เด็กหญิงป.5จะได้รับ’วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก’ทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151212/218463.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2558
เด็กหญิงป.5จะได้รับ'วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก'ทุกคน

ปี2560เด็กหญิงป.5จะได้รับ’วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก’ทุกคน

            ปัญหาระบาดวิทยาด้านสุขภาวะของแม่และเด็ก เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยปัญหาหนึ่ง สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เสนอเร่งพิจารณาความเหมาะสมการใช้วัคซีนใหม่ๆ ในสาธารณสุข ในการประชุมวิชาการระบาดวิทยานานาชาติระดับภูมิภาคเอเชีย เพื่อมิให้เกิดการสูญเสียโอกาสการป้องกันโรคของประชาชน เพราะสิทธิประโยชน์สำหรับการได้รับวัคซีนจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้รับวัคซีนโดยตรงและประโยชน์โดยอ้อมต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ที่จะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2560

ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมากว่า 30 ปี เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคแก่ประชากรในภาวะปกติ โดยใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือ ปัจจุบันวัคซีนที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เป็นวัคซีนป้องกันโรคสำคัญติดต่อที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข หรือโรคที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงอันตราย ทั้งหมด 11 โรค และจะมีการพิจารณาวัคซีนใหม่ที่มีความปลอดภัย คุ้มทุน สามารถลดปัญหาสุขภาพของประชาชนได้ในระดับกว้าง มีจำนวนวัคซีนเพียงพอ มีงบสนับสนุนการจัดซื้อวัคซีน และเมื่อนำมาใช้จะต้องมีระบบการจัดการที่ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย มีการยอมรับและสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมกัน

“ขอยกตัวอย่าง วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีน เอชพีวี ที่สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้รับผิดชอบงบประมาณ จะประกาศใช้วัคซีนชนิดนี้ทั่วประเทศในปี 2560 ตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ นับเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มทุน เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคสำคัญทางสาธารณสุข เนื่องจากมีความรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งการป้องกันวิธีอื่นไม่ค่อยได้ผล แต่ยังจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) ควบคู่กับการฉีดวัคซีน เพราะปัจจุบันวัคซีนอาจยังไม่ครอบคลุมเชื้อเอชพีวีทุกสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้” ดร.นพ.จรุง กล่าว

อย่างไรก็ตาม การนำวัคซีนมาใช้ในแผน ต้องมีกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส ต้องเร่งพิจารณาความเหมาะสมในเชิงสาธารณสุขโดยด่วน เพราะถ้าช้า อาจทำให้สูญเสียโอกาสการป้องกันโรคของประชาชน เพราะประโยชน์ของการรับวัคซีน จะเกิดทั้งต่อผู้รับวัคซีนโดยตรง และการคุ้มครองสังคม ที่เรียกกันว่า ภูมิคุ้มกันชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์โดยอ้อมต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น การรับวัคซีนทำให้ช่วยลดการแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด และคนในสังคมในวงกว้าง

ด้าน ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบในอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทย และมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 คน มีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละประมาณ 4,000 คน เฉลี่ยอายุของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอยู่ที่ 30-60 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีคุณภาพของสังคม ถือเป็นอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่มีการส่งเสริมการตรวจแป๊ปสเมียร์อย่างกว้างขวางก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำให้เด็กผู้หญิงทุกคนในเจเนอเรชั่นใหม่ ช่วงอายุ 9-15 ปี ได้รับวัคซีนป้องกัน ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ พร้อมไปกับการตรวจคัดกรองที่ปฏิบัติอยู่ จะทำให้ผู้หญิงไทยรุ่นต่อไป ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจากโรคมะเร็งปากมดลูก ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ทุกปีด้วย

“มะเร็งปากมดลูก ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งผู้หญิงอาจจะไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อมาแล้ว วัคซีนเอชพีวี สามารถเริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุ 9-15 ปี ถ้าเทียบกับอายุเด็กหญิงไทย เท่ากับกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.5 ซึ่งถือเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการได้รับวัคซีน เพราะเป็นวัยที่ยังไม่ค่อยเรียนรู้เรื่องเพศมากนัก ถ้าขึ้น ป.6 ก็อาจจะเริ่มมีแฟน พอเข้า ม.1 เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ มีเพื่อนใหม่ มีเพื่อนผู้ชายใหม่ มีการคบหาเป็นแฟนกับเพื่อนชาย พอขึ้น ม.2 เทอมแรก ก็เริ่มให้ความสำคัญเพื่อนชายคนพิเศษมากขึ้น พอ ม.2 เทอมสอง เป็นช่วงที่มีอัตราการมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้น จากการสำรวจความเป็นไปได้ พบว่า ในช่วงเทอมสองมีช่วงเวลาเป็นใจในการมีเพศสัมพันธ์อยู่ 2 ช่วง คือ ลอยกระทง กับวาเลนไทน์ ซึ่งเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์มาก หากมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย โอกาสเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกก็มีมากขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งทางภาครัฐและเอกชนจะให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งปากมดลูก และช่วยให้ผู้หญิงไทยทุกคนได้รับวัคซีนเอชพีในการป้องกันโรคนี้ด้วย” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว

ปัญหาสำคัญของสุขภาวะของแม่และเด็ก ถือเป็นประเด็นสำคัญใน การประชุมวิชาการระบาดวิทยานานาชาติระดับภูมิเอเชีย ที่จัดโดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ องค์กรระบาดวิทยานานาชาติ (IEA) องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ องค์กร JWF กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ประชุมได้นำเสนอปัญหา และทางออกด้านระบาดวิทยาทุกเรื่องที่กำลังส่งผลกระทบในครอบครัวและเด็กในระดับโลก เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการสู่สังคมที่จะนำไปสู่การแสวงหาทางออกของประเทศในด้านสุขภาวะแม่และเด็ก ในยุคเทคโนโลยี รวมถึงการได้รับวัคซีนเอชพีวีของผู้หญิง

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปีนี้ เป็นปีสิ้นสุดของการดำเนินการตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ และกำลังจะเริ่มต้นสู่การขับเคลื่อนตามเป้าหมายแห่งความยั่งยืน การจัดประชุมเกี่ยวกับแม่และเด็ก ซึ่งแม้เป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด แต่มีความหมายมากที่สุด เพราะเป็นหน่วยที่สร้างคน จึงถือว่าสำคัญ และมีความหมายอย่างยิ่ง ที่ประชุมจะมีการนำกระบวนการสุขภาวะแม่และเด็กทั้งภูมิภาคมาวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรและจะนำไปสู่แนวคิดประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งด้านระบาดวิทยาในแม่และเด็ก โรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคแห่งเทคโนโลยีไซเบอร์เวิลด์ ภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ เวทีนี้จึงมีความสำคัญมาก

“ปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของเด็กทั่วโลก กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาวะทางจิตใจ ซึ่งเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา คาดหวังว่า ภายหลังการประชุมครั้งนี้ จะทำให้เกิดภาคีเครือข่ายที่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัย และผลการประชุมจะนำมาสู่การนำเสนอเพื่อขับเคลื่อนสังคม และนโยบายทางด้านเด็กและครอบครัว ในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศได้”

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระราชทานเพลิงพระศพพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151211/218393.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2558
ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระราชทานเพลิงพระศพพระสังฆราช
ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระราชทานเพลิงพระศพพระสังฆราช
ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระราชทานเพลิงพระศพพระสังฆราช

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระราชทานเพลิงพระศพพระสังฆราช : สุพินดา ณ มหาไชยรายงาน

 

 

           พระราชพิธียิ่งใหญ่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15-20 ธันวาคมนี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนชาวไทยร่วมในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในส่วนของการเตรียมการนั้น ทุกสิ่งอย่างได้รับการตระเตรียมไว้พร้อมพอสมควรแล้วสำหรับการร่วมแรงร่วมใจกันแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ด้วยการจัดงานพระราชพิธีให้สมพระเกียรติยศ

ริ้วขบวนพระอิสริยยศแห่พระโกศพระศพ

ขั้นตอนหนึ่งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายที่ได้รับความสนใจมากที่สุด การแห่พระศพไปยังพระเมรุเพื่อรอพระราชทานเพลิงพระศพ ซึ่งจะต้องมีการจัดริ้วขบวนแห่พระศพให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีและถูกต้องตามพระอิสริยยศ สำหรับริ้วขบวนเชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราช จากตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาสนั้น มีความยาวของริ้วขบวนถึง 456 เมตร ผู้ร่วมในริ้วขบวน 1,383 คน ใช้เวลาเคลื่อนขบวนประมาณ 2 ชั่วโมง ในเส้นทาง 3.7 กม. จากวัดบวรนิวเวศวิหารเคลื่อนไปตามถนนพระเมรุ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศไปตามถนนหลานหลวง เลี้ยวขวาไปตามถนนกรุงเกษม เลี้ยวขวาเข้าถนนหลวง เข้าสู่ถนนกลางสุสานหลวง พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส

ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกฯ ให้ความรู้ว่า ริ้วขบวนแห่พระศพจัดตามโบราณราชประเพณี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นขบวนทหารนำ เป็นกองทหาร 3 เหล่าทัพ 3 กองพัน พร้อมวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพญาโศก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนิพนธ์ขึ้นโดยดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเป็นเพลงดุริยางค์เพื่อใช้ในงานพระศพ อย่างไรตาม เนื่องจากริ้วขบวนยาวถึง 456 เมตร จึงได้มีการติดตั้งลำโพงตามเสาไฟฟ้าตลอดเส้นทางแห่พระศพเพื่อถ่ายทอดเสียงจากต้นทาง

ส่วนที่ 2 เป็นขบวนพระอิสริยยศ นำโดยธงสามชาย เครื่องประโคม ได้แก่ กลองชนะ แตร สังข์ และคู่แห่ซึ่งแต่งตัวเป็นเทวดาตามคติความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะกลับสู่สรวงสรรค์จึงต้องมีเทวดาในริ้วขบวน ถัดมาเป็นรถพระนำ ตามด้วยราชรถเชิญพระศพ และขบวนเครื่องสูงและเครื่องยศ สำหรับริ้วขบวนส่วนที่ 3 เป็นขบวนตาม นำโดยเครื่องประกอบสมณศักดิ์ และขบวนพระประยูรญาติและศิษยานุศิษย์

ริ้วขบวนเคลื่อนพระศพ ได้มีการซ้อมใหญ่เหมือนจริงในเส้นทางจริงไปแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน และซ้อมใหญ่อีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 7 และ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา

พระเมรุ

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชนั้น ไม่นิยมสร้างพระเมรุขึ้นมาใหม่ที่ท้องสนามหลวงดังเช่นพิธีของเจ้านาย แต่จะใช้เมรุที่วัดเทพศิรินทราวาสซึ่งเป็นสุสานหลวงแทน และในพระราชพิธีครั้งนี้ก็จะใช้พระเมรุเก่าของวัดเทพศิรินทราวาสเช่นกัน โดยสำนักพระราชวัง สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการซ่อมแซมพระเมรุร่วมกับทางวัดเทพศิรินทร์ ส่วนการประดับตกแต่งพระเมรุในวันงานนั้น สวนนงนุชรับเป็นผู้ดำเนินการ

นอกจากนั้น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการซ่อมแซมอาคารจำนวน 2 หลังซึ่งใช้เป็นซ่าง (อาคารที่อยู่ของพระสงฆ์ที่มาเจริญพระพุทธมนต์) ซึ่งการบูรณะซ่อมแซมอาคารทั้ง 2 หลัง แล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สิ่งของประกอบราชพิธี

ในงานพระราชพิธีครั้งนี้ นอกจากกรมศิลปากรจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการบูรณะราชรถทั้ง 2 องค์ที่ใช้ในริ้วขบวน และบูรณะอาคารซ่างแล้ว ยังรับหน้าที่ออกแบบอื่นๆ ที่ใช้ในงานพระราชพิธีด้วย โดยเฉพาะการออกแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ซึ่งจะก่อสร้าง 2 จุดที่วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเทพศิรินทราวาส และการออกแบบช่อไม้จันทน์

การออกแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์จะใช้การลดรูปและสัญลักษณ์อันแสดงถึงพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราช และการจัดวางองค์ประกอบสื่อถึงงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพตามราชประเพณี โดยใช้รูปแบบ “พระโกศทองน้อย” พร้อมตราประจำพระองค์พระนาม ญ.ส.ส. สีขาว ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น เป็นฉัตรขาวระบายขลิบทองซ้อน 2 ชั้น ห้อยอุบะจำปาทอง ข้างพระโกศซ้าย-ขวา ทำเป็นรูปพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ อันเป็นพัดยศตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และรูปพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย ถัดลงมาจากพระโกศ เป็นกรอบซุ้มพระรูปสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมฉัตรประกอบเกียรติยศซ้ายขวา ที่อิงรูปแบบจากฉัตรทองแผ่ลวด เบื้องหน้าทำเป็นรูปแท่นประดิษฐานพระรูป เตรียมสำหรับตั้งเครื่องบูชา

กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ ยังได้รับมอบหมายให้ออกแบบ “พัดรอง” เพื่อนำมาถวายแด่พระที่มาร่วมพิธี โดยออกแบบ 2 ลาย แบบที่ 1 สำหรับกองพระราชพิธีเพื่อใช้ในการงานพระราชพิธี ออกแบบพัดรองผูกเป็นพระนาม ญ.ส.ส. ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น มีรัศมีเรือนแก้ว มีเทพยดาประคองเชิญอยู่ซ้าย–ขวา ประกอบช่อดอกไม้ทิพย์บนพื้นสีฟ้าหม่น อันเป็นวันประสูติ ส่วนนมพัด ออกแบบเป็นเศียรช้างไอราวัต (เอราวัณ) จากนามพระสกุลเดิม คชวัตร ทั้งนี้พัดรองแบบที่ 1 ได้จัดสร้างพัดรองสำหรับพระไทย จำนวน 50 ด้าม สำหรับพระจีน และพระญวน ซึ่งมีรูปทรงของพัดรองที่ต่างกันอีกอย่างละ 10 ด้าม

แบบที่ 2 สำหรับวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อใช้ในการพระศพ โดยจัดสร้างพัดรอง และย่าม จำนวน 1,000 ชุด พัดรอง ออกแบบผูกเป็นพระนาม ญ.ส.ส. ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น อันมีมหาชนมาชุมเพลิงถวายเป็นปัจฉิมบูชา นอกแผงโพยมากาศ มีรัศมีพรรณกระจ่างอยู่หมายว่า พระเกียรติคุณ พระธรรมคุณ พระกรุณาคุณ พระเมตตาคุณในพระองค์นั้น ยังรุ่งเรืองอยู่มิสิ้นสุด ปักด้วยไหมทอง เงิน นาก และขาว บนพื้นสีฟ้าหม่นลง ส่วนนมพัด ผูกเป็นพระนาม “เจริญ” อยู่ในรูปทรงพระโกศประดิษฐานอยู่บนเศียรช้างไอราวัต (เอราวัณ) จากนามพระสกุลเดิม คชวัตร ในส่วนของย่ามได้ออกแบบให้มีความสอดคล้องกับพัดรอง

