ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218169.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218169.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218168.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218184.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218113.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218112.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218049.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218008.html
4ธ.ค.2558 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบุหรี่ ร่วมกับ เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ได้ร่วมกันจัดเสวนาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์การควบคุมปัญหาจากการสูบบุหรี่ด้วยนโยบายภาษีบุหรี่ และนโยบายการบำบัดผู้ติดบุหรี่ด้วยยาในประเทศไทย
ศ.ประบาท จหา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพของโลก (Centre for Global Health Research) มหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา กล่าวว่า การขึ้นภาษีบุหรี่เป็นมาตรการเดียวที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ซึ่งการขึ้นภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น 3 เท่าจะช่วยลดคนสูบบุหรี่ได้ถึง 1 ใน 3 โดยถือเป็นชัยชนะ 3 เด้ง คือ 1.การลดอัตราการสูบบุหรี่และช่วยยับยั้งวัยรุ่นที่จะเริ่มผู้สูบรายใหม่ 2.ลดจำนวนการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด และโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ได้ถึง 200 ล้านราย และ3.เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล จาก 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี เป็น 400,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการด้านสุขภาพให้ดีขึ้น
“มาตรการการขึ้นภาษีบุหรี่ใช้ได้ผลกับทุกประเทศที่แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น ฝรั่งเศสสามารถลดการบริโภคบุหรี่จากปี 1990-2005 ได้ถึงครึ่งหนึ่ง โดยการขึ้นภาษีให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การขึ้นภาษีที่คิดตามน้ำหนักต่อมวนของบุหรี่ จะช่วยลดช่องว่างของราคาบุหรี่ ทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้มากกว่าที่จะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ที่มีราคาถูกกว่าด้วย ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนเวลาโดยไม่จำเป็นขณะที่ในประเทศจีนและอินเดีย มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากถึง 1 ล้านคนต่อปี เกือบครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 70 ปี การขึ้นราคาบุหรี่เป็น 2 เท่า จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีอายุต่ำกว่า 70 ปีได้มากกว่า 300,000 รายต่อปี” ศ.จหา กล่าว
ศ.ประบาท กล่าวต่อว่า สถิติทั่วโลกพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นชาย และ 1 ใน 10 ของวัยรุ่นหญิงจะสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หากพวกเขายังคงสูบต่อไป เกือบครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวจะเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ แต่หากเลิกสูบบุหรี่ก่อนอายุ 40 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 90 แต่ก็มีจำนวนน้อยที่คิดจะเลิกสูบ ขณะที่อุตสาหกรรมบุหรี่ทั่วโลกทำกำไรได้ปีละประมาณ 50,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยคิดเป็นกำไรประมาณ 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่หนึ่งคน ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องหามาตรการยับยั้งผู้ริเริ่มจะสูบบุหรี่และช่วยการเลิกบุหรี่ ซึ่งมาตรการภาษีบุหรี่เป็นคานงัดที่มีพลังมหาศาล ซึ่งรัฐบาลทุกประเทศสามารถเริ่มได้โดยการขึ้นภาษีบุหรี่ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างสม่ำเสมอและขึ้นภาษีขึ้นอีกเป็นครั้งคราวในปีงบประมาณต่อๆ ไป
