ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218169.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ

ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ เรียนรู้ประเทศต้นแบบของเอเชีย : โดย…ทีมข่าวการศึกษา

                      จากสภาพการศึกษาในปัจจุบันคุณภาพของผู้เรียนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของผู้เรียนที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้น ประกอบด้วยความรู้และทักษะหลายอย่างร่วมกัน ดังนั้นแนวโน้มในการจัดการศึกษาเพื่อให้ตอบสนองคุณภาพของผู้เรียน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายประเทศที่มีการบริหารและจัดการเรียนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้นำหลักการและแนวคิดของการบริหารจัดการแบบร่วมมือเข้ามาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการทางการศึกษาของประเทศไทย
                      นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการทางการศึกษาของประเทศไทย จึงได้มีการจัด “โครงการสัมมนาผู้นำทางการศึกษาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558” Thailand’s Educational Leader Symposium 2015ขึ้น ภายใต้แนวคิด มุ่งสู่ต้นแบบการปฏิบัติที่ดีเลิศ ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการสถานศึกษา ซึ่งปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยการจัดสัมมนามีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยการประยุกต์แนวคิดและประสบการณ์ที่ได้จากการสัมมนาสำหรับการวางแผนการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาและส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาในประเทศไทย
                      ศ.ดร.เรียวโกะ ซึเนโยชิ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า สำหรับการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นนั้นจะเน้นตัวบุคคลเป็นหลัก บุคคลที่ว่านั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ครู และนักเรียน สำหรับครูแล้วต้องใช้การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูแต่ละโรงเรียนโดยการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนการประสบการณ์ระหว่างการสอนที่แต่ละท่านได้พบเจอมาและนำประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปปรับเปลี่ยนการสอนของตนให้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ในส่วนของนักเรียนนั้นควรใช้การเรียนการสอนแบบสอดแทรกการเรียนรู้เข้าไปในชีวิตจริง ให้นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งนี้อยากให้ทุกประเทศในเอเชียที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้าสู่ประชาคมโลกได้อย่างไม่มีข้อแปลกแยก
                      นายแมทธิว พารร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาตินาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวทางการคิด ว่าการที่เราจะก้าวเข้าไปอยู่ร่วมหรือพัฒนาสังคมในระดับสากลได้นั้น เราต้องทำความรู้จักตัวเองเสียก่อน ตัวเราคือใคร เราต้องการอะไร เมื่อเราเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะมองเห็นว่าคนรอบตัวเราต้องการอะไร นับเป็นการเริ่มต้นจากตัวเองเพื่อพัฒนาสังคม จะทำให้การเข้าสู่สังคมโลกเป็นไปได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะเราคือหนึ่งในสังคมนั้น นี่คือรูปแบบการสอนของญี่ปุ่นสอนให้ทำเพื่อส่วนรวมหรือส่วนกลาง ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
                      โดยการเริ่มต้นตอบคำถามก่อนการตั้งคำถาม และในด้านการสอนนักเรียนนั้นควรใช้วิธีการสอนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ให้เด็กสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทั้งในและนอกประเทศ และสำหรับคนไทยนั้นเราควรภูมิใจในความเป็นไทยเสียก่อนจึงจะก้าวเข้าสู่สากลได้ ซึ่งบนโลกแห่งความเป็นจริงปัญหาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เราก็ควรหาทางหลีกเลี่ยงให้ปัญหามันเกิดขึ้นมาน้อยที่สุด หรือเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องยอมรับและใช้ชีวิตอยู่บนหลักความเป็นจริงให้มากที่สุด
                      ในส่วนของ ดร.ซุนชิก มิน ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนนานาชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี กล่าวถึงการบริหารการจัดการการเรียนการสอนของประเทศเกาหลีว่า ประเทศเกาหลีมีลักษณะเฉพาะในเรื่องของการเรียนการสอน โดยการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมไปจนถึงมัธยม ทุกๆ อย่างต้องอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล นับตั้งแต่การเลือกโรงเรียนในการเข้าเรียนของนักเรียน ไปจนถึงเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ในโรงเรียนนั้นต้องออกมาจากรัฐบาลทั้งสิ้น ประเทศเกาหลีมีความเชื่อว่านักเรียนทั้งในโรงเรียนรัฐและเอกชนทุกคนต้องมีประสิทธิภาพทางการศึกษาทัดเทียมกัน เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีได้ลงทุนกับการศึกษาประมาณ 5-6% ของ EPD ซึ่งมากกว่างบประมาณหลายๆ อย่าง และเมื่อเทียบแล้วการให้ความสำคัญของครูในประเทศเกาหลีนั้นไม่ได้ต่างจากหมอเลย
                      จากการแลกเปลี่ยนในการบริหารการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน โดยประเทศที่มีการพัฒนาระบบการศึกษาแบบร่วมมือ และประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานศึกษานั้นพบว่าประเทศไทยควรเน้นรูปแบบการศึกษาให้เป็นการผสมผสานกันระหว่างภาควิชาการและภาคการปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการคำนึงถึงการนำความรู้ในชั้นเรียนมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยที่จะก้าวเข้าสู่ระดับสากลต่อไป
——————-
(ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ เรียนรู้ประเทศต้นแบบของเอเชีย : โดย…ทีมข่าวการศึกษา)

เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218168.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58

เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม

                      กรณีมีการร้องเรียนหนังสือเรียนรายวิชาหลักลิขสิทธิ์ของสำนักงาน กศน. (ห้ามจำหน่าย) ระดับประถมฯ-ม.ปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2554) ที่ใช้เรียนมาตั้งแต่ปี 2551 เป็นเวลา 8 ปีพบว่ามี “คำผิด” เยอะมาก บางคำกลายเป็น “คำหยาบ”
                      เรื่องนี้ “สุรพงษ์  จำจด” เลขาธิการ สำนักงาน กศน. แอ่นอกยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า “ผมยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของ กศน.ผู้จัดทำต้นฉบับจริง ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการพิสูจน์อักษรหนังสือเรียนของสำนักงาน กศน.รายวิชาภาคบังคับ เพื่อตรวจสอบในเรื่องนี้ พร้อมกับเร่งดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือเรียนใหม่ ให้ถูกต้องและสมบูรณ์”
                      ว่ากันว่า กระบวนการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ได้มีการตั้ง “คณะกรรมการ” จัดทำหนังสือเรียน มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียบเรียงเนื้อหา รวมถึง “คณะทำงานการเขียนต้นฉบับและการจัดพิมพ์” แต่ตำราเรียนกศน.มีความผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ “การจัดทำต้นฉบับ” ไปจนถึง “การแปลงไฟล์เป็นพีดีเอฟ” เพื่อจัดพิมพ์ จนทำให้ตัวอักษรคลาดเคลื่อน
                      “เป็นความผิดพลาดของเรา ที่ไม่ยอมตรวจทานให้ละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากจะต้องเร่งผลิตหนังสือเรียนให้ทันใช้เพราะจะเปิดภาคเรียนแล้วจึงทำให้คณะทำงานของเราขาดความระมัดระวังในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม กศน.ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วโดยจัดพิมพ์เอกสารแนบส่งไปแทนการเรียกคืน เพราะหนังสือเรียน กศน.ใช้วิธีการยืมเรียนหมุนเวียนใช้”
                      แหม!ผิดแล้วรู้จักแก้ไขไม่ใช่แก้ตัว นี่แหละ “มนุษย์” ผู้เจริญ
——————-
(เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม)

ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218184.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’

‘ในหลวง’ พระราชทานพระโกศทองน้อย แทนพระโกศกุดั่นใหญ่ ขณะที่การซ้อมใหญ่ครั้งที่ 2 ริ้วขบวนพระศพ ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ราบรื่น ‘สมเด็จวัดปากน้ำ’ นั่งราชรถพระนำ

 

 

       เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 7 ธ.ค.58 ที่บริเวณถนนพระสุเมรุ หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าหน้าที่ทหาร สำนักพระราชวัง กรมการศาสนา (ศน.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศิษยานุศิษย์ ร่วมจัดริ้วขบวนพระอิสริยยศ แห่พระโกศพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อซ้อมเสมือนจริงเป็นครั้งที่ 2 ในเส้นทางจริง จากวัดบวรนิเวศวรวิหารไปจนถึงพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ระยะทางประมาณ 3.7 กิโลเมตร
       จากนั้น เวลา 07.45 น. ริ้วขบวนเริ่มเคลื่อนไปตามถนนพระเมรุ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ผ่านถนนราชดำเนินกลาง ตัดเข้าถนนหลานหลวง เลี้ยวขวาเข้าถนนกรุงเกษม ขบวนหยุดพักหน้ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประมาณ 15 นาที จากนั้นเคลื่อนขบวนเลี้ยวขวาเข้าถนนหลวง และเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนกลางสุสานหลวง พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส กระทั่งเวลา 10.00 น. ริ้วขบวนถึงพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เจ้าหน้าที่ได้ปรับสู่ริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศพระศพเวียนรอบพระเมรุ 3 รอบ เป็นอันเสร็จพิธีซ้อม
       พล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดขบวนพระอิสริยยศพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า การซ้อมใหญ่ริ้วขบวนเคลื่อนพระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราชในวันนี้ ซึ่งเป็นากรซ้อมใหญ่ครั้งที่ 2 นั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถแก้ไขจุดบกพร่องจากการซ้อมใหญ่ครั้งแรกได้ครบถ้วน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเคลื่อนพระโกศผ่านบริเวณใต้สะพานลอย เพราะความสูงของราชรถเชิญพระโกศพระศพ ไม่ผ่านสะพานลอย 3 แห่ง ในช่วงถนนหลานหลวง 2 จุด และ 1 จุดในถนนกรุงเกษมช่วงบริเวณหน้าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ นั้น ทางกทม. ปรับพื้นผิวจราจราให้ต่ำลงแล้ว อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระโกศทองน้อย แทนพระโกศกุดั่นใหญ่ ทำให้ความสูงของพระโกศลดลง ประมาณ 30 เซนติเมตร สามารถเคลื่อนราชรถผ่านด้วยความสะดวก ขณะเดียวกัน ยังสามารถควบคุมการเคลื่อนริ้วขบวนได้ตามกำหนดเวลา คือ 2 ชั่วโมง 10 นาที ส่วนจังหวะการเดินของริ้วขบวนเป็นไปอย่างสวยงาม แต่ยังต้องมีการปรับปรุงอยู่บ้าง เพราะมีพลเรือนและทหารมารวมกัน สำหรับการซ้อมในครั้งสุดท้าย วันที่ 10 ธ.ค.นั้น จะเป็นการซ้อมในลักษะเดียวกับวันนี้ ยังไม่มีการสวมชุดจริง เนื่องจากผ้าของชุดจริงมีความหนามาก และเกรงว่าเมื่อนำมาซ้อมจะชำรุด จะสวมชุดจริงในวันเคลื่อนพระศพจริงเลย
       ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กรรมการมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวว่า การซ้อมริ้วขบวนเป็นไปอย่างสวยงามและมีความพร้อมเพรียง ไม่เกิดปัญหาขลุกขละอย่างเช่นการซ้อมครั้งก่อน ทั้งนี้ ในการเคลื่อนพระศพจริงวันที่ 16 ธ.ค. นี้ สมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จวัดปากน้ำ จะเป็นพระสวดอภิธรรมนำพระศพ นั่งบนราชรถพระนำพระศพ
       ท่านผู้หญิงบุตรี กล่าวต่อไปว่า ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ 16 ธ.ค. เวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งจะจัดขึ้นที่พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร คาดว่าจะมีผู้เข้ารว่มงานประมาณ 4,000 คน ประกอบด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ ราชสกุล คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มูลนิธิ โรงเรียนและโรงพยาบาล 17 แห่ง ที่อยู่ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระสังฆราชฯ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชูปถัมภ์ดูแลเรื่องภัตตาหาร อาหาร และน้ำ ของผู้ที่เข้าร่วมงานตลอดพระราชพิธี สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการมาถวายดอกไม้จันทน์ ได้จัดที่รับดอกไม้จันทน์บริเวณพระอุโบสถ วัดเทพศิรินทน์ เพราะประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้ามาบริเวณพระเมรุได้ นอกจากนั้น ยังมีซุ้มรับดอกไม้จันทน์ที่วัดบวรฯ และอีก 46 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ส่วนพระภิกษุสงฆ์จะมีการจัดที่พักบริเวณสนามข้างพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์
       ท่านผู้หญิงบุตรี กล่าวอีกว่า ในการตกแต่งพระเมรุ ทางสวนนงนุช จะถวายการตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุ และจะมีการประดับตกแต่งรอบพระเมรุด้วยกระถางดินเผามีอักษระย่อ “ญสส” ซึ่งเป็นพระนามย่อของสมเด็จพระสังฆราช จำนวน 101 ใบเท่ากับพระชนมายุของสมเด็จพระสังฆราช ประดับด้วยดอกชวนชมบริเวณโดยรอบพระเมรุ
       ด้านนายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุช พัทยา กล่าวว่า การตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุและรอบบริเวณงานพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ จะนำต้นไม้มาทำให้เกิดความร่มรื่น โดยใช้ต้นหูกระจงขาว จำนวน 40 ต้นสื่อถึงความบริสุทธิ์ และจะใช้ต้นตะโก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ไทย ตกแต่งเป็น 9 ช่อ จำนวน 16 ต้น พร้อมวางบริเวณรอบพระเมรุเพื่อให้ดูสวยงามสมพระเกียรติ นอกจากนี้ จะใช้ดอกดาวเรืองสีส้ม สื่อถึงสีจีวรของพระสงฆ์ จำนวน 9,000 ต้น รวมกับดอกดาวเรืองสีเหลือง สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 12,000 ต้น ประดับพื้นรอบพระเมรุและริมทางเดิน ผสมกับต้นไทรแท่ง จำนวน 500 ต้น
       “เนื่องจากสกุลเดิมของสมเด็จพระสังฆราช คือ คชวัตร หรือช้าง จึงเตรียมจัดทำช้างจำลองและประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูตร จำนวน 16 เชือก ประดับอยู่ทุกมุมของพระเมรุ‘’ ผอ.สวนนงนุช พัทยา กล่าว
       ด้านนายเกรียงไกร เจริญ ผอ.กองกลางสำนักปลัด กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ทางกทม.ได้ปรับปรุงพื้นทีผิวถนน ในถนนหลานหลวงและถนนกรุงเกษม เพื่อให้ราชรถนำพระโกศ สามารถเคลื่อนผ่านสะพานลอยได้ ทั้งหมด 7 สะพานที่อยู่ตามเส้นทางเคลื่อนพระศพ โดยในถนนหลานหลวง ได้ปรับปรุงพื้นผิวจราจรให้ต่ำลง 30 เซนติเมตร เป้นระยะทางยาว 20 มเตร ส่วนถนนกรุงเกษม ปรับปรุงพิ้นผิวให้ต่ำลง 80 เมตร ทั้งนี้ สะพานที่อยู่ต่ำสุด จะมีช่องไฟระหว่างยอดพระโกศพระศพ และพื้นสะพานลอย 18 เซนติเมตร และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนขบวนต่อไป
       ขณะที่นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) กล่าวว่า พศ. ได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อเชิญพระระดับผู้นำศาสนาพุทธ จาก 14 ประเทศ เช่น อินเดีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา เนปาล เป็นต้น มาร่วมในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช พร้อมทั้งพระธรรมทูต เจ้าคณะภาพ เจ้าคณะหน และคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มศ.) ทั้งหมด 547 รูป โดยพศ. จะดูแลคณะสงฆ์ ที่มาร่วมในพิธี ในวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558 นี้ด้วย
       ด้านพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวว่า ในวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558นี้จะมีพระราชพิธีเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพุทธศาสนิกชน สามารถไปร่วมวางดอกไม้จันทน์ ในจุดพื้นที่ตามจุดต่างๆ 853 จุดทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่กทม.อีก 46 จุด ส่วนการแต่งกาย ขอให้พุทธศาสนิกชน ร่วมกันแต่งกายไว้ทุกข์ตามประเพณี พร้อมยึดมั่นคำสอนของสมเด็จพระสังฆราช และน้อมนำมาปฏิบัติ

 

แวดวงแรงงาน : สิทธิแรงงานที่เท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218113.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558
แวดวงแรงงาน : สิทธิแรงงานที่เท่าเทียม

แวดวงแรงงาน : สิทธิแรงงานที่เท่าเทียม

                      รวดเร็ว ทันสถานการณ์ กรณีสื่อนอกกล่าวหาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไก่เพื่อส่งออกไทยเอาเปรียบต่างด้าว “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เชิญผู้แทนผู้ประกอบการ 6 บริษัทที่ถูกพาดพิง เพื่อร่วมกันชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงในทันทีที่มีข่าว รวมถึงร่วมกันหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีนี้ “กระทรวงแรงงานได้ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าผู้ประกอบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานกำหนด แต่อย่างใด”
                      แต่การติดต่อสื่อสารระหว่างลูกจ้างกับฝ่ายจัดการ อาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันเพราะใช้ภาษาต่างกัน เช่นกรณีการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว ทางผู้ประกอบการจะช่วยอำนวยความสะดวกจึงต้องนำบัตรประจำตัวหรือหนังสือเดินทางของลูกจ้างไปติดต่อกับทางราชการหลายวัน ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างเข้าใจว่าถูกนายจ้างยึดเอกสารไว้ หรือในกรณีการหักเงินสมทบ 5% ส่งกองทุนประกันสังคม การใช้สิทธิจะเกิดขึ้นได้เมื่อจ่ายเงินครบ 3 เดือนในกรณีเจ็บป่วย
                      อย่างไรก็ตาม หากมีการเจ็บป่วยของลูกจ้างนายจ้างก็ดูแลอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่มีสิทธิทางประกันสังคม และหากประสบอันตรายจากการทำงานก็สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนได้ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน จะเห็นได้ว่าการดูแล “สิทธิแรงงาน” นั้น ชัดเจนว่า ไม่แตกต่างจากลูกจ้างไทยบนพื้นฐานที่กฎหมายกำหนด พร้อมเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมใช้แนวปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) ในการจ้างงานด้วย

เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218112.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558
เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58

เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม

                      ทำดีต้องชม…คนทำดีอยู่ที่ไหนใครๆ ก็รัก ดูอย่าง “กิตติ บุญเชิด” อดีต ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 (บุรีรัมย์) หรือ สพม.เขต 32 เมื่อครั้งรั้งเก้าอี้ “ผอ.สพม.เขต 32” ขยันหมั่นเพียรสร้างแต่คุณงาม ความดี จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน
                      ว่ากันว่า “ผอ.กิตติ” ได้ฝากผลงานด้านการศึกษาให้แก่ จ.บุรีรัมย์ โดยเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 ได้รับคัดเลือกให้เป็น “เขตนำร่องด้านเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต 10 เขตพื้นที่” จาก 225 เขตพื้นที่การศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
                      วงในกระซิบว่า จากการประเมินของ “คณะกรรมการจาก สพฐ.” ร่วมกับผู้แทนจาก “สำนักงาน ป.ป.ช.” ปรากฏว่าผลการประเมินในการลงพื้นที่ ได้เลือกเฟ้นให้ “เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 (บุรีรัมย์) ได้ “ลำดับที่ 1” เป็นแหล่งศึกษาดูงานของ “เขตพื้นที่ีการศึกษาด้านเขตพื้นที่สุจริต”
                      ทำดีได้ดี…แว่วว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ย. บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาน้อยใหญ่ ต่างบ่นเสียดาย…แต่ดีใจที่ “ผอ.กิตติ บุญเชิด” ได้ดี มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ราชการ ได้รับความไว้วางใจจาก “ผู้ใหญ่” ให้ไปกินตำแหน่งใหม่ในฐานะ “ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 (ขอนแก่น)” รับผิดชอบเขตพื้นที่การศึกษาที่ใหญ่มากกว่าเดิม
                      “ผอ.กิตติ บุญเชิด” จัดได้ว่าเป็น “แบบอย่างที่ดีีกว่าคำสอน” คงจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ ข้าราชการไทย ที่คิดดี ทำดี เพื่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานไหนก็ตาม…สาธุ !!
——————–
(เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม)

‘ดาว์พงษ์’แนะแก้ปัญหารับน้องพิเรนทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218049.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
'ดาว์พงษ์'แนะแก้ปัญหารับน้องพิเรนทร์

‘ดาว์พงษ์’ บ่นอุบไม่สบายใจรับน้องพิเรนทร์ แนะสถาบันการศึกษาต้องสร้างภูมิคุ้มกัน นศ.ใหม่ แก้ปัญหารับน้องไม่เหมาะสม

                      4 ธ.ค. 58  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการรับน้อง ที่ล่าสุดกรณีนักศึกษารุ่นพี่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ให้รุ่นน้องเคี้ยวเต้าหู้ไข่ป้อนต่อเพื่อนด้วยปาก ซ้ำร้ายยังมีรุ่นพี่บางคนจุดไฟลนก้นรุ่นน้อง โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดียจนถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ แต่ก็เข้าใจสถาบัน เพราะกรณีที่เกิดขึ้นนักศึกษาแอบไปกันเอง ไม่ได้แจ้งให้สถาบันทราบ แต่สถานศึกษาทุกแห่งก็ต้องพยายามหาทางป้องกันตามมาตรการที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด เพราะมาตรการต่างๆ ถือเป็นมาตรการที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีช่องโหว่ คือ เด็กแอบไปเที่ยวและรับน้องกันเองโดยที่ไม่ได้แจ้งสถาบัน ลักษณะเช่นนี้จะต้องอุดจุดโหว่อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิด
                      “เราคงต้องพยายามสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความเข้าใจกับนักศึกษาใหม่มากขึ้น ให้เขารู้และเข้าใจถึงกฎกติกาที่มีการกำหนดกันเอาไว้อย่างถ่องแท้ ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ นศ.หลายๆ เรื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากรุ่นพี่ จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักศึกษาใหม่ นอกจากรู้กฎระเบียบ มาตรการต่างๆ แล้ว การส่งเสริมให้เด็กได้เข้าไปเรียนในระบบทวิภาคี เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ค่าตอบแทนไปด้วย จะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ ส่วนบรรดารุ่นพี่เราไม่มีกฎระเบียบที่จะเข้าไปดำเนินการ หากมีการกระทำความผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม สถาบันใดที่รู้ว่าผิดแล้วแก้ปัญหา ก็ต้องชื่นชม แต่หากสถาบันไหนผิดแล้วยังปล่อยให้เกิดปัญหาซ้ำซาก ตรงนี้ก็คงต้องเพ็งเล็งว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป”

นักวิจัยต่างชาติเสนอรัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษียาสูบ3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218008.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
นักวิจัยต่างชาติเสนอรัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษียาสูบ3เท่า

นักวิจัยต่างชาติเสนอรัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษียาสูบ 3 เท่า ประกาศชัยชนะ 3 เด้ง ลดคนสูบได้ 1 ใน 3 ลดคนตายได้ 200 ล้านราย แถมรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 1 แสนล้านดอลล่าร์

               4ธ.ค.2558 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบุหรี่ ร่วมกับ เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ได้ร่วมกันจัดเสวนาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์การควบคุมปัญหาจากการสูบบุหรี่ด้วยนโยบายภาษีบุหรี่ และนโยบายการบำบัดผู้ติดบุหรี่ด้วยยาในประเทศไทย

ศ.ประบาท จหา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพของโลก (Centre for Global Health Research) มหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา กล่าวว่า การขึ้นภาษีบุหรี่เป็นมาตรการเดียวที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ซึ่งการขึ้นภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น 3 เท่าจะช่วยลดคนสูบบุหรี่ได้ถึง 1 ใน 3 โดยถือเป็นชัยชนะ 3 เด้ง คือ 1.การลดอัตราการสูบบุหรี่และช่วยยับยั้งวัยรุ่นที่จะเริ่มผู้สูบรายใหม่ 2.ลดจำนวนการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด และโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ได้ถึง 200 ล้านราย และ3.เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล จาก 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี เป็น 400,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการด้านสุขภาพให้ดีขึ้น