สำหรับประชาชนทั่วไปที่มาร่วมงาน กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้ออกแบบที่คั่นหนังสือที่ระลึก โดยนำคำว่า “การออกพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจริญ สุวฑฺฒโน วัดบวรนิเวศวิหาร” แยกเป็นคำย่อย ออกเป็นจำนวน 16 คำ จัดทำเป็นที่คั่นหนังสือ จำนวน 16 แบบ จำนวนพิมพ์ 3,650,000 แผ่น ซึ่งได้ดำเนินการจัดพิมพ์และจัดส่งที่คั่นหนังสือไปยังสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร กรมศิลปากร วัดบวรนิเวศวิหาร จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อแจกเป็นที่ระลึกให้ผู้ร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ และผู้ร่วมงานทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้น ทางวัดบวรนิเวศวิหารยังได้จัดทำหนังสือที่ระลึกในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ แจกผู้มาร่วมพิธีและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมวางดอกไม้จันทน์ในวันที่ 16 ธันวาคมด้วย ได้แก่ หนังสือบวรธรรมบพิตร(พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) จัดพิมพ์ 1 แสนเล่ม ซึ่งพิมพ์เสร็จแล้วและหนังสือบวรธรรมบพิตร ฉบับประมวลพระรูป จัดพิมพ์ 2 แสนเล่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์

ในวันที่ 16 ธันวาคม สำนักการสังคีต ยังได้เตรียมจัดการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย และตอนศึกแสงอาทิตย์-พรหมาสตร์ จัดแสดงบริเวณหน้าพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสด้วย

กำหนดการพระราชพิธี

งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 16 ธันวาคม เวลา 08.00 น. จะมีการเคลื่อนขบวนพระอิสริยยศแห่เชิญพระโกศพระศพ จากวัดบวรนิเวศวิหารไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส จากนั้น เวลาประมาณ 17.30 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช

วันที่ 17 ธันวาาคม เวลา 07.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการเก็บพระอัฐิ วันที่ 19 ธันวาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชกุศลพระอัฐิและบรรจุพระสรีรางคาร ณ ตำหนักเพ็ชร และเปิดให้พุทธศาสนิกชนมาถวายสักการะพระอัฐิ ตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. และวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 10.30 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชกุศลพระอัฐิและบรรจุพระสรีรางคารณ พระวิหารเก๋ง วัดบวรนิเวศวิหาร

เลื่อนขั้นเครื่องประกอบพระศพสังฆราช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระสังฆราช จากพระโกศกุดั่นใหญ่เป็นพระโกศทองน้อย

สำนักราชเลขาธิการออกหนังสือถึงสมเด็จพระวันรัต ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) จากพระโกศกุดั่นใหญ่เป็นกรณีพิเศษนั้น บัดนี้ถึงวาระการพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สวุฑฺฒโน) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อยในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคม 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ และบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างสมเด็จพระสังฆราชในอดีต ด้วยทรงดำรงอยู่ในครุฐานียะ เป็นที่ตั้งแห่งพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยตลอดพระชนม์ชีพ

 

 

ประกาศให้โลกรู้ว่าเรา’รักพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151211/218403.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2558
ประกาศให้โลกรู้ว่าเรา'รักพ่อ'

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน : ประกาศให้โลกรู้ว่าเรา’รักพ่อ’

          คำว่ารัก เกิดขึ้นเมื่อใกล้ชิด คำว่ามิตรมักเกิดขึ้นเมื่อเข้าใจ
คำว่าพ่อเกิดขึ้นเมื่อตั้งใจ คำว่ารักตลอดไป คือ พ่อเรา

อียิปต์เป็นประเทศอิสลาม ให้เกียรติทุกชาติ ทุกศาสนา โดยไม่มีการแบ่งแยกและไม่ห้ามกิจกรรมต่างๆ ที่ทุกประเทศจัดขึ้นบนผืนดินแห่งนี้ หากไม่นำไปซึ่งความแตกแยกโดยเฉพาะการเมือง ดังนั้นจึงไม่แปลก ประเทศอียิปต์จึงถูกจับตาว่าเป็นประเทศอิสลามแบบนักเลง สามารถเข้าสังคมได้ทุกสไตล์ ทุกรูปแบบ อย่างมีขอบเขต วันนี้มีเรื่องเล่าในเหตุการณ์วันพ่อที่ดูยิ่งใหญ่บนแผ่นดินผืนเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าแผ่นดินไทยในประเทศอียิปต์

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้จัดงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเชิญแขกผู้มีเกียรติ คณะทูตานุทูตทั่วประเทศที่ประจำกรุงไคโร ผู้แทนภาครัฐและเอกชนของอียิปต์ โดยเฉพาะพี่น้องสายเลือดไทยที่พำนักอยู่ในอียิปต์ รวมถึงคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมแขกทั้งหมดประมาณ 500 คน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต เขตซามาเล็ก กรุงไคโร

โดยในคืนงาน พีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร เป็นประธานเปิดงาน โดยมี ยัสเซอร์ มูหรอด ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ ร่วมงานในครั้งนี้ด้วย หลังจากจุดเทียนชัยถวายพระพร พร้อมร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชา ปิดท้ายด้วยคำอวยพร “ทรงพระเจริญ” ดังไปทั่วทำเนียบอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงนี้ในหลวงอาจไม่ทรงได้ยิน แต่มั่นใจว่าพระองค์คงทรงรับทราบถึงความรักที่เราคนไทยไม่ว่าอยู่ในประเทศใดของโลกก็ต้องรำลึกถึง ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารร่วมกันของแขกแบบเป็นกันเอง ณ ดินแดนไทยในอียิปต์

พัชรี จันทวรินทร์ ภริยาเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้ม รู้สึกอิ่มใจได้เห็นพี่น้องๆ ทั้งไทยและต่างชาติให้ความเคารพและรักผู้เป็นพ่อของแผ่นดินไทยเรา “ร้อยดวงใจจากไคโรน้อมถวายพระพร ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

เช่นเดียวกับ พันธ์วิรา สระทองบ้อง  กล่าวเช่นกันว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานวันพ่อในครั้งนี้ รู้สึกปลื้มปีติซาบซึ้งจนพูดบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เมื่อเห็นคนไทยมารวมตัว ด้วยความรักความสามัคคีในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ซึ่งหนึ่งเดียวที่มารวมตัวกันในวันนี้ เพราะความรักความภักดีที่มีต่อพระมหากษัตย์ไทย รวมกันเป็นหนึ่งใจเพื่อท่านคือรักพ่อของแผ่นดิน โดยท่านทูตของพวกเราที่ได้จัดเตรียมงานนี้ขึ้นมาต้องขอบคุณเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจัดงานทุกท่าน ปีนี้เป็นปีที่อบอุ่นจริงๆ

ส่วน กาญจนา อินต๊ะอิน บอกเช่นกันว่า ซาบซึ้งจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ต้องขอบคุณข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต และเจ้าหน้าที่ทีมงานทุกๆ ท่านที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงานครั้งสำคัญนี้ขึ้นมาอย่างสมเกียรติในหลวงของไทย ทุกคนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปทั่วสถานที่ รู้สึกขนลุกด้วยความซาบซึ้งจากใจของทุกคน คนไทยและต่างชาติทุกคนมาด้วยใจจริง

ไม่ต่างจาก เอกรัฐ พิทักษ์เมธานนท์ นายกสมาคม ในนามของสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์  กล่าวแสดงขอบคุณท่านทูต พีรศักย จันทวรินทร์ ที่ให้เกียรติเชิญคณะกรรมการสมาคมและมวลสมาชิก เข้าร่วมงานวันชาติในปีนี้ เป็นครั้งแรกของคณะกรรมการสมาคมชุดใหม่ ที่ได้เข้าร่วมงานของทางสถานทูต ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง จนทำให้รู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก รวมไปถึงพี่ๆ เจ้าหน้าที่สถานทูตที่ต้อนรับเป็นอย่างดี บรรยากาศภายในงานอบอุ่นและเป็นกันเอง จนทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าคนไทยจะอยู่ที่ใดก็ตาม ความเป็นสายเลือดของคนไทยก็ยังรักกันอย่างแน่นแฟ้นเสมอ