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรัดการดำเนินการตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบโดยเฉพาะการขึ้นภาษียาสูบ เพื่อนำสังคมไทยเข้าสู่โรดแมป การพัฒนาที่ยั่งยืนตามข้อตกลงที่ที่ประชุมยูเอ็นเห็นชอบไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยใน 17 วาระการพัฒนาที่ยั่งยืนมีถึง 9 วาระที่การบรรลุเป้าหมายต้องทำให้การสูบบุหรี่ลดลง เช่น การขจัดความยากจนและความหิวโหย การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การทำให้สุขภาพดี การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งนี้ การขึ้นภาษียาสูบครั้งสุดท้ายผ่านไปกว่า 3 ปีแล้ว และยอดจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตในปี 2558เพิ่มขึ้นเป็น 2,191 ล้านซอง จาก 2,003 ล้านซองในปี 2557 และการสำรวจปีที่แล้วมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 แสนคน โดยหนึ่งแสนคนมีอายุต่ำกว่า 17 ปี ทั้งนี้ผลการขึ้นภาษี 6 ครั้ง ระหว่าง ปี 2536-2549 ที่ทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง 4 ล้านคน ร้อยละ 60 ของการลดลงเป็นผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217986.html
“ผมขอบคุณพ่อที่เลิกเหล้า พ่อมีเวลาสอนการบ้านผม มีเวลาพาผมไปเที่ยว ผมไม่ต้องฟังเสียงพ่อทะเลาะกับแม่อีก พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำที่หล่อและเท่มาก โตขึ้นผมจะเป็นแบบพ่อ ไม่ดื่ม ไม่สูบ” เสียงเล็กๆของ น้องที ด.ช.ธีภัทร ชูดวง วัย 12 ปี สะท้อนถึงความดีใจและภูมิใจในตัวพ่อที่สามารถลด ละ เหล้าได้สำเร็จ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นายวิชัช ชูดวง พ่อของน้องทีบอกว่าไม่ใช่ง่าย แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
คุณพ่อวิชัช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บ้านตากแดด อ.เมือง จ.พังงา เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ช่วงวัยรุ่นเริ่มดื่มจากเหล้าขาว ตามมาด้วยสูบยาเส้น และเที่ยวเตร่ ไม่มีเงินเหลือเก็บจากการทำงาน ไม่นึกถึงพ่อแม่ แม้พ่อจะนั่งรอจนถึงเที่ยงคืน ก็ไม่ได้คิดว่าพ่อแม่เป็นห่วง เมื่อแต่งงานและภรรยาตั้งครรภ์ มีภาระรับผิดชอบในครอบครัวมากขึ้น แต่ยังไม่เลิกดื่ม จนภรรยาเริ่มบ่นกลายเป็นทะเลาะกัน เพราะดื่มแต่ละครั้งเงินหมดไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท หากไม่มีเงินก็ติดสินเชื่อไว้กับร้านค้า ภรรยาคลอดลูกก็ยังดื่มมาเรื่อยๆ
กระทั่งลูกชายคนโตเข้าโรงเรียนและอยู่ชั้น ป.3 ลูกถามว่า “ทำไมพ่อต้องเมา”“ทำไมเมาแล้วต้องทะเลาะกับแม่” ประจวบเหมาะกับปี 2552 มีโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา มีคนมาชักชวนให้เลิกเหล้า แต่ยังไม่มั่นใจตนเองว่าจะทำได้สำเร็จจึงยังไม่เข้าร่วม เกรงจะทำไม่ได้เหมือนที่ลั่นวาจาสาบานไว้ เมื่อปี 2553 ลูกชายมาขอร้องอีกครั้ง เริ่มคิดได้ว่า ทำบาปกับครอบครัวไว้มาก จึงร่วมโครงการติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ปัจจุบันแม้จะร่วมวงสังสรรค์ก็ดื่มน้ำเปล่า กินกับแกล้มกับเพื่อนได้ไม่จำเป็นต้องดื่มเหล้า หลังจากเลิก สุขภาพดีขึ้น กลายเป็นคนมีเหตุผล มีความรับผิดชอบมากขึ้น ยิ่งได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกบ้าน
“ถ้าตอนนี้มีใครเอาเงินมาให้ผม 50,000 บาทแล้วบอกให้กลับไปดื่มเหล้าอีก ผมก็ไม่เอา เพราะที่ผมได้รับหลังจากเลิกเหล้าทั้งสุขภาพของผม ความสุขของลูกเมีย รายได้เหลือเก็บไม่เป็นหนี้สิน ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันในตอนเย็น นอนพูดคุยปัญหากันและกัน มีเวลาพาลูกไปเที่ยว หาซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ มันเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ความสนุกที่ได้จากเหล้าแค่จอมปลอม แต่เป็นความทุกข์ระยะยาว แต่เมื่อเลิกดื่มได้เป็นความสุขระยะยาว” คุณพ่อวิชัช กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ไม่ต่างจาก คุณพ่อไพบูลย์ เนียมมณี อายุ 58 ปี แกนนำชุมชนเขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ บอกว่า เริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 14-15 ปี จากการชักชวนของลูกพี่ที่ทำงานในโรงกลึงด้วยกัน ดื่มหลังเลิกงานทุกวันจันทร์-เสาร์ จากกรึ๊บเดียวเป็นแบน เป็นขวด เพิ่มเป็น 2-3 ขวดและตั้งวงกับเพื่อน ตีกลองร้องเพลง เพื่อนบ้านด่าก็ไม่ฟัง เมาหัวราน้ำ เรียกว่าดื่มจนพระบิณฑบาตข้างโต๊ะคือตั้งแต่เย็นยันเช้า รายได้ที่รับมาก็หายไปกับขวดเหล้า เมื่อแต่งงานหยุดดื่มไปได้ประมาณ 1 ปีก็กลับมาดื่มอีก เปลี่ยนเป็นชักชวนเพื่อนมาดื่มที่บ้าน จนแฟนท้องยิ่งดื่มหนักขึ้นเพราะต้องการฉลองที่จะได้เป็นพ่อคน กระทั่งลูกชายคนโตขอให้เลิกบุหรี่ บอกว่าบุหรี่เหม็นก็ยื่นซองบุหรี่นั้นให้ลูกเอาไปโยนทิ้งและเลิกสูบเด็ดขาดมาตั้งแต่นั้น
ส่วนเหล้า คุณพ่อไพบูลย์ เล่าว่าตอนนั้น ขอลูกว่าจะค่อยๆ ลดลงไม่ดื่มถี่อีก ทำได้หลายปีแต่ก็กลับไปดื่มหนักอีก จนถึงขั้นอาเจียนบนที่นอน วันหนึ่งลูกสาวเดินมาบอกว่า “พ่อๆ หนูเป็นแกนนำเยาวชน ถ้าพ่อยังดื่มเหล้าแล้วหนูจะไปบอกคนอื่นได้อย่างไร” ตั้งแต่นั้นจึงตั้งใจแน่วแน่ที่จะค่อยๆ ลด เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราจนเลิกได้ ทำให้สุขภาพดีขึ้นและมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น
nbsp; คุณพ่อสุพจน์ อัสโม อายุ 38 ปี คุณพ่อลูกสอง ที่ยอมรับว่า ดื่มตั้งแต่อายุ 18 ปี จากการที่เถ้าแก่ที่ทำงานชวนดื่มในตอนเย็น ดื่มมาเรื่อยๆ หมดค่าเหล้า เบียร์เดือนละ 5,000-6,000 บาท เมื่อดื่มมากขึ้นแล้วไปตรวจเลือด ปรากฏว่ามีกรดยูริค เป็นโรคเก๊าต์ ขนาดที่เดินเข้าห้องน้ำไม่ได้เพราะปวดข้อมาก ต้องคลาน แพทย์บอกให้เลิก ก็โกหกว่าเลิกแล้วแต่ยังดื่มหนักเหมือนเดิม
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อลูกถามว่า “พ่อดื่มทำไม ไม่มีประโยชน์” ก็ตั้งใจจะเลิกเพราะลูกขอ และได้เข้าร่วมโครงการลด ละ เลิกเหล้ากับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าแล้วมีกิจกรรมให้ลูกมาล้างเท้าแล้วขอให้พ่อเลิกเหล้า ตอนนั้นรู้สึกสะเทือนใจและปลื้มใจมาก จึงตัดสินใจหักดิบ ตอนเย็นหลังเลิกงานก็กลับบ้านมากินข้าวกับลูกแทนการไปตั้งวงหล้ากับเพื่อน จนเลิกได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกเหล้า สุขภาพตนเองดีขึ้น หลังเลิกเพียง 2 สัปดาห์ก็กลับมาเดินเข้าห้องน้ำได้ และมีเวลาให้ลูก ให้ครอบครัวมากขึ้น มีเงินเหลือเก็บ
แต่สำหรับบางครอบครัวในวันที่คุณพ่อตั้งใจจริงที่จะเลิกเหล้า กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน เมื่อคุณพ่อชาญณรงค์ แก้วบัวปัท อายุ 47 ปี เสียชีวิตจากการล้มศีรษะฟาดพื้นมีเลือดคั่งในสมอง นางสุวิสา แก้วบัวปัท อายุ 45 ปี สะท้อนหัวอกภรรยาที่มีสามีติดเหล้าว่า สามีติดเหล้าหนักมาก เมื่อเป็นเถ้าแก่รับเหมาก็ดื่มเพราะอ้างว่างานหนัก เครียดต้องการระบาย เมื่อดื่มหนักเข้าก็มีการทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือแล้วลูกๆ ยืนเชียร์ แต่ลูกไม่ได้มีความสุข พยายามบอกให้สามีเลิกเหล้าหลายครั้ง เคยพาไปรักษาที่รพ.สมเด็จเจ้าพระยา ไปได้ 4-5 ครั้งแต่ยังเลิกไม่ได้ จนสามีได้ไปเข้าค่ายครอบครัว 2 วัน กลับมาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเลิก เพราะสามีรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แต่ก็เกิดอุบัติเหตุและจากไปเสียก่อน
“ภรรยาทุกคนเลือกคุณมาเป็นสามีเพราะความรัก ให้มาเป็นผู้นำ การแต่งงานเพื่อแชร์ทุกข์แชร์สุข แต่การดื่มเหล้ามีแต่แชร์ทุกข์มาให้ภรรยา ยัดเยียดทุกข์ระยะยาว เพราะฉะนั้น อยากให้ครอบครัวที่มีคนดื่ม สามีภรรยาหันหน้าเข้าหาพูดคุยกัน ภรรยาคอยให้กำลังใจ และสามีต้องรับฟัง เพราะในยามที่เจ็บป่วยคนที่อยู่กับคุณคือภรรยา และลูกๆ ส่วนเพื่อนที่เคยร่วมวงดื่มก็จะหายหน้าไปหมด อยากให้รับฟังเสียงของลูกที่ขอร้องให้เลิก อย่าให้เสียงลูกเป็นแค่เสียงแมลงหวี่ แต่เสียงเพื่อนและคนอื่นๆ ดังกว่าเสมอ” นางสุวิสาให้แง่คิด