“มาตรการการขึ้นภาษีบุหรี่ใช้ได้ผลกับทุกประเทศที่แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น ฝรั่งเศสสามารถลดการบริโภคบุหรี่จากปี 1990-2005 ได้ถึงครึ่งหนึ่ง โดยการขึ้นภาษีให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การขึ้นภาษีที่คิดตามน้ำหนักต่อมวนของบุหรี่ จะช่วยลดช่องว่างของราคาบุหรี่ ทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้มากกว่าที่จะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ที่มีราคาถูกกว่าด้วย ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนเวลาโดยไม่จำเป็นขณะที่ในประเทศจีนและอินเดีย มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากถึง 1 ล้านคนต่อปี เกือบครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 70 ปี การขึ้นราคาบุหรี่เป็น 2 เท่า จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีอายุต่ำกว่า 70 ปีได้มากกว่า 300,000 รายต่อปี” ศ.จหา กล่าว

ศ.ประบาท  กล่าวต่อว่า สถิติทั่วโลกพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นชาย และ 1 ใน 10 ของวัยรุ่นหญิงจะสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หากพวกเขายังคงสูบต่อไป เกือบครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวจะเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ แต่หากเลิกสูบบุหรี่ก่อนอายุ 40 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 90 แต่ก็มีจำนวนน้อยที่คิดจะเลิกสูบ ขณะที่อุตสาหกรรมบุหรี่ทั่วโลกทำกำไรได้ปีละประมาณ 50,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยคิดเป็นกำไรประมาณ 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่หนึ่งคน  ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องหามาตรการยับยั้งผู้ริเริ่มจะสูบบุหรี่และช่วยการเลิกบุหรี่ ซึ่งมาตรการภาษีบุหรี่เป็นคานงัดที่มีพลังมหาศาล ซึ่งรัฐบาลทุกประเทศสามารถเริ่มได้โดยการขึ้นภาษีบุหรี่ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างสม่ำเสมอและขึ้นภาษีขึ้นอีกเป็นครั้งคราวในปีงบประมาณต่อๆ ไป

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรัดการดำเนินการตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบโดยเฉพาะการขึ้นภาษียาสูบ เพื่อนำสังคมไทยเข้าสู่โรดแมป การพัฒนาที่ยั่งยืนตามข้อตกลงที่ที่ประชุมยูเอ็นเห็นชอบไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยใน 17 วาระการพัฒนาที่ยั่งยืนมีถึง 9 วาระที่การบรรลุเป้าหมายต้องทำให้การสูบบุหรี่ลดลง เช่น การขจัดความยากจนและความหิวโหย  การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การทำให้สุขภาพดี การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งนี้ การขึ้นภาษียาสูบครั้งสุดท้ายผ่านไปกว่า 3 ปีแล้ว และยอดจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตในปี 2558เพิ่มขึ้นเป็น 2,191 ล้านซอง จาก 2,003 ล้านซองในปี 2557 และการสำรวจปีที่แล้วมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 แสนคน  โดยหนึ่งแสนคนมีอายุต่ำกว่า 17 ปี  ทั้งนี้ผลการขึ้นภาษี 6 ครั้ง ระหว่าง ปี 2536-2549 ที่ทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง 4 ล้านคน ร้อยละ 60 ของการลดลงเป็นผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่

เสียงเล็กๆ….เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า…ครอบครัวอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217986.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
เสียงเล็กๆ....เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า...ครอบครัวอบอุ่น
เสียงเล็กๆ....เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า...ครอบครัวอบอุ่น
เสียงเล็กๆ....เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า...ครอบครัวอบอุ่น

เสียงเล็กๆ….เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า…ครอบครัวอบอุ่น : พวงชมพู ประเสริฐ

 

 

             “ผมขอบคุณพ่อที่เลิกเหล้า พ่อมีเวลาสอนการบ้านผม มีเวลาพาผมไปเที่ยว ผมไม่ต้องฟังเสียงพ่อทะเลาะกับแม่อีก พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำที่หล่อและเท่มาก โตขึ้นผมจะเป็นแบบพ่อ ไม่ดื่ม ไม่สูบ” เสียงเล็กๆของ น้องที ด.ช.ธีภัทร ชูดวง วัย 12 ปี สะท้อนถึงความดีใจและภูมิใจในตัวพ่อที่สามารถลด ละ เหล้าได้สำเร็จ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นายวิชัช ชูดวง พ่อของน้องทีบอกว่าไม่ใช่ง่าย แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

คุณพ่อวิชัช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บ้านตากแดด อ.เมือง จ.พังงา เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ช่วงวัยรุ่นเริ่มดื่มจากเหล้าขาว ตามมาด้วยสูบยาเส้น และเที่ยวเตร่ ไม่มีเงินเหลือเก็บจากการทำงาน ไม่นึกถึงพ่อแม่ แม้พ่อจะนั่งรอจนถึงเที่ยงคืน ก็ไม่ได้คิดว่าพ่อแม่เป็นห่วง เมื่อแต่งงานและภรรยาตั้งครรภ์ มีภาระรับผิดชอบในครอบครัวมากขึ้น แต่ยังไม่เลิกดื่ม จนภรรยาเริ่มบ่นกลายเป็นทะเลาะกัน เพราะดื่มแต่ละครั้งเงินหมดไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท หากไม่มีเงินก็ติดสินเชื่อไว้กับร้านค้า ภรรยาคลอดลูกก็ยังดื่มมาเรื่อยๆ

กระทั่งลูกชายคนโตเข้าโรงเรียนและอยู่ชั้น ป.3 ลูกถามว่า “ทำไมพ่อต้องเมา”“ทำไมเมาแล้วต้องทะเลาะกับแม่” ประจวบเหมาะกับปี 2552 มีโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา มีคนมาชักชวนให้เลิกเหล้า แต่ยังไม่มั่นใจตนเองว่าจะทำได้สำเร็จจึงยังไม่เข้าร่วม เกรงจะทำไม่ได้เหมือนที่ลั่นวาจาสาบานไว้ เมื่อปี 2553 ลูกชายมาขอร้องอีกครั้ง เริ่มคิดได้ว่า ทำบาปกับครอบครัวไว้มาก จึงร่วมโครงการติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ปัจจุบันแม้จะร่วมวงสังสรรค์ก็ดื่มน้ำเปล่า กินกับแกล้มกับเพื่อนได้ไม่จำเป็นต้องดื่มเหล้า หลังจากเลิก สุขภาพดีขึ้น กลายเป็นคนมีเหตุผล มีความรับผิดชอบมากขึ้น ยิ่งได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกบ้าน