ความรู้สึกส่วนหนึ่งที่ไปสัมภาษณ์มา ก็คงจะบอกแทนได้จากความรู้สึกของทุกคนที่มาร่วมงาน เราก็ไม่ต่างกันกับความรู้สึกรักพ่อ ผู้ได้ชื่อว่า “พ่อของแผ่นดิน” คนไทยในประเทศอียิปต์ไม่เคยลืมที่จะรักพ่อ และไม่เคยลืมที่จะรักแผ่นดินไทยของเรา

ตั้ง’จักรธรรม’ปธ.กก.ศูนย์คุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218320.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558
ตั้ง'จักรธรรม'ปธ.กก.ศูนย์คุณธรรม

ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง ‘จักรธรรม ธรรมศักดิ์’ เป็นประธานกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม พร้อมคณะกรรมการชุดใหม่ 6 คน

                      9 ธ.ค. 58  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพื่อทดแทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ชุดเดิม ที่หมดวาระตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557
                      ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบให้แต่งตั้งนายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน ได้แก่ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ , พลเอก ศรุตนาควัชระ , นายอดิศักดิ์ภาณุพงศ์ , นางสาวรังสิมา จารุภา , นายธาดา เศวตศิลา และนายดนัย จันทร์เจ้าฉาย
                      รมว.วธ. กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดนี้ เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทาง เป้าหมายและนโยบายการบริหารงาน อนุมัติแผนการลงทุน การเงิน และงบประมาณของศูนย์คุณธรรม รวมถึงการควบคุมดูแลการดำเนินงานและบริหารงานทั่วไป และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการและผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ด้วย อย่างไรก็ตาม นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพราะถือเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สูงในด้านการส่งเสริมคุณธรรมหรือจริยธรรม ด้านการบริหาร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารกิจการของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ส่วนคณะกรรมการ 6 ราย ก็นับว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านการส่งเสริมคุณธรรมเป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้จะบริหารกิจการของศูนย์คุณธรรมได้อย่างต่อเนื่อง และนำพาศูนย์คุณธรรมบรรลุตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งได้
——————–
(ขอบคุณภาพ : https://chakradharm.wordpress.com)

ผลสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษบรรจุ3,185อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218312.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558
ผลสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษบรรจุ3,185อัตรา

สพฐ.ประกาศผลสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ พบผ่านกว่า 9 พันราย แต่จะบรรจุตามอัตราว่าง 3,185 อัตรา จาก 3,986 อัตรา โดยไม่มีการขึ้นบัญชี ระบุเป็นการสอบภายใน

                      9 ธ.ค. 58  นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดสอบคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ครั้งที่ 2/2558 ใน 225 เขตพื้นที่การศึกษา และ 1 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ใน 60 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง 3,986 อัตรา โดยจัดสอบ ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และสอบภาค ค สอบสัมภาษณ์ ระหว่างวันที่ 28 – 29 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น
                      ขณะนี้ สพฐ.ได้ประกาศผลผู้สอบผ่านการคัดเลือกที่ได้คะแนนเกินร้อยละ 60 เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้สอบผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 9,485 ราย คิดเป็น 47.03% จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 20,170 ราย โดยจะบรรจุและแต่งตั้งตามผลการคัดเลือกครั้งนี้ จำนวน 3,185 ราย คงเหลือตำแหน่งว่างอีก 801 อัตรา เนื่องจากบางกลุ่มวิชาไม่มีผู้สอบผ่าน และการสอบคัดเลือกครั้งนี้ จะไม่มีการขึ้นบัญชีเพราะเป็นการสอบคัดเลือกภายใน
                      ทั้งนี้ จำแนกผลการสอบคัดเลือกแต่ละ สพท.ได้ดังนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) มีผู้สอบผ่านคัดเลือก จำนวน 6,335 ราย คิดเป็น 31.41% จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 13,368 ราย อัตราว่าง จำนวน 2,264 ตำแหน่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) มีผู้สอบผ่านคัดเลือก จำนวน 3,043 ราย คิดเป็น 15.09% จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 6,139  ราย อัตราว่าง จำนวน 1,578  ตำแหน่ง และ สศศ.มีผู้สอบผ่านคัดเลือก จำนวน 107 ราย คิดเป็น 0.53% จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 663 ราย อัตราว่าง จำนวน 144 ตำแหน่ง

‘ปั่นเพื่อพ่อ’103ร.ร.กทม.หยุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218303.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558
'ปั่นเพื่อพ่อ'103ร.ร.กทม.หยุด!

กทม.ประกาศหยุด 1 วัน ให้ 103 โรงเรียนในสังกัด ร่วมกิจกรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ ‘ปั่นเพื่อพ่อ’ 11 ธ.ค.นี้

                      9 ธ.ค. 58  นายแพทย์พีระพงษ์ สายเชื้อ ปลัดกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า เนื่องด้วยวันที่ 11 ธ.ค. 58 จะมีการจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558 “ปั่นเพื่อพ่อ Bike for Dad” โดยมีเส้นทางจัดกิจกรรม 29 กิโลเมตร ซึ่งจะมีการปิดการจราจรเพื่อจัดกิจกรรมดังกล่าว
                      กรุงเทพมหานครจึงขอประกาศให้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 103 โรงเรียนในพื้นที่ 13 เขตที่อยู่ในเส้นทางการจัดกิจกรรม งดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 วัน เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมถวายความจงรักภักดีและเฝ้าฯ รับเสด็จ ตลอดเส้นทาง
รายชื่อโรงเรียนที่ปิดการเรียนการสอนวันศุกร์ที่ 11 ธ.ค.นี้
                      เขตดุสิต 9 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดประชาระบือธรรม , ร.ร.วัดสวัสดิ์วารีสีมาราม , ร.ร.วัดราชผาติการาม , ร.ร.วัดเทวราชกุญชร , ร.ร.วัดสัมณานัมบริหาร , ร.ร.เบญจมบพิตร , ร.ร.สุโขทัย , ร.ร.วัดจันทรสโมสร และ ร.ร.วัดธรรมาภิรตาราม
                      เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 4 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดพระพิเรนทร์ , ร.ร.วัดสิตาราม , ร.ร.วัดคณิกาผล และ ร.ร.วัดดิสานุการาม
                      เขตราชเทวี 4 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.กิ่งเพชร , ร.ร.วัดดิสหงสาราม , ร.ร.วัดพระยายัง และ ร.ร.วัดทัศนารุณสุนทริการาม
                      เขตปทุมวัน 8 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดบรมนิวาส , ร.ร.วัดชัยมงคล , ร.ร.วัดปทุมวนาราม , ร.ร.วัดสระบัว , ร.ร.สวนลุมพินี , ร.ร.ปทุมวัน , ร.ร.วัดดวงแข และ ร.ร.ปลูกจิต
                      เขตสัมพันธ์วงศ์ 3 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดจักรวรรดิ์ , ร.ร.วัดปทุมคงคา และ ร.ร.วัดสัมพันธ์วงศ์
                      เขตคลองสาน 8 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดเศวตฉัตร , ร.ร.วัดสุทธาราม , ร.ร.วัดทองเพลง , ร.ร.วัดทองธรรมชาติ , ร.ร.วัดทองนพคุณ , ร.ร.วัดพิชัยฐาติ , ร.ร.วัดสุวรรณ และ ร.ร.มัธยมวัดสุทธาราม
                      เขตธนบุรี 17 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดประยุรวงค์ , ร.ร.วัดขุนจันทร์ , ร.ร.วัดบุคคโล , ร.ร.วัดดาวคนอง , ร.ร.วัดกัลยาณมิตร , ร.ร.วัดราชคฤห์ , ร.ร.วัดประดิษฐาราม , ร.ร.วัดบางสะแกใน , ร.ร.วัดเวฬุราชิณ , ร.ร.กันตทาราราม , ร.ร.วัดโพธินิมิตร , ร.ร.วัดใหม่ยายนุ้ย , ร.ร.วัดกระจับพินิจ , ร.ร.วัดราชวรินทร์ , ร.ร.วัดบางสะแกนอก , ร.ร.วัดใหญ่ศรีสุพรรณ และ ร.ร.วัดบางน้ำชน
                      เขตบางกอกใหญ่ 6 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดราชสิทธาราม , ร.ร.วัดท่าพระ , ร.ร.วัดประดู่ฉิมพลี , ร.ร.วัดใหม่พิเรนทร์ , ร.ร.วัดดีดวด และ ร.ร.วัดนาคกลาง
                      เขตบางกอกน้อย 15 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดบางขุนนนท์ , ร.ร.วัดวิเศษการ , ร.ร.วัดเจ้าอาม , ร.ร.วัดโพธิ์เรียง , ร.ร.วัดยางสุทธาราม , ร.ร.วัดศรีสุดาราม , ร.ร.วัดบางเสาธง , ร.ร.วัดสุวรรณาราม , ร.ร.วัดพระยาทำ , ร.ร.วัดมะลิ , ร.ร.วัดดงมูลเหล็ก , ร.ร.วัดอัมพวา , ร.ร.วัดสุวรรณคีรี , ร.ร.วัดดุสิตาราม และ ร.ร.วัดปฐมบุตรอิศราราม
                      เขตบางพลัด 11 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดอาวุธวิกสิตาราม , ร.ร.วัดพระยาศิริไอยสวรรค์ , ร.ร.วัดเปาโรหิตย์ , ร.ร.วัดเทพากร (เลี่ยมมาตุทิศ) , ร.ร.วัดฉัตรแก้วจงกลณี , ร.ร.วัดวิมุตยาราม , ร.ร.วัดบางพลัด (ป.สุวณโณ) , ร.ร.วัดคฤหบดี (จันทรสถิตย์) , ร.ร.วัดรวก , ร.ร.วัดสามัคคีสุมธาวาส และ ร.ร.บางยี่ขันวิทยาคม
                      เขตพระนคร 11 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดมกุฏกษัตริยาราม , ร.ร.วัดตรีทศเทพ , ร.ร.วัดราชนัดดา , ร.ร.วัดมหรรณพาราม , ร.ร.วัดสุทัศน์ , ร.ร.วัดมหาธาตุ , ร.ร.วัดพระเชตุพน , ร.ร.ราชบพิธ , ร.ร.วัดราชบูรณะ , ร.ร.วัดอินทรวิหาร และ ร.ร.วัดใหม่อมตรส
                      เขตบางรัก 5 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดหัวลำโพง , ร.ร.วัดม่วงแค , ร.ร.วัดมหาพฤฒาราม , ร.ร.วัดสวนพลู และ ร.ร.วัดแก้วแจ่มฟ้า
                      เขตสาทร 2 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.วัดดอน และ ร.ร.วัดยานนาวา