ท้ายที่สุด ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 3-4 เท่า และหากมีคนในครอบครัวดื่มเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะดื่มด้วย 3-4 เท่า ดังนั้น การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน หากพ่อแม่บอกลูกว่า เหล้า บุหรี่ไม่ดี แต่ยังดื่มและสูบ ลูกก็จะไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่สอน แต่หากลูกสามารถชวนพ่อแม่เลิกได้ ก็จะเป็นภูมิต้านทานให้ลูกเมื่อโตขึ้น ก็จะไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218003.html
“ห้องเรียน” เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ระหว่างครู-เด็ก เด็ก-เด็ก และครู-ครู ล่าสุด คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท บิโก (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) เชิญ “ศ.มานาบุ ซาโต ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยกักคุชุอิน และศาสตราจารย์กิตติคุณทางด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยโตเกียว” ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักคิด นักวิชาการ และนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลก มานำเสนอแนวคิดเรื่อง “โรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ : วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม” (School as Learning Community (SLC) : Vision, Philosophies and Activity Systems) แก่ผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครู จากโรงเรียนในกลุ่มสาธิต จำนวน 26 แห่ง
ศ.มานาบุ กล่าวว่า School as Learning Community : SLC หรือ แนวคิดโรงเรียนคือชุมชนของการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการทฤษฎีทั้งหลายเข้าด้วยกัน การปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียน และในโรงเรียน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่งการดำเนินแนวคิด โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือ SLC ไม่ได้มุ่งเน้นเทคนิคในการพัฒนา แต่เป็นการบูรณาการ 3 องค์ประกอบสำคัญรวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม
“SLC เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ ปรัชญาและระบบกิจกรรมเป็นการบูรณาการแนวปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น การเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างร่วมมือร่วมพลัง และการเรียนรู้ที่เกิดจากการสะท้อนความคิดร่วมกัน โดยอาศัยการศึกษาผ่านบทเรียน ใช้การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง ให้ครูมีเพื่อนร่วมทางในเชิงวิชาชีพ โรงเรียนมีนโยบายที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตย โน้มน้าวให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิในการเรียนรู้ของเด็กที่การพัฒนาวิชาชีพครูต้องดำเนินการบนพื้นฐาน ความสัมพันธ์ในเชิงรับฟัง (Listening Relationship) และการฟังเสียงของผู้อื่น (Listening other’s voice)” ศ.มานาบุ กล่าว
รศ.ดร.สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเรียนรู้และวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แนวคิด SLD จะเป็นการทำให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ต้องอยู่ที่ห้องเรียน ชีวิตในชั้นเรียน ทำอย่างไรให้นักเรียนทุกคนไม่มีใครถูกทิ้งหรือโดดเดี่ยว แม้ว่าเด็กคนนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์การเรียนที่ต่ำหรืออ่อนด้อยก็จะไม่ถูกทิ้ง
“ห้องเรียนเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ห้องเรียนจะเป็นการจัดแบบเปิดที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย คือการให้เกียรติกัน คิด ฟังเสียงของเด็ก ครู ทุกคนคือคนสำคัญ และทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ร่วมมือกันพัฒนาการศึกษาเพื่อปวงชน ครูต้องรักเด็ก เด็กต้องรักครู เด็กต้องรักกัน” รศ.ดร.สิริพันธุ์ กล่าว