“ถ้าตอนนี้มีใครเอาเงินมาให้ผม 50,000 บาทแล้วบอกให้กลับไปดื่มเหล้าอีก ผมก็ไม่เอา เพราะที่ผมได้รับหลังจากเลิกเหล้าทั้งสุขภาพของผม ความสุขของลูกเมีย รายได้เหลือเก็บไม่เป็นหนี้สิน ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันในตอนเย็น นอนพูดคุยปัญหากันและกัน มีเวลาพาลูกไปเที่ยว หาซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ มันเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ความสนุกที่ได้จากเหล้าแค่จอมปลอม แต่เป็นความทุกข์ระยะยาว แต่เมื่อเลิกดื่มได้เป็นความสุขระยะยาว” คุณพ่อวิชัช กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ไม่ต่างจาก คุณพ่อไพบูลย์ เนียมมณี อายุ 58 ปี แกนนำชุมชนเขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ บอกว่า เริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 14-15 ปี จากการชักชวนของลูกพี่ที่ทำงานในโรงกลึงด้วยกัน ดื่มหลังเลิกงานทุกวันจันทร์-เสาร์ จากกรึ๊บเดียวเป็นแบน เป็นขวด เพิ่มเป็น 2-3 ขวดและตั้งวงกับเพื่อน ตีกลองร้องเพลง เพื่อนบ้านด่าก็ไม่ฟัง เมาหัวราน้ำ เรียกว่าดื่มจนพระบิณฑบาตข้างโต๊ะคือตั้งแต่เย็นยันเช้า รายได้ที่รับมาก็หายไปกับขวดเหล้า เมื่อแต่งงานหยุดดื่มไปได้ประมาณ 1 ปีก็กลับมาดื่มอีก เปลี่ยนเป็นชักชวนเพื่อนมาดื่มที่บ้าน จนแฟนท้องยิ่งดื่มหนักขึ้นเพราะต้องการฉลองที่จะได้เป็นพ่อคน กระทั่งลูกชายคนโตขอให้เลิกบุหรี่ บอกว่าบุหรี่เหม็นก็ยื่นซองบุหรี่นั้นให้ลูกเอาไปโยนทิ้งและเลิกสูบเด็ดขาดมาตั้งแต่นั้น

ส่วนเหล้า คุณพ่อไพบูลย์  เล่าว่าตอนนั้น ขอลูกว่าจะค่อยๆ ลดลงไม่ดื่มถี่อีก ทำได้หลายปีแต่ก็กลับไปดื่มหนักอีก จนถึงขั้นอาเจียนบนที่นอน วันหนึ่งลูกสาวเดินมาบอกว่า “พ่อๆ หนูเป็นแกนนำเยาวชน ถ้าพ่อยังดื่มเหล้าแล้วหนูจะไปบอกคนอื่นได้อย่างไร” ตั้งแต่นั้นจึงตั้งใจแน่วแน่ที่จะค่อยๆ ลด เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราจนเลิกได้ ทำให้สุขภาพดีขึ้นและมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น

nbsp;       คุณพ่อสุพจน์ อัสโม อายุ 38 ปี คุณพ่อลูกสอง ที่ยอมรับว่า ดื่มตั้งแต่อายุ 18 ปี จากการที่เถ้าแก่ที่ทำงานชวนดื่มในตอนเย็น ดื่มมาเรื่อยๆ หมดค่าเหล้า เบียร์เดือนละ 5,000-6,000 บาท เมื่อดื่มมากขึ้นแล้วไปตรวจเลือด ปรากฏว่ามีกรดยูริค เป็นโรคเก๊าต์ ขนาดที่เดินเข้าห้องน้ำไม่ได้เพราะปวดข้อมาก ต้องคลาน แพทย์บอกให้เลิก ก็โกหกว่าเลิกแล้วแต่ยังดื่มหนักเหมือนเดิม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อลูกถามว่า “พ่อดื่มทำไม ไม่มีประโยชน์” ก็ตั้งใจจะเลิกเพราะลูกขอ และได้เข้าร่วมโครงการลด ละ เลิกเหล้ากับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าแล้วมีกิจกรรมให้ลูกมาล้างเท้าแล้วขอให้พ่อเลิกเหล้า ตอนนั้นรู้สึกสะเทือนใจและปลื้มใจมาก จึงตัดสินใจหักดิบ ตอนเย็นหลังเลิกงานก็กลับบ้านมากินข้าวกับลูกแทนการไปตั้งวงหล้ากับเพื่อน จนเลิกได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกเหล้า สุขภาพตนเองดีขึ้น หลังเลิกเพียง 2 สัปดาห์ก็กลับมาเดินเข้าห้องน้ำได้ และมีเวลาให้ลูก ให้ครอบครัวมากขึ้น มีเงินเหลือเก็บ

แต่สำหรับบางครอบครัวในวันที่คุณพ่อตั้งใจจริงที่จะเลิกเหล้า กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน เมื่อคุณพ่อชาญณรงค์ แก้วบัวปัท อายุ 47 ปี เสียชีวิตจากการล้มศีรษะฟาดพื้นมีเลือดคั่งในสมอง นางสุวิสา แก้วบัวปัท อายุ 45 ปี สะท้อนหัวอกภรรยาที่มีสามีติดเหล้าว่า สามีติดเหล้าหนักมาก เมื่อเป็นเถ้าแก่รับเหมาก็ดื่มเพราะอ้างว่างานหนัก เครียดต้องการระบาย เมื่อดื่มหนักเข้าก็มีการทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือแล้วลูกๆ ยืนเชียร์ แต่ลูกไม่ได้มีความสุข พยายามบอกให้สามีเลิกเหล้าหลายครั้ง เคยพาไปรักษาที่รพ.สมเด็จเจ้าพระยา ไปได้ 4-5 ครั้งแต่ยังเลิกไม่ได้ จนสามีได้ไปเข้าค่ายครอบครัว 2 วัน กลับมาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเลิก เพราะสามีรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แต่ก็เกิดอุบัติเหตุและจากไปเสียก่อน