แนะเรียนนอก(อังกฤษ)Top UK Schools & CollegesFair 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218284.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558
แนะเรียนนอก(อังกฤษ)Top UK Schools & CollegesFair 2015

แนะเรียนนอก(อังกฤษ)Top UK Schools & CollegesFair 2015 : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

          เอ พี เอส ไทย จับมือ ครูตู่ โฮม เอดูเคชั่น ที่ปรึกษามืออาชีพด้านการวางแผนการศึกษาต่อต่างประเทศสำหรับเด็กไทย เตรียมจัดงาน APSthai Top UK Schools & Colleges Fair 2015 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้รับข้อมูลการศึกษาต่อที่อังกฤษ ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยเพื่อเป็นบุคลากรที่เก่งและดีพร้อมของประเทศ ครูปอง หรือนายปริย เนตรวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ พี เอส ไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มความสนใจของนักเรียนไทยที่ต้องการไปเรียนต่อในประเทศอังกฤษมีจำนวนมากขึ้น บริษัทจึงเตรียมจัดงาน Top UK Schools & Colleges Fair 2015 วันที่ 13 ธันวาคม 2558 นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยที่มีโอกาสไปศึกษาต่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับศึกษาต่อที่อังกฤษ และกลับมาพัฒนาการศึกษาในอนาคต ภายในงานจะมีวิทยากรจากต่างประเทศมากมายมาให้ความรู้และเทคนิคเฉพาะทางต่างๆ ทั้งการเลือกโรงเรียน เลือกวิชาเรียน จนไปถึงการเตรียมโปรไฟล์ให้น่าสนใจสำหรับมหาวิทยาลัยระดับท็อป นอกจากนี้ ยังจะมีศิษย์เก่าแบ่งปันประสบการณ์การไปเรียนต่างประเทศให้ฟังว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่อไปแล้วมีชีวิตอย่างไร และทำไมถึงแนะนำว่าควรที่จะต้องไป นอกจากนี้ ภายในงานเราจะเปิดตัวชุดค้นหาตัวตนเวอร์ชั่นใหม่ของเรา ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ใช้กันภายในต้นปีหน้า

“เพียงแค่ช่วง 2 เดือนที่เปิดรับสมัครเด็กที่ต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศ มีเด็กมาทำเรื่องสมัครเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วกว่า 20 คน ในขณะที่เมื่อปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน มีนักเรียนมาติดต่อเพื่อสมัครเพียงประมาณ 3-4 คนเท่านั้น ปีหน้าเราตั้งเป้าหมายจำนวนเด็กที่จะไปเรียนต่อที่อังกฤษผ่านการแนะนำของเราจำนวนไม่ต่ำกว่า 60 คน ขณะที่ในปีนี้มีทั้งหมด 25 คน นอกจากนี้ ในส่วนของนักเรียนที่เข้ามาวางแผน ทำแบบทดสอบวัดความถนัด (Career Test) และเรียนพิเศษเพื่อเตรียมตัวที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรนานาชาติและไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน” นายปริย กล่าว

นายปริย กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นที่ผู้ปกครองและนักเรียนมีความสนใจประเทศอังกฤษ เพราะที่นี่เน้นให้เด็กทุกคนได้เรียนในสิ่งที่ตนเอง เก่ง รัก ชอบ ถนัด และมีความสุข โรงเรียนดีๆ ส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษจะให้เด็กที่อายุ 13-14 ปี ทำแบบทดสอบค้นหาตัวเองที่มีชื่อว่า Career Test เพื่อที่จะหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้แก่เด็ก หลังจากนั้นเด็กจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนวิชาเรียน และเด็กสามารถที่จะเลือกวิชาเรียนของตนเองได้อย่างอิสระ ตอนอายุ 14-15 ปี เด็กจะได้เรียนหลักสูตรที่มีชื่อว่า IGCSE ซึ่งเด็กจะถูกกำหนดให้เรียนวิชาหลักแค่ 3 วิชาคือ Math, English, Science นอกนั้นอีก 6-7 วิชา เด็กจะเป็นคนเลือกเองจากความสนใจและจากผล Career Test พอเด็กอายุ 16-17 ปี เด็กจะได้เรียนหลักสูตรที่มีชื่อว่า A-level ซึ่งจะเรียนกันทั้งหมดแค่ 3-4 วิชา และเด็กเป็นคนเลือกเองทั้งหมดว่าจะเรียนวิชาอะไรบ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าอาชีพที่สนใจนั้นเป็นอาชีพอะไร เช่น คนที่อยากเรียนแพทย์ จะเลือกเรียนแค่ Math, Chemistry, Biology, และ Psychology ในขณะที่เด็กที่อยากจะทำงานด้านแฟชั่นดีไซน์ เขาก็จะเลือกเรียนแค่ Art, Textile, Media, Business Studies เด็กแต่ละคนมีอิสระในการเลือกทางของตัวเองอย่างแท้จริง เป็นเหตุผลที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษ ใช้เวลาเรียนในระดับปริญญาตรีแค่ 3 ปี เพราะเด็กแต่ละคนมีความรู้พื้นฐานที่เข้มข้นมากๆ แล้ว จึงไม่ต้องใช้เวลามากมายเหมือนระบบของประเทศอื่น