ต่อไปครูต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยครูต้องมาช่วยกันคิด ออกแบบการเรียนรู้ ฝึกพัฒนาการเรียนรู้ และสะท้อนออกมา ให้สามารถพาเด็กก้าวกระโดดไปข้างหน้า ซึ่งมุมมองแบบนี้ โดยเฉพาะการจัดห้องเรียนเป็นมิติที่นักการศึกษาไทยไม่ได้พูดถึง หรือพูดถึงเป็นอันดับท้ายๆ ดังนั้น การปฏิรูปห้องเรียน ยกระดับให้โรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ ต้องเปิดโอกาสให้เด็ก ครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
ทั้งนี้ปรัชญาใน SLC มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ปรัชญาของความเป็นสาธารณะ (Public Philosophy) โรงเรียนจะต้องเริ่มต้นเป็นที่สาธารณะเป็นพื้นที่เปิด และครูทุกคนควรเปิดชั้นเรียนของตัวเองแก่สาธารณะ เพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของตน ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย(Democratic Philosophy) ให้ความสนใจ วิถีของการมีชีวิตที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้สมาชิกทุกคนเป็นบุคคลสำคัญของโรงเรียน และ ปรัชญาของความเป็นเลิศ (Philosophy of Excellence) กิจกรรมการสอน และการเรียนรู้ต้องจูงใจสู่ความเป็นเลิศ สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ต่อเนื่อง ส่วนระบบกิจกรรม ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ เด็ก: การเรียนรู้อย่างร่วมมือในห้องเรียน ครู: ความเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพของครูที่เกิดจากกิจกรรมศึกษาผ่านบทเรียนที่ทุกคนดำเนินการร่วมกัน และผู้ปกครอง: การมีส่วนร่วมรับผิดชอบการเรียนรู้ของเด็กร่วมกับโรงเรียน
แนวคิดการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ใช้การสื่อสารด้วยการพูดคุย ทุกคนสำคัญ และเน้นการเกื้อกูลต่อกัน คนเก่งต้องช่วยคนที่ไม่เก่ง ทำงานเป็นเครือข่าย นักเรียนทุกคน ครูทุกคน โรงเรียนทุกโรงเรียน เป็นศูนย์กลางของตนเอง และเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพราะการศึกษาไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาเด็กให้ประสบความสำเร็จบูรณาการทุกศาสตร์และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217991.html
ค่ายสัตวแพทย์อาสาฯ นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมลงปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อเสริมประสบการณ์วิชาชีพสัตวแพทย์ภาคสนาม ในปีการศึกษา 2558 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์หนาแน่นโดยเฉพาะกระบือ และมีข้อจำกัดทางปศุสัตว์เช่น โภชนาการ การดูแลสุขภาพสัตว์ เป็นต้น
ณัฐวุฒิ ลิบขาว นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานโครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชุมนุมสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท เล่าว่า ในปีการศึกษา 2558 นี้ การลงพื้นที่จะดำเนินการครอบคลุม 8 หมู่บ้านใน จ.สุรินทร์ แต่ละพื้นที่จะออกค่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องจากมีการเลี้ยงโค-กระบือเป็นจำนวนมาก
กิจกรรมการออกค่ายที่ลงไปปฏิบัติมีทั้งการถ่ายพยาธิและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโค-กระบือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสุนัขและแมว การหยอดวัคซีนในไก่ การทำ Tuberculosis skin test (TB) การเก็บตัวอย่าง Blood & Feces และตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและเด็กในชุมชน ทำแบบสอบถามข้อมูลเกษตรกร และปรับปรุงแผนที่หมู่บ้านให้เป็นปัจจุบัน
โดยจะคัดนิสิตชั้นปีที่ 1–3 ชั้นปีละ 30 คน เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท (pre-camp) เป็นเวลา 1 วัน โดยผู้สอนคือนิสิตชั้นปี 4–5 ที่จะสอนหลักสำคัญๆ ของวัคซีน ผลกระทบหากสัตว์ไม่ได้รับวัคซีน การปฏิบัติการตรวจสุขภาพสัตว์เบื้องต้น การพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อ ทำแบบสอบถาม วิธีการฉีดยา เจาะเลือด เก็บอุจจาระและบังคับสัตว์ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
โครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท นิสิตสัตวแพทย์เกษตรจะได้รับประสบการณ์ที่ดีทั้งการทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะทางการพูดกระบวนการคิด การวางแผน ฝึกความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา บริหารเวลาให้เหมาะสมและคิดสร้างสรรค์กิจกรรม ได้ทบทวนความรู้ ทบทวนฝึกการทำหัตถการ ได้เรียนรู้ทางวิชาการใหม่ๆ จากข้อมูลปัญหาสุขภาพสัตว์ภายในพื้นที่ที่ออกค่าย และเรียนรู้ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ภาษาของชาวบ้าน และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย
ธนพล สันติวัฒนธรรม นิสิตชั้นปีที่ 3 ผู้ซึมซับเรื่องสัตวแพทย์จากครอบครัวมาตั้งแต่เล็กๆ และนับว่าโชคดีที่เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถด้านกีฬา ง่ายต่อการตัดสินใจเรียนต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มก. ได้เล่าถึงหน้าที่ในการออกค่ายมีทั้งไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ เจาะเลือด เก็บตัวอย่าง ฯลฯ ให้แก่ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงแล้ว และยังพบปัญหาด้านคอก ด้านโภชนาการ การคุมกำเนิดสุนัข ปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์ เป็นต้น ในฐานะสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแก้ปัญหาสุขภาพสัตว์ให้แก่เกษตรกรในชนบทอย่างหวังผล และที่สำคัญต้องบูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียนไปแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เพราะการปศุสัตว์ของประเทศไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจ ยังต้องการความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์อีกมาก
“การที่จะเป็นอัศวินที่ดีได้นั้น ต้องเป็นคนเลี้ยงม้ามาก่อน” รุ่นพี่สัตวแพทย์เกษตรคนหนึ่งเคยสอนผม การจะเป็นสัตวแพทย์ที่ดีต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ในชั้นปีต้นๆ “การเรียนทำให้มีเรางานทำ แต่กิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น”
นุสบา เถระกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 เล่าว่า การมาออกค่ายครั้งนี้ก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ร่วมทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่างานทะเบียนเก็บข้อมูล งานเวชภัณฑ์และแล็บ ตั้งแต่ปกป้องกระติกเก็บวัคซีน ฉีดวัคซีน เจาะเลือดเก็บตัวอย่าง ทำแล็บส่องกล้อง งานบังคับจับสัตว์ จากการไปออกค่ายได้เรียนรู้ทั้งการลงพื้นที่ทำงานในฐานะสัตวแพทย์ การปรับตัวการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนในบ้านและชาวบ้าน และยังได้พบปัญหาจากโรคนิวคาสเซิล (โรคคอบิดในไก่ ตายเฉียบพลัน) โรคระบาด ความแห้งแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอาหารสัตว์ และอัตราการโตของสัตว์ปศุสัตว์ ในฐานะที่จะเป็นสัตวแพทย์ เราต้องรับผิดชอบชีวิตสัตว์ทุกตัว รวมทั้งให้ความรู้แก่เจ้าของสัตว์ด้วย
สิริฉัตร ปู่ชู รองประธานค่ายฯ บอกว่า การออกค่ายเราจึงต้องรู้จักนำทฤษฎีเหล่านั้นมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลได้เข้าถึงการบริการทางด้านสัตวแพทย์มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์ที่ถูกต้องเพื่อจะนำไปต่อยอดและอยู่อย่างพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง การออกค่ายมีคุณค่ามากกว่าความลำบากตอนลงพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่จะทำให้เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและสัตวแพทย์ที่ดีในอนาคต
ทั้งค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบทของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโครงการที่ฝึกให้นิสิตทุกชั้นปีได้นำความรู้จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลความความเจริญที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก นิสิตสัตวแพทย์เกษตรมีจิตอาสาที่จะออกไปรับใช้และช่วยเหลือสังคมชนบทอย่างต่อเนื่อง ดั่งปณิธานของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ว่า “สัตวแพทย์เกษตร สัตวแพทย์ของประชาชน”