“ภรรยาทุกคนเลือกคุณมาเป็นสามีเพราะความรัก ให้มาเป็นผู้นำ การแต่งงานเพื่อแชร์ทุกข์แชร์สุข แต่การดื่มเหล้ามีแต่แชร์ทุกข์มาให้ภรรยา ยัดเยียดทุกข์ระยะยาว เพราะฉะนั้น อยากให้ครอบครัวที่มีคนดื่ม สามีภรรยาหันหน้าเข้าหาพูดคุยกัน ภรรยาคอยให้กำลังใจ และสามีต้องรับฟัง เพราะในยามที่เจ็บป่วยคนที่อยู่กับคุณคือภรรยา และลูกๆ ส่วนเพื่อนที่เคยร่วมวงดื่มก็จะหายหน้าไปหมด อยากให้รับฟังเสียงของลูกที่ขอร้องให้เลิก อย่าให้เสียงลูกเป็นแค่เสียงแมลงหวี่ แต่เสียงเพื่อนและคนอื่นๆ ดังกว่าเสมอ” นางสุวิสาให้แง่คิด

ท้ายที่สุด ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 3-4 เท่า และหากมีคนในครอบครัวดื่มเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะดื่มด้วย 3-4 เท่า ดังนั้น การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน หากพ่อแม่บอกลูกว่า เหล้า บุหรี่ไม่ดี แต่ยังดื่มและสูบ ลูกก็จะไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่สอน แต่หากลูกสามารถชวนพ่อแม่เลิกได้ ก็จะเป็นภูมิต้านทานให้ลูกเมื่อโตขึ้น ก็จะไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่

 

ปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียนจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เด็ก-ครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218003.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
ปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียนจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เด็ก-ครู

ปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียนจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เด็ก-ครู : ชุลีพร อร่ามเนตร

           “ห้องเรียน” เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ระหว่างครู-เด็ก เด็ก-เด็ก และครู-ครู ล่าสุด คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท บิโก (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) เชิญ “ศ.มานาบุ ซาโต ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยกักคุชุอิน และศาสตราจารย์กิตติคุณทางด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยโตเกียว” ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักคิด นักวิชาการ และนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลก มานำเสนอแนวคิดเรื่อง “โรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ : วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม” (School as Learning Community (SLC) : Vision, Philosophies and Activity Systems) แก่ผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครู จากโรงเรียนในกลุ่มสาธิต จำนวน 26 แห่ง

ศ.มานาบุ กล่าวว่า School as Learning Community : SLC หรือ แนวคิดโรงเรียนคือชุมชนของการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการทฤษฎีทั้งหลายเข้าด้วยกัน การปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียน และในโรงเรียน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่งการดำเนินแนวคิด โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือ SLC ไม่ได้มุ่งเน้นเทคนิคในการพัฒนา แต่เป็นการบูรณาการ 3 องค์ประกอบสำคัญรวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม

“SLC เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ ปรัชญาและระบบกิจกรรมเป็นการบูรณาการแนวปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น การเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างร่วมมือร่วมพลัง และการเรียนรู้ที่เกิดจากการสะท้อนความคิดร่วมกัน โดยอาศัยการศึกษาผ่านบทเรียน ใช้การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง ให้ครูมีเพื่อนร่วมทางในเชิงวิชาชีพ โรงเรียนมีนโยบายที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตย โน้มน้าวให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิในการเรียนรู้ของเด็กที่การพัฒนาวิชาชีพครูต้องดำเนินการบนพื้นฐาน ความสัมพันธ์ในเชิงรับฟัง (Listening Relationship) และการฟังเสียงของผู้อื่น (Listening other’s voice)” ศ.มานาบุ กล่าว

รศ.ดร.สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเรียนรู้และวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แนวคิด SLD จะเป็นการทำให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ต้องอยู่ที่ห้องเรียน ชีวิตในชั้นเรียน ทำอย่างไรให้นักเรียนทุกคนไม่มีใครถูกทิ้งหรือโดดเดี่ยว แม้ว่าเด็กคนนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์การเรียนที่ต่ำหรืออ่อนด้อยก็จะไม่ถูกทิ้ง

“ห้องเรียนเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ห้องเรียนจะเป็นการจัดแบบเปิดที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย คือการให้เกียรติกัน คิด ฟังเสียงของเด็ก ครู ทุกคนคือคนสำคัญ และทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ร่วมมือกันพัฒนาการศึกษาเพื่อปวงชน ครูต้องรักเด็ก เด็กต้องรักครู เด็กต้องรักกัน” รศ.ดร.สิริพันธุ์ กล่าว

ต่อไปครูต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยครูต้องมาช่วยกันคิด ออกแบบการเรียนรู้ ฝึกพัฒนาการเรียนรู้ และสะท้อนออกมา ให้สามารถพาเด็กก้าวกระโดดไปข้างหน้า ซึ่งมุมมองแบบนี้ โดยเฉพาะการจัดห้องเรียนเป็นมิติที่นักการศึกษาไทยไม่ได้พูดถึง หรือพูดถึงเป็นอันดับท้ายๆ ดังนั้น การปฏิรูปห้องเรียน ยกระดับให้โรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ ต้องเปิดโอกาสให้เด็ก ครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

ทั้งนี้ปรัชญาใน SLC มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ปรัชญาของความเป็นสาธารณะ (Public Philosophy) โรงเรียนจะต้องเริ่มต้นเป็นที่สาธารณะเป็นพื้นที่เปิด และครูทุกคนควรเปิดชั้นเรียนของตัวเองแก่สาธารณะ เพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของตน ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย(Democratic Philosophy) ให้ความสนใจ วิถีของการมีชีวิตที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้สมาชิกทุกคนเป็นบุคคลสำคัญของโรงเรียน และ ปรัชญาของความเป็นเลิศ (Philosophy of Excellence) กิจกรรมการสอน และการเรียนรู้ต้องจูงใจสู่ความเป็นเลิศ สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ต่อเนื่อง ส่วนระบบกิจกรรม ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ เด็ก: การเรียนรู้อย่างร่วมมือในห้องเรียน ครู: ความเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพของครูที่เกิดจากกิจกรรมศึกษาผ่านบทเรียนที่ทุกคนดำเนินการร่วมกัน และผู้ปกครอง: การมีส่วนร่วมรับผิดชอบการเรียนรู้ของเด็กร่วมกับโรงเรียน

แนวคิดการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ใช้การสื่อสารด้วยการพูดคุย ทุกคนสำคัญ และเน้นการเกื้อกูลต่อกัน คนเก่งต้องช่วยคนที่ไม่เก่ง ทำงานเป็นเครือข่าย นักเรียนทุกคน ครูทุกคน โรงเรียนทุกโรงเรียน เป็นศูนย์กลางของตนเอง และเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพราะการศึกษาไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาเด็กให้ประสบความสำเร็จบูรณาการทุกศาสตร์และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217991.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร
สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร

สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร : จุไร เกิดควนเรื่อง-ภาพ

 

 

             ค่ายสัตวแพทย์อาสาฯ นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมลงปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อเสริมประสบการณ์วิชาชีพสัตวแพทย์ภาคสนาม ในปีการศึกษา 2558 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์หนาแน่นโดยเฉพาะกระบือ และมีข้อจำกัดทางปศุสัตว์เช่น โภชนาการ การดูแลสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

ณัฐวุฒิ ลิบขาว นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานโครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชุมนุมสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท เล่าว่า ในปีการศึกษา 2558 นี้ การลงพื้นที่จะดำเนินการครอบคลุม 8 หมู่บ้านใน จ.สุรินทร์ แต่ละพื้นที่จะออกค่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องจากมีการเลี้ยงโค-กระบือเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมการออกค่ายที่ลงไปปฏิบัติมีทั้งการถ่ายพยาธิและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโค-กระบือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสุนัขและแมว การหยอดวัคซีนในไก่ การทำ Tuberculosis skin test (TB) การเก็บตัวอย่าง Blood & Feces และตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและเด็กในชุมชน ทำแบบสอบถามข้อมูลเกษตรกร และปรับปรุงแผนที่หมู่บ้านให้เป็นปัจจุบัน

โดยจะคัดนิสิตชั้นปีที่ 1–3 ชั้นปีละ 30 คน เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท (pre-camp) เป็นเวลา 1 วัน โดยผู้สอนคือนิสิตชั้นปี 4–5 ที่จะสอนหลักสำคัญๆ ของวัคซีน ผลกระทบหากสัตว์ไม่ได้รับวัคซีน การปฏิบัติการตรวจสุขภาพสัตว์เบื้องต้น การพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อ ทำแบบสอบถาม วิธีการฉีดยา เจาะเลือด เก็บอุจจาระและบังคับสัตว์ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

โครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท นิสิตสัตวแพทย์เกษตรจะได้รับประสบการณ์ที่ดีทั้งการทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะทางการพูดกระบวนการคิด การวางแผน ฝึกความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา บริหารเวลาให้เหมาะสมและคิดสร้างสรรค์กิจกรรม ได้ทบทวนความรู้ ทบทวนฝึกการทำหัตถการ ได้เรียนรู้ทางวิชาการใหม่ๆ จากข้อมูลปัญหาสุขภาพสัตว์ภายในพื้นที่ที่ออกค่าย และเรียนรู้ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ภาษาของชาวบ้าน และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

ธนพล สันติวัฒนธรรม นิสิตชั้นปีที่ 3 ผู้ซึมซับเรื่องสัตวแพทย์จากครอบครัวมาตั้งแต่เล็กๆ และนับว่าโชคดีที่เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถด้านกีฬา ง่ายต่อการตัดสินใจเรียนต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มก. ได้เล่าถึงหน้าที่ในการออกค่ายมีทั้งไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ เจาะเลือด เก็บตัวอย่าง ฯลฯ ให้แก่ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงแล้ว และยังพบปัญหาด้านคอก ด้านโภชนาการ การคุมกำเนิดสุนัข ปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์ เป็นต้น ในฐานะสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแก้ปัญหาสุขภาพสัตว์ให้แก่เกษตรกรในชนบทอย่างหวังผล และที่สำคัญต้องบูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียนไปแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เพราะการปศุสัตว์ของประเทศไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจ ยังต้องการความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์อีกมาก

“การที่จะเป็นอัศวินที่ดีได้นั้น ต้องเป็นคนเลี้ยงม้ามาก่อน” รุ่นพี่สัตวแพทย์เกษตรคนหนึ่งเคยสอนผม  การจะเป็นสัตวแพทย์ที่ดีต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ในชั้นปีต้นๆ “การเรียนทำให้มีเรางานทำ แต่กิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น”

นุสบา เถระกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 เล่าว่า การมาออกค่ายครั้งนี้ก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ร่วมทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่างานทะเบียนเก็บข้อมูล งานเวชภัณฑ์และแล็บ ตั้งแต่ปกป้องกระติกเก็บวัคซีน ฉีดวัคซีน เจาะเลือดเก็บตัวอย่าง ทำแล็บส่องกล้อง งานบังคับจับสัตว์ จากการไปออกค่ายได้เรียนรู้ทั้งการลงพื้นที่ทำงานในฐานะสัตวแพทย์ การปรับตัวการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนในบ้านและชาวบ้าน และยังได้พบปัญหาจากโรคนิวคาสเซิล (โรคคอบิดในไก่ ตายเฉียบพลัน) โรคระบาด ความแห้งแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอาหารสัตว์ และอัตราการโตของสัตว์ปศุสัตว์ ในฐานะที่จะเป็นสัตวแพทย์ เราต้องรับผิดชอบชีวิตสัตว์ทุกตัว รวมทั้งให้ความรู้แก่เจ้าของสัตว์ด้วย

สิริฉัตร ปู่ชู รองประธานค่ายฯ บอกว่า การออกค่ายเราจึงต้องรู้จักนำทฤษฎีเหล่านั้นมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลได้เข้าถึงการบริการทางด้านสัตวแพทย์มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์ที่ถูกต้องเพื่อจะนำไปต่อยอดและอยู่อย่างพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง การออกค่ายมีคุณค่ามากกว่าความลำบากตอนลงพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่จะทำให้เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและสัตวแพทย์ที่ดีในอนาคต

ทั้งค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบทของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโครงการที่ฝึกให้นิสิตทุกชั้นปีได้นำความรู้จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลความความเจริญที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก นิสิตสัตวแพทย์เกษตรมีจิตอาสาที่จะออกไปรับใช้และช่วยเหลือสังคมชนบทอย่างต่อเนื่อง ดั่งปณิธานของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ว่า “สัตวแพทย์เกษตร สัตวแพทย์ของประชาชน”