พันธมิตรในประเทศอังกฤษที่เรามี จะเป็นโรงเรียน Boarding School และโรงเรียน Sixth Form College ชั้นนำในประเทศอังกฤษ อาทิ Cardiff Sixth Form College (ซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งมาต่อเนื่องหลายปี) Abbey College, d’Overbroeck’s College, Charterhouse, Brighton College, Concord College, Abingdon School, Badminton School และอื่น ๆ

นอกจากนี้ เรายังเป็นพันธมิตรกับโรงเรียนที่มีความถนัดเฉพาะด้าน เช่น โรงเรียนด้าน Art and Design อย่าง International School of Creative Arts (ISCA) และ Cambridge School of Visual and Performing Arts (CSVPA) “ผมเชื่อเสมอว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเด็กเองเท่านั้น เพราะคนเราทุกคนแตกต่างกัน ไม่มีใครลอกเลียนแบบชีวิตใครได้ ทุกคนควรมีชีวิตเป็นของตัวเอง ค้นพบตัวเอง ออกแบบชีวิตตัวเองได้ ได้เรียนและทำงานในอาชีพที่ถนัดอย่างมีความสุข” นายปริย กล่าวย้ำ

พระราชทานพระโกศทองน้อย’สมเด็จพระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218279.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
พระราชทานพระโกศทองน้อย'สมเด็จพระสังฆราช'

โปรดเกล้าฯ เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพ จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อย เทียบชั้นเจ้าฟ้า ‘สมเด็จพระสังฆราช’ สามัญชนองค์แรกที่ได้

                      8 ธ.ค. 58  พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กล่าวว่า เป็นที่ปลื้มปีติสำหรับพุทธศาสนิกชนมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อย ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 ธ.ค.นี้
                      พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าของที่ระลึกในงานพระราชทานพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่อยู่ในความดูแลของวัดบวรนิเวศฯ ได้แก่ หนังสือที่ระลึก พัดรอง ย่าม เหรียญที่ระลึก และตู้สังเค็ด ขณะนี้ทั้งหมดจัดเตรียมไว้เสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงหนังสือที่ระลึกบางส่วนที่ยังจัดพิมพ์ไม่เสร็จ ส่วนตู้สังเค็ด จะบรรจุหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ 20 เล่ม และหนังสือที่พระสังฆราชเป็นผู้นิพนธ์ 29 เล่ม รวมทั้งหมด 49 เล่ม โดยจะจัดในตู้สังเค็ด จำนวน 232 ชุด เพื่อมอบให้วัดพระอารามหลวงทั่วประเทศ และวัดที่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระสังฆราช
                      นายธงทอง กล่าวว่า กรณีของการพระราชทานพระโกศ จะมีระเบียบของสำนักพระราชวังอยู่ ซึ่งสำหรับสมเด็จพระสังฆราช ตามพระยศแล้ว จะได้พระโกศกุดั่นน้อย เทียบชั้นพระองค์เจ้า เพราะเป็นสามัญชน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลื่อนชั้นพระโกศให้ตั้งแต่วันแรกเป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ ซึ่งมีชั้นยศสูงกว่าพระโกศกุดั่นน้อย 1 ขั้น และทรงพระราชเลื่อนยศอีกครั้ง เป็นพระโกศทองน้อย เทียบชั้นเจ้าฟ้า ในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ถือว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช จากสามัญชนองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระโกศสูงสุดเป็นพระโกศทองน้อย และเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกที่ได้พระราชทานเลื่อนชั้นยศพระโกศถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าเจ้าพนักงานจะเชิญพระโกศทองน้อยมาประดิษฐสถานที่ตำหนักเพ็ชร ก่อนวันพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 15 ธ.ค.
                      นายธงทอง กล่าวต่อว่า สำหรับการซ้อมเคลื่อนขบวนอัญเชิญพระโกศพระศพ 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 28 พ.ย. และวันที่ 7 ธ.ค. พบว่า ครั้งแรกมีปัญหาเรื่องระยะเวลา เพราะเริ่มเคลื่อนขบวนจากวัดบวรนิเวศฯ ตั้งแต่เวลา 07.40 น. ไปถึงวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ประมาณ 11.20 น. ซึ่งช้ากว่ากำหนดการ 1 ชั่วโมง ส่วนการซ้อมครั้งที่ 2 เคลื่อนขบวนออกจากวัดบวรนิเวศฯ เวลา 07.40 น. และถึงวัดวัดเทพศิรินทราวาสฯ ประมาณ 10.20 น. ซึ่งเวลากระชับขึ้น และสำหรับการซ้อมครั้งที่ 3 ในวันที่ 10 ธ.ค. คาดว่า จะกำหนดเวลาได้แน่นอนขึ้น

สานฝันภารกิจต่อชีวิตจากพ่อสู่ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218266.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
สานฝันภารกิจต่อชีวิตจากพ่อสู่ลูก

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เมล็ดพันธุ์ที่งอกงามจากพ่อสู่ลูก กับภารกิจต่อชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

                      ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเป็นสุภาษิตโบราณที่ใช้เปรียบเปรยลักษณะนิสัยและการกระทำของลูกที่เหมือนกับพ่อแม่ โดยเฉพาะกับครอบครัว “ธวัชชัย สินธุมงคลชัย” พ่อ ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วยฉุกเฉินมาเป็นเวลานาน ในตำแหน่งอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู และภารกิจในการช่วยเหลือชีวิตผู้คนนี้ ทำให้ลูกๆ ของเขาได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ และทำให้ลูกของเขาเป็นลูกไม้ที่หล่นและเติบโตอย่างงดงามภายใต้ต้นไม้ที่เขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้
                      “ผมก็ทำได้ประมาณ 6 ปีแล้วนะครับ ตอนที่ทำ ผมไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแค่ว่าจะช่วยคนเจ็บให้รอดชีวิตได้มากที่สุดอย่างไรเท่านั้นเอง” ธวัชชัย สินธุมงคลชัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู อายุ 43 ปี บอกเล่าความรู้สึกกับการทำงานอาสากู้ชีพให้กับเราฟัง ธวัชชัย บอกเล่าเพิ่มเติมอีกว่า แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะเข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนั้น เขาและครอบครัวมีอาชีพค้าขาย โดยตั้งแผงขายส้มโออยู่บริเวณริมถนนบรมราชชนนี สิ่งที่เขาและครอบครัวต้องพบเจอบ่อยครั้ง คือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนใช้รถใช้ถนนเส้นนี้ แล้วเขาไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรคนเหล่านั้นได้เลย จึงทำให้เป็นที่มาของการขอเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อคอยช่วยเหลือผู้คนที่ประสบอุบัติเหตุ
                      “พอเราเห็นคนจะตายตรงหน้าเรา แล้วเราช่วยไม่ได้ มันเจ็บปวดนะครับ ผมเลยคิดว่าเราจะดูเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ เพราะเวลาเกิดเหตุแต่ละครั้งพอโทรตามตำรวจ ก็จะมาช้ามาก วันนั้นโชคดีพี่ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ เขามาซื้อของที่ร้านผมแล้วผมรู้ว่าเขาเป็นอาสาสมัครอยู่ที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ผมเลยขอเป็นอาสาสมัคร จนได้มาช่วยคนถึงทุกวันนี้” ธวัชชัย บอกเล่าถึงที่มาที่ไปในการทำงานของเขาเพิ่มเติมให้ฟัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ธวัชชัยโดดเด่นกว่าอาสาสมัครคนอื่นๆ คือ บทบาทของ “พ่อ” ที่ได้กลายเป็นต้นแบบให้ลูก โดยทุกๆ วันที่ออกปฏิบัติงานอาสากู้ชีพ จะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ตามธวัชชัย เพื่อไปช่วยงานในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุด้วยทุกครั้ง ธวัชชัยบอกเล่าถึงลูกๆ ของเขาให้เราฟังว่า
                      “ผมมีลูกสองคน เป็นผู้หญิงทั้งสองคน คือ น้องหยกกับน้องมุก ครั้งแรกที่ผมออกไปช่วยคนเจ็บ ลูกๆ เขาก็อยากจะไปกับผมด้วย ผมก็เลยให้ไปด้วยกัน ให้เขาได้เห็นว่าเราทำอะไร พอลูกเราเห็นเราทำทุกๆ วัน เขาก็ไม่กลัว โดยเฉพาะน้องมุก เขาชอบในการที่ได้ช่วยเหลือคนมาก ผมก็ดีใจที่เขาชอบทำอะไรแบบนี้ ผมไม่ได้บังคับลูกนะครับ แต่เขาชอบที่จะมาช่วยพ่อ ชอบที่จะมาช่วยผู้คนที่ประสบเหตุ ไม่ว่าจะเหตุเล็กเหตุใหญ่เราพ่อลูกก็ช่วยกันตลอด น้องมุกเขาเลิกเรียนเขาก็จะมาช่วยพ่อตลอด” ธวัชชัยกล่าวพร้อมร้อยยิ้ม
                      ทุกๆ วัน เมื่อมีเวลาว่าง ธวัชชัยและลูกสาวจะออกไปช่วยคนเจ็บเมื่อได้รับการแจ้งเหตุ สองพ่อลูกทำหน้าที่ช่วยเหลือคนทุกวันจนเป็นที่ชินตาของผู้คนในบริเวณนั้น ธวัชชัยใช้การกระทำในการสอนลูก ให้ลูกได้เห็นเองว่าการให้จากการช่วยเหลือนั้นทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุขเพียงใด
                      “มีอยู่เคสหนึ่งน้องมุกเขามาช่วยผม เป็นอุบัติเหตุรถคว่ำ คนที่เราเข้าให้การช่วยเหลือมีกระดูกขาผิดรูป เราก็ช่วยกันเคลื่อนย้ายเขาด้วยความระมัดระวัง ตลอดการส่งต่อผู้ป่วยน้องมุกกับผมก็จับมือผู้ป่วยตลอดเวลา และคอยพูดให้กำลังใจเขา เราคิดว่าเขาไม่เป็นอะไรมาก แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลมีคนโทรมาบอกเราว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เพราะกระดูกซี่โครงหักทิ่มปอดเขา เราก็เสียใจ ลูกก็เสียใจร้องไห้ เราก็บอกลูกว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว เราช่วยเหลือเขาได้เต็มที่ที่เราจะช่วยได้แล้ว น้องมุกก็พยักหน้าแบบเข้าใจ ผมและลูกก็จะได้เรียนรู้การมองโลก การใช้ชีวิตทุกวันที่ออกปฏิบัติงาน”
                      ปัจจุบันน้องมุก หรือ กมลชนก สินธุมงคลชัย ลูกสาวของธวัชชัย มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และสานฝันของตนเองกับพ่อด้วยการสอบเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ได้สำเร็จ น้องมุกบอกเล่าถึงพ่อของเขาให้เราฟังอย่างภาคภูมิใจว่า “หนูภูมิใจในพ่อหนูมากเลยค่ะ พ่อเป็นทุกๆ อย่างของหนู เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งพ่อ พ่อไม่เคยบังคับให้เราทำอะไร ให้เราทำในสิ่งที่เราชอบและให้เราเป็นในสิ่งที่เราเป็น ทุกการเติบโตของหนูก็มีพ่อนี่แหละค่ะที่เป็นฮีโร่และเป็นต้นแบบให้กับหนู เวลาหนูออกไปช่วยคนเจ็บกับพ่อ หนูก็จะช่วยได้แค่ปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเท่านั้น หนูอยากช่วยให้ได้มากกว่านี้ อยากให้เขารอดชีวิตได้มากกว่า อยากสานต่องานที่หนูและพ่อได้ช่วยกันทำมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กให้เป็นรูปธรรมให้มากขึ้นให้ได้ การเลือกเรียนคณะนี้ของหนูนอกจากจะเป็นความต้องการในการช่วยเหลือผู้คนแล้ว ยังเป็นการเลือกเพื่ออยู่เคียงข้างและทำงานกับคุณพ่อซึ่งเป็นฮีโร่ของหนูไปตลอดชีวิตด้วยค่ะ” น้องมุกเล่าถึงความภูมิใจเกี่ยวกับพ่อให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม
                      ด้าน นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า “ครอบครัวของคุณธวัชชัยเป็นครอบครัวตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นถึงพลังแห่งการทำความดี และพลังแห่งการเป็นต้นแบบที่ดีของพ่อให้กับลูก ซึ่งในระบบการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 นั้น มีหลายครอบครัวเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้ระบบการช่วยเหลือผู้คนที่บาดเจ็บ หรือป่วยฉุกเฉิน ให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที ซึ่ง สพฉ.ก็ได้จัดหาความคุ้มครองบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉินเหล่านี้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้ปลอดจากการเสี่ยงอันตรายขณะปฏิบัติหน้าที่ อาทิ โครงการอบรมพนักงานขับรถพยาบาลฉุกเฉิน หรือโครงการจัดทำประกันชีวิต
                      ปัจจุบันธวัชชัยยังคงออกช่วยเหลือคนเจ็บทุกวัน และเมื่อลูกสาวว่างเว้นจากการเรียน ก็จะรีบออกไปช่วยพ่อทำงานทุกครั้ง ทั้งคู่บอกว่าจะทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะไม่หยุดพัก จะทำงานจนกว่าจะหมดแรง ธวัชชัยบอกว่า เขาเชื่อในความดีที่เขาและลูกๆ ตั้งใจทำในการช่วยเหลือคน เขาบอกว่า ครอบครัวของเขาอาจไม่ได้ดีไปกว่าครอบครัวไหนๆ แต่การที่ได้ทำ “ความดี” ต่างหาก ที่ทำให้เขาและลูกได้เห็นคุณค่าของตนเองจากการที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ปี 2560 ‘มศว’ ไต่ระดับ ‘คณะแพทย์’ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218167.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
ปี 2560 'มศว' ไต่ระดับ 'คณะแพทย์' ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน

เปิดวิสัยทัศน์ : ปี 2560 ‘มศว’ ไต่ระดับ ‘คณะแพทย์’ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน : เรื่อง…ชุลีพร อร่ามเนตร / ภาพ … ปชส.คณะแพทยศาสตร์ มศว

                      “แพทย์” อาชีพในฝันของเด็กไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แถมเปิดประชาคมอาเซียนปี 2558 ยังเป็น 1 ใน 7 อาชีพเสรีทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดการเรียนการสอนมาจนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 30 ได้พัฒนาการเรียนการสอน หลักสูตร ผลิตบัณฑิตแพทย์รองรับความต้องการของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
                      ศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มศว คณบดีคนที่ 8 เข้าดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 1 ปีกว่า เล่าว่า คณะแพทย์ มศว จัดตั้งขึ้นเป็นลำดับที่ 8 ของประเทศไทย ผลิตนิสิตแพทย์ เก่ง ดี และมีความสุข และประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเป็นคณะแพทยศาสตร์ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน ในปี 2560 ซึ่งขณะนี้อยู่อันดับที่ 24 ของอาเซียน ดังนั้น จากนี้คณะจะมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพของนิสิตแพทย์ และคณาจารย์ ตามแผนยุทธศาสตร์หลัก (Smart Med) ที่วางไว้ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1S (Staff Focus) แผนยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคลากรทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ 2M (Management to Excellence) แผนยุทธศาสตร์การบริหารที่เน้นเป้าหมายของคณะแพทยศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 3A (Academic Passion) แผนยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพบัณฑิตตามมาตรฐาน TQF และ WFME ทุกหลักสูตร
                      ยุทธศาสตร์ที่ 4R (Research Capital) แผนยุทธศาสตร์สร้างงานวิจัยเป็นเลิศ ยุทธศาสตร์ที่ 5T (Teamwork of Health Science) แผนยุทธศาสตร์สร้างเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 6M (Modern Technology) แผนยุทธศาสตร์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยุทธศาสตร์ที่ 7E (Education and Learning Qrganization) แผนยุทธศาสตร์สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ และ 8D (Dignity & Values & Unity) แผนยุทธศาสตร์สร้างความภาคภูมิใจ เอกลักษณ์ และค่านิยมองค์กรเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของคณะแพทยศาสตร์
                      “หลังจากนี้เราจะมุ่งมั่งพัฒนาตามพันธกิจของคณะที่ต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัย ใช้รูปแบบการสอนเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง ถกเถียงแลกเปลี่ยน ส่งเสริมงานวิจัย ศึกษาโรคใหม่ๆ แนวทางในการรักษาสุขภาพ บริการวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มุ่งผลิตบัณฑิตแพทย์ที่สามารถอยู่กับชุมชนได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดหลักสูตรทั้ง 6 ปี ที่นิสิตเรียน จะต้องลงพื้นที่ สัมผัส เรียนรู้ชุมชน แพทย์ มศว จึงเป็นแพทย์ของคนในชุมชน เป็นแพทย์ที่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ไม่ใช่กระจุกอยู่ในเมืองอย่างเดียว การกระจายแพทย์ไปในชุมชนจะช่วยทำให้ชุมชนเกิดความเจริญ และการบริการประชาชนอย่างทั่วถึงมากขึ้น”
                      คณะแพทยศาสตร์ มศว มีกระบวนการหล่อหลอมนิสิตแพทย์ตั้งแต่ปีที่ 1-6 โดยตั้งแต่ปี 4 จะให้นิสิตแพทย์ฝังตัวอยู่ในชุมชน เพื่อรับทราบปัญหา ทั้งด้านสุขภาพ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม รวมถึงสภาพสังคม เพื่อให้แพทย์เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และนำเสนอปัญหาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในชุมชน แพทย์ มศว จึงมีภาวะของการเป็นผู้นำ ผู้ช่วยเหลือชุมชน สังคม
                      คณบดีคณะแพทย์ มศว เล่าต่อไปว่า พยายามให้เด็กได้เรียนรู้จากสภาพจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน สังคม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา โดยในแต่ละปีนิสิตจะต้องส่งรายงานถึงปัญหาสังคมด้านสุขภาพบนพื้นฐานการต่อยอดพัฒนาเป็นองค์ความรู้ หรืองานวิจัยที่จะช่วยแก้โจทย์ใหม่ๆ ด้านสาธารณสุข นิสิตแพทย์ของ มศว จึงไม่ได้มีเพียงองค์ความรู้ในการดูแล รักษา ป้องกันผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ ทำงานร่วมกับบุคลากรด้านอื่นๆ อย่าง นางพยาบาล เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด และประชาชน คนไข้ แพทย์ มศว เป็นผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกที่ดี ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพเต็มศักยภาพ รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพ รับใช้สังคมทั้งในประเทศไทย และประเทศในอาเซียน
                      “แพทย์เป็นอาชีพที่เรียนมากกว่าอาชีพอื่นๆ การเรียนการสอนจึงต้องทำให้นิสิตมีความสุขด้วย มศว เปิดโอกาสให้นิสิตได้ทำกิจกรรม ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม กีฬา รวมถึงมุ่งปลูกฝังจริยธรรมทางการแพทย์โดยยึดตามพระราชดำรัสองค์พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทยและองค์พระราชบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย นั่นคือ ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์ อีกทั้งส่งเสริมให้นิสิตแพทย์ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน มีความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงานทั้งต่อหน้าและลับหลัง ประพฤติตนให้เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป ใฝ่หาความรู้ และพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ นิสิตแพทย์ต้องระลึกอยู่เสมอว่าต้องรับผิดชอบดูแลชีวิตของผู้ป่วย”
                      มศว รับนิสิตแพทย์ 180 คนต่อปี ทุกคนจะเป็นแพทย์ที่มีทักษะด้านการสื่อสาร มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และความสามารถในการใช้ไอซีที เพื่อการสื่อสาร อันมาจากรากฐานของความรู้ นอกจากนั้น แต่ละปี จะเปิดโอกาสให้นิสิต 20 คน สามารถเข้าร่วมโครงการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร ผลิตแพทย์อินเตอร์ ที่ชั้นเตรียมแพทย์ 3 ปี นิสิตจะไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม และ 3 ปีหลังมาเรียนชั้นคลินิกที่ มศว เมื่อจบการศึกษา นิสิตจะได้รับปริญญาทั้งจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมและ มศว เป็นการเพิ่มศักยภาพของแพทย์ไทย
                      “นักเรียนที่จะเข้าเรียนแพทย์ นอกจากเรียนเก่งแล้วยังต้องมีความเสียสละ มีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น เห็นความทุกข์ยากของผู้อื่น มีจิตใจโอบอ้อมอารี และมีภาวะของการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชนที่ถูกต้อง เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มียาใหม่ๆ การรักษาแบบใหม่ๆ แพทย์ต้องรู้จักขวนขวายหาความรู้ รู้ทัน และต้องกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดให้คนในชุมชน เหมาะสมกับผู้ป่วย สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศ”
                      การเป็นคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำ อันดับที่ 20 ของอาเซียนได้นั้น นอกจากมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ทันสมัยมีความเป็นนานาชาติภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนานาประเทศ ไม่ว่าจะจีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษในการแลกเปลี่ยนนิสิต คณาจารย์ การศึกษาดูงาน เปิดโลกทัศน์มุมมองในการเรียนรู้ทางด้านการแพทย์แล้ว ยังต้องคงไว้ซึ่งการเป็นแพทย์ของชุมชน โดยคณะแพทย์ มศว จะให้นิสิตได้สัมผัสทั้งชุมชนเมืองและท้องถิ่น ผ่านการเรียนการสอน นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 1 เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร ส่วนชั้นปีที่ 4 ชั้นปีที่ 5 ชั้นปีที่ 6 ฝึกปฏิบัติงานชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องครักษ์ จ.นครนายก หมุนเวียนร่วมกันไปกับ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
                      “ขณะนี้ คณะแพทย์ ถือเป็นคณะที่ขาดแคลนของประเทศไทย ซึ่งแต่ละปีสถาบันผลิตแพทย์สามารถผลิตแพทย์ได้ประมาณ 2,500 คนต่อปี แต่ความต้องการของประเทศประมาณ 3,500 คนต่อปี ดังนั้น ทุกคณะแพทยศาสตร์จึงพยายามเพิ่มการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพสูง เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพเกี่ยวกับผู้ป่วย ทำให้บัณฑิตแพทย์ที่จบหลักสูตรมีมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย ประชาชนทั้งในไทยและต่างประเทศ ในการเป็น Medicine swu คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำ ที่ดี เก่งและมีความสุข อยากให้ทุกคนที่มาเรียนแพทย์มีใจมุ่งมั่นที่พร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวม”
                      ปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ มศว เปิดการเรียนการสอน ภาควิชาคลินิก 14 ภาควิชา และภาควิชาพรีคลินิก 5 ภาควิชา และมีศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บนเนื้อที่ 250 ไร่ ในบริเวณพื้นที่ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จ.นครนายก โดยอาคารหลังแรกของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นี้เป็นอาคารโรงพยาบาล 500 เตียง มี 17 ชั้น พื้นที่ 60,000 ตารางเมตร
                      ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ มศว ขอเรียนเชิญร่วมบริจาคเพื่อผู้ป่วยยากไร้ภาวะวิกฤติ ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 283-212-990-9
                      สนใจติดต่อสอบถาม 0-2260-2122-4, 0-2260-2233-5 0-2260-2950-3 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม http://www.med.swu.ac.th/th/
——————-
(เปิดวิสัยทัศน์ : ปี 2560 ‘มศว’ ไต่ระดับ ‘คณะแพทย์’ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน : เรื่อง…ชุลีพร อร่ามเนตร / ภาพ … ปชส.คณะแพทยศาสตร์ มศว)