทีมอาสมัคร มีการอบรมเยาวชนเรื่องการเฝ้าระวังระดับน้ำ มีการนำร่องเรื่องบ้านลอยน้ำ ในพื้นที่ อบต.กะแชง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เมื่อน้ำท่วมไม่ต้องอพยพไกล สามารถใช้ห้องน้ำ ประกอบอาหารร่วมกันได้ ฯลฯ
                      เครือข่ายชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเครือข่ายชุมชนแออัดในเมือง ส่วนหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำมูล มีจำนวน 9 ชุมชน ที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี เพราะมีการถมที่ดินเพื่อการพัฒนาเมือง แต่ชุมชนคนจนเหล่านี้ไม่ได้ถมที่ดินจึงต้องอยู่ในที่ลุ่มรับน้ำ มีการรับมือภัยพิบัติ ด้วยการสรุปบทเรียนน้ำท่วม และทำปฏิทินภัยพิบัติ พบว่าในแต่ละปีมีน้ำท่วม 2-4 เดือน อันเป็นเหตุความยากจน เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีรายได้ และเมื่อน้ำลดก็ต้องเสียค่าขนย้าย ค่าซ่อมแซมบ้าน จึงมีกระบวนการสู้ภัย ด้วยใจชุมชนขึ้น มีอาสาสมัคร มีการอบรม จัดทำแผนในการรับมือ และฟื้นฟูชุมชน มีศูนย์ประสานงาน ฯลฯ
                      มีการทำพื้นที่ต้นแบบร่วมกับ อบต.คูสว่าง โดยการทำบ้านอเนกประสงค์ ถอดประกอบได้ง่าย จำนวน 40 ห้อง เพื่อรองรับกลุ่มที่มีปัญหาน้ำท่วม ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น นอกจากนี้ ได้ออกแบบเรือที่เหมาะสมกับแม่น้ำมูล ไม่ต้านคลื่น
                      เครือข่ายชุมชนจังหวัดพังงา จากบ้านน้ำเค็มเป็นพื้นที่ต้นแบบ ขยายผลสู่จังหวัดอื่นและเป็นที่ศึกษาดูงานนั้น ได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัด ในการทำโครงการรัฐร่วมราษฎร์จัดการภัยพิบัติขยายผลออกสู่ตำบลต่างๆ อีก 8 ตำบล โดยคณะทำงานภัยพิบัติจังหวัดพังงา ได้ลงพื้นที่เพื่อประสาน กระตุ้นและสนับสนุนความรู้ทั้งการแนะนำจากประสบการณ์ตนเอง และการประสาน ปภ.จังหวัดไปอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัคร ซึ่งเป็นที่น่าสนใจ เพราะได้รับความร่วมมือจากผู้นำท้องถิ่นในแต่ละตำบลเป็นอย่างมาก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้สามารถพัฒนาไปสู่เรื่องอื่นๆ ร่วมกันได้ เช่น หากมีน้ำท่วม ตำบลใกล้เคียงจะไปช่วยเหลือกัน หรือการมีแผนดูแลป่าชายเลน เพื่อความมั่นคงทางอาหารและลดโลกร้อนร่วมกันทั้งจังหวัด เป็นต้น
                      นอกจากการสร้างพื้นที่รูปธรรม เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่แล้ว ยังมีการสนับสนุนให้เกิดการประชุมสัมมนา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเป็นระยะ จนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประการ
                      1. การปฏิรูประบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชน ในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเสริมความรู้ความสามารถร่วมกันทุกภาคส่วนในการจัดการภัย เสริมศักยภาพอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ การจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ตามแผนรับมือภัยพิบัติตรงไปที่ชุมชน
                      2. จัดตั้งกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุนการจัดการภัยพิบัติ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ อบรมพัฒนาเตรียมความพร้อมการศึกษาวิจัยและพัฒนาความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติชุมชน การสื่อสารสาธารณะ ตลอดจนให้มีกองทุนระดับท้องถิ่น ที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนและเครือข่ายฯ เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสมทบกองทุนการจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่น
                      3. ปฏิรูปกลไกคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากผู้แทนชุมชนที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติ ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ เพิ่มอำนาจหน้าที่ ให้เป็นกรรมการที่มีอำนาจสั่งการ บริหารจัดการในขณะเกิดภัยพิบัติ และให้มีคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับจังหวัด ระดับตำบล เป็นผู้พิจารณาประกาศภัยพิบัติ พิจารณาจัดทำแผนการจัดการภัยพิบัติ พิจารณาให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูภัยพิบัติ โดยมีสัดส่วนจากผู้แทนชุมชน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติ และจัดทำแผนเพื่อการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นชุมชนเป็นหลัก
                      4. ปฏิรูปกฎหมาย โดยการแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อให้เอื้อในการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย โดยสาระสำคัญต้องมีส่วนร่วมในทุกระดับ ให้มีกองทุนส่งเสริมชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การประกาศภัยพิบัติ และบริหารจัดการภัยพิบัติ ฯลฯ
                      จะเห็นได้ว่า การจัดการภัยพิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปทั้ง 2 ระดับ คือ 1.การปรับปรุงนโยบายการจัดการภัยพิบัติ และการแก้กฎหมายให้สอดคล้อง 2.การแปรสู่ปฏิบัติ หรือสร้างรูปธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในพื้นที่ การรณรงค์เปลี่ยนวิธีคิดของประชาชนจากการเป็น “ผู้รับ” มาเป็น “ผู้จัดการตนเอง”  การใช้ข้อมูลความรู้เป็นพลังในการต่อสู้กับภัยพิบัติ การจัดองค์กรให้จัดการภัยพิบัติได้ การทำให้ตระหนักว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องใกล้ตัว ความมีจิตอาสา ต้องการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : พลังชุมชนท้องถิ่น ร่วมใจรับมือภัยพิบัติ ‘จัดการภัยสุขภาวะ’ : โดย…ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท)

นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151212/218475.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2558
นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยขายได้

นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยขายได้ เตรียมวางมาตรฐาน เข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ

            การวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเป็นปัจจัยที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งทางด้านทรัพยากรบุคคล ชุมชน สังคม หรือแม้กระทั่งความมั่นคงของประเทศในองค์รวม โดยเฉพาะภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม รัฐบาลย้ำ สนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยสู่สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมขายได้ วางระบบบัญชีนวัตกรรม และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย พร้อมต่อยอด และวางมาตรฐานเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้าง 10-30% ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อจูงใจนักวิจัย-นักประดิษฐ์ไทยให้สร้างผลงานเสริมขีดความสามารถประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สำนักงบประมาณ จัด การประชุมการขึ้นบัญชีนวัตกรรมและบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นการวิจัย และพัฒนาสินค้าและบริการนวัตกรรมไทย และสิ่งประดิษฐ์ไทย สร้างมูลค่า เพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยอยู่ประมาณ 3.7 แสนชิ้น แต่ใช้ประโยชน์ได้จริงเพียง 40-45% ในจำนวนนี้มีนวัตกรรมไม่ถึง 5% ที่สร้างมูลค่า สร้างรายได้กลับมา ถือเป็นตัวเลขที่น้อยมาก เพราะกว่าผลงานที่เกิดจากความรู้ และการสร้างสรรค์ของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยจะก้าวเข้าสู่การใช้ประโยชน์ทางการค้า ต้องประสบอุปสรรคมากมาย ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในการพัฒนาประเทศได้จริง

“การจัดทำบัญชีนวัตกรรม และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำผลงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมไทย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถผลิตเข้าสู่เชิงพาณิชย์ และเป็นการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมให้มีมาตรฐานเทียบเคียงที่เชื่อถือได้”

การสำรวจและแบ่งผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย หรือคนไทยมีส่วนในผลงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง ผลงานวิจัยและประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมจะนำมาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผ่านการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานนั้นแล้ว เรียกว่า บัญชีนวัตกรรมไทย ส่วนที่สอง ผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นส่วนใหญ่ของประเทศไทย เป็นผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ใกล้จะพร้อมใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังขาดการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานเหล่านั้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกจัดให้อยู่ในบัญชีที่เรียกว่า บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อใดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานก็สามารถย้ายเข้าไปสู่บัญชีนวัตกรรมไทยได้

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลเห็นชอบการให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าและบริการที่มีอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้มีการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการตามรายการบัญชีนวัตกรรมของไทยผ่านวิธีพิเศษได้ พร้อมกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการ ตามรายการที่ปรากฏในบัญชีนวัตกรรมไทย ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 10% แต่ไม่เกิน 30% ของปริมาณความต้องการในการจัดซื้อจัดจ้าง จะทำให้ผลงานเหล่านี้ได้เปรียบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศ

“ระบบบัญชีนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยเหล่านี้ จะเพิ่มจำนวนงานวิจัยที่สามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ จากเดิมที่มีไม่ถึง 5% เป็น 10% ภายในปี 2560 โดยกระบวนการต่างๆ รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 200 ล้านบาท เริ่มนำร่องในปี 2559 สำหรับการเริ่มต้นรับลงทะเบียน และคัดแยกงานวิจัยที่มีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่งคณะทำงานจะรับลงทะเบียนนักวิจัย จากนั้นแยกงานวิจัยที่หมดสภาพออก ตรวจสอบงานวิจัยเชิงพลวัตหรืองานวิจัยที่ยังเคลื่อนไหวหรือมีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่ง วช.จะเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแล และประเมินว่า ผลงานวิจัยเหล่านั้นมีความต้องการของตลาด และพร้อมที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์หรือไม่ หากมีความพร้อมทั้ง 2 ด้าน ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในด้านของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่ตลาดได้จริง”

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากจะเป็นการผลักดันงานวิจัยของภาครัฐไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ยังถือเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์และบริการจากนวัตกรรม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์และบริการดั้งเดิม อันจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่อาศัยแรงงานและทรัพยากรเข้มข้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกลุ่มรายได้ปานกลาง และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย

“สิ่งที่ตามมาคือ นักวิจัยและนักประดิษฐ์จะรับรู้และเข้าใจข้อดีของการเข้าสู่ระบบ รวมถึงมีโอกาสนำผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ให้แก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะจูงใจให้เกิดนักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังที่จะเห็นในงานวันนักประดิษฐ์ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผลงานที่ปรากฏก็มีศักยภาพต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย”